การปฏิบตั ิธรรม 129 ต้งั จิต ได้ ต้งั สติ ได้ เหมอื นกนั คอื อย่ำงท่ัวถึง สติ แปลวา่ สติ “ปัฏฐำนะ” แปลวา่ เฉพำะได้ทั่วถงึ ได้ ภาษาบาลีเหมือนกบั ภาษา ต้งั สติหรือต้งั จิต อื่น ๆ จะแปลคาอะไรลงไปหรือแปลเป็นอุปสรรคคาใดคาหน่ึงออกไป แลว้ แต่วา่ ข้อควำม ผกู จิตไวก้ บั แวดล้อมเป็ นอย่ำงไร “ปะ” ธรรมดาแปลวา่ ทว่ั แต่ในบางกรณีถือวา่ เป็น “ปัฏฏิ” คือ เฉพาะ อารมณ์ เหมอื นกบั สาหรับคาวา่ “สติปัฏฐำน” จึงแปลได้ 2 อย่างว่าต้ังสติไว้เฉพำะ เฉพำะเร่ืองใดเรื่องหนึ่ง ต้งั ผกู สติ ต้งั สติไวก้ บั สติไวพ้ ร้อม หมายความว่ำในเรื่องน้นั ครบถ้วน ทัว่ ถึง ทีน้ี เลยบวกเอาท้งั 2 อยา่ งเลยดีกวา่ อารมณ์ ว่ำต้งั สตไิ ว้พร้อม เฉพาะ ท้งั พร้อมท้งั เฉพำะ 42สติปัฏฐาน แปลวา่ กำรต้งั สติไว้พร้อม เฉพำะ ผกู จิตหรือต้งั จิต พร้อมคือ ครบถ้วน เฉพาะคือ เฉพำะเรื่องใดเรื่องหน่ึง เช่นที่ไดจ้ าแนกไวเ้ ป็ น 4 อย่าง คือ กบั อารมณ์โดย กำย เวทนำ จิต และธรรม 4 อย่ำง “ต้ังเข้ำ” คืออย่ำงใดอย่ำงหน่ึง ต้ังไว้อย่ำงพร้อม คือ อาศยั สติเป็น ครบถ้วน ทว่ั ถึง 43ทีน้ีจะพูดถึงคาวา่ สติ โดยเฉพาะอีกทีหน่ึงวา่ ทาไมจึงพูดวา่ “ต้งั สต”ิ ใช้ เครื่องมอื คาว่าสติ และทาไมบางคร้ังจึงพูดว่า “ต้ังจิต” คือความที่ ภำษำ ยืดหยุ่นหรือกำกวมได้ สติ เป็นพวก เกี่ยวกบั การปฏิบตั ิธรรม ต้ังจิต ได้ ต้ังสติ ได้ เหมือนกัน เพราะคาว่าจิตกวา้ ง คือ ต้ังสติ เจตสิก คอื หรือต้ังจิต เหมือนกัน เช่นว่า ผูกจิตไว้กับอำรมณ์ เช่น ลมหายใจ เป็ นต้น ผูกจิตไว้กับ คุณสมบตั ิของจิต อำรมณ์ เหมือนกับผูกสติต้ังสติไว้กับอารมณ์น่ันเอง44ในกรณีอย่างน้ีคาว่ำ “จิต” น้ัน น้ี “จิต” หมายถงึ หมายความกวา้ งไปหมด ไม่ไดห้ มายเฉพาะตวั จิตเอง หมายถึง ทุกเร่ืองท่ี เก่ียวกับจิต ถา้ ตวั จิต แยกออกไปให้ละเอียดอีก เป็นเทคนิคของภำษำ กลายเป็นว่าต้ังจิตหรือผูกจิตด้วยสติ จะ สติ คอื จิต ใชเ้ ป็นความรัดกุมทางภาษา จะพูดอย่างรัดกุมทางภาษาใชว้ า่ ผูกจิตหรือต้ังจิตกับอำรมณ์ ประกอบอยดู่ ว้ ย โดยอำศัยสติเป็ นเครื่องมือ แต่ท่ีแท้ท้ังสติท้ังจิตนน่ั แหละคือ “สติ” จะรู้เร่ืองนี้ละเอียดต้อง คุณสมบตั ิที่สติ ไป ไปศึกษำเกยี่ วกับภำษำโดยเฉพำะ แยกให้ละเอยี ดออกไป 45สติเป็นพวก เจตสิก คือคุณสมบัติ กาหนดอยทู่ ่ีส่ิงใด ของจิต น้ี “จิต” หมายถึงตัวจิต แต่จิตเกิดตามลาพงั ไม่ได้ ถา้ ไม่มีเจตสิกรวมอยู่ดว้ ย เวลา ส่ิงหน่ึงแลว้ แต่ ไปกาหนดเขา้ ท่ีในจิต ในน้นั จะมีจิตที่ประกอบดว้ ยเจตสิก คือสติ จึงกำหนดอะไรได้ หรือ ตอ้ งการ “สติปัฏ แมแ้ ต่คิดนึกอะไรได้ จิตล้วน ๆ ทำอะไรไม่ได้ ตอ้ งมีคุณสมบตั ิอย่างใดอย่างหน่ึงของ มา ฐาน” คือใชจ้ ิตที่ ด้วย ด้วยกันเกิดข้ึนพร้อมกัน ดับพร้อมกัน คุณสมบัติอันน้ัน เรียกว่า สติ 46 สติ คือ จิต ประกอบอยดู่ ว้ ย ประกอบอยดู่ ว้ ยคุณสมบตั ิที่สติ แลว้ ไปกำหนดอยู่ท่ีสิ่งใดส่ิงหน่ึงแล้วแต่ต้องกำร “สติปัฏ สติ เรียกส้นั ๆ ว่า ฐาน” คือใช้จิตท่ีประกอบอยู่ด้วยสติ เรียกส้ัน ๆ ว่าสติ กำหนดอยู่ท่ีส่ิงใดส่ิงหนึ่ง ที่ ต้งั สติ สติ กาหนดอยทู่ ่ีสิ่ง เอาไวพ้ ร้อมหรือเฉพาะสิ่งใดสิ่งหน่ึง เรียกว่า “สติปัฏฐำน” ในบางถ่ินในสมยั โบราณ เขา ใดส่ิงหน่ึง เรียกวา่ ทำสติ การปฏิบตั ิของภิกษุเขาเรียกวา่ “ทาสติ” ไปทำสติ คือ ไปทำกรรมฐำน โดยทา วิปัสสนำเรียกว่ำไปทำสติ อยา่ งน้ี มี ใชค้ าเตม็ รูปของภาษา เรียกว่า สติปัฏฐำน กำหนดต้ัง “สติปัฏฐาน” การ ไว้พร้อมเฉพำะซ่ึงสติ ปฏบิ ตั ิ “ทาสติ” ไปทา 47กำรต้ังสติหรือกำหนดสติ ในสติปัฏฐำน 4 ยกเอา กำย เวทนำ จิต ธรรม มาเป็นหัวขอ้ กำร สติ คือ ไปทา ต้ังสติ เลยต้ังท่ีกำยอย่างหน่ึง ต้ังที่เวทนำอย่างหน่ึง ต้ังที่จิต ตัวจิตเองอย่างหน่ึง แลว้ ต้ังท่ี กรรมฐาน โดยทา ธรรมอย่างหน่ึง 4 อย่าง จึงได้เรียกว่า สติปัฏฐำน 4 โดยจาแนกไปตาม สิ่งท่ีจิตเอำมำใช้ วปิ ัสสนา เรียกว่าไปทา กำหนด นน่ั เอง เรียกวา่ สติปัฏฐาน 4 เพราะแยกกันใหเ้ ป็น 4 ระบบน้ีเรียกวา่ สติปัฏฐำน 4 สติ เรียกว่า สติปัฏฐาน เพรำะ แยกกันเป็ น 4 48แต่ถา้ เอามาปฏิบตั ิใหเ้ นื่องเป็นสายเดียวกนั โดยไม่แยก คือระบบที่ กาหนดต้งั ไวพ้ ร้อม เฉพาะซ่ึงสติ หลกั กำร การต้งั สตหิ รือ กาหนดสติ ในสตปิ ัฏ ฐาน 4 ยกเอา กาย เวทนา จิต ธรรม การ ต้งั สติ ต้งั ทก่ี าย ต้งั ที่ เวทนา ต้งั ทจี่ ิต ต้งั ที่
130 ธรรม4 อยา่ ง เรียกวา่ เรียกวา่ “อำนำปำนสติ 16 ข้ัน” ซ่ึงมี สติปัฏฐำน 4 ซ่อนอยู่ในน้ันครบถว้ น กำรปฏิบัติสติ สตปิ ัฏฐาน 4 ปัฏฐำน 4 จึงปฏิบัติทีละอย่ำง ไม่ไดแ้ ยกเม่ือไรท่ีไหน อย่างไร แต่ว่า แยกกัน จึงเรียกวา่ สติ มาปฏิบตั ิให้เนื่อง ปัฏฐาน 4 แต่ถา้ มาปฏิบตั ิโดยระบบวิธีท่ีวางไวเ้ ฉพาะอย่างย่ิงที่พระพุทธเจ้ำท่ำนสรรเสริญ เป็นสายเดียวกนั ไม่ ว่ำเหมำะสมสะดวกท่ีสุดกลำยเป็ น อำนำปำนสติ 4 หมวด หมวดละ 4 ข้นั เป็ น16 ข้นั เหมือน แยก คือระบบ ท่ีพูดถึงกนั อยู่บ่อย ๆ ซ่ึงจะไดพ้ ูดโดยละเอียดเฉพาะเร่ืองน้ันอย่างน้ี เรียกว่า อำนำปำนสติ เรียกวา่ “อานาปาน ภำวนำ ถา้ เป็นอานาปานสติเฉพาะแบบน้ี จะบอกเฉพาะแบบท่ีพระพทุ ธเจา้ ท่านตรัสไวอ้ ยา่ ง สติ 16 ข้นั ” สติปัฏ น้ี 49จะดูวา่ ต้ังสติหรือกำหนดสติ ต้งั อย่ำงไร การกาหนดสติต้งั สติโดยส่วนใหญ่ โดยหลกั ฐาน 4 อยใู่ น ใหญ่ 2 เรียกเป็ นภาษาธรรมะว่า “ต้ังสติอย่ำงสมถะ” อย่างหน่ึง ให้สงบ “ต้ังสติอย่ำง ครบถว้ น ปฏิบตั ิสติ ปัญญำ” วปิ ัสสนานนั่ อยา่ งหน่ึงต้งั เพื่อใหร้ ู้ 50ถา้ ต้งั สติในทางใหส้ งบเพอ่ื จะแกค้ วามฟุ้งซ่าน ปัฏฐาน 4 จึงปฏิบตั ิ ต้ังสติไปในทำงสมถะทำให้สงบเพื่อแก้ควำมฟ้งุ ซ่ำน ถา้ ต้งั สติไปในทางปัญญาวิปัสสนาน้นั ทีละอยา่ ง แกโ้ ง่ ปัญหำทำงจิต มีอยู่ 2 ขอ้ คือ ฟุ้งซ่าน เดือดร้อน ราคาญ ไม่เป็นผาสุกทางจิตน้ีอย่าง ต้งั สติหรือกาหนด หน่ึง ต้ังอย่ำงสมถะเพ่ือแกส้ ่วนน้ี คิดจะต้งั ถา้ ปัญหามีวา่ โง่ ไปหลงรักนน่ั รัก ยดึ นนั่ ยดึ อยา่ ง สติ ต้งั อยา่ งไรว่า น้ี ต้องต้งั อย่ำงปัญญำ เพ่อื แกโ้ งห่ รือทาให้หำยโง่ ต้งั อยา่ งสมถะแกโ้ รคทางจิตโดยเฉพาะ ต้งั “ต้งั สติอยา่ งสมถะ” ทำงวิปัสสนำหรือปัญญำแก้โรคทำงวิญญำณ จึงไดข้ อร้องไวห้ ลายคร้ังหลายหนเมื่อก่อนน้ี ใหส้ งบ “ต้งั สติ ว่าให้จำไว้ 3 อย่ำงว่ำ โรคทำงกำย โรคทำงจิต โรคทำงวิญญำณ โรคทางกายไปหาหมอที่ อยา่ งปัญญา” โรงพยาบาล โรคทำงจิตทำงวิญญำณต้องมำหำธรรมะในพุทธศำสนำ ต้งั จิตหรือปฏิบตั ิจิต วปิ ัสสนา อยา่ งสติปัฏฐำนน้ีเอง ถา้ ต้งั อยา่ งสมถะทาใหส้ งบ เพือ่ แกโ้ รคทางจิต แกป้ ัญหาทางจิต ถา้ ต้งั ต้งั สติไปในทาง อยา่ งวิปัสสนาหรือปัญญา แกโ้ ง่หายโรคหรือหมดปัญหาในทางวิญญาณอยา่ งน้ี ดงั น้นั สติ สมถะทาใหส้ งบ ปัฏฐำนจงึ มีวธิ ีเจริญ 2 แบบหรือ 2 ข้นั 2 ระดบั คือระดับสมถะอย่ำงหนึ่ง ระดบั ปัญญำอย่ำง เพอ่ื แกค้ วามฟุ้งซ่าน หน่ึง 51ระบบอำนำปำนสติ 16 ข้ัน ไปพร้อมกนั ไปเลยไปตามลาดบั ต้งั แต่สมถะไปจนถึง ต้งั สติไปในทาง ปัญญา ไปจนถึงมรรคผลนิพพาน อานาปานสติ 16 ข้นั กวา้ งอยา่ งน้นั ถา้ จะพูดอย่างสตปิ ัฏ ปัญญาวิปัสสนาแก้ ฐำน 4 ทวั่ ๆ ไปพดู ถึงต้งั จติ ๒ ระบบน้ี ระบบสมถะทาอยา่ งหน่ึง ระบบปัญญาทาอยา่ งหน่ึง โง่ ปัญหาทางจิต แลว้ ไม่ค่อยพูดถึงมรรคผลนิพพาน พูดแต่กำรต้ังจิต เอา้ ทีน้ี ดูกนั ให้เห็นชดั ในสติปัฏฐาน ตอ้ งต้งั อยา่ งปัญญา 4 น้นั ทีละอยา่ งโดยหวั ขอ้ หรือโดยหลกั ใหญ่ ๆ ไดพ้ ดู แลว้ วา่ สติปัฏฐานมีวธิ ี 52สติปัฏฐำน 4 คือ กำย เวทนำ จติ ธรรม 4 อยา่ ง อยา่ งแรกคือ กาย เอำกำยมำเป็ นอำรมณ์เป็ น เจริญ 2 แบบคอื วัตถุสำหรับต้ังสติ ในท่ีน้ีจะเอากายตามความหมายธรรมดา คือ เนื้อหนังร่ำงกำย เอาเน้ือ ระดบั สมถะ ปัญญา หนงั ร่างกายมาพิจารณามากาหนดไม่ใช่มาพิจารณา มำต้ังสติลงไปท่ีกำย กาหนดความเป็น ระบบอานาปานสติ อย่างไรของกาย ความไม่สวยไม่งามไม่อะไรต่าง ๆ เพื่อให้จิตหยุด สงบ แต่ยงั ไม่พิจารณา 16 ข้นั ลาดบั ต้งั แต่ เร่ืองอนิจจงั ทุกขงั อนัตตา ท่ีกาย อย่างน้ี เป็ นสมถะ ดูรูปร่างของร่างกาย เอาส่วนใดส่วน สมถะไปจนถึงปัญญา หน่ึงของร่ำงกำยเป็ นวัตถุเป็ นนิมิต ดูแต่เพียงให้ หยุดฟุ้งซ่ำน หยุดกำหนัดอย่ำงหยำบ ๆ เป็ นเรื่องของสมถะเป็ นกำยคตำสติ 53ส่วนสมถะ คาว่า “กำย” ยงั หมายถึง ลมหำยใจดว้ ย วิธีกำร เพราะว่าลมหายใจน้ันเน่ืองอยู่กบั กาย และปรุงแต่งกายหรือเป็ นตวั ชีวิต พระพุทธเจา้ ท่าน ตรัสเองว่า กำยเป็ นชื่อ ช่ือหนึ่งของลมหำยใจ ลมหายใจน้ี ปรุงแต่งกำย กายขาดเครื่องปรุง สติปัฏฐาน 4 คือ กาย เวทนา จิต ธรรม 4 อยา่ ง อย่าง แรกคือ กาย เอากาย มาเป็ นอารมณ์เป็ น วตั ถุสาหรับต้งั สติ มาต้งั สติลงไปที่กาย เป็นสมถะ ดกู าย เอาส่วนหน่ึง ร่างกายเป็นวตั ถเุ ป็น
131 นิมติ เป็นกายคตา แต่งเมื่อไรสลายเมื่อน้ัน ดงั น้ัน ลมหายใจจึงถูกเรียกว่ากายดว้ ย เอำกำยคือลมหำยใจมำ สติ กำหนด เหมือน “กาหนดอานาปานสติ” ข้นั แรก ๆ หายใจยาวรู้หายใจยาว หายใจส้ันรู้หายใจ ส้นั กาหนดกายเพยี งเท่าน้ี แตน่ ้ี เป็ นสมถะ มีผลทาใหห้ ยดุ ความฟ้งุ ซ่าน กระวนกระวาย แม้ “กาย” หมายถึง ลม จะทาไปไดม้ ากจนถึงเป็ นฌำน เป็ นสมำบัติ สูงสุดอยู่แค่สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ราคาญ ไม่เป็ น หายใจเนื่องอยกู่ บั ทุกข์ แต่ยงั ไม่หายโง่ กาหนดท่ีร่างกายน้ี ดีกาหนดที่ลมหายใจดี เพียงประโยชน์แต่ความ กาย และปรุงแตง่ สงบ หยดุ ฟ้งุ ซ่านอยา่ งหน่ึงเรียกวา่ วา่ ต้งั สติไว้อย่ำงสมถะ ต้งั สติไวอ้ ยา่ งสมถะ 54อนั ท่ี 2 ต้งั กายหรือเป็นตวั ชีวิต สติอย่ำงวิปัสสนำหรือปัญญำ เม่ือใจคอปกติดีแลว้ พจิ ำรณำกำยว่ำ ไม่เที่ยง เป็ นทุกข์ เป็ น เอากายคือลมหายใจ อนัตตำ กายเน้ือ ไม่เท่ียงเป็นทุกข์ เป็นอนตั ตา ลมหำยใจน้นั ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนตั ตา มากาหนด“กาหนด ชาวบา้ นเขาเรียกว่า ยกพระไตรลักษณ์เข้ำมำจับ หรือว่ายกอำรมณ์ขึน้ ไปสู่พระไตรลักษณ์ อานาปานสติ”เป็ น ได้เหมือนกัน ยกพระไตรลกั ษณ์มาหามาใส่ หรือว่ายกอารมณ์น้ีไปหาพระไตรลักษณ์ สมถะ เหมือนกนั ใหพ้ บกนั กบั พระไตรลกั ษณ์ คือเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ แลว้ กนั เพ่งอยา่ งน้ี เพ่งกายนน่ั แหละ แต่เพ่งอยา่ งน้ี เรียกว่ำ เป็ นต้ังสติอย่ำงปัญญำหรืออย่ำงวิปัสสนำ 55เรื่อง ต้งั สติอยา่ ง ความเพ่ง คาวา่ “เพ่ง” คือ ฌำน แปลวา่ เพ่ง ฌ.เฌอ สระอา นอหนู ฌานะ แปลวา่ เพ่ง เพ่ง วิปัสสนาหรือ อยา่ งกาหนดลกั ษณ์ กาหนดอารมณ์เป็นสมถะ ถา้ เพ่งลกั ษณะใหร้ ู้ความจริง เป็ นปัญญำหรือ ปัญญา พิจารณา วิปัสสนำ มีอยู่ 2 เพ่ง ใชส้ ับสนปนเปกนั ไปหมดจนลาบาก พวกท่ีแปลเป็นภาษาฝรั่งใชก้ นั กายว่า ไมเ่ ท่ียง เป็น ผิด ๆ จนฝรั่งอ่านไม่รู้เรื่องหรือไม่ได้เร่ืองท่ีแท้จริง ปนกันหมดระหว่างคาว่า Meditate, ทกุ ข์ เป็นอนตั ตา concentrate , speculate ปนกนั ยงุ่ ไปหมด ถา้ จะเอาเป็นหลกั เป็นเกณฑ์ meditate เพ่งเฉย ๆ ยกพระไตรลกั ษณ์ เพ่งอย่ำงไร ได้ ถ้ำ meditate ลงไปที่วัตถุน้ัน เป็ น concentrate คือรวบรวมจิตกระแสจิต เขา้ มาจบั หรือว่ายก ท้ังหมดมำจดจ่ออยู่ท่ีส่ิงนี้สิ่งเดียวเป็ น concentrate ถา้ เพ่งหารายละเอียดขอ้ เท็จจริงอะไร อารมณข์ ้ึนไปสู่พระ อย่างใดอย่างหน่ึง กลายเป็ น speculate เพื่อรู้ขอ้ เท็จจริงอนั ละเอียดลึกซ้ึงออกไป เอำคำว่ำ ไตรลกั ษณ์ ได้ concentrate meditate มำปนกันยุ่ง ในหนังสือหนังหำท่ีเขียนเป็ นภำษำต่ำงประเทศ ลำบำก เหมือนกนั แมใ้ นภาษาไทยน้ี ยงั ลาบากตอ้ งไปหาหลกั ท่ีถูกตอ้ งและแน่นอนวา่ คาว่า “ฌานะ” แปลว่า เพ่ง ถา้ เพ่งอำรมณ์ เพ่งให้จิตหยุดอยู่ที่น่นั แลว้ เป็ นสมถะ ถา้ เพ่งหำควำมจริงอย่ำงลึกซึ้ง “เพง่ ” คือ ฌาน เป็นปัญญาหรือเป็นวปิ ัสสนา ทีน้ีคาวา่ “สติปัฏฐาน” คาเดียว กินความหมาย 2 อยา่ ง แยกไป กาหนดอารมณเ์ ป็น ทางสมถะได้ แยกไปทางวิปัสสนาได้ เหมือนท่ีไดพ้ ูดแลว้ สาหรับกายวา่ ทาอย่างไร เพ่งให้ สมถะ ถา้ เพง่ จิตหยุดอยู่ท่ีน่ัน หรือเพ่งกำยให้จิตหยุดอยู่ท่ีนั่น เป็ นสมถะ เพ่งกำยให้รู้อนิจจัง ทุกขัง อารมณ์ เพ่งให้จิต อนัตตำ เป็ นปัญญำ 56เรื่องท่ี 2 เวทนำ เอำเวทนำมำเพ่ง เป็ นอำรมณ์ เพ่งเพียงว่า รู้สึกว่ำ หยดุ อยู่ เพง่ เป็ นอย่ำงไร เวทนาเป็นอยา่ งไร ลองมีเวทนาอะไรทีน้ี เป็นสมถะ สอง ไปเพ่งอนิจจัง ทุกขัง ลกั ษณะให้รู้ความ อนัตตำของเวทนาจึงจะเป็นปัญญำ อยา่ งที่เรียกกนั วา่ เจ็บหนอ เจบ็ หนอ น้ี เพง่ แตว่ า่ เจ็บนะ จริง เป็นปัญญาหรือ เป็นสมถะ เพง่ จนหายเจ็บ อยากจะขอแทรกพิเศษหน่อยตรงน้ีวา่ ถา้ เกิดเจบ็ ข้นึ มาเจ็บปวด วปิ ัสสนา อยู่ 2 เพง่ ท่ีเน้ือท่ีหนงั หรือแมแ้ ต่ที่ใจ คือ เหนื่อย เช่น ความเหนื่อย ไม่สบาย เพ่งเขา้ ไปที่นนั่ ท่ีเจ็บน่ะ เพง่ กายให้จิตหยดุ เด๋ียวจะหายเจ็บ เพ่งเข้าไปท่ีเหนื่อยเดี๋ยว จะหายเหน่ือย ทีน้ีไปเอะอะโวยวายเสีย ไม่มี อยทู่ ี่นน่ั เป็นสมถะ ประโยชน์อะไร ถา้ เจ็บข้ึนมาแลว้ ลองเพ่งว่า เจ็บหนอ ๆ ลึกเข้ำไปท่ีเจ็บ เดี๋ยวจะหายเจ็บ เพ่งกายให้รู้อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา เป็น ปัญญา เวทนา เอาเวทนามา เพง่ เป็นอารมณ์ เพ่ง เพียงว่า รู้สึกวา่ เป็น อยา่ งไร เวทนาเป็น อยา่ งไร เอาเวทนา เป็นอารมณ์ กาหนด จิตหยดุ อยทู่ ี่นนั่ เรียกวา่ เพง่ สมถะ เพ่งว่า เจบ็ หนอ ๆ
132 ลกึ เขา้ ไปที่เจบ็ หรือเหน่ือยเดินทางมาเหนื่อยอยากจะหายเหนื่อยเร็ว ๆ อยา่ ไปเพ่งที่อ่ืน ต้องรวมสติให้ดี เดี๋ยวจะหายเจบ็ ให้น่ิงให้ดีแล้ว เพ่งท่ีความเหนื่อย เด๋ียวความเหน่ือย จะละลายสูญหายไปส้ิน เร็วกว่าอยา่ ง ตอ้ งรวมสติใหด้ ี ให้ อ่ืน แล้วหายสนิทกว่าอย่างอื่น 57 เอำเวทนำเป็ นอำรมณ์ กำหนดจิตหยุดอยู่ที่นั่น อย่างน้ี น่ิงให้ดีแลว้ เรียกวา่ เพ่งสมถะ ยงั ไม่หายโงย่ งั ไม่หายฟุ้งซ่าน ราคาญ อยากจะหายโง่ ตอ้ งเพ่งเวทนำน้ี 58 เอาเวทนาเป็ น เป็นอะไรบา้ งท่ีจริง คือตวั การอนั ร้ายกาจที่สุดท่ีทาเร่ืองราวเกิดข้ึนแก่มนุษย์ ปัญหำต่ำง ๆ อารมณ์ กาหนดจิต เกิดมำจำกเวทนำ โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ คือ สุขเวทนำ ที่เป็นท่ีต้งั ความยึดมนั่ ถือมน่ั ไม่เป็นสุข หยดุ อยทู่ ่ีนนั่ ส่วนตวั เพราะวา่ หลงในเวทนำ ทะเลาะววิ าทกบั คนอ่ืนเพราะมีเวทนาอยา่ งใดอยา่ งหน่ึงเป็น เรียกว่า เพง่ สมถะ ตน้ เหตุ คือสุขเวทนา อยากมีบา้ นเรือนท่ีดินอะไรต่าง ๆ เพื่อความสุขเวทนาน้ี สุขเวทนาน้ี แลว้ ไม่ไดอ้ ยา่ งใจ ทะเลาะวิวาทกนั เป็นความกนั อะไรกนั เรื่องโลก ๆ โลก ๆ เห็นอย่างง่าย ปัญหาต่าง ๆ เกิดมา ๆ เป็นอยา่ งน้ี ในทางธรรมะเหมือนกนั สุขเวทนำ ตวั เวทนาน้ีทาใหร้ ักหรือทาให้โกรธ ยนิ ดี จากเวทนา เพราะเวทนา ยนิ ร้าย เพราะเวทนา ในส่วนบุคคลในส่วนลึก ส่วนธรรมะมีเวทนาแหละเป็น โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ปัญหา ส่วนชาวบา้ น เร่ืองโลก รบกนั ทวั่ โลกเวลาน้ี เพราะมีมูลอยู่ท่ีเวทนำ ท่ี ตอ้ งการคือ คอื สุขเวทนา ท่ีต้งั สุขเวทนา นายทุนตอ้ งการสุขเวทนา กรรมกรตอ้ งการสุขเวทนา รบกนั ไดอ้ ยา่ งสลบั ซบั ซ้อน ความยดึ มนั่ ถอื มนั่ เป็ นมหาสงครามในโลกน้ี ท้งั ท่ีอุตริไปโลกพระจนั ทร์ โดยหวงั ว่าในท่ีสุดจะแสวงหำสุข เพราะว่าหลงใน เวทนำปริยายใดปริยายหน่ึงมาได้ อุตส่าห์ไปถึงโลกพระจนั ทร์ 59ไม่รู้ว่าอะไร ๆ อยู่ใน เวทนา มูลอยทู่ ี่ ร่ำงกำยน้ีท้งั หมดจะตอ้ งแสวงหากนั ที่ร่างกายน้ีภายในน้ี ทางธรรมะ จึงมีระบบสติปัฏฐำน เวทนา ตอ้ งการคือ ให้ต้ังจิตหรือสติให้ถูกต้อง จะพบทำงออกทำงหลุดรอดออกไปจำกควำมทุกข์ รู้จกั เวทนา สุขเวทนา แลว้ รู้จกั ทำตนให้เป็ นนำย เหนือเวทนำ ดงั น้นั เอาเวทนามาเพ่งดูว่าเป็ นอย่างไร เวทนาน้ี เป็นอยา่ งไร น้ีเป็นสมถะ 60ขอ้ เท็จจริงวา่ เองเป็นตวั การหลอกมนุษย์ จึงจะต้องทาลายดว้ ย อะไร ๆ อยใู่ น อาวุธ คือปัญญำ ไม่ใหม้ าปรุงแต่งหลอกลวง ไดอ้ ีก คือ เอำอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำใส่เขา้ ไป ร่างกายน้ีท้งั หมด ที่เวทนาเหมือนกบั ท่ีเอาไปใส่เขา้ ที่กาย พิจารณากายอนั ดบั สุดทา้ ย ดว้ ยปัญญาเห็นวา่ กายน้ี จะตอ้ งแสวงหากนั เป็นอนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา พอมาถึงเวทนาอนั ดบั สุดทา้ ย เอำอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ ใส่เข้ำ ท่ีร่างกายน้ีภายใน ไปในเวทนำ ให้ หมดฤทธ์ิหมดอานาจ 61เรื่องที่ 3 คือจิต กาหนดลกั ษณะจิตเป็ นอย่างไร จึงมรี ะบบสติปัฏ กาลงั เป็นอยู่อยา่ งไร กาลงั โกรธ หรือกาลงั รัก หรือกาลงั อะไร ตามอยา่ งน้ี เป็นสมถะ เอำจิต ฐาน ให้ต้งั จิตหรือ เป็ นอำรมณ์ พอรู้พอกำหนดจิต อีกอนั หน่ึงคือสติไปท่ีนนั่ เป็นสมถะ 62คือดูจิต เพ่งต่อไปวา่ สติให้ถกู ตอ้ ง จะ จิต เป็นสังขำรธำตุ วิญญำณธำตุ ประกอบอยูด่ ว้ ยความเป็ น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ เอาจิต พบทางออกทาง เอาอนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตาใส่เข้ำไปทจี่ ติ ไม่ให้เป็ นตวั ตนไม่ให้เป็ นตวั กขู องกู ไมใ่ หเ้ ป็นตวั ตน หลดุ รอดจากทุกข์ ของตน เป็ นปัญญำเป็ นวิปัสสนำ พิจารณาจิต มี 2 อย่างอย่างน้ี จึงรู้ว่าจิตเป็ นอย่างไร รู้จกั เวทนาแลว้ กาหนดเท่าน้ี เป็นสมถะ กาหนดเพียงภาวะว่าจิตของของ ว่ากาลงั เป็นอย่างไร เป็นสมถะ รู้จกั ทาตนเป็นนาย ถา้ วา่ กาหนดวา่ ขอ้ เท็จจริงของ อย่างไร คือ เป็นอนิจจงั ทุกขงั อนตั ตาอย่างไร เป็นปัญญา เหนือเวทนา เป็นวปิ ัสสนา 63หมวดที่ 4 วา่ พจิ ำรณำธรรม “ธรรม” แปลวา่ สิ่งท้งั ปวง หรือข้อเท็จจริงของ สิ่งท้ังปวงที่วา่ รูปธรรม นามธรรม เร่ืองรูปกบั กำยเอาไปไวท้ ่ีกายนะ ส่วนเรียกวา่ ธรรม ทีน้ี อาวุธ คือปัญญา เหลือแต่พวกนามธรรม ให้พิจำรณำนำมธรรม ส่ิงท่ีเป็ นนามธรรม มากมายหลายอย่าง ไม่ให้มาปรุงแต่ง หลอกลวง คอื เอา อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตาใส่เขา้ ไปท่ี เวทนา ใหห้ มดฤทธ์ิ จิต กาหนดลกั ษณะ จิตเป็นอยา่ งไรเอา จิตเป็นอารมณ์ รู้ กาหนดจิต คือสติ ไปท่ีนน่ั เป็นสมถะ จิต เพง่ ต่อไปว่า จิต เป็ นสังขารธาตุ
133 วญิ ญาณธาตุ นบั ต้งั แต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จนกระทงั่ ธรรมะท่ีเป็นศีล สมำธิ ปัญญำ เป็นการ ประกอบอนิจจงั ทุก ปฏิบตั ิ เป็ นมรรค เป็ นผลของการปฏิบตั ิ เรียกว่าธรรมท้งั น้ัน เอา นามธรรมอย่างใดอย่าง ขงั อนตั ตา เอา หน่ึงมากำหนดพิจำรณำอยู่ แลว้ เรียกว่า พิจำรณำธรรม คือ ธรรมำนุปัสนำสติปัฏฐำน ท่ี อนิจจงั ทุกขงั เป็นสมถะ เช่น เอาคุณของพระพทุ ธเจ้ำมำกำหนดอยู่ในใจ เอาคุณของพระธรรมมากาหนด อนตั ตาใส่เขา้ ไปที่ อยใู่ นใจ เอาคุณของพระสงฆม์ ากาหนดอยใู่ นใจอย่างน้ี เอาคุณของทาน ของศีล ของอะไร จิตไมใ่ หเ้ ป็นตวั ตน มากาหนดอยู่ในใจ กระทงั่ เอาเรื่องธรรมท่ีทำคนให้เป็ นเทวดำมำกำหนดอยู่ในใจ เรียกว่า ไม่ใหเ้ ป็นตวั กขู องกู เทวตำนุสติ เหล่าน้ี เป็ นสมถะไปหมด คือจิตหยุดอยู่ที่นั่นแล้วสบำยดี พิจารณาพุทธคุณวา่ เป็ นปัญญาเป็ น วิปัสสนา พิจารณา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ อะไรอยู่อย่างน้ี แลว้ ธรรมคุณ สวากขาโต สันทิฏฐิโก อะไรอยู่ จิต อย่างน้ี สังฆคุณ สุปะฏิปันโน ญายะปฎิปันโน อะไรอยอู่ ย่างน้ี เป็นสมถะ เรียกวา่ เห็นธรรม เรียกว่าเอาธรรม เอานำมธรรมอย่างใดอย่างหน่ึงมา ถึงแม้ว่ำจะเอำธรรมะจริง ๆ เป็ นศีล พิจารณาธรรม “ธรรม” แปลว่าสิ่ง สมำธิ ปัญญำ มำกำหนดพจิ ำรณำอย่เู พียงแต่กำหนดว่ำ เป็ นอย่ำงไร ตวั กำลังรู้สึกอยู่อย่ำงไร ท้งั ปวง หรือ ให้พิจำรณำในแง่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ เรียกว่ำสมถะ ต่อไปน้ี พิจารณาทุกอย่าง เป็ น ขอ้ เท็จจริงของสิ่ง อนจิ จัง ทุกขัง อนัตตำ แมแ้ ตม่ รรคผลนพิ พำน เป็นอนตั ตา ธรรมะท้งั ปวงเป็นอนตั ตา สัพเพ ท้งั ปวง นามธรรม ธมั มา อนตั ตา หรือ สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินเิ วสายะ มองดูสิ่งท้งั ปวง ไม่ยกเวน้ อะไรเลย ใน อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง ฐานะเป็นอนตั ตา เรียกวา่ พิจารณาธรรมในส่วนปัญญา ในช้นั ปัญญา 64เอาละ่ ทีน้ีคณุ พอจะ มากาหนดพจิ ารณา สังเกตเหน็ ได้เองและจับหลักได้เองวา่ สมถะจะพิจารณากาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม อยู่ แลว้ เรียกวา่ ตามเพ่ือจิตหยุดสงบอยู่ท่ีนั่นในสิ่งน้ัน แลว้ หยุดความกระวนกระวายได้ ส่วนการกาหนด พจิ ารณาธรรม คือ สติในช้นั ปัญญาหรือวิปัสสนาน้นั รูดกราวเดียวหมดไปเลย ดว้ ยเร่ืองอนัตตำ 65พจิ ารณากาย ธรรมานุปัสนาสติ ตวั กายสักวา่ กาย แต่สัตวบ์ ุคคลตวั ตน บทท่องมีอยู่อย่างน้ี บทสูตรสาหรับท่องมีอยู่อย่างน้ี ปัฏฐาน ท่ีเป็น เพราะกำยสักว่ำกำย ไม่ใช่สัตวบ์ ุคคลตวั ตนเราเขา เวทนำนี้สักว่ำเวทนำ ไม่ใช่สัตวบ์ ุคคล สมถะ พิจารณาทุก ตวั ตนเราเขา จิตน้ีสักวา่ จิต ไม่ใช่สัตวบ์ ุคคลตวั ตนเรา เขา ธรรมท้งั ปวงน้ี สักว่าธรรม ไม่ใช่ อยา่ ง เป็น อนิจจงั สัตวบ์ ุคคลตวั ตนเราเขา ให้ดูกำรพิจำรณำท้ัง 4 อย่ำงน้ีใช้สูตรเหมือนกันหมด ถา้ ไม่ใช่สัตว์ ทุกขงั อนตั ตา บุคคลตวั ตนเราเขา ท้ังสติปัฏฐำนน้ี กลายเป็น ปัญญำ ข้ึนมาเต็มรูปอยา่ งน้ี เคยเรียนทีแรก แมแ้ ต่มรรคผล ในเบ้ืองตน้ วา่ สติน้นั เป็นพวกสมาธิน่ัน ในเบ้ืองตน้ ส่วนสัมมาสติจดั ไวใ้ นสมาธิขนั ธ์น้นั นิพพาน เป็น เป็ นเบ้ืองต้น คือพิจารณาอย่างที่ทีแรกท่ีว่าพิจำรณำสมถะเป็ นสมำธิ เป็ นสมาธิไปแต่ อนตั ตาเรียกว่า สมยั ก่อนน้ี สติ กลำยเป็ นปัญญำขนั ธ์ไป เมื่อพิจำรณำในฐำนะไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตน เขำ พจิ ารณาธรรมใน เพราะโดยเฉพาะอยา่ งยิ่งอานาปานสติหมวด 4 คือ อนิจจานปุ ัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัส ส่วนปัญญา ในช้นั สี ปฏินิสสัคคานุปัสสี น้นั เป็นปัญญา เป็นหน้าที่กำรงำนของปัญญำ ตดั กิเลสเป็นมรรคผล ปัญญา นิพพานไปเลย รวมมรรคผลนิพพานไปไวใ้ นหมวดน้ีดว้ ย 66ถา้ ดูตามสติปัฏฐาน 4 จะแยก กาหนดเป็นอยา่ ง ๆ อยา่ ง ๆ กาย เวทนา จิตแลว้ ธรรมแลว้ จบอยทู่ ี่รู้อนตั ตาน้นั จะเป็นปัญญา สงั เกตเห็นไดเ้ อง จริง เป็ นปัญญำ ถึงท่ีสุดจริง ไปสุดอย่ทู ี่อนัตตำหรือสุญตำ ความหมายเดียวกนั คือไม่ใช่ตัว และจบั หลกั ไดเ้ อง ไม่ใช่ตน แลว้ ว่างจากตวั จากตน เป็นสักวา่ ธำตุตำมธรรมชำติ กายน้ี ประกอบอยู่ดว้ ย ดิน สมถะพิจารณากาย น้า ลม ไฟ ธำตุดิน ธำตนุ ้ำ ธำตุลม ธำตไุ ฟ เวทนำ จติ เรื่องเหลา่ น้ี เป็นวญิ ญาณธาตุ เป็นธาตุ เวทนา จิต ธรรม เพ่อื จิตหยดุ สงบอยู่ ท่ีนน่ั ในส่ิงน้นั การ กาหนดสติในช้นั ปัญญาหรือ วปิ ัสสนาการ กาหนดสติในช้นั ปัญญาหรือ วิปัสสนารูดกราว
134 เดียวหมดไปดว้ ย ฝ่ ายวิญญำณธำตุ ธรรมท้งั ปวง ถา้ ไม่แยกเรียกว่า ธรรมธาตุไปหมด ธาตุตามธรรมชาติไป เรื่องอนตั ตา หมด ถา้ ไปแยกเขา้ เป็นกาย เป็นจิต เป็นเวทนาไปอีก แต่แลว้ รวมความไดอ้ ยา่ งเดียวกนั วา่ ท้งั หมด สกั วา่ ธาตุ ธำตดุ ิน ธำตุนำ้ ธำตุไฟ ธำตลุ ม ธำตุวิญญำณ ธำตุอำกำศ เรียกว่าธำตุ บทสูตรสาหรับทอ่ ง 6 ธาตุท้งั 6 ไม่มีสัตวบ์ ุคคลตวั ตน เขาท่ีไหน สติปัฏฐำนต้ังต้นด้วยสมถะแล้วไปจบด้วย มอี ยู่ กายสักวา่ กาย วปิ ัสสนำหรือปัญญำในลกั ษณะอยา่ งน้ี แลว้ ไป ปัญญา ไปสรุปอยทู่ ่ีอนตั ตำหรือสุญตำ ไม่ ไม่ใช่สตั วบ์ คุ คล มีอะไรนอกจากน้ัน จะดับทุกข์สิ้นเชิงได้ ต้องเอำอนัตตำ สุญตำเข้ำมำ ถา้ ไม่อย่างน้ันดบั ตวั ตนเราเขา เวทนา ทุกขช์ วั่ คราวเท่าน้นั 67 มีทางเปรียบปริศนำธรรม ยินในสมุดข่อยที่น่าสนใจ เขียนไวใ้ นรูป น้ีสักวา่ เวทนา จิตน้ี อปุ มาวา่ จะฆ่ายกั ษใ์ หต้ าย ฆา่ พญามาร จอมมารใหต้ าย ตอ้ งไปเอาอาวุธวิเศษมา คอื คนั ศรที่ สกั ว่าจิต ธรรมท้งั ทาข้ึนดว้ ยเขากระต่าย แลว้ สายศรที่ทาข้ึนดว้ ยหนวดเต่า แลว้ ลูกศรที่ทาข้ึนดว้ ยนอของกบ ปวงน้ี สักวา่ ธรรม เขากบ นอกบ อนั เดียวเขาเรียกวา่ นอ 2 อนั เขาเรียกวา่ เขา จะตอ้ งไปเอาเขากระต่ายมาทาคนั ให้ดูการพิจารณาท้งั ศร เอามา 2 เขามาต่อกนั เขา้ ตรงกลาง โคง้ เป็นคนั ศรที่ไปเอาหนวดของเต่ามาควน่ั เป็ นสาย 4 อยา่ ง ใชส้ ูตร ศร แลว้ ไปเอานอกบมาทาเป็นลูกศร ไปยิงไปท่ียอดปราสาทของเมืองยกั ษ์ ประตูเมือง เปิ ด เหมือนกนั หมดท้งั เอง เขา้ ไปได้ ยกั ษต์ ายดว้ ยอุปมาน้ี เล็งถึงคุณค่าของอนัตตำ สุญตำ คือ ไม่ได้มีตัวตน รู้ สติปัฏฐาน ควำมไม่มีตัวตนเมื่อไหร่ เป็นอนั วา่ ถึงที่สุดฉลำดถึงท่ีสุดกาจดั ความโง่ไดท้ ้งั หมด ความโง่ กลายเป็น ปัญญา ท้งั หมด ยงั โง่อยู่ท่ีว่ามีตวั มีตนมีของตน ท่ีเรียกกนั ภำษำธรรมดำสำมัญว่าตัวกูของกู ตวั กู ข้ึนมาเตม็ รูป ของกูน้ีตอ้ งหายไปไม่มีเหลือดว้ ยความรู้เรื่องสุญตำ เร่ืองอนัตตำ สติปัฏฐำน มาจบอยทู่ ่ีสุด ยอดอยทู่ ่ีโดยสูตรว่ำสักว่ำถ้ำตำมธรรมชำติไม่ใช่สัตว์บคุ คลตวั ตนเรำเขำ จำสูตรอนั น้ีใหด้ ีว่า ดูสติปัฏฐาน 4 แยก คอื ลกู ศร ลูกศรท่ีจะเสียบแทงตลอด ทะลไุ ปไมม่ ีอะไรรอหนา้ อยไู่ ด้ เป็นเร่ืองอนั ดบั สุดทา้ ย กาหนดเป็นอยา่ ง ๆ ของสิ่งท่ีเรียกว่า สติปัฏฐำน หายโรคทางวิญญาณ คือหำยโง่ดงั น้นั สรุปสติปัฏฐำนโดยวิธี กาย เวทนา จิต ปฏิบตั ิวา่ ส่วนแรกเป็นสมถะหรือสมาธิ ส่วนที่ 2 เป็นปัญญำหรือวิปัสสนำ ถา้ จะไปเอำอะไร ธรรมแลว้ จบอยทู่ ่ีรู้ มำเป็ นอำรมณ์ของสติปัฏฐำน ได้ท้ังน้ันเลย ไม่ยกเวน้ อะไรแมจ้ ะไปเอาความชวั่ ความเลว อนตั ตาเป็นปัญญา เอากามารมณ์มาเป็ นอารมณ์ ยงั ได้ แต่ว่าไม่แนะนาถา้ เป็ นไม่เหมาะสมหรือเป็ นอนั ตราย จริง ถึงท่ีสุดจริง หรือเสียเวลามากไป ไมแ่ นะนา แนะนาแต่ส่วนที่เหมำะสมเป็นไปรวดเร็ว ฉนั จึงไปแนะนำ ไม่ใช่ตวั ไมใ่ ช่ตน ท่ีกำยที่เวทนำท่ีจิตที่ธรรม ทีน้ีคาวา่ เวทนารวมไปหมด สุขเวทนำแมท้ ี่กามารมณ์จะเอามา วา่ งจากตวั จากตน มองดูเล่นได้ แต่ให้มองไปในทำงถูกต้องจนเกิดควำมเบื่อหน่ำยคลำยกำหนัด ไปเอาลูกศร เป็นสักวา่ ธาตุตาม สุญตาท่ียิงเขา้ ไปให้ แหลกละเอียดกลายเป็นความว่างไปน้นั จึงพูดไดเ้ ลยว่าอะไรได้เอำมำ ธรรมชาติ กาย เป็ นอำรมณ์ของสติปัฏฐำน ทีน้ี ไม่ต้องไปเสียเวลำค้นคว้ำหรือว่ำทดลองให้มำกเกินจำเป็ น ประกอบ ธาตดุ ิน เอา 4 อย่ำงหรือ 4 กลุ่มที่ท่ำนวำงไว้ดีแล้ว สอนไว้ดีแล้ว คือกำย คือเวทนำ คือจิต คือ ธาตนุ ้า ธาตลุ ม ธาตุ ธรรมำรมณ์ มาเป็นวตั ถุสำหรับพจิ ำรณำ เริ่มแรกดว้ ยการพจิ ำรณำให้จิตสงบก่อน ไม่ตอ้ งใช้ ไฟ หลายเร่ืองหลายราวใช้กำยน่ันเองใช้จิตอย่ำงเดียว กำยอย่ำงเดียว เป็ นอำรมณ์ได้ท้ังสมถะ และวปิ ัสสนา ดูควำมเป็ นปฏิกูล เพยี งใหจ้ ิตหยุดความหลงใหลในกาย เป็นสมาธิหรือสมถะ สรุปสตปิ ัฏฐานโดย ข้ึนมาหรือเอากำยคือลมหำยใจมำ กาหนดพิจารณาเพียงให้จิตจิตอยู่ท่ีนน่ั เป็ นสมถะหรือ วิธีปฏบิ ตั ิวา่ ส่วนแรก สมาธิข้ึนมา 68ผล คอื มีสมำธิ คาวา่ “สมาธิ” มีความหมายกวา้ ง อยา่ งที่พดู ใหฟ้ ังอยบู่ อ่ ย ๆ วา่ เป็ นสมถะหรือสมาธิ ส่วนที่ 2 เป็นปัญญา หรือวิปัสสนา ถา้ จะ ไปเอาอะไรมาเป็ น อารมณข์ องสตปิ ัฏ ฐาน ไดท้ ้งั น้นั คือ กาย คอื เวทนา คือจิต คือธรรมารมณ์ มา เป็นวตั ถุสาหรับ พิจารณา เริ่มแรกพิจารณาให้ จิตสงบกอ่ นใชก้ าย อยา่ งเดียว เป็น อารมณ์ไดท้ ้งั สมถะ
135 และวปิ ัสสนา ดูความ ควำมบริสุทธ์ิของจิตในขณะน้ัน ควำมต้ังมั่นของจิตในขณะน้ัน ความว่องไวในหน้ำท่ีของ เป็นปฏิกูล เอากายคอื ในขณะน้นั เรียกว่า ปริสุทโธ บริสุทธิ์ สมาธิโต ต้ังมั่น กัมมานิโย ว่องไวในหน้าท่ีการงาน ลมหายใจมา กาหนด ผลของสมถะเป็ นเพียงตวั น้ี ถา้ ว่าพิจารณาต่อไปทำงปัญญำ วิปัสสนำ เห็นอนิจจัง ทุกขัง พิจารณาเพียงใหจ้ ิต อนัตตำ สรุปเหลือเพียง “อนัตตำ” คาเดียวพอ ผล คือบรรลุมรรคผลนิพพำนข้ึนมา เห็น จิตอยทู่ ีน่ น่ั เป็นสมถะ อนิจจงั อนตั ตา สุญตาเต็มที่แลว้ มีราคะคือหน่ายจางออกไปจากความยดึ มน่ั ถือมน่ั แลว้ ดับ หรือสมาธิข้ึนมา ลงไปแห่งควำมยึดมั่นถือมั่น แลว้ มีมรรคผลนิพพานข้ึนมา ถา้ เขาถาม สติปัฏฐำน จะมีผล อยา่ งไร นกั เรียนในโรงเรียน จะพดู แต่เพียงวา่ เป็นสมาธิ สัมมาสติ เป็นสมาธิขนั ธ์ เพยี งเทา่ น้ี คาว่า “สมาธิ” ความ ถูกไม่หมดตอ้ งพูดไวใ้ ห้หมดท้งั 2 อย่าง เรียกว่าเป็ นสมำธิมีผลอย่างน้ัน เป็ นสมถะ สมาธิ บริสุทธ์ิจิตใน ความต้งั เป็ นผลอย่างน้นั แลว้ เป็ นวิปัสสนาหรือปัญญามีผลอย่างน้ีเลยหมดเลย สติปัฏฐำนยังเป็ น มน่ั จิตในขณะน้นั ผล เคร่ืองมือทีส่ มบูรณ์ต้ังแต่ต้นจนปลำยได้ สมถะพจิ ารณาปัญญา 69ส่วนพิเศษ คือขอ้ ที่วา่ คือข้อเท็จจริงที่ว่าถา้ ต้ังสติเป็ นสติปัฏฐำนอยู่ เป็นท้ังสมถะเป็ นท้ัง วปิ ัสสนา เห็นอนิจจงั ปัญญำอยา่ งน้ี ไม่คอ่ ยจะเห็นกนั เสียแลว้ มกั จะเห็นวา่ เป็นเพยี งสมถะหรือสมาธิ สอนกนั มา ทุกขงั อนตั ตา สรุป เพียงเท่าน้นั เม่ือมีสติปัฏฐำนหรือทำสติปัฏฐำนอยู่ มีท้งั ศีล สมำธิ และปัญญำ ขอร้องวา่ จง เหลือ “อนตั ตา” ไปทำสติปัฏฐำนเถิด จะมีครบอยู่ท้ังศีล ท้ังสมำธิ ท้ังปัญญำ เรื่องน้ี รู้กันดีอยู่แล้วว่า พรหมจรรย์ในพระศำสนำท้ังหมดน้ันต้องครบศีล สมำธิ ปัญญำ ไม่ง้นั ไม่ครบ ถา้ ไม่ครบ ผล ศีล สมาธิ ปัญญา ท้งั 3 อย่าง ไม่ถูกต้องและไม่สมบูรณ์และไม่ดับทุกข์ได้ และเดี๋ยวน้ีทาไม จึงมาพูดกนั แต่สมาธิและปัญญา ซ่ึงเจริญสตปิ ัฏฐำนตามท่ีคนอ่ืนพูดหรือครูบาอาจารยส์ อน ถา้ ต้งั สติเป็นสติ ในโรงเรียนวา่ เป็ นสมาธิ เป็นสมาธิขนั ธ์ บอกใหว้ า่ ไม่ถูก เป็นท้งั สมาธิและปัญญา เด๋ียวน้ี ปัฏฐานอยู่ เป็นท้งั ผมยงั บอกตอ่ อีกวา่ เป็ นท้งั ศีลดว้ ย ท้งั ท่ีในคาพดู เหล่าน้นั ไมเ่ อ่ยถึงศีลเลย ในหมวดแรกท่ีสุด สมถะเป็ นท้งั สัจจะ ทมะ ขันติ จำคะ ไม่ได้พูด ถึงคาว่า “ศีล” คาว่าศีลไม่ถูกเอามาเอ่ย หมายความว่า ปัญญาทาสติปัฏ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมงั สา คาว่าศีล ไม่ไดเ้ อามาเอ่ยถึงเลย คาวา่ “สัมมัปธำน” เพียรระวงั ฐานอยู่ มีท้งั ศีล เพียรละ เพียรสร้าง เพียรรักษา ลว้ นแต่คาว่า ปธาน ๆ ๆ ไม่พูดถึงศีลเลยแลว้ ศีล หายไป สมาธิ ปัญญา ไหนเสีย ถา้ ไม่เขา้ ใจจะเขา้ ใจผิดทีเดียววา่ ไม่ไดพ้ ูดถึงศีลเลย ที่จริงพูดถึงศีลอยูต่ ลอดเวลา เจริญสติปัฏฐาน แต่โดยชื่ออ่ืน แฝงอยูอ่ ย่างเร้นลบั ไม่ไดช้ ื่อไดเ้ สียงกบั เขา ที่จริง มีอยู่อย่างสมบูรณ์ 70ทีน้ี ตอ้ งต้งั ความ มองดูกนั ท่ีสติปัฏฐำน ใหมว่ า่ คนท่ีจะเจริญสตปิ ัฏฐำนน้นั ตอ้ งต้งั ความพยำยำมในกำรที่จะ พยายามในการท่ี สำรวมระวังจิต อยา่ ใหจ้ ิตหนีไปจากอารมณ์ คืออยา่ ใหเ้ สียสติ อยา่ ใหส้ ติขาดตอน อยา่ ใหจ้ ิต จะสารวมระวงั จิต หนีไปเสียจากอารมณ์ ตอ้ งมีกำรเอำควำมต้ังอกต้ังใจ เม่ือมีกำรสำรวมอย่ำงยิ่ง การสำรวม ต้งั สติคือการ จิตน้นั มีอยา่ งยง่ิ มองใหเ้ ห็นวา่ ต้องมีกำรสำรวมจิต สำรวมสติ อยา่ งยงิ่ ต้งั สตคิ ือการสารวม สารวมจิตตอ้ งคุม จิตอย่างย่ิง ตอ้ งรวมสติสัมปชญั ญะอะไรกนั หมดเลย ทีน้ี แยกเอามาแต่การสารวม คาว่า สติ อยทู่ ่ีลมหายใจ “สำรวม” ระวงั คาวา่ สารวมหรือระวงั น้ีนะคือ ศีล ศีล ซ่อนอยใู่ นส่ิงเป็นความสำรวมระวัง เขา้ ออก ทุกชนิด แมแ้ ต่ระวงั จิต ต้องคุมสติ ต้องสำรวมระวัง ให้สติอย่ทู ี่ลมหายใจเขา้ หายใจออก ตลอดเวลา บงั คบั หายใจยาว หายใจส้ัน หายใจเขา้ หายใจออก ตลอดเวลา มีกำรสำรวม บังคับตัวเองให้ ตวั เองให้สารวม สำรวมเท่ำกับธรรมะในการบงั คบั ตวั เอง 71คือศีล คาว่า “วิริยะ” บงั คบั ตวั เอง สารวมอยู่ใน เท่ากบั ธรรมะ สารวมจิตสารวม สติสมั ปชญั ญะ ให้ ทาจริงไปในการ เจริญสติปัฏฐาน การสารวมเป็ นจริ ง มีจริง ศลี มีอยจู่ ริง สมบรู ณแ์ ละเป็น อตั โนมตั ิ การมีศีล ตอ้ ง สารวม ระวงั เต็มที่ จะไม่เบียดเบียน
ตอ้ งสารวมอยา่ งยิ่ง 136 มสี ารวมที่ไหนมี ศีลท่ีนน่ั วิริยะ ความสารวมพากเพียรอยู่น้ี เป็ นศีล ส่วนที่ละความชว่ั ความไม่ดี เพียรละความชัว่ สารวมระวงั ดว้ ย เพียรละความชวั่ ๆ ๆ น้ี เป็นศีล อยใู่ นช่ืออ่ืนรวมอยู่ ๆ เป็นท่ีแต่วา่ อยใู่ นช่ืออื่น เรียกช่ืออย่ำง สติปัญญา ไมใ่ ช่ อื่น ใหร้ ู้จกั ศีลชนิดน้ีกนั เสียบา้ งวา่ คือ ศีลจริงและมีจริง ส่วน ศีล ท่ีรับดว้ ยปาก ปาณาติปาตา สารวมดว้ ยกาลงั น้นั เป็นศีลลม ๆ แลง้ ๆ เมื่อไมไ่ ดม้ ีการสารวมจริง เป็นศีลชนิดที่วา่ แตป่ าก ยงั ไมจ่ ริง ยงั เป็น บงั คบั ของจิตหรือ การต้งั ตน้ เกินไปยงั ไม่มีศีล แต่พอไปสำรวมจิตหรือสำรวมสติสัมปชัญญะ ให้ทำจริงอยา่ ง ของกาลงั กาย ใดอย่างหน่ึงลงไปในการเจริญสติปัฏฐำนเป็ นต้นน้ี การสารวมน้นั เป็ นของจริง มีจริง มี สติปัญญา เรื่อง อย่ำงยงิ่ ในกำรสำรวม ดงั น้นั ศีลมีอยู่จริง สมบูรณ์และเป็ นอัตโนมตั ิ ไมไ่ ดเ้ ป็นอตั โนมตั ิเป็น อนตั ตา จะเป็น ศีลจริงไม่ใช่ศีลนกแกว้ นกขนุ ทองวา่ ปาณาติปาตา เวรมณี แลว้ 72 มีศีล การท่ีจะมีศีล ปาณา หมดทุกอยา่ ง ติปาตา ตอ้ งสารวม สารวมระวงั เต็มท่ีที่จะไม่เบียดเบียนชีวิตในร่างกายผูอ้ ื่น ตอ้ งสารวม อย่างยิ่งที่จะไม่ถือโอกาส ถือเอำประโยชน์ของผู้อ่ืนมำเป็ นของตัว สำรวมอย่ำงย่ิงไม่ ศลี ศลี ที่แทจ้ ริง ล่วงเกนิ ของรักของใคร่ของผู้อ่ืน สำรวมอย่ำงย่งิ ทีจ่ ะไม่พดู หรือไม่ใช้ส่ืออันใด ๆ ให้เขำเข้ำใจ แฝงอยกู่ บั สมาธิ ผิด ให้เขำเชื่อผิด เข้ำใจผิด เสียประโยชน์ให้แก่สารวมท่ีจะไม่กิน ดื่มของเมา จึงจะเป็ นศีล และปัญญา เม่อื ต้งั ดงั น้นั อยทู่ ่ีการสารวมมีสารวมที่ไหนมีศีลที่นนั่ นอกน้นั เป็นศีลท่ีลม ๆ แลง้ ๆ คือไม่ใช่ศีล ความสารวมระวงั เหมือนที่สมาทานศีลจนตาย ไม่รู้จกั มีศีลสักทีเพราะ เป็น นกแกว้ นกขนุ ทองอยเู่ รื่อย ทีน้ี เพือ่ เป็นสมาธิ คนบางคนไม่เคยรู้เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ไปเฝ้าพระพุทธเจา้ ไดร้ ับคาส่ังสอนเรื่องสุญตา เรื่อง อนตั ตา มีจิตแจ่มแจง้ แทงตลอด เขา้ ใจในเร่ืองน้ี ปฏิบตั ิอยู่แมใ้ นขณะน้นั กลายเป็น สติปัฏฐาน 4 ว่ามีศีล มีสมาธิ มีปัญญาครบถว้ น 73ท้งั ท่ีพระพุทธเจา้ ท่านไม่ไดส้ อนเรื่องศีล เพราะเขาเป็น สมถะและปัญญา คนที่มีกำรสำรวมระวังอยู่เป็ นพื้นฐำน แลว้ สารวมระวงั ช้นั ดี สารวมระวงั ดว้ ยสติปัญญา มศี ลี เป็นพ้นื ไม่ใช่สารวมดว้ ยกำลังบังคับของจิตหรือของกาลงั กาย สติปัญญำ เรื่องอนตั ตาจะเป็ นหมด ฐานรองรับอยู่ มี ทุกอยา่ ง เม่ือสารวมระวงั อยอู่ ยา่ งน้ีสารวมระวงั กาหนดลมหายใจอยู่อย่างน้ี ไม่ไปฆ่าสัตว์ การควบคมุ สติ ต้งั ลกั ทรัพย์ ประพฤติผิดในกามหรือล่วงศีลขอ้ ไหนไดเ้ ลย จึงเป็นศีลอยู่เพราะเหตุน้ีแลว้ เม่ือรู้ สติใหอ้ ยู่ มศี ีล แลว้ ว่าทุกอยา่ งโดยเฉพาะเวทนา เป็นสักวา่ ทาสตามธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่น่ารัก น่าพอใจ น่ายดึ มีสมาธิท่ีไป มน่ั ถือมน่ั ถา้ ปัญญำอยา่ งน้ี มีอยู่ ตดั หนทางที่จะไปฆ่าเขา ลกั ขโมยเขา ล่วงเกินของรักเขา พจิ ารณา เป็น สิ้นเชิง ไม่มีทางที่จะไปฆ่าใคร ลกั ใคร ประพฤติผิดในกามแก่ใคร พูดเทจ็ ด่ืมน้าเมาอะไรท่ี ปัญญา ศลี สมาธิ ไหนได้ ส่วนมากของปัญญาที่เห็นอนตั ตาหรือสุญตาน้ัน จึงมีศีลอย่างลึกซ้ึง อยา่ งถูกตอ้ ง ปัญญา สมบูรณอ์ ยู่ อย่างสมบูรณ์ อย่างอยู่ในความรู้เรื่องอนัตตานั่นเอง คนจึงบรรลุพระอรหันต์ท่ีตรงหน้า ในสติปัฏฐาน พระพุทธเจา้ ได้ โดยท่ีไม่ไดพ้ ูดถึงศีล สมาธิ ปัญญาอะไร แต่ มีศีล สมาธิ ปัญญาครบหมด สมบูรณ์หมดอยู่ในน้ัน แลว้ บรรลุมรรคผลนิพพานที่ตรงน้ันเอง ท่ีพูดกนั เพียงไม่ก่ีนาทีก่ี สตปิ ัฏฐานในรูปของ ช่ัวโมง 73จงรู้จักสิ่งท่ีเรียกว่าศีล ศีลท่ีแท้จริง แฝงอยู่กับสมำธิและปัญญำ เมื่อต้ังควำม อานาปานสติภาวนา สำรวมระวังเพื่อเป็ นสมำธิ มีศีลอยทู่ ี่นนั่ เมื่อพิจารณาเห็นอนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา มีศีลซ่อน สติปัฏฐาน 4 พิจารณา อย่ใู นน้นั เหมือนกบั พ้ืนฐานที่มีอยูท่ วั่ ไป แต่วา่ ไม่มอง ไม่ค่อยมองอะไรถึงพื้นฐำนทั่วไป กาย เวทนา จิต ธรรม มกั จะมองอะไรท่ีกาลงั ทาอะไรอยู่หรือแสดงผลอยู่ เหมือน เห็นรถยนตว์ ิ่ง เห็นรถยนต์ วิ่ง ในฐานะเป็ นเคร่ื องมือ และประโยชน์ที่นงั่ รถยนตไ์ ปมากกวา่ ท่ีจะไปเห็นวา่ ในรถยนตม์ ีอะไร เคร่ืองจกั รในรถยนต์ ให้บรรลุมรรคผล มีอะไร ตวั เครื่องจกั รหรือตวั กาลงั ของเครื่องจกั ร ไม่ไดส้ นใจ สนใจท่ีรถยนต์ ว่ิงไปและไป นิพพาน วา่ ถา้ มสี ติ คือ มศี ีล สมาธิ ปัญญา
137 ถึงไดส้ บายตามที่ ตอ้ งการ มกั จะสนใจกนั อย่างน้ี สนใจท่ีตวั รถยนตว์ ่ิงไปและการถึงของ ไม่ไดส้ นใจ เรื่องพ้ืนฐานของเครื่องจกั รหรืออะไรต่าง ๆ น้ีเป็นเร่ืองธรรมดาสามญั ท่ีมนุษย์ จะมองอะไรในส่วนที่เกี่ยวขอ้ งกับประโยชน์ ในกรณีอย่างท่ีว่าน้ีสิ่งที่เรียกว่าศีลน้ันเป็ น พ้ืนฐานไม่ถูกมองเวน้ แต่จะเป็ นผูม้ ีปัญญา ศึกษามาอย่างเพียงพอ 74จึงจะเห็นว่า มีท้งั ศีล สมาธิ และปัญญา ครบกันอยู่เรียกว่า อริยมรรค คาเดียวพอ มีท้งั ศีล สมาธิ ปัญญา วนั น้ี กาลงั พดู กนั ถึงสตปิ ัฏฐำน 4 แลว้ เลยพูดไปเรื่องสติ เรื่องอะไรไปเร่ืองสมถะและปัญญา หมด ไม่มองกนั หน่อย ลึกลงไปน้นั มีศีลเป็ นพื้นฐำนรองรับอยู่ มีการควบคุมสติ ต้ังสติให้อยู่ใน ร่องในรอยท่ีไหน มีศีลที่นน่ั แลว้ มีสมำธิที่นนั่ ถา้ ไปพิจารณาเขา้ เป็นปัญญำดว้ ยไปดว้ ยกนั ฉะน้นั ในขณะที่พิจารณาอยู่ว่าน้ีสักว่าถา้ ตามธรรมชาติไม่ใช่สัตวบ์ ุคคลตวั ตน มีศีล สมำธิ ปัญญำ ครบอยู่อยู่ในจุด ๆ น้นั เพ่งพิจารณาดว้ ยกำลังจิตท้งั หมดให้เห็นว่าน้ีสักว่าถา้ ตาม ธรรมชาติไม่ใช่สัตวบ์ ุคคลตวั ตน คือสติปัฏฐำนสมบูรณ์ แลว้ มีศีล สมำธิ ปัญญำ สมบูรณ์ อยู่ในสติปัฏฐำนน้นั 75 วนั น้ีพูดกนั แต่เพยี งหลกั คร่าว ๆ ทว่ั ไปเก่ียวกบั สติปัฏฐาน จะพูดโดย รายละเอียดในวนั เดียวน้ีไม่ไดเ้ อาไวพ้ ูดวนั อื่นแลว้ จะพูดสติปัฏฐำนในรูปของอำนำปำนสติ ภำวนำเหมาะกวา่ สรุปความในวนั น้ีแตเ่ พยี งวา่ สตปิ ัฏฐำน 4 พจิ ำรณำกำย เวทนำ จติ ธรรม ในฐำนะเป็ นเครื่องมือให้บรรลุมรรคผลนิพพำน จดั เป็นโพธิปัขขิยธรรมดว้ ย จดั เป็นธรรมะ ที่ฝักฝ่ ายของโพธิที่เป็นเครื่องมือให้บรรลุมรรคผลนิพพาน เรียกวา่ สตปิ ัฏฐำน 4 เรียกส้ัน ๆ วา่ มีสติหรือทำสติ จะทาสติแลว้ มีสติ ถา้ มีสติชนิดน้ี คือมีศีล สมำธิ ปัญญำ สมบรู ณ์แลว้ ผล คอื มรรคผลนิพพาน ต้องตำมมำโดยไม่ต้องสงสัยไม่ต้องต้ังปรำรถนำ แต่ทาใหถ้ ูกตอ้ งอยู่มา ไม่ต้องอธิษฐำนขอให้บรรลุมรรคผลนิพพาน แต่ให้ทำถูกต้องอยู่ด้วยสติปัฏฐำน มา เรียกว่าเช้ือเชิญ ออ้ นวอน อธิษฐานกนั ให้เป็ นพิธีรีตรองมากไป เป็ นเร่ืองน่าสงสาร แลว้ เวลาของหมด (https://pagoda.or.th/buddhadasa/2512-31-4.html วนั ที่ 8 มิถุนายน 2564 ) ตารางท่ี 4.3.3 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “กำรปฏิบตั อิ ำนำปำนสตหิ มวดท่ี 4 ธัมมำนุปัสสนำ” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระธรรมโกศำจำรย์ (พทุ ธทำสภิกขุ) จาแนกตามแนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั R3] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคดิ R3-74การปฏิบตั ิอานาปานสติหมวดที่ 4 ธัมมานุปัสสนา (อบรมพระภิกษุในพรรษา อบรมจิตต ธรรมานุปัสสนา ภาวนา ปี 2531) การบรรยายคร้ังน้ี พูดเรื่อง อำนำปำนสติ หมวดท่ี 4 เรียกว่า ธรรมำนุปัสสนำ เรื่องการตามเห็น เป็นเรื่องกำรตำมเห็นธรรม เป็นหมวดสุดทา้ ยหมวดที่ 1 กำย หมวดที่ 2 เวทนำ หมวดที่ 3 จิต ธรรม “ธรรม” หมวดที่ 4 ธรรม กวา้ งกว่าหมวดไหนหมดเพราะคาว่า “ธรรม” หมำยถึง ทุกส่ิง หรือส่ิงท้ัง หมายถึง ทกุ สิ่ง ปวง จนในบดั น้ีท่านเล็งถึงสิ่งท่ีเป็ นท่ีต้ังแห่งควำมยึดถือเป็ นปัญหำอยู่ ปฏิบตั ิสมบูรณ์แบบ หรือส่ิงท้งั ปวง จึงปฏิบตั ิครบท้งั 4 หมวด คนทวั่ ไปหรือความนิยมทว่ั ไปปฎิบตั ิหมวดน้ีเป็ นส่วนใหญ่ คือ หนา้ ที่ตอ้ งปฏบิ ตั ิ หมวดธรรม แลว้ เรียกว่า พระอนิจจัง พระทุกขัง พระอนัตตำ เรียกอย่างโบราณด้วยความ ตามกฎของ ธรรมชาติ
138 ปฏบิ ตั เิ ร่ือง เคารพ ฉะน้นั คนแก่ ๆ หรือ ธรรมดาสามญั ทวั่ ไป เขาตอ้ งมุ่งกนั ที่นี่เรียกวา่ ปฎิบัติหมวดธรรม อนตั ตาเรื่องเดียว โดยเฉพาะพจิ ารณาถึงคาว่า “ธรรม”หมายถึง สิ่งท้ังปวง ท่ีเคยพูดมาแลว้ ไม่รู้ก่ีคร้ังกี่หนวา่ ถา้ เร่ืองปฏบิ ตั ลิ ดั รู้จกั ธรรมโดยสิ้นเชิงแลว้ รู้โดย 4 ความหมาย วา่ ธรรมชาติ กฎของธรรมชำติ หนา้ ท่ีท่ีตอ้ ง ไปปฏบิ ตั อิ นตั ตา ปฏิบตั ิตามกฎของธรรมชำติและผลเกิดมาเป็ น 4 ความหมายใหธ้ รรมไหนเป็ นปัญหาเฉพาะ เป็นหลกั ว่า หน้า ธรรมที่เป็ นธรรมชาติ และท่ีเป็ นที่ต้งั แห่งความยึดถือแล้วไปยึดถือเขา้ แล้วเป็ นทุกข์ ปฏบิ ตั อิ านาปาน เรียกวา่ ธรรมที่กำลังเป็ นปัญหำ หรือที่กาลงั ยดึ ถืออยู่ ถ้ำศึกษำธรรมท้งั หมด หมด หมด หมด สติตอ้ งปฏบิ ตั มิ า ต้งั แต่ตน้ ปฏบิ ตั ิ ท้ังพระไตรปิ ฎก หรือหมดท้ังจักวำล ด้วยธรรมที่เป็ นปัญหำ คือ ธรรมที่กำลังยึดถืออยู่ แล้ว มาแตข่ ้นั ตน้ ทสี่ ุด เป็ นทุกข์คนทั่วไป 75ชอบปฏิบตั ิลดั เรียกว่า ปฏิบัติเรื่องอนัตตำ เรื่องเดียว เรื่องปฏิบตั ิลดั ไป แลว้ ไล่ ๆ ๆ ๆ ปฏิบตั ิอนตั ตาโดยเฉพาะผูเ้ ฒ่าผแู้ ก่ รู้เร่ืองอนตั ตา หายใจเป็นอนตั ตาพอแลว้ เคยพูดเป็ นหลัก มาตามลาดบั ขอ้ ว่ำปฏิบัติอำนำปำนสติต้องปฏิบัติมำต้ังแต่ต้น ปฏิบตั ิอยู่ในข้นั ไหน พอลงมือ ปฏิบตั ิว่าน้นั ความลบั จาเป็น แลว้ ปฏิบตั ิมาแต่ข้นั ตน้ ท่ีสุด แลว้ ไล่ ๆ ๆ ๆ มาตามลาดบั ขอ้ น้ีมีความลบั จาเป็น เพอ่ื ที่ไดร้ ู้จกั เพ่ือรู้จกั สิ่งท้งั ส่ิงท้งั ปวงเหล่าน้นั มาตามลาดบั พบความเป็ นอนตั ตาตามลาดบั ๆ ๆ 76แลว้ ถึงที่มาสรุปเป็ น ปวงตามลาดบั ท้ังหมดเป็ นอนัตตำท้ังหมด เป็ นควำมลับต้องทำอย่ำงน้นั หมวดน้ีข้นั ท่ี 1 หรือ ข้นั ท่ี 13 ของ พบความเป็ น ท้งั หมด เรียกวา่ อนิจจำนุปัสสี อนิจจำนุปัสสี ออกชื่อแต่อนิจจำอย่ำงเดียว อนิจจงั อย่างเดียว อนตั ตาตามลาดบั แต่ คลุมหมด อะไร ๆท่ีเนื่องอยกู่ บั อนิจจงั หรือสืบต่อมำจำกอนิจจัง รวมหมดอยใู่ นหมวดน้ี ๆๆ เด๋ียวคน เขา้ ใจผดิ วา่ ทาไมพดู แต่อนิจจงั ท้ังทีอ่ นัตตำเป็ นหวั ใจพุทธศำสนำ ฉะน้นั เขาไม่รู้ ถา้ ต้งั ตน้ เห็นอนิจจงั ลงต้งั ต้นดว้ ยการเห็นอนิจจงั แล้ว เป็ นสายตลอดไปจนถึงบรรลุมรรคผล พูดกันติดปากว่า เป็ นสายตลอดไป อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ แต่ในบาลีแท้ ๆ พบแต่ อนิจจงั และ อนัตตา หรือสาคญั ที่สุดอยู่ท่ี จนถงึ บรรลุมรรค อนัตตา ถ้ำอนัตตำเห็นอนัตตำได้ง่ำยเริ่มไปแต่เห็นอนิจจัง หมวดน้ีจึงเอาอนิจจงั ข้ึนมาเป็ น ผลอนิจจงั ทุกขงั หมวดตน้ แลว้ กุมความหมายของทุกขงั ของอนัตตา ของตถาตา สุญญตา อะไรไวห้ มด อนตั ตา สาคญั เพราะเนื่องกนั อย่างที่เห็นชดั ติดต่อกนั ไปเลย จึงมำต้ังต้นเห็นอนิจจังกันก่อนตำมหลักเกณฑ์ ที่สุดอยทู่ ่ีอนตั ตา ตามหลกั บาลีน้ี 77กำรปฏิบัติธรรมะน้ันมีความสาคญั อย่างย่ิงอยู่อีกอย่างหน่ึง คือว่าต้องมีของจริง ให้อยู่ใน หลกั กำร ควำมรู้สึก อยู่ในใจ ตอ้ งมีอนิจจังรู้สึกอยู่ในใจในเวลาน้นั ถา้ เรียนในโรงเรียนนกั ธรรม ช้นั ตรี โท เอก อะไรน้นั อนิจจังที่ไม่มีตัวอยู่ในใจ อนิจจังโดยคำดคะเน อนิจจังโดยเหตุผล อนิจจัง การปฏบิ ตั ธิ รรมะ โดยอะไร ไม่รู้ไม่มีตัวอนิจจังมำอยู่ในใจ เรียกว่ำ ไม่ถูกต้อง เป็ นอนิจจงั ลบั หลงั ไม่ใช่เป็ น ตอ้ งมีของจริง ให้ อนิจจงั เฉพาะหนา้ เดี๋ยวน้ีตอ้ งมีอนิจจังกันเฉพำะหน้ำ คือ รู้สึกอย่ใู นใจ 78ดงั น้นั จึงตอ้ งทาทุก อยใู่ นความรู้สึก ส่ิงท่ีให้เห็นอนิจจงั ไวใ้ นใจ ทาสมบูรณ์แบบเห็นอนิจจังมำต้ังแต่ลมหำยใจ กำยสังขำร ควำม อยใู่ นใจ ตอ้ งมี ระงับแห่งกำยสังขำร เวทนำทุกชนิด แลว้ จิตทุกชนิดแยกออกได้ เป็ นหลาย 10 ชนิดใน 3 อนิจจงั รู้สึกอยใู่ น หวั ขอ้ น้นั เห็นอนิจจงั ท้งั หมดนี่ เอาอนิจจงั มาไวใ้ นใจ เป็ นอนิจจงั เฉพำะหน้ำ คือ กำลังรู้สึกอยู่ ใจในเวลา อนิจจงั ลบั หลงั ในโรงเรียนน้นั ไม่ไดผ้ ลเพราะเหตุน้ี 79เห็นอนิจจงั ของอุปาทานิยธรรม หรืออุ ปำทินนธรรม คือ ส่ิงเป็ นท่ีต้ังแห่งควำมยึดถือที่ได้ยึดถืออยู่แล้วว่ำ เป็ นแนวใหญ่ว่า อนิจจำ ทาทกุ ส่ิงเห็น นุปัสสี เห็นอนิจจงั ของอุปาทานหรือส่ิงท่ียึดถืออยใู่ นอุปาทาน พอถึงหมวด 2 วิรำคำนุปัสสี อนิจจงั ในใจ สมบรู ณ์แบบเห็น อนิจจงั ต้งั แต่ลม หายใจ ความระงบั แห่งกายสังขาร เวทนาทุกชนิด จิต ทกุ ชนิดแยกออก ได้ เป็นอนิจจงั
139 เฉพาะหนา้ คือ เห็นการคลาย ๆ ๆ คลายออกของอุปาทาน พอมาถึงข้นั ท่ี 3 คือ นิโรธำนุปัสสี เห็นการดบั ไป กาลงั รู้สึกอยู่ แห่งอุปาทานพอถึงข้ันสุดท้ายปฏินิสสัคคำนุปัสสี เห็นความหมดส้ินอุปาทาน คือ เห็น นิพพำน แลว้ ตอ้ งเห็นอนิจจังของอุปำทำน คือตวั สิ่งที่ยึดถืออยดู่ ว้ ยอุปาทาน แลว้ เห็นความ เห็นอนิจจงั อปุ า คลายออกมาของอุปาทาน เห็นดบั ลงแห่งอุปาทาน เห็นความหมดสิ้นของอุปาทาน หมวดน้ีมี ทานิยธรรม สิ่ง ใจความอยา่ งน้ี มีความสาคญั อยา่ งน้ี 80ถา้ กำหนดไว้ได้แล้วเป็ นกำรดีที่สุด เห็นอนิจจงั ไม่เท่ียง เป็นที่ต้งั แห่ง อนิจจตา ความไม่เท่ียง เห็นทุกขตา ความเป็ นทุกข์ ขอเห็นความไม่เที่ยงเถิด รู้สึกเป็ นทุกข์ ความยดึ ถือที่ได้ ระอา เกลียดชงั ข้ึนมาทนั ที เพราะไม่เท่ียง เปล่ียนเรื่อย เมื่อตอ้ งอยู่กบั ส่ิงไม่เที่ยงน่ี ลาบาก ยดึ ถอื อยู่ วริ าคา ตอ้ งเป็นไปความไม่เท่ียงลาบาก ถ้ำเห็นอนจิ จงั ควำมไม่เทย่ี ง เหน็ ทุกขัง คือควำมเป็ นทุกข์ ถ้ำ นุปัสสี เห็น เห็นอนิจจังทุกคร้ังจริง ๆ เห็นความท่ีว่าต่อสู้ไม่ได้ ต้านทานไม่ได้ คือ อนัตตา อนัตตำ คลาย ๆ ออก พิจำรณำให้เห็นเนื่องกันไป ต้องอยู่กับอนิจจังเป็ นทุกข์ ทุกอย่ำงเป็ นอนิจจัง ต่อตา้ นไวไ้ ม่ได้ ของอปุ าทาน ตอ้ งเป็นทุกข์ น้ีควำมเป็ นอนัตตำแลว้ เห็นต่อไปตามลาดบั ถ้ำมีสติปัญญำหรือละเอียดละออ ข้นั 3 นิโรธา สักหน่อย เห็นธัมมัฏฐิตตำ ความที่ตอ้ งเป็นอย่างน้นั เป็นไปตามธรรมชาติอยา่ งน้นั เป็นธัมม นุปัสสี เห็นดบั นิยำมตำ คือ เป็ นกฎตำยตวั ของธรรมชำติ บงั คบั อยอู่ ยา่ งน้ีแลว้ เหน็ ควำมเป็ นไปตำมเหตุตำม ไปแห่ง ปัจจัย คือ เหน็ อทิ ัปปัจจยตำ ปฏจิ สมุปบำท ในที่สุด เห็นวา่ โอ้ ไม่มีสำระตรงไหนท่ี ยดึ ถือเอำ อุปาทาน ได้ มีแต่กำรไหลไปตำมกระแสแห่งปฏิจสมุปบำท ในท่ีสุดมีแต่เห็นโอเ้ ช่นน้ันเองโวย้ เช่น น้นั เองโวย้ ตถำตำ ๆ ๆ แลว้ แต่ เรียก ให้นำไปสู่สิ่งสุดท้ำย คือ อตัมมยตำ ไม่เอากบั แลว้ โวย้ กาหนดไวไ้ ด้ ไม่มีอะไรมำปรุงแต่งได้อีกต่อไป เป็ นกำรบรรลุผลสุดท้ำย คือเป็ นพระอรหันต์อยู่เหนือกำร เห็นอนิจจงั ไม่ ปรุงแต่งของท้ังส่ิงท้ังปวง เรียก ตลก ๆ ว่า แม่แกว้ ตา คือ กา้ วตา กา้ วตา นี่ แกว้ ตา อนิจจตำ เที่ยง อนิจจตา ทุกขตำ อนัตตำ ธัมมัฏฐิตตำ ธัมมนิยำมตำ อิททัปปัจยตำ แล้ว สุญญตำ ตถำตำ อตัมยตำ จบ ความไม่เท่ียง นี่ แม่แกว้ ตา สามตา ต้งั ตน้ ท่ี อนิจจงั เวน้ จากอนิจจงั ไมม่ ีเกา้ อนั เท่าน้นั 81การเห็นอนิจจำนุปัส เห็นทุกขตา สี เป็นขอ้ แรกน้นั เป็นเหตุผล เป็นเคลด็ ลบั ของธรรมชาติที่ต้งั ตน้ ดว้ ยเห็นอนิจจงั ก่อน มองดู ความเป็นทกุ ข์ ในทางหน่ึงเป็นของน่ารังเกียจ อนิจจัง ทุกขัง อนตั ตำขบกดั แต่ มองดูในอีกดา้ นหน่ึง เป็นของ อนตั ตา ประเสริฐ วิเศษควร เคารพ เรียกวา่ พระ พระอนิจจงั พระทุกขงั พระอนตั ตา ไดย้ นิ คาคนแก่ ๆ พิจารณาใหเ้ ห็น เขาสวดมนตอ์ ะไรกนั เขาใชค้ าวา่ “พระ” พระอนิจจงั พระทุกขงั พระอนตั ตา มาแลว้ ๆ ที่น้ี ดู เน่ืองกนั อยกู่ บั ควำมหมำยของคำว่ำ อนิจจัง แปลว่า ไม่เท่ียง “นิจ ” แปลว่า เที่ยง อนิจ แปลว่า ไม่เท่ียง คือ อนิจจงั เป็นทกุ ข์ เปล่ียนแปลงเรื่อย ๆ ไอค้ าประหลาดคาหน่ึงของนักศาสดาชาวคริสต์ เขาใชค้ าว่า ไหลเรื่อย ทกุ อยา่ งเป็น pantaray pantaray ไหลเรื่อย เขาเห็นความไหลเรื่อย เขาไม่ไดใ้ ชค้ าวา่ อนิจจงั คนน้ี พร้อม อนิจจงั กบั สมยั พระพุทธเจา้ นะ เห็นไอค้ วามไหลเร่ือยจนบอกเพื่อนมนุษยว์ ่า ทุกส่ิงไหลเรื่อย คนท้งั ปวง ว่า ไอบ้ า้ ไอน้ ี่ ไม่เอาดว้ ย ไม่ฟังดว้ ย ถูกจดั ให้เป็นเจา้ ลทั ธิลึกลบั ถูกสาบใหเ้ ป็นเจา้ ลทั ธิ การเห็นอนิจจา ลึกลบั บอกอะไร ไม่รู้ ว่า ทุกส่ิงไหลเรื่อย น่ี เอากบั ความโง่ของคนไม่เห็นอนิจจงั ขอ้ น้ีนึกถึง นุปัสสีต้งั ตน้ ดว้ ย ขอ้ ความในบาลีที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีคนช่ืออารกะ สอนคาสอนเรื่องอนิจจังเหมือนกับ เห็นอนิจจงั กอ่ น เรียกว่า อำรกำนุศำสนี คาสอนของอารกะศาสดาสอนว่า อนิจจงั อนิจจงั ในบาลีมีแต่เพียง ความหมาย เทา่ น้ี ผมเลยคิดถึงศาสดาคริสตค์ นน้นั อำรกะ สมมติเอา ประสมโรงกนั เลย แปลวา่ ไกล อาร อนิจจงั แปลวา่ ไมเ่ ที่ยง คอื เปลีย่ นแปลงเรื่อย ๆทกุ ส่ิงไหลเรื่อย
140 วิธกี ำร กะ ศาสดาในที่ไกลนูน้ สอนให้ไหลเรื่อย พระพุทธเจา้ ตรัสวา่ มีศาสดา ช่ือ อารกา สอนเร่ืองไม่ เที่ยงเหมือน ๆ กบั น่ีให้รู้ไวเ้ ถิดว่า อนิจจัง เห็นได้ง่ำย จนมีใครเห็นเหมือนกบั พระพุทธเจา้ อานาปานสติมา ดว้ ยเหมือนกนั พระพุทธเจ้า ยอมรับรอง อนิจจังอย่ำงเดียวเพรำะ ไหลเรื่อย เอาตวั จริงท่ี ต้งั แต่ลมหายใจ ตรงไหนได้ อนิจจัง คือ มำยำ มายา แลว้ โง่หลงรักสิ่งท่ีไหลเรื่อย ถา้ ทาในใจถึงกริยาอาการ ตวั ลมหายใจ อันน้ีแล้ว เกิดควำมรู้สึกเป็ นคนบ้ำ หลงรักส่ิงท่ีไหลเรื่อย จนพบกันที่ตรงไหนได้กันที่ ไม่เท่ียง ปรุง ตรงไหน นี่ ลองทำในใจอย่ำงนี้ แม้ ไม่ใช้คำบำลี คาธรรมะอะไร เป็นตวั ธรรมะน้นั อยา่ งยง่ิ ไหล แต่งร่ายกายเน้ือ เร่ือย ไหลเรื่อย ไปหลงรัก ได้ อนิจจงั ไม่เท่ียง ไม่เท่ียงคือไหลเรื่อย ไปอยู่กบั ลาบากเป็นทุกข์ ไม่เท่ียง ตามไม่ สู้ไม่ไหว ตา้ นทานไม่ไหว ไม่มีตวั ตนอะไรท่ี เป็นของได้ ลกั ษณะอาการหรือเหตุผลอะไร มี เที่ยงไหลเร่ือย มากมาย ดูเอาเองได้ คือ 82ถา้ ทาอำนำปำนสติมำต้ังแต่ลมหำยใจ ตัวลมหำยใจไม่เท่ียง ความยาวของลมหายใจไม่เที่ยง เปล่ียนแปลงไป ความส้ันไมเ่ ท่ียง ความท่ีปรุงแตง่ ร่ายกายเน้ือน้ี ไมเ่ ท่ียง ความระงบั ลงไปไมเ่ ที่ยง ความกาเริบ ตามเหตปุ ัจจยั ข้นึ มาไมเ่ ท่ียงปี ติข้นึ มาปี ติ ไหลเร่ือยไมเ่ ที่ยง สุขข้นึ มาไหลเร่ือย ไมเ่ ท่ียง ทาจิตสังขารใหร้ ะงบั เห็นอนิจจงั มา หรือไม่ระงับ ตามไม่เที่ยงไหลเรื่อย ตวั จิตชนิดไหนๆ จิตชนิดไหน ในหลายชนิดที่ไดพ้ ูด ต้งั แต่ลมหายใจ มาแลว้ ไม่ว่ำจิตชนิดไหน ไหลเร่ือยแต่ละชนิด ฉะน้นั ทาให้ปราโมทย์ ความปราโมทย์ ไหล เห็นความไม่ เรื่อย ควำมปรุงแต่งจติ เป็ นจติ สังขำร ไหลเรื่อย ความประมาทยงั ไหลเรื่อย ความต้งั มนั่ ต้งั มน่ั เท่ียงแห่ง ยังไหลเร่ือย คือ เปลย่ี นแปลงไปตำมเหตปุ ัจจัย แลว้ วา่ ปล่อย ๆ ๆ ๆ ยง่ิ เห็นความไม่เที่ยงอย่า อุปาทาน คลาย ประมาทที่ไมท่ ามาต้งั แตต่ น้ ดูแตเ่ ด็กเรียน ก ข ตอ้ งต้งั ตน้ เร่ือยไป แม้ ไปถึงกลาง ๆ แลว้ ลงมือ ความยึดมน่ั เรียน ตอ้ งต้งั ตน้ ไปต้งั แต่ ก ข ตวั ก นี่ เป็นเคลด็ ลบั สืบเนื่องเป็นสายที่ราบร่ืนไม่มีที่สะดุดหรือ ความยึดถือว่า ลืม ขอให้เขา้ ใจไวว้ า่ ไอ้กำรทำโดยวิธนี ี้ดีมำกนี้ เห็นอนิจจงั มาต้งั แต่ลมหายใจ พอถึงข้นั 13 ตวั ตน อวชิ ชา เห็นอนิจจงั มาทากนั แต่ตน้ แลว้ เห็นอนิจจงั ต้งั แต่ตน้ จนตลอดสายแต่คนประมาทเขาไม่ทา จางออก ๆ อย่างน้ี และเด๋ียวน้ีประมาทถึงกบั คาดคะเนเอาในโรงเรียน ไดไ้ ม่ตอ้ งมาน่งั ทาวิปัสสนา 83น้ี คอื อาการ อตมั ย มาถึงข้ันที่ 14 วิรำคำนุปัสสี เมื่อเห็นความไม่เที่ยงแห่งอุปาทานหรือ อุปาทานิยธรรม คลาย ตา ปัจจยั ปรุงแตง่ ความยึดมน่ั “วิราคา”แปลวา่ คลายจาง มาถึงข้นั น้ี เร่ิมมีกำรคลำย กำรจำงแห่งอุปำทำนควำม ไมไ่ ด้ มแี ตจ่ าง ยึดถือว่ำตัวตน คลายหรือจาง หมายความว่า กิเลสน่ีละลายลง อนุสัย ถูกกว่า เรียกว่า อนุสัย ออก ๆ ๆ ไป ท่ีมีอยลู่ ะลายลง ๆ จางลง นี่ หมายความวา่ อวิชชำ จางออก ๆ ความมืดจางออก แสงสวา่ งเขา้ ความหลุดพน้ มา แสงสวา่ งเกิดข้นึ วิรำคำจำงออก จำงออก คือไม่ยดึ ม่นั เหมือนแต่ก่อน 84คืออาการของสิ่งท่ี ปรุงแต่งไมไ่ ด้ มี เรียกวา่ อตัมยตำ ความที่ปัจจยั ปรุงแต่งไม่ได้ มีแต่จางออก ๆ ๆ ไป คา ๆ น้ีแม้ เป็นคาแปลก ในสังขารธรรมที่ คาใหม่ ขอจาไวเ้ ป็นหลกั เถิดวา่ ควำมท่ีปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ คือ ควำมหลุดพ้น กิริยำอำกำร เคยปรุงแตง่ ของควำมหลดุ พ้น ปรุงแต่งไม่ได้ไมใ่ หส้ ิ่งน้นั ปรุงแต่งไดอ้ ีกตอ่ ไป อาการที่ คลำยออก ๆ ๆ น้นั “สังขาร” คือ ปรุงแต่งไม่ได้ ๆ ๆ มีในสังขำรธรรมท้งั หลาย ที่เคยปรุงแตง่ “สังขำร” แปลวา่ กำรปรุงแต่ง “วริ าคะ” “จาง” สังขำรน่ี แปลว่ำผู้ปรุงแต่ง สังขำรน่ี แปลว่า ถูกปรุงแต่งสังขารท้ังน้ัน คาเดียวกันอยู่ใน คอื หน่าย หรือ ลักษณะท่ีถูกปรุงแต่งเพรำะไม่เป็ นตัวเองไม่มีความผาสุขเป็ นผูป้ รุงแต่งศตั รูตวั ร้าย การปรุง คลาย ธรรมะเป็น แต่งนน่ั คือ การไม่หยุด ไม่สงบ หรือไม่หยดุ เด๋ียวน้ีจางออก ๆ แห่งการปรุงแต่งไม่มีการปรุง
141 เครื่องหน่าย ข้นั วิ แต่งไม่ถูกปรุงแต่ง คือ เริ่มหลุดพน้ ๆ 85คาว่า “วิรำคะ” บางทีแปลกันว่า ควำมหน่ำย คา ราคานุปัสสี ดู เดียวกบั จาง “จำง” คือ หน่ำย หรือคลำย เช่น สีจางลงน่ี คือหน่าย กระจายออกไปลดความ เห็นความหน่าย เขม้ ขน้ ลงไป เรียกว่า หน่าย ๆ หรือ วิรำคะ คือ ธรรมะเป็ นเครื่องหน่ำย หรือความหน่าย จาง ๆ ๆ ๆ ๆ ส่ิงอะไร ออก จางออกแห่งความยึดมน่ั หน่ายแห่งอสั สาทะ ในกาม ความพอใจ ยินดี ในกาม ในกาม ที่เคยยึดมน่ั ดว้ ย ธาตุ ทีน้ี หน่าย หน่ายความพอใจในรูปธาตุ แลว้ หน่ายคลายความยนิ ดีในรูปธาตุ แลว้ ไปยินดี อปุ าทาน ในอรูปธาตุ แลว้ หน่าย ๆ ๆ จางออกในรูปธาตุ แลว้ หน่าย คลายความยนิ ดีในรูปธาตุ แลว้ ไป ยนิ ดีในอรูปธาตุ แลว้ หน่าย ๆ ๆ จางออกในอรูปธาตุ (ในแทร็คเสียง เป็น รูปธาตุ) หมดเป็น วิราคะ ในช้นั อตัมยตำ ความหน่ายถึงที่สุด หมดถึงที่สุดของความหน่าย คอื หมด ดบั สนิท ไม่วา่ อะไร จาง สุด คอื นิพพาน ออก ๆ ๆ สิ้นหมด เป็นที่สุดแห่งความหน่าย ทีน้ี ในข้นั วิรำคำนุปัสสี นี่ ดเู หน็ ควำมหน่ำย ๆ ๆ ไวพจน์ของ ๆ ๆ ไปตามลาดบั สิ่งอะไรที่เคยยึดมน่ั ด้วยอุปาทาน อุปาทานในส่ิงน้ัน หน่าย ๆ ๆ ๆ ๆ น่ี นิพพาน เป็น เรียกว่า วิรำคำนุปัสสี นั่งดูควำมหน่ำย ควำมจำงคลำยในข้ันนี้อย่ำงเต็มที่น้นั ตอ้ ง ฉะน้นั ตอ้ ง เหตพุ ระ คนฉลาดรอบรู้หมด จึงรู้จกั กำมธำตุ รูปธำตุ อรูปธำตุ นกั ศึกษาแรกเรียนยงั ไมร่ ู้แต่ที่จริง ควร นิพพานปรากฏ รู้ กามธาตุ มีความหมายทางกาม รักใคร่ กาหนดั ยนิ ดีอยา่ งกาม รูปธาตุ ไมใ่ ช่กาม ไมม่ ีกามไม่ เป็นปัจจยั แห่ง มีความหมายแห่งกาม เป็นรูปลว้ น ๆ สูงกวา่ ถา้ จิตใจ สูง ไปหลงรักใคร่ยนิ ดีอยทู่ ่ีรูปลว้ น ๆ การปรากฏ ถา้ ใจ สูงข้ึนไปอีก เออ้ ไอร้ ูปน่ี ยงั เกะกะ ยงุ่ ยาก ลาบาก เอาไม่มีรูปดีกวา่ นี่ ไปพอใจในอรูป นิพพาน ทางจิตใจเขาหมายถึงสมาธิตามลาดบั สูงข้ึน เอาเรื่องชาวบา้ น ชาวบา้ นเดินถนนดีกวา่ กาม คือ กาหนดเป็ น เพศ เร่ืองเพศ รูป ไม่เกี่ยวกบั เพศ เป็ นรูปลว้ น ๆ ทรัพยส์ มบตั ิลว้ น ๆ อะไรอย่างน้ี ขา้ วของ อารมณ์ เรียกวา่ ลว้ น ๆ แมแ้ ต่ของเล่น น่ี พอ “อรูป” สิ่งท่ีไม่มีรูป เป็ นความหมายเป็ นนามอธรรม เป็ นบุญ เจริญสมาธิใน เป็นกุศล เป็นอะไร หลงไปไดเ้ หมือนกนั ละ รู้จกั กนั ไวบ้ า้ งวา่ เก่ียวขอ้ งกนั ได้ กบั รูป กบั กาม นิพพาน กบั รูป กบั อรูป ยงั ไม่เป็ นพระอริยเจา้ นี่ หลงรัก กาหนัดยินดีในกามเป็ นปกติวิสัยของคน ธรรมดาหลงรักในรูปลว้ น ๆ วตั ถุลว้ น ๆ ได้ หลงรักในส่ิงที่ไม่มีรูป ไดเ้ ป็ นเพียงควำมรู้สึก กาหนดความ ต้องคลำยควำมยึดถือหรืออุปำทำนในสิ่งเหล่าน้ัน เม่ือเป็ นทุกข์อยู่ ดูเถิด ตอ้ งมีเหตุไม่ตอ้ ง คลายออก จาง ถามใคร ไอต้ วั ที่ทุกขล์ งไปขา้ งลา่ ง เห็นเหตุ เอา้ มาจากกาม อีกที โอ้ มาจากความหลงใหลใน ออก หน่ายออก รูป อีกที ความหลงใหลในอรูป พบเหตุเพราะวา่ ของช้นั ต่า ๆ ตน้ ๆ เต้ีย ๆ น้ี มีรูป ดี อรูป แห่งอปุ าทาน ที่ ดี ช้นั ต่า ๆ ตน้ ๆ เต้ีย ๆ ถา้ รู้จกั ไอ้ ๓ คาน้ีได้ ดีท่ีสุด กำม แลว้ รูป แลว้ อรูป เกี่ยวขอ้ งกบั อยู่ เคยยึดมนั่ ถอื มน่ั ทุกวนั ในข้นั ตน้ ๆ คลำยออกจำกสิ่งน้นั คือ คลำยออกจำกควำมยึดถือของส่ิงน้นั ไม่ตอ้ งทุบ เห็นอนิจจงั ใน ทาลาย สิ่งน้นั ๆ แต่วา่ คลายความรัก ความพอใจ ความยนิ ดี ในสิ่งน้นั นน่ั ละ เรียกวา่ วิรำคะ มี สิ่งน้นั แลว้ คาบาลี แปล อธิบายยาก วา่ วริ าคาน่ี เลิศกวา่ สังขตะและอสังขตะ สังขตาวา สังขตาวา วริ าโค อาการคลาย ออก ๆ จางออก เตสัง อะขะมคายติ “วิราคะ”ท่านกล่าวว่า เลิศในบรรดาธรรมเหล่าน้ัน คือ ท้ังสังขตะ คือกาหนด สติ และอสังขตะ ถา้ เป็นสังขตะ วิราคะ เลิศ สิเพราะว่า สังขตธรรม หลอกลวง ถา้ มีวิราคะ เลิศ กาหนดนง่ั ดู กวา่ ทีน้ีบรรดาอสังขตะ ที่ มีความหมายหลายชนิด ได้ ไอค้ วามคลายจากความยดึ มนั่ น้นั เลิศ ความคลายออก หรือ เป็นอสังขตะอย่ใู นตวั ถา้ คลายออกไดห้ มด คือ ไม่ปรุงเป็นอสังขตะ น่ี ค่อยขา้ ง ฟัง ๆ แห่งอุปาทาน ยาก แต่พอ เห็นไดอ้ ย่างน้ีในโรงเรียนนักธรรมเขา อธิบายอย่างไร ไม่รู้ วิราคะ เลิศกว่า ท้งั สังขตะ และอสังขตะ 86สรุปง่าย ๆว่า วิรำคะ ในช้ันสุด คือนิพพำน ไวพจน์ของนิพพำน ทีน้ี นิโรธานุปัสสี ตามเห็น นิโรธ คอื ความดบั สิ้นสุดลงไป แห่งความยดึ มน่ั ถือมน่ั ดว้ ย อปุ าทาน กาลงั นง่ั พิจารณาอยนู่ ่ี ดบั ลงไป แลว้ ดู วา่ ดบั ดบั ดบั วิราคะดูจาง
142 คลาย ๆ นิโรธ มาถึงความกากวมของคา ๆ น้ี สรุปเอาว่าเป็นได้ วิรำคะ เป็นเหตุไดเ้ ป็นผลได้ วิราคะ ถา้ เป็น ดู ดบั ๆ ๆ เหตุ เป็นเหตุให้ไดว้ ิมุติ ถา้ ว่าเป็นผล เป็นผลมาจาก นิพพิทำ ถา้ มี นิพพิทา เบื่อหน่าย มีวิราคะ เรียกว่า นิโรธา วิราคะ เป็นผล ถา้ วริ าคะกลายเป็นเหตุ ใหไ้ ดว้ มิ ตุ ิ เอาเป็นเหตไุ ด้ เอาเป็นผลได้ แลว้ ยงิ่ กว่าน้ัน นุปัสสี ในที่บางแห่งเป็นไวพจนข์ องนิพพาน มีหรือวา่ ดูทางหน่ึง มาเป็นปัจจยั ท่ีทาให้นิพพานปรากฏ มีไม่ใชค้ าว่า เหตุ เพราะวา่ ไม่ไดส้ ร้างนิพพานข้ึนมา แต่เป็ นเหตุท่ีทำให้พระนิพพำนปรำกฏ คาวา่ “นิโรธ” เป็ นปัจจัยแห่งกำรปรำกฏของนิพพำน นี่ เป็นทางนิพพานท่ีเป็นไวพจน์หรือคาแทนช่ือแห่ง แปลวา่ ดบั นิ นิพพาน บทว่า เอตัง สันตัง เอตัง ปนีตัง ยทิทัง สัพพสังขาระ สมโถ สพูปทิ ปฏินิสัคคโค พาน แปลว่า ดบั ตัณหทโย วิราโค นิโรโธ นิพพานัง อย่างน้ี เป็ นไวพจน์ของกันท้ังน้ัน เป็ นนิพพำน เป็ น ดว้ ยท้งั 2 อยา่ ง ไวพจน์ของนิพพาน ผู้ใดกำหนดคำเป็ นอำรมณ์ เรียกวา่ เจริญสมำธิในนิพพำน เป็ นนิพพำน ดบั เหลือ ดบั ไม่ เหลอื ดบั ไป สมำธิ สมาธิในอมตะ เป็นธรรมนิพพาน เรียกง่าย ๆ ส้ัน ๆ ไม่เคยไดย้ นิ บทว่า เอตัง สันตัง เอ เรื่อย ๆ จนกว่า ตัง ปนีตัง ยทิทัง สัพพสังขาระ สมโถ สพูปทิ ปฏินิสัคคโค ตัณหทโย วิราโค นิโรโธ นิพพานัง ดบั หมด แลว้ ไปเร่ือยไปจนถึงนพิ พำนงั เป็ นอำรมณ์ ถา้ พูดอยา่ งน้ี วิรำคะเป็นตวั นิพพานเป็นตวั ไวพจน์ของ “สมาธิภาวนา” นิพพาน แทนช่ือนิพพาน ดูอีกทีหน่ึงเป็นปัจจยั ใหป้ รากฏให้นิพพานปรากฏ โดยทว่ั ไปถือว่า การทาความ วิรำคะ เป็ นมรรค นิโรธะเป็นผล วิราคะเป็นมรรคยาน นิโรธะเป็นผลยาน คู่กนั ไป มรรคคือ เจริญจิตใจดว้ ย วิราคะ นิโรธะ คือผล คือนิพพาน 87กาหนดอะไรในอำนำปำนสติข้นั น้ีเอาตามตวั หนงั สือเลย อานาจสมาธิ กำหนดควำมคลำยออก คลำยออก จำงออก หน่ำยออก ๆ แห่งอุปำทำน ท่ีเคยยึดมนั่ ถือมน่ั ใน เอกคตาจิต มีนิ อะไร ตาม พอเหน็ อนิจจังในส่ิงน้นั แลว้ อาการคลายออก ๆ จางออก มี นงั่ ดู นงั่ ดู ใชค้ าวา่ นง่ั พานเป็ นอารมณ์ ดูสมมติ คือกำหนด สติกำหนดน่ังดูควำมคลำยออก ๆ แห่งอุปำทำน เห็นเลยไปถึงการคลาย มีนิโรธแห่ง ออกแห่งกิเลส คลำยออกแห่งอวิชชำ คลำยออกแห่งควำมทุกข์ควำมเท่ำท่ี เข้มข้นด้วยกิเลส ความดบั เป็น ด้วยอุปำทำน คลายออก ๆ จางออกคลายออก ๆ ของโลกียธรรมจนหมดส้ินควำมเป็ นโลกีย จดุ หมาย ได้ ธรรม เป็นโลกตุ ตรธรรมคลายออกโลกียธรรมท่ีเป็นที่ต้งั แห่งความยึดถือ หรือความยดึ ถือใน เอกคตา มี โลกียธรรมคลำยออกหมดกลำยเป็ นโลกุตตรธรรม 88 เขา้ ไปสู่ข้นั ท่ี 15 ต่อไป เรียกว่า นิโรธำ นิพพานเป็ น นุปัสสี ตามเห็นนโิ รธคือความดบั ส้ินสุดลงไปแห่งความยดึ มน่ั ถือมน่ั ดว้ ยอปุ าทาน ในกรณีน้นั อารมณ์ เรียกว่า ๆ หลายข้นั ตอน หลายระดบั อุปาทานในข้นั ตน้ ๆ ดบั ลง เรียกวา่ นิโรธ อุปาทานข้นั สุดทา้ ย สมาธิภาวนา ดบั ลง เป็ นพระอรหนั ต์ เรียกว่ำ นิโรธ เด๋ียวน้ี อปุ าทานอะไรท่ีกาลงั นงั่ พิจารณาอยนู่ ่ี ดบั ลงไป คลมุ หมด ท้งั แลว้ ดูวา่ ดบั ดบั ดบั ดูดบั ๆ ๆ ๆ วริ าคะดูจางคลาย ๆ นิโรธ ดู ดบั ๆ ๆ เรียกวา่ นิโรธำนุปัสสี สมถะวปิ ัสสนา ดบั ไม่สิ้นเชิง ดบั น้อย ๆ ดบั ชวั่ คราว ดบั อย่างในโลก ๆ น้ีเรียกว่า นิพพุตติ “นิพพุตติค” คือ สมาธิ เรียกว่า นิพพำนช่ัวสำมำยิกะ นิพพานชัว่ สมยั ที่ เย็นใจในบำงเวลำ น้ันคือ นิพพุตติหรือนิพพาน สมาธิภาวนา ชวั่ คราว เด๋ียวน้ี ดูเป็นนิพตุ ติ ดบั น้ี ดบั ชวั่ คราว หรือ ดบั ไดก้ ี่มากนอ้ ย ดบั มีเหลือหรือดบั ไม่มี หรือจิตภาวนา เหลือ ดู ดูการดบั ของสิ่งท่ีดบั เห็นชดั อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงในข้นั ใดข้นั หน่ึงในระดบั ใดในระดบั หน่ึงคาวา่ “นิโรธ” แปลวา่ ดับ นิพำน แปลว่ำ ดบั ด้วยท้งั 2 อย่ำง ด้วยกนั นมี้ อี ย่ำงดบั เหลือ ดบั ธรรมานุปัสสนา ไม่เหลือ ดบั มีเหลือ ดบั ไม่มีเหลือ ดบั ไม่มีเหลือ หมดเรื่องดบั ถา้ ดบั มีเหลือ ดบั ต่อไป ตอ้ งทา เรียกว่า ปฏินิสสคั ใหด้ บั ตอ่ ไป ๆ อะไรเหลืออยู่ ดบั ต่อไป แมแ้ ต่วา่ เห็นนิวรณ์ดบั ไปโดยส้ินเชิง ยงั ดีนะ ยงั เห็น คา แปลวา่ สลดั คนื สิ่งเอาถือไวค้ อื อุปาทาน ถอื ไว้ อะไรมาถือไว้ โยน คืน หมายความว่า ปลงไปเสียจาก ความยดึ ถือไว้ เพราะถา้ ยดึ ถือไว้ หนกั ที่ยึดถอื อยา่ ง ยิง่ กว่าส่ิงใดหมด คือยดึ ถือตวั เอง ยึดถอื ตวั กู โยน ของหนกั ออกไป
แลว้ อยสู่ บาย มี 143 ชีวติ เยน็ มชี ีวติ เบา มีชีวิตหลุดพน้ มี นิโรธของนิวรณ์ ตอ้ งรู้ไวว้ ่า นิโรธ ๆ นิพพาน น้ี เป็ นเพียง ธาตุ ธา ตุ ธา ตุ ธาตุชนิดหน่ึง ชีวติ เป็นอสิ ระ เท่าน้นั นะ อยา่ งเอาเป็นตวั ตนข้ึนมา นโิ รธธำตุนี่ มีช่ือเรียกเตม็ ไปหมด นิพพำนธำตุ มีช่ือเรียก นิพพานธาตุ 2 อยา่ ง สอปุ ปาทิเสสนิพพานธาตุ อนุปาทิเสสนิพานธาตุ สักวา่ เป็นธาตุ เป็นธาตุ รู้จกั นิโรธ โดยความเป็นธาตุ ธาติดิน ธาตนุ ้า ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม น่ี วตั ถุธำตุ ตถธุ าตุ นามธาตุน้นั มีอีกหลายอย่าง แล้ว ยงั มีนิโรธธาตุ ไม่น่า จัดเป็ นรูป หรือเป็ นนาม พวกอภิธรรม จัด นิพพานนิโรธเป็ นนาม ผมไม่เขา้ ใจยงั ไม่ยอมรับ ผม ไม่ถือวา่ เป็นรู ปหรือเป็ นนามถา้ เป็ นรูป มีเหตุปัจจยั ถา้ เป็นนาม มีเหตุปัจจยั คอื นอ้ มไป ๆ มเี หตปุ ัจจยั จดั นิพพานเป็นนาม จดั นิโรธ เป็นนาม น่ียงั ไมเ่ ห็นดว้ ย นำมและรูป ต้องเป็ นสิ่งท่ีมเี หตแุ ละปัจจยั เม่ือนิโรธและนิพพาน ไม่ มีเหตุ ไม่มีปัจจยั ไปจดั เป็นรูปเป็นนามไมไ่ ด้ แต่ เป็นธาตุนนั่ ละ ธาตุ ธา-ตุ ธา-ตุ ช้นั อสงั ขต ธาตุ นามและรูป เป็ นธาตุชนิดสังขตธำตุ นิโรธและนิพพาน เป็ นอสังขตธำตุ ไอธ้ าตุน่ี ถา้ แจกกนั ใหห้ มด เรียกวา่ มี โดยยอ่ มี 3 รูปธาตุ อรูปธาตุ แลว้ นิโรธธาตุ ถา้ แจกเพียง ๓ อยา่ ง น้ี เอากามธาตุไปฝากไวใ้ น รูปธำตุ เพราะวา่ กาม เป็นรูป มีรูป รูปธาตุ ธาตุมีรูป อรูปธาตุ ธาตุ ไม่มีรูป นิโรธธาตุ เป็นที่ดบั แห่งรูปธาตุ และอรูปธาตุ เป็นท่ีดบั แห่งธาตุท้งั ปวง ถา้ แจกเป็ น กามธาตุ แลว้ รูปธาตแุ ลว้ อรูปธาตุ และนิโรธธาตุ อยา่ งน้ี เป็น 4 ธาตุ นิโรธธาตุ เป็นธาตุท่ี ดบั แห่งธาตทุ ้งั ปวง (อรูปธาตุเป็นเป็นดบั ๆ แห่งรูปธาตุ และอรูปธาตุ เป็นท่ีดบั แห่งธาตทุ ้งั ปวง ถา้ แยกเป็ น อรูปธาตุ และกามธาตุ) สติปัญญาของคุณ ที่ปฏิบตั ิวิปัสสนาสองสามวนั น้ี เป็ น นิโรธธาตุไดห้ รือไม่ ถา้ เห็นได้ เก่งเหลือประมาณแลว้ เห็นนิโรธธำตุ ธำตุเป็ นท่ีดับแห่งกำม แห่งรูป แห่งอรูป เห็นไดบ้ า้ งไม่มาก นอ้ ย ไอก้ ามที่เคยกดั กินอยา่ งเจ็บปวด เด๋ียวน้ี จำงคลำย หรือดบั ไปบา้ ง หรือวา่ รูปธาตุตวั รูป จางคลายหรือดบั ไป อสั สาทะ ความพอใจยินดีในรูปน้นั จางคลาย ดบั ไป ในอรูป จางคลาย ดบั ไป พูดตรง ๆ ไป ไม่กลวั ใครโกรธ วา่ ไอค้ วามบา้ บุญ เมาบญุ บา้ ดี เมาดี หลงดี น้นั ถา้ จางคลาย หรือ ดบั ลงไปไดบ้ า้ ง อนั น้ี เป็นนิโรธธาตุได้ คณุ ยายคุณตา อาจเป็นนิโรธธาตุในส่วนน้ีไดเ้ หมือนกนั แมท้ าวิปัสสนาน้ีในข้นั ตน้ ๆ เพียงเทา่ น้ี นิโรธ นิโรธเป็ นจุดประสงค์ เป็ นจุดประสงค์มุ่งหมำย เป็ นวตั ถุประสงคม์ ุ่งหมาย ปลายทาง ของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจา้ ท่านตรัสว่า แต่ก่อน ดี เดี๋ยวน้ี ดี พูดแต่เร่ืองทุกข์ กับ ทกุ ขนิโรธ ดบั ไมเ่ หลือแห่งทุกข์ ถา้ มีทกุ ขนิโรธแลว้ หมดปัญหาหมดเร่ือง ดงั น้นั จึงถือว่าเป็ น จุดหมายปลายทางไปถึงท่ีนนั่ ได้ จบเรื่อง เดี๋ยวน้ี ดบั ไปเรื่อย ๆ จนกว่า ดบั หมด แลว้ หมด เรื่อง เป็นจุดประสงค์ 89 สมำธิภำวนำ ใชค้ าวา่ “สมาธิภาวนา” นะ กำรทำควำมเจริญแก่จิตใจ ด้วยอำนำจสมำธิ ไปลงที่นัน่ ไปจบลงท่ีน่ัน เอกคตำจิต มีนิพำนเป็ นอำรมณ์ สมำธิภำวนำ สูงสุด มีนิโรธแห่งความดบั เป็นจุดหมายปลายทางและไดเ้ กิดข้นึ มาแลว้ เอกคตำจิต มีนิโรธ มี นิพพานเป็นอารมณ์น้นั เรียกวา่ สมำธิภำวนำ คลมุ หมด ท้ังสมถะวิปัสสนำ สมาธิ ดี วปิ ัสสนา ดี เรียกวา่ จิต เรียกวา่ สมำธิภำวนำหรือจติ ภำวนำ ได้ สมาธิภาวนาท้งั หลาย มุ่งไปท่ีนิโรธ หรือ นพิ พำน มีนิพพานเป็นอารมณ์ มีนิโรธเป็นอารมณ์ เป็นอารมณ์แห่งธรรมะสมาธิธรรมะสมำธิ คือควำมเพ่งมีนิพพานเป็ นอารมณ์ท้งั สมถะท้งั วิปัสสนา เป็ นธรรมะสมาธิถา้ มีนิพพานเป็ น อารมณ์ เอาละ เป็นอนั วา่ รู้นิโรธ นิโรธ คือ ธำตุชนิดหนึ่งเป็ นที่ดับแห่งธำตุท้ังปวง ถา้ ยงั ไม่
144 ผล เห็นลึกถึงขนาดน้นั เห็นวา่ การดบั มี การดบั มีเมื่อเห็นอนิจจังแล้ว คลำยออกคลายออกแลว้ มี การดบั ส่ิงใดที่เคยรักเคยหลงรักแลว้ เห็นอนิจจงั ของคลายความรัก แลว้ ความรัก ส้ินสุดลง ธรรมชาติ ปรุง ไปน้ี เรียกว่าเห็นนิโรธไดเ้ หมือนกนั เอาไปใชท้ ่ีบา้ นที่เรือน ได้ บวชอยู่ ได้ สึกไปแลว้ ได้ แตง่ คลอดมา รู้จักทำควำมจำงคลำยแห่งอุปำทำนและความดบั แห่งอุปาทานเถิด เป็ นพุทธบริษทั เต็มเน้ือ จากทอ้ งแม่ โดย เตม็ ตวั เป็นพุทธบริษทั ถึงข้นั 90ปฏินิสสัคคำนุปัสสี ข้นั สุดทา้ ย ข้ันท่ี 16 แห่งท้งั หมด หรือเป็น อาศยั บิดา ข้นั ที่ 4 แห่งหมวดน้ี คือหมวดธรรมานุปัสสนา ควร คล่องแคล่ว วา่ ข้ันอะไรของอะไรถ้ำยัง มารดา พอมา ว่ำต้องนึกต้องนับอยู่ ลาบาก ถา้ เป็นนกั เลงแท้ ๆ มองเห็นชดั เรียกวา่ ข้นั อะไรของอะไร ของ คลอดออก ท้งั หมดหรือของหมวดไหน เด๋ียวน้ี เป็นข้ึนท่ีสุดทา้ ยของท้งั 16 ข้นั แลว้ ข้นั สุดทา้ ยของธรร มาแลว้ มี ตา หู มำนุปัสสนำ เรียกว่ำ ปฏินิสสัคคำ คาน้ีแปลว่า สลัดคืน “นิสสัคคา” แปลว่า สละ “ปฏิ” ปฏิ นะ ทวนกลบั คือ คนื สละ สละคืน ความหมาย บอกดีอยแู่ ลว้ สละคืน ที่ถกู ตอ้ ง ตอ้ งคืน คาน้ี มีความหมายศึกษาให้ดีเถอะ ตอ้ งเป็นการสลดั คืนไปสู่สภาพเดิม สภาพใหม่น่ีไปเอามาถือ ไว้ มาแบกไวท้ ูนไว้ พอมาถึงสภาพน้ี โยนคืนกลบั ไป ไม่ถือไว้ ไม่แบกไว้ ฉะน้ัน ปฏินิส สัคคะ คือ หมดควำมยึดถือไว้ หมดความแบกไว้ เป็นความจริงที่สุดตามธรรมชาติ อาการอนั น้ี เป็นความจริงท่ีสุด สละคืนในสิ่งที่ได้เอำมำถือไว้คืออุปำทำน ถือไวอ้ อะไรมาถือไว้ นี่ โยน คืน หมายความวา่ ปลงไปเสียจำกควำมยึดถือไว้ เพราะถา้ ยดึ ถือไว้ “หนัก” หนกั ไม่ว่ายึดถือ อะไร ต่อให้ยึดถือลม หนกั ถา้ สังเกตเป็ น รู้จกั ของดี หนักของไม่ดี หนกั ของไม่ชว่ั ไม่ดี หนัก ถา้ ยึดถือ ถา้ ยึดถือ ไม่เป็ นปฏินิสสัคคะแลว้ ไม่เป็ นนิพพานฉะน้ัน ท่านจึงมีคากล่าวว่า ไม่ยึดถือ แม้แต่นิพพาน โดยความเป็ นนิพพาน หรือเป็ นนิพพานของกู เด๋ียวน้ี ยึดถือไว้ ล่วงหนา้ กู เอานิพพานมาเป็นของกูน้ี เพราะความเขา้ ใจผิดไม่รู้เร่ืองอุปาทาน ความยดึ มนั่ ถือ มนั่ ว่าเป็ นสิ่งเลวร้ายท่ีสุด ไปยึดถืออะไรหนัก ข้ีฝ่ ุนสักเม็ด ยึดถือ หนกั ทรัพย์สมบัติยึดถือ หนัก นิพพานที่เอามายึดถือน้ันไม่ใช่นิพพานจริงเป็ นนิพพานปลอม เพราะนิพพานจริงไม่ ยดึ ถือไม่มีการยดึ ถือในนิพพาน ถา้ ยดึ ถือนิพพาน ถกู นิพพานปลอม หนกั แลว้ ท่ียดึ ถืออยา่ งยิง่ กวา่ ส่ิงใดหมดคือยึดถือตัวเองยึดถือตัวกู หนกั กวา่ ภูเขา ยดึ ถือตวั กู เอาตวั กูมายดึ ถือไว้ หนัก กว่ำภูเขำ หนกั ที่สุด คือยึดถือตวั กู แลว้ ยึดถือเอาเป็นของกู โยนทิ้งไปได้ แลว้ ไม่หนักหลุด พน้ สบำย อิสระ สงบ เย็น เอาปฏินิสสัคคะ มีความหมายที่สุดไม่ใช่โยนทิ้งเหมือนเทขยะนะ ไมไ่ ดม้ ีความหมายอะไรนกั อยา่ งน้ี โยนของหนกั ออกไปแลว้ ไม่มีความหมายเลยหนกั อยา่ งน้ี โยนของหนักออกไปแล้ว อย่สู บำย มชี ีวติ เยน็ มชี ีวติ เบำ มชี ีวติ หลดุ พ้น มชี ีวิตเป็ นอสิ ระ 91เลา่ เร่ืองน้ีตลอดสาย จาง่าย คอยฟังใหด้ ีนะชีวิตนี้ต้งั ตนขนึ้ มำคลอดมำจำกท้องแม่ไม่มีอะไร มา มาตามเหตุตามปัจจยั ไม่ไดร้ ู้จกั วา่ อยากเกิด กูอยากเกิดไม่มี ธรรมชาติ ปรุงแต่ง คลอดมา จากทอ้ งแม่ โดยอาศยั บิดามารดา คลอดออกมา ไม่ถือวา่ กิเลสติดมาแต่นู้น กิเลสเป็นของพ่ึง เกิดเม่ือมีเหตุมีปัจจยั ทาบา้ ๆ บอ ๆ แลว้ แบกกิเลสมาแต่ชาตินูน้ ไม่ไหวไมม่ ีเหตุผลถือว่าชีวิต นี่ ออกมาเกล้ียงไม่มีอะไร ทีน้ี พอมาคลอดออกมาแลว้ มี ตำ หู จมูก ลิ้น กำย ใจ สัมผัสน้ัน สัมผสั น้ี ยินดี ยินร้าย น้ี กิเลสเกิดเพรำะควำมยินดียินร้ำยน่ี พบโจร กิเลสนนั่ คือโจร พบโจร
145 จมกู ลน้ิ กาย ใจ สมคั รเขา้ ไปหาโจรเป็นพรรคพวกโจร สลดั ไอค้ วามบริสุทธ์ิท่ีมีมาแต่กาเนิดไปเสียไม่เอากบั สัมผสั น้นั มึงแลว้ กูไปเอาโจร เอากิเลส สนุก ๆ เด็กโง่ ๆเกิดมาพบโจร คบโจร คบโจรดีกวา่ ไปทาอยา่ ง สมั ผสั น้ี ยินดี โจรอีก มีกิเลส ตญั หา อุปาทาน ไปประพฤติกระทาอยา่ งโจร คดิ ดูสิวา่ เป็นอยา่ งไร โจร ปลน้ ยินร้าย น้ี กิเลส ๆ พอได้ เลยปลน้ เอาธรรมชาติมาเป็นของกูทรัพยส์ มบตั ิของธรรมชาติท้งั หลาย ไอเ้ ด็กโง่ไป เกิดเพราะความ คบโจร ไปปลน้ เอาธรรมชาติ มาเป็นของกู ๆ ๆ ปลน้ เอามาทีน้ี ธรรมชาติ ไม่ยอมไปปลน้ เอา ยินดียนิ ร้าย มา โกงนี่ ตอบแทน กดั เอาสิปลน้ เอามาเท่าไร มาเป็นของกเู ท่าไร กดั เอาเท่าน้นั กดั เอำ กัดเอำ กัด เป็นของกเู ทา่ ไร เอำ นี่ควำมทุกข์หรือกำรเจ็บปวด ถา้ เขากดั หนกั เขา้ หนกั เขา้ น่ี เบื่อ ไอเ้ ด็กโง่น่ีไม่เอาแลว้ โวย้ กดั เอาเท่าน้นั โจรหนั ไปหาของเดิมดีกวา่ ของบริสุทธ์ิของไมโ่ ง่ ไม่หลงของบริสุทธ์ิของเดิม เด็กโง่ เบ่ือ ทีน้ี เด็กโง่เลกิ เป็น เด็กโง่เลิกเป็ นโจร คืนของ คืนของ โยนให้ธรรมชาติ โยนให้ธรรมชำติคืนกลับให้ธรรมชำติ โจร คืนของ คนื เร่ือง จบ นิพพาน จบ 91นิทานสมมติน้ี เขา้ ใจง่ายนะ เด็กโง่ออกมาจากทอ้ งแม่ไม่มีอะไรติด ของ โยนให้ ตวั มา พอมาสักหน่อย คบโจรคอื คบกิเลส ค่อย ๆ เกิดข้นึ ไดเ้ ป็นโจร สมทบกนั เป็นโจรปลน้ ธรรมชาติ ธรรมชาติ เอามาเป็นของกูเป็นของกู ยดึ มน่ั ถือมนั่ อยา่ งน้นั อยา่ งน้ี ยดึ มน่ั เท่าไร กดั เอาเท่าน้ัน รัก กดั อย่างรัก โกรธกดั อย่างโกรธ ไม่รักไม่โกรธ กดั ดว้ ยความโง่ ความหลง ไม่รู้ว่าอะไร คบโจรคอื คบ โลภะ โทสะ โมหะ กดั กดั กดั อุปำทำนหนักและเป็ นทุกข์ ยึดมั่นในขันธ์ท้ัง 5 เป็นทุกข์ ไป กิเลส ค่อย ๆ ปลน้ เอาขนั ธ์ท้งั 5 จากธรรมชาติ มาเป็นของกู กดั เอาเป็นทุกข์ ตอ้ งหนกั กดั หนกั เขา้ หนกั เขา้ เกิดข้นึ โจร อายุ พอสมควรแลว้ เด็ก ๆ ไม่รู้วา่ กดั กาลงั ไปหลงคบโจร คบโจรแลว้ ไดร้ ับโทษ ๆ โอ๊ย !! แย่ ปลน้ ธรรมชาติ แลว้ โวย้ เบื่อทีนีจ้ ำงคลำยออกไป ถึงท่ีสุดโยนคืนเจ้ำของโว้ยไม่เอำแล้วไม่ปล้น แลว้ ไม่เอามา เอามาเป็ นของกู เป็นของกูอีกแลว้ น่ีจบ คาวา่ ปฏินสิ สัคคะ มีความหมายแยบคายมากทีเดียว เด๋ียวน้ีใครกี่คนที่ เป็นของกู ยดึ รู้สึกวา่ กกู าลงั ปลน้ ของธรรมชาติมาเป็นของกูมาเป็นโจรจนกวา่ เดก็ นอ้ ย หายโง่ไม่คบโจรมำ มนั่ ถือมน่ั กดั คบพระพุทธเจ้ำ มาคบความถูกตอ้ งควำมบริสุทธ์ิที่ติดมำในใจแต่เดิมน้นั โยนหมด พบความ อปุ าทานหนกั ปล่อยวาง ความเกล้ียงเกลาแลว้ นัง่ อาบพระนิพพาน โฆษณาชวนเชื่อน้ีไม่โกหกนะ ปี ติ นงั่ และเป็นทกุ ข์ อาบปี ติ สุข นัง่ อาบสุข เด๋ียวน้ี มานงั่ อาบพระนิพพานดีกว่า ไม่เปี ยกไม่แห้ง ว่างดี นั่งอำบ ยดึ มน่ั ในขนั ธ์ ควำมว่ำง นงั่ อาบความวา่ ง ปฏินิสสัคคะ เพราะไดเ้ ห็น เห็นความว่างอย่างน้ี อยู่ในความรู้สึก ท้งั 5 เป็น เรียกวา่ นงั่ อาบพระนิพพาน คืออาบความเยน็ เพราะไม่มีกิเลส เพราะไม่มีความทุกข์ พน้ ความ ทุกข์ เป็นโจร พน้ ความเป็นโจรคืนเจา้ ของ 92พน้ ความเป็นโจร น้ีเป็นอำนำปำนสติ หมวดสุดทา้ ยได้ บอกมาต้งั แต่ตน้ วา่ อำนำปำนสติข้ันไหน ให้พจิ ำรณำอนัตตำ พอมาถึงข้นั น้ีไม่ต้องแล้วเพราะ เด็กนอ้ ยหายโง่ เป็ นอนตั ตาแลว้ เลยอนัตตาแลว้ ไดร้ ับผลแห่งอนัตตาแลว้ พิจารณาผลแห่งอนตั ตาสิ 12 ข้นั ไม่คบโจรมาคบ ข้นั ตน้ ๆ นู่นพิจารณาอนตั ตามาเร่ือย ๆ ทกุ ตอนเพื่อ ไม่ยดึ ถือเป็ นตวั ตน สัตว์ บุคคล เขำในสิ่ง พระพุทธเจา้ มา น้ัน ๆ บดั น้ีมาพน้ จากความยดึ มน่ั ถือมนั่ แลว้ พิจารณาความไม่มีตวั ตนผลแห่งอนตั ตา อบรม คบความถูกตอ้ ง ๆ ๆ ๆ จนจิตประภัสสร น่ี กลายเป็นประภสั สรตายตวั ประภสั สรทีแรก เหมือนกบั เด็กคลอด ความบริ สุทธ์ ิที่ มา จิตเกล้ียงไม่มียึดมน่ั แต่ มาคบโจร คบโจร เป็ นเศร้าหมอง เป็ นกิเลสเรื่อย เลิกคบโจร ติดมาในใจแต่ ประภสั สร ถาวรเป็นประภสั สรพระอรหันต์ ประภัสสรของคนธรรมดำมีตำมธรรมชำติของ เดิมนง่ั อาบพระ จิต ขึน้ ๆ ลง ๆ เดี๋ยวประภสั สร เดี๋ยวไม่ประภสั สร น้ี93 จิตภำวนำ อบรมกนั เสียใหม่ จนจิตอยู่ นิพพานนงั่ อาบ ในสถานะที่อะไรมาปรุงแต่งไม่ได้ คือ เลิกคบโจร ประภสั สรตลอดกาลไม่สูญเสียความเป็ น ความว่าง เป็ นอานาปานสติ ข้นั ไหน ให้ พิจารณาอนตั ตา ไม่ยึดถือเป็นตวั ตน สัตว์ บคุ คลเราเขา ในสิ่งน้นั ๆ พจิ ารณาความไม่มี ตวั ตนผลแห่ง อนตั ตา อบรม ๆ ๆ ๆ จนจิตประภสั สร จิตภาวนา อบรม จนจิตอยอู่ ะไรมา
ปรุงแตง่ ไมไ่ ด้ 146 ถึงอตมั มยตา ภาวะอยเู่ หนือ ประภสั สรอีกต่อไปเป็ นประภสั สรของพระอรหันต์ ประภสั สรของคนธรรมดาน้ันล่อหลุบ การปรุงแต่งส่ิง ประภัสสรของพระอรหันต์ ตายตัว ด้วยควำมอยู่เหนือกำรปรุงแต่งของส่ิงท้ังปวง มา ท้งั ปวง ถึงอตมั มยตา ภำวะที่อยู่เหนือกำรปรุงแต่งของส่ิงท้ังปวง ไม่สูญเสียความเป็ นประภสั สรอีก ต่อไป อตัมยตำเป็ นของขวญั อนั ยิ่งใหญ่ ท่ีพระพุทธเจา้ ทรงประทานไวใ้ ห้ ไดก้ นั ท่ีตรงน้ี เป็นปฏินิสสคั คะคอื ไมม่ ีอะไรปรุงแตง่ ไดอ้ ีกตอ่ ไป ตารางที่ 4.3.4 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “อำนำปำนสตกิ ำรปฏิบตั หิ มวดที่ 3 จิตตำนุปัสสนำ” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระธรรมโกศำจำรย์ (พุทธทำสภกิ ขุ)จาแนกตามแนวคิด หลกั การ วิธีการผล[รหสั R4] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคิด R4-94(อบรมพระภิกษุในพรรษา อบรมจิตตภาวนา ปี 2531) คร้ังน้ีไดบ้ รรยำยอำนำปำนสติ จิตตานุปัสสนา หมวดสามคือ จิตตำนุปัสสนำ ตอ้ งรู้โดยหลกั ทว่ั ไปวา่ ต่างกนั ทุกหมวดแต่ละหมวด ๆ เดี๋ยวน้ี หมวดว่าดว้ ยจิต มาถึงหมวดท่ีว่ำด้วยจิต กำหนดจิต หมวดที่หน่ึงเรียกวา่ นง่ั เป่ านกหวีด หมวดท่ีสองเรียกว่า กาหนดจิต หนั น่งั อาบน้าปี ติหรือสุข กาหนดเวทนา พอมาถึงหมวดน้ีเรียกว่าหันมำจัดกำรกับสิ่งที่เรียกว่ำ มาจดั การกบั สิ่งที่ “จิต” ท้งั ๆ ท่ีวา่ คนส่วนมากไม่รู้ว่าจิตคืออะไร แล้วจัดกำรกับส่ิงท่ีเรียกว่ำจิต แล้วทำให้อยู่ เรียกว่า “จิต” ในอำนำจ พูดบา้ ๆ บอ ๆ ว่า ของเราอยใู่ นอานาจของเราไม่มีเรานะแต่ให้อยู่ในอานาจของ อะไรอำนำจของจิตใช่อำนำจของธรรมะ สาหรับสิ่งท่ีเรียกวา่ จิต จิตนี่มีปัญหาไม่รู้จกั กนั แลว้ เป็นธาตุ ตาม เอามาดูเอามาดูไม่ได้ เอาตวั มาให้ดูไม่ได้ คนโบราณ อยา่ งสมยั เป็นคนป่ ารู้จกั สิ่งน้ีแต่ในนาม ธรรมชาติชนิด ท่ีวา่ ไม่รู้วา่ เป็นอะไรแลว้ เรียกว่ำ จติ ว่ำเป็ นส่ิงศักด์ิสิทธ์ทิ ่ีสิงอยู่ในที่ต่ำง ๆ อยา่ งเรียกว่ำ เป็ น หน่ึง ทาหนา้ ที่ ตัวตน ๆ สิงอยู่ ในที่ทุกส่ิงที่เขาคิดว่าสิงอยู่ ในแผ่นดิน ในตน้ ไม้ ในแม่น้า ในภูเขา ในอะไร หรืออาการอย่าง ตามแมก้ ระทง่ั ในจอมปลวกคดิ วา่ มีส่ิงน้นั แลว้ คนเด๋ียวน้ี ยงั โงเ่ ทา่ คนป่ าเหล่าน้นั นน่ั แหละไม่ น้นั ได้ คือ รู้สึก ดีกว่าหรอก คือไม่รู้ว่าจิตคืออะไร คิดว่าสิงอยู่ในส่ิงน้ันสิ่งน้ี บางทีเชิญมำได้เขำเรียกว่ำ ได้ คิดนึกได้ ไม่ “วิญญำณ”หรือว่ำตัวตน แต่ในพุทธศำสนำเรำ เรียกว่ำจิต ไม่ใช่เป็ นตัวตน ไม่ใช่เป็ น จาเป็นตอ้ งเป็น วิญญำณชนิดน้ัน ช่ือเผอิญไปพอ้ งกนั เขา้ ภิกษุองค์หน่ึงชื่อเกวตั บุตร เขา ศึกษามาก่อน วญิ ญาณตวั ตน เมอ่ื ใดทาหนา้ ท่ีรู้ อย่างไรไม่รู้ แต่ว่าเขามาบวชแล้วเขา ถือหลัก แล้วเที่ยวบ่นเพอ้ พร่ากับผู้อื่นว่า อิเทวะ อารมณ์ รับ อารมณ์ทาง หู ตา วิญญานัง วะตัง สังสะรีตัง คือวา่ จิตน้ีเท่าน้นั วิญญาณน้ีเท่าน้นั ท่ีเคล่ือนท่ีท่องเที่ยวไปใน จมกู ล้ิน กาย ใจ วฏั ฏะ เพื่อนเขาหา้ มไม่ฟัง พระพุทธเจา้ ท่านตรัสใหเ้ รียกตวั ไปถามยงั ตอบตามยงั ยนื ยนั อยา่ ง เรียกวา่ วญิ ญาณ น้นั บอกวา่ แกอยา่ คิดอยา่ งน้นั อย่าถืออย่างน้นั วิญญาณสักวา่ วิญญาณแลว้ สอนถึงเร่ืองท่ีว่า เกิดตำมปัจจยั ไม่เท่ยี ง เปล่ียนแปลงไปตำมปัจจยั เม่ือพวกอ่ืนเขาเช่ือกนั อยอู่ ยา่ งน้นั สอนกนั จิต คือส่ิงที่ คิด อยู่อย่างน้ันว่า มีสิ่งที่เรียกว่า วิญญำณ วิญญาณเจตภูต ใช้คาง่าย ๆ ว่าวิญญาณเจตภูต 95 นึกอะไรได้ โดย พระพุทธเจา้ ท่าน สอนให้รู้เสียให้ถูกวา่ ไม่ใช่วิญญำณเจตภูติอะไรอย่างน้นั เป็ นธำตุ ธำ ตุ ตวั เอง โดยไม่ ธำตุตำมธรรมชำติชนิดหนึ่งทำหน้ำที่หรืออำกำรอย่ำงน้ันได้ คือรู้สึกได้ คิดนึกได้ไม่จำเป็ น ตอ้ งมีตวั ตน ไม่ ตอ้ งเป็นตวั ตนผู้ คิดผูน้ ึก รู้สึกได้ โดยตวั เอง โดย ระบบประสาท ต้องเป็ นวิญญำณตัวตนหรือเจตภูติ ธาตุน้ีรู้สึกได้ คิดนึกได้ เม่ือใดทำหน้ำท่ีรู้อำรมณ์ รับ อำรมณ์ทำง หู ตำ จมูก ลิน้ กำย ใจ เรียกว่ำวิญญำณ วิญญาณเหมือนกนั นั่นแต่เป็ นวิญญำณ
147 ทำงอำยตนะ เม่ือใดคิดนึก เรียกว่า “จิต” เม่ือใดรู้สึกต่อส่ิงต่าง ๆ เรียกว่า “มโน” มโน ๆ แปลว่ำรู้ จิต แปลว่ำ คดิ หรือก่อ วิญญำณ แปลว่ำ รู้แจ้ง ทาหนา้ ที่รู้แจง้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกวา่ วิญญาณ เมื่อทาหน้าท่ีคิดนึก เรียกวา่ จิต ทาหน้าที่รู้ ๆ ๆ ๆ เรียกว่า มโน มโน เราตอ้ ง เขา้ ใจวา่ แมแ้ ต่หญา้ บางชนิด เช่น หญา้ ไมยราบ มีความรู้สึกไปถูกเขา้ หุบ ถา้ อยา่ งน้นั ตอ้ ง มีจิตมีวญิ ญาณ เจตภูติดว้ ยสิ ปะการังบางชนิดรู้สึก รู้สึกต่อการท่ีใครมาใครไปสัมผสั ถูกตอ้ ง รู้สึกท่ีอยู่ใตน้ ้าทะเล มีเจตภูติ มีวิญญาณด้วย ขอให้มำศึกษำว่ำ พุทธศำสนำเรำไม่ถือว่ำมี วิญญำณ ลทั ธิวิญญาณน้ันมีอยู่ก่อน แลว้ ถ่ายทอดกนั มา เรียกว่า ถึงปัจจุบนั น้ี ยังถืออยู่ว่ำมี วิญญำณ เอำวิญญำณเข้ำไปเท่ียวสิงท่ีน่ันท่ีน่ีให้พระพุทธรูป มีวิญญำณอย่ำงนี้ทำกับ พระพุทธรูปอย่ำงกับทำกับคนอย่ำงนี้ ยังเป็ นลัทธิป่ ำเถื่อนคร้ังกระโน้นเรียกว่ำลัทธิวญิ ญำณ animism animism animism น่นั ละ ความท่ีวา่ ไมม่ ีเจตภตู ิ ไม่มีวญิ ญาณ ไมม่ ีจิตชนิดน้นั แต่จิต น่ีเป็ นธำตุตำมธรรมชำติชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติรู้สึกคิดนึกอะไรได้ ไม่ต้องมีตัวตน ไม่ต้องมี ควำมเป็ นตัวตน แต่มีอาการอย่างน้ัน มนุษยเ์ ขา้ ใจว่าเป็ นตวั ตน ๆ สอนกนั มา พอมาถึงยุค พระพุทธเจา้ พระพุทธเจา้ บอกวา่ ไม่ใช่ ไมใ่ ช่ตวั ตน สกั วา่ ธาตุตามธรรมชาติชนิดหน่ึง คดิ นึก ไดเ้ อง ไม่ตอ้ งมีอะไรมาเป็นตวั ตนให้หรอก เช่น คนน้ี มีความคิด ความคิดทาใหเ้ ดินไป ๆ พอ ถึงบ่อ พลดั ตกบ่อ ความคดิ เกิดข้ึนมาใหม่ว่า อยา่ เดินเขา้ ไป พลดั ตกเขา้ ไปในบ่อ คดิ ไดอ้ ยา่ ง น้ีโดยท่ีไม่ต้องมีตัวตนอะไรที่ไหน เราไดร้ ับคาสั่งสอนแลว้ ว่ามีตวั ตน ๆ มาจากลทั ธิเก่าแก่ ของอินเดียที่มาสอนกนั ที่นี่ แถวน้ี แถบบา้ นเราน่ี สุวรรณภูมินี่ วา่ มีส่ิงชนิดน้ีแลว้ เราเช่ือวา่ มี สิ่งชนิดน้ี แลว้ บางทีวา่ คนไทยเรา คนไทยแต่เดิมก่อนอินเดียมาเป็นจีน เป็นคลา้ ยๆ จีนอะไร ตามตอ้ งเชื่ออย่างน้ีอยู่ก่อนแลว้ ไม่ใช่อินเดีย เช่ือว่ำมีตัวตนมีวิญญำณ มีเจตภูติมีอะไรท่ีต้อง เซ่นไหว้เซ่นสรวงตำมแบบจีนที่ยังเหลืออยู่ แปลว่าสมบตั ิเดิมคนไทยเรามีความรู้อย่างน้ี อินเดียมาสอนใหอ้ ยา่ งน้ี มาสอนอย่างละเอียดวิจิตรพิสดาร เมื่อเด็กๆ อาตมาเคยเห็นหนงั สือ ธรรมะเล่มหน่ึงของคุณตา พิมพใ์ ห้อย่างน้ีว่า สอนเร่ืองไอน้ ี่ เรียกว่าวิญญำณบา้ ง มโนบา้ ง เด๋ียวออกมาทาหนา้ ที่ทางตา แลว้ กลบั ไปทาหนา้ ที่ทางหู ออกมากลบั ไปออกมาทาหนา้ ที่ทาง จมูกทางลิ้นทางกาย กระทง่ั ว่า หลบั ลง ออกไปเที่ยวไปเที่ยวเล่น พอกลบั มาคน ต่ืนข้ึนมา หนังสือธรรมะสมยั น้ันยงั มีอย่างน้ี เป็ นหนังสือท่ีผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ใช่พุทธศาสนาเป็ น ฮินดู รู้กนั เอาไวเ้ สียบา้ ง เอาละเป็นอนั วา่ สิ่งท่ีเรียกวา่ 96 จติ น่นั นะ คือสิ่งที่ คดิ นึกอะไรได้ โดย ตัว เอง โดยไม่ต้องมีตัวตน ไม่ต้องเป็ นตัวตนผู้คิดผู้นึกรู้สึกได้โดยตัว เอง โดยระบบ ประสำท เป็นเช่นน้นั เช่นเดียวกบั หญา้ ระงบั หญา้ ไมยราพ ไปถกู เขา้ หุบเอง หลกั กำร 97มาศึกษำให้รู้เรื่องจิต แล้วจนบังคับจิต จิตบังคับจิตได้ อะไรศึกษาจิต คือจิต รู้เร่ืองจิต แลว้ รู้เรื่องจิต แลว้ จน จนบงั คบั จิตได้ จิต ๆ ๆ ไม่มีตัวตน เป็นเรื่องเบ้ืองตน้ หรือเป็นเร่ืองพ้ืนฐาน แลว้ นี่ มาพูดกนั บงั คบั จิต จิตบงั คบั ถึงวา่ จิต ฝึ กจิตอย่ำงไรบงั คับจิตอย่ำงไร แล้ว มปี ระโยชน์อะไร แก่จิตตอ่ ไปตลอดกาล ความรู้ จิตได้ จิต ๆ ๆ ไม่มี ตวั ตน ความรู้ฝึก อนั น้ีเรียกว่า จิตตำนุปัสสนำสติปัฏฐำน ซ่ึงเราพูดกันเป็ นหมวดท่ี 3 ในวนั น้ี ทีน้ีเร่ืองการ จิตอย่างไรบงั คบั ปฏิบตั ิเป็นหลกั ตายตวั ท่ีไดพ้ ูดมาแลว้ วา่ ปฏิบัติอำนำปำนสติข้ันไหนหมวดไหน ตอนกลำง จิตอยา่ งไร แลว้ มี
148 ประโยชนอ์ ะไร ตอนปลำยอะไร ตามเถอะ ต้องย้อนกลับไปต้ังต้นมำต้ังแต่หมวดต้นและข้ันท่ีหน่ึง คือลม เรียกวา่ จิตตา หำยใจเข้ำออก เป่ านกหวีดมาก่อนแลว้ กาหนดเวทนามา แลว้ มาถึงเรื่องจิต กาหนดจิต รู้เรื่อง นุปัสสนาสติปัฏ จิต เรียนไปถึงตวั ไหนแลว้ ตามถา้ ต้งั ตน้ ตอ้ ง ตวั ก มาตามลาดบั ให้ ติดต่อสืบเน่ืองกนั อยา่ ง ฐาน น้ี เป็นหลักท่ัวไปพอลงมือปฏิบัติแล้วต้งั ตน้ มาต้งั แต่จุดแรกที่สุดจนมาถึงจุดท่ีกาลงั ปฏิบตั ิ เป็นหมวดจิต มี 4 ข้นั ข้นั ที่หน่ึง เดี๋ยวน้ี เป็นหมวดจิต หมวดท่ีสามแลว้ นบั เป็นข้นั ของท้งั หมดท่ีมี 16 ข้นั น้นั เป็นข้นั ท่ี 9 ท่ี “จิตตปฏิสงั เวที” 10 ในหมวดน้ี มี 4 ข้นั ข้นั ที่หน่ึงของหมวดน้ีเรียกวา่ “จิตตปฏิสังเวที” เป็ นผู้รู้พร้อม เฉพำะ เป็นผรู้ ู้พร้อม ซ่ึงจิต รู้พร้อมในเร่ืองเกี่ยวกับจิตในปัจจุบันน้ี รู้พร้อมมาถึงเร่ืองดึกดาบรรพ์ เร่ืองคาว่า จิต เฉพาะซ่ึงจิตพร้อม อยา่ งที่พดู มาแลว้ ไดน้ น่ั รู้ไวเ้ ป็นพ้ืนฐานนะ 98รู้พร้อมเฉพาะซ่ึงจิตเดี๋ยวน้ีจิตในปัจจุบนั เพือ่ เรา ในเรื่องเก่ียวกบั จิต ในปัจจุบนั จดั การกบั ตอ้ งรู้จิตปัจจุบนั ว่ากำลังเป็ นอย่ำงไร จิตรู้จักจิตเอง ไม่ต้องมีตัวกูไปรู้จิต จิตรู้จัก ตัวเองว่ากาลงั เป็ นอยู่อย่างไร 99ในบทที่ท่านวางไวส้ ำหรับพิจำรณำเด๋ียวนี้จิตกำลังมีรำคะ จิตปัจจบุ นั เพือ่ หรือไม่มี รู้ได้เอง ถา้ รู้จักสิ่งที่เรียกว่ำ รำคะ จิต รู้ว่าเด๋ียวน้ี มีราคะหรือไม่มี เดี๋ยวน้ีมีโทสะ จดั การกบั ตอ้ งรู้จิต หรือไม่มี เด๋ียวน้ีมีโมหะหรือไม่มี เดี๋ยวน้ีเป็ นจิตมีคุณธรรมอนั ใหญ่หลวงหรือวา่ ไม่มี เด๋ียวน้ี ปัจจุบนั วา่ กาลงั เป็น อยา่ งไร จิตรู้จกั จติ จิตยงั มีจิตชนิดอ่ืนที่ยงิ่ กว่าหรือไม่มี น้ีโดยกำรคำนวณหนแรกปฏิบัติไม่รู้ว่ำจิตที่ยิ่งกว่ำ จิตท่ี เอง ไม่ตอ้ งมตี วั กไู ป บรรลุมรรคผลไม่รู้ แต่พอรู้ไดว้ ่า จิตยังไม่ถึงที่สุดยังมีจิตอื่นยิ่งกว่ำ มีจิตอ่ืนยิ่งกว่ำหรือไม่มี รู้จิต จิตรู้จกั ตวั เอง เดี๋ยวน้ีจิตต้ังม่ันเป็ นสมำธิหรือไม่ต้ังม่ันเป็ นสมำธิ รู้ได้ เด๋ียวนี้จิตหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น รู้ ว่ากาลงั เป็นอยู่ ไดโ้ ดยท่ีวา่ มีอะไรท่ีกาลงั ครอบงา ผกู พนั เผารนจิต อยหู่ รือไม่ ถา้ ยงั มีอยไู่ ม่หลุดพน้ แม้ว่ำเรำ อยา่ งไร พิจารณาจติ กาลงั มีราคะ ยังไม่เป็ นพระอรหันต์ เรำ รู้ได้ว่ำจิตของเรำยังไม่หลุดพ้น แมอ้ ย่างน้อยมีนิวรณ์หรือไม่ มี หรือไมม่ ี รูไ้ ดเ้ อง ถา้ รู้จกั สิ่ง กำมฉันทะ พยำบำท ถีนะมิตธะ อุทกุกุจหรือไม่ นี่ รู้ได้ง่าย เพราะคุน้ กันดี จิตกาลงั เป็ น ที่เรียกว่า ราคะ จติ เด๋ยี วน้ีมี อย่างไร รอบรู้ ชัดเจนเสียก่อน พอได้รู้ว่าเป็ นอะไรไดก้ ี่อย่างกี่ชนิด รู้ไดก้ าลงั มีชนิดไหน โทสะหรือไมม่ ี เด๋ยี วน้ีมี หรือกำลังไม่มี เรำควรมุ่งหมำยจิตชนิดไหน จิตชนิดท่ีไม่มีกิเลส ไม่มีนิวรณ์ พอคานวณได้ โมหะหรือไม่มี เดีย๋ วน้ีเป็น จากจิตที่กาลงั มีกิเลส จิตท่ีกาลงั มีนิวรณ์ว่าร้อนรนอยา่ งน้ี จิตชนิดไหนกำลังมีปัญหำอะไรอยู่ จิตมคี ุณธรรมอนั ใหญ่หลวง หรือว่าไมม่ ี จิตยงั ไม่ถึงทีส่ ุด ยงั มจี ิตอนื่ ยง่ิ กว่า หรือไมม่ ี เดย๋ี วน้ีจติ ต้งั มนั่ เป็นสมาธิ หรือไมต่ ้งั มน่ั เป็นสมาธิ รู้ได้ ที่น่ี เวลาน้ีดูวา่ อะไรเป็นปัจจยั แห่งปัญหา อะไรเป็นปัจจยั แห่งความสาเร็จในการดบั ทุกข์ ข้ัน เด๋ียวน้ีจติ หลดุ พน้ หรือไม่ หลดุ พน้ กาหนดจติ ตวั เองดู แรกกำหนดจิตของตัวเองดูว่ำกำลังอยู่ในสถำนะ ภาวะอาการอยา่ งไร พอพบแลว้ ดูเลยไปถึง วา่ กาลงั อยใู่ นสถานะ ภาวะ อาการอย่างไร มาจากเหตุ ว่าโอน้ ่ีมำจำกเหตุปัจจัยอะไร นำมำซ่ึงควำมทุกข์อย่ำงไร นามาซ่ึงความไม่ทุกข์อย่างไร ปัจจยั อะไร นามาซ่ึงความ ทุกขอ์ ยา่ งไร ศึกษารอบดา้ นเก่ียวกบั จิต จิตของคนอ่ืน เราไปรู้เขาไมไ่ ด้ ไมม่ ีทาง จิตของเราเด๋ียวน้ี ศึกษา ๆ ใหร้ ู้อยา่ งดีที่สุด วธิ กี ำร 100 ไดจ้ ดั การจดั การ ข้นั ที่ 9 รู้จกั จิตชนิดที่เรารู้ไดเ้ ท่าไร แลว้ รู้ว่าจดั การอยา่ งไร ต่อไป ข้นั ที่ รู้จกั จิตชนิดท่ีรู้ 10 มีสูตรวา่ อภโิ มทะยงั จติ ตัง ทาจิตใหป้ ราโมทยห์ รือบนั เทิงอยา่ งยิ่งอยู่ เขาหมายถึงคาน้ี ทา ไดเ้ ท่าไร รู้ว่า ใหจ้ ิตมีความรู้สึกปราโมทย์ บนั เทิงยิ่งอยู่ ใครทา พูดอย่างคนธรรมดา ว่าเราทา ถา้ พูดอย่าง จดั การอยา่ งไร ภาษาธรรมะโดยสมมติ จิตทา จิตคิดนึก รู้สึกอะไรได้ จิตน่ี ทาจิตใหป้ ราโมทยบ์ นั เทิงอยู่ ถา้ โดยสมมติ จิตทา พูดวา่ ตวั เราทาเหมือนกนั ถา้ พูดโดยภาษาธรรมดา ภาษาสมมุติ ไปยืนยันในควำมไม่มีเรำ จิต จิตคดิ นึก รู้สึก อะไรได้ ภาษา ทำจิต เช่นวา่ เดินไปคดิ เดินไป พลดั ตกบอ่ รู้สึกไม่ตก จิตเองไม่ต้องมีใครมำบอกให้ถอยกลับ สมมุติ ไปยนื ยนั หรือไม่พลัด ไม่เดินต่อไปลงบ่อ 101ทีน้ีว่าถ้ำจิตไม่ปรำโมทย์บันเทิง จิตต้องทำอย่ำงไรให้
149 ในความไมม่ ีเรา ปรำโมทย์บันเทิง จิตคิดนึกทำควำมรู้สึกไปในลักษณะที่ทำให้จิตนี้ปรำโมทย์หรือบันเทิง จิตทาจิต อย่ำงน้อยที่สุด ทาความรู้สึกว่าโอเ้ รา มีศรัทธำถูกต้องในพระพุทธศำสนำ บนั เทิงไดเ้ รามี เลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ท่ีเป็ นเคร่ืองดบั ทุกข์นี่ได้ เรามีศีลพอใจได้ เรามี ถา้ จิตไม่ สมาธิ พอใจได้ มีปัญญาเป็ นที่พอใจได้ บนั เทิงแหละบนั เทิง เร่ิมมีการบนั เทิง แต่เด๋ียวน้ีเรา ปราโมทยบ์ นั เทิง เก่งกวา่ น้นั นะ 102ในหมวดที่สอง ในข้นั ที่ 5 ท่ี 6 เราเคยนงั่ อำบน้ำปี ติ อำบน้ำควำมสุขมำอย่ำง จิตตอ้ งทา ชำนำญแล้วน่ี ย้อนกลับไปท่ีนั่น อำบน้ำปี ติ อำบน้ำควำมสุขกนั หน่อย มีความบนั เทิง จดั อยา่ งไรให้ ปรับปรุงใหด้ ี มีความบนั เทิงเหมาะสมที่ถูกตอ้ ง ยอ้ นกลบั ไปทาหมวดท่ี 5 ท่ี 6 ข้นั ที่ 5 ข้นั ที่ 6 ปราโมทยบ์ นั เทิง เรามีสติระลึกถึงในคุณธรรม กุศลธรรม ความดีต่างๆ ที่มีอยู่ แลว้ ปี ติได้ แลว้ พอใจตวั เอง ๆ จิตคดิ นึกทา ซ่ึงเป็ นท่ีรู้จักกันในวงกำรศึกษำทำงจิต Self contentment เน่ีย พอใจตวั เองๆ อะไรสบำย ความรู้สึกไปใน เท่ำกับพอใจตัวเอง ไปคิดดู นี่เราสำมำรถเปล่ียนอำรมณ์ร้ำย ๆ ให้หมดไปเป็ นอำรมณ์พอใจ ลกั ษณะที่ทาให้ จิตน้ีปราโมทย์ เข้ำมำได้ เพรำะเรำฝึ กไว้ให้คล่องแคล่วมำกในกำรท่อี ำบน้ำปี ติ หรือน้ำแห่งควำมสุขเม่ือไร ได้ หรือบนั เทิง อยา่ ง เม่ือไร ไดน้ ะ เนน้ อย่างน้ีวา่ เม่ือไรได้ ท่านชานาญอย่างน้ีแลว้ สามารถมีควำมพอใจ ควำม นอ้ ยที่สุด บนั เทิง พอใจตัวเอง ให้มนี พิ พำนในตัวเองช่ัวขณะๆ ไดต้ ามท่ีตอ้ งการปราโมทยบ์ นั เทิง ทำจติ ให้ปรำโมทย์ทำจติ ให้บนั เทิง 103น่ีเป็นข้นั ท่ี 10 ไปอยยู่ งั บา้ นเรือนครองเรือนอยา่ งไรไดแ้ ต่วา่ มี สติระลกึ ถึงใน จิตปรำโมทย์พอใจ ไม่มีจิตที่ทุกข์ทนหม่นไหม้ เหมือนที่เขาเป็ นกันอยู่โดยมาก เป็ นโรค คุณธรรม กุศล ประสำทจนล้นโรงพยำบำลแลว้ เพราะ ไม่รู้จักทำจิตใจปรำโมทย์เอำเสียเลย ศึกษำไว้เถิดมี ธรรมปี ติได้ แลว้ ประโยชน์เหลือหลำย ไมเ่ จบ็ ไมไ่ ขไ้ ดโ้ ดยง่าย แลว้ มีสวรรคอ์ ยทู่ ี่น่ี เดี๋ยวน้ีคอื พอใจในตวั เองไม่ พอใจตวั เอง ๆ ต้องรอต่อตำยแล้ว สวรรคเ์ พอ้ สวรรคเ์ พอ้ เจอ้ รอแตต่ ายแลว้ สวรรคท์ ่ีนี่น่ะไม่เอาถูกหลอกวา่ เปล่ียนอารมณ์ ในสวรรคน์ ่ะมีของทิพย์ รสอร่อยเหลือประมาณโน่นแต่ที่ทาใหท้ ิพยไ์ ดป้ ราโมทยบ์ นั เทิงท่ีน่ี ร้าย ๆ ให้หมดไป ได้ไม่เอา เพราะมีอวิชชา มีอวิชชาเขา้ ครอบงา ฝึ กจนว่า เม่ือไรได้ ๆ ฉันมีควำมรู้สึกปิ ติ เป็ นอารมณ์พอใจ เขา้ มาได้ ฝึกไว้ ปรำโมทย์บันเทิง เมื่อไรก็ได้ พอลงมือทำอะไร คิดนึกอะไร ทำอะไร ตำมทำปี ติปรำโมทย์ คล่องแคล่วมาก บันเทิงเสียก่อนแล้วจึงค่อยทำไปทางานที่ออฟฟิ ศหรือไปทางานที่บ้านเรือน จิตท่ีปิ ติ ในการท่ีอาบน้า ปราโมทยบ์ นั เทิง เป็ นคนท่ีมีบุคลิกภำพที่ดีอยู่เสมอ มีเสน่ห์ ควำมน่ำรักอยู่ในตัวของสังขำร ปี ติ น้าแห่ง กลุ่มที่มีปี ติปราโมทยบ์ นั เทิงน้ี ไม่ตอ้ งแขวนปลดั ขิก ไม่ตอ้ งลงนะหนา้ ทอง ไม่ตอ้ งทาอะไร ความสุขเม่อื ไรก็ หมดหรอก มีความน่ารักอยู่ในตวั ของบุคคล คลา้ ยกบั ว่า สมมุติว่าบุคคลท่ี มีจิตปราโมทย์ ได้ มีความ บนั เทิง นี่ ฝึกเป็นข้นั ที่ 10 ของท้งั หมด หรือข้นั ท่ี 2 ของหมวดจิต 104ทีน้ี มาถึงข้นั ที่ 11 มีสูตร บนั เทิง พอใจ ว่า สมา ทหัง จิตตัง แปลวา่ ทำจิตให้ต้ังม่ันคือมีสมำธิน่นั ละ แต่ว่าสมำธิชนิดท่ีประกอบไป ตวั เอง ใหม้ ี ด้วยธรรม เป็ นสัมมำสมำธิ สมาธิทวั่ ๆ ไปหมาแมว มีอะไร มีท่ีเป็ นสมาธิตามธรรมชาติ ถา้ นิพพานในตวั เอง สมาธิอยา่ งน้นั ไม่พอหรือไม่น่าตอ้ งการอะไร ตอ้ งมีสมาธิชนิดท่ีควรตอ้ งการ สมาธิท่ีเป็น วิ ชวั่ ขณะๆ รา วิเวกขนิสสิตัง เป็นไปเพ่ือวิเวก อาศยั วิเวก วิราคนิสสิตงั อาศยั วิราคะ นิโรธนิสสิตัง อาศยั มจี ิตปราโมทย์ พอใจ ไม่มจี ิตท่ี นิโรธ คือความดบั ทุกขเ์ ป็ นเบ้ืองหน้า โพสัคคะ ปะรินามิง น้อมไปเพ่ือสลดั ไอส้ ิ่งยึดมนั่ ถือ ทกุ ขท์ นหมน่ มน่ั ท้งั ปวงนะ ถา้ สมาธิอย่างน้ีแลว้ เป็นสมาธิที่เป็นไปเพ่ือนิพพาน 104ความเป็นสมาธิที่เรา ไหม้ พอใจใน กาหนดกนั ง่ายๆ โดยหัวขอ้ กาหนด 3 คาว่า ขอ้ ที่หน่ึง ปริสุทโธ วา่ งจากกิเลสและนิวรณ์ ไม่ ตวั เอง มี ความรู้สึก ปิ ติ ปราโมทยบ์ นั เทิง เมื่อไรกไ็ ด้ พอลง มือทาอะไร คิด นึกอะไร ทา อะไร ตามทาปี ติ ปราโมทยบ์ นั เทิง
150 เสียกอ่ นแลว้ จึง มีความเศร้าหมอง ไม่มีความสกปรกทางจิตใจ เรียกว่าปริสุทโธ ขอ้ ท่ีสอง เรียกว่า สมาหิโต คอ่ ยทา ต้งั มนั่ รวมกาลงั เป็นจุดเดียวเป็ นอนั เดียว ขอ้ ที่สาม เรียกวา่ กรรมนีโย แปลวา่ สมควรแก่กำร ทาจิตใหต้ ้งั มน่ั งำน สมควรแก่หน้ำที่กำรงำนของจิต ปรำศจำกกิเลสนิวรณ์รบกวน เรียกวา่ ปริสุทโธไดแ้ ลว้ คือมีสมาธิ มีจิตวสิ ุทธ์ิแมช้ วั่ ขณะอยา่ งน้ี เรียกวา่ บริสุทธ์ิโปร่งใส โปร่ง เยน็ อิสระ ตอ้ งการจิตอย่างน้ี105 ประกอบไปดว้ ย ในกำรดำเนินชีวิตเป็ นอยู่ หรือทำกำรงำนใด ๆ สมำหโิ ต ต้ังม่ัน ต้งั ม่ันแน่วแน่ คอื รวมกำลงั จติ ธรรม เป็น ซึ่งมีลกั ษณะซ่ำนออกไปรอบตัว มำเป็ นจดุ กลำงจดุ เดยี ว เป็ นเอกัคคตำ เหมือนแกว้ นูน แกว้ ที่ สมั มาสมาธิ นูนตรงกลาง แวน่ รวมแสงเอามารับแสง แดดท่ี พร่ามารวมจุดเป็นจุดเดียวเขา้ จน ลุกเป็นไฟ เป็นไปเพ่อื วเิ วก สวา่ งจา้ เรืองแสงอย่างน้ัน คำว่ำ “ประภัสสร” ดูท่ีแกว้ รวมแสง รวมแสงแดด ขาวๆๆ จนลุก อาศยั วิเวก อาศยั เป็นไฟ อาการอยา่ งน้นั ภาษาบาลีเขาเรียกวา่ ประภสั สร ดว้ ยเหมือนกนั เป็นสมาหิโต ทีน้ี ทา นิโรธ คอื ความ ไดด้ ีอย่างน้ี เป็นกรรมนีโย กรรมะ นียะอนียะ กรรมะอนียะ เป็นกรรมะนีโย สมควรแก่กรร ดบั ทุกข์ นอ้ มไป มะ คือกำรกระทำ ซ่ึงเป็ นหน้าท่ี ทำหน้ำท่ีทำงจิต ซ่ึงออกมำถึงทำงกำยพร้อมท่ีทำหน้ำท่ี เพ่อื สลดั ไอส้ ่ิงยดึ ว่องไวทท่ี ำหน้ำที่ เหมาะสมท่ี ทาหนา้ ท่ี เขาเรียกกนั เดี๋ยวน้ีโดยภาษาทว่ั ๆ ไปวา่ active active มน่ั ถอื มนั่ ท้งั ปวง ไม่ clumsy ไม่งุ่มง่ำม ความเป็นอยา่ งน้นั เรียกวา่ กรรมะนียะภาพ The Activeness ถา้ มีสมาธิ สมาธิท่ีเป็ นไป จริง ครบองคป์ ระกอบ 3 อยา่ งน้ี คือ ปริสุทโธ สมาหิโต กรรมะนีโย ฝึ กได้ แต่วา่ จิตน่ี ตอ้ ง เพื่อนิพพาน ฝึ กเอง ไม่ใช่สุนัขหรือแมวท่ีคน 106 ต้องฝึ กให้ทำจิตให้ต้ังมั่น คือทำให้เป็ นสมำธิ ที่ไหน กาหนด 3 คา 1) เม่ือไร เท่ำไร อย่ำงไร ทำได้ตำมที่ต้องกำร ท่ีไหน เม่ือไร อย่ำงไร เท่ำไร ได้ตำมที่ต้องกำร ปริสุทโธ วา่ งจาก เดี๋ยวนี้ ไม่ไดส้ ักข้ีเลบ็ เลยกระมงั คอยแต่ฟุ้งซ่าน ๆ ๆ นน่ั นะเป็นเหตุให้หยาบให้หวดั ให้ไม่ กิเลสและนิวรณ์ แยบคำยให้ไม่ลึกซึ้ง ซ่ึงคนทวั่ ไปมีลกั ษณะอยา่ งน้นั ฟ้งุ ซ่ำนแยบคำยแล้ว อวดดดี ้วยเพรำะไม่ ไม่มคี วามเศร้า มีควำมประณีต หรือกรรมนียะภาวะของส่ิงที่เรียกว่าจิตน่ันเอง ขออย่าได้ประมาทเลย หมอง ไม่มีความ ปรำโมทย์ ๆ เป็ นสิ่งท่ีสำคัญนะ อยู่เป็ นสุขสบำยน่ะยิ่งกว่าน้ันแม้ในกำรบรรลุมรรคผล สกปรกทางจิตใจ นิพพำน ต้องกำรส่ิงท่ีเรียกว่ำปรำโมทย์มาก่อน ในสูตรท้งั หลายเป็นอนั มาก ตอนท่ีกล่าวถึง 2)สมาหิโต ต้งั การบรรลุมรรคผล แลว้ ต้องมีปรำโมช ปรำโมทย์ แล้ว มีปี ตินะ มีปี ติแล้ว มีสุขนะ มีสุขแล้ว มนั่ รวมกาลงั เป็น มีปัสสัทธินะ มีปัสสัทธิแล้ว มีสมาธิตอ้ งการในการน้นั นะ แลว้ มีอุเบกขำเป็ นกฏธรรมชำติ จดุ เดียวเป็นอนั ตำยตัวไม่ใช่ใครต้งั ไม่ใช่พระพุทธเจา้ ท่านต้งั แต่ เป็ นกฎตายตวั ท่ีต้องเป็ นอย่างน้ัน กำรท่ี เดียว 3) กรรมนี บรรลุธรรมะสูงสุดทำงจิตนน่ั น่ะพ้ืนฐานตอ้ งมาแต่ปราโมทย์ ต้องมีอะไรปรำโมทย์ พอใจใน โย สมควรแก่ ส่ิงน้ัน เรียกว่ำปรำโมทย์ก่อน ปราโมทยเ์ กิดแลว้ มีปี ติคือพอใจ ปี ติเกิดแลว้ มีความสุข พอมี หนา้ ท่ีการงาน ควำมสุขแล้วส่ิงต่ำงๆ ระงับลง ไม่ฟุ้งซ่ำน เรียกว่ำปัสสัทธิ พอปัสสัทธิรวมได้ลง เข้ำรูปเข้ำ ของจิต ปราศจาก กิเลสนิวรณ์ รอย เป็ นสมำธิ พอสมำธิแล้ว มีอุเบกขำคือควำมควบคุมดูแลให้ เป็ นไปตำมที่ต้องกำร รบกวน เรียกว่าอุเบกขา อุเบกขาไม่ใช่น่ังเฉย ๆ นง่ั ซึมกระทือให้ คอยควบคุมดูแลให้เป็ นไปตามที่ ตอ้ งการ อุปมาเรื่องน้ี เปรียบเหมือนกบั วา่ เม่ือรถไดท้ ่ีแลว้ คนขบั สารถีเพียงแต่ถือบงั เหียน ในการดาเนิน เฉย ๆ มา้ ไดท้ ี่ รถไดท้ ่ี ถนนไดท้ ี่ ถือบงั เหียนเฉย ๆ ไปเองแหละ ถา้ รถยนตด์ ีไดท้ ี่หมดแลว้ ถือ ชีวิตเป็นอยู่ หรือ แต่พวงมาลยั เฉยๆ รถไปไดเ้ องแหละ แต่มีการควบคุมนะมีกำรควบคุมอยู่โดยอัตโนมัติ น่ัน ทาการงานใด ๆ แหละคืออุเบกขำแหละ ไม่ใช่อุเบกขาเฉย ๆ ไม่รู้ไม่ช้ี นนั่ นะ อุเบกขาเขาวา่ เอาเองของคนโง่ สมาหิโต ต้งั มนั่ ต้งั มนั่ แน่วแน่ คือ รวมกาลงั จิต ซ่ึงมี ลกั ษณะซ่าน ออกไปรอบตวั มาเป็นจดุ กลาง จดุ เดียว เป็น เอกคั คตา องคป์ ระกอบ 3 อยา่ ง คือ ปริสุท
151 โธ สมาหิโต กรร มกั ถืออย่างน้ันกันเสียโดยมาก มีอุเบกขำคือว่ำกำรปฏิบัติหรือพรมจรรย์ ปฏิบัติไป ศีล มะนีโย ฝึกได้ สมำธิ ปัญญำ โพชฌงค์ มรรค ถา้ เดินไป ๆ ตามลาพงั เพราะว่าการจดั ทาเป็นปัสสทั ธิถูกตอ้ ง ตอ้ งฝึกใหท้ าจิต ใหต้ ้งั มนั่ คือทา เขา้ รูปเขา้ รอย แล้วปล่อยเดินไปไดถ้ ึงเองละ นี่รู้จกั ทำให้ปรำโมทย์ไว้เถิด อย่ำงน้อยที่สุด ให้เป็นสมาธิ ท่ี ปรำโมทย์ตัวเองพอใจตัวเองว่ำได้ทำไว้ถูกต้อง ปลอดภัย รักษำอันนั่นไว้ เดินไปเอง ๆ ๆโดย ไหน เมื่อไร กฎของธรรมชาติ เหมือนกบั ทานาน่ะ พอไถคราด ดา ปลกู ตน้ ขา้ วงอกงามแลว้ ชาวนาคนน้นั เทา่ ไร อย่างไร อุเบกขาได้ เฉย ๆ ดูแลอยู่เฉย ๆ รักษาความถูกตอ้ งไวเ้ ฉย ๆ ขา้ ว งอกออกรวงเองแหละไม่ ทาไดต้ ามที่ ตอ้ งมานง่ั ภาวนาหรือไปบนบานผีสาง ขา้ วจงออกมาๆ นน่ั ชาวนาบา้ ไม่ใช่ชาวนาดี ชาวนาดี ตอ้ งการ ปฏิบตั ิตามหลักอันน้ีครบถว้ นตามไอ้กฏเกณฑ์อันน้ีขา้ วออกมาเอง 107ลกั ษณะน้ี เรียกว่า โพชฌงค์ ได้ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปี ติ ปัสสัทธิ สมำธิ อุเบกขำ โพชฌงค์ 7 น่ัน ไปดูใน การท่ีบรรลุ นวโกวาทตอนสาคญั มี วิริยะ ปี ติ หล่อเล้ียงวิริยะ ปัสสัทธิ ให้หลงั จากปี ติ ปี ติ ให้เกิดสุข ธรรมะสูงสุดทาง เกิดปัสสัทธิ แลว้ มีสมาธิเต็มที่แลว้ มีอุเบกขา ต้งั ตน้ ดว้ ยสติ ลึก ๆ ๆ รอบคอบแลว้ มีธัมมวิ จิต การบรรลุ จะยะ เฟ้นเอาสิ่งที่ตอ้ งทาออกมาได้ แลว้ ทาแลว้ ความสาเร็จท่ีกาลงั สาเร็จเดินไปตอ้ งมีปี ติ มรรคผลนิพพาน ปราโมทยเ์ กิดข้ึนในการกระทา ฉะน้นั เราจึงถือเอำธรรมะข้อนีเ้ ป็ นหลักสำคัญ ถา้ อยเู่ ฉย ๆ ตอ้ งการ สบาย ถา้ ปราโมทย์ อยดู่ ว้ ยปราโมทย์ แลว้ ปรำโมทย์ เป็ นปัจจัยผลกั ไสในทำงโลกตุ ตระ มี ปี ติ ปราโมทยม์ าก่อน ปัสสัทธิ สุข สมำธิ อุเบกขำ สรุปความว่ากำรบรรลุมรรคผลต้ังต้นด้วยปี ติ 108สาหรับ ความรู้สึกท่ีรู้สึกอยู่ในจิตใจท่ีเกิดข้ึนเป็ นลาดบั น้นั ต้งั ตน้ ดว้ ยปี ติ มีปี ติ น่าเป็ นอย่างที่ว่าไป ตอ้ งมีอะไร ตามลาดบั แลว้ ยงั สามารถท่ีน้อมจิตชนิดนีไ้ ปทำอะไร ทาไดด้ ี คาวา่ นิ่มนวลอ่อนโยนควรแก่ ปราโมทย์ พอใจ กำรงำน ควรแก่การน้อมไปนน่ั น่ะ หมายถึงมีปี ติปรำโมทย์บันเทิงแล้ว จึง น้อมนึกไปคิด มปี ี ติ มคี วามสุข อะไรได้ดีที่สุด ได้อย่ำงใจที่สุด น้อมไปเพ่ือรู้อะไร เพื่อญำณข้อไหน เพื่อญำณทัศนะอะไร รู้ แลว้ ส่ิงตา่ งๆ ได้ดี เพราะเหตุที่ว่ำมีจิตเหมำะสมพอใจตัวเองอยู่เสมอรู้ควำมสำคัญของคำว่ำ “จิตต้ังม่ัน” ระงบั ลง ไม่ อยอู่ ยา่ งบนั เทิงนี่บนั เทิงทามาจากข้นั ที่ 10 เดี๋ยวน้ี ต้งั มน่ั อยดู่ ว้ ยความบนั เทิง 109มาถึงข้นั ท่ี 4 ฟ้งุ ซ่าน เรียก ของหมวดน้ีหรือข้นั ที่ 12 ของท้งั หมด ของท้งั ชุด 16 ข้นั ข้นั ท่ี 12 วิโมจยงั จิตตงั นี่เป็นสูตร ว่าปัสสัทธิ รวม แปลวา่ ทำจิตให้ปล่อย คาวา่ ปล่อย น้ี เป็นคาท่ีพวกคอมมิวนิสตเ์ ขาเอามาใช้ แลว้ ใคร ๆชอบ ไดล้ ง เขา้ รูปเขา้ การปลดปล่อย คือไม่ถูกกกั ถูกจากดั ถกู อะไร คำว่ำ “ปล่อย” หมำยถึง อสิ ระ ทำจิตให้ปล่อย รอย เป็นสมาธิ มี อุเบกขาคือความ ทำจิตให้เป็ นอิสระ ธรรมดามกั พูดกนั ลุ่น ๆ ส้ัน ๆ ว่า ปล่อยอำรมณ์ ปล่อยวตั ถุ สละส่ิงน้นั ควบคมุ ดูแลให้ สละส่ิงน้ี คือปล่อยสิ่งน้ันสิ่งน้ี น่ีคนธรรมดำพูดไม่ใช่ผู้รู้ธรรมะพูด ถ้าผูร้ ู้ธรรมะพูดเขา เป็ นไปตามที่ ปลดปล่อย นันทิราคะ นันทิราคะ ความกาหนัดยินดีดว้ ยความเพลิดเพลินพอใจในส่ิงน้นั ๆ ตอ้ งการ ควบคมุ ในลูกในเมีย ในบุตรภรรยา สามี ในขา้ วของเงินทอง อานาจ วาสนา บารมีอะไร ตามท่ีเป็น อยโู่ ดยอตั โนมตั ิ ที่ต้งั แห่งนนั ทิราคะ สิ่งน้ีผกู พนั ๆ เราตอ้ งหลดุ จากอานาจของส่ิงน้ี ถา้ เราพน้ จากความผูกพนั คอื อุเบกขา ของทรัพยส์ มบตั ิ ไม่ใช่ตอ้ งเอาทรัพยส์ มบตั ิไปเผาไฟ อาจารยว์ ิปัสสนาบางคนเขาชวนสาวก โพชฌงค์ ได้ สติ มาเอามาเผาๆ เอาธนบตั รมาเผา เอาน้า มาเผา เอาอะไรมาเผาๆๆๆ เพ่อื เป็นการปลดปล่อย นี่ ธมั มวจิ ยะ วิริยะ บา้ พระพุทธเจา้ ทา่ นไมไ่ ดส้ อนอยา่ งน้นั ปลดปลอ่ ยส่ิงใดออกไปจำกควำมผูกพนั จงละนันทิ ปี ติ ปัสสัทธิ รำคะในสิ่งน้ัน ควำมรัก ควำมกำหนัดยินดีด้วยควำมหลงใหลด้วยนันทิ ดว้ ยอุปาทาน ละส่ิง สมาธิ อเุ บกขา น้นั แลว้ ส่ิงน้นั ไม่อยทู่ ี่เราหรอก เพชรพลอยแขวนอยทู่ ่ีคอที่เน้ือท่ีตวั เน่ีย ถา้ ไม่มีนนั ทิราคะใน โพชฌงค์ 7 มี วริ ิยะ ปี ติ หล่อ เล้ยี งวริ ิยะ ปัสสัทธิ ปี ติ เกิด สุข เกิดปัสสัทธิ มีสมาธิเต็มท่ี มี อุเบกขา ดว้ ยสติ ลึกๆ รอบคอบ
152 แลว้ มธี มั มวิจะยะ ส่ิงน้นั เหมือนกบั ไม่ไดม้ ีสิ่งน้นั แหละ นี่เรียกวา่ ปล่อยด้วยจิตใจ ปล่อยข้ำงใน ไม่ใช่เอาวตั ถุ เฟ้นเอาสิ่งท่ีตอ้ ง ส่ิงของไปขวา้ งทิ้ง นี่สบายแหละ ถา้ มีส่ิงใด มีอยู่ด้วยกำรปล่อย อย่ำมีกำรมีด้วยกำรยึดม่ันไว้ ทาออกมาได้ ดว้ ยนนั ทิราคะนะ มีเงินเยอะแยะ ชอบใจ อยากใหป้ ลอดภยั เอาไปฝากไว้ธนาคาร แต่แลว้ มา แลว้ ทาแลว้ สุมอยู่บนหวั ของคนๆ น้นั ท่ีมีนนั ทิราคะ ในเงินที่ฝากอย่ใู นธนาคารนนั่ แปลกหรือไม่แปลก ความสาเร็จ เดิน อยู่ในตูเ้ ซฟของธนาคาร แต่ กลบั มาอยู่บนหัวของเจา้ ของน่ี เพราะไม่มีนันทิราคะแลว้ ทุกข์ ไปตอ้ งมีปี ติ หนกั สักเท่าไรเป็ นอยู่อย่างประหลาดที่สุด ไม่เท่าไรเป็ นโรคประสาท น่ีกำรปล่อยจิตจำก ปราโมทย์ อำรมณ์หรือปล่อยอำรมณ์จำกจิต แลว้ แต่ พูดดว้ ยคาไหน ความหมาย อนั เดียวกนั อย่ามา ผูกพนั กัน แล้ว คาพูดน้ีตะลบตะแลง ใช้ logic อย่างไหนได้ ใช้ logicว่า ปล่อยจิต ปล่อย นิ่มนวลอ่อนโยน อำรมณ์ไปเสียจำกจิตหรือพรำกจิตมำเสียจำกอำรมณ์ เป็นออกหรือเป็นเขา้ เท่าน้นั เอง แต่วา่ ควรแกก่ ารงาน มี ผลของเป็นการปล่อย คนธรรมดา พูดวา่ ปล่อยของออกไป 110 แต่ในบาลี อำนำปำนสติน้ี ว่ำ ปี ติปราโมทย์ เปลื้องจิตเสียจำกอำรมณ์ คำว่ำ “ปลดเปลื้อง” กบั ปลดปล่อยน่ะ คลา้ ยๆ กนั อยา่ ให้ เขา้ มา บนั เทิงแลว้ นอ้ ม พวั พนั เขาเรียกเปล้ือง ปลดปล่อย ใหเ้ ราปลดปล่อยอารมณ์ ไม่ให้เขา้ มาผกู พนั จิต หรือเปล้ือง นึกไปคดิ อะไร จิตออกเสียจากอารมณ์ที่เขา้ มาผูกพนั เอาล่ะข้นั น้ี นง่ั ฝึ กกนั เป็ นข้นั ที่ 4 ของหมวดน้ี จิตไป ไดด้ ีที่สุดนอ้ มไป เกาะกบั อารมณ์อะไร นิวรณ์อะไร เอา้ ปล่อย อย่ำงไร ปล่อยอย่ำงไร ฝึ กกันท่ีนั่น ฝึ กกันเด๋ียว เพอื่ รู้อะไร เพ่ือ น้ัน ปล่อยจากกำมฉันทะพอใจในกำมออกไปได้อย่ำงไร พยำบำทอำฆำตขุ่นเคืองขัดแค้น ญาณขอ้ ไหน เพื่อ ปล่อยไปได้อย่ำงไร ถีนะมิทธะ ความมึนชาแห่งจิต ความหมดกาลงั แห่งจิตปล่อยไปได้ ญาณทศั นะอะไร อยา่ งไร เปล้ืองไปไดอ้ ยา่ งไร ทาใหห้ ายไปไดอ้ ยา่ งไร อทุ ธจั กุกกุจ ความฟุ้งๆๆความมีกาลงั เหตทุ ี่ว่ามจี ิต มากเกินไปจนบา้ ปลดปล่อยไปเสียไดอ้ ยา่ งไร ในที่สุดวิจิกิจฉา ความลงั เล ลงั เลไม่เชื่อแน่ เหมาะสมพอใจ วา่ ถูกแลว้ ไม่เช่ือแน่วา่ ปลอดภยั แลว้ นี่มีเป็นธรรมดาเพราะความรักตวั กลวั ตาย กลวั เสียหาย ตวั เองอยเู่ สมอรู้ มากเกินไปหวาดระแวงอยู่เรื่อยๆ เอย้ นี่ ยงั ไม่ถูก ยงั ไม่ปลอดภยั ลงประตูใส่กลอนอะไร ความสาคญั ของ เรียบร้อยแลว้ ไปนอนยงั คิดวา่ ไมป่ ลอดภยั นี่ ควำมลังเลสงสัยอยา่ งน้ี ลงั เลสงสัยวา่ เราไม่ได้อยู่ คาว่า “จิตต้งั มน่ั ” ทาจิตใหป้ ล่อย ในควำมถูกต้องถึงท่ีสุด ปลอดภัยถึงท่ีสุด จนกระทั่งชินชำไปอยู่ไปใต้สำนึกไร้สำนึกหรือว่ำ คาวา่ “ปล่อย” อยู่ภำยใต้สำนึก เป็ นควำมลังเลว่ำไม่ปลอดภัย หรือสงสัยว่าไม่ปลอดภัย อย่างน้ีเรียกว่า หมายถึง อิสระ วิจิกิจฉำ ดูให้ดี มีอยทู่ ุกคน แต่ซ่อนอย่อู ยา่ งลึกซ้ึง ซ่อนเร้นอย่อู ย่างลึกซ้ึง ทุกคนยงั ไม่แน่ใจ ทาจิตให้ปล่อย วา่ ไดส้ ่ิงที่ดีท่ีสุดหรือปลอดภยั แลว้ เศรษฐกิจยงั ไม่ปลอดภยั ยงั ไม่รู้สึกวา่ ปลอดภยั ท้งั ที่มีเงิน ความกาหนดั เป็นลา้ นๆ สิบลา้ นร้อยลา้ น ยงั ระแวงอยนู่ นั่ แหละ สุขภาพอนามยั เน่ีย ยงั ระแวง ตายเม่ือไรได้ ยินดีดว้ ยความ ไม่ทนั รู้ เรื่องอะไรที่ ตอ้ งผูกพนั กนั เรื่องสังคม เร่ืองอะไรต่างๆ ยงั ไม่ปลอดภยั ยงั มีศตั รูคอย เพลิดเพลินพอใจ คิดร้ายอยู่ ยงั ไม่ปลอดภยั สิ้นเชิง ไม่แน่ใจในความปลอดภยั น่ีเรียกว่าวิจิกิจฉา ซ่อนอยู่ลึกๆ ในสิ่งน้นั ๆ จาก พร้อมฝันออกมาเมื่อไร ได้ พร้อม มาคิดมานึกใหเ้ ป็นเรื่องย่งุ ยากลาบากใจข้ึนมาได้ ระแวง ความผกู พนั จง ข้นึ มาแยแ่ ลว้ เป็นทกุ ขแ์ ลว้ หวาดผวานี่111 หมดควำมสุขเลย ละวิจกิ ิจฉำ นวิ รณ์ตวั นีไ้ ด้ เปลื้อง ละนนั ทิราคะใน จติ จำกนิวรณ์ ได้ เปลือ้ งนิวรณ์จำกจิตได้ คาพูดกากวม แตใ่ นท่ีน้ีตวั บาลีแท้ ๆ วา่ วโิ มจยังจิต ส่ิงน้นั ปลดปลอ่ ย ตัง นี่ เปลื้องจิต เปลื้องจิตออกไปเสียจำกส่ิงที่กลุ้มรุมจิต ผูกพันจิต เม่ือใดมีความรู้สึก อารมณ์ ไมใ่ ห้เขา้ ถูกตอ้ ง ๆ ๆ ไปตามลาดบั เกิดควำมรู้สึกเรียกว่ำ อุเบกขำ ๆ ถา้ ยงั ไม่หมดความวิตกกงั วลอะไร มาผกู พนั จิต หรือ แล้วไม่อุเบกขา ไม่อาจอุเบกขา โดยหลักใหญ่ ๆ หลักใหญ่ ๆ กว้าง ๆ สูงสุดใน เปล้อื งจิตออกเสีย จากอารมณท์ ี่เขา้ มาผูกพนั จิตไป เกาะกบั อารมณ์ อะไร นิวรณ์ อะไร ปลอ่ ย อยา่ งไร ฝึกกนั
153 กามฉนั ทะพอใจ พระพุทธศาสนา ซ่ึงมาพูดใหท้ ่านท้งั หลายฟัง น่ีบา้ หรือดี ไม่รู้ผพู้ ูดแต่ยงั อยาก เอามาพูดวา่ ในกามออกไปได้ โดยหลกั ใหญ่ๆ มีอุเบกขาไป ตามลาดบั ๆ จนกว่า ถึง อตัมมยตำ จุดสูงสุดบรรลุมรรคผล อยา่ งไร พยาบาท อาฆาตข่นุ เคือง นิพพาน จุดต้ังต้นที่สุด คือ กำมธำตุๆ กำมำวจร หรือกำมธำตุ สัตว์ท้ังหลายมีจิตใจเป็ น ขดั แคน้ ปล่อยไป กามาวจร คอยท่ีพลดั ตกลงไปในกามหรือกามธาตุ เหมือนปลา อยนู่ ้าเทา่ น้นั ละ ไมอ่ ยากข้ึน ไดอ้ ยา่ งไร ถีนะ บกหรอก จบั โยนข้ึนมาบนตลิ่งดิ้นลงไปในน้า อนั น้ีเรียกวา่ ดิน้ ลงไปในกำมธำตุ สัตวน์ ่ีอยู่ มิทธะ ความมึน กบั กามธาตุดิ้นรนอยเู่ พ่ือกามธาตุ ดิ้นรนในกามธาตุ เม่ือไรรู้จักกำมธำตุตำมที่เป็ นจริง แล้ว ชาแห่งจิต ความ เฉยได้ อเุ บกขำต่อกำมธำตุ กำมำรมณ์ท้ังหลำยน่เี ป็ นอุเบกขำ ช้ันนีเ้ ป็ นอตมั มยตำน้อยๆ เร่ิมมี หมดกาลงั แห่งจิต อตมั มยะตา กูไม่เอำกบั มงึ แลว้ นี่ ในกามธาตกุ ่อน ปลดปลอ่ ยกามธาตอุ อกไปก่อน แลว้ เล่ือน ปล่อยไปได้ ข้ึนมาถึงรูปธาตุ รูปธาตุ คือส่ิงท่ีมีแต่รูป แต่ไม่มีความหมายแห่งกามไม่มีค่านิยมในทางกาม อยา่ งไร อุทธัจกกุ แต่เป็ นรูปลว้ นๆ ให้พอใจไดเ้ หมือนกนั โดยเฉพาะอย่างย่ิง หมายถึงสมาธิจิตในรูปฌาน มี กจุ ความฟ้งุ ๆๆ รูปธรรมเป็นอารมณ์ มีรูปธรรมตา่ ง ๆ เป็นอารมณ์ รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐพั พะ อะไรไดเ้ ป็น ความมกี าลงั มาก อารมณ์ มีอารมณ์ต่าง ๆ กนั มาอยู่ในช้นั รูปน้ี เรียกว่า อุเบกขาที่มีอารมณ์ต่าง ๆ เฉยไดต้ ่อ เกินไป กามธาตุ แลว้ มาอยู่ในรูปธาตุ ที่มีอารมณ์ต่างๆ นี่อตมั มยตา เลื่อนช้นั เฉยไดต้ ่อกามธาตุ ปลดปล่อยไปเสีย แลว้ มาติดอยใู่ นรูปธาตุ เขา้ ฌานนานนบั เดือนไม่เขย้อื นเคลื่อนกายาจาศีลกินวาตาเป็นผาสุก ไดอ้ ยา่ งไร ใน ทุกคืนวนั อยดู่ ว้ ยอเุ บกขา ในรูปอยดู่ ว้ ยความพอใจในรูป อเุ บกขาจากกามมาแลว้ มาอยู่ในรูป ท่ีสุดวจิ ิกิจฉา ทีน้ีตอ้ งอุเบกขาต่อรูปอีกที เล่ือนข้ึนไปเป็ นอรูป อรูป อุเบกขาต่อกาม นน่ั เรียกว่านานัตตะ ความลงั เล ลงั เล อุเบกขา อุเบกขามีอารมณ์หลายอย่าง ทีน้ีมาสู่เอกตั ตะอุเบกขา อุเบกขามีอำรมณ์อันเดียว คือ ควำมว่ำง ๆ เป็นอรูปวา่ งจากรูป อารมณ์อนั เดียวนี่เรียกวา่ เอกตั ตะอุเบกขา ละความพอใจใน เปล้ืองจิตจาก รูปน้นั เสีย พวกรูปฌาณกลายเป็นส่ิงไม่มีค่า มาอยใู่ นอรูปฌาน อรูปฌาน ดีกวา่ มาอยใู่ นอรูป นิวรณ์ ได้ เปล้อื ง ฌาน ซ่ึงเป็นเอกตั ตะอุเบกขา มีฤทธ์ิมีเดช มีเร่ียวแรงคมกลา้ ละไอพ้ วกรูปเสีย บาลีเรียกวา่ ละ นิวรณ์จากจิตได้ นานตั ตะอุเบกขา เสียดว้ ย เอกตั ตะอุเบกขา เอกตั ตะอุเบกขา น่ี หลงพอใจในอรูป สูงไปถึงเน เปล้ืองจิตออกไป วะสัญญานาสัญญายตนะ ยงั ไม่หลุดพน้ ทีน้ี อตมั มยตาแทจ้ ริงเขา้ มา เห็นสูญตา เห็นตถาตา เสียจากส่ิงที่กลมุ้ แลว้ สลดั ไอส้ ูงสุดของฝ่ ายโน้น คือเนวะสัญญา นาสัญญานยะตะนะเสียเป็นผูห้ ลุดพน้ โดย รุมจิต ผกู พนั จิต เกิดความรู้สึก ประการท้งั ปวง ดว้ ยอตมั มยตา ลทั ธิต่าง ๆ สอนกนั อยู่สูงสุดเพียงแค่ เนวะสัญญานาสัญญาย เรียกวา่ อเุ บกขา ตะนะ ในอินเดีย คอื แค่ เอกตั ตะอุเบกขา พระพุทธเจา้ ทา่ นไมอ่ ยดู่ ว้ ยศาสดาเหล่าน้นั ละมาเสีย ๆ มาคน้ ของพระองค์เองพบอนั น้ี สลดั หรือปล่อยวางหมดน้ี ไม่ให้อะไรปรุงแต่งไดอ้ ีกต่อไป เป็นอุเบกขา สูงสุด เลยไปจนเป็นอตมั มยตา เราใหจ้ ิตปล่อยอยา่ งน้ี ถา้ เป็นพระอรหันต์แลว้ นบั ดูการปลอ่ ย ปลอ่ ยกามเสียดว้ ย รูปปล่อยรูปเสียดว้ ย อรูปปลอ่ ยอรูปเสียดว้ ยอตมั มยตา กำร เปลื้องจติ ในช้ันลกึ ซึ้ง สูงสุดมีลาดบั อยา่ งน้ี ละควำมยินดีในกำมธำตุเสีย มำยนิ ดีในรูปธำตุ ละ ความยินดีในรู ปธาตุเสีย มายินดีในอรูปธาตุ ละความยินดีในอรูปธาตุสุดท้ายน้ีเสีย ดว้ ยอตมั มยตา น่ันนะ ปล่อยจิตลึกซ้ึงท่ีสุด เทคนิคมหาศาลสมบูรณ์ ปล่อยจำกควำมเป็ น ปุถุชนมำสู่ควำมเป็ นพระอริยะเจ้ำ พวกคุณ น่ังทาจิตอย่างน้ีได้หรือไม่ไปคิดดูเอาเอง เพยี งแต่ปล่อยจิตจำกนวิ รณ์ท้ัง 5 ทาไมไ่ ดม้ ้งั เพราะจิต พอใจในกาม พวั พนั หมกมุ่นอยู่ใน กามเร่ืองใดเรื่องหน่ึง เมื่อไดอ้ ยา่ งใจ เป็นกามฉนั ทะ ไม่ไดอ้ ยา่ งใจ เป็นพยาบาท บางทีความ
154 หดหู่แห่งจิต มาแทรกแซงเสีย บางทีความฟุ้งซ่านแห่งจิต เขา้ มาแทรกแซงเสีย ตลอดเวลามี ความไม่แน่ใจในความถูกต้องหรือความปลอดภยั เพียงแต่ปล่อยนิวรณ์ 5 ไดน้ ี่ วิเศษแลว้ นาไปสู่ความบรรลุที่สูงๆ ข้ึนไป ระเบียบปฏิบตั ิของภิกษุผูอ้ ยู่ป่ าจึงมีว่า หลงั จากเสร็จกิจ ประจาวนั แลว้ เขา้ สู่ท่ีสงดั กำจัดนิวรณ์ไปจำกจิต คือทำจิตให้ปล่อยนิวรณ์แลว้ ค่อยๆ บรรลุ รูปฌาน อรูปฌานไปตามลาดบั ท่านวางไวอ้ ยา่ งน้นั หรือแมว้ า่ เรา ปลอ่ ยจิตจากนิวรณ์แลว้ เรา น้อมไปเพื่อนิพพานขา้ มกระโดดขา้ มช้นั ไม่มาหลงใหลอยู่ในเรื่องรูปฌานอรูปฌานอะไร ไดเ้ หมือนกนั แหละ โดยเอกัคคตำจิตน้นั เพ่งพระนิพพำนเป็ นอำรมณ์ มุ่งหมายพระนิพพาน เป็ นอารมณ์สามารถปลดปล่อยได้ เหมือนกับว่า เรียกว่าอะไร ภาษาคอมมิวนิสต์เขาว่า กระโดดขา้ มกระโดดไกล กระโดดขา้ มกระโดดไกล หรือพวกเซนเขานิยมอยา่ งน้ี เขา ใชว้ ธิ ี กระโดดไกล ทาได้ ๆ ถา้ ทาเป็ น ทาได้ เปล้ืองจิตจากนิวรณ์ ในสุตตนั ตะพูดนิวรณ์เพียง 5 กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจ กุกกุจ วิจิกิจฉา ในอภิธรรม เพิ่มเขา้ มานิวรณ์อีกหน่ึง เป็นนิวรณ์ 6 คอื เอาอวิชชาเขา้ มาดว้ ย น่ี แยบคลายดีเหมือนกนั นะ นิวรณ์สูงสุด คอื อวชิ ชา ที่ จริง คือนิวรณ์ท้งั 5 ปนของอวิชชา นิวรณ์ท้งั 5 นน่ั น่ีเป็นตวั อวิชชา เราไม่ตอ้ งเพิ่มเขา้ มาได้ ถา้ พูดอย่างนักเลงอีกทีว่า อวิชชานิวรณ์ ละ ปลดปล่อยเสียดว้ ย เป็ นการปลดปล่อยนิวรณ์ ท้ังหมดท้ังส้ินปลดปล่อยอย่างน้ี เป็ นพระอรหันต์ ปลดปล่อยนิวรณ์อวิชชาได้เป็ นพระ อรหนั ตแ์ ลว้ ออกไปสู่โลกตุ ตระ ผล 112ข้นั ท่ีหน่ึงรู้จักจิตทุกชนิดโดยประกำรท้ังปวง ข้นั ท่ีสองบงั คบั ให้ปราโมทยบ์ นั เทิงไดต้ าม หมวดจิตตานุปัสส ตอ้ งการ ข้นั ท่ีสามให้ ต้งั มน่ั ตามตอ้ งการ ข้นั ท่ีสี่ให้ ปล่อยจากส่ิงท่ีควรปล่อย เป็นนิวรณ์เป็น นา 4 ข้นั 1)รู้จกั จิต ทกุ ชนิดโดยประการ สังโยชน์อะไรตามปล่อย น่ีเป็ น 4 ข้นั ของหมวดน้ี เรียกว่าหมวดจิตตำนุปัสสนำ 113นี่เป็ น ท้งั ปวง 2) บงั คบั ให้ เร่ืองบอกให้รู้นะ ไม่ใช่บอกแล้ว บรรลุกันท่ีน่ี ทนั ที เด๋ียวน้ี ในชั่วโมงน้ีในวนั น้ี เอำไป ปราโมทยบ์ นั เทิงได้ พยำยำมทำ ๆ ๆ ๆ เป็ นกันจริงจัง ก่ีวนั กี่เดือนกี่ปี บอกไม่ได้ ถ้ำทำถูก เร็ว ทำไม่ถกู ไม่เร็วหรือ ตามตอ้ งการ 3) ต้งั เป็ นไปไม่ได้ แต่ทุกคนควร ทำอยู่ที่บ้ำนที่เรือนน่นั แหละ พยำยำมปลดปล่อยจิตจำกข้ำศึก มน่ั ตามตอ้ งการ 4) คือ นิวรณ์อยู่เสมอ เถิดไม่มีอะไร อตมั มยตาด้ือ ๆ เขา้ มา กูไม่เอำกับมึง ๆ นั่น ปล่อยจิต ปล่อยจากส่ิงทค่ี วร ควำมรู้สึกอันไหน อำรมณ์อันไหน รบกวนจิตใจเลวร้ำย กูไม่เอำกับมึง ๆ เปลี่ยนไปทันที ได้ ปล่อย เป็นนิวรณ์ เหมือนกนั ละ ฝึ กอย่ำงนี้ ฝึ กอย่ำงนีเ้ ท่ำน้ัน ยังดีกว่ำไม่ฝึ ก เรื่องจิตตำนุปัสสนำ มีเท่าน้ีอยา่ ลืม เป็นสงั โยชน์ วา่ อนตั ตำคือบทเรียนทต่ี ้องใช้ทั่วไป จติ เป็ นอย่ำงไร ดูอนตั ตำท่ีจติ น้นั จิตบนั เทิงดูอนตั ตา จิต ลว้ นๆ บนั เทิง จิตต้งั มนั่ ไมม่ ีอนตั ตา ไมม่ ีตวั ตน จิตบนั เทิงในลกั ษณะเป็นอนตั ตา จิตปล่อยไม่ พยายามปลดปล่อยจิต เป็ นอัตตำ จิตแท้ๆ ทำงำนได้ ไม่มีอัตตำ เอำควำมรู้สึกอัตตำออกไปได้ เป็ นพุทธบริษทั ผูร้ ู้ จาก นิวรณอ์ ยเู่ สมอ กู ผตู้ ืน ผเู้ บิกบาน เอาอตั ตาไวเ้ ป็นไสยศาสตร์ ไหวจ้ อมปลวกเป็นสิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิเป็นไสยศาสตร์ ไมเ่ อากบั มงึ ปลอ่ ยจิต ความรู้สึกอนั ไหน อารมณ์ไหนรบกวน จิตใจเลวร้าย กูไมเ่ อา กบั มงึ ๆ ตารางท่ี 4.3.5 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “กำรปฏิบัติอำนำปำนสตหิ มวดท่ี 2 เวทนำนุปัสสนำ” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระธรรมโกศำจำรย์ (พทุ ธทำสภิกข)ุ จาแนกตามแนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั R5]
155 สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคิด 114(อบรมพระภิกษุในพรรษาอบรมจิตตภาวนา ปี 2531) หมวดท่ี 2 คอื เวทนำนุปัสสนำ มีความ ตา่ งจากหมวดท่ี 1 โดยใจความก็คอื วา่ ไมน่ ง่ั เป่ านกหวดี อยทู่ ุกลมหายใจอีกแลว้ จะกลำยมำเป็ น เวทนานุปัสส เรื่องรู้สึกต่อเวทนำอยู่ทุกลมหำยใจ โดยใจความต่างกนั อยา่ งน้ีคนละเร่ืองคนละแบบ ท้งั ท่ีมนั นา เป็นเรื่อง ว่าติดต่อกนั ไปจะเรียกวา่ คนละโลกก็ได้ ทีแรกก็อย่ดู ว้ ยความรู้สึกต่อลมหายใจหรือสิ่งใดส่ิง รู้สึกตอ่ เวทนา หน่ึงอยู่ทุกลมหายใจ เด๋ียวน้ีก็มาเปล่ียนเป็ นเวทนา ทุกคร้ังท่ีหำยใจ ศึกษำเวทนำจนรู้เร่ือง อยทู่ ุกลมหายใจ เวทนำถึงที่สุด แก้ปัญหำทุกอย่ำงได้ ตอนแรกน้ีขอทาความแนะนาให้รู้จักส่ิงที่เรียกว่า ทุกคร้ังท่ีหายใจ “เวทนำ” เวทนากนั เสียก่อนทุกคนเป็ นทำสของเวทนำโดยไม่รู้สึกตัว อตุ ส่าห์ทางานเหง่ือไหล ศกึ ษาเวทนาจน ไคลยอ้ ยรวบรวมทรัพยส์ มบตั ิรวบรวมก็เพ่ือเวทนำท่ีตัวต้องกำร เวทนำชนิดไหนอร่อย ตรง รู้เร่ืองเวทนาถงึ ตามที่ตวั ตอ้ งการ มนั ก็เวทนาชนิดน้นั ละ คนก็ดี สัตวเ์ ดรัจฉานก็ดี แมแ้ ต่ตน้ ไมต้ น้ ไร่ดว้ ยกไ็ ด้ ที่สุด แกป้ ัญหา เจริญงอกงามออกไปเพ่ือเวทนาที่มนั ตอ้ งการ นี่อย่ำทำเล่นกับเวทนำ มนั มีความหมายร่วมกนั ทกุ อยา่ งได้ กบั ตณั หา คอื มันไสหัวคนให้ทำอะไรกไ็ ด้ ตามท่ีมนั ตอ้ งการเวทนาอยา่ งไร เนื้อแท้ เนื้อใน ของ เวทนามีอานาจ สิ่งท่ีเรียกว่า โลก โลกน้ี มนั ก็คือสิ่งท่ีเรียกว่า เวทนา นั่นละ ถา้ ไม่มีเวทนาในโลก คนก็ไม่ เหนือมนุษย์ ชกั อยากจะอยู่ในโลก 115ในโลกน้ีเป็ นที่เสาะหาเวทนาตามที่เขาตอ้ งการ เวทนำมีอำนำจเหนือ นาไปดว้ ย มนุษย์ มนุษยอ์ ยู่ใต้อานาจของเวทนา เวทนามนั ชักนาไปด้วยสิ่งท่ีเรียกว่าตณั หาซ่ึงคลอด ตณั หา ออกมา ออกมาจากเวทนานน่ั เอง ถ้ำควบคุมเวทนำได้ คือควบคุมโลกท้ังหมดได้ เพราะว่า เสน่ห์ หรือ จากเวทนา ถา้ อสั สาทะ อะไรของโลกมันก็คือเวทนำนน่ั ละ มนั มีค่าอยูต่ รงน้นั ละ ท้งั ท่ีจะไกลไปถึงกบั วา่ ถ้ำ ควบคุมเวทนา เรำอยู่นอกอำนำจของเวทนำ กค็ ืออยู่นอกอำนำจของพระเจ้ำ เขาอ้อนวอนพระเจ้ำกันเพื่อจะได้ ได้ คอื ควบคมุ สุขเวทนำท่ีเขำต้องกำร ถา้ เราอยู่เหนือเวทนาเราก็อยเู่ หนือพระเจา้ ก็ได้พระเจ้ำไม่มีท่ีให้อะไร โลกท้งั หมดได้ กับเรำ พูดให้ชดั ก็ว่า อยู่นอกเหนืออานาจของการปรุงแต่ง มิฉะน้นั จะถูกปรุงแต่งให้ดิ้นรน อยนู่ อกเหนือ ขวนขวำยสุดชีวิตจิตใจ เพ่ือสิ่งท่ีเรียกว่ำ เวทนำ เหมือนกบั คนหนุ่มสาว สะสมเงินทอง ทรัพย์ อานาจของการ สมบตั ิ มหาศาล เพื่อให้ไดม้ ีพิธีการสมรสอย่างหรูหรา มีเกียรติที่สุดเท่าที่จะทาได้ ดูท่ีตรงน้นั ปรุงแต่ง กจ็ ะเห็นอำนำจของสิ่งท่ีเรียกว่ำเวทนำ ทีน้ีกจ็ ะมาดู 116กำรต้ังต้นปฏิบัติอำนำปำนสติ หมวดที่ 2 ก็อย่างท่ีกล่าวแลว้ ตอนตน้ วา่ ไม่นงั่ เป่ านกหวีดทกุ หลกั กำร ลมหายใจเขา้ ออกแตถ่ ึงอยา่ งน้นั ก็ดี กต็ อ้ งยอ้ นกลบั ไปต้งั ตน้ มา ต้งั แตก่ ารนงั่ เป่ านกหวีดนัน่ ละ คือต้องย้อนกลับไปทำหมวดข้ันต้นหมวดต้นมำตำมลำดับ หมวดต้นข้นั ต้นมาตามลาดบั การต้งั ตน้ ตามลาดบั จนสุดของหมวดต้น แล้วจึงจับหมวดถดั มา นี่มนั เป็ นกฎตายตวั ของการปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิอานา กรรมฐาน โดยเฉพาะ อานาปานสติภาวนา วนั น้ี เวลาน้ี จะลงมือปฏิบัติข้ันไหน ตอนไหนก็ ปานสติ เป็นกฎ ตำมใจ แต่แกต้องต้ังต้นลงมือมำต้ังแต่อันแรกสุดอีกละเปรียบเหมือนกบั เราเรียนท่องจำ เรียน ตายตวั ของการ สวดมนต์ เรียนอะไรท่องจาท่ีมากมาย สูตรยาว ๆ เช่น ปาฏิโมกข์ เป็นตน้ พอถึงเวลำท่องจำ ปฏิบตั ิ มันกต็ ้องต้งั ต้น ต้งั แต่ตอนก่อน ๆ ท่ีจำได้แล้วละ มำจนถงึ ไอ้ตอนที่จะเรียนใหม่ แลว้ ก็ต้งั ตน้ ว่า กรรมฐาน ต่อไป ทาอย่างน้ี มันเชื่อมกัน มันเนื่องกัน มิฉะน้นั ตรงจุดน้นั ล่ะ มนั เป็ นจุดที่ทาให้ลืม ให้ โดยเฉพาะ อา ลงั เลนึกไม่ออก ใครจะท่องอะไร ท่องนวโกวาทหรือท่องอะไรก็ตาม วนั น้ีท่องไดเ้ ท่าน้ีจาได้ นาปานสติ ภาวนา ตอ้ ง ยอ้ นกลบั ไปต้งั ตน้ มา มนั เชื่อม กนั เน่ืองกนั ทา
156 อานาปานสติ แลว้ พอพรุ่งน้ีจะท่องต่อไปต้องต้งั ต้นมำแต่ต้นนนั่ มา ถึงเงื่อนสุดแลว้ ก็ตอ่ กนั ไปอยา่ งน้ีดีที่สุด ตอ้ งต้งั ตน้ แต่คนข้ีเกียจเขาไม่ทาอยา่ งน้นั วันนี้อยำกจะท่องตรงไหนเขำก็ท่องตรงน้ันแล้วมันก็ไม่เชื่อม ต้งั แตแ่ รก ข้นั ไม่เช่ือมเป็ นสำยเดียวกันอย่ำงแนบเนียน ทาอานาปานสติ มนั ก็ตอ้ งต้งั ตน้ มา ต้งั แต่แรก ข้นั แรกทุกคราวไป แรกข้นั เป่ านกหวดี ทุกคราวไป เดี๋ยวน้ีมาถึงข้นั ที่จะเวทนา จะกระทาอะไรท่ีเกี่ยวกบั เวทนา มาถงึ ข้นั เวทนา 117ข้นั ที่ 4 ในหมวดกำยำ ทำลมหำยใจให้สงบระงับ ก็ลงมือทำใหม่ ทามาอย่างซ้ำอย่ำงยำ้ ทา มาถึงที่สุดแห่งข้นั น้ี ทาลมหายใจให้ระงบั กายเน้ือก็ระงบั ระบบประสาทก็ระงบั เรียกว่า ทา วิธกี ำร กายสังขารใหร้ ะงบั กำรทลี่ มหำยใจระงบั น่ี มันทงิ้ อะไรไว้ คือ เกิดควำมรู้สึกพอใจว่ำทำได้ ปี ติ และเป็ นสุข ถ้ำเรำทำให้ลมหำยใจระงับได้ ในข้นั ท่ี 4 ของหมวดท่ี 1 มนั มีผลพลอยได้ออกมำ ทาลมหายใจให้ เป็ นควำมพอใจ คือ ปี ติ แลว้ ก็เป็นความสุข ปี ติกบั สุขน้นั มนั ตวั เดียวกนั ละ 118แต่วา่ ปี ติ คือ สงบระงบั กล็ ง ควำมพอใจท่ีกำลังต่ืนเต้น กำลังเดือด แลว้ พอความพอใจน้ันหยุดเดือด หยุดต่ืนเตน้ มนั สงบ มอื ทาใหม่ ทา ระงบั มนั ก็กลายเป็ นความสุข สังเกตดูให้เห็นขอ้ เท็จจริงอนั น้ีเถอะ ไอเ้ ราเรียกว่าปี ติ ปี ติน้นั ลมหายใจให้ จิตใจมนั ส่ันระรัว และมนั ต่ืนเต้น คือ ความทาไดส้ าเร็จ และพอใจ พอใจเพราะไดอ้ ะไร เพราะ ระงบั กายเน้ือ มีอะไร เพราะทาอะไรไดก้ ็ตาม ถา้ ยงั ต่ืนเตน้ เดือดพลา่ นอยู่ก็เป็น ปี ติพอสงบระงับลงมันก็เป็ น ระงบั ระบบ ควำมสุข เรียกว่า มนั มาสาเภาลาเดียวกนั มนั มาเรือลาเดียวกนั สิ่งน้ีเป็นไปโดยอตั โนมตั ิไมใ่ ช่ ประสาทระงบั เราเจตนา มนั เป็ นของมันโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ทาสาเร็จหรือความสาเร็จมนั ทาให้ดีใจให้พอใจ เรียกวา่ ทากาย พอใจเพรำะทำสำเร็จ หรือพอใจเพราะรสเลิศ รสใหม่ เกิดข้ึนมาก็ได้ ก็เรียกวา่ พอใจก็แลว้ กนั สังขารให้ระงบั พอใจแรก ๆ เรียกวา่ ปี ติ มีอาการซู่ซ่า คอื วา่ มนั เดือด ท่ีกลา่ วไวเ้ ป็นตวั อยา่ งในคมั ภีร์ก็มอี ำกำร เกิดความรู้สึก ซำบซ่ำนไปทุกขมุ ขน มอี ำกำรโคลงเคลงไปจนน่ังไม่ตดิ นง่ั ไม่อยู่ มนั ก็วนุ่ วาย วบู วาบ บางทีก็ พอใจว่าทาได้ ถึงกบั น้ำตำบ้ำไหลออกมำ อย่ำงไรกไ็ ม่รู้ นน่ั ละ อำนำจของปี ติ มนั รุนแรงอยา่ งน้ี พอเม่ือใดมัน ปี ติ และเป็นสุข สงบลง สงบลง มนั กเ็ ป็ นควำมสุข เปล่ียนช่ือเป็นความสุข เรียกวา่ มนั มีอำกำรท่นี ่ำกลัว แต่มนั ปี ติ คือ ความ จะเกิดขึ้นมำอย่ำงไรก็ช่ำงหัวมัน ช่างหัวมนั ดีกว่า อย่าไปตื่นเตน้ ไปตามมนั เพ่ือให้มนั ระงบั พอใจท่ีกาลงั เพ่ือใหม้ นั ยุบลงไป มนั ระงบั ช่างหัวมนั ช่างหัวมนั อย่าไปรู้สึกประหลาด หรือเห็นเป็ นของ ตื่นเตน้ กาลงั วิเศษวิโส แล้วมันก็จะสงบลง เป็ นควำมรู้สึกตำมธรรมดำ อาจารยผ์ เู้ ฒา่ เขาเล่าใหฟ้ ังว่า การทา เดือด ความทา กรรมฐานแบบเก่าแบบโบราณที่ทากันมาน้ันนะ เขาเห็นปี ติ เป็ นความสาเร็จหรือเป็ น ไดส้ าเร็จ และ สัญลกั ษณ์แห่งความสาเร็จกันมากกว่า ก็พอใจปี ติ ก็มีคากล่าว สวด บ่น เป็ นคาเช้ือเชิญ พอใจ เป็นปี ติ อาราธนา ใหป้ ี ติมา เรียกวา่ พระปี ติเสียดว้ ย พระปี ติ ขอใหพ้ ระปี ติองคน์ ้นั จงมา ขอใหพ้ ระปี ติ พอสงบระงบั องคน์ ้ีจงมา ขอให้พระปี ติองคน์ ้นั จงมา นี่ก็รู้ไดโ้ ดยอาการของพระปี ตินน่ั ละ อาการท่ีรุนแรง ลงกเ็ ป็น โคลงเคลงมาก เขาเรียก อุพฺเพงคา อุพฺเพงคาปี ติ ซาบซ่านไปก็พระผรณาปี ติ พระท้งั น้ันละ ความสุข พระปี ตินอ้ ย พระปี ติใหญ่ พระปี ติต้ืน พระปี ติลึก เขามีความคดิ อยา่ งน้นั เชื่อวา่ ปี ตินะ (คือ)ตัว เวทนา อนั ควำมสำเร็จ มนั กถ็ ูกอยบู่ า้ งเหมือนกนั ละ ไมใ่ ช่ไมถ่ ูก ถา้ ทาใหเ้ กิดปี ติได้ มนั ก็เป็นความสาเร็จ ไดแ้ ก่ปี ติ และ มนั จะค่อย ๆ เลื่อนไป เป็นเลื่อนสูงข้นึ ไป สูงข้ึนไป มนั กพ็ อใจ ปี ติ ลงุ ของอาตมาคนหน่ึงเขาก็ สุข เป็นอารมณ์ เคยทาอยา่ งน้ีก็เคยเล่าให้ฟัง กรรมฐำนแบบเขำนะอยู่ในกุฏิ เล็กๆ ยำชันมิด อัดมืด น้นั นะ จิต แทนลมหายใจ มนั เสียสมดุล มนั นึกอะไรไดม้ นั สร้างอะไรไดโ้ ดยท่ีควำมผดิ ปกติของอำกำศในกุฏเิ ล็กๆ ที่ปิ ด กาหนดด่ิงแน่ว แน่ท่ีปี ติ สุขอนั เกิดข้ึน ความ เป็นอนั เดียวกนั จนรู้จกั เขา้ ใจ รู้พร้อมปี ติ ตอ้ ง เอาปี ติตวั จริง มาอยใู่ น ความรู้สึก จะตอ้ งเป็นปี ติ ท่ีกาลงั รู้สึกอยู่
157 ในใจ รู้สึกอยู่ อัด แมแ้ ต่รูก็แทบจะไม่มี แสงสวา่ งไม่ตอ้ งพูดถึง อยา่ งจิตท่ีอยู่ในสภาพอยา่ งน้ีมนั มนั เปลี่ยน ในใจ อาบน้า อะไรไดม้ าก น้อมนึกไปเพ่ืออะไรไดป้ ระหลาด ๆ มนั ช่วยให้ง่ายข้ึนนนั่ เอง ก็เลยพอใจ พอใจ ปี ติ ให้ปี ติรู้สึก เมื่อมนั มีอำกำรฟุ้งซ่ำนมันก็เป็ นปี ติ ต่อมามนั ก็สงบลง แลว้ ก็กลายเป็ นความสุข สรุปความ ซาบซ่านทวั่ ถึง ส้ันๆ ว่า มนั กาลงั ฟุ้ง ฟุ้งซ่ำน เรียกว่ำ ปี ติ พอมันสงบลงก็เรียกว่ำ ควำมสุข 119อานาปานสติ สัมผสั กบั ระบบ หมวดที่ 2 เอาส่ิงน้ี คือ เวทนำ อนั ได้แก่ปี ติ และ สุข เป็ นอำรมณ์แทนลมหำยใจ ดงั น้นั จึงพูดวา่ ประสาท เด๋ียวน้ีไม่นงั่ เป่ านกหวีดแลว้ กำหนดดิ่งแน่วแน่อยู่ท่ีปี ติ หรือสุขอันเกิดขึ้น กาหนดเอาส่ิงน้ี อยา่ งไร มี เป็นอารมณ์ ทาความเป็นอนั เดียวกนั กบั มนั จนรู้จกั มนั เขา้ ใจมนั จนกระทงั่ วา่ จะชนะมนั 120อา อาการทาให้ นาปานสติข้นั ท่ี 1 ของหมวดที่ 2 หรือจะเรียกวา่ ข้นั ท่ี 5 ของท้งั หมดก็ตามใจ น้ี มีบทสูตรว่า เป็นอยา่ งไร ปี ตปิ ะฏิสังเวที ข้นั ที่ 6 มีบทสูตรวา่ สุขะปะฏิสงั เวที หมายความวา่ เรามาทาควำมรู้เรื่องปี ติกัน อทิ ธิพลอยา่ งไร ก่อน แลว้ จะค่อยทาความรู้เรื่องความสุข ข้นั ที่ 5 ปี ติปะฏิสังเวที รู้พร้อมเฉพำะซึ่งปี ติ ต้องเอำ แก่ความรู้สึก ปี ติตัวจริง มำอยู่ในควำมรู้สึก ไม่ใช่ปี ติคาดคะเน ถา้ เราเรียนในห้องเรียน ก็ปี ติคาดคะเน แก่ร่างกาย ไม่ ความสุขคาดคะเน เดี๋ยวน้ีมนั ไม่ไดแ้ ลว้ ไม่ใช่ปี ตคิ ำดคะเน กาหนดคาดคะเน มนั จะตอ้ งเป็นปี ติ เป็ นบวกเป็ น ที่กาลงั รู้สึกอยู่ในใจ รู้สึกอย่ใู นใจ เอามาจากไหน แลว้ แต่เถอะ แต่วา่ ถา้ อำนำปำนสติสมบูรณ์ ลบอะไรนงั่ ฝึก ถูกต้องแล้ว มนั เอามาจากข้นั ที่ 4 สุดทา้ ยของหมวดกาย ประสบความสาเร็จ พอใจ พอใจ ด่ืมปี ติ ถือเอำให้ดี ถือเอำให้ถูกต้อง ถือเอำให้พอดี เป็ นควำมรู้สึกปี ติซำบซ่ำนอยู่ก็ได้เอำมำใส่ไว้ใน ควำมรู้สึกเหมือนกับว่ำ นั่งอำบน้ำปี ติ ทุกคนรู้ดีแลว้ ใช่ไหมวา่ อาบน้าน่ะมนั เป็นอยา่ งไร เอา รู้พร้อมเฉพาะ น้ารดน่ะมนั เป็นอยา่ งไร อาบน้าฝนกด็ ี อาบในหอ้ งน้ากด็ ี น้ามนั ซึมซาบไปทวั่ ทุกตวั ทุกหนทุก ซ่ึงความสุข แห่ง ทว่ั ตวั ทุกแห่งไม่เวน้ ที่ไหน น่ี ถา้ อาบน้า เด๋ียวน้ีเราก็อำบน้ำปี ติ ให้ปี ตริ ู้สึกซำบซ่ำนท่ัวถึง เดินไปยงั สุข อยา่ งน้นั ละ น่ีจะเรียกวา่ ปี ตปิ ะฏสิ ังเวที เอามาเป็นอนั เดียวกบั ชีวิต เหมือนกบั วา่ อาบน้าปี ติ ขอ้ อาบน้า น้ี ปี ติปะฏิสังเวที ทีน้ีก็ไม่อาบเปล่านะ เหมือนกบั วา่ เราอาบน้าเราก็รู้สึกเยน็ รู้สึกสบาย และ ความสุขอยู่ ไป รู้สึกอะไรหลายๆ อยา่ ง เกี่ยวกบั น้าท่ีมนั อาบลงมา เดี๋ยวน้ีเราอำบนำ้ ปี ติ แล้วกร็ ู้สึกอะไรหลำยๆ นงั่ ไปเดิน ไป อย่ำงเกี่ยวกับปี ติ มันมีธรรมชำติอย่ำงไร มันมีลักษณะอย่ำงไร มันมีอำกำรอย่ำงไร มันมี ยืน ไปนอน ที่ ตรงไหน อิทธิพลอย่ำงไร มันมีขอบเขตเท่ำไหร่ ซ่ึงมนั บอกกนั ไม่ได้ มนั ตอ้ งไปอาบกนั จริงๆ ไม่ตอ้ ง ความสุขอยู่ ได้ อะไรมาก แมแ้ ต่เกลือหรือน้าตาล เกลือเค็ม น้าตาลหวาน นี่มนั บอกกนั ไม่ได้ ว่าเค็มอยา่ งไร สมาธิแทจ้ ริง หวานอยา่ งไร คนน้นั มนั ตอ้ งควา้ ใส่ปากเขา้ ไปดู วา่ เกลือเค็มอย่างไร น้าตาลหวานอยา่ งไร 121 ถงึ ที่สุดแลว้ แมม้ นั รู้อยู่อย่างน้นั มนั ยังบอกคนอื่นไม่ได้อีกละ มนั ตอ้ งมีอยู่จริงๆ ในความรู้สึก เดี๋ยวน้ีเราก็ อาบรดอยดู่ ว้ ยปี ติ มีธรรมชาติอยา่ งไร ลกั ษณะอย่างไร มนั สัมผัสกับระบบประสำทอย่ำงไร มี สามารถมปี ี ติ มี ความสุขได้ ใน อำกำรทำให้เป็ นอย่ำงไร แลว้ ที่สาคญั กวา่ น้นั คอื มนั มีอทิ ธพิ ลอย่ำงไร แก่ควำมรู้สึก แก่ร่ำงกำย ทุก ๆ อิริยาบถ น่ำรักหรือน่ำกลัวหรือน่ำสงสัยอะไรก็ว่า แลว้ แต่ความรู้สึก แต่รู้จักให้ดี ๆ ว่ามนั มีอิทธิพล ผลปี ติ ผลอปั อยา่ งไร เพราะนนั่ เป็นใจความหรือเป็นความลบั ที่จะต้องศึกษำท่ีต้องจับให้ได้ มนั มีขอบเขต นาสมาธิ ยงั อยู่ อะไร ขอ้ ความในพระคมั ภีร์ กม็ ีเล่าเรื่องถึงสตั วจ์ าพวกหน่ึง มีปี ติเป็นภกั ษา ปี ติภักขา มนั มีปี ติ เป็นสุข ติดไป รู้สึกเป็ นธรรม เป็นอาหาร มนั ไม่ตอ้ งกินขา้ วกินปลา มนั หล่อเล้ียงชีวิตอยู่ดว้ ยปี ติ เขาเรียกวา่ เป็ นพรหม เป็น อนั เดียวกนั กบั พรหมชนิดหน่ึง ซ่ึงคณุ กไ็ มร่ ู้จกั อีกวา่ พรหมน้นั เป็นอยา่ งไร ชีวิตที่มีระบบจิตใจ มีชีวติ อยดู่ ว้ ย ความสุข จิตตสงั ขารคอื เครื่องปรุงแต่ง จิต เป็น ความรู้สึกคดิ นึก เป็นไปตาม เวทนา อยา่ งไร ความรู้สึกคิด
158 นึกจะไตเ่ ตา้ ไป ปี ติเป็นอาหาร พระพุทธเจา้ ก็เคยมีปี ติเป็นอาหาร ไม่ตอ้ งฉนั ขา้ วฉันน้า 7 วนั อนั น้ีก็มีกล่าวถึง ตามเวทนา ในคมั ภีร์เหมือนกัน นี่ดูอิทธิพลของมนั สิ ข้อความในอรรถกถาหรือไอ้หนังสือท่ียืดยาว ออกไปก็ 7 วนั 7 หน เป็ น 47 วนั ไม่ต้องฉันอาหาร นอกจากปี ติ มีปี ติเป็ นอำหำร ทีน้ีทา เวทนาว่าเป็ น ความคุน้ เคยกบั ปี ติเป็ นเกลอกับปี ติ จะด้วยความมนั่ หมายหรือด้วยควำมจำหรือด้วยควำม จิตตสงั ขาร อะไรก็ตำม มันเป็ นอย่ำงไร มนั ซาบซ่านอย่างไร มนั จาไวใ้ ห้สนิท จนถึงกบั ว่า เรียกมนั มา เป็ นเวทนาเป็ น เม่ือไรก็ได้ เราเคยมีปี ติในส่ิงใดอยา่ งไร เราเรียกมนั มาอีกก็ได้ แต่วา่ ขอ้ น้ีมนั ยิง่ กวา่ น้นั น่ะ มนั เหตุให้เกิด ถึงกบั วา่ ทาให้เกิดข้ึนเมื่อไรก็ได้ อยา่ งเต็มที่ แลว้ มาอาบ ๆ ๆ ๆ อยู่ ฉะน้นั เด๋ียวน้ี การปฏิบตั ิ ความคดิ ไปตาม ข้นั ที่ 5 น้ี ก็นงั่ อาบอยู่ดว้ ยปี ติ ซึมซำบในส่ิงต่ำงๆ ท่ีเกี่ยวกับปี ติ จึงไดเ้ รียกว่า ปี ติปะฏิสังเวที เวทนา เวทนา คนโง่คนธรรมดา ก็สูญเสียสติสัมปชญั ญะ หลงใหลไปในทางบวกทางลบอะไรก็ไม่รู้ แต่ว่า สุขกด็ ี ทกุ ขก์ ด็ ี พระโยคีที่แทจ้ ริงนะไม่หลงใหลขนาดน้นั รู้วา่ ปี ติเป็นอย่างไร ปี ติเป็นอยา่ งไร เท่าไร ไม่ตอ้ ง อทกุ ขมสุขกด็ ี สูญเสียสติสัมปชญั ญะ ไม่ต้องเป็ นบวกเป็ นลบอะไรเก่ียวกับปี ติ นีก่ น็ ่งั ฝึ กด่ืมปี ติ ด่ืมปี ติ ดูดดื่ม ทาใหเ้ กิด ในปี ติ เป็นอนั เดียวกนั กบั จิตใจ จนเรียกว่าต่อไปจะเรียกมนั มาเม่ือไรก็ได้ จะมาแกค้ วามทุกข์ ความคดิ พลงุ่ ร้อนอะไร อยา่ งไร เมื่อไรกไ็ ด้ มีผลไกลไปถึงวา่ มนั จะรู้สึกพอใจตวั เอง เคารพตวั เอง พอใจใน ข้ึนมา เรียกวา่ ความเป็นมนุษย์ พอใจในการบรรลุธรรม ปี ติมีขอบเขต ขอบเขต บางทีก็ขอบเขตไปถึงอย่าง จิตตสังขาร น้ัน ขอบเขตไปถึงพรหมโลก ขอบเขตไปไดต้ ลอดที่ชีวิตในอนาคต นี่เรียกว่า ข้นั ที่ 5 122ทีน้ี มาถึงข้ันที่ 6 บทสูตรของมันก็ว่า สุขะปะฏิสังเวที เมื่อตะก้ี ปี ติปะฏิสังเวที เดี๋ยวน้ี สุขะ เวทนาทาให้ ปะฏิสงั เวที อะไรต่างๆ ก็มาคลา้ ย ๆ กนั กบั ปี ตินะ คอื น่ังอำบน้ำควำมสุข เม่ือปี ติอนั ฟ้งุ ซ่านได้ ปรุงความคดิ ระงบั ลงมาเป็นความสุขสงบแลว้ ก็นง่ั อาบน้าความสุขอยู่ นี่เรียกวา่ รู้พร้อมเฉพาะซ่ึงความสุข อยา่ งรุนแรง ความสุขน่ียงั มีมาก มีมาก จนวา่ ลุก เดนิ ไปกย็ ังสุข อำบนำ้ ควำมสุขอยู่ ไปนั่ง ไปเดิน ไปยืน ไป ตอ้ งไปดูเอาที่ นอน ท่ีตรงไหน กย็ ังอำบน้ำควำมสุขอยู่ คงจะช่วยอธิบาย ความหมายของพระพุทธภาษิตที่ว่า ความรู้สึก ได้สมำธิแท้จริง ถงึ ท่ีสุดแล้ว นง่ั อยทู่ ่ีตรงไหนก็วา่ นงั่ บนอาสนะทิพย์ ไปยนื ตรงไหน ก็เป็นยืน ท้งั หมดรวมอยู่ ที่ยนื ทิพย์ เดินตรงไหน กเ็ ป็นท่ีเดินทิพย์ นอนตรงไหน ก็เป็นที่นอนทิพย์ เขา้ ใจวา่ หมายถึงอนั ที่เวทนา น้ี หมายถึง ปี ตเิ ป็ นสุข ที่อาบรดอยู่ จะเอาความแนบแน่นเป็ นอัปนำสมำธิ เป็ นเอกคั คตำไปด้วย เอาชนะเวทนา นี่ คงไม่ไดห้ รอก 123ถา้ เปล่ียนอิริยาบถ แต่ว่าผลของปี ติ ผลของอัปนำสมำธิน้ียงั อยู่ เป็ นปี ติ ไดอ้ ย่างเดียว ก็ เป็นสุข ติดไป เหมือนกบั ว่าเรำรักใคร โกรธใครอย่ำงรุนแรง เราจะไปทาอะไร ไปเดิน ไปนั่ง ชนะโลกท้งั ไปนอน ไปกิน อนั น้นั กย็ งั รู้สึกอย่ใู นจติ ใจ ขอให้ทำให้เป็ น อยา่ งน้นั เถอะ เดี๋ยวน้ี สามารถมีปี ติ โลก มีความสุขได้ ในทุก ๆ อิริยาบถ มีสวรรคก์ นั ท่ีนี่ เดี๋ยวน้ี มีความสุข มีความพอใจกนั ที่น่ี ใคร อยำกได้สวรรค์ทันตำเห็นก็ทำอำนำปำนสติข้อนี้ เช่นเดียวกบั ข้อปี ติ ต้องสังเกตรู้สึกเป็ นธรรม ผสั สะให้เกิด อันเดียวกันกับควำมสุข รู้ธรรมชาติแห่งความสุข ลกั ษณะอาการแห่งความสุข อิทธิพลแห่ง เวทนา ปรุงแตง่ ความสุข ขอบเขตแห่งความสุข กวา้ งไกลแค่ไหน รู้จกั ธรรมชาติของมนั ภาษาบา้ นนอกเรา จิตอย่างย่ิง แลว้ เรียกวา่ รู้จักกำพืดของมนั ถา้ จะรู้จกั อะไรใหด้ ีกต็ อ้ งรู้จกั ถึงกาพืดของมนั คาน้ีแปลวา่ อะไรก็ไม่ จิตก็ดาเนินไป รู้ แต่รู้ความหมายดีวา่ รู้จกั มนั หมด ลึกซ้ึง ถึงตน้ ตออะไรของมนั อดีต อนาคต อะไรของมนั รู้ ตาม หมดละ รู้จกั กาพืดของมนั เรารู้จักกำพืดของปี ติ รู้จกั กาพืดของความสุข ตอ้ งการจะควบคุม มนั แลว้ พอเกิดข้ึนมาแลว้ ก็ซักซ้อม รับเอา ซกั ซ้อม ๆ ย้า ๆ ๆ ๆ หรือ อาบ ๆ ๆ ๆ ให้ถึงจิตถึง ทาจิตตสังขาร ให้ระงบั อานาจ หรืออิทธิพล ของเวทนา จิตต สังขารคอื ปรุง จิต ทาให้มนั หยดุ ปรุง ทา ดว้ ยการบงั คบั จิต ปรับปรุงจิต ตกแตง่ จิต ปรับปรุงจิต
159 ศิลปะจิตใจยาก ใจ ลืมไมไ่ ด้ การปฏิบตั ิในข้นั น้ี จึงนัง่ ซักซ้อม หรือเพมิ่ พนู ปี ติ เพิม่ พนู ความสุข ใหอ้ ยใู่ นท่ีนง่ั ท่ีสุด ทาใหจ้ ิตต เจริญอานาปนสติน้นั จนชานาญ เขาเรียก ชำนำญ ทำให้มำก ทาใหช้ านาญ น่ีหมายความวา่ ทำ สงั ขารระงบั จนอยู่ในอำนำจของเรำ เรียกมาเม่ือไรกไ็ ด้ ไปอยทู่ ่ีไหนอยากจะมีปี ติหรือสุขข้ึนมาก็เรียกมาได้ ลงๆ ถา้ ใครทา ในทนั ที นี่กาไร อานาปานสติข้นั ท่ี 5 ข้นั ท่ี 6 เอามาใชท้ าน้าอาบเสีย ผิดกนั หน่อยก็แต่วา่ อำบ ได้ บงั คบั จติ ใจ น้าธรรมดานี่มนั อาบร่างกาย น้าปี ติ สุข นี่ มนั อาบจิตใจ ถา้ มนั เกิดความเยน็ มนั ก็เย็นทำง ความคดิ ได้ ก็ จิตใจ คู่กนั กบั เยน็ ทางกาย อาบน้าในตุ่มนี่ เยน็ กาย อาบน้าปี ติสุขน่ี มนั ก็เยน็ ใจ เมื่อไรก็ไดน้ ่ี เปลยี่ น มนั เก่งมากนะ เก่งมาก ถึงเม่ือไรก็ไดเ้ พราะมนั ซักซ้อมกันไวม้ ากจนเป็ นอนั เดียวกนั ไปเลย ปรับปรุง ควรจะรู้สึกความลบั อย่างหน่ึงไวด้ ว้ ยว่า ไอค้ วามสุขหรือความพอใจอย่างน้ี มนั เป็ นที่ต้งั ท่ี ความคิด อาศยั แห่งสิ่งท่ีเรียกว่า นันทิ นนั ทิ ความพอใจ จนกลายเป็ นถึง จนกลายไปเป็ นนันทิราคะ เป็ นไปทางท่ีดี นนั ทิราคะ นนั ทิท่ีจบั จิตจบั ใจเหนียวแน่น นนั ทิราคะ มีพอใจอะไร ปี ติ หรือสุข เป็นนนั ทิ แลว้ ท่ีถกู ท่คี วร ไม่ นนั ทินนั่ ละคือ อุปาทาน รู้ไวเ้ ถอะว่า นนั ทินน่ั ละ คือ อุปำทำน พระพุทธเจา้ ตรัสอยา่ งน้ีไวท้ วั่ มีปัญหา ก็ไมม่ ี ๆ ไปในบาลี นนั ทิ อุปาทาน น้นั นนั ทินนั่ ละ คือ อปุ าทาน อปุ ำทำนนัน่ ละให้เกิดทกุ ข์ นนั ทิสิ่ง ความทุกข์ ใดมันก็ยึดมั่นในสิ่งน้ัน ยึดมน่ั ในสิ่งใด มนั มีความหนกั เพราะส่ิงน้นั จนบา้ จนหลงไป น่ี เราจะ รู้เท่าทนั ปี ติหรือสุข อยา่ ให้มนั เป็นอย่างน้นั ข้นึ มา เรามีเงินทอง ขา้ วของ ทรัพยส์ มบตั ิ ยศศกั ด์ิ ฝึกการบงั คบั บริวาร อานาจวาสนา ถา้ เป็นนนั ทิ เป็นอปุ าทาน แลว้ ก็เป็ นทกุ ข์เพรำะเหตุน้นั ละ แลว้ มนั จะมา จิตตสังขารน้ี อยู่บนหัวบนศีรษะดว้ ยไม่ตอ้ งเป็ นถึงอย่างน้นั รู้ว่ามนั เป็ นเพียงเท่าน้ันแลว้ ก็ไม่ตอ้ งถึงอย่าง ให้สงบระงบั น้นั แตว่ า่ มนั กย็ ากอยเู่ หมือนกนั ถา้ มนั อร่อย พอใจ สุดเหวี่ยงแลว้ มนั ก็ตอ้ งมีนนั ทิ แลว้ ก็ตอ้ งมี อุปาทาน บอกใหร้ ู้ไวเ้ ป็นการล่วงหน้าวา่ ความลบั มนั มีอยูท่ ี่ตรงน้นั อยา่ ใหม้ นั กลายเป็นนนั ทิ อานาปานสติ หรือเป็นอุปาทานข้ึนมา แลว้ มนั กลายง่ายท่ีสุดหรือมนั เกิดไดง้ ่ายที่สุด น่ีตอ้ งรู้ไว้ ไอท้ ่ีมนั จะ ทุกข้นั ๆ ขอให้ เป็ นคุณ มนั จะกลายเป็ นโทษข้ึนมา ปี ติและควำมสุข ถ้ำบ้ำ ถ้ำเมำ ถ้ำหลง แลว้ ก็มนั ก็ไม่ไหว หยอดทา้ ยดว้ ย มันจะร้ำยกำจย่ิงกว่ำควำมทุกข์ก็ได้ เรารู้เร่ืองดีมาแลว้ เก่ียวกบั อุปาทาน มีอุปาทาน ยดึ มน่ั ใน การเห็นอนตั ตา สิ่งใดส่ิงน้นั กเ็ ป็นทุกข์ อยา่ ไปยดึ มน่ั ชนิดอุปาทานข้ึนมา ขอใหร้ ู้ไว้ 124ทีน้ีกม็ าถึงข้นั ท่ี 7 ข้นั ท่ี เห็นความไม่ 7 บทสูตรวา่ จิตตะสังขาระปะฏิสังเวที รู้พร้อมเฉพาะซ่ึงจิตตสังขาร จิตตสังขำรคือเครื่องปรุง เท่ียง เป็นทกุ ข์ เป็นอนตั ตา แต่งจิต จิตในที่นีเ้ ป็ นควำมรู้สึกคิดนึก ควำมรู้สึกคดิ นึกมันเป็ นไปตำมเวทนำ มีเวทนำอย่ำงไร ควำมรู้สึกคดิ นึกน้ันมนั จะไต่เต้ำไปตำมเวทนำ 125ดงั น้นั ท่านจึงจดั เวทนาวา่ เป็นจิตตสังขาร จะ เห็นอนตั ตา เป็ นปี ติก็ดี เป็ นสุขก็ดี หรืออย่างอื่นก็ดี ถา้ เป็ นเวทนำแล้วมันเป็ นเหตุให้เกิดควำมคิดไปตำม เห็นความจริง เวทนำน้นั บวกก็คิดไปอย่าง ลบก็คิดไปอย่างหน่ึง เวทนาสุขก็คิดไปอย่าง เวทนาทุกขก์ ็คิดไป เห็นธมั มฏั ฐิตะ อย่าง เวทนาไม่สุขไม่ทุกขก์ ็โง่ ก็สงสัย กลวั หลงอยู่ที่น่ันละ ไม่รู้ว่ามนั เป็ นอย่างไร มีปัญหา ตา ความ ท้งั น้นั ละ เวทนา สุขก็ดี ทุกขก์ ็ดี อทุกขมสุขก็ดี ทำให้เกิดควำมคิดพลุ่งขึน้ มำ ท่ีเรียกว่ำ จิตต เป็ นไปเป็ นอยู่ สังขำร นี่เรียกวา่ มนั อนั ตรายอยเู่ หมือนกนั นะ 126 ถา้ ควบคมุ ไมไ่ ดน้ ะ เวทนาทาใหบ้ นั ดาลความ ต้งั อยตู่ าม ธรรมดา เห็น รักจนเกิดการฆ่ากันตาย เวทนาทาให้เกิดความโกรธ ความเกลียดจนฆ่ากันตาย มนั ปรุง ธมั มะนิยามะตา กฎธรรมชาติ ควำมคิดอย่ำงรุนแรง ขอ้ น้ีก็เหมือนกนั ละ ต้องไปดูเอำที่ควำมรู้สึก จะเรียนจำกหนังสือหรือ เป็นอยา่ งน้ีเอง บอกกันแล้วมันยำก ไปดูไอ้ควำมรู้สึกที่เป็ นเวทนำ แลว้ มนั จะทำให้ทนอยู่ไม่ได้ น่ารักก็รัก น่า เห็น อิทปั ปัจจย ตา ปรุงแต่ง เปล่ียนแปลงไป ตามเหตตุ าม ปัจจยั เรียกว่า ปฏิจจสมปุ บาท หรือ อิ ทปั ปัจจยตา ได้ เห็นสุญญตา ว่างจากความ
160 เป็นตวั ตน เกลียดก็เกลียด น่าโกรธก็โกรธ น่ากลวั ก็กลวั น่าตื่นเตน้ ก็ต่ืนเตน้ แถมวิตกกงั วลไปถึงอดีต ความเที่ยงแท้ หวงั ไปในทางอนาคตเพราะเวทนาท้งั น้ันละ ปรุงความคิดร้อยอย่างพนั อย่าง ควำมหึงทำง แน่นอนเป็ น กำมำรมณ์อย่างเลวร้ายท่ีสุดน่ันมนั มาจากเวทนา เวทนานัน่ ละ มนั ปรุงควำมหวงแลว้ ก็ปรุง สุญญตา แลว้ ก็ ควำมหึง แลว้ มนั ก็ฆ่ากนั ตาย อยา่ งน้ี เรื่องน้ีไม่ใช่เรื่องเล่น เรื่องเวทนาดงั ที่กล่าวแลว้ ขา้ งตน้ เห็นตถาตา ว่า ท้งั หมดมนั รวมอยู่ท่ีเวทนา เอาชนะเวทนาไดอ้ ย่างเดียว ก็ชนะโลกท้งั โลกเลย พระพุทธเจ้ำ มนั เช่นน้ีเองจะ ท่ำนจึงยกเอำจุดนีเ้ ป็ นจุดสำคัญ ท่ีจะเกดิ ตณั หำ อุปำทำน และควำมทุกข์ เง่ือนต่อท่ตี รงเวทนำ ถงึ จุดอตมั ยตา หรือเขยบิ ไปอีกนิด ก็ผสั สะ ผัสสะให้เกิดเวทนำ ตรงน้ันละ ให้ระวังให้ดี มันเป็ นจุดเปล่ียนที่ เห็นแลว้ อะไร ตรงน้นั ละ จะไปทางร้าย หรือทางดี จะไปทางสุข หรือทางทกุ ข์ เรารู้วา่ มนั ปรุงแต่งจิตอย่างย่ิง ปรุงแต่งไม่ได้ แลว้ จิตก็ดาเนินไปตามน้นั แลว้ ก็เกิดการกระทาท่ีเป็นกรรมข้ึนมา แลว้ ก็มีปฏิกิริยาหรือวิบาก กูไม่เอากะมึง ซ่ึงเป็นผลของกรรม ดูอะไรมนั จะเกิดข้ึน เพราะโยคีปฏิบตั ิมาถึงข้นั น้ี ก็มาพนิ ิจพิจารณาอยู่ โอ้ แลว้ อตมั ยตา ไอห้ มอนี่ เวทนานี่ สร้างโลกก็ได้ ทาลายโลกก็ได้ เป็นข้นั ที่ 7 เป็นข้นั ท่ี 7 127มาข้นั ที่ 8 หรือ มา ข้นั ท่ี 4 ของหมวดเวทนำ หรือข้นั ท่ี 8 ของท้งั หมด คือ 16 ข้นั ปัสสัมภะยัง จิตตะสังขารัง ทํา จิตตสังขาร ให้รํางับอยู่ ก็ระงับอำนำจหรืออิทธพิ ลของเวทนำน้นั ทาให้มนั จางทาให้มนั คลาย อนตั ตา ไม่มี ทาใหม้ นั ระงบั แลว้ ในที่สุดทาใหม้ นั หยดุ ปรุง จติ ตสังขำรคือปรุงจิต ทำให้มันหยุดปรุง ก่อนท่ี ตวั ตน เห็น จะทาให้มนั หยดุ ปรุง มนั ก็ต้องมีกำรค่อย ๆ คลำย ค่อย ๆ จำง ค่อย ๆ รำงับ แลว้ มนั จึงจะหยุด อนตั ตา มิใช่ ปรุง น่ีเกี่ยวกบั บงั คบั ทางจิต เป็ นเรื่องของสมถะ ยงั ไม่ถึงกบั ปัญญา แต่ถา้ ไปกระโดดไปเอา สัตว์ มใิ ช่บุคคล ปัญญามาใช้ก็ไดเ้ หมือนกนั ละ ระงบั อิทธิพลของเวทนา แต่เด๋ียวน้ียงั ไม่ไดพ้ ูดถึงปัญญา ถึง มใิ ช่ตวั มใิ ช่ตน วิปัสสนาเลย เพราะทำด้วยกำรบังคับจิต ปรับปรุงจิต ตกแต่งจิต ปรับปรุงจิต ให้ไอท้ ี่เป็นปี ติ มิใช่เรา มิใช่เขา และเป็ นสุขให้มนั ถอยพลงั ลง ให้ลดลง คือ ให้มนั หยุดปรุง 128ตอนน้ีจะยากที่สุด เป็ นศิลปะ ทำงจิตใจที่ยำกที่สุด ที่จะทำให้จิตตสังขำร ระงับลงๆ ถา้ ใครทำได้ คนน้ันก็บังคับควำมคิดได้ อนตั ตาไม่ทา คนน้ันก็เปล่ียน ปรุง ปรับปรุงควำมคดิ เปล่ียนแปลงไปได้ ในทางท่ีถูกตอ้ ง บงั คบั ความคิดได้ ใหเ้ กิดอปุ าทาน เปลี่ยนความคิดได้ มนั ก็เป็ นไปแต่ในทำงทีด่ ี ทถ่ี ูก ทคี่ วร มนั กไ็ มม่ ีปัญหา มนั กไ็ มม่ ีความทุกข์ อปุ าทานไมเ่ กิด น่ีสาคญั มากอยา่ งน้ี ทาจิตตสังขำรให้ระงับได้ น้นั คือชนะเวทนำได้ ก็ครองโลก จะเป็ นผู้ครอง เพราะเห็น โลก ชนะในภำยใน กค็ ือชนะในภำยนอก ชนะเวทนาในภายใน คอื ชนะโลกในภายนอก ฉะน้นั อนตั ตา ไมม่ ี ขอให้หัดไวเ้ ถิด โดยเฉพาะไอว้ ยั รุ่นท้งั หลาย คนหนุ่มท้งั หลาย ถา้ ควบคุมไอ้ควำมปรุงแต่งนี้ อุปาทานกไ็ มม่ ี ได้ละก็จะเป็ นคนท่ีไม่มีปัญหา ไม่เกิดความผิด ไม่เกิดความร้าย ไม่เกิดความอะไร คนวยั รุ่น ทุกขไ์ ม่เอาขนั ธ์ บงั คบั จิตไม่ได้ มนั ก็ไปตามอานาจปรุงแต่ง ของเวทนาในจิตน้ัน มนั ก็ไดท้ าให้พ่อแม่น้าตา ท้งั หา้ แต่ละ ไหล ทาให้ตวั เองตายคาท่ีบ่อย ๆ ตามเรื่องราวท่ีปรากฏอยู่ ใคร ๆ ก็รู้ มันบังคับจิตไม่ได้ มัน ขนั ธ์ หรือท้งั ห้า บงั คับจิตตสังขำรไม่ได้ บงั คบั เครื่องปรุงแต่งจิตไม่ได้ มนั ก็ถูกเวทนำกระตุ้น ผลักไส เชิดชู ไส ขนั ธ์ เป็นตวั ตน หัวไป ไปทาอะไรที่มนั เป็นเรื่องเป็นราวต่อไป ถา้ บงั คบั ได้ มนั ก็ไปในทางสงบสุข เยน็ น่ีมนั ยากนะแตว่ า่ มนั ก็ยงั เป็นสิ่งท่ีทาได้ บิดามารดาที่มีความเป็นพุทธบริษทั มาก ๆ ควรจะอบรมลกู อานาปานสตขิ ้นั เด็ก ๆ ให้รู้จักบังคบั จติ ไปตามมีตามเกิด ท่ีจะทาได้ แก่เดก็ ๆ ใหบ้ งั คบั ตนเอง หรือ self control ไหนจบลงไป จง นี่ กค็ ือส่ิงน้ีละ เขาก็บชู า พอใจกนั นกั นะ บงั คบั ตวั เองนี่นะ มนั กม็ ีชีวติ ดาเนินไปในทางท่ีถูกที่ เห็นอนตั ตา หยอดทา้ ย ๆ ทุก ข้นั ไป เป็นสติ ปัฏฐาน ท่ีแทจ้ ริง
161 ควร พอใจในการบงั คบั ตวั เอง แมว้ ่ามนั จะเจ็บปวดบา้ งก็ยินดี สัจจะ ทมะ ขันติ จำคะ อนั น้ัน ละ ใชไ้ ดล้ ะ สัจจะ จริงใจที่จะบงั คบั มนั แลว้ ก็ ทมะ ก็คือ บงั คบั มนั มนั ก็ตอ้ งมีความเจ็บปวด เป็นธรรมดา ก็ตอ้ ง ขนั ติ อดกล้นั อดทน แลว้ ก็จาคะ ระบาย ไอบ้ า้ ๆ บอ ๆ เหล่าน้ีออกไปเสีย เร่ือย ๆ เร่ือย ๆ นี่ คือ ลดอำนำจของจิตตสังขำร มนั อยากจะไปดูหนงั ไปดูละคร ไปเริงรมยอ์ ยู่ นี่ มนั เป็นจิตตสังขาร ผลกั ไสไปทางน้นั แลว้ ก็บงั คบั ดว้ ยทมะ ต้งั ใจจะบงั คบั แลว้ กบ็ งั คบั เมื่อ ไมไ่ ดไ้ ปดูหนงั ดูละคร มันเจบ็ ปวด มนั เจบ็ ปวดนะ มนั เจ็บปวด มนั กท็ น รู้จกั ทน แลว้ ก็ระบำย ควำมรู้สึกเลวร้ำยนอี้ อกไปจำกจิตใจ ก็สบำยดี น่ี เร่ืองไปดูหนงั ดูละครนะ ไม่ร้ายแรงเท่าเรื่อง กามารมณ์ เรื่องเพศ ถกู บงั คบั เรื่องเพศ กดดนั มากนี่มนั ฆา่ คนไดน้ ะ มนั ฆ่าพ่อฆา่ แมก่ ไ็ ดน้ ะ ถา้ พ่อแม่ใชอ้ านาจสิทธิขาดไม่ให้มาเกี่ยวขอ้ งกบั กามารมณ์ อย่างน้ี มนั อาจจะฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ของ มนั ก็ไดน้ ะ มนั ถึงขนาดน้นั รู้จกั ความเลวร้ายของมนั ไวบ้ า้ งเอามาพิจารณาก็จะเห็นโทษ เห็น ความเลวร้ายของมนั น่ีมนั จะค่อย ๆ เป็นไปไดใ้ นการบงั คบั จิต ตอ้ งเอาโทษ เอาความเลวร้าย ของมนั มาตรึกตรอง มาไคร่ครวญ มากระทาเป็นเบ้ืองหนา้ อยใู่ นจิตใจ เห็นโทษเท่าไรมนั ก็จะ บงั คบั ได้ หรือลดลงได้ ลดลงไดเ้ ท่าน้นั เวทนาบา้ จะทาใหเ้ ป็นบา้ กไู ม่เอากบั มึง อตมั ยตำก็เข้ำ มำ กูไม่เอากบั มึงน้นั นะ มนั จะบงั คบั ได้ พระพุทธเจา้ ตรัสแตล่ ะเร่ืองละเร่ืองลว้ นแตม่ ีคา่ สูงสุด ประเสริฐท่ีสุดท้งั น้นั ละไม่เคยตรัสเร่ืองเหลวไหลไร้สาระเลย มีศรัทธาในเร่ืองน้ีเถอะ129 ขอให้ ต้งั ใจดี ๆ พยำยำมท่ีจะบังคับจิตตสังขำร เคร่ืองปรุงแต่งจิต ความผลกั ดนั ในจิตใจ ท่ีจะปรุง แต่งจิต ไสหัวคน ให้ไปทาอะไร ชนิดท่ีเชือดคอตวั เอง เร่ืองเชือดคอตวั เอง กลายเป็นเรื่องดี ก็ เพราะบงั คบั จิตไม่ได้ เวทนาคืออย่างน้ี เรื่องเกี่ยวกบั เวทนา คืออย่างน้ี เราจะตอ้ งรู้จกั มนั นี่คือ หมวดเวทนา หมวดเวทนา ปี ติ เป็นเวทนา ความสุข เป็นเวทนา เวทนาท้งั หลายเป็ นจิตตสังขำร ปรุงแต่งจิต เราจะตอ้ งฝึ กกำรบังคับจติ ตสังขำรนใี้ ห้สงบระงับ หมวดท่ี 1 นง่ั เป่ านกหวีดกบั ลม หายใจ ใหร้ ะงบั ให้ระงบั ระงบั จนเป็นผล ไดม้ าถึงหมวดท่ี 2 คือ ปี ติและสุข แลว้ เอามาใชเ้ ป็น อารมณ์ของหมวดที่สอง คือ ปี ติ และสุข ปฏิบตั ิหมวดที่ 2 สาเร็จ เดี๋ยวน้ีเรามีอานาจ คลา้ ย ๆ พระเจ้าข้ึนมาแล้ว บังคับจิตได้คือบังคับโลกได้ โลกมนั จะเป็ นอย่างไร ก็ช่างหัวมนั ไม่มา บงั คบั เราไดอ้ ีกต่อไป ลกั ษณะก็เป็ นเร่ืองของจิต เป็ นเรื่องจิต เป็ นเร่ืองสมาธิ เป็ นเรื่องสมถะ แต่ถึงอย่างไรก็ดี 130ขอบอกดงั ท่ีกล่าวมาแลว้ วา่ อำนำปำนสติ ทุกข้ัน ๆ ขอให้หยอดท้ำยด้วย กำรเห็นอนัตตำ พูดส้ันๆ คาเดียวว่าเห็นอนตั ตา แต่ขยายความออกไปถึงเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ และอ่ืน ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกนั เป็ นสายไปเลย ลมหายใจก็ดี ก็เห็นความไม่เท่ียง เป็นทุกข์ เป็ นอนัตตา ปี ติเวทนาน้ีก็ดี เห็นควำมไม่เที่ยง เป็ นทุกข์ เป็ นอนัตตำ เวทนามีเหตุมีปัจจัย เกิดข้ึนตำมเหตุตำมปัจจัย เป็ นไปตามเหตุตามปัจจยั แลว้ มันจะเท่ียงได้อย่ำงไรเล่ำ ทาความ ยงุ่ ยากลาบากให้ เพราะความไม่เที่ยงน้นั บงั คบั มนั ไม่ได้ ต่อตา้ นมนั ไม่ได้ นน่ั ละคือ อนตั ตา อนัตตำ บังคับควำมไม่เท่ียง และควำมเป็ นทุกข์ไม่ได้ มนั กดั เอา ๆ บงั คบั ไม่ไดน้ ่ี เป็นอนตั ตา หรือจะมองไกลไปถึงว่ามนั ไม่มีตวั ตน ไม่มีเจตภูติ ไม่มีวิญญาณที่ไหนจะมาเสวยปี ติ มาเสวย สุขอย่างน้ันอย่างน้ีก็หาไม่ 131เห็นอนัตตำ เห็นควำมจริงน้ีแลว้ ก็จะเห็นธัมมัฏฐิตะตำ ควำม เป็ นไปเป็ นอยู่ ต้งั อยตู่ ามธรรมดา เห็นธัมมะนิยามะตา โอก้ ฎธรรมชาติเป็ นอยา่ งน้ีเอง เห็น อิ
162 ผล ทัปปัจจยตำ ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงไปตำมเหตุตำมปัจจัย นี่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบำท หรือ อิ ทัปปัจจยตำ แลว้ ก็จะไดเ้ ห็นสุญญตำ ว่ำงจำกควำมเป็ นตัวตน ความเท่ียงแทแ้ น่นอนอะไรนี่ จะทาหมวด เป็ นสุญญตา แล้วก็เห็นตถำตำ ว่ำมันเช่นนี้เองโวย้ แลว้ ก็จะถึง จุดอตัมยตำ เห็นอย่างน้ีแลว้ เวทนาตอ้ งไปต้งั อะไรปรุงแต่งไม่ได้โวย้ กูไม่เอำกะมึงแล้วโว้ย นั่นละ อตัมยตำมันก็มำละ 132ทาอานาปานสติ ตน้ ทามาจาก ข้นั ไหนตามเถิด ทุกข้นั พอสิ้นสุดข้นั น้นั แลว้ ก็ปิ ดทา้ ยดว้ ยเห็นอนตั ตา เห็นอนตั ตา มิใช่สัตว์ หมวดกาย หมวด มิใช่บุคคล มิใช่ตัว มิใช่ตน มิใช่เรา มิใช่เขา มิใช่น้ัน มิใช่น้ี มิใช่เอ็ง มิใช่อ่ืน มิใช่ มิใช่ท่ีเป็ น 1 ไล่มาต้งั แตต่ น้ อตั ตานะ ถา้ มีความรู้เรื่องน้ี เร่ืองอนัตตำแล้วก็ได้แก้ววิเศษ ได้ของวิเศษสำรพดั นึก แก้ได้ทุก อานาปานสติ อย่ำง ใครกลวั ผีบา้ งท่ีนงั่ อยูท่ างโนน้ นะ ยาแกก้ ลวั ผีก็ คือ อนัตตำ อนัตตำหรือว่ำเรื่องจิตเรื่อง ข้นั ไหนกต็ อ้ ง ใจน่ี เป็นอนตั ตา ไอผ้ เี องน่ีก็อนัตตำ ไม่มตี ัวตนหรอก ไอค้ วามโง่เขา้ มา เห็นเป็นอตั ตา เป็นตวั กู มนั ก็กลวั ผีทนั ที เพราะวา่ ผี ก็เป็นอนตั ตา ตวั เองก็เป็นอนตั ตา พระอรหนั ตไ์ ม่กลวั ผี ก็เพราะ อนตั ตามนั ถึงท่ีสุด ไอป้ ุถุชนมนั กลวั ผีก็เพราะว่าอตั ตามนั ถึงที่สุด นี่อนัตตำมีประโยชน์ ไม่รับ เอำควำมทุกข์มำ ไม่เอาความเกิดแก่เจบ็ ตายมาเป็นของตน ใหม้ นั เป็นอนตั ตาของมนั เถิด มนั ก็ ไม่ทาอนั ตรายเรา อนตั ตานี่ สารพดั อย่าง ที่จะมีประโยชน์ เป็นเครื่องป้องกนั ก็ได้ เป็นเคร่ือง แกไ้ ขก็ได้ เป็นเคร่ืองต่อสู้ก็ได้ ศึกษาไวใ้ ห้ชานาญ ข้ึนใจ คล่องปาก คล่องคอ พอกลวั ผีข้ึนมา อนัตตาคาเดียว ผีหนีหายหมดเลย เตลิดเปิ ดเปิ งไปไหนหมดก็ไม่รู้ อนัตตา รู้จกั ใช้ให้เป็ น ประโยชนเ์ ถิด มนั จะป้องกนั แมใ้ นแงบ่ วก ไมห่ ลงบวก เร่ืองสุข เร่ืองอร่อย เร่ืองสนุกสนาน ก็ เป็นอนตั ตา เรื่องทุกข์ เร่ืองไมอ่ ร่อย ไมส่ นุก กเ็ ป็นอนตั ตา เร่ืองไมแ่ น่วา่ สุขหรือทกุ ขก์ ็อนตั ตา อนัตตาเป็ นอาวุธ เป็ นอาวุธแห่งปัญญา เป็ นปัญญาวุธ สาหรับจะกาจดั อนั ตราย ไอค้ วามร้าย ต่าง ๆ คนเห็นอนตั ตาแลว้ ไมต่ อ้ งไปดูหมอดูใหเ้ สียสตางคโ์ วย้ ถึงหมอทายวา่ ร้าย มนั ก็ตอ้ งทา ดี หมอทายว่าดี มนั ก็ต้องทาดี ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมะนั่นละ ถูกต้อง133ตาม กฎเกณฑ์ของอนัตตา อนัตตาเป็ นอย่างไร ทาให้ถูกตอ้ งตามน้ัน แล้วก็จะไม่เกิดความทุกข์ อนัตตำไม่ทำให้เกิดอุปำทำน อุปำทำนไม่เกิดเพรำะเห็นอนัตตำ ไม่มอี ปุ ำทำนก็ไม่มีทุกข์ไม่เอำ ขันธ์ท้ังห้ำแต่ละขันธ์ หรือท้งั ห้าขนั ธ์ เป็นตวั ตน มนั ก็ไม่มีทุกข์ อนัตตำ ซ้อมซักซ้อมหรือว่ำ พอกพูน หรือก่อให้เจริญงอกงำมข้ึนมา ทกุ ข้นั แห่งอานาปานสติ อานาปานสติมีถึง 16 ข้นั เรา เพำะปลกู อนัตตำเจริญงอกงำมขนึ้ มำถึง 16 ข้นั ก็สมบูรณ์ เดี๋ยวน้ีมาไล่เป็น 8 ข้นั เพียง 8 ข้นั ก็ ไดม้ ากเหมือนกนั ไดเ้ ยอะเหมือนกนั ขอแต่ว่าอานาปานสติข้นั ไหนจบลงไป จงเห็นอนัตตา หยอดทา้ ย ๆ มนั ทกุ ข้นั ไป ะเป็ นสติปัฏฐำน ทแ่ี ท้จริง ที่สมบูรณ์ ใหผ้ ลตรงตามความมุง่ หมาย 136หมวดที่ 2 คือ หมวดเวทนา ขอย้าอีกทีหน่ึงว่า ถา้ จะทาหมวดเวทนาน้นั ต้องไปต้ังต้นทำมำ จำกหมวดกำย หมวด 1 ไล่มำต้งั แต่ต้น เหมือนกบั เด็กๆ เรียน ก ข ค ง วนั น้ีเรียนไดส้ ามตวั พอ วนั ที่สองจะลงมือเรียนอีก ก็ตอ้ งไปเรียนมาต้งั แต่ ก ข ค พอมาถึงตวั ง ค่อยเรียนต่อไป ให้ต้ัง ต้นมำแต่ต้นเสมอไป ให้มนั เช่ือมสนิทกันอยู่อยา่ งน้ี มนั จะไม่มีจุดที่ขลุกขลกั ตรงน้นั จุดที่เกิด ขาดตอนหรือลืม น่ี 137ทาอำนำปำนสติข้ันไหนก็ต้องไปเร่ิมทำมำแต่ข้ันที่ 1 ท้ังน้ัน น่ี วนั น้ี คืน น้ี จะทาข้นั ที่ 2 ก็ลงมือทามาจากข้นั ที่ 1 จนประสบความสาเร็จในข้นั ท่ี 4 มีปี ติปรำโมทย์
ไปเร่ิมทามาแต่ 163 ข้นั ท่ี 1 ท้งั น้นั เกิดขนึ้ ได้โดยง่ำย แลว้ ก็ไปทาหมวดเวทนา เวทนาอนตั ตา น้นั ประเสริฐ ถา้ เวทนาอนตั ตาแลว้ โลกน้ีก็อย่ใู นกามือ การบรรยายสมควรแก่เวลาแลว้ 1 ชวั่ โมงแลว้ ไก่ก็บอกวา่ หยดุ ไดแ้ ลว้ ขอ ยตุ ิการบรรยาย https://pagoda.or.th/buddhadasa/2531-2-8.html ตารางท่ี 4.3.6 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “อำนำปำนสตใิ นอริ ิยำบถ” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระธรรมโกศำจำรย์ (พุทธทำสภกิ ขุ) จาแนกตามแนวคิด หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหัส R6] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคดิ R6-138พูดถึงเร่ืองสติในอิริยาบถ เป็นเรื่องแทรกเขา้ มาไม่ใช่อานาปานสติ แต่ตอ้ งปฏิบตั ิเรียกว่า ปฏิบตั ิดว้ ยกนั แลว้ ก็จะตอ้ งรู้จกั ปฏิบตั ิไปต้งั แต่แรก ตอนแรกๆ จะไปพูดตอนสุดทา้ ยของอา สติในอริ ิยาบถ นาปานสติ มนั ก็ กไ็ มถ่ ูก เพราะเด๋ียว น้ีตอ้ งปฏิบตั ิแลว้ กค็ อื วา่ กำรปฏิบัติอำนำปำนสติ น้นั 139 จะตอ้ งรู้จกั ปฏิบตั ิ ทาในอิริยำบถนั่งแต่น้ีจะนั่งอยู่ตลอดเวลำมันก็ไม่ไหว ผูป้ ฏิบตั ิอานาปานสติ มนั ก็จะต้อง คอื ว่าการปฏิบตั ิ เปลี่ยนอิริยำบถ จึงเป็ นส่ิงท่ีตอ้ งรู้พร้อมกนั อีกทางหน่ึงก็เป็ นสิ่งที่จะต้องปฏิบัติเป็ นประจำ อานาปานสติ แมว้ า่ ไม่ไดป้ ฏิบตั ิอานาปานสติ แต่เดี๋ยวน้ีปฏิบตั ิอานาปานสติ จาเป็นจะตอ้ งเปล่ียนอิริยาบถ จึงขอนามาพูดเสียเลย ในระหวา่ งท่ีปฏิบตั ิ อานาปานสติ น้นั มีกำรเปล่ียนอิริยำบถจำกอย่ำง ในอิริยาบถนง่ั อยู่ หนึ่งไปสู่อย่ำงหนึ่ง ก็เพราะวา่ เรำจะนัง่ อย่ำงเดียวไม่ไหว แลว้ มนั ก็ต้องมกี ำรเดิน ถา้ เป็นการ ตลอดเวลาไมไ่ หว ปฏิบตั ิครบชุด ตลอดเวลาท้งั วนั น้นั มนั ก็ 140 ตอ้ งมีการเดิน ยืน น่ัง นอน นงั่ ปฏิบตั ิอานาปาน มีการเปลีย่ น สติท้งั วนั มนั ก็ไม่ไหวมนั ก็ยงั ต้องเปลี่ยนดว้ ยการเดิน สลบั ดว้ ยการเดิน เพ่ือแกไ้ ขไอค้ วาม อริ ิยาบถจากอย่าง เม่ือยขบหรืออะไรก็ตาม หลกั ใหญ่ของมนั ก็มีอยู่ว่า จะต้องมีควำมรู้สึกตัว ท่ัวพร้อม อย่ำง หน่ึงไปสู่อย่าง เดียวกันกับกำรกำหนดลมหำยใจ เดี๋ยวน้ีก็เปลี่ยนมาเป็นกำรกำหนดท่ีอิริยำบถน้นั แลว้ แต่ว่า หน่ึง เพราะว่า กำลังอยู่ในอิริยำบถอะไร 141แลว้ มนั ก็ยงั คาบเก่ียวไปถึงว่าจะดู ธรรมะบำงอย่ำงพร้อมกันไป ตอ้ งมีการเดิน ถา้ ในขณะที่เปล่ียนอิริยำบถ เช่น ความไม่เที่ยง เป็นตน้ ก็ตอ้ งฝึ กควำมรู้สึกตัว ท้งั ก่อนแต่ที่จะ เป็นการปฏิบตั ิ เปลี่ยนกำลังเปล่ียนและแม้เปล่ียนเสร็จแล้ว แมน้ ัง่ อยู่ จะเปล่ียนเป็ นลุก นี่ก็จะต้องรู้สึกตัว ครบชุด สมบูรณ์ ก่อนท่ีจะลุก และ กาลงั ลุกอยู่ และแมแ้ ต่ลุกเสร็จแลว้ ก็เรียบร้อย รู้สึกตัว ไม่ขำด ตอน เช่นเดียวกบั ว่า กดั ไม่ปล่อยเหมือนกนั ละ อิริยาบถกาลงั เป็ นอย่างไร ก็ติดตำมไปตำม ตอ้ งมีการเดิน ยนื อิริยำบถน้นั ๆ ในลกั ษณะเหมือนกบั ว่ิง เหมือนกับว่ิงตำม หรือกดั ไม่ปล่อยนะ 142เก่ียวกบั อา นงั่ นอน นง่ั นาปานสติแมว้ า่ จะเปล่ียนอิริยาบถอยา่ งไร ก็ไม่สูญเสียไปในส่วน อานาปานสติ แมจ้ ะเปลี่ยน ปฏิบตั ิอานาปาน อิริยำบถอยู่ สตใิ นลมหำยใจก็ยังมอี ยู่ ไมใ่ ช่ไมม่ ี สมาธิน้นั มนั ก็มีเหลืออยใู่ นลักษณะท่ีเป็ นผล สติ หลกั ใหญ่ว่า เป็นความรู้สึกเป็นสุข ความรู้สึกพอใจ ความรู้สึกสงบ อะไรก็ ยงั เหลืออยู่ แมว้ ่าจะไดเ้ ปล่ียน ตอ้ งมคี วาม อิริยาบถแลว้ อย่างท่ีภาษา วิทยาศาสตร์เรียกว่า แรงเฉื่อย หรือ momentum มนั ก็เหลือติด รู้สึกตวั ทว่ั พร้อม มาถึงอิริยำบถที่เปล่ียนใหม่ กาลงั มีความสุขใจ ในอิริยาบถ ในอานาปานสติ แมจ้ ะลุกข้ึนเดิน อยา่ งเดียวกนั กบั มนั ก็ยงั มีควำมรู้สึกเป็ นสุขน้ันเหลือติดมำอยู่เรื่อยไป นี่ก็เรียกวา่ รักษำไว้ได้ รักษาไวไ้ ด้ บาลี การกาหนดลม เรียกอย่างน่าอศั จรรยน์ ะ เรียกว่า ของทิพย์ ของทิพยไ์ ปเลย 143 เม่ือมีควำมรู้สึกท่ีเป็ นฌำณ หายใจ เปล่ียนมา เป็ นการกาหนดท่ี อริ ิยาบถน้นั จะดู ธรรมะพร้อม กนั ไปขณะเปล่ียน อิริยาบถ ตอ้ งฝึก ความรู้สึกตวั รู้สึกตวั ไมข่ าด ตอน ติดตาม
164 อิริยาบถลกั ษณะ เป็ นสมาธิเหลืออยู่ เป็ นแรงเฉ่ือยน่ี ถา้ เรามาเป็ นอิริยำบถเดิน ก็เรียกว่า ที่เดินทิพย์ จงกรม เหมือนกบั วิ่ง ตาม ทิพย์ (เดินไปมาในที่ท่ีกาหนดโดยมีสติกากับอย่างพระเดินเจริญกรรมฐาน) ถา้ มานงั่ ก็เป็นที่ มีความรู้สึกท่ีเป็ น นงั่ ทิพย์ ถา้ มานอนกเ็ ป็นท่ีนอนทิพย์ ถา้ ไปยนื กเ็ ป็นที่ยนื ทิพย์ เพราะใน เวลาน้นั มีไอเ้ รื่องของ ฌาณ เรียกวา่ ของ สมาธิ ผลของสมำธิน้นั เหลืออยู่ แลว้ คนน้นั ก็รักษาไวไ้ ด้ แมจ้ ะมาเปลี่ยนเป็ น อิริยาบถเดิน ทิพย์ เปลยี่ นเป็น แลว้ กร็ ักษาไอค้ วามรู้สึกเหลา่ น้ีไวไ้ ด้ มนั ก็เป็นการฝึกที่ดีเลิศ ท่ีไมข่ าดตอน ที่ไมข่ าดสาย อริ ิยาบถเดิน แลว้ รักษาความรู้สึก 144เร่ืองอิริยำบถเป็ นหลัก มีอิริยาบถที่เป็นหลกั ใหญ่ๆ คือ เดิน ยืน น่ัง นอน เดิน ยืน น่ัง นอน นอกน้ันก็ถือว่ำเป็ นปลีกย่อย เช่น จะรับประทาน จะฉันอาหาร จะอาบน้า จะพูด จะถ่าย หลกั กำร อจุ จาระ ปัสสาวะอะไร แลว้ แต่วา่ มนั จะทำอิริยำบถอะไร ก็รักษำควำมรู้สึกท่เี ป็ นสมำธิน้นั ไว้ ไดด้ ีที่สุด เลยกลำยเป็ นโลกทิพย์ไปเลย คือ ท้งั หมดกลายเป็ นของทิพยไ์ ปเลย น่ีจึงต้องรู้ อิริ ยาบถเป็ นหลกั สาหรับเปลี่ยนอิริยำบถ ให้สาเร็จประโยชน์ ไม่ให้เป็ นอนั ตรายแก่สิ่งที่กาลังปฏิบัติอยู่ เดิน ยืน นงั่ นอน โดยเฉพาะ คือ อำนำปำนสติ นนั่ เอง 145น่ีรู้ว่ามนั คาบเก่ียวกนั อยู่อย่างน่ี แลว้ ทีน้ีก็จะพูดถึง จะทาอิริยาบถ การเปลี่ยน การปฏิบตั ิในส่วนอิริยาบถโดยเฉพาะ โดยเฉพาะรู้เป็ นหลกั ไวจ้ ะไดใ้ ช้ปฏิบัติ อะไร กร็ ักษา แทรกแซงเม่ือใดก็ได้ อยา่ งเราไปปฏิบตั ิท่ีสวนนอกแต่เราก็ยงั ตอ้ งมีการเดินมาที่น่ี นี่จะต้อง ความรู้สึกท่ีเป็ น ใช้วิธีของอิริยำบถ เรียกว่ำกำรเดินตลอดเวลำที่มาที่น่ี คือไปที่ไหนก็ตามเรื่องอิริยาบถ สมาธิ โดยเฉพาะน้นั ก็ว่า มีสติ สัมปชัญญะ รู้สึกต่ออิริยำบถน้ันๆ โดยเฉพาะ มนั ก็เป็ นกำรปฏิบัติ จะตอ้ งใชว้ ิธีของ ธรรมะอยู่ในตวั มนั เอง แลว้ มนั ก็ยงั เป็นประโยชน์ ส่งเสริมแก่ธรรมะที่เหนือขึน้ ไป เหนือข้ึน อิริยาบถ เรียกวา่ ไป เช่น กำรรู้เร่ือง อนจิ จงั ทกุ ขัง อนัตตำ เป็นตน้ การเดินตลอดเวลา มีสติ สมั ปชญั ญะ 146ถา้ เรามีอิริยาบถถูกตอ้ ง ตามหลกั ของปฏิบตั ิอิริยาบถ มนั ก็เป็นการปฏิบตั ิสมบูรณ์ท่ีสุดอยู่ รู้สึกตอ่ อิริยาบถ อย่างหน่ึง อย่างน้ี ขอบอกว่าไอห้ ลกั ใหญ่ท่ีสุดน้นั ก็คือว่า ไม่ว่ำจะปฏิบัติอะไร เร่ืองไหน ที่ น้นั ๆ โดยเฉพาะ ไหน อย่ำงไรกต็ ำม มุ่งหมำย จะรู้เรื่อง “อนัตตำ” อนตั ตำ นน่ั นะ 147 เป็นหลกั สาคญั เพราะวา่ เป็นการปฏิบตั ิ ดบั กิเลส ดบั ทุกขไ์ ด้ เพรำะกำรรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ แม้เรำจะอยู่ในอิริยำบถอะไร ก็ ธรรมะ ไม่เสียโอกำส ในการที่จะศึกษา เร่ือง อนัตตา นี่ ๆ รู้ไวเ้ ป็ นหลกั ท่วั ไป อย่างน้ี กำรรู้สึก “อนัตตำ” ให้ เป็นตน้ 148 รู้สึกอยู่ ทกุ ๆ อิริยำบถ หนึ่ง และ ทุก ๆ ส่วนย่อย หรือส่วนที่มนั แยก วิธีกำร ออกไปของอิริยาบถน้นั ๆ เช่น เรียกวา่ เดนิ อยา่ งน้ี มนั ก็เป็นอิริยาบถหน่ึง แต่อริ ิยำบถ “เดิน” เป็นตน้ น้ี อาจจะได้ แยกได้เป็ นส่วน ๆ ๆ ๆ แมแ้ ต่กา้ วขาคร้ังหน่ึงกเ็ ป็นส่วนหน่ึงแลว้ ถึงแมแ้ ต่ มอี ริ ิยาบถถกู ตอ้ ง ก้ำวขำคร้ังหน่ึง มนั ก็ยงั มีแยกออกไป ให้ละเอียด เช่นว่า รู้สึกว่าจะเดิน รู้สึกว่ายกขา ยกขา ตามหลกั ของ ข้นึ มา แลว้ ก็เสือกขาไปขา้ งหนา้ แลว้ กจ็ ะเอาขาลง มนั กจ็ ะเป็น ๓ จงั หวะแลว้ บางทีมนั จะทา ปฏิบตั ิอิริยาบถ ไม่ ให้ละเอียดกวา่ น้นั ก็ได้ รู้สึกวา่ จะเดิน เตรียมยกขา ยกขาข้ึนมา ยกขาข้ึนมาสุดแลว้ แลว้ เสือก วา่ ปฏิบตั ิอะไร ไปขา้ งหน้า ก็ค่อย ๆ ๆ ๆ ก็สุดแลว้ แลว้ ก็จะเตรียมจะลงแลว้ ก็ให้ขาลงน้ี ระยะส้ันๆๆๆ 149 เร่ืองไหน ท่ีไหน เหล่าน้ีเรียกว่า ส่วนย่อยของอิริยำบถ ที่เราแยกมนั ถ้ำมีสติสัมปชัญญะ ทุกๆ ส่วนย่อย ก็ อยา่ งไร มงุ่ หมาย เท่ำกับรู้ท้ังหมด ก็รู้ละเอียดท้ังหมด นี่ก็เป็ นเคล็ด เป็ นเคล็ด เป็ นอุบาย ท่ีจะทาให้ เรียกว่า จะรู้เรื่อง“อนตั ตา” อะไร อดั เขา้ ไป อดั ความรู้เร่ือง อนตั ตา เป็นตน้ เขา้ ไป เตม็ ที่ เตม็ ที่เลย เหมือนกบั ยอ้ มผา้ มนั รู้เรื่อง อนิจจงั ทกุ ยอ้ มกนั ทุกเส้นดา้ ย มนั จึงจะถึงท่ีสุด 150 ทีน้ีมีเรื่องที่จะตอ้ งทาความเขา้ ใจ เป็นพิเศษหน่อย ก็ ขงั อนตั ตา แมอ้ ยู่ ในอิริยาบถอะไร การรู้สึก “อนตั ตา” ให้ รู้สึกอยู่ ทกุ ๆ อิริยาบถ หน่ึง และ ทกุ ๆ ส่วนยอ่ ย รู้สึกอยู่ ทุก ๆ อริ ิยาบถ หน่ึง และ ทกุ ๆ ส่วนยอ่ ย เป็นส่วน
165 ๆ กา้ วขาคร้ังหน่ึง คือเรื่องว่า มีคนคิดเรื่อง “หนอ” หนอ ข้ึนมาน่ี ดี ดีเหมือนกันถ้ำรู้จักใช้ ถา้ ใชผ้ ิดก็เสียเร่ือง เช่น รู้สึกวา่ จะเดิน หนอ ถา้ ใชผ้ ิดก็เสีย ถา้ รู้จกั ใชถ้ ูก ก็จะมีประโยชน์ คือ มนั เป็ นเรื่อง เน้น ๆ ๆ ๆ ด้วยควำมรู้สึก รู้สึกว่ายกขา ยกขา ว่ำ หนอนี่ แต่มนั มนั ตอ้ งระวงั ว่า เน้น เน้นในทำงมีตัวตน หรือเน้นในทำงไม่มีตัวตน “เดิน ข้ึนมา แลว้ ก็เสือก หนอ เดินหนอ” อย่างน้ี ไอค้ นท่ีไม่รู้อะไร เน้นไปตามรู้สึกว่า “กูเดินหนอ กูเดินหนอ เดิน ขาไปขา้ งหนา้ หนอๆ” กลายเป็น “กู” เดินหนอ “กู” เดินหนอ กเ็ นน้ เนน้ กูข้นึ ไป แลว้ ก็ยดึ มนั่ ในกำรเดนิ ยดึ แลว้ กจ็ ะเอาขาลง ม่ันในตัวกูผู้เดิน “หนอ” อย่ำงนี้ มันผิด อย่าสอนกนั หยาบ ๆ ว่า เดินหนอ เดินหนอ ตอ้ ง อธิบายให้เขา้ ใจว่า ไอห้ นอเช่นน้นั มนั เนน้ ความมีตวั ตน หรือ เน้นความยดึ มน่ั ในสิ่งน้นั 151 ส่วนยอ่ ยอิริยาบถ “หนอ” ท่ีถูกต้อง มาจากควำมรู้ ท่ีรู้แล้วว่ำมันเป็ นอะไร คือรู้ว่ำ “เดินนี้ เป็ นเพียงอิริยำบถ ท่ีแยก มี เคลื่อนไหวของร่ำงกำยตำมธรรมชำต”ิ ไม่มีตวั กผู ู้เดิน ไม่มีตวั กผู ้เู ดิน เรียกวา่ จะเดินด้วยจิต สติสัมปชญั ญะ ทุกๆ ส่วนยอ่ ย ว่ำงก็ได้ ไม่มีตัวกูผู้เดิน รู้สึกแต่ว่ำมันเป็ นเพียงอิริยำบถอันหน่ึง เป็ นไปตำมกฎธรรมชำติ เท่ากบั รู้ท้งั หมด รู้ เท่ำน้นั หนอ ที่น้ีมนั ยาว มนั ยาวนกั ก็เหลือ “สักว่ำอิริยำบถเดินเท่ำน้ัน หนอ” สกั วา่ อิริยาบถ ละเอียด เป็นเคลด็ เดินเท่าน้ัน หนอ ไม่ใช่ว่ามี “ตวั กู” ไม่มี… หรือ “ตวั กูผูเ้ ดิน” อะไรทานองน้ัน แต่ “สักว่า” เป็ นอุบาย เป็นอิริยาบถเดินเท่าน้นั หนอ อยา่ งน้ีมนั ก็ ยาวนกั มนั ก็ยงั ยาวนกั ก็ลดลงหน่อย “เดินหนอ” คาวา่ เดินหนอน่นั หมายว่า… หมายความว่า สักว่ำอิริยำบถเดิน เท่ำน้ันหนอ อย่ำงนีเ้ รียกว่ำ มคี นคดิ เรื่อง “หนอถูก” หนอถูก หนอผิดน้นั ทาไปตามความรู้สึก สามญั สานึกของคนที่ไม่รู้อะไรว่าเดิน “หนอ” เป็นเรื่อง หนอ เดินหนอ เดินหนอ มนั เน้นว่า “กู เดินหนอ” แต่เด๋ียวน้ีมนั รู้สึกว่า สักว่ำอิริยำบถ เดิน เนน้ ๆ ๆ ๆ ดว้ ย เท่ำน้นั หนอ มนั เน้นควำมที่ “ไม่มีกูผ้เู ดนิ ” ไม่มกี ูผู้เดิน มแี ต่กำรเดนิ หรืออริ ิยำบทเดนิ นี่ อยา่ ง ความรู้สึกว่า หนอ น้ีเรียกว่า “หนอถูก” 152ยืนก็เหมือนกัน สักว่าอิริยำบถ ยืน ยืน เท่ำน้ันหนอ ก็ว่ายืนหนอ ตอ้ งระวงั ว่า เนน้ ไม่ใช่ กู ยนื หนอ มนั จะมีผลตรงกนั ขา้ ม ไปคนละทิศละทาง ทางหน่ึงมนั จะยอ้ นหนกั เขา้ ไป เนน้ ในทางมี วา่ มี กูผ้เู ดนิ หรือมี กผู นู้ งั่ ทางหน่ึงมนั จะสลำยออกไปว่ำ ไม่มี ไม่มกี ผู ู้เดนิ ผู้น่ัง มีแต่อริ ิยำบถ ตวั ตน หรือเนน้ น้ัน ๆ เท่ำน้ันหนอ นง่ั ก็เหมือนกนั นอนก็เหมือนกนั น่ีมนั เป็นทาสติเลยไปถึงเร่ือง อนัตตำ ในทางไมม่ ตี วั ตน นงั่ อยู่น่ี ดว้ ย ควำมรู้สึกว่ำเป็ นอิริยำบถ อนั หน่ึงเท่าน้นั หนอ ก็เป็นน่ังด้วยจิตว่ำง น่ังด้วยจิต ว่ำง ไม่มีอนัตตำ ซ้อมความไม่มี อนตั ตา ตลอดเวลานงั่ เวลำนอน เหมือนกนั แหละ มีสติ “หนอ” ท่ีถกู ตอ้ ง สัมปชัญญะ เป็ นอิริยำบถหน่ึงเท่ำน้ันหนอ กำหนด อยู่อย่ำงนี้ มนั ก็ไม่หลบั ไม่เช่นน้นั มนั ก็ มาจากความรู้ ที่รู้ ไม่ชวนหลบั ไปเสีย มนั ก็กาหนด เพราะว่ามนั บางทีมนั ก็ตอ้ งนอน เม่ือยงั ไม่หลบั มนั ก็ตอ้ ง แลว้ วา่ มนั เป็น กาหนดอย่างน้ี ถ้าว่าจะหลบั มนั ก็ปล่อยให้มนั หลบั โดยท่ีสติมันไม่ขาดตอน สติมันก็มี อะไร คอื รู้ว่า “เดิน จนกระทั่งถึงหลับ พอหลบั แลว้ ก็แล้วไป พอลุกมา มนั ก็มีสติต่อไปอีกว่า นอนหนอ นอน น้ี เป็นเพียง หนอ คือมนั ในอริ ิยำบถนอน มนั ก็เป็น อยา่ งน้ี ฝึกไวว้ า่ แมแ้ ต่นอน ก็นอนอย่ำงทไ่ี ม่สูญเสียสติ อิริยาบถ ไม่ขำดสติ เพราะมนั มีสติจนกระทง่ั เวลาหลบั หลบั แลว้ มนั ไม่ทาอะไร พอต่ืนมามนั จะทา เคลื่อนไหวของ อะไรอีก มนั ก็กาหนดอีก น่ีเรียกวา่ ติดตอ่ ของสติไดเ้ หมือนกนั 153คาวา่ “หนอ” น่ี สมำธิแบบ ร่างกายตาม ยุบหนอพองหนอ เขาทากนั มาก เรามีอำนำปำนสติ สมบูรณ์แบบ เนี่ยแทนๆ แทนแบบยุบ ธรรมชาติ” ไมม่ ี หนอพองหนอ เพียงแต่ขอยืมหนอ มาใชห้ น่อยเท่าน้นั ถ้ำใครไม่ชอบไม่ใช้ก็ได้ “หนอ หนอ” ตวั กผู เู้ ดิน ไม่มตี วั เน่ีย ไม่ใชก้ ็ได้ ถา้ ไม่ชอบ แต่ท่ีจริงมนั เป็ นเรื่องอำนวยควำมสะดวก อานวยความง่าย ไดม้ าก กผู เู้ ดิน เรียกว่า จะ เดินดว้ ยจิตว่างก็ ได้ ไมม่ ตี วั กูผเู้ ดิน รู้สึกแต่วา่ มนั เป็น เพียงอิริยาบถ อนั หน่ึง เป็นไป ตามกฎธรรมชาติ เท่าน้นั หนอ อริ ิยาบถ ยนื ยืน เทา่ น้นั หนอ ไมใ่ ช่ กู ยืนหนอ นง่ั ดว้ ย
166 จิตว่าง นงั่ ดว้ ยจิต เหมือนกนั บางทีจะเหลือแต่คาวา่ “หนอ” ก็จะหนอ เท่าน้ีหนอ เท่าน้นั หนอ ไม่มีการเดิน ไม่ ว่าง มีสติ มีอะไรก็ได้ คือว่าจะไม่ยึดถือในกำร น่ัง นอน ยืน เดิน เสียอีก ก็ยิ่งดี สักว่าอิริยาบถหน่ึง สมั ปชญั ญะ เป็น เท่าน้นั หนอ ไมอ่ ยากจะเป็นยืน เป็นเดิน เป็นนอน เป็นนงั่ นี่ก็ยงิ่ ดี สักว่ำอิริยำบถหนึ่งเท่ำน้ัน อิริยาบถหน่ึง หนอ มันจะเคลื่อนไป เปลีย่ นไป อย่ำงไรทไี่ หน ก็สักว่ำอริ ิยำบถหนึ่งเท่ำน้ันหนอ เดินจากที่น่ี เทา่ น้นั หนอ กวา่ จะไปถึงสวนนอก กท็ าไดม้ ากทีเดียวนะ ถ้ำใครทำได้โดยไม่ขำดตอน มนั กเ็ ก่งมำก เพรำะ กาหนด มันมีอะไรแทรกแซง ทีน้ีก็อาจจะสงสยั วา่ แลว้ เอา ๆ ๆ เอาสติ อนั ไหนมาระวงั ความปลอดภยั เล่า 154เร่ืองน้ีไม่ตอ้ งกลวั จิตใจมันเร็วมำก มนั ตรงกนั มาก แมม้ นั จะกาหนดอยอู่ ยา่ งน้นั ถา้ มี คาวา่ “หนอ” อะไรเขา้ มา อนั ตราย มนั ก็ยงั หลีกได้ ไม่ตอ้ งกลวั ไม่ตอ้ งกลวั โดยไม่ตอ้ งสูญเสีย ไอค้ วาม สมาธิแบบยบุ กาหนด ธรรมะที่กำหนดอยู่ในใจ จิตมันเร็วมำกถึงทาไดอ้ ย่างน้ี เหมือนกบั ว่าเราถูฟันไป หนอพองหนอ พลางนี่ จิตใจก็คิดถึง อะไรก็ได้ แลว้ ก็ยงั ถูฟันได้ ไม่ถูผิดๆ ถูกๆ ถูอย่างถูก สติก็ทาไดใ้ นการ เป็ นเรื่ องอานวย ถฟู ัน ในการคดิ นึกอะไรได้ เพราะวา่ จิต มนั เป็นของไว มนั ติดตอ่ กนั ไดไ้ ว เรากจ็ ะเดินได้โดย ความสะดวก หนอ ปลอดภยั ไม่ชน ไม่หกลม้ ไม่ถูกรถทบั ไม่ถูกอะไร ไม่ใช่เดินอย่างหลบั ตา มนั เดินอย่างลืม คาเดียว กไ็ ดส้ ักว่า ตา แลว้ มนั เดินดว้ ยสติ บางทีมนั จะละเอียดละออดีกวา่ ซะอีก ทีน้ีกม็ ีถึงวา่ ไมส่ ูญเสียผลอย่าง อิริยาบถหน่ึง เดียวกนั ในการปฏิบตั ิวิปัสสนา เราก็มีการศึกษา และควำมรู้แจ้งใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ เท่าน้นั หนอ มนั จะ อยู่ทุกข้ันตอนนะ หายใจอยู่อย่างไรมนั ก็รู้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ ของลมหำยใจ เด๋ียวน้ีมา เคลื่อนไป เดิน ยืน นง่ั นอน อยู่ ก็ไม่ ไม่เสียไอค้ วามรู้ เร่ือง อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา อย่ทู ุกข้นั ตอน ดว้ ย เปล่ียนไป อยา่ งไร เหมือนกนั 155คือมนั อยใู่ น “หนอ” นน่ั ละ ในคาว่า “หนอ” ถา้ ฉลาด ก็แปล แปลความหมาย ที่ไหน ก็สกั วา่ ของคาวา่ “หนอ” นี่มนั หนอ อะไร มนั หนอ หนอ ในควำมรู้สึก ท่เี หน็ จริง ทีเ่ ห็นแจ้ง เห็นจริง อริ ิยาบถหน่ึง ไอห้ นอในอิริยาบถเดินก็ได้ แต่มนั ก็หนอ ในควำมรู้สึกว่ำ ท่ีเดินน่ี มันก็คือไม่เที่ยงอย่ำงหนง่ึ เทา่ น้นั หนอ นะ แลว้ ก็ “มนั ไม่ใช่กูเดิน” มนั ไม่ใช่กูเดิน มนั หนอในอนตั ตาอยู่ดว้ ยเหมือนกนั กระทง่ั ว่า การปฏิบตั ิ มนั จะเห็นว่าไอ้ อนิจจัง น่ี ก็มีควำมทุกข์ อยู่ในตัวมนั ก็เลย เห็นไดท้ ้งั อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา วปิ ัสสนา ความรู้ เป็ นควำมรู้สึกส่ วนลึกท่ีนำมำย้อมแก่จิตใจ ให้มีสติปัญญำ เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ แจง้ ใน อนิจจงั ทุก มากกว่า ธรรมดา มากกว่า ธรรมดา จนจะนึกเลยวา่ 156รู้สึกต่อ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ ไปทุก ขงั อนตั ตา อยทู่ กุ อิริยำบถ ทุกเวลำ ทุกสถำนที่ แล้วมันทุกวินำที หรือทุกคร้ังที่หำยใจออกเข้ำ แล้วก็ทุก ข้นั ตอน ของลม กระเบียดนิ้วทุกกระเบียดนิ้วของเล็กที่สุด ทุกวินาที ทุกกระเบียดนิ้ว มนั รู้สึกตัวทั่วพร้อม หายใจ เดิน ยนื รู้สึกตวั ทว่ั พร้อม ถ้าปฏิบตั ิชนิดที่มนั แยก ซอยละเอียดออกไป ซ่ึงจะตอ้ ง กินเวลำพอใช้ นง่ั นอน เหมือนกนั ละ กว่าจะทาได้ 157การจา การแยกซอย จาแนก แจก แยกซอยออกไป ใหม้ นั เป็น อยใู่ น “หนอ” ส่วนน้อยๆๆๆๆๆ ยกตวั อย่าง อิริยาบถเดิน อย่างที่พูดแลว้ เม่ือตะก้ีว่ำ แยกซอยออกไปได้ หนอ ในความรู้สึก เท่ำไรมันก็เท่ำกับศึกษำ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ เท่ำน้ันดว้ ยเหมือนกนั เดิน หน่ึง เดินน่ี คือ ท่ีเห็นจริง ท่ีเห็น หน่ึง อิริยาบถ หน่ึง อิริยาบถ แยกมนั เป็น สอง ก็ว่า ยก เหยียบ มนั ก็เหลือสอง เท่าน้นั ถา้ จะ แจง้ หนอใน แยกใหว้ า่ ยกขึน้ มำ แล้วย่ำงออกไป แล้วก็เหยียบ ออกไป ก็เป็น สาม น่ี ยกข้ึนมา เตรียมท่ีจะ ความรู้สึกวา่ ท่ี ย่างออกไป ก็ย่าง ออกไป ก็ลงก็เป็นส่ีน่ี เป็นหา้ เป็นหก ก็แลว้ แต่ฉลาด แค่สี่ ส่ี หรือ หา้ นี่ ก็ เดินน่ี มนั กค็ อื ไม่ มากพออยแู่ ลว้ กย็ กหนอ ย่ำงหนอ เหยยี บหนอ จะยกหนอ จะย่ำงหนอ ย่ำงหนอ เหยียบหนอ เท่ียง อนิจจงั มี ความทกุ ข์ อยใู่ น ตวั เป็นความรู้สึก ส่วนลึกที่นามา ยอ้ มแก่จิตใจ ให้มี สติปัญญา รู้สึกตอ่ อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา ไป ทุกอริ ิยาบถ ทุก เวลา ทกุ สถานที่
167 แลว้ ทกุ วนิ าที หรือ ยกหนอสุดแลว้ จะย่างไป ก็เสือกไปขา้ งหนา้ แลว้ ก็หยดุ แลว้ จะลงหนอ ก็ลงแลว้ ถึงแลว้ ยก ทกุ คร้ังท่ีหายใจ หนอ ยกข้ึนแลว้ ยา่ งไปแลว้ หยุดแลว้ จะลงหนอ แลว้ ก็ลงหนอ นี่ แล้วแต่จะ จะแยกออกไป ออกเขา้ รู้สึกตวั ใหม้ นั มาก แตก่ ็ไมใ่ ช่มนั ทาให้มนั เกินกวา่ เหตุ หรือแกลง้ ทาใหม้ นั ลาบาก เอาตามสมควร เคา้ ทวั่ พร้อม ก็นิยมกนั เพียงว่า “ยก ย่ำง เหยียบ” 158ความรู้สึกอย่างเดียวกนั นะ ควำมรู้สึกสักว่ำอิริยำบถ แยกซอยออกไป ไดเ้ ท่าไรเท่ากบั “ไม่มีตัวกู” เป็ น “อนิจจัง” เพรำะเปลี่ยนแปลง เป็ น “ทุกขัง” เพรำะต้องทน เป็ น “อนัตตำ” ศกึ ษา อนิจจงั ทกุ เพรำะบังคับไม่ได้ ที่จะยืน จะยืน ก็รู้สึกวา่ จะยนื แลว้ ก็อะไรก็กดขาลงไป แลว้ ก็ยนื ข้ึนมา ก็ ขงั อนตั ตา เท่าน้นั ยืนแลว้ ยืนเสร็จแลว้ สามจงั หวะอย่างน้ีก็ได้ จะเดิน จะเดิน แล้วก็จะยืน แลว้ ก็จะนั่ง เนี่ย เดิน ยกข้ึนมา แลว้ เพราะวา่ “จะ” จะเปลี่ยนจากเดินมาเป็นนง่ั ก็รู้อย่ำงเดียวกัน ก่อนท่ีจะเปล่ียนจากนงั่ ไปเป็น ยา่ งออกไป แลว้ ก็ เดิน นงั่ แลว้ รู้สึกวา่ จะยืน รู้สึกว่ำจะยืนเสียก่อน แลว้ จึงยนื แลว้ ก็ยืด ยนื ข้ึนไป แลว้ ก็ยนื แลว้ เหยียบ ก็ยกหนอ เม่ือยืนอยู่ แลว้ ก็จะน่ังลง ก็รู้สึกเสียก่อนว่ำจะน่ัง แล้วก็ลงมำ แล้วก็น่ัง แล้วก็รู้สึก จะนอน ยา่ งหนอ เหยยี บ เหมือนกนั เดี๋ยวน้ีมนั ก็จะนอน ใครจะนอนโดยวิธีท่ีสะดวก อยา่ งไรกว็ า่ จะนอน จะนอน มนั หนอ จะยกหนอ ก็มือค้า มือค้า ค้าหนอ แลว้ ก็เอนตวั ลงไป หนอ แลว้ ถึงท่ีนอน ถึงพ้ืนหนอ ก็นอน นอนหนอ จะยา่ งหนอ ยา่ ง มนั ก็เหมือนกบั ทาเล่น ใครไม่รู้เรื่องก็คิดวา่ คนบา้ แต่ที่จริงมนั ไม่ใช่คนบา้ 159มนั คนท่ีกำลัง หนอ เหยียบหนอ ฝึ กอะไรอยู่อย่ำงมเี คล็ดมเี ทคนคิ นอกน้นั มนั จะตอ้ งทากำรฉันก็สาคญั มีปัจจเวกขณ์ เก่ียวกบั ยกหนอ วา่ “ยก การฉนั อยโู่ ดยไม่ขาด ไมข่ าด ไมข่ าดเสีย เป็นส่ิงท่ีตอ้ งทาโดยทว่ั ไป เป็นปัจจเวกขณ์ กภ็ าวนา ยา่ ง เหยยี บ” น้ีเฉพาะอิริยาบถฉัน ก็รู้สึกว่า จะฉัน นะ เตรียมตวั ที่จะฉันนะ รู้สึกตัวทั่วพร้อมจะฉัน นะ ความรู้สึก ไม่ใช่ให้ความหิวพาไป ไม่ใช่ มนั ก็ทาทุกอิริยาบถละ เอาบาตรมา เอาๆ บาตรที่มีอาหารมา นงั่ แลว้ กว็ างลงอยา่ งไร แลว้ จะหยบิ อยา่ งไร จะทาอยา่ งไร ใหเ้ ป็นคาๆ แลว้ จะใส่ปากอยา่ งไร ความรู้สึกสกั ว่า ก็ แลว้ ก็อา้ ปาก แลว้ ก็ ใส่ปาก แลว้ ก็เค้ียวๆ อย่างมีความรู้สึก ทุกคร้ังท่ีเค้ียว แลว้ ก็ตอ้ งกลืน อริ ิยาบถ “ไมม่ ีตวั กลืน นี่ อิริยาบถท่ีถูกย่อยละเอียดออกไป ในเร่ืองกิน ทีน้ีมนั ก็เรื่อง อาบ อาบในลาธารหรือ กู” เป็น “อนิจจงั ” อาบในห้องน้า ก็ดูเอาเอง มนั จะเขา้ ไป เตรียมจะอาบน้า จะอาบน้า จะอาบน้า แลว้ ก็ จะหยิบ เพราะ ขนั น้า หรือว่าจะเปิ ดก๊อกน้า มนั ก็แล้วแต่เรื่อง มนั รู้สึกตัวต้ังแต่แรกเข้ำไป กระทงั่ ผลดั ผา้ เปลย่ี นแปลง เป็น ผลดั ผ่อนอะไร แลว้ ก็ตกั รด ก็ตักรดด้วยสติสัมปชัญญะ แลว้ ก็รดลงไปด้วยสติสัมปชญั ญะ “ทุกขงั ” เพราะ แลว้ ก็รู้สึกน้ี ในน้า ความเยน็ ของน้า ดว้ ยสติสัมปชญั ญะ ตลอดเวลาเหล่าน้นั ถา้ เป็ นนกั เลง ตอ้ งทน เป็น นกั เลง มนั ก็รู้สึกในความเยน็ ของน้า 160รู้สึกในควำมไม่เท่ียงเปล่ียนแปลงในเวทนำ ในอะไร “อนตั ตา” เพราะ ที่มนั เกิดข้ึน ให้มนั ละเอียดออกไป ต่อเมื่อเป็ นผูร้ อบรู้ในเรื่องน้ันๆ แลว้ ก็จะทาได้ เด๋ียวน้ี บงั คบั ไมไ่ ด้ ใหม่นกั คงจะทาไม่ได้ แต่ถา้ มนั มีควำมรู้สึกอะไรได้บ้ำง ก็รู้เถิดว่ำ มันรู้สึกอย่ำงน้ัน มนั รู้สึก อย่างน้นั อย่ำปล่อยให้มันผ่ำนไปโดยไม่ ไม่รู้สึก โดยไม่รู้สึกเสียก่อน นี่มนั ก็เรียกวา่ “ถี่ยิบ” คนที่กาลงั ฝึก แลว้ ก็ไม่ละจากกนั เหมือนกันแหละ เรียกว่า “กัดไม่ปล่อย” นี่ละ มนั รู้สึกอยู่ไปตลอดเวลำ อะไรอยอู่ ยา่ งมี รู้สึกไปตลอดเวลา คาวา่ กดั ไมป่ ลอ่ ยน้ีมนั เป็นหยาบคาย แตว่ า่ มนั มีความหมายเตม็ ที่ มสี ติ ตดิ เคลด็ มเี ทคนิค ก็ ไปกับอำรมณ์ หรือนิมิตที่ปฏบิ ัติ มนั ก็เป็นการถกู ตอ้ ง ถูกตอ้ ง ถกู ตอ้ งไปหมดน้ีถ่ำยอจุ จำระก็ รู้สึกว่า จะฉนั นะ เหมือนกนั ถ้ำเป็ นนักปฏิบตั ิมนั ก็ตอ้ งทาอย่างเดียวกนั แหละ ถา้ ไม่ใช่นกั ปฏิบตั ิมนั ก็ทา อยา่ ง เตรียมตวั ฉนั นะ ท่ีเคยมาแลว้ นน่ั ละ อยา่ งเด็ก ๆ ทาน้ี มนั กไ็ ม่ตอ้ งมีรู้เร่ืองอะไร หรือ อนั ธพาลทามนั กจ็ ะโมโห รู้สึกตวั ทวั่ พร้อม จะฉนั รู้สึกตวั ต้งั แตแ่ รกเขา้ ไป ดว้ ย สติสัมปชญั ญะ ตลอดเวลา รู้สึกในความไม่ เท่ียงเปลย่ี นแปลง ในเวทนามี ความรู้สึกอะไรได้
168 บา้ งรู้เถิดว่า รู้สึก โทโส แลว้ มนั ก็โกรธใคร ด่าแช่งใครไป ทะเลาะกบั อุจจาระก็ได้ ถา้ มนั มีโรคภัยไข้เจ็บมนั อยา่ งน้นั อยา่ ถ่ายไม่สะดวกน้นั มนั ก็สูญเสียสติสัมปชญั ญะเท่าน้นั มนั มีเคล็ดนะ อุจจาระนี่แปลกถึงเวลำ ปลอ่ ยให้ผา่ นไป ถ่ำยแล้ว มนั ไม่ๆ มันไม่รู้สึก จะวา่ จะถา่ ยนี่ก็พยายาม ให้ถ่ำยจนได้ ถา้ ไมง่ ้นั ยงุ่ หมดละ มนั จะ โดยไม่ ไมร่ ู้สึก เกิดไม่เป็ นระเบียบข้ึนมา แลว้ มนั จะยุ่งจนลาบากเร่ืองถ่าย พยำยำมถ่ำยให้มันเป็ นระเบียบ รู้สึกอยไู่ ป เช่น จะอิริยาบถไหนจะเข้าไปในห้องถ่าย หรือว่าจะนั่งลงไป จะทำอะไรก็ทำด้วยสติ ตลอดเวลา มีสติ สัมปชัญญะหมด ให้มันถูกต้อง ถูกตอ้ ง ถูกตอ้ ง ไม่สูญเสียวินยั เกี่ยวกับการถ่ายนี่ แลว้ ก็มี ติดไปกบั อารมณ์ ธรรมะท่ีเก่ียวกบั การถ่าย ฉะน้ันอย่ำประมำท อวดดีไป แมเ้ ร่ืองถ่ายอุจจาระ ก็มนั ยงั มีท้ัง หรือนิมิตท่ีปฏิบตั ิ ธรรมะ ยังมีท้ังวินัยน่ี เรื่องวินยั ก็ศึกษาเก่ียวกบั ปฏิบตั ิอยา่ งไร จะไม่ทาผิดท้งั ในวินยั และท้งั จะพดู รู้สึกก่อนว่า ส่วนธรรมะเมื่อถา่ ยอุจจาระ เบ่งแรงน้นั ไมใ่ ช่เพยี งแตผ่ ดิ วินยั มนั ใหโ้ ทษ ไอว้ ินยั ท่ีมนั เกิดข้ึน จะพูด จะพดู เรื่อง นี่ ก็เพราะมนั มีโทษ ในการแบ่งแรง พระพุทธเจา้ จึงบญั ญตั ิวินยั ขอ้ น้ี เป็นเสขิยะ ไม่เบ่ง ไม่ อะไรพูดดว้ ย เบ่งแรง เบ่งแรงมนั ให้โทษ มนั ชวนใหเ้ ป็ นริดสีดวงหรือเป็ นอะไรง่ายก็ได้ เป็นโรคชนิดใด สติสัมปชญั ญะ ท้งั ชนิดหน่ึงก็ได้ นี่ก็พยายาม เหมือนกบั ปลอบโยนแลว้ มนั ก็ค่อยๆออกมา บางทีมนั ก็เสียเวลา โดยพยญั ชนะและ มากกว่าธรรมดาก็มี แต่นานไป นาน ไป มนั ก็ค่อยๆ ชิน ค่อยๆ ชิน เมื่อถ่ำยอุจจำระเป็ น โดยความหมาย ระเบยี บ กาหนดเวลา สองเวลาอยา่ งน้ี กท็ าได้ มนั ตอ้ งออกมาได้ ถา้ ปล่อยไปตามเรื่อง มนั ไม่ เป็นระเบียบ บางทีมนั ไมถ่ า่ ย วนั สองวนั กไ็ ด้ 161ทีน้ีจะพดู ก็รู้สึกเสียก่อนวา่ จะพดู จะพูดเร่ือง ทุกอริ ิยาบถเลย อะไร ก็ระวงั วินยั เหมือนกนั นะ อย่ำไปพูดหยำบคำย อย่าไปพูดชนิดท่ีไม่ควรจะพูด ก็ตอ้ งมี ทกุ อริ ิยาบถเลย ความควบคุม ไม่พูดขัดแย้ง ไม่พูดอะไร นี่ เป็ นส่วนวินยั แลว้ ก็พูดด้วยสติสัมปชัญญะ ท้งั แลว้ กไ็ มส่ ูญเสีย โดยพยญั ชนะและโดยความหมาย ระวงั พูดดว้ ยถอ้ ยคาท่ีสุภาพ สติสัมปชญั ญะ ระวงั พูดแต่ ไมส่ ูญเสียความรู้ เร่ืองท่ีควรจะพูด อย่าอวดดี อยากจะอวด แลว้ ก็พูดไป น่ีมนั เพอ้ เจอ้ มนั ก็เป็นการป้องกนั ไอ้ เร่ือง อนตั ตา เร่ือง ความเลวร้ายได้ ท้งั ส่วน วินยั และท้งั ส่วนธรรมะ นี่เรียกวา่ จะพูด ยกตวั อยา่ งมาเท่าน้ี เรื่องอ่ืน อนิจจงั ทกุ ขงั ๆ ก็ไปเทยี บเคยี งเอำเอง จะไปทำอะไร ทีไ่ หน ในบาลีมีถึงกบั วา่ จะนงิ่ ดว้ ยซ้าไป จะน่ิง คือ จะ อนตั ตา การ หยุดพูด มีสติสัมปชัญญะ หยดุ ควรหยดุ เมื่อไร หยดุ อยา่ งไร กห็ ยดุ เรียกกนั วา่ 162 ทุกอริ ิยำบถ เปลี่ยนแปลง เลย ทุกอิริยำบถเลย แล้วก็ไม่สูญเสีย ไม่สูญเสียควำมรู้เร่ือง อนัตตำ เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อริ ิยาบถ ทกุ อนตั ตำ แลว้ มนั จะเลยไปถึง สุดยอด อตั ตาของ ตา ตา ถา้ ปฏิบตั ิอยใู่ นเรื่องอิทัปปัจจยตำ มนั ก็ ข้นั ตอน เปลยี่ น จะเห็นชดั ย่ิงข้ึนละ การเปล่ียนแปลงอิริยาบถ ทุกข้นั ตอนมนั เป็ น อิทปั ปัจจยตา เปลี่ยนจาก จากอยา่ งน้ี ไปสู่ อย่างน้ี ไปสู่อยา่ งโน้น มนั มีเหตุปัจจัยท่ีทำให้เปลี่ยน กำรเปลี่ยนไปตำมเหตุปัจจัย นี่ เรียกวา่ อยา่ งโนน้ มีเหตุ อิทัปปัจจยตำ ศึกษา อิทปั ปัจจยตา ให้ตลอดเร่ืองหรือตลอดระยะท่ีมนั เปล่ียน ศึกษาธรรมะ ปัจจยั ทาให้เปลี่ยน จิตตตา โอ163ช่างเป็ นไปตามธรรมดาจริงโวย้ ต้อง เดิน ยืน นั่ง นอน ต้องกิน ต้องอำบ ต้อง การเปล่ยี นไปตาม ถ่ำย ต้อง หรือจะพจิ ำรณำ นิยามตามนั เป็น กฎบงั คับของใครก็ไม่รู้ของพระเจ้ำหรือของอะไร เหตุปัจจยั เรียกวา่ อยา่ ไปนนั่ แต่วา่ มนั เป็นกฎธรรมชำติ ท่ีมนั จะตอ้ งทาใหถ้ ูกตอ้ งนะ มิเช่นน้นั จะเกิดเรื่องนะ อทิ ปั ปัจจยตา ถ้าทาไม่ถูกต้องตามกฎของธรรมชำติ “ธรรมนิยำม” แปลว่า กฎของธรรมชาติ ธรรมะ ธรรมชาติ นิยาม นิยำม แม่บท บัญญัติ คือ กฎ 164ทีน้ีก็จะเห็น “สุญญตำ” สุญญตา เพราะเรา เป็ นไปตาม กาหนดความไม่ ๆ ไม่ใช่ตวั ตน ตวั ตน อยู่ทุกหนอ ๆ ๆ ๆ แลว้ ก็ สุญญตำ ว่ำงจำกตัวตนแล้ว ธรรมดาตอ้ ง เดิน ยนื นง่ั นอน กิน อาบ ถา่ ย พจิ ารณา นิยามเป็น กฎ บงั คบั ของใคร แต่ วา่ มนั เป็นกฎ ธรรมชาตินิยาม แมบ่ ท บญั ญตั ิ คือ กฎ เห็น “สุญญตา” กาหนดความไม่ ๆ
169 ไม่ใช่ตวั ตน ตวั ตน มันอยู่สูงสุด มนั เช่นน้ีเอง“ตถตำ” ตถตา นี่ก็รักษา อตัมมยตำไวไ้ ด้ ไม่ถูกอะไร ไม่ถูกปัจจยั อยทู่ กุ หนอ สุญญ อะไรปรุงแต่ง ไม่ถูกอารมณ์ ขา้ งนอกปรุงแต่ง ไม่ถูกอารมณ์ ขา้ งในปรุงแต่งไม่เกิดกิเลส ตา ว่างจากตวั ตน ตณั หา อปุ ทาน ปรุงแต่ง ที่สุด มนั ก็สุดแค่น้นั หนะ แค่ “อตมั มยตำ” เท่าน้นั อธิบายนี่มนั มาก แลว้ มนั อยสู่ ูงสุด ไปแลว้ 165มนั สาหรับผูแ้ ตกฉานในธรรมะ ท่ีจะปฏิบตั ิไดอ้ ย่างน้ี ไอแ้ รกทาอย่างน้ีคงจะทา ไมไ่ ด้ แต่ก็ควรจะรู้ไวว้ า่ มนั ทาไดถ้ ึงอยา่ งน้ี พ้ืนฐานของการปฏิบตั ิพรหมจรรยน์ ้นั มนั มีหัวใจ หวั ใจเห็น “อนตั ตา” อยู่ท่ี เห็น “อนัตตำ” เห็นอนตั ตา เป็นการเห็น อนตั ตา อยู่ตลอดเวลำ น้นั นะ มนั ประเสริฐสุด อยตู่ ลอดเวลา ด้วยสติสัมปชัญญะ เป็ นส่ิงท่ีอานวยให้ทาได้ทาได้เพราะมีสติสัมปชัญญะ เราจึงฝึ ก ประเสริฐสุดดว้ ย สติสัมปชัญญะพร้อมกันไปในตัวกบั สิ่งท่ีเราตอ้ งการจะให้มีให้มีสติสัมปชญั ญะในอะไร ก็ สติสัมปชญั ญะ ทา ฝึ กส่ิงน้ันไปพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ ฉะน้ันจึงฝึ กไปต้งั แต่ว่าหำยใจต้ังแต่ว่ำ เดิน ยืน นั่ง ไดจ้ ึงฝึก นอน แล้วกระทั่งว่ำ ทุกอิริยำบถ น่ีทาไมต้องพูดเรื่องอิริยำบถ ซ่ึงมันเป็ นอีกเร่ืองหน่ึง สตสิ มั ปชญั ญะ ต่างหาก แลว้ ก็ใหญ่โตเหมือนกนั นะ เพราะเด๋ียวน้ี มนั ตอ้ งเปลี่ยนอิริยาบถ ถา้ จะปฏิบัติอำนำ พร้อมกนั ไปในตวั ปำนสตินี่ ก็ท้งั วนั ท้งั คืนน่ี มนั ก็มีตอ้ งตอ้ งมีการเปล่ียนอิริยาบถโดยตอ้ งรู้มนั ไปเสียดว้ ย ตอ้ ง กบั ส่ิงทเี่ ราตอ้ งการ ปฏิบตั ิมนั เสียดว้ ย 166นี่ขอให้ ใหเ้ ห็นใหช้ ดั วา่ ไปปฏบิ ัติภำวนำ ไปเจริญภำวนำน้นั นะ มนั ดี กี่ ฝึกส่ิงน้นั ไปพร้อม เร่ือง มนั มีอยา่ งไร หัวใจของเรื่องเราจะปฏิบตั ิอานาปานสติ เพราะอำนำปำนสติ มนั ดึงเขา้ มา ดว้ ยสตสิ มั ปชญั ญะ หา เข้ำมำประกอบด้วยได้ทกุ เร่ือง โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ เรื่องอริ ิยำบถมสี ติในอิริยำบถ เพรำะทกุ ฝึกไปต้งั แตว่ า่ อิริยำบถท่ีมีอำนำปนสติภำวนำ ถา้ เราติดใจในอานาปานสติ ภาวนาข้นั ใดข้นั หน่ึงอยู่ แมย้ ืน หายใจ เดิน ยนื นงั่ อยู่ ยนื พงิ ตน้ ไมอ้ ยู่ ยนื อยู่ ก็ กท็ าไดย้ นื หายใจอยกู่ ท็ าได้ ไปยนื ดื่มปิ ตปิ รำโมทย์ อยกู่ ท็ าได้ แม้ นอน ทกุ อิริยาบถ นอนอยู่ก็ทาได้ ถ้าเดินอยู่น้ันนะก็ ถ้านักเลงก็ทาได้ ถ้าเป็ นนักเลง คือเก่งหน่อย ก็ทาได้ ปฏิบตั อิ านาปานสติ เหมือนกนั เดินอยู่ โดยไม่ ไม่เสียอิริยาบถ เดินไม่เสียสติสัมปชัญญะในกำรเดิน แต่จิตใจมันก็ ท้งั วนั ท้งั คนื ตอ้ งมี รู้สึก อำนำปำนสตขิ ้อใด ข้อหนึง่ ได้ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ เช่น ปี ติและปราโมทยน์ ่ี มนั ยงิ่ งา่ ย ปี ติ การเปลี่ยนอิริยาบถ ปรำโมทย์ นี่เป็ นความเย็น แห่งความรู้สึกครอบๆ ครอบงา ครอบงำควำมรู้สึกว่ำ ทำได้ เช่นเดียวกบั เราทาได้ เมื่อเราเดินอยู่ เราคิดนึกอะไรไดน้ ่ีใช่ไหมเล่า เช่น เราโกรธใครอยู่ แม้ ไปปฏิบตั ิภาวนา เราเดินอยู่ มนั ก็ยงั โกรธ นง่ั อยู่ มนั ก็ยงั โกรธ นอนอยู่ มนั กย็ งั โกรธ มนั กท็ าได้ ลา้ งหนา้ ลา้ งตา ปฏิบตั ิอานาปานสติ ถฟู ันอยู่ จิตคิดนึกอะไรกไ็ ด้ กินอาหารอยู่ จติ คดิ นึกอะไรกไ็ ด้ มนั ๆ มนั เก่งขนาดน้นั นะ167 จติ เพราะดึงเขา้ มาหา เขา้ ดวงเดียว รู้สึกทีละอย่ำงก็จริง แต่มันไวมำก จนสลับกันได้อย่ำงไม่รู้สึก น่ี เราก็เรียกว่าอะไร มาประกอบดว้ ยไดท้ ุก ประสบความสาเร็จในกำรมีสติสัมปชัญญะ เป็ นนำย เป็ นนำย เหนือกิเลส เหนือนิวรณ์ ได้ เร่ือง โดยเฉพาะ เพราะการมีสติ ถา้ สติมนั กาหนดที่อะไรอยู่ นิวรณ์ มนั เขา้ มาไม่ได้ ท่านจึงเรียกว่าสมำธิมันก็ อริ ิยาบถมีสติทกุ กำจดั นิวรณ์ไปในตัว นิวรณ์อะไรอยู่ หำยใจอย่ำง กำยสิทธ์ิ ศักด์สิ ิทธ์ิทีเดียว เด๋ียวมนั ก็เปิ ดหนี อริ ิยาบถทีม่ อี านาปน ไปหมด กำมฉันทะ พยำบำท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ นี่ ถา้ มีสมำธิจริงหำยใจทีเดียว มนั ก็ สตภิ าวนา ไปยืนดื่มปิ เปิ ดหนีไปหมด ถ้าไม่มีสมาธิจริง มนั ก็ไล่ไม่ได้ มนั ก็ไล่ไม่ไป 168ดังน้ัน จึงต้องมีกำรฝึ ก ตปิ ราโมทย์ อยกู่ ท็ าได้ “วสี” ชำนำญอย่ำงย่ิง ในการมีสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง ในการมีสมาธิอย่างย่ิง ในกำรใช้ ครอบงาความรู้สึกว่า ปัญญำด้วยสัมปชัญญะอย่ำงย่ิง มนั ก็เต็มไปดว้ ยเคลด็ หรือเทคนิคที่ละเอียด ละเอียด ละเอียด ทาได้ เหมือนกันนะ ไม่แพว้ ิชาการอย่างอื่น วิชากฏหมาย วิชา engineer วิชามนั มีเทคนิคถ่ียีบ จิตดวงเดียว รู้สึกที ละอยา่ งกจ็ ริง แต่มนั ไวมาก ไมร่ ู้สึกการมี สติสัมปชญั ญะ เป็น นาย เหนือนิวรณ์ สมาธิกาจดั นิวรณ์ ไปในตวั หายใจ อยา่ ง กายสิทธ์ิ ศกั ด์ิสิทธ์ิมสี มาธิ จริงหายใจตอ้ งมี การฝึก “วสี” ชานาญอยา่ งย่ิง สติสัมปชญั ญะการ ใชป้ ัญญาดว้ ย สัมปชญั ญะเตม็ ไป ดว้ ยเทคนิคละเอยี ด
170 สาเร็จประโยชน์ ละเอียดซบั ซอ้ นอยา่ งไร ใหเ้ ราทำอำนำปำนสติภำวนำของเรำก็มีอย่ำงน้ัน มนั ก็เก่งไม่แพไ้ อ้ แน่นอน พวกเหล่าน้นั แต่ถา้ ว่ามนั โง่ มนั ทาส่งเดชมนั ก็ไม่มีอะไร เหมือนกนั นะ มนั ทาพอเป็นพิธีมนั ก็ไมม่ ีอะไรเหมือนกนั มนั ต้องทำถกู วธิ ี วธิ ีอย่ำงมเี ทคนคิ แลว้ ก็สำเร็จประโยชน์แน่นอน ผล 169การประพฤติพรหมจรรยท์ ี่มนั ละเอียดๆ มีผลเป็นนิพพาน สมตามที่เรียกวา่ เอกัคตำจิต มี พระนิพพานเป็ นอารมณ์ เรามุ่งหมำยพระนิพพำนเป็ นเป้ำหมำยปลำยทำง ดว้ ยจิตท้งั หมด เอกคั ตาจิต มพี ระ เม่ือมนั มีเทคนิคหรือเคลด็ อยา่ งน้ีก็ตอ้ งฉลาดใหพ้ อกนั นะ ทีน้ีอีกทางหน่ึงก็มีการตระเตรียม นิพพานเป็ น มีการตระเตรียมตามสมควร อยา่ งจะเดินสะดวกท่ีเรียกวา่ “เดนิ จงกรม” นะ ที่จริงก็คอื เดินนะ อารมณ์ ม่งุ หมาย จงกรม ก็แปลว่า เดิน ก็มีที่ ๆ เหมาะสาหรับ เดิน กาหนดไวต้ รงน้ีเหมาะ หรือว่าตบแต่ง พระนิพพานเป็ น เลก็ น้อย พอเดินสะดวก ไม่มีอนั ตราย เพราะว่าเราจะตอ้ งเดินมืด ๆ ไม่ไดม้ ีแสงไฟ ก็ยงั เดิน เป้าหมาย ได้ พวกที่ยึดมนั่ ถือมน่ั นะ เขาก็ทาทางเดินจงกรม เคยไปเห็นนะ หล่อคอนกรีต เรียบร้อย ปลายทาง ดว้ ยจิต สวยงาม ตามความต้องการ แล้วก็เดินบนน้ัน น้ีมนั มากไปเผ่ือพอสมควรก็แล้วกัน เดิน ท้งั หมด กลำงดินนี่ตรงน้ีแถวน้ี จากนี่ถึงน่ี กำหนดไว้ ตระเตรียมไว้ กวำดไว้ อะไรไว้ ทุกอย่ำงก็มีกำร คนอยทู่ ี่บา้ นท่ี ตระเตรียมให้เกิดควำมสะดวกในกำรประพฤติปฏิบัติ ถา้ มนั ตระเตรียมถึงกระท่อมกระต๊อบ เรือนมีบา้ นเรือน ก็ทา ทาได้ สรุปความว่าเร่ืองน้ี ไม่ใช่ไสยศำสตร์ อย่าทาไปเพ่ือความขลงั ความศกั ด์ิสิทธ์ิ อยู่ ขอไดม้ ี อิทธิปาฏิหาริย์ ดีกว่าคนอื่น รู้แต่เพียงว่าเป็ นเกลอกับธรรมชาติ 170เข้าถึงส่ วนลึกของ สติสมั ปชญั ญะ ธรรมชำติ ควกั ลว้ งเอาความลบั ของธรรมชาติมาใช้ให้เป็ นประโยชน์ แม้คนท่ีอยู่ท่ีบ้ำนที่ ทกุ อิริยาบถ ทกุ เรือนมีบ้ำนเรือนอยู่ ดังน้ันก็ขอได้มีสติสัมปชัญญะ ทุกอิริยำบถ ทุกวินำทีเถิด อยู่ในห้อง วินาทีเถิด อยใู่ น ทางาน อยใู่ นหอ้ งนอน อยใู่ นหอ้ งครัว อย่ใู นห้องน้า ปฏิบตั ิได้ ท่ีบา้ นนน่ั ละ เม่ือจิตจดจ่ออยู่ หอ้ งทางาน อยใู่ น ในกำรปฏิบัติแล้วอำรมณ์อ่ืนมันก็ไม่รับเองแหละ 171ถา้ คุณมากำหนดอยู่ท่ีลมหำยใจมันก็ หอ้ งนอน อยใู่ น ไม่ได้ยินเสียงอื่น ที่มันมำอยู่ข้ำงๆ เคียงๆ แต่มนั ค่อนขา้่ งจะทำยำกสำหรับผู้ที่ยังไม่ทำได้ ยงั ห้องครัว อยใู่ น ทาไม่ได้ ยงั ไม่เก่ง ยงั ไม่เชี่ยวชาญ ยงั ไม่ชานาญมนั ทายาก จึงมกั จะเน้นกำรหำสถำนท่ีสงบ ห้องน้า ปฏิบตั ิได้ สงัด ก็ยึดถือมำกเกินไป กไ็ มไ่ ดเ้ หมือนกนั นะ อยทู่ ี่ในทาที่ตรงน้นั ใหม้ นั สงดั ปิ ดหู ปิ ดตำ ปิ ด ที่บา้ น เมอื่ จิตจด จมูก ปิ ดอะไร มนั ก็กลายเป็นสงดั กลายเป็นท่ีสงดั ได้ ตามที่ตอ้ งการแมว้ า่ เราเดินทางอยใู่ นรถ จอ่ อยใู่ นการ ในเรือ ในอะไร เราก็ทาได้ พระท่ีเป็นนกั เลงบางองค์ เขามีแวน่ ตาดา พอเขาจะไปทาในรถ ใน ปฏิบตั ิแลว้ อารมณ์ เรือท่ีคนแน่น ยดั เบียด ก็สวมแว่นตาดาเสีย เพ่ือไม่ให้คนเขาเห็นว่าทาอะไร นี่ก็เรียกว่า ดี อนื่ มนั กไ็ มร่ ับ เหมือนกนั ละ อาจจะดีเกินไปก็ได้ ถา้ บา้ นของคุณอยขู่ า้ งโรงสี คุณกเ็ ป่ านกหวีดอยขู่ า้ งในฟัง กาหนดอยทู่ ี่ลม ไม่ไดย้ ินเสียงเคร่ือง เคร่ืองโรงสี ท่ีอยู่บา้ นติดกนั นี่ อย่ำไปทะเลำะกับอำรมณ์แวดล้อมข้ำง หายใจมนั ก็ไม่ได้ นอกเหล่าน้ีเลย สำเร็จได้ด้วยมสี ติสัมปชัญญะ ที่เข้มข้น คมเฉียบ เอาละก็เป็นอนั วา่ เราไดพ้ ูด ยินเสียงอนื่ อยา่ ไป ถึงอานาปานสติแล้ว แลว้ ก็เลยพูดถึงอิริยาบถดว้ ย เพราะมนั เนื่องกนั อยู่ 172ขอให้มีความรู้ ทะเลาะกบั อารมณ์ ความ เขา้ ใจเอาไปใชไ้ ด้ แม้ที่อยู่คนอยู่บ้ำน อยู่เรือนยังไม่ได้บวชไม่ต้องเสียใจ ทำได้ ขอให้ แวดลอ้ มขา้ งนอก ทาก็แลว้ กนั ทาไดท้ ่ีไหนก็เป็ นที่สงบสงดั ข้ึนมาที่นน่ั ละ เก่งจริง ทากลางโรงละคร ก็ทาได้ สาเร็จไดด้ ว้ ยมี ฉะน้นั เราขอยตุ ิการ บรรยายเร่ืองผนวก คอื อิริยาบรรพะ เขา้ มาแทรกแซงในอานาปานสติ สมควร สติสมั ปชญั ญะ ท่ี แก่เวลาแลว้ หน่ึงชว่ั โมงแลว้ ขอยตุ ิการบรรยาย https://pagoda.or.th/buddhadasa/2531-36.html เขม้ ขน้ คมเฉียบ แมท้ ี่อยคู่ นอยบู่ า้ น อยเู่ รือนยงั ไม่ได้ บวชไม่ตอ้ งเสียใจ ทาได้ ขอใหท้ าก็ แลว้ กนั ทาไดท้ ี่ ไหนกเ็ ป็นที่สงบ สงดั
171 ตารางที่ 4.3.7 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “ศึกษำพทุ ธศำสนำจำกเวทนำ” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระธรรมโกศำจำรย์ (พุทธทำสภกิ ข)ุ จาแนกตามแนวคิด หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั R7] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน R7-173เร่ืองหลักธรรมะท่ีเป็ นหัวใจของพุทธศำสนำโดยตรง ในคร้ังท่ีแลว้ มาเราพูดถึงส่ิงที่ แนวคิด เรียกว่า เวทนาในฐานะที่เป็ นส่ิงที่มีอยู่จริงและก็เป็ นตน้ เหตุของทุกสิ่งที่ทาให้เกิดปัญหา ยุ่งยากข้ึนแก่มนุษยเ์ รา แลว้ ให้มองดูสิ่งท่ีเรียกว่า เวทนำ น้นั เป็ นตน้ เหตุให้เกิดส่ิงยุ่งยากแก่ เวทนาในฐานะ มนุษยเ์ ราได้ ในลกั ษณะท่ีมนั เป็ นสิ่งท่ีเห็นได้จริงๆตรงๆตำมกฎเกณฑ์ทำงวิทยำศำสตร์ เป็นสิ่งท่ีมีอยจู่ ริง ดงั น้ัน เราจึงเรียกการศึกษาชุดน้ีว่า174กำรศึกษำพุทธศำสนำตำมวิถีทำงของวิทยำศำสตร์ ท่ี และตน้ เหตทุ กุ สิ่ง ต้องทบทวนดูให้เขา้ ใจถึงส่ิงท่ีจะเป็ นตวั วตั ถุของการศึกษา เพราะศึกษาตามวิธีการของ ที่ทาให้เกิดปัญหา วิทยาศาสตร์ตอ้ งมีตัววัตถุสาหรับการศึกษาอย่างประจกั ษ์ คือ ไม่ใช่เร่ืองคานึงคานวณโดย ยงุ่ ยากข้นึ เหตุผลเหมือนกบั วิธีของปรัชญา 175ทีน้ี เราก็ไดพ้ ูดแลว้ ว่าแมส้ ่ิงท่ีเรียกว่า “เวทนำ” น้นั จะ การศกึ ษาพุทธ เป็ นเพียงควำมรู้สึกในทำงจิต มิได้เป็ นตัวเป็ นตนอย่ำงวัตถุ น่ี ก็ขอให้เขา้ ใจว่ามันเป็ น ศาสนาตามวิถที าง วิทยำศำสตร์ฝ่ ำยนำมธรรม ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ฝ่ ายวตั ถุ เรื่องนามธรรมกบั เร่ืองวตั ถุน้ีมนั ก็มี วทิ ยาศาสตร์ตอ้ ง อะไรบางอย่างท่ียงั เขา้ ใจผิดกนั อยู่ สาหรับผมู้ ีปัญญาในทางธรรมะจริงๆแลว้ จะเห็นว่าเรื่อง ทบทวนดใู หเ้ ขา้ ใจ นำมธรรมน้นั ก็เป็นเรื่องระดบั เดียวกนั กบั เรื่องวัตถุ ตรงน้ียำกทใ่ี ครๆจะเข้ำใจหรือมองเห็นได้ ถึงสิ่งทีจ่ ะเป็นตวั ทันทีว่าไอเ้ รื่องทางจิตใจน้ันถ้ำมองเห็นและเข้ำใจแล้วมันก็จะกลำยเป็ นเรื่องทำงวัตถุโดย วตั ถขุ องการศึกษา กฎเกณฑ์อย่างเดียวกนั น่ี เป็ นเหตุให้เราสามารถที่จะเอา เวทนา เอาส่ิงที่เรียกว่า เวทนำ มำ อยา่ งประจกั ษ์ เป็ นวัตถุสำหรับศึกษำได้เช่นเดียวกบั ท่ีเราจะเอากอ้ นหิน กอ้ นดิน ไมไ้ ร่น้ีมาเป็นวตั ถุสาหรับ การศึกษา คน้ ควา้ ทางวิทยาศาสตร์ฝ่ ายวตั ถุ อีกทีหน่ึงขอให้ทราบไวด้ ว้ ยวา่ ไอร้ ะบบจิตใจท่ี “เวทนา” เป็น เน่ืองกันอย่กู บั ร่ำงกำยน้ีตามทางธรรมะเขาถือว่ำเป็ นเร่ืองเดียวกนั กับร่ำงกำย ดงั น้นั เราจึงตอ้ ง ความรู้สึกทางจิต มีคำใช้ท่ีแบง่ แยกกนั เดด็ ขาด มิไดเ้ ป็นตวั เป็นตน 176ระบบรูปธรรม คือ วตั ถุท้งั หลายที่เรียกเขา้ เป็น reality น้ีก็ตาม ระบบทางจิตที่เน่ืองกนั อยู่ อยา่ งวตั ถุ ใหเ้ ขา้ ใจ กบั ร่างกายที่เรียก mentality น้ีกต็ ามลว้ นแตถ่ ือวา่ เป็นเร่ืองวตั ถุท้งั น้นั ตอ่ เมื่อเป็นเรื่องที่สูงข้ึน วา่ เป็นวิทยาศาสตร์ ไปกว่าน้นั ท่ีเป็นเรื่องทำงสติปัญญำลว้ นๆ ที่เราเรียกกนั ว่าทาง spiritual นน่ั แหละจึงจะเป็ น ฝ่ายนามธรรม เวทนา เรื่องทางท่ีไม่อาจจะเรียกว่าวตั ถุจะยกตวั อย่างให้ฟังง่ายๆว่าในทำงธรรมะนี้เรำมีเร่ืองท่ี มาเป็นวตั ถสุ าหรับ จะต้องเอำมำเป็ นวัตถุสำหรับกำรศึกษำ 2 เรื่อง คือ เร่ืองกำย กับ จิต กายจะต้องถูกศึกษา ศกึ ษาได้ ระบบจิตใจ เช่นเดียวกบั จิต จิตจะตอ้ งถูกศึกษาเช่นเดียวกบั กาย ทีน้ีเอาอะไรมาศึกษาจิตและกาย อนั น้นั เนื่องกนั อยกู่ บั รู้จกั กนั หรือยงั ?อนั น้นั จะไม่เรียกวา่ จิต เพราะว่าจิตน้ีมนั เป็ นคู่กบั กาย ถูกศึกษำพร้อมกันไป ร่างกายตามทาง กับกำยในลักษณะอย่ำงเดียวกันกับกำย เช่น ขนั ธ์ 5 รูป คือ กาย / เวทนา สัญญา สังขาร ธรรมะถอื ว่าเป็นเรื่อง วิญญาณ คือ จิต นามารวมกนั เป็ น ขนั ธ์ ๕ แลว้ อะไรจะศึกษา ขนั ธ์ ๕ เอา ขนั ธ์ ๕ เป็นวตั ถุ เดียวกนั กบั ร่างกาย สาหรับการศึกษา น่ี ท่ีมนั เตลิดข้ึนไปจนไม่มีช่ือจะเรียกน้ี ในภาษาธรรมะเขาเรียกวา่ ปัญญำ หรือ ญำณทัศนะ หรืออะไรที่มนั ยงิ่ ไปกว่าไอร้ ่างกายกบั ใจน้ี ทีน้ี 177 ก็พอจะเห็นไดว้ ่าเรามี หลกั กำร วตั ถุศกึ ษา 2 เรื่อง คอื กาย กบั จิต กายจะตอ้ งถกู ศึกษาเช่นเดียวกบั จิต จิตจะตอ้ งถูก ศึกษาเช่นเดียวกบั กาย ขนั ธ์ 5 รูป คือ กาย / เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ คอื จิต นามารวมกนั เป็น ขนั ธ์ 5 เป็นวตั ถุ สาหรับการศึกษา
172 ปัญญา หรือ ญาณ สิ่งน้ีที่จะศึกษำรูปร่ำงกำยในลักษณะท่ีเป็ นวัตถุ ศึกษำจิต เรื่องเกี่ยวกับจิต ควำมรู้สึกของจิต ทศั นะ ในลกั ษณะที่เน่ืองกันอยู่กบั วตั ถุ เรียกง่ายๆว่า ศึกษำเรื่อง “คน” คนก็มีท้ังกำยและท้ังจิต ส่ิงน้ีท่จี ะศึกษารูป เพราะฉะน้นั คนท้งั คนถูกศึกษา ทีน้ี สิ่งที่จะมาศึกษามนั ไดน้ ้ี ก็ตอ้ งเป็นเรื่องที่สูงกว่า ดีกว่า ร่างกายในลกั ษณะ ไอ้ 2 สิ่งน้ี นี่คือ มีเร่ืองของสิ่งที่สูงไปกว่าร่างกายกบั จิตน้ีซ่ึงในภาษาไทยเราก็ไม่รู้จะเรียกวา่ ท่ีเป็นวตั ถุ ศึกษา อะไรแตใ่ นภาษาบาลีน้นั เขาเรียกวา่ เรื่องทำงจิตนน่ั แหละ โดยยกเอำจติ ทค่ี ู่กนั อย่กู ับกำยน้ีเอา จิต เรื่องเกี่ยวกบั จิต มาไวเ้ ป็นฝ่ ายร่างกายเสียแลว้ ก็อย่าลืมท่ีเคยเปรียบเทียบใหฟ้ ังวา่ เพื่อเขา้ ใจสิ่งท้งั 3 น้ีดี 178ให้ ความรู้สึกของจิต ใชค้ าว่า ร่ำงกำย จิต แล้วก็วิญญำณ วิญญำณ ในท่ีอย่างน้ีไม่ใช่เรื่องจิต ไม่ใช่ วิญญำณ ใน ในลกั ษณะที่ ขนั ธ์ 5 แลว้ ก็ไมร่ ู้จะเรียกวา่ อะไร ก็ตอ้ งยมื คาวา่ วญิ ญาณ มาใชเ้ พือ่ เขา้ กบั คาวา่ spiritual ของ เนื่องกนั อยกู่ บั วตั ถุ ภาษาสากล อย่างเราเรียกตึกน้ีว่าโรงหนังทาง วิญญาณ น้ี คาวา่ “วิญญำณ” นี้ไม่ใช่จิต มนั มี เรียกงา่ ยๆวา่ ศึกษา อะไรไกลไปกวา่ น้นั ดงั น้นั เพื่อให้เขา้ ใจส่ิงน้ีดีย่ิงชดั เจนไม่ปนกนั ยุ่ง ก็เลยยกตวั อย่างให้ฟัง เร่ือง “คน” คนกม็ ี วา่ ถา้ เราเป็นโรคภยั ไขเ้ จบ็ ทางร่างกายน้ีเรากไ็ ปที่โรงพยาบาลทวั่ ๆไป แต่ถา้ เราเป็นโรคภยั ไข้ ท้งั กายและท้งั จิต เจ็บทางจิต เราก็ไปท่ีโรงพยาบาลปากคลองสานหรือโรงพยาบาลอะไรทานองน้นั แต่ถา้ เรา ร่างกาย จิต แลว้ ก็ เป็ นโรคทำงวิญญำณ เราต้องไปหำพระพุทธเจ้ำ น่ี ไปที่โรงพยำบำลของพระพุทธเจ้ำ วญิ ญาณ ไม่ใช่ โรงพยาบาลทางทวั่ ๆไปกบั โรงพยาบาลปากคลองสานน้ีช่วยไม่ได้ ไปหาโรงพยาบาลของ เร่ืองจิต ไมใ่ ช่ พระพุทธเจา้ คือ ศึกษาเรื่องท่ีมนั เหนือจากน้นั ไป รู้ว่ำ กิเลส คืออะไร? ความทุกข์คืออะไร? วิญญาณ ใน ขนั ธ์ 5 อะไรเป็ นเหตุให้เกิดทุกข์? น่ีก็หมายความว่า คนทุกคนในโลกนี้ถ้ำยังไม่เป็ นพระอรหันต์ “วิญญาณ” น้ีไมใ่ ช่ แล้วก็ยังเป็ นโรคทำงวิญญำณ อยดู่ ว้ ยกนั ท้งั น้นั แต่เราไม่ถือวา่ เขาเป็นโรคกายหรือโรคจิตใน จิต ไมป่ นกนั ยงุ่ ใน ระบบ Physical หรือ Mental น้ีมนั ยงั ดีๆอยู่ แต่ไอร้ ะบบ Spiritual เสียไปหมด คือ โง่ ใครท่ี ภาษาบาลีใชค้ าวา่ ยงั โง่เร่ืองความดบั ทุกข์ โง่เหล่าน้ีเรียกว่ายงั เป็นโรคทำง วิญญำณ สาหรับผมจะพูดใหเ้ ขา้ ใจ จิต แทนคาว่า แต่ในภาษาบาลีใช้คาว่า จิต แทนคำว่ำ วิญญำณ ทีน้ี คำว่ำ “จิต” ในภำษำไทยเอำมำใช้ต่ำ วญิ ญาณ คาวา่ เกินไปแล้วใช้ไม่ได้ ต้องใช้คำว่ำ วิญญำณ แทน น่ี อย่าให้มนั ปนกันยุ่ง รู้ว่ำภำษำบำลีใช้ “จิต” ในภาษาไทย อย่ำงไร? ภำษำไทยใช้อย่ำงไร? แล้วภำษำที่เรำกำลงั จะพดู อยู่นใี่ ช้อย่ำงไร? 179เรากร็ ู้ไดท้ นั ทีวา่ เอามาใชต้ ่าเกินไป ไอร้ ะบบทำง spirituality น้นั จะเป็นผศู้ ึกษาระบบทาง mentality เราจึงสามารถศึกษาพุทธ แลว้ ใชไ้ ม่ได้ ตอ้ ง ศาสนาโดยเฉพาะเร่ืองวิถที ำงดับทุกข์ ในลักษณะอย่ำงเดียวกบั กำรศึกษำทำงวิทยำศำสตร์ คอื ใชค้ าว่า วิญญาณ ใช้วิธีกำรอย่ำงวิทยำศำสตร์ คือ ต้องมีอะไรมำเอำวำงลงสำหรับเป็ นวัตถุสำหรับศึกษำ แลว้ ก็ แทน ศึกษาให้เขา้ ใจ เหมือนท่ีไดพ้ ูดมาแลว้ ในวนั ก่อนวา่ จะต้องเอำตัวส่ิงท่ีเรียกว่ำ เวทนำ น้ันมำ วำงลงไปในที่ทดลอง ในที่ศึกษา ถ้ำไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่ำ เวทนำ มันก็ล้มเหลวหมด คือ มันโง่ ศึกษาพทุ ธศาสนา เกินไปที่จะศึกษำอะไรได้เพราะฉะน้นั จะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่ำ เวทนำ ที่เกิดอยเู่ ป็นประจาวนั โดยเฉพาะเร่ือง ให้รู้จกั ดีจนเอามาศึกษาและก็ศึกษาในส่วนลึก ในส่วนที่มนั ลึกกว่าท่ีคนธรรมดาเขารู้ หรือ วถิ ที างดบั ทุกข์ ใน เขาพูดกนั จึงจะเป็ นวิทยำศำสตร์ทำงฝ่ ำยจิต หรือฝ่ ำยวิญญำณ ทีน้ี จะยกตวั อยา่ งให้ฟังอีก ลกั ษณะอยา่ งเดียวกบั ดว้ ยเรื่องที่เทศน์เมื่อคนื ก่อนน้ีวา่ การศึกษาทาง 180ควำมรู้สึกของคนเราซ่ึงทำให้เกิดควำมสำคัญมั่นหมำยน้นั ควรจะจดั เป็น 4 ประเภทจึงจะ วทิ ยาศาสตร์ คอื ใช้ หมดจดแต่คนธรรมดำสำมัญรู้จักเพยี ง 3 ประเภท อันท่ี 1 เรียกว่ำ รู้สึกว่ำกูขำดทุน อันที่ 2 วิธีการอยา่ ง วทิ ยาศาสตร์ คอื ตอ้ ง มอี ะไรมาเอาวางลง สาหรับเป็นวตั ถุ สาหรับศึกษา จะตอ้ ง เอาตวั ส่ิงท่เี รียกวา่ เวทนา วางลงไปในท่ี ทดลอง จะตอ้ งรู้จกั ส่ิงที่เรียกว่า เวทนา ที่เกิด จึงจะเป็น วิทยาศาสตร์ทางฝ่ าย จิต หรือฝ่ายวิญญาณ วิธีกำร ความรู้สึกของคน ทาให้เกิด
173 ความสาคญั มนั่ รู้สึกว่ำกูเสมอตัว อันท่ี 3 เรียกว่ำ กูได้กำไร คนปุถุชนคนธรรมดาเหล่าน้ีโง่ถึงขนาดที่เรียกวา่ หมาย คนธรรมดา และท้งั 3 อยา่ งน้ีมนั ต่างกนั มนั ต่างกนั อยา่ งตรงกนั ขา้ มหรืออะไรทานองน้นั เพราะวา่ อนั หน่ึง สามญั รู้จกั เพยี ง 3 มนั ขาดทนุ อนั หน่ึงมนั ไดก้ าไร อนั หน่ึงมนั เสมอตวั มนั โงเ่ พราะมนั รู้แต่เพยี ง 3 อยา่ ง ไม่รู้จกั ประเภท 1)รู้สึกวา่ อยา่ งท่ี 4 ที่เรียกวา่ นิพเพธิกะภำคิยะสัญญำ คือ ควำมรู้ที่มันจะแทงตลอดไอ้ 3 อย่ำงโง่ๆน้นั กูขาดทนุ 2) รู้สึก ให้ทะลุเข้ำไปว่ำมนั เหมือนกนั เมื่อรู้สึกว่าขาดทุนมนั ก็โง่ชนิดหน่ึง รู้สึกว่าเสมอตวั มนั ก็โง่ วา่ กเู สมอตวั 3) กู ชนิดหน่ึง รู้สึกว่าไดก้ าไรมนั ก็โง่ชนิดหน่ึงซ่ึงเป็ นความโง่ด้วยกนั 181อนั หน่ึงมนั ทาให้เกิด ไดก้ าไร ความรู้ เวทนำ เป็ น ทุกขเวทนำ เมื่อขาดทุนก็เดือดร้อนไปตามประสา ทุกขเวทนา เกิดโทสะ เกิด แทงตลอด 3 อยา่ ง โกรธะ ตกนรกไปตามแบบน้นั อนั หน่ึงไดร้ ู้สึกว่าไดก้ าไรก็สบายดีใจลิงโลดเป็น สุขเวทนำ โง่ๆ ทะลเุ ขา้ ไป มนั ก็โง่หรือบา้ ไปตามแบบน้นั ส่วนที่เสมอตวั น้ีมนั ก็ยงั เป็น โมหะ ควำมรู้สึกที่เป็ นโมหะ ยงั สงสยั ยงั หวงั ยงั อะไรต่อไปอีก จึงเรียกวา่ โง่ เสมอกนั แตค่ นธรรมดาไม่รู้สึกอยา่ งน้นั เขาจะ ให้เกิด เวทนา รู้สึกยนิ ดีเม่ือไดก้ าไร แลว้ ก็เสียใจเมื่อขาดทนุ แลว้ กห็ วงั ต่อไปวา่ มนั เสมอตวั ไอเ้ ร่ือง นิพเพธิ เป็น ทกุ ขเวทนา กะภำคยิ ะสัญญำ น้นั มนั มาในลกั ษณะท่ีจะบอกวา่ รู้สึกวา่ ขาดทนุ น้ี ก็ยงั โง่ รู้สึกวา่ เสมอตวั ก็ รู้สึกวา่ ไดก้ าไร ยงั โง่ รู้สึกวา่ ไดก้ าไรก็ยงั โง่ เพราะคนเหล่าน้นั มนั โง่ไปตำมเวทนำ น้ันๆ น่ี ถา้ จะไม่ใหโ้ ง่ ก็ สบายดีใจสุข หมายความวา่ 182เม่ือมนั มกี ำรขำดทนุ เกิดขึน้ ต้องให้ไอ้ควำมขำดทุนน้ันทำให้เรำฉลำดในเรื่อง เวทนา เสมอตวั น้ันๆ และเม่ือความเสมอตวั เกิดข้ึนก็ใหไ้ อค้ วามเสมอตวั น้นั ทาใหเ้ ราฉลาดในเร่ืองน้นั ๆ และ เป็ นความรู้สึก เม่ือการไดก้ าไรเกิดข้ึนก็ให้ไอก้ ารไดก้ าไรน้นั ทาใหเ้ ราฉลาดในเรื่องน้ันๆ คือ มันให้ปัญญำ โมหะ มนั โงไ่ ป ท้ัง 3 อย่ำง ไม่ใช่มำให้ควำมยินดียินร้ำย อันหน่ึงเศร้ำ อันหน่ึงระเริงเหลิงอย่ำงนี้ ก็ลองคิดดู ตามเวทนา น้นั ๆ อนั ไหนเป็นวทิ ยาศาสตร์ คนท่ีเม่ือมนั ขาดทุนแลว้ มนั เสียใจ พอกาไรแลว้ มนั ดีใจ เสมอตวั มนั ใหป้ ัญญา 3 อยา่ ง ก็หวงั ต่อไปอยา่ งน้ีมนั เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่? ไม่มีลกั ษณะแห่งความเป็นวิทยาศาสตร์ คอื ไม่ใช่ใหค้ วาม มนั โง่ไปด้วยอำนำจอวิชชำ มีควำมยึดม่ันถือมั่น ไดอ้ ยา่ งใจก็ดีใจไม่ไดอ้ ยา่ งใจก็เสียใจหรือ ยินดียินร้าย โกรธ 184ถา้ เป็ นวทิ ยำศำสตร์มนั ก็ต้องรู้ว่ำไอ้ควำมรู้สึก 3 อย่ำงน้ีน้นั มนั สำหรับคนโง่ มีอวิชชา อนั หน่ึงเศร้า อุปาทาน และ ยึดถือ ไปแบบหน่ึง แบบหน่ึง 3 แบบ และแบบของพระพุทธเจา้ ท่านถือวา่ มนั อนั หน่ึงระเริง เป็ น ปฏิจจสมุปบันธรรม เสมอกัน คือ ควำมรู้สึกที่จะต้องเกิดขึ้นตำมกฎเกณฑ์ของ เหลิงอยา่ งน้ี โง่ ธรรมชำติ เสมอกันเป็ น ปฏิจจสมุปบนั ธรรม เสมอกนั ไม่ควรจะยึดถือว่ำเป็ นที่น่ำรัก น่ำ ไปดว้ ยอานาจ พอใจ หรือน่ำโกรธ น่ำเกลยี ด น่ำอะไร คดิ ดูอนั ไหนมนั เป็นวิทยาศาสตร์กวา่ หรือคนไหนมนั อวิชชา มีความยึด จะรู้วิทยาศาสตร์กวา่ ถา้ คนหน่ึงพอขาดทุนแลว้ โกรธเสียใจ พอไดก้ าไรแลว้ ยนิ ดีเหลิง เสมอ มน่ั ถอื มนั่ ตวั ก็หวงั ต่อไปอีก คนชนิดน้ีมนั อยา่ งหน่ึง 185ไอค้ นหน่ึงมนั รู้ว่ามนั เป็ นเพียงความรู้สึกที่มนั วทิ ยาศาสตร์ตอ้ ง เกิดมาจากควำมปรุงแต่งในจิตใจเมื่อมนั เป็นอย่างน้นั อย่างน้นั แล้วก็ไม่ยินดียินร้ำย ไม่ยินดี รู้วา่ ความรู้สึก 3 ในส่วนที่ว่ำเป็ นกำไร หรือยนิ ร้ำยในส่วนทว่ี ่ำขำดทุน หรือไม่หวังอะไรในส่วนท่เี สมอตัว คงมี อยา่ งสาหรับคน ใจคอท่ีฉลาดข้ึนไปกวา่ เดิม เม่ือมนั ขาดทุนก็รู้วา่ มนั เป็นอยา่ งน้ี อยา่ งน้ี อยา่ งน้ี มนั กต็ อ้ งเป็น โง่ มีอวชิ ชา อย่างน้ีแล้วก็เป็ นธรรมดำ ก็ไม่ไดเ้ สียใจอะไร เม่ือไดก้ าไรก็พิจารณาดูวา่ มนั ก็ตอ้ งเป็นอยา่ งน้ี อปุ าทาน และ ตามกฎอย่างน้ี อย่างน้ี ไม่แปลกอะไรและก็ไม่ยินดีอะไรท่ีมนั จะไดก้ าไร มันเสมอตัวก็รู้ ยึดถือ 3 แบบ อย่ำงเดยี วกนั อีกวา่ มนั มีสิ่งตา่ งๆแวดลอ้ มอยอู่ ยา่ งน้ี ผลมนั กอ็ อกมาอยา่ งน้ีคอื สิ่งท่ีเราเรียกว่า ความรู้สึกท่ี จะตอ้ งเกิดข้ึน ตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ เสมอกนั เป็น ไม่ ยดึ ถือว่าเป็นท่ี น่ารัก น่าพอใจ น่าโกรธ น่า เกลยี ด น่าอะไร เป็ นความรู้สึก จากความปรุง
174 แต่งในจิตใจเป็ น เสมอตวั น้ี น่ีก็ระบตุ รงๆไปไดเ้ ลยวา่ ปถุ ชุ นคนโง่ คนพำล คนเขลำ คนหลงในโลกนี้มันก็จะมี อยา่ งน้นั อยา่ ง ควำมรู้สึกว่ำได้กำไร เสมอตัว หรือขำดทุน 186ส่วนพระอรหันตจ์ ะไม่มีความรู้สึกว่าขาดทุน น้นั แลว้ ก็ไมย่ ินดี หรือเสมอตวั หรือไดก้ าไรน้ี เพราะจิตมนั ไมย่ ดึ ถือใน เวทนา ท่ีไดเ้ กิดข้ึนตามเหตุน้นั ๆ แลว้ ก็ ยินร้าย แลว้ ก็เป็น จะไม่เกิด เวทนา ดว้ ย ถึงว่าพระอรหันต์จะมีการทาอะไรลงไปซ่ึงส่วนตวั เองก็ไม่ตอ้ งการ ธรรมดา อะไรแลว้ แต่ทาเพ่ือผูอ้ ่ืนน้ี จะไม่มีควำมรู้สึกที่สรุปได้เป็ นว่ำขำดทุน หรือเสมอตัว หรือได้ กำไร จะมีความรู้สึกแต่ว่าส่ิงน้ีต้องเป็ นไปตำมเหตุตำมปัจจัยอย่างน้ี อย่างน้ี อย่างน้ี มนั มี จิตไม่ยดึ ถือใน ส่ิงแวดลอ้ มมากมายหลายอยา่ งมนั เป็นไปตามเหตุตามปัจจยั แลว้ มนั มีผลข้ึนมาอยา่ งน้ี ที่คน เวทนา ท่ีได้ โง่เรียกว่ำขำดทุน หรือที่คนโง่เรียกว่ำได้กำไร หรือว่ำเสมอตัวนี้ พระอรหันต์จึงไม่มี เกิดข้นึ ตามเหตุ ควำมรู้สึก 3 ชนิดน้ัน แต่มีความรู้สึกอย่างที่ 4 ที่เรียกว่า นิพเพธิกะภำคิยะสัญญำ คือ มี น้นั ๆ จะไมเ่ กิด ควำมรู้สึกที่แทงตลอดไอ้ความโง่ 3 ชนิดน้ันได้หมด ความรู้สึกท่ีแทงตลอดความโง่ว่า เวทนา ตอ้ ง ขาดทุน วา่ เสมอตวั วา่ ไดก้ าไรน้ีไดห้ มด เพราะฉะน้นั ไอค้ วามโงว่ า่ ไดก้ าไร ขาดทุน เสมอตวั เป็ นไปตามเหตุ เลยกระจายสูญหายไปหมดไม่เหลืออยรู่ อหนา้ ก็คดิ ดูเถอะว่ำใครเป็ นนกั วทิ ยำศำสตร์มำกกว่ำ ตามปัจจยั กัน ปุถุชนคนโง่ท่ีมีควำมรู้สึก 3 อย่ำงนี้ กับ พระอรหันต์ที่ไม่มีควำมรู้สึก 3 อย่ำงนีไ้ ด้ 187ใน ระหวา่ ง 2 พวกน้ี ใครเป็นนกั วิทยาศาสตร์มากกวา่ กนั ? นี่ ถา้ เขา้ ใจขอ้ น้ีแลว้ จะเขา้ ใจไดท้ นั ที เรียนพุทธศาสนา ว่า เรียนพุทธศำสนำก็เรียนในวิถีทำงของวิทยำศำสตร์ เป็ นวิทยาศาสตร์ แต่ว่ามันเป็ น วถิ ีทางของ วิทยำศำสตร์ฝ่ ำย วิญญำณ ฝ่ ำย spiritual เป็ น faculty อนั อื่นเอามาเขา้ กบั ชุดน้ีไม่ได้ น่ีผม วทิ ยาศาสตร์ เป็น พยายามท้งั น้ีก็เพ่ือใหเ้ ขา้ ใจคาว่า จะเรียนพุทธศาสนาอยา่ งวิทยาศาสตร์ ทีน้ี ก็บอกให้เลยว่า วทิ ยาศาสตร์ฝ่ าย ถ้ำยังโง่ คือ ยังไม่รู้จักพุทธศำสนำน้ันก็ไม่อำจเรียนพุทธศำสนำอย่ำงวิทยำศำสตร์จะไม่อาจ วิญญาณ ถา้ ยงั โง่ เรียนพุทธศาสนาอย่างวิทยาศาสตร์แลว้ ก็จะเขา้ ใจว่าพุทธศาสนาเป็ นปรัชญาอยเู่ รื่อยไป ถ้ำ คือ ยงั ไมร่ ู้จกั ใครเข้ำใจพทุ ธศำสนำทแี่ ท้จริง ตัวจริงเป็ นปรัชญำ คนน้ันยงั โง่อยู่ จะพูดดงั ๆใหต้ ลอดโลกท้งั พุทธศาสนากไ็ ม่ โลกเลย ในฐานะที่เราเป็ นผูร้ ับใชพ้ ระพุทธเจา้ ผูเ้ ป็ นเจา้ ของพุทธศาสนา พระพุทธเจา้ ท่าน อาจเรียนพุทธ ตรัสในพระพุทธศาสนา หรือหลกั ธรรมะพรหมจรรยข์ องท่านไวใ้ นรูปของวิทยำศำสตร์ คือ ศาสนาอยา่ ง อริยสัจจ์ 4 ระบตุ รงๆ น้ี หรือ ปฏิจจสมุปบำท ก็ตาม แตเ่ รื่อง อริยสจั จ์ 4 หรือเร่ือง ปฏิจจสมปุ วทิ ยาศาสตร์ บาท น้ีถา้ ใครยงั ไม่เขา้ ใจ มนั จะแสดงอาการสลวั มืดมวั เขา้ ใจไมไ่ ดอ้ ยใู่ นรูปของปรัชญา ส่ิง ท่ีเรียกว่า ปรัชญำ น้ันเข้าใจไม่ได้ ไม่มีควำมแจ่มแจ้ง ไม่มีควำมเด็ดขำดตลอดลงไปได้ พระพุทธเจา้ ตรสั เพียงแต่สรุปว่ำเป็ นมติอันใดอันหน่ึงวา่ พอใจแลว้ ก็ยดึ ถือไว้ รักษาไวป้ ฏิบตั ิเท่าน้นั ไม่แสดง ใน ความแจม่ แจง้ ชดั เจนเหมือนกบั เอากอ้ นดินมาใส่ฝ่ ามือดูได้ แต่ถ้ำเป็ นวิทยำศำสตร์มนั ก็ต้องมี พระพทุ ธศาสนา ควำมแจ่มแจ้งเหมือนกบั สิ่งท่ีเอามาใส่ฝ่ ามือดูไดอ้ ยา่ งน้ี เพราะฉะน้นั 188เร่ือง อริยสัจ น้นั ถา้ หรือหลกั ธรรมะ ศึกษำถูกวธิ มี ีผลแล้วมันจะเป็ นวทิ ยำศำสตร์ไม่เป็ นปรัชญำ วา่ มนั ทกุ ขค์ ืออยา่ งน้ี อยา่ งน้ี เหตุ ในรูปของ ให้เกิดทุกขค์ ืออยา่ งน้ี อย่างน้ี ความดบั สนิทไม่มีทุกขค์ ืออยา่ งน้ี อยา่ งน้ี ทางถึงความดบั สนิท วทิ ยาศาสตร์ คอื แห่งทกุ ขค์ อื อยา่ งน้ี อยา่ งน้ี คือ ตอ้ งเห็นชดั อยา่ งน้ี ถา้ ไมช่ ดั อยา่ งน้ีมนั เป็นปรัชญา ถ้ำชัดอย่ำง อริยสจั จ์ 4 หรือ นี้มันเป็ นวิทยำศำสตร์ ฉะน้นั จึงจาเป็ นอยา่ งยิ่งท่ีจะรู้จกั ส่ิงน้ีมาต้งั แต่ตน้ โดยเฉพาะคือส่ิงที่ ปฏิจจสมุปบาท เรียกว่า เวทนำ เพราะพระพุทธเจา้ ท่านตรัสว่า เราบญั ญตั ิ อริยสัจ 4 สาหรับบุคคลท่ีมี เวทนำ ปรัชญาเขา้ ใจไมไ่ ด้ ไม่มคี วามแจม่ แจง้ ไม่มคี วามเด็ดขาด ตลอดลงไปได้ เพียงแต่สรุปวา่ เป็น มตอิ นั ใดอนั หน่ึง อริยสัจ ถา้ ศึกษา ถกู วธิ ีมีผลแลว้ เป็ นวิทยาศาสตร์ ไม่เป็ นปรัชญา บญั ญตั ิ อริยสจั 4 สาหรับบุคคลมี กาลงั มีเวทนา ตวั ทกุ ขเ์ ป็น เวทนา
175 และมีตวั เวทนาดู คือ กำลังมีเวทนำ เรื่องของ อริยสัจมนั จึงจะมีได้ ตัวควำมทุกข์เป็ น เวทนำ และก็ตอ้ งมีตวั วา่ เป็นอย่างไร? ดู เวทนา น้นั มาดูวา่ เป็นอยา่ งไร? ดดู ้วยใจว่ำเป็ นอย่ำงไร? แล้วมำจำกอะไร? เห็นชัดเลย ไม่ตอ้ ง ดว้ ยใจว่าเป็น เช่ือตามคนอ่ืน ไมต่ อ้ งเชื่อครูบาอาจารย์ ไมต่ อ้ งเช่ือหนงั สือหนงั หาตารับตารา เพราะมองเห็น อยา่ งไร? แลว้ มา ไดด้ ว้ ยตนเองว่าความทุกขเ์ ป็ นอยา่ งน้ี เหตุให้เกิดทุกขเ์ ป็ นอยา่ งน้ี ทุกขไ์ ม่มีเป็นอย่างน้ี ทาง จาก? เห็นชดั ไม่ ใหถ้ ึงความไมม่ ีทุกขม์ นั เป็นอยา่ งน้ี มนั เห็นชดั เลย แมจ้ ะแสดงออกไปใหล้ ะเอียดถี่ยบิ จนเป็น ตอ้ งเชื่อตามคน ปฏิจจสมุปบำท คือว่า ต้ังแต่แรกเร่ิมจนกว่าจะเกิดทุกข์แยกมาเป็ นต้งั 11ตอนอย่างน้ีก็ อ่นื ไมต่ อ้ งเชื่อครู เหมือนกนั 189ถา้ เห็นชัดจะชัดอย่ำงเห็นของวัตถุ เห็นว่ำทุกข์เกิดขึน้ มำอย่ำงนี้เลย เด๋ียวน้ีมนั บาอาจารย์ ไม่ ไม่มองเห็น เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เลยกลำยเป็ นเรื่องปรัชญำลึกลับไปหมด อธิบายกนั ไป ตอ้ งเช่ือหนงั สือ อธิบายกนั มาในประเทศไทย ในประเทศพม่า ลงั กาก็ไมร่ ู้ เอำประโยชน์อะไรไม่ได้ ไม่มีควำม ตารา เพราะ ชัดเจนอะไรท่ีไหน เพราะมันไม่รู้ เพราะมันไม่เข้าใจ มันเลยอยู่ในรูปปรัชญาไม่ เป็ น มองเห็นไดด้ ว้ ย วิทยาศาสตร์ นี่ เราจะค่อยๆศึกษากนั ไปใหเ้ ห็นชดั ว่า อริยสัจ4 ก็ดี ปฏิจจสมุปบำท ก็ดี มัน ตนเองว่าความ เป็ นเรื่องวิทยำศำสตร์สาหรับบุคคลผเู้ ห็นอยู่ เขา้ ใจอยู่ เห็นแจ่มแจง้ แทงตลอดอยู่ เดี๋ยวน้ีมนั ทกุ ขเ์ ป็นอยา่ งน้ี ผิด มนั มีการศึกษาผิดไปต้งั แต่ตน้ ตามหลกั ท่ีบอกแลว้ วา่ ต้องเอำตัวจริงมำสำหรับศึกษำ เช่น เหตุให้เกิดทกุ ข์ ความทุกขน์ ้ีตอ้ งเอาทุกข์ตวั จริงมาสาหรับศึกษา เอาทุกขท์ ี่ไม่ใช่ตวั จริง ทุกข์แต่ช่ือมำศึกษำ เป็นอยา่ งน้ี ทุกข์ ไม่มีทำงท่ีจะเป็ นวิทยำศำสตร์ ขึ้นมำได้ เป็ นปรัชญำโง่ๆ มืดๆ ต่อไปอีก 190ข้อแรก ไมม่ ีเป็นอยา่ งน้ี พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ควำมเกิดเป็ นทุกข์ ควำมแก่เป็ นทุกข์ ควำมตำยเป็ นทุกข์ นี่ ทางใหถ้ งึ ความ ยกตวั อยา่ งอยา่ งน้ี ทีน้ี อธิบายว่า ความเกิด น้นั คือวา่ ออกมาจากทอ้ งแม่ ได้ อตั ภาพ ได้ ขนั ธ์ ไม่มที กุ ขม์ นั เป็น ได้ อินทรีย์ น้ี กอ็ ยา่ งท่ีเราเขา้ ใจกนั ทวั่ ไปวา่ เกิดจากทอ้ งแมน่ ้นั แลว้ กอ็ ธิบาย ชรำ วา่ ผมหงอก อยา่ งน้ี ฟันหัก หูหนวก หนงั ยน่ อะไรต่างๆ เหล่าน้ี ไปอ่านดูใน นิเทส ที่เขามีในพระคมั ภีร์ อธิบาย เห็นชดั จะชดั ควำมตำย วา่ มนั เคล่ือน มนั ตาย มนั เขา้ โลงไป หรือมนั ทิง้ ซากไวท้ ี่น่ี อยา่ งน้ีเป็นตน้ ถา้ เอาไอ้ อยา่ งเห็นของ ตวั น้ี 3 อยา่ งน้ีเป็นตวั ชำติ ตัว ชรำ ตัว มรณะ แลว้ ไมม่ ีทางที่จะเขา้ ใจสิ่งท่ีเรียกวา่ ควำมทกุ ข์ วตั ถุ เห็นวา่ ทุกข์ ตามแบบของ อริยสัจ ได้ ไอค้ วามเกิด ความแก่ ความตายอยา่ งน้นั มนั มีอยตู่ ามธรรมชาติ ตาม เกิดข้ึนมา เป็น ธรรมดาอยู่ทว่ั ไปไม่เป็นทุกข์ มนั จะเป็ นทุกข์ต่อเมื่อมันไปยึดว่ำ ชำติของเรำ กำรเกิดของเรำ เรื่องวทิ ยาศาสตร์ ควำมแก่ของเรำ ควำมตำยของเรำ เมื่อใดมนั ไปโง่ดว้ ย อวิชชำ ยึดถือตัวตนของตนเขา้ ที่อนั สาหรับบคุ คลผู้ ใดอนั หน่ึงแลว้ มนั ก็จะยดึ ถือวา่ เราที่เกิดอยนู่ ้ี เป็น ชาติของเรา แลว้ เราตอ้ งการจะเอานน่ั เอา เห็นอยู่ เขา้ ใจอยู่ น่ี มีนน่ั มีน่ี เป็นนน่ั เป็นนี่ ชาติ น้ีเป็น ชาติ ฝ่ ายวิญญาณ นะ ตอ้ งใชค้ าอยา่ งน้นั อีก คอื ชำติ ที่ เห็นแจม่ แจง้ แทง ถูกยึดถือว่ำเป็ น ชำติของเรำ ควำมเกิดจำกท้องแม่หรือควำมเกิดธรรมดำน้ี ถา้ เราไม่ยึดถือวา่ ตลอดอยู่ ตอ้ งเอา มันเป็ น ชำติของเรำ มันไม่มีทุกข์ พอยึดถือว่าเป็ น ชาติของเรา มันก็มีทุกข์ ความชราก็ ตวั จริงมาสาหรับ เหมือนกนั ชราแบบไหน แบบไหนถ้ำมันอยู่ไปตำมธรรมดำ มันไม่เป็ นทุกข์ ไม่ไดเ้ ป็นทุกข์ ศึกษา เช่น ความ ตามความหมายของ อริยสัจ ตอ่ วา่ มี อวชิ ชำ ในใจ มีควำมโง่ในใจ ยดึ ถือว่ำ ชรา น้ี ของเรา และ ทุกขต์ อ้ งเอาทุกข์ เราเกลียดกลวั ชรา มนั ก็เป็นทุกข์ทนั ที ความตายก็เหมือนกนั อีก ความตายเขา้ โลงน่นั แหละ ตวั จริงมาสาหรับ ถา้ ไม่ไดย้ ดึ ถือวา่ ความตายน้ีของเรา ความตายน้ีจะมีแก่เรา ไม่เกี่ยวกบั เราแลว้ -มนั จะไม่เป็ น ศกึ ษา ทุกข์ เพราะฉะน้ัน 191พระพุทธเจา้ จึงตรัสสรุปไวว้ ่า สังขิตเตนะปัญจุปำทำนักขันธำ ทุกขำ ความเกิดเป็ น ทุกข์ ความแก่ เป็นทกุ ข์ ความ ตายเป็นทุกข์ มี อยตู่ ามธรรมชาติ ตามธรรมดาอยู่ ทว่ั ไป ไมเ่ ป็น ทกุ ข์ จะเป็นทุกข์ ต่อเมื่อมไปยดึ วา่ ชาติของเรา การ
176 เกิดของเรา ความ เบญจขนั ธ์ ท่ีประกอบดว้ ย อุปำทำน ยึดม่ันถือมั่นวา่ เราว่า ของเรำ นน่ั แหละเป็น ตัวทุกข์ ดู แก่ของเรา ความ ใหด้ ี ฟังดูให้ดี เพราะฉะน้นั เบญจขนั ธ์ ธรรมดาน้ีไม่ใช่ทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ ขันธ์ เฉยๆ ไม่เป็ น ตายของเรา ทกุ ข์ ต้อง อุปำทำนขนั ธ์ คือ ขันธ์ ทก่ี ำลังยึดถือว่ำ เรำ ว่ำ ของเรำ จะเป็ นทุกข์ จาใหด้ ีวา่ คาวา่ เมอื่ ใดโงด่ ว้ ย ขนั ธ์ กบั คาวา่ “อุปำทำนขันธ์” น้ีไมเ่ ป็นส่ิงเดียวกนั ขนั ธ์ ท้งั 5 น้ีเมื่อกาลงั ไมไ่ ดถ้ กู ยดึ ถือดว้ ย อวิชชา ยึดถอื อุปาทาน แลว้ ไม่เป็ นทุกข์ มนั เกิดอยู่ไดต้ ลอดเวลาเหมือนกนั แต่พอมันปรุงไปถึงขนำดว่ำ ตวั ตนของตนเขา้ ยึดถือเป็ นเก่ียวกับเรำ เก่ียวกบั ของเราแลว้ มนั จะเป็ นทุกข์ทนั ที เพราะฉะน้นั คาวา่ ความเกิด ท่ีอนั ใดอนั หน่ึง ความแก่ ความตาย ก็เหมือนกนั ถา้ ไม่ถูกยึดถือว่า ของเรา ไม่เป็ นทุกข์ ท่ีพระพุทธเจา้ ท่าน แลว้ อวิชชา ใน ตรัสว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ น้นั หมายความวา่ ถูกยึดถือ ใจ มคี วามโง่ใน แล้ว ทาไมไม่แถมคาว่ายึดถือแลว้ เขา้ ไป? ก็เพราะว่าตามธรรมดาคนทุกคนในโลกน้ียงั เป็น ใจ ยึดถือ คนโง่ ยงั เป็ นปุถุชนอยู่ จะต้องยึดถือความเกิด ความแก่ ความตายว่าเป็ นของเราท้งั น้ัน เพราะฉะน้นั พระพุทธเจา้ จึงตรัสแต่เพียงว่า ความเกิด ความแก่ ความตายเป็นทุกข์ เพราะวา่ อุปาทาน ยึดมน่ั ถา้ ไมย่ ดึ ถือ มนั ไมม่ ีความหมาย เป็นความเกิด แก่ ตายของใคร น่ีปุถุชนมนั ตอ้ งยดึ ถือแลว้ มนั ถือมน่ั วา่ เราว่า จึงกลวั ไอท้ ุกอยา่ งที่มนั เกี่ยวกบั ความเกิด ความแก่ ความตาย 192ทีน้ี เพ่ือจะให้เขา้ ใจจบั ฉวย ของเรา เป็น ตวั ไดง้ ่ายเขา้ ผมจึงผูกคาพูดข้ึนมาใหฟ้ ังง่ายๆ วา่ ปัญหาที่เกี่ยวกบั ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ทุกข์ ดใู หด้ ี ขนั ธ์ ความตาย นน่ั แหละเป็ นตวั ทุกข์ คาว่า ปัญหำ น้ีไม่ใช่คาถามนะ ปัญหา คือ ไอส้ ิ่งท่ีทาความ เฉยๆ ไม่เป็นทุกข์ ย่งุ ยากลาบากใหแ้ ก่จิตใจน้นั ท่ีเกิดมาจากกำรท่ีจะต้องเกิด ต้องแก่ ตอ้ งตายน้ีเป็ นควำมทุกข์ ตอ้ ง อุปาทาน เรายึดถือว่า ชาติ เราอยากจะเกิดอยนู่ ี่ เราก็ไม่อยากตายท้งั น้นั แหละ เราจึงกลวั ตาย เราจึงเป็น ขนั ธ์ คือ ขนั ธ์ที่ ทุกข์ เราก็ไม่อยากแก่ เมื่อไปยึดถือความแก่เขา้ เราก็กลวั ความแก่ ความแก่น้ันก็ทาให้เป็ น กาลงั ยดึ ถือวา่ เรา ทุกข์ ถา้ เขา้ ใจท่ีผมพูด จะเขา้ ใจไดท้ นั ทีวา่ ไอค้ วามเกิด ความแก่ ความตายท่ีไม่ไดถ้ ูกยดึ ถือ ว่า ของเรา จะ น้นั ไม่เป็นทุกข์ ควำมเกิด ควำมแก่ ควำมตำย ท่ีถูกยึดถือว่ำเรำหรือว่ำของเรำ จะเป็นทุกข์ ที เป็ นทุกข์ น้ี เราไม่ไดเ้ อาตวั ความเกิด ความแก่ ความตายที่กำลงั ถกู ยึดถือน้นั มำเป็ นวัตถสุ ำหรับศึกษำ หู ของเราไดย้ ินว่าความเกิด ความแก่ ความตายอธิบายไวอ้ ย่างน้ัน เราก็ไปเอาท่ีไดย้ ินหรือใน ทุกข์ ความเกิด หนังสือหรืออะไรมาแลว้ ก็เลยจะศึกษา 193ทาอย่างน้ีจนตายก็ไม่มีเร่ือง อริยสัจ ไม่เป็ นเรื่อง ความแก่ ความ อริยสัจ เกิดข้ึน ไม่ไดศ้ ึกษา อริยสัจ และก็ไม่รู้ อริยสัจ เพราะว่าเร่ือง อริยสัจ เขาพูดถึงควำม ตาย ท่ีถูกยดึ ถอื วา่ เราหรือว่าของเรา เกิด ควำมแก่ ควำมตำยทีถ่ กู ยึดถือว่ำตัวเรำว่ำของเรำ คือ รวมอยู่ในคำว่ำ สังขติ เตนะปัญจุปำ จะเป็นทกุ ข์ กาลงั ทำนักขันธำ ทุกขำ ก็เอาอนั น้นั มำศึกษำ เพราะฉะน้นั เราจะตอ้ งมีปัญหาที่เกี่ยวกบั ความเกิด ถกู ยดึ ถอื น้นั มา ความแก่ ความตายในตวั เราจริงๆ ในความรู้สึกของเราจริงๆ มาเป็ นตัววัตถุสำหรับศึกษำ เป็นวตั ถสุ าหรับ สาหรับเป็น object มนั ไมจ่ าเป็นวา่ จะตอ้ งเป็นวตั ถุสิ่งของเป็นไปไดเ้ ป็น object สาหรับศึกษา ศึกษา ต่อเม่ือใดเรากาลงั ทุกข์ มีทุกขห์ นกั อยู่ดว้ ยความยึดถือในความเกิด หรือทุกขห์ นกั ดว้ ยความ ยดึ ถือในความแก่ หรือทกุ ขห์ นกั ดว้ ยความยดึ ถือเก่ียวกบั ความตาย แต่เรายงั ไม่ทนั ตายนะ แต่ เอาความรู้สึกเป็ น ยึดถือแลว้ มนั ก็เป็ นทุกขเ์ หมือนกนั นัน่ แหละ เอำควำมรู้สึกเป็ นทุกข์นี้มำเป็ นตัวศึกษำ ทา ทุกขเ์ ป็นตวั ศึกษา อยา่ งน้ีจะมี อริยสจั แลว้ จะเป็ นกำรศึกษำ อริยสัจ อย่ำงวถิ ีทำงของวทิ ยำศำสตร์ ซ่ึงเอำตวั จริง ทาอย่างน้ี จะมี ของจริงมำดู มำเหน็ มาน้นั กนั เลย ถ้ำไม่ทำอย่ำงน้ันมันก็เป็ นปรัชญำ คือ คำนวณเอำตำมที่ได้ อริยสจั แลว้ เป็น ยิน ไดฟ้ ังวา่ ความเกิดมนั ตอ้ งเป็นทกุ ขแ์ น่ ความเจ็บมนั ตอ้ งเป็นทุกขแ์ น่ ความตายมนั ตอ้ งเป็น การศกึ ษา อริยสจั อยา่ งวิถีทาง วทิ ยาศาสตร์ เอา ตวั จริงของจริงมา ดู มาเห็น ถา้ ไม่ ยึดถอื มนั ไม่เป็น ทกุ ข์ อริยสจั ขอ้ 1 ว่า เรื่องความทุกข์ ตอ้ งเอาความเกิด
177 ความแก่ ความ ทุกขแ์ น่ ถือเอาตามที่วา่ เม่ือไมส่ บายมนั ก็เป็นทุกข์ ความแก่มนั ก็เป็นทุกขท์ างวตั ถทุ างร่างกาย เจ็บ ความตาย โส น้ีมนั ก็ไม่ถูก เพราะว่าถ้ำไม่ยึดถือมันไม่เป็ นทุกข์ 194ผูท้ ่ีเป็ นพระอรหันต์แล้วจะไม่ยึดถือ กะ ปริเทวะ ทกุ ข์ ความเกิด ความแก่ ความตายน้ี ถึงแมร้ ่างกายมนั จะแก่ จะตายมนั ก็ไม่มีความทุกข์ แต่ปุถุชน โทมนสั อุปายาส คนธรรมดายึดถือไปหมด ยดึ ถือไกลออกไปอีก มนั ก็เป็นทุกขห์ มดเหมือนกนั เพราะฉะน้นั อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง ถา้ เราจะศึกษา อริยสัจ ขอ้ ที่ 1 ว่า ควำมทุกข์ เร่ืองความทุกข์ ก็ตอ้ งเอาไอค้ วามเกิด ความแก่ ท่ี กาลงั เกิดอยู่ ความเจ็บ ความตาย โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนสั อุปายาส อย่างใดอย่างหน่ึงท่ี กำลังเกิดอยู่ จริง กาลงั ยึดถือ จริง กาลงั ยดึ ถืออยู่วา่ เป็นทุกขข์ องเราน้นั เราแคน้ ใจ เราร้อนใจ เราเหี่ยวแหง้ ใจอยา่ งไรก็ตาม อยวู่ ่าเป็นทกุ ข์ แลว้ ก็เลยยดึ ถือเอาไอค้ วามรู้สึกน้นั วา่ เป็นเรา วา่ เป็นของเราหรือเรากาลงั มีความรู้สึกน้นั ต้อง ของเรา กาลงั เกิด ดูให้ถูกตัวควำมยึดถือเสมอไป ความเจ็บน้ี ความเจ็บที่ร่างกายน้ีถ้ำไม่ยึดถือก็ไม่เป็ นทุกข์ อยจู่ ริง กาลงั ต่อเมื่อยึดถือจึงจะเป็ นทุกข์ 195แมจ้ ะเอามีดมาเชือดอย่างน้ีมนั ก็เป็ น เวทนา ชนิดหน่ึง ซ่ึงถา้ ยึดถืออยวู่ ่าเป็น ยดึ ถือก็เป็นทุกขไ์ ม่ยึดถือก็ไม่เป็ นทุกข์ แต่ตามปกติคนจะตอ้ งยดึ ถือ คนโง่จะตอ้ งยึดถือ คน ทุกข์ ปุถุชนจะต้องยึดถือ คนธรรมดาจะต้องยึดถือ เพราะฉะน้ัน เลยเจ็บ 2 ซ้ อนเหมือนที่ พระพทุ ธเจา้ ตรัสวา่ ไอ้คนโง่คนหน่ึงมันถกู ยิงด้วยศรลกู หน่ึงแล้ว-เจ็บแล้ว แล้วมันถกู ยิงด้วย ถา้ ยดึ ถอื ว่า เรา ศรอีกลูกหน่ึงตำมมำอีก แล้วถูกอีก-แล้วมันก็เจ็บอีก มันเป็ น 2 ซ้อนแลว้ มนั จึงเจ็บเต็มที่ ทีน้ี เจบ็ ของเราเจบ็ วา่ ถา้ ยิงลูกหน่ึงถูกแลว้ ยงิ ลูกทีหลงั ไม่ถูกน้ี มนั ก็เจ็บเท่าเดียว อธิบายวา่ การท่ีถูกมีดตดั น้ี ถูก รู้สึกวา่ เราเจบ็ มีดตดั เน้ือน้ีมนั ก็เจ็บส่วนหน่ึง ถ้ำยึดถือว่ำ เรำเจ็บ ของเรำเจ็บ รู้สึกว่ำ เรำเจ็บของเรำ ควำม ของเรา ความเจ็บ เจ็บ ของเรำนี้ มันจะเจ็บเพม่ิ ขึน้ อีกส่วนหน่ึง แลว้ ส่วนหลงั น้ีมากท่ีสุด ส่วนแรกน้นั เล็กนอ้ ย ของเราจะเจ็บ จะใชค้ าวา่ ไม่ระคายขนก็ได้ คือ มนั ไม่เผาหัวใจ ถา้ ไปยดึ ถือวา่ น่ีความเจ็บของเรา เราถูกฟัน เพม่ิ ข้นึ อีกส่วน เราถูกฆ่า เราถูกอะไรแลว้ มนั จะเจ็บชนิดท่ีมนั มหาศาล น่ีคือ ควำมต่ำงกันระหว่ำงไอ้ควำม หน่ึง ความ เจ็บที่ถูกยึดถือกับควำมเจ็บท่ีไม่ถูกยึดถือ ความเจ็บท่ีถูกยึดถือน่ันแหละ คือ ส่ิงท่ีเรียกว่า ต่างกนั ระหวา่ ง ควำมทุกข์ ใน อริยสัจ 4 ของพระพุทธเจ้ำ ในคาวา่ ควำมเกิด ควำมแก่ ควำมเจ็บ ควำมตำย ไอค้ วามเจบ็ ท่ีถกู โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปำยำส อย่างใดอย่างหน่ึงในชื่อเหล่าน้นั -แต่ตอ้ งยึดถือดว้ ย ยึดถอื กบั ความ เช่น คาว่า ทุกข์ ทุกขะ เป็นทุกขก์ าย โทมนสั เป็นทุกขใ์ จ ร่างกายถูกทาให้เจ็บอย่างน้ีว่าเป็ น เจ็บที่ไมถ่ ูกยดึ ถือ ทกุ ขก์ าย แลว้ กต็ อ้ งยดึ ถือดว้ ยมนั จึงจะตรงตามคาน้นั ใน อริยสัจ 4 น้นั เพราะฉะน้นั ถา้ เรายงั ความเจ็บท่ีถกู ไม่เขา้ ใจ 196ยงั โง่ไมส่ ามารถจะเอำตัวทุกข์จริงๆมำเป็ นวัตถุสำหรับกำรศึกษำแลว้ กไ็ มอ่ าจจะ ยดึ ถือ คือ สิ่งที่ ศึกษาพระพุทธศาสนาอยา่ งวิทยาศาสตร์ได้ ก็ศึกษาไปอยา่ งหลบั หูหลบั ตาอยา่ งคนเช่ือ อยา่ ง เรียกวา่ ความ มีความเชื่อ น้ีก็ไปอยา่ งหน่ึง แลว้ กศ็ ึกษา คานึง คานวณไปตามเหตผุ ล ไม่มีตวั จริงมาแสดงให้ ทุกข์ ใน อริยสจั จริงน้ีก็เป็นเรื่องปรัชญาบา้ ๆ บอๆไป พูดไดม้ ากเรียนไดม้ าก พูดไดม้ ากมนั ไม่มีการดบั ทุกข์ 4 ของ เลย นี่ เรียกว่า เรียนพุทธศำสนำในลักษณะท่ีเป็ นวิทยำศำสตร์น้นั จึงจะเป็ นพุทธศำสนำของ พระพุทธเจา้ พระพุทธเจ้ำ ถา้ เรียนเร่ืองเดียวกนั นะแต่เรียนในรูปของปรัชญา วิถีทางของปรัชญา หรือสัก วา่ เป็นลทั ธิแห่งความเช่ือน้ีเป็นไปไมไ่ ด้ เป็ นไปไม่ได้ทจ่ี ะถึงตัวพทุ ธศำสนำแล้วดับทกุ ข์ไดน้ ้ี ถา้ ไม่เขา้ ใจ ยงั โง่ มนั ก็เป็ นอะไรเปะๆปะๆไปเล็กๆน้อยๆ พอปลอบใจให้มีทุกข์น้อยหน่อยก็ได้ แต่ในท่ีสุดก็ ไม่สามารถเอาตวั จะตอ้ งมีความทุกข์ ตอ้ งร้องไห้ ตอ้ งอะไรไปตามเดิม 197ดงั น้นั เราจะตอ้ งรู้จกั ไอ้ ตัวทกุ ข์ คอื ทกุ ขจ์ ริงๆมาเป็น วตั ถสุ าหรับ การศกึ ษาแลว้ ไม่ อาจศึกษา พระพทุ ธศาสนา อยา่ งวทิ ยาศาสตร์ ได้ ถา้ เรียนใน วถิ ีทางของ ปรัชญา เป็นลทั ธิ แห่งความเชื่อ เป็นไปไม่ไดท้ ี่จะ
178 ถงึ ตวั พทุ ธศาสนา ควำมรู้สึกท่ีมันเกิดขึน้ ในควำมรู้สึกเพรำะถูกยึดถือว่าเป็นของเราน้ี รวมเรียกส้ันๆ วา่ เวทนำ แลว้ ดบั ทุกขไ์ ด้ มีช่ือใดบา้ งใน คาสอนของพระพุทธเจา้ เราตอ้ งรู้จกั สิ่งน้นั ๆในชื่อน้นั ๆ อย่ำงถูกต้องตำมตัว จริง คือ มีตัวจริงมำดูเลย-ไม่ใช่มีแต่ช่ือ เช่นว่า กิเลส น้ีก็ตอ้ งมี กิเลส จริงๆมาดู พอ ตณั หา ก็ ตวั ทกุ ข์ คือ ตอ้ งมี ตณั หา จริงๆ มาดูไม่ใช่เป็ นเพียงคำพูด ทีน้ี เราก็ไม่รู้จกั ส่ิงที่เรียกวา่ เป็ น กิเลส เพราะ ความรู้สึกท่ี เราไม่รู้จกั แมแ้ ต่สิ่งที่เรียกว่า เวทนา คืนก่อนไดพ้ ูดแลว้ ว่า ทุกอย่ำงต้องต้ังต้นมำจำก เวทนำ เกิดข้นึ ใน ต้องมีต้นตออยู่ท่ี เวทนำ พอมี เวทนา เป็นสุข ไดก้ าไรน้ี มนั ก็มี ความโลภ คือ กิเลส หรือมี ความรู้สึกเพราะ ความยนิ ดี-หลงใหล คือ กิเลส มี อวชิ ชา คือ ความโง่ คือ กิเลส ก็แปลวา่ ไอ้ สุขเวทนำ น้ันทำ ถูกยดึ ถอื วา่ เป็น ให้เกิดควำมโลภ ความหลง เกดิ อนุสัย ทีเ่ รียกว่ำ รำคำนุสัย หรือควำมเคยชินในกำรที่จะรักจะ ของเรา เรียกว่า โลภมำกขึ้น ถา้ ขาดทุนก็มี ทุกขเวทนา เกิดข้ึน มนั ก็เกิด กิเลส คือ โทสะ หรือโกรธะ เกิด เวทนา อยา่ ง กิเลส มาจาก เวทนา คือ ทุกขเวทนำ เพราะวา่ มนั ขาดทนุ รู้สึกวา่ กู ขาดทนุ แลว้ มนั ก็เป็นทกุ ข์ ถูกตอ้ งตามตวั แลว้ มนั ก็เกิด ปฏิฆะ คือ ไม่ชอบ เป็นความโกรธ เป็นความขดั แคน้ ในใจ แลว้ มนั ก็เพิ่มความ จริง คอื มีตวั จริง เคยชินท่ีเป็นอยา่ งน้นั เขา้ ไปอีกทุกทีไป เรียกวา่ ปฏิฆานุสัย ถา้ มนั มี เวทนำ ที่เกิดมาจากเสมอ มาดู ทกุ อยา่ ง ตวั คราวน้ีเสมอตวั มนั ก็ก่อ โมหะ คือ ควำมหวัง หรือความสงสัย หรือความหวงั ที่จะทา ตอ้ งต้งั ตน้ จาก อยา่ งไรตอ่ ไปจะใหไ้ ดก้ าไร เพราะฉะน้นั เวทนำ เกิดไดจ้ ากการขาดทนุ จากการไดก้ าไร และ เวทนา ตอ้ งมีตน้ จากการเสมอตวั อนั หน่ึงเป็ น สุขเวทนา อนั หน่ึงเป็ น ทุกขเวทนำ อนั หน่ึงเป็ น อทุกขมสุข ตออยทู่ ่ี เวทนา เวทนำ แต่แลว้ มนั กเ็ ป็น เวทนำ เหมือนกนั ต้องเอำ เวทนำ นมี้ ำใส่ฝ่ ำมือดเู ลย นใ่ี ช้คำพดู อย่ำง ภำพพจน์ มนั เป็ นนามธรรมมนั ใส่ฝ่ ามือดูไม่ได้หรอก แต่ว่าเราตอ้ งรู้จักมนั เหมือนกบั เอา ตอ้ งมี เวทนา กอ้ นกรวดมาใส่ฝ่ ามือดูแลว้ เราเห็นชดั อย่างน้ี ขอให้ไปสนใจกบั ไอส้ ิ่งท่ีมนั จะเป็ นวัตถุอัน รู้จกั ส่ิงท่ีเรียกว่า แรก เป็นตน้ ตออนั แรก 198 แลว้ เราศึกษาพระธรรม ศึกษำพระพุทธศำสนำในฐำนะที่เป็ นตัว เวทนา มาจาก จริง คือ ศึกษำโดยวิถีทำงของสิ่งท่ีเรียกว่ำ วิทยำศำสตร์ เอาละ ทีน้ีก็เป็นอนั วา่ ยุติไวท้ ี่ตรงน้ี การกระทบ ว่าต้องมี เวทนำ มำ ต้องรู้จักส่ิงท่ีเรียกว่ำ เวทนำ ทีน้ี เวทนำ มำจำกกำรกระทบของ อำยตนะ อายตนะ ตอ้ งรู้ ก็เลยตอ้ งรู้ไปถึงสิ่งที่เรียกวา่ “อายตนะ” อายตนะ ขา้ งในเราเรียกวา่ โลกข้ำงใน อายตนะ ขา้ ง ไปถึงส่ิงที่เรียกว่า นอก เราเรียกว่า โลกข้ำงนอก อายตนะ ขา้ งใน ที่เรียกวา่ โลกขา้ งใน คือ ควำมรู้สึกทำงตำ หู “อายตนะ” จมูก ลิ้น กำย ใจ 6 อย่างน้ีที่มนั อยู่ขา้ งในสาหรับจะรู้สึก นี่เราเรียกว่า โลกขา้ งใน อายตนะ อายตนะ ขา้ งใน ภายใน 6เรียนอยทู่ กุ วนั น้ี ธรรมตรี ก็มีท่ีเรียกวา่ โลกขา้ งใน ท่ีโลกขา้ งนอก คือ รูป เสียง กลนิ่ เรียกว่า โลกขา้ ง รส สัมผัส ธรรมำรมณ์ นี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมำรมณ์ 6 อย่ำงน้นั มนั โลกขา้ ง ใน อายตนะ ขา้ ง นอก รูป ก็คู่กบั อรูป / โลกขา้ งนอก ก็คู่กบั ตาที่เป็ นโลกขา้ งใน เสียง ก็คู่กบั หู จมูก ก็คู่กบั นอก เรียกวา่ โลก กลิ่น ลิ้น ก็คู่กบั รส สัมผสั ผิวหนงั ก็คู่กบั กาย การรู้สึกในใจ ก็คู่กบั ใจ น้ี 199 ทีน้ี โลกข้ำง ขา้ งนอก นอกกับโลกข้ำงในมันจะเป็ นต้นตอของส่ิงท่ีเรียกว่ำ เวทนำ ดงั พระบาลีว่า เมื่อตำกระทบกบั อายตนะ ขา้ งใน รูป เมื่อรูปกระทบกับตำ หรือตำกระทบกบั รูป กจ็ ะเกิด จักษุวญิ ญำณ ข้ึน คอื วิญญำณทำงตำ ที่เรียกว่า โลกขา้ ง เกิดข้ึน ทีน้ี การประจวบกนั ของสิ่งท้งั 3 น้ี คือ ตำ รูป กบั จักขุวิญญำณ ท่ีเพิ่งเกิดข้นึ น้ี เรียกวา่ ใน คือ ความรู้สึก การประจวบกนั ของของ 3 อยา่ งน้ีเรียกวา่ “ผัสสะ” 200ผสั สะ ในความหมายทางภาษาธรรมะ ทางตา หู จมูก คือ ผัสสะ ทำงจิตทำง วิญญำณ น้ันเอง และเม่ือมี ผสั สะ แลว้ ไม่ตอ้ งสงสัยจะตอ้ งมี เวทนำ ล้ิน กาย ใจ โลก ขา้ งนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผสั ธรรมารมณ์ น้ี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ โลกขา้ งนอกกบั โลกขา้ งใน จะ เป็นตน้ ตอของส่ิง ท่ีเรียกว่า เวทนา
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 756
Pages: