629 พิจารณาเห็นกายดูกายเรา ดูกายเขา เตม็ ไปดว้ ยความอนิจจงั ใชก้ ายคตาสติเป็นกรรมฐาน 40 ปฏิกูล อาการ 32 ร่างกายส่ิงไม่สะอาด อสุภกรรมฐาน ตดั ราคะจริต ตัวเมาในร่างกาย อาการ 32 ปฏิกูล กายคตานุสติ กรรมฐาน เมื่อตายเหมือนกนั หมด ละสังโยชน์10 ตดั สักกายะทิฏฐิ พิจารณาขนั ธ์ 5 ไม่ใช่เรา เราไม่มีในขนั ธ์ 5 ละการยึดมน่ั ถือมนั่ ขนั ธ์ 5 ตดั กามคุณ เวทนาเกิด ตดั ดว้ ยปฏิกูลสัญญา ธาตุ 4 นวสี9 อย่ายดึ ถือร่างกาย ไม่ ติดร่างกายเป็นวิปัสสนาญาณ อิริยาบถ 4 อาการจริงทาตลอดเวลา อิทธิบาท 4 ประกอบ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมงั สา อาการของรูป รู้ลกั ษณะนิวรณ์ กามฉันทะ พยาบาท อารมณ์คิด ง่วงหาวนอน สงสัย ยอมรับกฎ ธรรมดาในโลก 3)พจิ ำรณำ“เวทนำ” คอื อารมณ์ท่ีเขา้ ไปสมั ผสั “เวทนา” แปลวา่ เสวยอารมณ์ เสวยอารมณ์ เวทนาอยู่ จิตต้งั มน่ั เห็นธรรมดา สติเขา้ ไปต้งั เวทนาอยู่ อารมณ์ว่างจากสุขทุกข์ เรียก อทุกขมสุขเวทนา ให้คิดรู้เพ่ือมีสัมปชญั ญะ ความจริงขนั ธ์ 5 พิจารณาอารมณ์ คือ รู้ความสุข รู้ความทุกข์ หรือความไม่สุข ความไม่ทุกขข์ องจิต พอใจเรียกว่า อาการสุข เป็นโลกีย์ อารมณ์คิด ทบทวนต้งั อารมณ์อะไร 4) ศูนย์กลำง สติปัฏฐำนสำคัญ อยู่ท่ีจิต ศูนยก์ ลางปฏิบตั ิอยทู่ ่ีใจ ดูกระแสจิตกุศลอกุศล ธรรมท้งั หลายมีใจเป็นหวั หนา้ รู้ อารมณ์ คุมอารมณ์ แกอ้ ารมณ์ อารมณ์จิต พิจารณาเห็นอยรู่ ู้อยู่ ไม่ถืออารมณ์ สังขารคือ สภาพท่ีปรุงแต่งจิต อารมณ์จิต อารมณ์ท่ีเขา้ มาแทรกจิต พิจารณาโดยการเฝ้าสังเกตจิตในจิต 16 อยา่ ง จิตมีราคะ ปราศจากราคะ มีโทสะ ปราศจากโทสะ มีโมหะ ปราศจากโมหะ รวมกนั อยู่ จิตฟ้งุ ซ่าน แผข่ ยายออกไป ไม่แผข่ ยายออกไป ยงั ไม่ถึงภาวะสูงสุด ถึงภาวะสูงสุด เป็นสมาธิ ไม่เป็นสมาธิ หลุดพน้ ไม่หลุดพน้ สติไปคุมจิตเสมอ เอำ จิตตำนุปัสสนำสติปัฏฐำนเป็ นตัวยืน เอาจิตเขา้ ไปรับรู้นิวรณ์ 5 เป็นสมถภาวนา อาการนิวรณ์ 5 เกิดข้ึนใน จิตเรา จิตมีความรู้สึก จิตรู้อาการ สิ่งท้งั ปวงละได้ จิตคุมจิต เอาสติไปเตือนจิต อารมณ์ใจพิจารณาความ ถกู ตอ้ ง อารมณ์ใจพจิ ารณาถูกตอ้ ง 5) พิจารณาโพชฌงค์ 7 เครื่องปัญญา 7 เคร่ืองมือกำรบรรลธุ รรม อยา่ งให้ คิดไปสู่ปัญญา สติ ธรรมวิจยั วิริยะ ปิ ติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา พิจารณาสติจากอานาปานสติกรรมฐาน ไป โพชฌงค์ 7 6) พิจารณาอริยสัจ 4 พิจารณาทุกขอริยสัจ คนเกิดมาแลว้ มีแต่ทุกข์ ทรงกาลงั ใจใชป้ ัญญาเห็น อริยสัจ 4 ตอ้ งเห็นดว้ ยอานาจความจริงใจ มรรค 8 เขา้ ถึงความดบั ทกุ ข์ นิโรธสจั คือ ตวั ผล มรรค 8 เคร่ืองมือ ปฏิบตั ิ ทาการงานชอบ ดาริออกจากกาม เห็นสกปรก ดาริชอบในส่ิงท้งั หลาย วาจาชอบ ไมพ่ ูดปด เป็นมหา สติปัฏฐาน 4 คุยกนั ตลอด เหตุเกิดทุกข์ กามตณั หา ภวตณั หา วิภาวตณั หา 7) เรียนกรรมฐำนในมหำสติปัฏ ฐำนสูตร ตำมคำสอนของพระพุทธเจ้ำ กรรมฐานกบั มหาสติปัฏฐานปฏิบตั ิเหมือนกนั สุขวิปัสสโกยอ้ นมหา สติปัฏฐาน 4 ต้ังแต่ตน้ ใช้ปัญญาเห็น มหาสติปัฏฐาน ต้องยอ้ นไปมา ตถาคตเพียงบอกทางใช้ปัญญา วิปัสสนารู้ตามจริง มหาสติปัฏฐาน 4 แปลงสู่วิชาสาม อภิญญา 4 ปฏิสัมภิทาญาณ ตอ้ งประกอบ จรณะ 15 บารมี 10 พรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 ละนิวรณ์ 5 หลกั กำรบำรมี 10 รวบรวมกาลงั ใจ บารมี 10 สารวจกาลงั ใจ บารมี 10 ประกอบ ทาน ศีล เนกขมั มะ ปัญญา วิริยะ ขนั ติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา หลกั กำรจรณะ 15 ประกอบ สีลสัมปทา อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ฌาน4 จรณะ 15 ประพฤติครบถว้ น อิทธิบาท 4
630 จรณะ 5 บารมี 10 สาคญั อาศยั กาลงั ใจ ศึกษา ฟัง ปฏิบตั ิอาศยั กาลงั ใจ จรณะ15 อิทธิบาท 4 ซ้อมกาลงั ใจ สร้างบารมี 10 พรหรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 ตอ้ งทบทวนกาลงั ใจ สภาวะคนทิพยเ์ ป็ นกายซ้อนกาย เจโต ปริยตั ิญาณ ทิพยจักขุญาณมีความรู้คล้ายตาทิพย์ เจโตปริยตั ิญาณ คือ วาระจิตคน รู้ใจคน เป็ นวิชชำ 3 วปิ ัสสนาญาณทาลาย สังโยชน์ 10 มรณานุสติกรรมฐาน 8)เป็นนกั ปฏิบตั ิตอ้ งปฏิบตั ิ ไมต่ ิดตาราพบของจริง เห็นจิตเราเห็นจิตเขา ต้งั ใจฝึ กสมาธิรู้อยสู่ ภาพเช่นใด กรณีมหาสติปัฏฐานศึกษาตาราสอน ใชต้ ารา หนงั สือ เทป ศึกษาคาสอนพระพทุ ธเจา้ จากภาษาบาลี ด้ำนวิธีกำรของพระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษี ลิงดำ) พบว่า 1)อำนำปำนสติบรรพ สอนท้ัง สมถะและวิปัสสนำ กาหนดกองลมสติละเอียดเขา้ ถึงฌาน 4 หายใจเขา้ ออกจงรู้ ทรงไวต้ ลอด เราไดฌ้ านรู้ได้ อย่างไร อาการละเอียดจิตทรงมากเป็นฌาน สมาธิ คือ ตวั รู้ฌาน คือ จิตทรงสมาธิ กาหนด คิดหนอ ฌานด่ิง อารมณ์สงดั อานาปานสติกรรมฐานเขา้ ถึงจุดฌาน 4 ฌาน 4 เจริญอานาปานสติถอยหลงั ฌาน 4 เจริญวิปัสสนา ไดก้ าลงั ฌานเขา้ ถึงกรรมฐานทุกกอง หายใจเขา้ ออก มีสติรู้ตรงจมูก เวลาลมกระทบจมูก ต้งั สติไวบ้ ริเวณ รอบปาก กายสังขารระงบั รักษาลมหายใจเขา้ ออก จิตคิดปล่อยคิดแลว้ กลับมา อานาปานสติกรรมฐาน ภาคพ้ืนใหญ่ปฏิบตั ิรวมตวั อานาปานสติเป็ นตวั ยืน อารมณ์ยึดสติให้รู้ว่าลมหายใจเขา้ ออกภาวนาควบคุม อารมณ์ ศึกษาอานาปานสติระงบั ความฟุ้งซ่านจิต ใช้อานาปานสติยืนทรงตวั อยู่ในอิริยาบถเคล่ือนไหว ฟุ้งซ่าน ใชอ้ านาปานสติ กาหนดรู้ลมหายใจ รักษาจิตทรงฌานใช้อานาปานสติเขา้ ช่วย ใชอ้ ารมณ์คิดจิตฟุ้ง กลบั มา จบั อานาปานสติ หลวงพ่อฯ สอน ฝึ กจิตเป็นฌานนิมิตกสิณ เจริญกสิณ 10 เขา้ ฌาน ใหภ้ าพกสิณเกิด พิจำรณำเห็นควำมธรรมดำน้อมอริยสัจ 4 นงั่ ฟังธรรมให้กาหนดลมหายใจและภาวนาไปดว้ ยกนั รู้นิวรณ์ 5 ระงบั นิวรณ์ 5 จากจิต สังโยชน์ 10 ตดั สังโยชน์10 เพียรละสังโยชน์ 3 ตดั ไดด้ ว้ ยอานาจปัญญา ฝึ กทิพยจกั ขุ ญาณ ทิพยจกั ขญุ าน ปุพเพนิวาสานุสติญาน อาสวกั ขยญาณ ทิพยจกั ขญุ าณเห็นนรกสวรรคไ์ ดร้ ู้ภาวะนิพพาน วิปัสสนาพิจารณาเห็นกาย วางอารมณ์ พรหมวิหาร 4 มีอารมณ์พระนิพพาน มชั ฌิมาปฏิปทา ทาแคพ่ อเหมาะ 2)สัมปชัญญะ คอื ความรู้ตวั ต้งั ตนอานาปานสติ อริ ิยำบถเป็ นสติทำควำมรู้สึกตวั พิจารณา ยนื เดิน นง่ั นอน จิตทรงความรู้สึกเป็ นสมาธิ ใช้ปัญญาซ้อมกาหนดรู้ลมหายใจเขา้ ออก กระทบจมูกทุกๆ อิริยาบถ รู้ใน อิริยาบถ มีสติ สัมปชัญญะ เป็ นอารมณ์เดียว มีสัมปชญั ญะ เป็ นผูร้ ู้ตัวท่ัวพร้อมตลอดเวลา ทาอิริยาบถทรง สติสัมปชัญญะ เอาอานาปานสติเป็ นตวั คุม พิจารณาอริยสัจตามกาย กาหนดลมหายใจร่วมกับอิริยาบถ ปัญญารู้อาการกาย พิจารณาเห็นธรรม การเกิด เส่ือมไปในกาย สมาธิใชเ้ สียงพจิ ารณา รู้สึกเห็นจริงฝึ กสติ รู้ ลมหายใจเขา้ ออก หูฟังเสียง ทุกอิริยาบถ เดินไปฟังเสียงธรรม พิจารณาตามเสียงเดินสมาธิ เดินรู้สึกตวั กา้ ว เทา้ วิธีเดินจงกรมเดินปกติ เดินให้รู้วา่ เราเดิน เลือกกรรมฐานคู่ไปกบั การเดิน และคาภาวนา ความระลึกได้ สติ คือ ตวั นึก กาหนดลมหายใจเขา้ ออก การใชส้ ติ อิริยาบถ ทาอะไรอยู่ สมั ปชญั ญะความรู้ตวั 3) สตปิ ัญญำ พจิ ำรณำกำย จากพจิ ารณาร่างกายทกุ วนั พจิ ารณาธาตุ 4 ดินน้าลมไฟ เอาสติคุมไวพ้ ิจารณาอาการ 32 ปฏิกูล
631 อาการ 32 พิจารณาเบ้ืองบนลงมาถึงเทา้ หุ้มรอบด้วยของไม่สะอาด พิจารณาซากศพคนตาย 9 ลกั ษณะใจ สมั ผสั กายสมั ผสั ปฏิกลู ธาตุ นวสี ปฏิกูลเป็นกายคตานุสติกรรมฐานสาคญั กายสมั ผสั เห็นปฏิกูล ธาตุ 4 นวสี 9 ไม่มีอะไรเป็นของเรา ปฏิกูลสญั ญาหกั ลา้ งนิวรณ์ 5 พิจารณาปฏิกลู สัญญาธาตุ 4 ซากศพ นวสี9กามฉนั ทะ หักลา้ งอสุภกรรมฐาน พิจารณาร่างกายไม่เท่ียงเป็ นวิปัสสนากรรมฐาน รูปไม่คงสภาพ สลายตวั ไป ง่วง เหงาหาวนอน หักลา้ งดว้ ย พกั ผ่อน อิริยาบถเดินใช้สติ สัมปชญั ญะ หรือใช้กรรมฐานควบคู่ เดินใช้คา ภาวนา “พุทโธ\" อารมณ์กุศล พรหมวิหารทรงตวั อารมณ์จิตสบาย เอาสติกาลงั ต้งั ไวป้ ัญญาพิจารณา กาย เห็นกายในกาย ส่ิงในร่างกาย ร่างกายภายในภายนอกไม่ยึดถือใดๆ กฎธรรมดา ร่างกายไม่เท่ียง ละสักกา ยะทิฏฐิ ตดั สกั กายะทิฏฐิ กายอาศยั ชว่ั คราว ปัจจยั ทุกข์ มีอยสู่ ักแต่วา่ เห็นเอาจิตใหร้ ู้กายเป็นท่ีอาศยั ชว่ั คราว เป็ นของธรรมดา ทาอุเบกขา ละสักกายะทิฏฐิ พิจารณากายคตาสติกรรมฐานตดั ราคะ เกิดเบื่อหน่าย ใช้ ปัญญาพิจารณาร่างกายตามจริง ปัญญาพิจารณาทุกข์ รู้ทุกข์มาจากตณั หา 4)เวทนำ คือ อำรมณ์สุขทุกข์ กาหนดรู้จิตว่างจากสุข ทุกข์ ทุกขเวทนาไม่มีอามิส รูปเกิดดบั เวทนำเสวยอำรมณ์อำศัยรูป เขา้ ใจทุกข์ทน เห็นเป็นธรรมดา เวทนาอาศยั รูปเป็นสาคญั สัญญาเกิดไดอ้ าศยั รูป วางอารมณ์ใหถ้ ูกตอ้ ง ทวนหนา้ ทวนจน คล่องปฏิบตั ิ อย่ายึดมน่ั เป็ นอารมณ์ อนิจจงั ไม่เท่ียง เป็ นทุกข์ สลายตวั รูปอาศยั ตณั หาเกิด เวทนาเสวย อารมณ์ สัญญาอาศยั รูป สังขารความคิดอารมณ์ 5)รู้อำกำรจิต 16 อย่ำง ราคะ โทสะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน อารมณ์ อารมณ์เยย่ี ม จิตต้งั มน่ั จิตส่าย หลุดพน้ ไมห่ ลุดพน้ ใช้จิตเป็ นศูนย์กลำงปฏบิ ัติ จิตฟ้งุ ซ่านนอ้ มไปอา นาปานสติ ดูจิตทรงอานาจสมาธิ ดว้ ยอานาปานสติกรรมฐานเขา้ อุปจาระสมาธิ จิตใจตอ้ งรักความจริง สร้าง ความรู้สึกประจาวา่ ไม่มีอะไรในโลกเป็นของเรา จิตพิจารณาธรรมดา ไม่ใหจ้ ิตยดึ ถืออารมณ์สัญญาเดิม สัง ขารุเบกขาญาณ จิตเกาะอารมณ์เยือกเยน็ เห็นรูปเอาจิตไปจบั สภาวะจริงเป็นกฎธรรมดา จิตเขา้ ฌาน หลบั ตา จบั ลมหายใจเขา้ ออก พิจารณาปฏิกูลสัญญา กายคตานุสติกรรมฐาน ความรู้สึกเกิดความเบ่ือหน่าย เห็นรูป เอาจิตไปจบั สภาวะจริงเป็นกฎธรรมดา จติ กบั กำยอำศัยกนั พิจารณาจิตในจิต เราและจิตผอู้ ่ืน ก่อนใช้อำรมณ์ คดิ โปรดทำสมำธิจิตจนถึงฌาน ทกุ ขค์ ือตวั อารมณ์ เอาสติคุมกาลงั ใจ ไมใ่ หร้ าคะเขา้ จิตใจ รีบดบั ฟ้งุ ซ่านเกิด แก่จิต อารมณ์จิตว่างจากนิวรณ์ จิตเป็ นปฐมฌาน นิวรณ์เกิดข้ึนกับใจ จงรู้ว่าเกิดข้ึน วางจากจิตให้มี สัมปชญั ญะ 6)มุ่งนิพพานเป็ นจุดหมาย พิจารณาขนั ธ์ 5 อาศยั ขนั ธ์ 5 ตวั เดียวละกิเลสทุกตวั บรรลุนิพพาน เข้ำใจขันธ์ 5 รูป เวทนำ สัญญำ สังขำร วิญญำณ วิญญาณคือ ประสาท ไม่ใช่จิต วิญญำณตัวรู้อำรมณ์ ความรู้สึกสัมผสั สัญญา คือ ความจา เอาใจเขา้ ไปจา รูป คือ กายคตานุสติกรรมฐาน ลกั ษณะสังโยชน์ 10 สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพั ตะปรามาส กามฉันทะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธจะ อวิชชา สังโยชน์ 10 จบั ได้ ศีล 5 ร่วมกับพรหมวิหาร 4 พยาบาท หักลา้ ง พรหมวิหาร อาศยั มีความโง่เสมอกนั มี สภาพทุกขเ์ ช่นกนั 7)เพียรปฏิบัติตำมกฎท่ีพระพุทธเจ้ำ สั่งสอนในมหำสติปัฏฐำนสูตร สติสัมโพชฌงคใ์ ช้ ปัญญาทบทวน สติสัมปชญั ญะ เวทนา สัมมาสติ ระลึกชอบระลึกมหาสติปัฏฐาน 4 ทรงกาลงั จิตตลอดเวลา
632 อุปจาระสมาธิ พิจารณามหาสติปัฏฐานสูตร มีกาลงั จิตอยู่ตลอดใจอยู่ในมหาสติปัฏฐาน 4 สัมมาสมาธิทรง ฌาน 4 ไวป้ กติใชก้ รรมฐานถอยเขา้ อุปจารสมาธิ สมาธิต้งั ใจทาลายสงั โยชน์ สมาธิต้งั ใจมน่ั รักษาอารมณ์เป็น หน่ึงนึกถึงกรรมฐานกองใดกองหน่ึง ธรรมวิจยั แปลว่ำสอดส่องธรรม วนิ จิ ฉัย ค้นคว้ำ ธมั มวิจยั ยะ จิตพอใจ ธรรม วิจยั คน้ ควา้ สงั โยชน์ ปฏิบตั ิธรรมตอ้ งรู้จกั วิจยั คน้ ควา้ สัมมาวายามะ เพียรชอบ เพียรละความชวั่ เล้ียง ชีพชอบ ทจุ ริตไม่ทา ความอ่ิมใจ กฎแห่งการปฏิบตั ิ ปี ติสัมโพชฌงคม์ ีภายในจิต วางเฉยในขนั ธ์ 5 อเุ บกขาท่ี แทต้ อ้ งเป็นสังขารุเปกขาญาณ อเุ บกขา วางเฉย ใชป้ ัญญามองเห็นทกุ ขเ์ อาสติเป็นตวั นึกโพชฌงค์7 ปัสสิทธิ ความสงบ ทรงสติสัมปชญั ญะ ทรงสมาธิ รักษาอารมณ์ อานาปานสติกรรมฐาน ปัสสัทธิ ความสงบใจสงบ อารมณ์ ไม่สงสัยคาสอนพระพุทธเจ้า ปฏิบตั ิมหาสติปัฏฐาน 4 ตอ้ งทบทวนตลอดเวลา ในอารมณ์ต่าง ๆ เหมาะสมเวลาใด ฝึกปฏิบตั ิรู้ ทาใหค้ ลอ่ ง ข้นึ ใจ จบั ใจ ศีลบริสุทธ์ิ สมาธิต้งั มน่ั ใชป้ ัญญาใหร้ ู้วา่ ทุกขเ์ กิด 8) เจริญมหำสติปัฏฐำน 4 ตลอดชีวติ อาการฌานเกิดข้ึน เจริญมหาสติปัฏฐาน 4 เขา้ ถึงฌาน 4ฟังมหาสติปัฏฐาน สูตรจบั ลมหายใจที่จมูก จิตทรงฌานอยเู่ สมอ เจริญมหาสติปัฏฐาน 4 เขา้ ถึงความดี จิตไม่ยุ่งเรื่องคนอื่น อย่า ไปยุ่งกบั เร่ืองชาวบา้ นรีบปฏิบตั ิธรรมให้ทนั ชาวบา้ น ทาสติปัฏฐาน 4 ให้คล่อง บารมีแก่กลา้ ไม่ยุ่งเรื่อง ชาวบา้ น ศีล ระงบั นิวรณ์ แผเ่ มตตา สงสัยคำส่ังสอนให้ลองพิสูจน์ด้วยกำรปฏิบัติ นกั ปฏิบตั ิไม่ตอ้ งพูดกนั ยาก ไม่สร้างความจุกจิกในธรรม ใชป้ ัญญาเห็นอริยสัจ ทรงสติปัฏฐาน 4 มองเห็นโลกตามเป็ นจริง จิตไม่ ผกู พนั ธ์ ฟัง จา คดิ ปฏิบตั ิ นกั ปฏิบตั ิกรมฐานมีปัญญาไม่ใช่มีสัญญา รู้กฎของกรรม มีวาสนาบารมีมาก อาศยั กรรมกุศล ฝึ กตามหนงั สือ คู่มือกรรมฐาน มีอะไรตามอาจารย์ อารมณ์มหาสติปัฏฐานครบ จรณะ 15 บารมี 10 ละนิวรณ์ พรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 จรณะ 15 บารมี 10 ละนิวรณ์ 5 กาลงั ใจเขม้ แขง็ บารมีคือ ตวั ขยนั ด้ำนผลกำรของพระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษี ลิงดำ) พบว่า 1)ศึกษำมหำสติปัฏฐำน 4 เป็ น อำกำรสุขวิปัสสโก สุขวิปัสสโก สุขวิปัสสโก เห็นกายทิพย์ เห็นอาการกายซ้อนกาย สุขวิปัสสโก 2)ระงับ กำยสังขำรจาก อานาปานสติกรรมฐาน กาหนด วางเฉยขนั ธ์5 ตดั อารมณ์หมดพิจารณาขนั ธ์ 5 ไม่มีขนั ธ์ 5 อารมณ์จิตสุข ตดั อารมณ์ ตดั สักกายะทิฏฐิ ไม่ยดึ มนั่ ละสักกายทิฏิฐิ ละสักกายะทิฏฐิ ไม่ยดึ ติดเวทนา ไม่ ยดึ ถืออะไรในโลก ช่างมนั รู้กองลมนาจิตควบคมุ อารมณ์ อารมณ์ใจพจิ ารณาความถูกตอ้ ง เช่ือกฎแห่งกรรม อารมณ์สงบ มีพระนิพพาน รู้วา่ ทกุ ขจ์ ากตณั หา ดบั อารมณ์ฟุ้งซ่าน อารมณ์จิตดี บุญเป็นจิตเป็นสมาธิ กาจดั อุปกิเลส ความเศร้าหมองจิต จิตเล่ือมใสคาสอน หูฟังธรรมจิตใจสะอาด ปัญญาพิจารณาความดี มีนิพพาน เป็นอารมณ์ 3)นวิ รณ์เป็ นกนั ตัวปัญญำ ละนิวรณ์ ทาลายนิวรณ์ ตดั สงั โยชน์ 10 ใหพ้ จิ ารณาเป็นวปิ ัสสนาทุก อยา่ งไม่คงที่ ละสังโยชน์ 3 มุ่งความดีบรรทดั ฐาน ศีล 5 มนั่ คง เห็นนิพานเป็นสาคญั ไมส่ นใจเรื่องชาวบา้ น เขาจะดีจะชว่ั เรื่องของเขา ไมเ่ ป็นคนชว่ั อารมณ์ชว่ั ขนั ติยบั ย้งั ได้ อารมณ์พระนิพพานเยือกเยน็ เยอื กเยน็ ใจ อารมณ์ถึงพระนิพพาน ทิพยจกั ขญุ าณ เห็นดว้ ยตา รู้ดว้ ยอานาจปัญญา พน้ โลกธรรม 8 ไดร้ ู้จกั วิชชา 3 ตวั โง่ คอื อวิชชา ไดว้ ิชชา 3 หวงั ผลโสดาบนั สกิทาคามี อนาคามี อรหนั ต์ เป็นจุดหมายอรหตั ผล
633 5.5.2 สรุปและอภิปรำยผล : พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษี ลงิ ดำ) ภาพท่ี 5.5.2 แผนที่ความคิดการสกดั หลกั คาสอนเรื่องมหาสติปัฏฐาน 4 จาแนกตามฐาน กาย เวทนา จิต ธรรม โดยพระราชพรหมยาน (หลวงพอ่ ฤาษี ลิงดา) ฐำนกำยำนุปัสสนำสติปัฏฐำน พบวา่ 1) มหำสติปัฏฐำน 4 พื้นฐำนหนักอยู่อำนำปำนสติกรรมฐำน ประกอบด้วย 1.1)อำนำปำนสติ กรรมฐำนสำคัญมำก เจริญมหาสติปัฏฐาน อานาปานสติกรรมฐาน ให้คล่อง ศึกษาอานาปานสติอยา่ งเดียว เป็นอรหนั ตไ์ ด้ พจิ ารณากรรมฐาน หมวดเดียวถึงอรหนั ต์ อานาปานสติพจิ ารณา อิริยาบถ สมั ปชญั ญะ ปฏิกลู ธาตุ 4 นวสี อานาปานสติกรรมฐานเป็ นภาคพ้ืนธรรมนุปัสสนาสติ 1.2)ระงับกำยสังขำร จากอานาปานสติ กรรมฐาน กาหนดวางเฉยขนั ธ์5 ตดั อารมณ์หมดพิจารณาขนั ธ์ 5 ไมม่ ีขนั ธ์ 5 อารมณ์จิตสุข ตดั อารมณ์ ตดั สัก กายะทิฏฐิ ไม่ยึดมนั่ ไม่ยึดติดเวทนา ไม่ยึดถืออะไรในโลก ช่างมนั ละสักกายทิฏิฐิ ละสักกายทิฏฐิ ระงบั นิวรณ์ 5 จากจิต รู้นิวรณ์ 5 สังโยชน์ 10 ตดั สังโยชน์10 เพียรละสังโยชน์ 3 ตดั ไดด้ ้วยอานาจปัญญา วาง อารมณ์ พรหมวิหาร 4 1.3)กำหนดกองลมสติละเอียด เข้ำถึงฌำน 4 ทรงไวต้ ลอด รู้กองลมนาจิตควบคุม อารมณ์ อารมณ์ใจพิจารณาความถูกตอ้ ง เช่ือกฎแห่งกรรม อารมณ์สงบ มีพระนิพพาน รู้ว่าทุกข์จากตณั หา ดบั อารมณ์ฟุ้งซ่านอารมณ์จิตดี บุญเป็นจิตเป็นสมาธิ กาจดั อุปกิเลส ความเศร้าหมองจิต จิตเล่ือมใสคาสอน หูฟังธรรมจิตใจสะอาด หายใจเขา้ ออกจงรู้ มีอารมณ์พระนิพพาน อาการละเอียดจิตทรงมาก เป็นฌาน ทิพย จกั ขญุ าน ปุพเพนิวาสานุสติญาน อาสวกั ขยญาณ ฝึกทิพยจกั ขญุ าณ เห็นนรกสวรรคไ์ ด้ รู้ภาวะนิพพาน 2)อำนำปำนสติบรรพสอนท้ังสมถะและวิปัสสนำ ประกอบดว้ ย 2.1)สมาธิ คือ ตวั รู้ ฌาน คือ จิต ทรงสมาธิ กาหนด คิดหนอ ฌานดิ่งอารมณ์สงดั จิตคิดปล่อยคิด แลว้ กลบั มา นัง่ ฟัง ให้กาหนดลมหายใจ และภาวนาไปดว้ ยกนั ต้งั สติไวบ้ ริเวณรอบปาก กายสังขารระงบั รักษาลมหายใจเขา้ ออก ใหภ้ าพกสิณเกิด ฝึ กจิตเป็ นฌานนิมิตกสิณ เจริญกสิณ 10 เขา้ ฌาน เราไดฌ้ านรู้ได้อย่างไรพิจารณาเห็นความธรรมดาน้อม
634 อริยสัจ 4 2.2)อำนำปำนสติกรรมฐำนเข้ำถึงจดุ ฌำน 4 ไดก้ าลงั ฌานเขา้ ถึงกรรมฐานทุกกอง หายใจเขา้ ออก มีสติ รู้ตรงจมูก เวลา ลมกระทบจมูก วิปัสสนาพิจารณาเห็นกาย อารมณ์ยึดสติ ให้รู้ว่าลมหายใจเขา้ ออก ภาวนาควบคุมอารมณ์ อานาปานสติกรรมฐาน ทรงฌาน 4 ได้ อานาปานสติกรรมฐานเป็นภาคพ้ืนมหาสติปัฏ ฐาน 4 ทาให้ ฌาน 4 ปฏิบตั ิจริง เขา้ ถึงปฐมฌาน จิตแยกกาย ทรงอารมณ์อานาปานสติกรรมฐาน ทรงฌาน 4 ทรงฌาน กาหนดรู้ลมหายใจเขา้ ออก เอาแค่จมูก ทรงฌานเขา้ ไว้ อานาปานสติกรรมฐานไดฌ้ าน 4 ป้องกนั ความฟุ้งซ่าน เป็นกรรมฐานภาคพ้ืนใหญ่ ตอ้ งทาใหไ้ ดฌ้ าน ใชส้ ติสัมปชญั ญะอานาปานสติกรรมฐาน มีสติ สมบูรณ์ก่อนจึงมีสัมปชญั ญะสมบูรณ์ กายานุปัสสนา ประกอบ อานาปานสติ อิริยาบถ สัมปชญั ญะ ปฏิกูล ธาตุ 4 นวสี ปฏิบตั ิรวมตวั อานาปานสติเป็นตวั ยนื 2.3)อานาปานสติกรรมฐานภาคพ้ืนใหญ่ ศึกษาอานาปาน สติระงบั ความฟุ้งซ่านจิต ใช้อานาปานสติยืนทรงตวั อยู่ในอิริยาบถเคลื่อนไหว ฟุ้งซ่าน ใช้อานาปานสติ กาหนดรู้ลมหายใจ รักษาจิตทรงฌานใชอ้ านาปานสติเขา้ ช่วย ใชอ้ ารมณ์คิดจิตฟุ้งกลบั มา จบั อาปนาปานสติ อานาปานสติกรรมฐานยกสมถะเป็นวปิ ัสสนา เอาสมถะทกุ กองใชเ้ ป็นวิปัสสนาญาณ ฌาน 4 เจริญอานาปาน สติ ถอยหลงั ฌาน 4 เจริญวปิ ัสสนา 3)การพิจารณากาย ประกอบดว้ ย 3.1พิจำรณำซำกศพคนตำย 9 ลักษณะ ใจสัมผสั กายสัมผสั ปฏิกลู ธาตุ นวสี เอาสติคุมไวพ้ ิจารณาอาการ 32 ปฏิกูล พรหมวิหารทรงตวั อารมณ์จิตสบาย พิจารณาร่างกายทุก วนั พิจารณาเบ้ืองบนลงมาถึงเทา้ หุม้ รอบดว้ ยของไม่สะอาด อาการ 32 ละสักกายะทิฏฐิ พิจารณากายคตาสติ กรรมฐานตดั ราคะ เกิดเบ่ือหน่าย พิจารณาร่างกายไม่เที่ยงเป็ นวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาซากศพ ป่ าชา้ 9 ร่างกายมีสภาพแบบเดียวกนั 3.2)ปฏิกูลบรรพ เป็ นสมถะและวิปัสสนำ ปฏิกูลเป็ นกายคตานุสติกรรมฐาน สาคญั ปฏิกลู อาการ 32 ร่างกายส่ิงไมส่ ะอาด อสุภกรรมฐาน ตดั ราคะจริต ตวั เมาในร่างกาย อาการ 32 ปฏิกลู กายคตานุสติกรรมฐาน เม่ือตายเหมือนกนั หมด ละสังโยชน์10 ตดั สักกายะทิฏฐิ 3.3)สติปัญญาพิจำรณำธำตุ 4 ดินน้ำลมไฟ รูปไม่คงสภาพ สลายตวั ไป กามฉันทะ หกั ลา้ ง อสุภกรรมฐาน ปฏิกูลสัญญา หกั ลา้ งนิวรณ์ 5 พิจารณาปฏิกูลสัญญาธาตุ 4 ซากศพ นวสี9 ง่วงเหงาหาวนอน หักลา้ งดว้ ย พกั ผ่อน กายอาศยั ชว่ั คราว ปัจจยั ทุกข์ มีอยู่สักแต่ว่าเห็น เอาจิตให้รู้กายเป็ นท่ีอาศยั ชั่วคราวเป็ นของธรรมดา ทาอุเบกขา ร่างกายภายใน ภายนอกไมย่ ดึ ถือใดๆ เอาสติกาลงั ต้งั ไวป้ ัญญาพิจารณา กายเห็นกายในกาย 3.4)ส่ิงในร่างกาย พจิ ำรณำธำตุ 4 พจิ ารณาร่างกายเป็นธาตุ 4 ดิน น้า ลม ไฟ พิจารณาเห็นกายในกาย มีสภาพธาตุ 4 ขาดความสามคั คี สลายตวั กามคุณ เวทนาเกิด ตดั ดว้ ยปฏิกูลสัญญา ธาตุ 4 นวสี9 อย่ายึดถือร่างกาย ไม่ติดร่างกายเป็ นวิปัสสนาญาณ ร่างกายมีธาตุ 4 มาประชุมเป็ นเพียงที่อาศยั ธาตุ 4 ประชุมกนั ดินน้าลมไฟ พิจารณาตามความเป็ นจริง กฎ ธรรมดา ร่างกายไม่เท่ียง ใชป้ ัญญาพิจารณาร่างกายตามจริง ปัญญาพิจารณาทุกข์ รู้ทุกข์มาจากตณั หา กาย สมั ผสั เห็นปฏิกูล ธาตุ 4 นวสี 9 ไมม่ ีอะไรเป็นของเรา ละสกั กายะทิฏฐิ ตดั สกั กายะทิฏฐิ 3.5)พจิ ำรณำขนั ธ์ 5 ไม่ใช่เรา เราไม่มีในขนั ธ์ 5 ละการยึดมน่ั ถือมน่ั ขนั ธ์ 5 พิจารณาเห็นกายดูกายเรา ดูกายเขา เตม็ ไปดว้ ยความ อนิจจงั ยอมรับกฎธรรมดาในโลก ใชก้ ายคตาสติเป็ นกรรมฐาน 40 รู้ลกั ษณะนิวรณ์ กามฉันทะ พยาบาท อารมณ์คิด ง่วงหาวนอน สงสัย อาการของรูป
635 4)สัมปชญั ญะ คือ ความรู้ตวั ต้งั ตนอานาปานสติ อิริยาบถเป็นสติทาความรู้สึกตวั ประกอบดว้ ย 4.1) พิจำรณำ ยืน เดิน น่ัง นอน จิตทรงควำมรู้สึกเป็ นสมำธิ ใชป้ ัญญา ซอ้ มกาหนดรู้ลมหายใจเขา้ ออก กระทบ จมูก ทุกๆอิริยาบถ รู้ในอิริยาบถ มีสติ สัมปชัญญะ เป็ นอารมณ์เดียว มีสัมปชัญญะ เป็ นผูร้ ู้ตวั ท่วั พร้อม ตลอดเวลา ทาอิริยาบถทรงสติสัมปชัญญะ เอาอานาปานสติเป็ นตัวคุม เดินใช้สติ สัมปชัญญะ หรือใช้ กรรมฐานควบคู่ เดินใชค้ าภาวนา “พุทโธ\" อารมณ์กุศล พิจารณาอริยสัจตามกาย กาหนดลมหายใจ ร่วมกบั อิริยาบถ ปัญญารู้อาการกาย พจิ ารณาเห็นธรรม การเกิด เส่ือมไป ในกาย สมาธิใชเ้ สียงพิจารณา รู้สึกเห็นจริง ฝึ กสติรู้ลมหายใจเขา้ ออก หูฟังเสียง ทุกอิริยาบถ เดินไปฟังเสียงธรรม พิจารณาตามเสียง เดินสมาธิ เดิน รู้สึกตวั กา้ วเทา้ วิธีเดินจงกรมเดินปกติ เดินให้รู้ว่า เราเดิน อิริยาบถ 4 อาการจริงทาตลอดเวลา อิทธิบาท 4 ประกอบ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมงั สา เลือกกรรมฐานคู่ไปกบั การเดิน และคาภาวนา 4.2)กำหนดรู้พจิ ำรณำ กำย น่ัง นอน ยืน เดิน ต้ังใจทรงจิต ความระลึกได้ สติ คือ ตัวนึก กาหนดลมหายใจเข้าออก การใช้สติ อิริยาบถ ทาอะไรอยู่ สัมปชญั ญะความรู้ตวั มีสัมปชญั ญะ รู้ตวั ใชป้ ัญญาพิจารณาร่างกาย สงั ขารุเปกขาญาณ ไมต่ ิดร่างกาย ฐำนเวทนำนุปัสสนำสติปัฏฐำน พบว่า 1) เวทนำ คือ อำรมณ์สุขทุกข์ กำหนดรู้จิตว่ำงจำกสุข ทุกข์ ทุกขเวทนาไม่มีอามิส รูปเกิดดบั เวทนาเสวยอารมณ์ อาศยั รูป เขา้ ใจทุกข์ ทนเห็นเป็นธรรมดา เวทนา อาศยั รูปเป็ นสาคญั สัญญาเกิดได้อาศยั รูป วางอารมณ์ให้ถูกตอ้ ง ทวนหน้าทวนจนคล่องปฏิบตั ิ อย่ายึดมนั่ เป็ น อารมณ์เรา อนิจจงั ไมเ่ ท่ียง เป็นทกุ ข์ สลายตวั รูปอาศยั ตณั หาเกิด เวทนาเสวยอารมณ์ สัญญาอาศยั รูป สังขาร ความคิดอารมณ์ 2)พจิ ำรณำ“เวทนำ” คือ อำรมณ์ที่เข้ำไปสัมผัส เวทนา”แปลวา่ เสวยอำรมณ์ เสวยอารมณ์ เวทนาอยู่ จิตต้งั มนั่ พอใจเรียกว่า อาการสุขเป็ นโลกีย์ เห็นธรรมดา สติเข้าไปต้งั เวทนาอยู่ อารมณ์คิด ทบทวนต้งั อารมณ์อะไร ให้คิดรู้เพื่อมีสัมปชญั ญะ ความจริงขนั ธ์ 5 อารมณ์ว่างจากสุข ทุกข์ เรียก อทุกขม สุขเวทนา พิจารณาอารมณ์ คือ รู้ความสุข รู้ความทกุ ข์ หรือความไมส่ ุข ความไม่ทกุ ขข์ องจิต ฐำนจิตตำนุปัสสนำสติปัฏฐำน พบว่า 1)ศูนย์กลำงสติปัฏฐำนสำคัญอยู่ที่จิต ศูนยก์ ลางปฏิบตั ิอยู่ที่ ใจ ดูกระแสจิตกุศลอกุศล ธรรมท้งั หลายมีใจเป็ นหัวหน้า รู้อารมณ์ คุมอารมณ์ แก้อารมณ์ อารมณ์จิต พิจารณาเห็นอยู่ รู้อยู่ไม่ถืออารมณ์ เฝ้าสังเกตจิตในจิต 16 อย่ำง จิตมีราคะ ปราศจากราคะ มีโทสะ ปราศจาก โทสะ มีโมหะ ปราศจากโมหะ รวมกนั อยู่ จิตฟุ้งซ่าน แผ่ขยายออกไป ไม่แผ่ขยายออกไป ยงั ไม่ถึงภาวะ สูงสุด ถึงภาวะสูงสุด เป็นสมาธิ ไม่เป็นสมาธิ หลุดพน้ ไม่หลุดพน้ สติไปคุมจิตเสมอ เอาจิตตานุปัสสนา สติปัฏฐานเป็ นตัวยืน เอาจิตเขา้ ไปรับรู้นิวรณ์ 5 เป็ นสมถภาวนา อาการนิวรณ์ 5 เกิดข้ึนในจิตเรา จิตมี ความรู้สึก จิตรู้อาการ ส่ิงท้งั ปวงละได้ จิตคุมจิต เอาสติไปเตือนจิต อารมณ์ใจพิจารณาความถูกตอ้ ง อารมณ์ ใจพิจารณาถูกตอ้ ง สังขารคือ สภาพที่ปรุงแต่งจิต อารมณ์จิต อารมณ์ที่เขา้ มาแทรกจิต 2)รู้อำกำรจิต 16 อย่ำง ใชจ้ ิตเป็ นศูนยก์ ลางปฏิบตั ิ จิตฟุ้งซ่านน้อมไปอานาปานสติ ดูจิตทรงอำนำจสมำธิด้วยอำนำปำนสติ กรรมฐำนเขา้ อุปจาระสมาธิ จิตใจตอ้ งรักความจริง สร้างความรู้สึกประจาว่าไม่มีอะไรในโลกเป็ นของเรา ราคะ โทสะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซาน อารมณ์ อารมณ์เย่ยี ม จิตต้งั มนั่ จิตส่าย หลุดพน้ ไม่หลุดพน้ จิตพิจำรณำ ธรรมดำ ไม่ให้จิตยึดถืออำรมณ์สัญญำเดิม สังขารุเบกขาญาณ จิตเกาะอารมณ์เยอื กเยน็ เห็นรูปเอาจิตไปจบั
636 สภาวะจริงเป็ นกฎธรรมดา จิตเขา้ ฌานหลบั ตาจบั ลมหายใจเขา้ ออก พิจารณาปฏิกูลสัญญา กายคตานุสติ กรรมฐาน ความรู้สึกเกิดความเบ่ือหน่าย เห็นรูปเอาจิตไปจบั สภาวะจริงเป็นกฎธรรมดา จิตกบั กายอาศยั กนั พจิ ารณาจิตในจิต เราและจิตผอู้ ื่น ก่อนใชอ้ ารมณ์คดิ โปรดทาสมาธิจิตจนถึงฌาน ทุกขค์ อื ตวั อารมณ์ เอาสติ คุมกาลงั ใจ ไม่ใหร้ าคะเขา้ จิตใจ รีบดบั ฟุ้งซ่านเกิดแก่จิต อารมณ์จิตวา่ งจากนิวรณ์ จิตเป็นปฐมฌาน นิวรณ์ เกิดข้ึนกบั ใจ จงรู้วา่ เกิดข้นึ วางจากจิตใหม้ ีสมั ปชญั ญะ ฐำนธรรมำนุปัสสนำสติปัฏฐำน พบว่า 1)พิจำรณำอริยสัจ 4 ความหมาย อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทยั นิโรธ มรรค พิจารณาอริยสัจ “สัจ” ความจริง ใชป้ ัญญาวิปัสสนาญาณ ปัญญาเห็นอริยสัจ 4 พิจารณาเหตุ ทุกข์ อารมณ์นกั ปฏิบตั ิตอ้ งละเอียด อาศยั มรรค 8 หนทาง เครื่องมือตดั ตณั หา พิจารณาทุกขอริยสัจ คนเกิด มาแลว้ มีแตท่ กุ ข์ ทรงกาลงั ใจใชป้ ัญญาเห็นอริยสัจ 4ตอ้ งเห็นดว้ ยอานาจความจริงใจ ศีลบริสุทธ์ิ สมาธิต้งั มนั่ ใชป้ ัญญาให้รู้วา่ ทุกขเ์ กิดเพราะมรรค 8 เขา้ ถึงความดบั ทุกข์ นิโรธสัจ คือ ตวั ผล ทาการงานชอบ ดาริออก จากกาม เห็นสกปรก ดาริชอบในส่ิงท้งั หลาย วาจาชอบ ไมพ่ ูดปด คุยกนั ตลอดเป็นมหาสติปัฏฐาน 4 เหตเุ กิด ทกุ ข์ กามตณั หา ภวตณั หา วภิ าวตณั หา มรรค 8 เครื่องมือปฏิบตั ิ 2) โพชฌงค์ 7 ธรรมเครื่องตรัสรู้ โพชฌงค์ 7 เคร่ืองปัญญา 7 อยา่ งใหค้ ิดไปสู่ปัญญา พิจารณาสติจากอานาปานสติกรรมฐาน ไปโพชฌงค์ 7 เคร่ืองมือ การบรรลุธรรม สติ ธรรมวิจัย วิริยะ ปิ ติ ปัสสัทธิ สมำธิ อุเบกขำ ความจาไดท้ รงอารมณ์ใชป้ ัญญาโพชฌงค์ 7 เป็นสมถะวิปัสสนา เพียรปฏิบตั ิตามกฎท่ีพระพุทธเจา้ สั่งสอนในมหาสติปัฏฐานสูตร สติสัมโพชฌงค์ ใช้ ปัญญาทบทวน สติ สัมปชญั ญะ เวทนา สัมมาสติ ระลึกชอบ ระลึกมหาสติปัฏฐาน 4 ทรงกาลงั จิตตลอดเวลา อปุ จาระสมาธิ พจิ ารณามหาสติปัฏฐานสูตร สมั มาสติระลึกชอบ มีกาลงั จิตอยตู่ ลอด ใจอยใู่ นมหาสติปัฏฐาน 4 ใชป้ ัญญามองเห็นทุกข์ เอำสติเป็ นตัวนึกโพชฌงค์ 7 ปัสสิทธิ ความสงบ ทรงสติสัมปชญั ญะ ทรงสมาธิ รักษาอารมณ์ อานาปานสติกรรมฐาน ปัสสัทธิ ความสงบใจสงบอารมณ์ สัมมาวายามะ เพียรชอบ เพียรละ ความชวั่ ฝึ กปฏิบตั ิรู้ ทาให้คล่อง ข้ึนใจ จบั ใจ เล้ียงชีพชอบ ทุจริตไม่ทา ธรรมวิจยั แปลว่าสอดส่องธรรม วินิจฉัย ค้นคว้า ธัมมวิจัยยะ จิตพอใจธรรม วิจัยค้นคว้าสังโยชน์ ปฏิบัติธรรมต้องรู้จักวิจัยค้นควา้ สัมมาสมาธิ ทรงฌาน 4 ไวป้ กติ ใชก้ รรมฐานถอยเขา้ อุปจารสมาธิ สมาธิ ต้งั ใจทาลายสังโยชน์ สมาธิต้งั ใจ มน่ั รักษาอารมณ์เป็นหน่ึงนึกถึงกรรมฐานกองใดกองหน่ึง ความอิ่มใจ กฎแห่งการปฏิบตั ิ ปี ติสัมโพชฌงคม์ ี ภายในจิต วางเฉยในขนั ธ์ 5 อุเบกขาท่ีแทต้ อ้ งเป็ นสังขารุเปกขาญาณ อุเบกขา วางเฉย ไม่สงสัยคาสอน พระพุทธเจ้า ปฏิบตั ิมหาสติปัฏฐาน 4 ต้องทบทวนตลอดเวลา ในอารมณ์ต่าง ๆ เหมาะสมเวลาใด 3) พิจำรณำขันธ์ 5 วิปัสสนาลว้ น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อุปทานขนั ธ์ 5 เห็นธรรมในธรรม เห็น ธรรมในธรรมนิวรณ์ 5 มงุ่ นิพพานเป็นจุดหมาย พิจารณาขนั ธ์ 5 อาศยั มีความโงเ่ สมอกนั มีสภาพทุกขเ์ ช่นกนั อาศัยขนั ธ์ 5 ตวั เดียวละกิเลสทุกตัว บรรลุนิพพาน พยาบาท หักล้าง พรหมวิหาร รูป คือ กายคตานุสติ กรรมฐาน เขา้ ใจขนั ธ์ 5 รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ศีล 5 ร่วมกบั พรหมวิหาร 4 วญิ ญาณตวั รู้อารมณ์ ความรู้สึกสัมผสั วิญญาณ คือ ประสาท ไม่ใช่จิต สัญญา คือ ความจา เอาใจเขา้ ไปจา 4)กำหนดรู้พิจำรณำ นิวรณ์ 5 อาการท่ีกนั ความดีกนั ปัญญา จบั นิวรณ์เป็นสมั ปชญั ญะ ลกั ษณะสงั โยชน์ 10 สกั กายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพั ตะปรามาส กามฉันทะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธจะ อวิชชา สังโยชน์ 10 จบั ไดส้ ังโยชน์
637 กิเลสเคร่ืองร้อยรัด 5)พิจารณาอำยตนะ 6ภายในภายนอกกระทบกัน พิจารณาหาความจริง อายตนะ รูป เสียง กลิ่น รส สมั ผสั อารมณ์ อภปิ รำยผลกำรวิจยั : พระรำชพรหมยำน(หลวงพ่อฤำษีลงิ ดำ) จากการทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวขอ้ งแนวทางปฏิบตั ิ พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดา) งานวิจยั 4 เร่ือง ประกอบดว้ ย 1)พระอธิการพรชยั วิชฺชโย เร่ือง “กำรศึกษำวิเครำะห์ผลงำนด้ำนกำรเผยแพร่ พระพุทธศำสนำของพระรำขพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษีลิงดำ)” 2) เสถียร ทัง่ ทองมะดัน เร่ือง “สมถ กัมมัฏฐำนในฐำนะเป็ นบำทฐำนของมโนยิทธิ” 3) อดิสรณ์ ประทุมถ่ิน เร่ือง “วิเครำะห์กำรใช้ภำพพจน์เพื่อ ถ่ำยทอดพุทธธรรมคำสอนด้ำนกำรเจริญพระกรรมฐำนของพระรำชพรหมยำน” 4)วฒั นา หลวกั ประยูร เรื่อง “ประสิทธภิ ำพกำรบริหำรจัดกำรวัดท่ำซุง อำเภอเมือง จงั หวดั อุทยั ธำนี” ดา้ นโจทยว์ ิจยั ศึกษาการเผย แผ่ วิชามโนมยิทธิ ใชภ้ าพพจน์คาสอน การบริหารวดั ท่าซุง ด้านแนวทางปฏิบัติ พบว่า กำรสอนกรรมฐำน มโนยทิ ธิ คือ กำรมฤี ทธ์ิทำงใจ ลกั ษณะการรู้เห็น สัมผสั ตามความเป็นจริงดว้ ยการใชใ้ จ เป็นกาลงั ใจ ในการ เพ่งจิต เป็นสมถกรรมฐานเป็นบาทฐานมโนมยทิ ธิ หรือกสิณเป็นบาทฐานของมโนมยทิ ธิเป็นการฝึ กปฏิบตั ิ เพ่งกสิณ เป็นวธิ ีทากรรมฐาน องค์ฌำนในฐานะเป็นอำรมณ์มโนมยิทธิ ทาฌานใหเ้ กิดข้ึนเป็นการเขา้ ฌานใช้ กาลงั ฌานเตรียมจิตใหอ้ ยใู่ นสภาพที่ดีพร้อม ปัญญาที่พิจารณาให้เห็นความจริง เลือกกรรมฐานเหมาะกบั แต่ ละจริตแตกต่างกนั ไป คาสอนเก่ียวกบั นรกสวรรค์ การเผยแผค่ วามรู้จากประสบการณ์ ไดร้ ับความเล่ือมใส เป็ นเลิศในการใชภ้ าษาเผยแผ่ พุทธธรรมคาสอนมีการใชภ้ าพพจน์ที่โดดเด่น ภาพพจน์อุปมา สมมุติภาวะ การอา้ งอิง บุคลาธิษฐาน อุปลกั ษณ์ และการใชภ้ าพพจน์เป็ นเทคนิคการถ่ายทอดความรู้ความเขา้ ใจเจริญ กรรมฐาน แนวทางของพระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดา) เป็นฐานจิตตานุปัสสนานาทางมหาสติปัฏ ฐาน เพื่อการพิจารณาจิต สอนกรรมฐานวิชามโนยิทธิ การมีฤทธ์ิทางใจ ลักษณะรู้เห็น สัมผัส ความจริงด้วย การใช้ใจ เป็นกาลังใจ การเพ่งจิต สมถกรรมฐานบาทฐานมโนมยิทธิ หรือกสิณเป็นบาทฐานมโนมยิทธิเป็น การฝึ กปฏิบตั ิเพ่งกสิณ องค์ฌานเป็นอารมณ์มโนมยิทธิ ทาฌานให้เกิดขึน้ เป็นการเข้าฌานใช้กาลังฌานเตรียม จิตให้อยู่ในสภาพท่ีดีพร้ อมปัญญาที่พิจารณาให้เห็นความจริง เน้นจุดหมายปลายทางการฝึ กกรรมฐานคือ ฐานจิต เห็นได้ว่าเน้นรูปแบบมโนยิทธินาทาง กระบวนการฝึ กจิตใจ อาศัยการฝึ กฌานเป็นหลักเพื่อนาไปสู่ ปัญญา 5.5.3 ข้อเสนอแนะ : พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษี ลงิ ดำ) ส่วนมากผลงานวิจัยไม่ได้มีเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาเร่ื องมหาสติปัฏฐาน 4 โดยตรง ประเด็น ประกอบการวเิ คราะหแ์ นวทางปฏิบตั ิเร่ืองมหาสติปัฏฐาน 4 ความเด่นเฉพาะเป็นวชิ ามโนมยทิ ธิ อา้ งจากงาน วิทยานิพนธ์พระอธิการพรชัย วิชฺชโย การสอนกรรมฐานวิชชามโนมยิทธิ (ฤทธ์ิทางใจ) เป็ นวิชชา 3 ก่ึง อภิญญา คาวา่ มโนมยทิ ธิ แปลวา่ มีฤทธ์ิทางใจ เป็นวิชชาสาคญั ที่พระราชพรหมยาน นามาสอน จุดประสงค์ สาคญั เพื่อให้ผปู้ ฏิบตั ิพสิ ูจนพ์ ระธรรมคาสอนของพระพุทธเจา้ ในเร่ือง นรก สวรรค์ พรหม พระนิพพาน วา่
638 เป็นสิ่งท่ีมีจริง เป็นการสร้างกาลงั ใจและทาใหก้ ารปฏิบตั ิเพ่ือความพน้ ทุกข์ การปฏิบตั ิพระกรรมฐานไม่ว่า สายใดก็ตามดีทุกสาย ข้ึนอยู่กบั ว่าถูกจริตเราหรือไม่ ทุกสายมุ่งหวงั ความพน้ ทุกข์ จากเสียงธรรมบรรยาย โดยน้าเสียงพระราชพรหมยาน จานวน 16 คลิปขอ้ มูล และเอกสารประกอบการบรรยายเร่ืองมหาสติปัฏฐาน 4 เล่มท่ี 1)หนงั สือ รวมคาสอนธรรมปฏิบตั ิ ของ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (วรี ะ ถาวโรมหาเถร) คาสอน มหาสติปัฏฐาน 4 เลม่ ท่ี 2) หนงั สือ มหาสติปัฏฐาน 4 โดย พระมหาวรี ะ ถาวโร ซ่ึงท้งั คลิปขอ้ มลู และเน้ือหา เป็นการบรรยายวนั เวลาแตกต่างกนั ดงั น้นั จากการศึกษา อาศยั การวิเคราะห์พระสูตรมหาสติปัฏฐาน 4 เป็น กรอบการวิเคราะห์และสรุปผลการศึกษา และยงั ตอ้ งศึกษาอีกต่อไปเพื่อนาเสนอเป็นบทความวิจยั เร่ือง การ สกดั หลกั คาสอนเร่ืองมหาสติปัฏฐาน 4 ตามแนวทางปฏิบตั ิของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร มหาเถร) [6] หลวงพ่อเทียน จติ ฺตสุโภ 5.6.1 สรุปกำรสกดั หลกั คำสอนจำกธรรมบรรยำยเร่ืองมหำสติปัฏฐำน : หลวงพ่อเทียน จติ ฺตสุโภ จากผลการวิเคราะห์จากตารางที่ 4.6.1 ถึง 4.6.10 ซ่ึงเป็ นการสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยาย แนวทางปฏิบตั ิหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ จาแนกตามแนวคิด หลกั การ วิธีการ ผล ไดส้ รุปผลการศึกษาเป็ น แผนภาพความคิดจากการสกดั หลกั คาสอนเร่ืองมหาสติปัฐานจากการบรรยายโดยหลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ แสดงภาพท่ี 5.6.1 ผลการศึกษาพบวา่
639 ภาพท่ี 5.6.1 แผนที่ความคิดจากการสกดั หลกั คาสอนเรื่องมหาสติปัฐานธรรมบรรยายโดยหลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ ด้ำนแนวคดิ ของหลวงพ่อเทยี น จติ ฺตสุโภ พบวา่ สอนปฏิบตั ิใหห้ าหนทางนิพพาน อาศยั ศึกษาธรรม ซ่ึงเป็ นอาลิโก คาสอนเป็ นสากล เป็ นปัญญาญาณโดยธรรมชาติ เห็นอนิจจงั ทุกขงั อนัตตา เป็ นอริยสัจ 4 เป็ นพุทธะ แนวการฝึ กมีสติภายในกาย เวทนา จิต ธรรม หาตวั สติ คือ วิจยั สอดส่องธรรม อาศยั จิตที่เป็ น อเุ บกขาโดยวิธีการเรียนรู้จากตวั เอง ศึกษาเรียนจากตวั เองจากเร่างกาย กวา้ งศอก ยาววา หนาคบื ศึกษาตวั เอง เพอ่ื พฒั นาปัญญาตอ้ งปฏิบตั ิธรรมตอ้ งจริง ศาสนาคอื ตวั เรา อยากรู้ตอ้ งทาเอง รู้จริงเห็นจริง ตามจริง ทาแบบ ซื่อๆ ปฏิบตั ิเองจึงเห็นเขา้ ใจ ทาเป็นวปิ ัสสนา รู้แจง้ เห็นจริง อาศยั ฌาน เขา้ ใจรูปนามสาคญั ด้ำนหลกั กำรของหลวงพ่อเทยี น จติ ฺตสุโภ พบวา่ เรียนรู้ตวั เองเป็นการศึกษาของจริง เป็นอกาลิโก รู้ เองจากการศึกษาเอง สร้างพุทธะเกิดปัญญาดว้ ยเคารพตวั เอง ทาให้เกิดปัญญาบารมี ศึกษา รู้ เห็น เป็น มี ไม่ อาศยั ตารา จาตาราไม่ใช่ของจริง ของจริงตอ้ งปฏิบตั ิ เป็นคนจริงจึงไดข้ องจริง มีสติกาหนดความรู้ตวั เจริญ สติใชก้ ารเคล่ือนไหว สติสัมปชญั ญะ สติระลึกรู้ได้ รู้ตวั ระลึกได้ จาวิธีรู้แจง้ ใหร้ ู้สึกตวั ตลอดเวลา มีสติเขา้ ไปกาหนดรู้ ทาความรู้สึกตวั ต้งั ใจฝึ กฝน รู้แจง้ เห็นจริง ตอ้ งไมต่ ิดสงบ การเจริญสติตอ้ งปฏิบตั ิติดต่อกนั ทา สติเหมือนลกู โซ่ ปฏิบตั ิใหเ้ หมือนลกู โซ่ ญาณ เห็นฌาน อย่างปัญญา สภาวะเกิดดบั จาไปปฏิบตั ิ รู้เห็นเป็นมี ทวนอารมณ์ ทวนอารมณ์จาให้ได้ โดยสัญญามีญาณเขา้ ไปรู้ ญาณเป็นพาหนะ หลกั การรู้วิธีดูความคิด หนู กบั แมว แมวกบั หนู แมวคือตวั รู้ วิธีการเคลื่อนไหวรู้ความคิด ในมนั คิดรู้จกั แบบซื่อๆ เขา้ ใจเน้ือแท้ อาศยั การรู้จกั อตั ตบญั ญตั ิ รู้จดั สมมติ รู้จดั ปรมตั ถ์ อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา ปรมตั ถบ์ ญั ญตั ิ ด้ำนวิธีกำรของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ พบว่า มีสติกาหนดรู้อิริยาบถ รู้ตวั เคลื่อนไหวกาหนดรู้ อิริยาบถ สร้างจงั หวะเพ่ือฝึกความรู้สึกตวั ทาความรู้สึกตวั สติติดต่อกนั เหมือนลกู โซ่ มีสติกาหนดรู้อิริยาบถ สติกาหนดความรู้สึกตวั เดินจงกรมทาความรู้สึกตวั สติระลึกไดส้ ัมปชญั ญะรู้สึกตวั สร้างจงั หวะสติรู้สึกตวั เดินจงกรมให้รู้สึกตวั หลบั ตาหรือลืมตาก็ได้ เคลื่อนไหวเห็นรูปนาม มีสติกาหนดรู้ในอิริยาบถเป็ นสาคญั จิตนึกคิดตอ้ งรู้ เอาสติมาดูความคิดอย่าเขา้ ไปในความคิด คิดป๊ ุบเห็นบบ๊ั ไม่ปรุงแต่งความคิด คิดรู้อยู่กบั
640 เคลื่อนไหว คิดแลว้ รู้ทนั ที ทาความรู้สึกตวั คิดปล่อยไป มีสติดบั ทุกข์ สติดูความคิด คิดดูจิต ถา้ เห็นความคิด ตวั เองเห็นธรรม ฝึ กเหมือนแมวจบั หนู ฝึ กดูความคิด เห็น รู้ทนั ออกจากคิด ให้รู้จกั ตวั เรา ญาณปัญญา ความรู้เป็นพาหนะ ให้สติพิจารณาปัญญาใหเ้ กิดข้ึน รู้ปรยตั ิถ์ คือ รู้เห็น สัมผสั แนบแน่น รู้จกั สมมติใหม้ าก ข้ึน การปฏิบตั ิธรรมตอ้ งเป็นไปตามข้นั ตอน เห็นภายในใชใ้ จเห็น เห็นจิตในจิ ต้งั ใจจิตใจเขม้ แขง็ คดิ รู้ เห็น เขา้ ใจ ทาตวั เองเป็นพระในบา้ นเรือน ด้ำนผลของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ พบวา่ ความรู้สึกตวั ทาให้เกิดปัญญา รู้แจง้ เห็นจริงตามเป็นจริง เกิดปัญญาทาให้โทสะ โมหะ โลภะ หายไป ละชว่ั ทาดี เคารพตวั เอง แกป้ ัญญาตวั เองได้ รู้คุณค่าหนา้ ที่คน จิตใจสะอาด สว่าง สงบ บริสุทธ์ิ ผ่องใส ว่องไว ซาบซ้ึงธรรม จิตใจน่ิมนวล จิตสะอาด สว่าง สงบ เป็ น อริยบุคคล ศีลกาจดั กิเลสหยาบ สมาธิกาจดั กิเลสกลาง ปัญญากาจดั กิเลสละเอียด รู้มรรคผล รู้สึกตวั เองเป็น พระ ขนั ธ์ 5 ไมป่ รุงแตง่ ดบั ทกุ ข์ สรุปกำรสกดั หลกั คำสอนมหำสตปิ ัฏฐำน 4 ตำมแนวทำงปฏิบตั หิ ลวงพ่อเทียน จติ ฺตสุโภ ภาพท่ี 5.6.2 แผนทคี่ วามคิดการสกดั หลกั คาสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ตามมหาสติปัฏฐาน 4 5.6.2 สรุปผลและอภิปรำยผล : หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ผลการศึกษาเร่ืองการสกัดหลกั คาสอนเร่ืองมหาสติปัฏฐาน 4 ตามแนวทางปฏิบตั ิหลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ สรุปผลการศึกษา จาแนกตามมหาสติปัฏฐาน 4 ประกอบดว้ ย กายนุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตา นุปัสสนา ธรรมานุปัสสนา 1) ฐำนกำยำนุปัสสนำ สรุปไดว้ ่า 1) สติกาหนดรู้ในอิริยาบถโดยสร้างจงั หวะ เพื่อฝึ กความรู้สึกตวั ทาแบบเคล่ือนไหว ทาจงั หวะยกมือเคลื่อนไหวให้รู้จิตนึกคิดใหร้ ู้ เป็นการฝึ กความรู้สึกตวั อาศยั สติกาหนด ความรู้สึกตวั ความรู้สึกเคลื่อนไหวให้มีสติขณะเคลื่อนไหวอิริยาบถ การเดินจงกรมเพ่ือทาความรู้สึกตวั ฝึ ก
641 ให้สติติดต่อกนั เหมือนลูกโซ่สติกาหนดอิริยาบถเป็ นสาคญั 2) สติระลึกได้ สัมปชญั ญะรู้สึกตวั การสร้าง จงั หวะทาให้สติรู้สึกตวั จะหลบั ตาหรือลืมตาก็ได้ เคลื่อนไหวให้รู้เห็นรูปนาม 3)สติระลึกได้ สัมปชญั ญะ รู้ตวั เกิดปัญญา มีสติกาหนดความรู้สึกตวั เจริญสติโดยใชก้ ารเคล่ือนไหว สติสมั ปชญั ญะจาวิธีรู้แจง้ สติระลึก ไดร้ ู้ตวั ระลึกได้ ให้รู้สึกตวั ตลอดเวลา มีสติเขา้ ไปกาหนดรู้ทาความรู้สึกตวั ต้งั ใจฝึ กฝนรู้แจง้ เห็นจริงไม่ติด ความสงบ 4)เรียนรู้จากตวั เองจากกาย ศึกษาตนเอง กวา้ งศอก ยาววา หนาคบื ศาสนาคอื ตวั เรา เป็นการศึกษา ตวั เอง ฝึ กสติเพื่อปัญญา ปฏิบตั ิธรรมตอ้ งจริง อยากรู้ทาเอง รู้จริง เห็นจริง ตามจริง ทาแบบซ่ือๆ ปฏิบตั ิเอง เห็นเขา้ ใจ แนวคิดสัมปชญั ญะบรรพ กล่าวย่อว่า“ทาความรู้สึกตวั ในการกา้ วไป การถอยกลบั การแลดู การ เหลียวดู คูเ้ ขา้ เหยียดออก ครองสัมฆาฏิ บาตร จีวร ฉัน การดื่ม การเค้ียว การลิ้ม การถ่ายอุจจาระและ ปัสสาวะ ทาความรู้สึกตวั ในการเดิน การยนื การนงั่ การนอน การตื่น การพดู การนิ่ง ดว้ ยวธิ ีน้ี พิจารณาเห็น กายในกายภายในอยู่ พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่ หรือพิจารณาเห็นกายในกายท้งั ภายในท้งั ภายนอก อยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในกายอยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุดบั ในกายอยู่ มีสติปรากฏอยู่เฉพาะ หนา้ วา่ “กายมีอยู่” ก็เพียงอาศยั เจริญญาณ เจริญสติเท่าน้นั ไม่อาศยั ตณั หาและทิฏฐิ อยู่ และไม่ยึดมน่ั ถือมนั่ อะไรๆ ในโลก” หลกั คาสอนหลวงพ่อเทียนฯ เนน้ ความรู้สึกตวั คอื สติ กลา่ วไวใ้ นพระสูตรมหาสติปัฏฐาน เป็ นการต้งั สติ ฐานกายต้งั สติกาหนดรู้อิริยาบถเคล่ือนไหวมีสติ สัมปชญั ญะ รู้แจง้ เกิดปัญญาที่มาจากฐาน กาย สอดคล้องกับงานวิจัยของพระมหาสิงห์หน สิรินฺธโร(ฉิมพาลี) ทาความรู้สึกตัวด้วยการนั่งสร้างจังหวะ ยกมือ 15 จังหวะ โดยพลิกขวา ตะแคงขึน้ เรื่อยไปจนมือซ้อนทับกัน ให้มีสติกากับอย่ทู ุกขณะ มิให้ขาดสาย และกใ็ ห้รู้สึกตัวตลอดเวลาเม่ือมีอะไรเกิดขึน้ ไม่ว่าจะไหว ก็รู้สึก กะพริบตา กใ็ ห้รู้สึก หายใจ กร็ ู้สึก กลืน นา้ ลาย กร็ ู้สึก เรียกว่า ให้รู้สึกทุกอาการท่ีเกิดขึน้ โดยไม่ลืมกายลืมใจลอยไปที่ อื่นเผลอไปคิดเร่ืองอื่น มือว่า จะขยับอย่างไร และไม่เพ่งมือเพ่งกายทั้งกายด้วย รู้เพียงว่ามันเป็ นสภาวะท่ีจิตต่ืน หลุดออกจากโลกของ ความคิดมาอย่กู ับโลกของความจริงจึงพร้ อมที่จะเห็นสภาวะและเข้าใจความเป็ นจริงของรูปนาม กายใจได้ และต้องรู้สึกให้ถูกต้องว่าสิ่งที่กาลังเคล่ือนไหวอย่นู ีค้ ืออาการของรูป ต้องรู้สึกให้ถึงความเป็นรูป ไม่ใช่รู้สึก เพียงว่ามือกาลังเคลื่อนไหว ต้องรู้สึกจริงๆ ถึงอาการของรูปท่ีกาลังเคลื่อนไหว สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระสุวรรณ สุวณฺโณ (เรืองเดช) การเจริญสติตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ พบว่า เน้นการสอน ให้ผู้ปฏิบัติเจริญสติหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐานหมวดอิริยาบถบรรพ คือ การยืน เดิน นั่ง นอน และ หมวดสัมปชัญญะ คือ การกาหนดอิริยาบถน้อยอ่ืนๆอีก เช่น ดื่ม พูด เหลยี วหลงั ยกมือ 2) ฐำนเวทนำนุปัสสนำ สรุปไดว้ า่ มีสติในเวทนา ตวั สติ คือ วจิ ยั สอดส่องธรรม ใหจ้ ิตอุเบกขา อาศยั ฌานไปสู่วปิ ัสสนารู้แจง้ เห็นจริงรูปนาม ฐานเวทนาหลวงพอ่ เทียนฯ ทา่ นไม่ไดเ้ นน้ การปฏิบตั ิฐานเวทนา ซ่ึง เป็นความรู้สึกสืบเน่ืองจากฐานกาย แต่เป็นการเนน้ การฝึ กฐานกาย ตดั เวทนาท้งั หลายที่ปรุงแต่งความรู้สึก
642 และความคิด โดยการฝึ กมีสติในเวทนาเท่าน้นั ให้กาหนดความรู้สึกตวั จากกายและการเคลื่อนไหวอิริยาบถ ตา่ งๆ 3) ฐำนจิตตำนุปัสสนำ สรุปไดว้ า่ 1)จิตนึกคิดตอ้ งรู้ หมายถึง รู้ตวั ความคิด เหมือนแมวจบั หนู คิดรู้ ทนั ทีไม่เขา้ ไปในความคิด ไม่ปรุงแต่งความคิด ฝึ กให้เหมือนแมวจบั หนู ฝึ กดูความคิด เห็น รู้ทนั ออกจาก ความคิด แมวกบั หนู แมวคือตวั รู้ อารมณ์เดียวคิดรู้เห็น คิดรู้อยูก่ บั เคลื่อนไหว คิดแลว้ รู้ มีสติอยกู่ บั ทุกข์ ทา ความรู้สึกตวั เอาสติมาดูความคิดอยา่ เขา้ ไปในความคิด สติดูตวั ความคิดจิตดูจิต เห็นความคิดตวั เองเท่ากบั เห็นธรรม ใหร้ ู้จกั ตวั เอง 2)รู้วิธีดูความคิด วิธีเคลื่อนไหวรู้ความคิด ใจมนั คิด รู้จกั แบบซื่อๆ 2)จิตใจสะอาด สวา่ ง สงบ บริสุทธ์ิ ผอ่ งใส วอ่ งไว เกิดความซาบซ้ึงธรรม จิตใจน่ิมนวล จิตสะอาด สวา่ ง สงบ แนวคิดดา้ นจิตตานุปัสสนาเร่ืองการพิจารณาจิต กล่าวโดยยอ่ ว่า จิตมีราคะ จิตปราศจากราคะ ก็รู้ขดั จิตมีโทสะ จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชดั จิตมีโมหะ จิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชดั จิตหดหู่ ก็รู้ชดั จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชดั จิตเป็นมหัคคตะ ก็รู้ชดั จิตไม่เป็นมหคั คะตะ ก็รู้ชดั จิตมีจิตอ่ืนย่งิ กวา่ ก็รู้ชดั จิตไม่มีจิตอื่นย่ิงกว่าก็รู้ชดั จิต เป็นสมาธิ ก็รู้ชดั จิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ชดั จิตหลุดพน้ แลว้ ก็รู้ชดั จิตไม่หลุดพน้ ก็รู้ชดั ดว้ ยวิธีน้ี พิจารณาเห็น จิตในจิตภายในอยู่ ภายนอกอยู่ ท้งั ภายในท้งั ภายนอกอยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเปิ ดในจิตอยู่ พิจารณา เห็นธรรมเป็ นเหตุดบั ในจิตอยู่ หรือพิจารณาเห็นท้งั ธรรมเป็ นเหตุเกิดท้งั ธรรมเป็ นเหตุดบั ในจิตอยู่ มีสติ ปรากฏเฉพาะหนา้ ว่า “จิตมีอยู”่ ก็เพียงอาศยั เจริญญาณ เจริญสติ ไม่อาศยั ตณั หาและทิฏฐิอยู่ และไม่ยดึ มนั่ ถือมน่ั อะไรๆ ในโลก หลวงพ่อเทียนสอนหลกั การจิตเป็ นความคิด จิตนึกคิดตอ้ งรู้ หมายถึง รู้ตวั ความคิด ฝึ กดูความคิด เห็น รู้ทนั ออกจากความคิด เอาความรู้สึกตวั ตดั ความคดิ ปรุงแต่ง ไม่เขา้ ไปอยูใ่ นความคิดเป็น เหตใุ หเ้ กิดความทุกข์ สอดคล้องกับงานวิจัยของพระมหานิพนธ์ มหาธมฺมรกฺขิโต(แสมแก้ว) หลวงพ่อเทียน มองว่า ความคิดปรุงแต่งท่ีเกิดขึน้ โดยปราศจากสติคอยกากับเป็ นสาเหตุแห่งความทุกข์และนาเสนอวิธีการที่จะ ควบคุมความคิดโดยอาศัยการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวเป็นหลักปฏิบัติ และสอดคล้องกับงานวิจัยของพระ สุวรรณ สุวณฺโณ (เรืองเดช) ว่า วิธีการปฏิบัติต่อความคิด คือ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็ นการสอนให้ผู้ ปฏิบัติรู้เท่าทันความคิดที่เกิดขึน้ ในขณะน้ันแต่ไม่ต้องปรุงแต่งไปตามความคิดไม่ว่าจะเป็ นความคิดดี ความคิดไม่ดกี ต็ าม เพยี งแต่กาหนดรู้สึกตวั เท่านั้นกพ็ อเมื่อทาได้บ่อยๆแล้วปัญญาในการพิจารณาย่อมเกิด จะ ทาให้ผ้ปู ฏิบัติไม่ตกเป็นเหยื่อของความคิดและไม่เป็นทกุ ข์เพราะความคิดที่เกิดขึน้ นัน้ 4) ฐำนธรรมำนุปัสสนำ สรุปไดว้ ่า 1)การปฏิบตั ิธรรมตอ้ งเป็ นข้นั ตอน เห็นภายในตอ้ งใช้ใจเห็น เห็นจิตในจิต ต้งั ใจต้งั จิตให้เขม้ แข็ง คิด รู้ เห็น เขา้ ใจ ทาความเขา้ ใจเน้ือแท้ รู้จกั บญั ญตั ิ รู้จกั สมมติ รู้จกั ปรมตั ถ์บญั ญตั ิ อนิจจงั ทุกขงั อนัตตา 2) หนทางนิพพาน ญาณปัญญาความรู้เป็ นพาหนะ ใช้สติพิจารณา ปัญญาใหเ้ กิดข้ึน รู้ปรมตั ถ์ คือ รู้เห็น สมั ผสั แนบแน่น ทาความรู้สึกสมมติบญั ญตั ิใหม้ าก 3)ธรรมเป็นอากาลิ โก คาสอนสากล เป็ นปัญญาญาณ กฎธรรมชาติ อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา เป็ นอริยสัจ 4 เป็ นพุทธเจา้ 4)มีสติ
643 ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ตวั สติคือ วิจยั สอดส่องธรรมโดยจิตอุเบกขา 5)เรียนรู้ตวั เอง ศึกษาจากของจริง อากาลิโก ทาตวั ให้เป็ นพระในบา้ นเรือน ละช่วั ทาดี เคารพตวั เอง เกิดปัญญา ทาให้โทสะ โมหะ โลภะ หายไป ความเป็นพุทธะเกิดปัญญา ทาเกิดปัญญาบารมี เกิดปัญญาความรู้ตวั เกิดปัญญา ความรู้แจง้ เห็นจริง ตามความเป็ นจริง แกป้ ัญหาตวั เองได้ รู้คุณค่าหนา้ ที่ความเป็นคน ดบั ทุกข์ 6)ศึกษาอย่างรู้ เห็น เป็ น มี คน จริงตอ้ งไดข้ องจริง ไมอ่ าศยั ตารา จาตาราไม่ใช่ของจริง ของจริงตอ้ งปฏิบตั ิ 7)เป็นอริยบคุ คล รู้สึกตวั เองเป็น พระ และขนั ธ์ 5 ไม่ปรุงแต่ง รู้มรรคผล และศีลกาจดั กิเลสอย่างหยาบ สมาธิกาจดั กิเลสอย่างกลาง ปัญญา กาจดั กิเลสอยา่ งละเอียด รู้เท่าทนั ความคิด แนวคดิ ฐานธรรม เฝ้าสงั เกตธรรมในธรรมภายในหรือภายนอก สงั เกตธรรมท้งั ภายในและภายนอก เฝ้าสงั เกตปรากฎการณ์ในการเกิดข้นึ ของธรรม ในการดบั ไปของธรรม เฝ้าสงั เกตปรากฏการณ์ในการเกิดข้ึน และดบั ไปของธรรม มีสติปรากฎเฉพาะหนา้ ว่า “ธรรมมีอยู่” เพียงเพื่ออาศัยเจริญญาณ เจริญสติเท่าน้นั ไม่ อาศยั ตณั หาและทิฏฐิอยู่ และไม่ยึดมนั่ ถือมน่ั อะไร ๆ ในโลก หลวงพ่อเทียนสอนหลกั การฐานธรรม เห็น ภายในตอ้ งใช้จิตเห็นต้งั จิตให้เขม้ แข็ง คิด รู้ เห็น เขา้ ใจ ทาความเขา้ ใจเน้ือแท้ โดยใช้สติพิจารณาปัญญา รู้ แจง้ เห็นจริงตามความเป็นจริง ของจริงตอ้ งปฏิบตั ิไมอ่ าศยั ตารา ธรรมเป็นอากาลิโก สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระมหาวีระพันธ์ ชุติปญฺโญ (สุปัญบุตร) การปฏิบัติธรรมปรับประยกุ ต์ วิธีการตามความเข้าใจตนเอง การสอนของหลวงพ่อเทียนฯไม่ยึดติดอยู่กับตารา แต่เป็ นการอธิบายจาก สภาวะที่สัมผัสด้วยใจ อันเกิดจากการปฏิบัติตามวิธีการเจริญแบบเคล่ือนไหว การตีความและวิธีการสอน ธรรมะของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เป็นปรากฎการณ์ใหม่ อภปิ รำยผล : หลวงพ่อเทยี น จติ ฺตสุโภ จากการทบทวนวรรณกรรมท่ีเกี่ยวขอ้ ง หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ จานวน 7 เร่ือง ประกอบ พระมหา วีระพนั ธ์ ชุติปญฺโญ (สุปัญบุตร) [1] “ศึกษาวิเคราะห์การตีความและวิธีการสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺต สุโภ” [2]พระมหานิพนธ์ มหาธมฺมรกฺขิโต(แสมแกว้ )“ศึกษาเปรียบเทียบแนวทางการปฏิบตั ิกรรมฐานของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และพุทธทาสภิกข”ุ พระมหาสิงห์หน สิรินฺธโร (ฉิมพาลี) [3] “ศึกษาวิเคราะห์ความ สอดคลอ้ งระหว่างหลกั ปฏิบตั ิสัมปชญั ญะในมหาสติปัฏฐานสูตรกบั วิธีการฝึ กเจริญตามแนวของหลวงพ่อ เทียน จิตฺตสุโภ” พระสุวรรณ สุวณฺโณ (เรืองเดช) [4] “ศึกษาผลการเจริญตามแนวปฏิบตั ิของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ : กรณีศึกษาผูป้ ฏิบตั ิธรรมในสานักปฏิบตั ิธรรมมหาสติปัฏฐาน 4” พระมหาเจษฎา โชติวโส(จุล พนั ธ)์ [5] “ศึกษาเปรียบเทียบวธิ ีการเจริญสติของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และท่านติช นทั ฮนั ห์” สุชาติ หลา้ อภยั [6] “การประยุกต์ใช้มหาสติปัฏฐานเพ่ือพฒั นาคุณภาพชีวิตผูส้ ูงอายุ” เก้ือกูล มูลทา[7] “การศึกษา แนวทางการเจริญสติในชีวิตประจาวนั ตามหลกั คาสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ” ผลการศึกษาพบว่า โจทยว์ ิจยั เป็ นการศึกษาวิธีการสอน ความหมาย แนวทางปฏิบตั ิกรรมฐาน หลกั การปฏิบตั ิสัมปชญั ญะ ผล
644 การปฏิบตั ิตามแนวทาง และการใชพ้ ฒั นาคุณภาพผสู้ ูงอายปุ ระยกุ ตใ์ ช้ประจาวนั แนวทางปฏิบตั ิพบวา่ นา สติมากาหนดไวท้ ี่กาย เวทนา จิต ธรรม เพ่ือให้จิตต้งั มนั่ เป็ นสมาธิ มีปัญญาดับทุกข์ในระดับต่างไปถึง นิพพาน รูปแบบการฝึ กสติแบบเคล่ือนไหว ไม่หลับตา เน้นการใช้สติจบั ความเคล่ือนไหว ไม่เน้นคา บริกรรม ใชส้ ติอยูก่ บั ปัจจุบนั ขณะ กายอิริยาบถบรรพ สัมปชญั ญะบรรพ กาหนดรู้อิริยาบถนอ้ ยใหญ่ในกาย ทาความรู้สึกตวั จุดมุ่งหมายเพื่อเขย่าธาตุรู้ให้ต่ืนข้ึนมาทาหน้าท่ี เป็ นผูส้ ังเกต ฝึ กกาหนดรู้เคลื่อนไหวของ กายและจิต เนน้ ตวั สติรู้สึกตวั อยทู่ กุ ขณะที่วิธีการสร้างจงั หวะตา่ งๆ ยกมือข้ึนใหม้ ีสติกาหนดทุกขณะ โดยให้ รู้สึกอยู่ตลอดเวลาเม่ืออาการเกิดข้ึน เนน้ ตวั สัมปชญั ญะ ตวั สติ ตวั สัมปชญั ญะ เป็นอุปการธรรม มีสติตอ้ งมี สัมปชญั ญะ รู้สึกทุกอาการที่เกิดข้ึนไม่ลืมตวั ลืมกาย การปฏิบตั ิสัมปชัญญะข้ึนอยู่กับอุปนิสัยและความ เหมาะสมและจริตแต่ละบุคคล สอนผปู้ ฏิบตั ิรู้เท่าทนั ความคิดท่ีเกิดข้ึน ไม่ตอ้ งปรุงแต่งความคิด ฝึ กสติดว้ ย การฝึกจิต (จิตภาวนา) แบบเคล่ือนไหว ทาใหจ้ ิตรู้ กาย เวทนา จิต ธรรม รู้สมมติ รู้อารมณ์ รู้ความรู้สึกนึกคิด การดูจิตเท่าทนั ความคิด จิตธรรมชาติเดิมบริสุทธ์ิ ปรุงแต่งดว้ ยกิเลส งานของจิตหวงั ผลการหลุดพน้ จาก เครื่องผูกพนั ธการกิเลสตณั หา สาเหตุความทุกขเ์ กิดจากความคิดปรุงแต่ง การฝึ กสติให้รู้สึกอยกู่ บั ปัจจุบนั เป็ นเคร่ืองให้กุศลเจริญ ให้หลุดจากโลกของความคิดมาอยู่โลกของความจริง จึงเห็นพร้อมสถาวะ เขา้ ใจความเป็นจริงรูปนาม กายใจ การฝึ กตอ้ งรู้สึกสิ่งที่กาลงั เคลื่อนไหว อาการรูป ทาความรู้สึกตวั บ่อยๆ แลว้ ปัญญายอ่ มเกิด ไมเ่ ป็นทุกขไ์ ม่ปรุงแต่งไปตามความคดิ ดีไมด่ ี การฝึกปัญญาใชช้ ีวิตประจาวนั กาหนดอารมณ์ มากระทบ แยกแยะความดีความชว่ั สุขทกุ ขร์ ู้เทา่ ทนั การประยกุ ตว์ ธิ ีการตามความเขา้ ใจของตนเอง การสอน ไมย่ ดึ ติดอยกู่ บั ตาราเป็นการอธิบายจากสภาวะที่สมั ผสั ดว้ ยใจ โดยสรุปฐานธรรมานุปัสสนา การสังเกตส่ิงที่อย่ใู นจิตเป็ นความคิด ประกอบดว้ ย นิวรณ์ 5 ขนั ธ์ 5 อายตนะ 6 โพชฌงค์ 7 และอริยสัจ 4 ความจริงของทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดบั ทุกข์ และทางดาเนินไปสู่ ความดับทุกข์ สอดคลอ้ งแนวทาง หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ นาสติมากาหนดไวท้ ี่กาย เวทนา จิต ธรรม เพ่ือใหจ้ ิตต้งั มน่ั เป็นสมาธิ รูปแบบการฝึ กสติแบบเคล่ือนไหว ไม่หลบั ตา เนน้ ใชส้ ติจบั ความเคล่ือนไหว ไม่ เนน้ คาบริกรรม ใชส้ ติอยู่กบั ปัจจุบนั ขณะ ฝึ กเป็นอิริยาบถบรรพ สัมปชญั ญะบรรพ ฝึ กสติแบบเคลื่อนไหว เพ่ือตดั ตวั ความคิดปรุงแต่งท้งั หลายทาใหเ้ ขา้ ใจอริยสัจ 4 กาหนดรู้อิริยาบถนอ้ ยใหญ่ในกายทาความรู้สึกตวั ฝึกกาหนดรู้เคลื่อนไหวกายและจิต เนน้ ตวั สมั ปชญั ญะ ตวั สติ ตวั สัมปชญั ญะ รู้สึกทุกอาการท่ีเกิดข้ึน สอนผู้ ปฏิบตั ิรู้เทา่ ทนั ความคิดท่ีเกิดข้นึ เป็นธรรมานุปัสสนา การสังเกตความคิดหรือสิ่งท่ีอยใู่ นจิต ไมต่ อ้ งปรุงแต่ง ความคิด ฝึกสติดว้ ยการฝึกจิต (จิตภาวนา)แบบเคลื่อนไหว ทาใหจ้ ิตรู้ กาย เวทนา จิต ธรรม รู้สมมติ รู้อารมณ์ รู้ความรู้สึกนึกคิด การดูจิตเท่าทนั ความคิด เป็นจิตตานุปัสสนา สังเกตจิต จิตธรรมชาติเดิมบริสุทธ์ิ ปรุงแต่ง ดว้ ยกิเลส งานของจิตหวงั ผลการหลุดพน้ จากเคร่ืองผูกพนั ธการกิเลสตณั หา ทาใหแ้ นวทางแบบเคลื่อนไหว เป็นการประยกุ ตใ์ ชช้ ีวติ ประจาวนั ไดเ้ หมาะสมเพียง ฝึกสร้างความรู้สึกตวั และการตดั ความคิดปรุงแต่งไม่ให้ เกิดข้ึน แลว้ พฒั นาความคิดเป็นหลกั การฐานธรรม
645 5.6.3 ข้อเสนอแนะกำรวิจัย : หลวงพ่อเทยี น จติ ฺตสุโภ การไดฟ้ ังน้าเสียงธรรมบรรยายของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ สอนธรรมโดยตรงทาให้เกิดความ ซาบซ้ึง แรงบนั ดาลใจ และใหก้ าลงั ใจ สาหรับการปฏิบตั ิธรรมยิ่งกวา่ การไดอ้ ่านเป็นหนงั สือวรรณกรรมได้ เป็ นอย่างดี ความเป็ นคนธรรมดาๆ ไม่ไดเ้ รียนปริยตั ิอะไรมากแต่ขอ้ คน้ พบจากประสบการณ์ของการรู้ตวั เป็ นกาลงั ใจเดินบนเส้นทาง “เอกายโน อย ภิกฺขเว มคฺโค” หนทางน้ีเป็ นทางเอก สาหรับผลจากวิจยั ได้ ประเด็นงานวิจยั แนะนาต่อไป ไดแ้ ก่ การศึกษาเปรียบเทียบเทคนิควิธีการปฏิบตั ิธรรมตามแนวทางมหาสติ ปัฏฐานของครูบาอาจารย์ ความเหมือนความต่างกัน แนวทางปฏิบตั ิหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เป็ นสาย เคล่ือนไหวเหมาะสมเพ่ือฝึ กนาไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั และเป็ นชีวิตแบบฆราวาสอย่างยงิ่ ผูว้ ิจยั เคยปฏิบตั ิ แนวทางสายเคล่ือนไหว ณ วดั แพร่แสงเทียน เม่ือ 10 กว่าปี ท่ีผ่านมา จานวน 2 คร้ังๆละ 7 วนั ตอนน้นั ไม่มี ความเขา้ ใจอะไร แต่พอมาศึกษาเรื่องมหาสติปัฏฐานแลว้ นามาทบทวนการปฏิบตั ิและการศึกษาเอกสาร งานวิจยั จึงทาให้เขา้ ใจมากอย่างมีปัญญาข้ึน ไม่จมและติดอยู่กบั แต่ความสงบ การไม่ติดรูปแบบ ติดตารา หรือครูบาอาจารย์ ท่ีเรียกวา่ ไมย่ ดึ ติดอะไรๆ ในโลก ที่สาคญั การพสิ ูจนค์ วามจริงไดด้ ว้ ยการปฏิบตั ิเห็นธรรม ในธรรม โดยนาเสนอบทความวิจยั เร่ือง “การสกดั หลกั คาสอนเรื่องมหาสติปัฏฐาน 4 ตามแนวทางปฏิบตั ิ หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ” [7] พระครูภำวนำนุศำสก์ (แป้น ธมฺมธโร) 5.7.1 สรุปกำรสกดั หลกั คำสอนจำกธรรมบรรยำยเรื่องมหำสติปัฏฐำน 4 พระครูภำวนำนุศำสก์ (แป้น ธมฺมธโร) จากผลการวิเคราะห์จากตารางที่ 4.7.1 ถึง 4.7.8 ซ่ึงเป็ นการสกัดหลกั คาสอนจากธรรมบรรยาย แนวทางปฏิบตั ิพระครูภาวนานุศาสก์ (แป้น ธมฺมธโร)จาแนกตามแนวคิด หลกั การ วิธีการ ผล ได้สรุปผล การศึกษาเป็ นแผนภาพความคิดจากการสกดั หลกั คาสอนเรื่องมหาสติปัฐานจากการบรรยายโดยพระครู ภาวนานุศาสก์ (แป้น ธมฺมธโร) แสดงภาพที่ 5.7.1 ถึง 5.7.4 ผลการศึกษาพบวา่
646 แนวคดิ พระครูภำวนำนุ ศำสก์ (แปน้ ธมฺมธโร) ภาพที่ 5.7.1 แผนทคี่ วามคดิ จากการสกดั หลกั คาสอนเร่ืองมหาสติปัฐานธรรมบรรยาย โดยพระครูภาวนานุศาสก์ (แป้น ธมฺมธโร) ดา้ นแนวคิด ด้ำนแนวคดิ ของพระครูภำวนำนุศำสก์ (แป้น ธมฺมธโร) พบวา่ ควำมเหน็ ให้ตรง มหำสตปิ ัฏฐำนสูตร ประกอบดว้ ย อำจำรย์สำคญั กลั ยำณมิตรสำคัญ เกจิอาจารย์ วจิ ยั ธรรมพระพุทธเจา้ ตอ้ งทาใหต้ รงแสดงธรรม ท้งั อรรถะและพยญั ชนะ ความหมายให้ตรงกนั สอนหลกั รู้ควำมหมำยปลำยทำง ทางอริยมรรคเป็นทางเส้น เดียวกนั จบั ไดล้ งส่ีลอ้ สติปัฏฐาน 4 ไดโ้ สดาบนั แต่อนุสัยสังโยชน์ยงั ไม่หมด เข้ำใจปริยัติ เป็ นกำรสอนคำ แปลควำมหมำยขยำยควำม ปฏิบตั ิเขา้ ใจ ไดผ้ ลปฏิบตั ิความสุข ไม่ติดในตำรำ ไม่นอกตำรำ ไม่เหนือตำรำ ไม่ ทงิ้ ตำรำ อ้ำงตำรำที่มี อา้ งตาราท่ีมี อา้ งคมั ภีร์ท่ีกลา่ วไว้ วิปัสสนำกรรมฐำน ฟังไดแ้ ลว้ เอาไปฝึก เอาใหต้ รงกนั การฟังกับการฝึ ก ท้งั อรรถะและพยญั ชนะสมบูรณ์กัน แบบปฏิบตั ิ บริสุทธ์ิ บริบูรณ์ พร้อมท้ังอรรถะ (คาอธิบาย) พยญั ชนะ (หัวขอ้ ) ค้นควา้ วิธีมหาสติปัฏฐาน หรือตารามาคน้ ควา้ วิปัสสนากรรมฐาน ทา ความเห็นให้ตรงกับสภาวะท่ีกาย เวทนา ที่จิต ที่ธรรม ปฏิบตั ิตรง สติปัฏฐาน 4 กายในกาย เห็นอะไรขบ ความหมาย ฟังธรรมะพร้อมด้วยกำรฝึ กไป การฝึกตอ้ งอาศยั จากการฟัง ผฟู้ ังรู้ในสิ่งไม่รู้ใหเ้ กิดความรู้ข้ึน สิ่ง ท่ีไม่เขา้ ใจเกิดความเขา้ ใจข้ึน ทดสอบพิสูจน์ในห้องกรรมฐำน เห็นพระธรรม อากาลิโก ไม่เลือกกาลเวลา บรรลุแล้วเห็นเอง 2) กำรเจริญวิปัสสนำกรรมฐำน ทำควำมเห็นให้ตรงสภำวะ ท่ีตรงในกำย ในกำย ตรงท่ี เวทนำในเวทนำ ตรงท่ธี รรมในธรรม เรียกว่ำ ปฏบิ ัติตรง ฐานเวทนาในเวทนา เรียกวา่ อารมณ์ ความรู้สึกคือ ความเห็น ความรู้สึกที่ตวั เรา เราเห็นเวทนาในเวทนา ใหท้ าความสังเกต ฐานเวทนาในเวทนา ในขนั ธ์มีเวทนา เป็ นธรรมชาติ เสพอารมณ์ ที่มีความรู้สึกอยู่ “ธัมเมสุ ธัมมำนุปัสสี วิหะระติ” ย่อมพิจารณาเห็นธรรมใน ธรรม ยอ่ มพิจารณาเห็น “สำวขำโต” ใหพ้ ิจารณาเห็นธรรมในธรรม เรียกวา่ ผใู้ ดบรรลแุ ลว้ เห็นเอง ธรรมใน ธรรมนอก เป็ นของอาศยั ซ่ึงกนั และกนั ธรรมนอกทาลายธรรมใน ธรรมนอกเป็ นบุญญาภิสังขาร ปรุงแต่ง เร่ืองบุญ บุญบงั ทางพระนิพพาน ธรรมนอกไมต่ ิดในการสวด ไมใ่ หต้ ิดในการดูตารา ไมต่ ิดในตารา เพราะว่า เป็นบุญญาภิสังขาร ธรรมท่ีเป็นกุศล ก็ดี อกุศลก็ดี เป็นการละดีละชวั่ เป็นสิ่งสมมติ หลกั อนัตตำ ละท้งั ดีละ
647 ท้งั ชวั่ เป็นหลกั อนตั ตา ตอ้ งรู้วา่ หลกั อตั ตาเป็นสิ่งสมมติ “ผู้รู้” “ผ้เู ห็น” ละอยา่ งกนั สงั เกต เห็นไมใ่ ช่เห็นตา เน้ือ เห็นด้วยตาปัญญา เห็นธรรมในธรรมเห็นธรรมสมมติ ผูร้ ู้เห็นได้ อริยมรรคมีองค์ 8 เป็ นช้ันสมถะ กรรมฐาน แต่ตวั วปิ ัสสนากรรมฐานเป็นตวั เห็นทกุ ข์ พูดทุกคาเป็นธรรมนอก ไม่ใหต้ ิดในการศึกษา ยกขันธ์ 5 กำยในกำย เวทนำในเวทนำ จิตในจิต ธรรมในธรรม มีความจริงเป็นการยนื ยนั ท้งั ภายในภายนอกปฏิบตั ิ ใหเ้ ขา้ ใจ อยา่ ทิง้ ฐาน สติไปต้งั ตามฐาน สัมปชาโนจะเกิดข้ึน มีสัมปชญั ญะ เกิดข้ึนท่ีได้ ฐานกายวางอิริยาบถ บรรพ ตอ้ งลงสัมปชาโน ตอ้ งโยงความรู้สึก เห็นในจิต มโนสัมผสั เห็นธรรมในธรรม ตอ้ งหยงั่ รู้ท่ีกาย เวทนา จิต ธรรม เห็นภายในต่อเน่ือง เห็น เห็นขนั ธ์ 5 เห็นความเป็ นคนของตวั เอง ทาสัมปชญั ญะเดินไป อยา่ งไร มีขนั ธ์ 5 อยเู่ ราควบคุมกายกบั ใจ หลักกำร พระครูภำวนำนศุ ำสก์ (แป้น ธมมฺ ธโร) ภาพที่ 5.7.2 แผนที่ความคดิ จากการสกดั หลกั คาสอนเร่ืองมหาสติปัฐานธรรมบรรยาย โดยพระครูภาวนานุศาสก์ (แป้น ธมฺมธโร) ดา้ นหลกั การ ด้ำนหลกั กำรของพระครูภำวนำนุศำสก์ (แป้น ธมฺมธโร) พบวา่ 1)ทำงเส้นเดียวคือ สติปัฏฐำน 4 อย่ำง ประกอบดว้ ย 1.1)พจิ ำรณำเห็นกำยในกำยเนือง ๆ อยู่ อำตำปี สัมปชำโน สติมำ เป็ นจุดอำรมณ์วิปัสสนำกรรมฐำน ทางเดียวคือ ปัจจุบนั อารมณ์ กายในกาย เวทนาใน เวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมท่านตอ้ งเตือนตวั ท่านเอง “อาตาปี สัมปชาโน” ให้จบั ความรู้สึก เรียกว่า “สัมปชญั ญะ” จบั สัมปชญั ญะทุกฐานให้มี สติมา สัมปชาโน สัมปชาโนคือ สติ เป็นกรอบ ธรรม “สัมปชำ โน” จับความรู้สึกได้มาก ๆ มีสติ ณ ตรงที่ใด ระลึกถึงตัวได้ ไม่เลือกกาลเวลา สอนอยู่เป็ นประจา มี สัมปชญั ญะ ธรรมอานาปาบรรพ ใชไ้ ดจ้ ิตเป็นทุกขม์ าก สังเกตดูที่มโนสัมผสั เขา้ ถึงฐานจิตไปแลว้ ธรรมะ ลึกซ้ึงจะติดตวั มีสติ มีปัจจุบนั อารมณ์ จบั สัมปชญั ญะ 1.2) สัญญูปำทำนขันธ์ สิ่งท่ีเข้ำไปยึดไปถือสัญญำ ควำมจำว่ำ ให้เวทนำเสวยอำรมณ์อยู่ รูปเวทนาเป็ นไปแห่งกฏแห่งกรรม ตามธรรมชาติ ร่างกายภายนอก
648 สัญญาจาแลว้ สังขารปรุงแต่ง ออกตามทวาร กายกรรม ปรุงแต่งออกทางวิญญาณ 6 มารับรูป วางสมมติไว้ ป่ าชา้ 9 เวทนานอกวางขนั ธ์ไวจ้ ิตนอกวางไวเ้ ป็ นสมถกรรรมฐาน เวทนาเสวยกบั รูป เวทนาไม่ใช่เราแต่จะ เป็นเรา ที่มีอุปปทานเขา้ ไปยึด วิญญาณตามทวารเขา้ มาเสพ รูปเสียงกลิ่นรส ธรรมารมณ์แสดงว่า เป็นตวั เรา ฐานเวทนาพิจารณาเห็นเวทนาในขนั ธ์ 5 ทางสายเอกทางเดียว เป็นฐานวางสมถะไวห้ นา้ ถูกตอ้ งทุกหมวด เห็นกายในกาย ภายในเร่ิมเป็ นวิปัสสนา ในจิตต้องอำศัยสัมปชัญญะ “อำตำปี สัมปชำโน สติมำ” ลงใน สัมปชญั ญะ มโนสัมผสั จิตในจิต สิ่งที่เราเห็นปรากฏความรู้สึกสัมผสั เป็นธรรมในธรรม ทุกขใ์ ชอ้ ิริยาบถ 4 เห็นความทุกขใ์ นตวั กำรดูจิตดูที่มโนสัมผัส สอนมองเห็นความเป็ นจริงความทุกข์ ความเป็นผสู้ ัมปชญั ญะ มโนสัมผสั ฐานจิต วิปัสสนาพบของจริงไปสงบระงบั กองสังขาร รูป เวทนา สังขาร หยงั่ รู้ใหเ้ ขา้ ไปสงบใน กองสังขาร หลกั กำรอนัตตำ มาสงเคราะห์กาหนดหยงั่ รู้อุปทานขนั ธ์ ขนั ธ์อนั เป็นท่ีต้งั แห่งความยดึ มนั่ ญำณ ปัญญำจะเกิดตอ้ งมีฐานรองรับให้ลึกซ้ึงเห็นตวั สังขารเป็ นปัจจยั วิญญาณ นามรูปเป็ นปัจจยั เวทนาก่อตวั ตณั หา อุปทาน ภพชาติ ธรรมโดยสมมติบญั ญัติเป็นธรรมนอก พิจารณาตนเอง เป็นของไม่สวยงาม จริงโดย สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติสัจจะเป็ นธรรมนอก จะตดั อารมณ์ต้องให้เห็นธรรมในธรรม เห็นธรรมารมณ์ ธรรม จริงโดยสมมติสจั จะจบั สมมติข้ึน 2) รู้ควำมหมำยในสติปัฏฐำนสูตรปฏิบัติเกิดควำมเข้ำใจ ตอ้ งขบคิดบาลี ทา “อาตาปี ” เพียร สร้าง อริยมรรค ทดสอบพิสูจน์ในห้องกรรมฐาน อารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน อย่หู ้องกรรมฐานอยู่เฉพาะในห้อง กรรมฐาน เห็นจิตในจิตนอก ตอบพดู ตามปริยตั ิ ถา้ ตอบปฏิบตั ิจริง ๆ แลว้ ไมม่ ีเสียง กำรปฏบิ ัติเอำปริยัติ เป็ น หลกั วธิ กี ำรศึกษำคมั ภีร์เป็ นมำตรฐำน ยนื ยนั ในพระไตรปิ ฎก สอนผิดถูก ผลงานตามไปเอง จบั ความรู้สึกได้ ยดึ ยนั ธรรมพระพทุ ธเจา้ ติดตาราพาไม่พน้ ไม่ทิ้งตารา ไมน่ อกตารา มีเหตุมีผล อารมณ์เขา้ ใจจากการปฏิบตั ิ สภาวะธรรมท้งั หลายไม่ถือมนั่ เป็นหลกั อนตั ตาเป็นกฎธรรมชาติ 3) ศำสนำอยู่ที่ กำยยำวหนึ่งวำ หนำหนึ่งคืบ ผปู้ ฏิบตั ิตอ้ งปฏิบตั ิใหเ้ ขา้ ใจ เอาความเขา้ ใจสอนผูอ้ ่ืน จึงเขา้ ใจง่าย ผรู้ ู้เห็นก่อนแลว้ ธรรมฟังกนั ซ้าๆ ฝึกบ่อยๆรู้จกั วธิ ีการใชธ้ รรมะ ฝึกท่ีกายใจ เห็นธรรมในธรรม เห็นท่ีตวั เรา เจริญวิปัสสนาเป็นการฝื นกระแสโลก กิเลส สมาธิเป็นธรรมจิตใจสะอาด ธรรมะประจาตวั หิริ โอตปั ปะ เห็นจิตในจิตเน่ืองๆ แปลวา่ เหน็ ตวั ใน ไม่เคลื่อนกาย เป็นหนทางเพียงทางเดียวไปไดผ้ เู้ ดียว ที่แห่ง เดียว ห้องกรรมฐำน 3 ปี เศษ ค้นคว้ำ ทาอยา่ งน้ีตอ้ งเป็นอยา่ งน้นั ไดธ้ รรมะแทจ้ ริงไดเ้ ม่ือแจง้ ภายในเรียนกาย ในออก ดูภายนอกให้ตรงภายใน เอาตารามากลางดู ให้อ่านตาราท่ีตวั เรา ตอ้ งบรรลุแลว้ เห็นเอง รูปขนั ธ์ เวทนาขนั ธ์ เวทนาขันธ์ สังขารขนั ธ์ เป็ นธรรมนอก บุญญำภิสังขำร ปรุงแต่งให้เกิดบุญแต่บังทางพระ นิพพาน การระงบั ตดั ตณั หาได้ ตอ้ งเห็นธรรมในธรรม มีธรรมารมณ์ ข้นึ ในร่างกายเป็นสมมติ
649 ภาพที่ 5.7.3 แผนทค่ี วามคดิ จากการสกดั หลกั คาสอนเรื่องมหาสติปัฐานธรรมบรรยาย โดยพระครูภาวนานุศาสก์ (แป้น ธมฺมธโร) ดา้ นวธิ ีการ ด้ำนวธิ ีกำรของพระครูภำวนำนุศำสก์ (แป้น ธมฺมธโร) พบวา่ 1) กำยในกำย “กำเย กำยำนุปัสสี วิหะระติ” พจิ ำรณำให้เห็นกำยในกำยเนือง ๆ อยู่เพียรชอบเพื่อให้ เป็ นมำตรฐำนและเป็ นหลัก ประกอบดว้ ย 1.1)พิจำรณำเห็นกำยในกำยเนืองๆ อยู่เหมือนกัน ทุกอิริยำบถ ขนั ธ์ 5 อายตนะ เป็นธรรมนอก ขนั ธ์ 5 ควบคุมกำยกบั ใจ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่ทู ี่ไหน อยู่ท่ี กายเรายาวหน่ึงวาหนาหน่ึงคืบ มีศรัทธาตอ้ งมีปัญญา ตอ้ งเกิด สัมมาทิฐิ ความเห็นขนั ธ์ 5 รูปเวทนาสัญญา สังขาร รูป เวทนา สัญญา สัญญา สังขารวิญญาณ ไม่ใช่ตวั ตน ปรุงแต่งออกจากวิญญาณท้งั 6 ดบั ไปเป็ น อนตั ตา บญั ญตั ิศีลไวห้ ลายกระบวน ในอริยมรรค เป็ นศีลขนั ธ์ เห็นขันธ์ 5 ภายในคือตวั สภาวะคือ ขนั ธ์ 5 พิจารณาเป็นธาตุดิน น้า ลม ไฟ เป็นกายนอก อยู่ในกายนอกท้งั หมด ปฏิกูลบรรพ ท้งั หมด4 ธาตุดิน น้า ลม ไฟ ย่อมพิจารณาเห็นกาย ทาไปเห็นเอง ถึงเองทาให้ถึง อำรมณ์สมถกรรมฐำน ติดอยู่ ความสงบ สติเฉพาะ หนา้ ดารงกายใหต้ รง ทรงไว้สติเฉพำะ ต้องขบฐำนไหน เคล่ือนกาย เฉพาะหนา้ ในฐาน ระงับตัวสังขำรปรุง แต่งได้ ไปเช้ือหมด สงบ ระงบั สังขาร ดูตามมโนสัมผสั สังขารตวั ปัจจยั ใหเ้ กิดการปรุงแต่งภายใน สังขำร ปรุงแต่งเกิดเป็ นอวิชชา ราคะ โทสะ โมหะ เป็ นอำรมณ์ 6 สังขารไม่ปรุงแต่งหยง่ั รู้กายในกาย หยง่ั รู้ผสั สะ เวทนา 6 กายสังขารดบั สังขารท้งั หลายไม่เที่ยงหนอ ให้ระงับสังขำรเอำสติปัฏฐำน 4 รองรับไว้ ในฐาน เวทนาในเวทนา สังขารดบั รูปดบั รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้กำหนดในควำมรู้สึกต้องหยั่งลงไป ถึงจะรู้ เท่าน้ัน รูป เวทนา สังขาร วิญญาณ สังขารตวั ปรุงแต่งให้วิญญาณออกตามทวารท้งั 6 1.2) ป่ ำช้ำ 9 เห็นซำกศพท่ีทิง้ ไว้ในป่ ำช้ำพิจำรณำ นอ้ มเขา้ มาสู่ร่างกายอนั น้ี เราเหมือนกนั ป่ าชา้ 9 ปลงสังขารภายใน ไม่ใช่สังขารภายนอก สังขารท้งั หลายไม่เท่ียงหนอ มีเกิดข้ึนและเส่ือมไปเป็ นธรรมดาซากศพ ป่ าชา้ 9 เห็น ศพจิตมีสลดเงียบ คลายความกาหนัดแต่กิเลสไม่หมดแต่เจริญวิปัสสนาเขา้ ตัวภายในเป็ นตวั ทุกข์ กำร พจิ ำรณำเห็นกำยในกำย ในกายเน้ือ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กายนอกเป่ื อย พพุ อง อสุภกรรมฐาน เป็นอารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นกายในกาย เป็ นไปในภายใน ตวั เรา ศพนอกกาย กายเน้ือ กาย
650 ธาตุ กายนอก กายผอู้ ่ืน กำรเหน็ ศพคนตำย ทาใจสลดนอ้ มสู่สภาวะ เห็นชดั เจน เห็นจิตในจิต เห็นกายในกาย จบั สภาวะชดั เจนแจง้ ดว้ ยปัญญา ป่ าชา้ 9 เป็นอสุภกรรมฐาน ตายแลว้ ในวนั หน่ึง ผดิ ปกติไปแลว้ เป็นอารมณ์ สมถะ นอ้ มสู่วปิ ัสสนาได้ อสุภกรรมฐาน ทาใหส้ ลดคลายกาหนดั แต่ยงั ไม่หลดุ พน้ เห็นคนตายนอ้ มเขา้ มาสู่ กาย ถึงร่างกายอนั น้ี ป่ าช้า 9 สมถะเดินหน้าวิปัสสนาตามหลงั 1.3) ฐำนเวทนำ กำยรู้ชัดใช้ สัมปชำโน สัมปชัญญะบรรพ เข้ำควบท้งั หมด พิจารณาเห็นกายต้งั แตพ่ ้นื เทา้ ข้ึนไป แตป่ ลายเทา้ ลงมา มีหนงั หุม้ อยรู่ อบ เต็มไปดว้ ยของไม่สะอาด เป็นอารมณ์สมถะท้งั หมด ไม่ใช่อารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน ชดั ภายในความรู้สึก อยูข่ า้ งใน ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาต้งั อยู่ดบั ไป ดูความเกิดข้ึนดบั ไป เกิดวูบไปทีก็เสื่อมไปที่น้นั รู้ชัดต้อง นกึ ถงึ ฐำนอย่ำลืมฐำน สติปัฏฐานอยา่ ทิ้งฐาน ฐานกาย เวทนา จิต ธรรม เห็นธรรม ท้งั อนั เป็นเหตเุ กิดข้ึนและ เสื่อมไปในกาย สติอนั เขา้ ไปต้งั อยเู่ ฉพาะหนา้ พจิ ำรณำเหน็ ธรรมดำ คือ ความเกิดข้นึ ในกาย เราต้งั อยใู่ นกาย เกิดที่ไหนดบั ท่ีนน่ั กายสกั แต่วา่ กาย เป็นสมถกรรมฐาน อา่ นไม่ออก ปฏิบตั ิแจง้ จึงบอกความหมาย พิจารณา เห็นกายในการเป็ นไปในภายในภายนอกเป็นสมมติสัจจะ ดูผัสสะเป็ นอำรมณ์วิปัสสนำ ดูผสั สะหายใจเขา้ หายใจออก ต้งั ใจกาหนด มีความรู้สึก ท่ีตา มองเห็นสักแต่ว่า เห็นจักขุสัมผัสสชำเวทนำ เวทนาที่เกิดข้ึน เพราะจกั ขุสัมผสั ความรู้สึกที่เกิดข้ึน ดูเวทนาในเวทนากาหนดได้ ถา้ ไม่กาหนดอุปทานตวั กูของกู สติ คือ ควำมระลึกว่ำกำยมีอยู่ เป็นสติท่ีเธอดารงไว้ สติเพียงสักวา่ เป็นที่เครื่องรู้ เป็นที่อาศยั ระลึก ไม่ติดอยู่ดว้ ยไม่ ยดึ ถืออะไรในโลก สัมปชำโน ควำมรู้สึกจติ ในจติ จึงสบำยมำก มโนสมั ผสั เป็นฐานจิตใหร้ ู้ความหมาย สมั ป ชาโน ไดแ้ ก่ความรู้สึก นง่ั ยืน นอนก็รู้ชดั มนสิกา รู้ชดั ทางผสั สะ ตอ้ งวางอิริยาบถบรรพ วางควบกันไว้ 1.4) ฝึ กวิปัสสนำ ต้องเดิน 1 ชั่วโมง ยืน 1 ชั่วโมง นั่ง 1 ชั่วโมง วิปัสสนาทาอารมณ์ปัจจุบนั ชวั่ ขณะหน่ึง บริกรรมภาวนาจิตสงบมากข้นึ ไมใ่ ช่ยกจิตข้ึนสู่ไตรลกั ษณ์ได้ พอติดสญั ญา ภาวนา พุทโธ พองหนอ อปุ ทาน ยดึ อยู่ ยดึ มาก ท่องมาก กำรยืนต้องดูฐำนเวทนำในเวทนา มีความรู้สึกอยา่ งเดียวกนั ทกุ ทวารเหมือนกนั หมด อาการนงั่ วิปัสสนา เทา้ ขาวทบั ซา้ ยดูผสั สะเน้ือสัมผสั พ้ืน ความเป็นผทู้ าสัมปชญั ญะในการคูอ้ วยั วะ คือ แขน เขา้ มา ทาความรู้สึกเวลาเหยยี ดแขนออกจบั ควำมรู้สึกอย่ำงเดียว เหน็ กำยในกำยเนือง ๆ เห็นอยเู่ ร่ือย เห็นกาย ในกายเนืองๆ ยกมือเป็นตวั กาหนดแลว้ กายสักกาย เวทนาสักเวทนา จิตสักว่าจิต ธรรมสักวา่ ธรรม เป็นสม ถกรรมฐาน กำรยกมือตัดอำรมณ์จบั ความรู้สึกตดั อารมณ์ มโนวิญญำณตัดอำรมณ์วิญญาณดบั นามรูปดบั เห็นจิต มโนสมั ผสั ทางใจ สฬายตนะ กำรเดินจงกรมวิธีกำรฝึ กจติ ตอ้ งหยง่ั สมาธิไวก้ บั การยก ยา่ ง สืบเทา้ ไป เป็นกายวิญญาณ วิปัสสนำอริ ิยบถเดิน ไม่มีคำบริกรรมภำวนำ เป็นผทู้ าสัมปชญั ญะความรู้สึกในการเดิน ยนื หลบั ตาลืมตา นิ่งอยฐู่ านหน่ึงเป็นอารมณ์ท้งั หมด ดูความรู้สึกรวม เดินเจริญวปิ ัสสนำฐำนเวทนำในเวทนำอยู่ ในฐานกาย มีลกั ษณะเหมือนมีลมรองที่เทา้ มีความรู้สึกอยู่ใตฝ้ ่ าเทา้ เทา้ พน้ จากพ้ืนใชอ้ ิริยาบถเดิน ส้นเทา้ ปลายเทา้ กบั ความรู้สึกอยทู่ ี่เทา้ อยมู่ โนทวาร เดินจงกรมวำงจิตใจให้สบำย สำรวมอนิ ทรีย์ 6 ตาหูจมกู ลิ้นกาย ใจ กาหนดท่ีใตฝ้ ่าเทา้ ยก แลว้ เสือกเทา้ ไป ขณะยกไปยกไวใ้ ตฝ้ ่าเทา้ เสือกเทา้ ไป เทา้ กระทบไป กาหนดขณะ ปัจจุบนั ขณะผสั สะ เห็นความดบั ลงไปเทา้ จึงลงไปได้ ค้นหำใจขณะเคล่ือนไหวร่ำงกำย ใจอยทู่ วั่ ตวั พร้อม เดินจงกรม ยกมือสังเกตุเอาสติไปไวฝ้ ่ าเทา้ 1.5) “อำตำปี สัมปชำโน” คือ ทำควำมเพยี ร “สตมิ ำ” ให้มีสตอิ ยู่
651 กับสัมปชำโน อยู่ตำมฐำน ผกู้ ระทาฉลาดเพราะกระทาโดยแยกคลาย กาหนดความรู้สึก กาหนดสัมปชาโน เห็นเวทนาในเวทนาเป็นอยา่ งเดียวกบั ฐานกาย เป็นภาคปฏิบตั ิ “สันทิฏฐิโก” ผศู้ ึกษาปฏิบตั ิเห็นไดด้ ว้ ยตนเอง ต้งั สติไว้ กระดิกนิ้วมือเป็ นระยะ สัมปชาโนจะเกิด เจริญอารมณ์สมถะ ไม่ได้พิจารณา ตอ้ งมีสติหยาบ ๆ พิจารณา เป็ นผูม้ ีปกติทาความรู้สึกตัวท่ัวพร้อม ผู้ทำสัมปชัญญะ เมื่อถ่ายปัสสวะ อุจจาระ เป็ นวิปัสสนา กรรมฐานมีความรู้สึกอยู่ เห็นฐานเวทนาในเวทนา เป็นอารมณ์วปิ ัสสนา ผสั สะทางกายใชไ้ ด้ มีสัมปชำโน คือ ความรู้สึก มโนวิญญาณข้ึนความรู้สึกในการเคล่ือนไหว เอาสติไวท้ า้ ยถอย ฐำนกำยในกำยได้แล้วควำมรู้สึก ไปถงึ หมด จบั ได้ส่งไปฐำนไหนกไ็ ด้ เป็ นหลกั สัมปชำโน กำรเจริญวิปัสสนำได้จำกควำมรู้สึก อำตำปี สัมปชำ โน สติมำ พิจารณาเห็นกาย จิต ธรรม คอื ความรู้สึก ไมน่ ึกกาหนดมโนสัมผสั อาศยั รูปเกิด เวทนา มโนสัมผสั เกิดวิญญาณ ความรู้สึกทางใจมีสุขเวทนา ทุกข์ อุเบกขา อำตำปี สัมปชำโน เป็ นวิปัสสนากรรมฐานเป็ น ปรมตั ถธ์ รรม เมื่อจบั ความรู้สึกได้ เป็นการพิจารณาภายใน กายนอกเป็นกายสมมติ ภายในเป็นปรมตั ิธรรม รูปดบั เวทนาเสวยรูปดบั สัญญาความจาในรูปดบั สังขารปรุงแต่งดบั ไป วิญญาดบั ไป วำงหลักกำรปฏิบัติ “อำตำปี สัมปชำโน สติมำ” เอาสติควบคุมไวก้ บั ความรู้สึก เป็นผทู้ าสัมปชญั ญะ พิจำรณำในสิ่งสมมติ คาว่า พจิ ารณา วา่ ปัจจุบนั เป็นการเห็นแลว้ อำตำปี เพยี รอยู่ตำมฐำน เป็นท่ีต้งั เอาสติต้งั ไวต้ ามฐาน เพียรไปสมั ปชา โนเกิด กำรรู้กำย รู้จิต รู้เวทนำ รู้ธรรมำรมณ์ เรียกว่ำ รู้ แต่ตอ้ งอาศยั ตวั สัมปชาโน ลงวางไว้ ยนื จดั เป็นฐาน เวทนาในเวทนา กำยสัมผสั สะชำ เวทนาอยทู่ ี่เทา้ เรียกวา่ อิริยาบถบรรพ รู้ชดั ที่ความรู้สึก ยนื เป็นเรา เราเป็นผู้ ยืน ตอ้ งปักลงไปฐาน ยืนปักไปฐานฝ่ าเทา้ ไปฐานเวทนา ท่านวางควบกนั เวลาเดินอยู่ ก็รู้ชดั ว่า เราเดินอยู่ เดินอยตู่ อ้ งจบั ฐาน เทา้ 2) “เวทะนำสุ เวทะนำนุปัสสี วิหะระติ” ฐานเวทนานุปัสสนา ประกอบดว้ ย 2.1) เป็ นผู้มีปรกติเหน็ เวทนำในเวทนำท้ังหลำยอยู่ ทวาร6 เป็ นฐานเวทนาในเวทนา “สันทิฏฐิโก” ผูใ้ ดบรรลุแลว้ เห็นเอง เห็นไม่ เที่ยง รูปไม่เทย่ี ง เวทนำไม่เทยี่ ง สัญญำไม่เที่ยง สังขำรไม่เที่ยง วญิ ญำณไม่เทยี่ ง ธรรมท้ังหลำยท้งั ปวงเป็ น อนตั ตำ เราจึงถอดอตั ตาออกจากตวั ตนไดเ้ ป็นอุปทาน ผัสสะเหน็ มโนสัมผสั ชดั เขา้ ๆ สงั เกต จิตราคะ โทสะ โมหะ ตวั สังขารเป็นปัจจยั ใหป้ รุงแต่งสังขารอาศยั สัญญา สุขทกุ ขเ์ ป็นเวทนาเสวยอารมณ์ได้ มโนสัมผัส เป็ น ธรรมำรมณ์ ให้เห็นเวทนาในเวทนา ในขณะท่ีจิตมีราคะ โทสะ โมหะ ควำมรู้สึกชั่วขณะวูบหน่ึง เห็น ความรู้สึกเรียกวา่ ดวงตาเห็นธรรมแลว้ ตณั หาเกิดข้ึน เวทนาเสวย อุปทานสญั ญาเกิดตณั หา สญั ญาจาได้ ให้ กำหนดรูปขันธ์ เวทนาเสวย สัญญาจา สังขารปรุงแต่ง วิญญาณ เป็นนามธรรม ยดึ รูป มีเวทนา อุเบกขา 2.2) ต้องให้เห็นเวทนำในเวทนำ เสียงสัมผสั หูกระทบเวทนา มีความรู้สึกผสั สะ เรียกวา่ ผสั สะทางโสตะ เวทนา เกิดข้ึนเพราะกำยสัมผัส ความรู้สึกเกิดข้ึนเพราะกาย โผฏฐพั พะและกายวิญญาณประจวบกนั กามตณั หา ภา วตณั หา วิภาวตณั หา ตณั หาท้งั สามเป็น ตวั ภพตวั อุปทาน ผสั สะเป็ นปัจจัยให้เวทนำ เวทนาสุข ทุกข์ โทสนสั อเุ บกขาเวทนาเป็นเวทนาเกิดข้ึน เวทนำเป็ นปัจจยั ให้ตัณหำ ตณั หาเป็นปัจจยั อุปทาน ตวั สญั ญากาหนดหยง่ั รู้ ในปัจจุบนั 2.3) ฐำนเวทนำในเวทนำ อุปทำนขันธ์ในขันธ์ 5 ย่อมพิจำรณำเวทนำเสวยอำรมณ์ เห็นเวทนำใน เวทนำเนือง ๆ เสวยอารมณ์เวทนาในเวทนา เสวยจิตในจิต เป็นอารมณ์ธรรมารมณ์ ตามฐาน “เวทนำ เสวย
652 อำรมณ์” เข้าไปอาศยั ในอารมณ์ ให้ไปกาหนดเห็นเวทนาในเวทนาอีกที เวทนาคือรูป รูปเป็ นปรมัตถ์ ความรู้สึกชวั่ ขณะหน่ึง เห็นเวทนาในเวทนา กำหนดหยง่ั รู้ตำมควำมรู้สึก กาหนดไดค้ วามรู้สึกเน้ือเลือดหนงั ผสั สะเวทนาถึงกนั กบั จิต เห็นตบุ๊ ๆ เห็นเวทนาในเวทนา เวทนาเสวยอารมณ์ เห็นจิตในจิตตดั อารมณ์ ธรรม ในธรรมตดั อารมณ์ ฐำนเวทนำ ตัดสังสำรวัฏ ผสั สะเป็ นเวทนาท้งั 6 ทวาร ตณั หาเกิดผสั สะ ความอยากได้ จากผสั สะ ดูเวทนำในเวทนำ ผัสสะทำงกำย ตำ จมูก ลนิ้ กำย ผัสสะทั่วไป ๆ เป็ นฐำนเวทนำ เวทนามีอยู่เขา้ ไปต้งั อยเู่ ฉพาะหนา้ ใหเ้ ห็นเวทนาในความรู้สึก เห็นเวทนา มีรูปเวทนาเสวยอยกู่ บั รูป สัญญา ความจา สงั ขาร มีปัจจุบนั เฉพาะฐาน เฉพาะหนา้ เฉพาะฐาน ฐานเป็นท่ีรองรับสติ เอาสติไปต้งั ไวต้ ามฐาน ปัญญาเขา้ ใจเรื่อง ฐานเวทนาในเวทนา เป็ นไปภายในมีอะไร มีรูป มีเวทนำเสวยอำรมณ์อยู่กบั รูป สัญญำควำมจำท่ีรูปเป็ น ธรรมารมณ์เกิดข้ึน สอนให้เห็นเวทนาในเวทนาน้นั มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร ปรุงแต่งออกทางตา เป็ น วิญญาณ รับรู้อารมณ์ 2.4) พจิ ำรณำเห็นเวทนำในเวทนำเนืองๆ อยู่ เหมือนภำยใน รู้สึกผัสสะ อำรมณ์ควำม นึกคิด ปัจจุบันอยู่ฐำนเวทนำในเวทนำ กำรนึกคิดไม่มี ดับไปได้ มองเห็นในตำมควำมจริง เห็นเวทนำใน เวทนำ กาหนดให้ตณั หาสลายตวั ไป ผสั สะ 6 เกิดทวารท้งั 6 กามตณั หา ภาวตณั หา อุปทาน ยึดตวั สัญญา อุปทาน ตดั กามตณั หา ภวตณั หา วิภาวตณั หา เห็นเวทนาในเวทนาท้งั ภายในและภายนอก พิจารณาเห็น ธรรมคือ ความเกิดข้ึนในเวทนา เมือผสั สะเกิดข้ึนที่ใดเวทนาเกิดข้ึน ตณั หาเกิด ภพ ชรา มรณะ เมื่อเกิดท่ีใด ใหด้ บั ท่ี เห็นสุขเวทนาทุกขเวทนา โทมนสั เวทนาในเวทนาอีกที เห็นอุเบกขาเฉยๆ ในเวทนาอีกที สัญญา ความจาสุขทุกข์ ชดั ในปัจจุบนั ตามฐาน เสวยอารมณ์ในเวทนา มีอามีส ไม่มีอามีส เสวยอารมณ์อยู่ พิจารณา เห็นความเสื่อม เกิดที่ไหนก็เสื่อมไปในเวทนา ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา เสวยสุขทุกข์ ตอ้ งเห็นเวทนาใน เวทนาใหร้ ู้ชดั รู้ปัจจุบนั วา่ อยใู่ นทวารไหน ผสั สะ ในเวทนา 3) ปฏิบัติเห็นจิตในจิต เห็นธรรมำรมณ์ ประกอบดว้ ย 3.1) กำรดูจิต ยกจิตขึ้นสู่ไตรลักษณ์ จง พิจารณาเห็นจิตในจิตเนื่องๆ อยู่ เห็นจิตในจิต ยกจิตข้ึนสู่พระไตรลกั ษณ์ พิจารณาเห็นความเกิดข้ึนในจิต ยอ่ มพจิ ารณาเห็นความเสื่อมไปในจิต จิตในจิตนอก จิตนอกไดแ้ ก่ การนึกคิด เป็นธรรมารมณ์ สัญญาเป็นเรา อยู่ คิดมาเป็นเราคิด เรานึก เราอยาก เราไม่อยาก เราพอใจ เราไม่พอใจ เห็นจิตในจิตต้องเห็นในมโนสัมผัส เห็นจิตโดยสมมติ แต่การท่ีเห็นจิต ต้องเห็นท่ีมโนสัมผสั ทุกฐำนจิตยืนอิริยำบถท้ัง 4 จิตอาศยั ธาตุดินน้าไฟ ลม จิตอาศยั ลมที่ว่ิงไปสรรพางคก์ าย จบั กายทุกส่วนจบั ไปหาจิตเอง เขา้ ที่มโนสัมผสั แลว้ เป็น “จิตเต จิตตา นุปัสสี วิหะระติ” ทาควบคู่ไปท่ีจิตน้ัน เวทนามันตอ้ งเสวยอารมณ์ตลอดเวลา เข้ำฌำนจิตสงบว่ำงไม่มี อำรมณ์ไม่มีตัวตน ตอ้ งเกาะกายในกายไว้ อารมณ์วิปัสสนากรรมฐานแลว้ ตอ้ ง สัมปชำโน คือควำมรู้สึก ฝึ ก ฐานจิตปฏิบตั ิกระเทือนมโนทางใจเขา้ ใจไปดูมโนสัมผสั ดูจิตในจิต กำหนดควำมรู้สึก สัมปชำโน คือธรรม มีความรู้สึกอยู่ เรียกวา่ เจริญวปิ ัสสนากรรมฐาน อกาลิโกไม่เลือกกาลเวลา ใชป้ ัจจุบนั สมถะอยหู่ นา้ วปิ ัสสนา ดูฐานจิต ต้งั มโนสัมผสั จิต 3.2) เห็นจิตในจิต วิธียกจิตขึ้นสู่ไตรลักษณ์ ดูตำมอำยตนะ เห็นมโนสัมผสั เรียกว่า ยกจิตข้ึนสู่พระไตรลกั ษณ์ ยกจิตข้ึนพระไตรลกั ษณ์ ใช้อานาปานสติ จิตว่างจิตสงบ มโนสัมผสั ธรรมในธรรม การหยงั่ รู้มโนสัมผสั เห็นธรรมในธรรมารมณ์เห็นภายในความรู้สึก บรรลุแลว้ เห็นเอง รู้จิต นึกคิดท้งั หมด สัญญาเดิม รู้จิต รู้ดบั ท้งั รู้ท้งั เห็นเป็นทางถูก ฐานจิตยกจิตข้ึนสู่พระไตรลกั ษณ์ ยกจิตฐานจิต
653 คล่ืนจิต มโนสัมผสั เป็นยกจิตข้นึ สู่ไตรลกั ษณ์ ดูผสั สะ ไม่มีอารมณ์ แยกออกไป ผสั สะ สัมมาสมาธิ ต้งั ใจชดั มีสมาธิอยูแ่ ลว้ 3.3) กำรเห็นจิตดับ คือ เห็นจิตในจิต ตัวเห็นจิตในกำรนึกคิด เป็ นจิตนอก เป็ นธรรมำรมณ์ มโนสัมผสั สชาเวทนาให้ดูฐานจิตในจิต ผสั สะ เห็นเวทนาในเวทนา เขา้ ถึงฐานจิต มโนสัมผสั สชา เขา้ ไป ฐานจิต สัญญาเก็บไวไ้ ปภพไปเกิด ตวั สัญญารู้ตามฐาน เห็นความรู้สึกของจิตในจิต ตดั อารมณ์ได้ เรียกว่า เห็นจิตในจิต ในควำมรู้สึกที่มโนสัมผัสยกจิตขึน้ สู่พระไตรลักษณ์ การจิตฝึ กไวด้ ีประโยชน์ตนพอควร แลว้ จึงพร่าสอนผูอ้ ่ืนไม่มวั่ หมอง ปัจจุบันมโนสัมผัสเหมือนจิตเป็ น คล่ืนออกมำ “จิต” หรือ “ใจ” หรือคาว่า “สภาวะ” หรือ “นามรูป” หรือ ขนั ธ์ 5 ปรุงแต่งทางใจ เรียกวา่ จิตสังขารปรุงแต่งทางกาย ปรุงแต่งทางวาจา มโนสัมผสั เป็นฐานจิตในใจ ธรรมารมณ์กายนอกเป็นธรรมนอก กายในเป็นธรรมใน จริงโดยสมมติ จิตเรา ไม่ผ่องใส ส่ายท่ีมโนสัมผสั เห็นมโนสัมผสั เน้นหนักในอารมณ์แห่งการนึกคิด กำรรู้จิตกับกำรเห็นจิต ต่ำงกนั ไม่เห็นดบั กิเลสไม่ถูกฆ่า ยกจิตข้ึนสู่พระไตรลกั ษณ์ ใจความตอ้ งให้เห็นจิตในจิต ในจิตสานึก เห็น อารมณ์ ที่จิตนึกคิด อบรมมาเราอาศยั จิตนอก เห็นจิตนอกเห็นธรรมารมณ์ การนึกคิด เห็นจิตนอกคิดเพลิน เห็นมโนสมั ผสั 4) “ธัมเมสุ ธมั มำนุปัสสี วิหะระติ” พจิ ำรณำเห็นธรรมในธรรมทสี่ มมตุ ิอกี ที ประกอบดว้ ย 4.1)การ ปฏิบตั ิบูชา อาตาปี เพียรมากๆ “สันทิฏฐิโก” เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมใน ธรรม เอง อากาลิโก ไม่เลือกกาลเวลา ไม่ให้ติดในคาพูด ไม่ให้ติดสาธยาย ไม่ติดในการศึกษา ไม่ให้มีความ ลงั เล สักวา่ เป็นท่ีอาศยั ระลึกรู้อย่างเท่าน้นั ไม่ใหย้ ึดถือหน่วงเหน่ียว ธรรมนอก “เอกำยะโน อะยัง ภิกขะเว มัคโค” ธรรมในและธรรมนอก 84,000 ธรรมขนั ธ์ เป็ นธรรมนอกเปรียบเหมือน แพข้ำมฝำก เรำต้องใช้แพ ธรรมแทจ้ ริงตอ้ งเป็นธรรมโดยสมมติอีกทีเห็นธรรมในธรรม ธรรมโดยสมมติจริงโดยสมมติสัจจะเห็นธรรม ที่แทจ้ ริง ศีล 5 รักษาใหแ้ ม่น รู้จกั ประมาณทุกอยา่ ง บุญกไ็ ม่เอา บาปไมเ่ อา อำรมณ์กำรปฏิบัติ ประคองจดจ่อ ไว้ที่มโนสัมผัส เห็นธรรมะคือ เห็นขันธ์ 5 ปรมตั ถ์เกิดในสมมติตอ้ งหยง่ั รู้ วิญญาณ สังขาร ให้ดบั ไป เป็ น จริงปรมตั ถส์ ัจจะท้งั หลายเป็นธรรมนอก แต่ธรรมในเห็นความรู้สึก มโนสัมผสั เห็นกายในกาย เห็นเวทนา เห็นในธรรมสมมติ ตอ้ งมีผูร้ ู้เท่าน้ัน จึงสามารถจะเห็นไดบ้ รรลุแลว้ เห็นเอง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ 4.2) เรำไม่ติดในตำรำ ไม่นอกตำรำ ไม่เหนือตำรำ ไม่ทิง้ ตำรำ จิตมีธรรมารมณ์ มีราคะ มีโทสะ มีโมหะ เห็นจิตในจิต มโนสัมผสั เราเห็นจิตในจิตท่ีมโนสัมผสั เห็นจิตใตจ้ ิตสานึก ยกจิตข้ึนสู่พระไตร ลกั ษณ์ ธรรมะเป็นธรรมชาติ มีรูป เวทนา สัญญา สังชาร วิญญาณ เป็นธรรมชาติของคนแต่ละคน ปฏิบัติจติ ในจิตเห็นธรรมำรมณ์อยู่ ประคองจดจ่อท่ีมโนสัมผัส ดูตำมสัมผัส ความรู้สึกเกิดข้ึนแห่งตณั หา ความรู้สึก กายในกาย เวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เป็ นทางตดั ตณั หา ตณั หาเป็ นความรู้สึกดูไปตามความรู้สึก ว่า ตรวจดูจิตในจิต ถามปฏิบตั ิเอาปริยตั ิมาพูด ตอบปฏิบตั ิกนั จริงๆ แลว้ ไม่มีเสียง ท้งั 84,000 ธรรมขนั ธ์ จดั เป็น ธรรมนอก กำรนกึ คดิ เป็ นธรรมนอก ธรรมในธรรม ดูที่มโนสมั ผสั เห็นธรรมในธรรม เห็นธรรมะเนือง อะไร คือ เห็นกายในกายเนือง ๆ เวทนาในเวทนาเนือง ๆ จิตในจิตเนือง ๆ ธรรมในธรรม เนืองๆ อยู่ ต้องดู ธรรมำรมณ์ ทีเ่ กดิ ในตวั เรำ มีเหตใุ หท้ ากรรม กิเลสกรรมวฎั เกิดแก่ เจ็บตาย คอื กรรม ตอ้ งเห็นในจิต หรือใน
654 ธรรมารมณ์ เราตอ้ งเห็นโทสะ เกิดจากมโนสัมผสั โกรธ ความโกรธเกิดข้ึน ตอ้ งเห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ 4.3) สภำวธรรมท้งั หลำยไม่ถือม่ัน ขา้ มฝากตอ้ งใชแ้ พ กาหนดวปิ ัสสนากรรมฐาน สงั เกตธรรมในธรรม เจริญวิปัสสนากรรมฐาน การปฏิบูชา มีปัจจุบนั อารมณ์เป็ นเครื่องหมาย เป็ นความรู้สึก บวชเพื่อทาพระ นิพพานให้แจง้ ทำงนิพพำนอยู่ไหน กำยยำวหนึ่งวำ หนำหน่ึงคืบ ยำวกำยกับใจ ทางพระนิพพานอยทู่ ี่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภาคปฏิบตั ิ ไม่เหลือวิสัย เจริญสมถะตอ้ งอยหู่ นา้ วิปัสสนาตอ้ งอยู่หลงั เห็นธรรมในทำลำย ธรรมนอก ธรรมนอกเป็ น บุญญำภิสังขำร ปรุงแต่ง ธรรมโดยสมมติบญั ญติเป็ นธรรมนอกสมมติจากของ จริง เป็นธรรมนอก ธรรมเป็นอุปทาน หยง่ั รู้กาหนดกาหนดรู้ มรรคผลนิพพานเกิดท่ีไหน แทจ้ ริงเกิดกายใจ ธรรมนอกธรรมเป็นอปุ ทาน หยง่ั รู้กาหนดกาหนดรู้เป็นธรรมในธรรมอีกที จบั ฐานหน่ึงฐานใด ยกมือจบั ฐาน มือ จิตจบั ท่ีฐานจิต ดูฐานเวทนา เวลายืนจบั ท่ีใตฝ้ ่ าเทา้ ตอ้ งปัจจุบนั จอั งจบั มีความรู้สึกอยู่ ฐำนธรรมใน ธรรม เรียกว่ำ ผัสสะ ทางมโน ทางเวทนาตอ้ งผสั สะ ผสั สะเป็ นตณั หาเร่ือย เจริญอารมณ์วิปัสสนา วาง ฐานรองไว้ ฐานรองไว้ ตอ้ งรู้ควบคู่กนั ไป ปริยตั ิประคองรองรับการปฏิบตั ิ บริกรรมภำวนำโดยสมมติ ไปติด สมมติ วิปัสสนากรรมฐานไม่เกิด จงพิจารณาใหเ้ ห็นกายในกาย เนืองๆ อยู่ เป็นอารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน การเห็นอริยสัจ เห็นตามสัมผสั ท้งั 6 คือ เห็นทุกข์ เป็นท่ีต้งั ตณั หาอุปทาน ภพชาติ เอาปัญญาเขา้ ไปอบรมจิต เห็นขนั ธใ์ นขนั ธ์ เห็นกายในกายที่ขนั ธ์ มหำสติปัฏฐำน 4 ควำมจริงพสิ ูจน์ได้ ต้องขบควำมหมำย ตัวละเอยี ด กำรเจริญวิปัสสนำกรรมฐำนต้องมีตัวรับรอง ความเพียรในสติปัฏฐานสูตร ผใู้ ดบรรลุแลว้ เห็นเองอริยมรรค เห็นเอง “สมั มาทิฐิ” ในปัญญาเห็นชอบ สติปัฏฐำนต้องเจริญตำมฐำน สติตกฐาน ญาณตกสภาวะไมแ่ จง้ การ ดับทุกข์ดบั จะตามดับทุกข์ตอ้ งดับตามฐาน ธรรมในธรรม ปรากฏ ญาณปัญญา ควำมรู้สึกในมโนสัมผัส ธรรมารมณ์เกิด เห็นธรรมในธรรม สิ่งปรากกฎมโนสัมผสั ต้องบรรลุแลว้ เห็นเอง เป็ นธรรมในธรรม ธรรมะเป็ นธรรมชำติ ท่มี รี ูป มีเวทนำ สัญญำ สังขำร วญิ ญำณ เป็ นธรรมชำตขิ องคนแต่ละคน การตดั อารมณ์ ตอ้ งเห็นธรรมในธรรม คือ ธรรมารมณ์ ฟังไปตำมควำมรู้สึกใจเต้น ปถุชนจะขบตาราออกอย่างไร เวลา อธิบายไปถา้ เราไม่ปฏิบตั ิเขา้ ตวั จบั อารมณ์ได้ เราอยา่ ทิง้ ฐาน การเจริญวปิ ัสสนาทิง้ ฐานไมไ่ ดห้ ลกั เล่ือนลอย ฟังเพือ่ ฝึก ตอ้ งเกิดจากการฝึก กำหนดลงไปให้เห็นธรรมำรมณ์ จริงโดยปรมตั ถส์ ัจจะ เป็นธรรมนอกท้งั หมด เห็นดว้ ยญาณปัญญา ความรู้สึกอยใู่ นมโนสมั ผสั กาหนดวปิ ัสสนากรรมฐานสังเกตดู เห็นธรรมในธรรม การ จบั ความรู้สึกได้ เห็นธรรมท้งั หลายท้งั ปวง แมส้ ภาวธรรมไม่ถือมน่ั ให้ปฏิบตั ิมาก ไม่ให้ติดอารมณ์สมมติ ตา่ งๆ อยใู่ นกายยาวหน่ึงวา หนา้ ผาก บญั ญตั ิธรรมโดยสมมติเจริญวปิ ัสสนากรรมฐาน เห็นคน เห็นขนั ธ์ รู้จกั ขนั ธ์ รูปขนั ธ์ สัญญาขนั ธ์ วิญญาณขนั ธ์ ขนั ธ์ 5 มีอปุ ทาน
655 ภาพท่ี 5.7.4 แผนท่ีความคดิ จากการสกดั หลกั คาสอนเรื่องมหาสตปิ ัฐานธรรมบรรยาย โดยพระครูภาวนานุศาสก์ (แป้น ธมฺมธโร) ดา้ นผล ด้ำนผลของพระครูภำวนำนุศำสก์ (แป้น ธมฺมธโร) พบวา่ 1) เจริญสติปัฏฐำน 4 บรรลแุ ล้ว เหน็ กำย ในกำย เวทนำในเวทนำ จติ ในจิต ธรรมในธรรม อกำลโิ ก ไม่เลือกกำลเวลำ ประกอบดว้ ย พิจารณาเห็นกายใน กาย เป็นเครื่องเทียบจบั ความรู้สึกร่างกาย เพราะความรู้สึกอยู่ท่ีไหนวิญญาณอย่ทู ่ีตรงน้นั ๆ มีขนั ธ์ 5 อยเู่ รา ควบคุมกายกบั ใจ จิตนอกจิตในเป็นธรรม เป็นธรรมนอกธรรมใน พิจารณาเห็นธรรมในธรรม พิจารณาเห็น จิตในจิต คือ เห็นธรรมในธรรม ธรรมารมณ์ สนใจกำรปฏิบัติเข้ำใจเรื่อง จิต ธรรมำรมณ์ ก็ได้ เขา้ ถึงฐาน จิต บญุ ญาธิสงั ขาร เกิดข้นึ ราคะ โทสะ โมหะ จิตตอ้ งยกข้นึ ในรูป รส เสียง กลิ่น รส ยกข้นึ สู่มโนสัมผสั ยก จิตสู่ไตรลกั ษณ์ ยกจากกาม โทสะ โมหะ ต้องพิจำรณำเห็นธรรมในธรรม “เอหิปัสสิโก” ธรรมะ ฟังดีเกิด สติปัญญา สภาวะธรรมท้งั หลายจริงโดยสมมติ เป็นอนตั ตา ธรรมารมณ์ท้งั หมด ธรรมจริงโดยสมมติสัจจะ กรรมฐานตอ้ งทาลายสังสารวฏั ถา้ ปฏิปฏิบชู า ไม่มีตวั บริกรรมภำวนำ “อาตาปี สัมปชาโน” ไวจ้ บั ความรู้สึก อยา่ งเดียว “อาตาปี สัมปชาโน” อย่างแน่นอนไม่ตอ้ ง “ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ” 2) ธรรมะเป็ นปฏบิ ูชำ โดยเฉพำะ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ทาลายภพชาติ การปรุงแต่งใหม้ ีภพ มีชาติ ให้เวียนว่าย ตายเกิด เกิดแก่ เจ็บตาย เวยี นอยู่ ปัญญาเกิดข้นึ ศีล สมาธิ ปัญญา เพยี งเพอื่ ทาใหแ้ จง้ พระนิพพาน สมาธิปัญญาที่สมาธิอบรม แลว้ มีอานิสงคใ์ หญ่ ปัญญาจิตถูกปัญญาเขา้ อบรมแล้วยอ่ มพน้ จากอาสวะ เจริญวิปัสสนำเป็ นกำรฝื นกระแส กิเลส ทวนกระแส ตัดกระแสของโลก ให้ทาความดีในชาติน้ี ส่งผลไปชาติหน้า กรรมอยู่กับตัว บุญญาภิสังขาร กรรมดี ดีและชว่ั พนั พวั อยใู่ นคน ในขนั ธ์ ธรรมท่ีเป็นกุศล ก็ดี อกุศลก็ดี เป็นการละดีละชวั่ เป็ นส่ิงสมมติ หลกั อนัตตา 3) ทดสอบดู ยืนยันดู จริงโดยสมมติสัจจะ เพื่อตอ้ งการให้แวกว่าย ให้เห็น ปรมตั ถส์ จั จะ หวั ใจผปู้ ฏิบตั ิธรรม ตกอยใู่ นกรรม กรรมที่ชว่ั นองอยใู่ นขนั ธ์ ตดั ทาลายสังสารวฏั มีธรรมเป็น ท่ีพ่งึ อยา่ มีวตั ถุส่ิงของเป็นท่ีพ่ึง ประโยชน์ตนประโยชนท์ ่าน ธรรมยอ่ มรักษาผปู้ ระพฤติธรรม ไมเ่ พลิดเพลิน ไปตามธรรมารมณ์ กำรเจริญวิปัสสนำกรรมฐำน ทำควำมเห็นให้ตรงสภำวะ ท่ีตรงในกำย ในกำย ตรงที่ เวทนำในเวทนำ ตรงท่ีธรรมในธรรม เรียกว่ำ ปฏิบัติตรง 4) บรรลุเห็นธรรม กาหนดวิปัสสนากรรมฐาน
656 มาจบั สภาวะได้ แน่ใจตวั เองเขา้ ถึง พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ตอ้ งปฏิบตั ิให้แตกฉาน“ญายปฏิปันโน” “สันทิฏฐิโก อกำลโิ ก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตัง” ไม่เลือกกำลเวลำ คนไม่ถึงธรรมใน สวดเก่งแต่ไม่รู้ ความหมาย ธรรมท้ังหลำยท้ังปวง ไม่ใช่ตัวตน เห็นธรรมในธรรม 1)ธรรมโดยสมมติ สัจจะเป็นธรรมนอก 2) ปฏิบตั ิเห็น เห็นธรรมในธรรมารมณ์ ที่เกิดข้ึน สรุปกำรสกดั หลกั คำสอนมหำสตปิ ัฏฐำน 4 ตำมแนวทำงปฏบิ ตั พิ ระครูภำวนำนุศำสก์ (แป้น ธมฺมธโร) ภาพที่ 5.7.5 แผนท่คี วามคดิ จากการสกดั หลกั คาสอนเรื่องมหาสตปิ ัฐานธรรมบรรยาย โดยพระครูภาวนานุศาสก์ (แป้น ธมฺมธโร) 5.7.2 สรุปผลและอภปิ รำยผล : พระครูภำวนำนุศำสก์ (แป้น ธมฺมธโร) ผลการศึกษาเรื่องการสกดั หลกั คาสอนเร่ืองมหาสติปัฏฐาน 4 ตามแนวทำงปฏิบัติพระครูภำวนำ นุศำสก์ (แป้น ธมฺมธโร) สรุปผลการศึกษา จาแนกตามมหาสติปัฏฐาน จาแนกเป็นฐานกายานุปัสสนา เวทนา นุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธรรมานุปัสสนา ผลการศึกษาสรุปไดว้ า่ 1) ฐำนกำยำนุปัสสนำ สรุปได้ว่า 1.1)ฐำนกำยวำงอิริยำบถบรรพ “อาตาปี สัมปชาโน” ให้จับ ความรู้สึก เรียกว่า “สัมปชญั ญะ” จบั สัมปชญั ญะทุกฐานให้มี สติมา สัมปชาโน “สัมปชาโน” คือ สติ เป็ น กรอบธรรม “สัมปชาโน” จบั ความรู้สึกไดม้ าก ๆ มีสติ ณ ตรงที่ใด ระลึกถึงตวั ได้ ไม่เลือกกาลเวลา ต้อง ลงสัมปชำโน ตอ้ งโยงความรู้สึก เห็นในจิต มโนสมั ผสั เห็นธรรมในธรรม ตอ้ งหยงั่ รู้ท่ีกาย เวทนา จิต ธรรม
657 เห็นภายในต่อเน่ือเห็นขนั ธ์ ทาสัมปชญั ญะเดินไปอย่างไร มีขนั ธ์ 5 อยูเ่ ราควบคุมกายกบั ใจ มีควำมจริงเป็ น กำรยืนยัน ท้ังภายในภายนอกปฏิบัติให้เข้าใจ อย่าทิ้งฐาน สติไปต้ังตามฐาน สัมปชาโนจะเกิดข้ึน มี สัมปชญั ญะ เกิดข้ึนที่ได้ 1.2) กำยในกำย “กำเย กำยำนุปัสสี วิหะระติ” พิจารณาให้เห็นกายในกายเนือง ๆ อยเู่ พยี รชอบ พจิ ารณาเห็นกายในกายเนืองๆ ทุกอิริยาบถ ขนั ธ์ 5 ควบคมุ กายกบั ใจ รูป เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ อยู่ที่ไหน อยู่ที่กายเรายาวหน่ึงวาหนาหน่ึงคืบ เห็นขันธ์ 5 ภำยในคือตัวสภำวะ กาหนดหยง่ั รู้ อุปทานขนั ธ์อนั เป็ นที่ต้งั แห่งความยึดมนั่ ญาณปัญญาจะเกิดตอ้ งมีฐานรองรับให้ลึกซ้ึงเห็นตวั สังขารเป็ น ปัจจยั วิญญาณ นามรูปเป็นปัจจยั สติเฉพำะหน้ำ ต้องขบฐำนไหน ระงบั ตวั สังขารปรุงแต่งได้ พิจารณาเห็น กายในการเป็นไปในภายในภายนอกเป็นสมมติสัจจะ ดูผสั สะเป็ นอารมณ์วปิ ัสสนา ดูผสั สะหายใจเขา้ หายใจ ออก รูป เวทนำ สัญญำ สัญญำ สังขำร วญิ ญำณ ไม่ใช่ตัวตนปรุงแต่ง สงั ขารตวั ปัจจยั ใหเ้ กิดการปรุงแต่ง รูป เวทนา สังขาร วิญญาณ สังขารตวั ปรุงแต่งให้วิญญาณออกตามทวารท้งั 6 สังขารปรุงแต่งเกิดเป็ นอวิชชา ราคะ โทสะ โมหะ เป็ นอารมณ์ 6 สังขารไม่ปรุงแต่งหยง่ั รู้กายในกาย หยงั่ รู้ผสั สะ เวทนา 6 กายสังขารดบั สงั ขารท้งั หลายไมเ่ ที่ยงหนอ พจิ ำรณำเห็นกำยในกำยเป็นเครื่องเทียบ จบั ควำมรู้สึกร่ำงกำย เพราะความรู้สึก อยู่ที่ไหนวิญญาณอย่ทู ี่ตรงน้ัน ๆ มีขนั ธ์ 5 อย่เู ราควบคุมกายกบั ใจ รูปขนั ธ์ เวทนาขนั ธ์ เวทนาขนั ธ์ สังขาร ขนั ธ์ เป็นธรรมนอก บุญญำภิสังขำร ปรุงแต่งให้เกดิ บุญแต่บังทำงพระนิพพำน การระงบั ตดั ตณั หาได้ ตอ้ ง เห็นธรรมในธรรม มีธรรมารมณ์ ข้ึนในร่างกายเป็นสมมติ 1.3) พิจำรณำเห็นกำยในกำยเนือง ๆ อยู่ อำตำปี สัมปชำโน สตมิ ำ เป็นจุดอารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน ทางเดียวคือ ปัจจุบนั อารมณ์ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อำรมณ์สมถกรรมฐำน ฐานกายในกายไดแ้ ลว้ ความรู้สึกไปถึงหมด จบั ไดส้ ่งไป ฐานไหนกไ็ ด้ เป็นหลกั สมั ปชาโน การเจริญวปิ ัสสนาไดจ้ ากความรู้สึก อาตาปี สัมปชาโน สติมา ฐำนเวทนำ รู้ชัดใช้กำย สัมปชาโน สมั ปชญั ญะบรรพ เขา้ ควบท้งั หมด พจิ ารณาเห็นกายต้งั แตพ่ ้ืนเทา้ ข้ึนไป แต่ปลายเทา้ ลงมา มีหนงั หุม้ อยูร่ อบ เต็มไปดว้ ยของไม่สะอาด ชัดภำยในควำมรู้สึกอยู่ข้ำงใน ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา ต้งั อยดู่ บั ไป ดูความเกิดข้ึนดบั ไป ทาความรู้สึกตวั ทวั่ พร้อม ผทู้ าสัมปชญั ญะ รู้ชัดต้องนกึ ถงึ ฐำน สติปัฏฐาน อยา่ ทิง้ ฐาน ฐานกาย เวทนา จิต ธรรม เห็นธรรม ท้งั อนั เป็นเหตเุ กิดข้นึ และเสื่อมไปในกาย 1.4) ศำสนำอยู่ที่ กำยยำวหนึ่งวำ หนำหนึ่งคืบ ยกขนั ธ์ 5 กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม พิจารณาเห็น ธรรมดา คือ ความเกิดข้นึ ในกายต้งั อยใู่ นกาย เกิดท่ีไหนดบั ท่ีนน่ั กายสักแตว่ า่ กาย ร่างกายภายนอก สัญญาจา แลว้ สังขารปรุงแต่งออกตามทวาร กายกรรมปรุงแต่งออกทางวิญญาณ 6 มารับรูป วางสมมติไว้ ปฏกิ ลู บรรพ ท้งั หมด4 ธาตดุ ิน น้า ลม ไฟ ยอ่ มพิจารณาเห็นกาย ทาไปเห็นเอง ถึงเองทาใหถ้ ึง อำนำปำบรรพ ใชไ้ ดจ้ ิตเป็น ทุกข์มาก สังเกตดูท่ีมโนสัมผสั เข้าถึงฐานจิตไปแล้วธรรมะลึกซ้ึงจะติดตัวมีสติ มีปัจจุบนั อารมณ์ จับ สัมปชญั ญะ บริกรรมภำวนำโดยสมมติ ไปติดสมมติ วิปัสสนากรรมฐานไม่เกิด จงพิจารณาให้เห็นกายใน กาย เนืองๆ อยู่ เป็ นอารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน การเห็นอริยสัจ เห็นตามสัมผสั 6 คือ เห็นทุกข์ เป็ นท่ีต้งั
658 ตณั หาอุปทาน ป่ ำช้ำ 9 เห็นซำกศพท่ีทิ้งไวใ้ นป่ าชา้ พิจารณา นอ้ มเขา้ มาสู่ร่างกายอนั น้ี การพิจารณาเห็นกาย ในกาย ในกายเน้ือ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กายนอกเปื่ อย พุพอง อสุภกรรมฐาน เป็ นอารมณ์ สมถะ นอ้ มสู่วิปัสสนาได้ ทาให้สลดคลายกาหนดั กายผอู้ ่ืนการเห็นศพคนตาย ทาใจสลดนอ้ มสู่สภาวะ ป่ า ชา้ 9 เวทนานอกวางขนั ธไ์ ว้ จิตนอกวางไวเ้ ป็นสมถกรรรมฐาน จบั สภาวะชดั เจนแจง้ ดว้ ยปัญญา 2) ฐำนเวทนำนุปัสสนำ สรุปได้ว่า 2.1) ฐำนเวทนำพิจำรณำเห็นเวทนำในขันธ์ 5 ฐานเวทนาใน เวทนา เรียกวา่ อารมณ์ ความรู้สึกคือ ความเห็น ความรู้สึกท่ีตวั เรา เห็นเวทนาในเวทนา ใหท้ าความสังเกต ฐานเวทนาในเวทนา ในขนั ธ์มีเวทนาเป็นธรรมชาติ เสพอารมณ์ท่ีมีความรู้สึกอยู่ เวทนำเสวยกบั รูป เวทนา ไม่ใช่เราแต่จะเป็นเราท่ีมีอปุ ปทานเขา้ ไปยดึ วญิ ญาณตามทวารเขา้ มาเสพ รูปเสียงกล่ินรส ธรรมารมณ์แสดง ว่า เป็ นตวั เรา ฐำนเวทนำในเวทนำ อุปทานขนั ธ์ในขนั ธ์ 5 ย่อมพิจารณาเวทนาเสวยอารมณ์ เห็นเวทนาใน เวทนาเนือง ๆ ตำมฐำน“เวทนำเสวยอำรมณ์” เขา้ ไปอาศยั ในอารมณ์ใหไ้ ปกาหนดเห็นเวทนาในเวทนาอีกที เวทนาคือรูป รูปเป็ นปรมตั ถ์ ความรู้สึกชว่ั ขณะหน่ึง เห็นเวทนาในเวทนา กาหนดหยง่ั รู้ตามความรู้สึกจับ ควำมรู้สึกได้ เป็นการพิจารณาภายใน กายนอกเป็นกายสมมติ ภายในเป็นปรมตั ิธรรม สัญญูปำทำนขันธ์ สิ่ง ที่เข้าไปยึดไปถือสัญญำควำมจำว่า ให้เวทนาเสวยอารมณ์อยู่ รูปเวทนาเป็ นไปแห่งกฏแห่งกรรม จับ ควำมรู้สึกอย่างเดียว เห็นกายในกายเนือง ๆ เห็นฐานเวทนาในเวทนาเป็ นอารมณ์วิปัสสนา ผสั สะทางกาย ใชไ้ ด้ มีสัมปชาโน คือ ความรู้สึก มโนวิญญาณข้ึนความรู้สึกในการเคล่ือนไหว เอาสติไวท้ า้ ยถอย 2.2) ฐำน เวทนำตัดสังสำรวฏั ผัสสะเป็ นเวทนำท้งั 6 ทวำร ตณั หาเกิดผสั สะความอยากไดจ้ ากผสั สะ ดูเวทนาในเวทนา ผสั สะทางกาย ตา จมูก ลิ้น กาย ผสั สะทว่ั ไป ๆ เป็นฐานเวทนา ฐำนเป็ นที่รองรับสติ เอำสติไปต้ังไว้ตำมฐำน ปัญญาเขา้ ใจเร่ืองฐานเวทนาในเวทนา เป็ นไปภายในมีอะไร มีรูป มีเวทนาเสวยอารมณ์อยู่กับรูป สัญญา ความจาท่ีรูปเป็ นธรรมารมณ์เกิดข้ึน สอนให้เห็นเวทนาในเวทนาน้ัน มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร ปรุงแต่ง ออกทางตา เป็นวิญญาณ รับรู้อารมณ์ เห็นเวทนำในควำมรู้สึกเห็นเวทนำ มีรูปเวทนาเสวยอยู่กบั รูป สัญญา ความจา สังขาร มีปัจจุบนั เฉพาะฐาน เฉพาะหนา้ เฉพาะฐาน พิจำรณำเห็นธรรมคือ ความเกิดข้ึนในเวทนา เมือผสั สะเกิดข้ึนท่ีใดเวทนาเกิดข้ึน ตณั หาเกิด ภพ ชรา มรณะ เมื่อเกิดที่ใดให้ดบั ท่ี ระงับสังขำรเอำสติปัฏ ฐำน 4 รองรับไว้ ในฐานเวทนาในเวทนา สงั ขารดบั รูปดบั รูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ ใหก้ าหนดใน ความรู้สึกตอ้ งหยงั่ ลงไป เห็นเวทนาในเวทนาท้งั หลายอยทู่ วาร6 เป็นฐานเวทนาในเวทนาเห็นไมเ่ ที่ยง รูปไม่ เที่ยง เวทนาไมเ่ ท่ียง สญั ญาไมเ่ ท่ียง สังขารไมเ่ ท่ียง วิญญาณไม่เท่ียง ธรรมท้งั หลายท้งั ปวงเป็นอนตั ตา 2.3) อำรมณ์เข้ำใจจำกกำรปฏิบัติ สภาวะธรรมท้งั หลายไม่ถือมน่ั อารมณ์การปฏิบตั ิ ประคองจดจ่อไวท้ ี่มโน สัมผสั เห็นธรรมะคือ เห็นขนั ธ์ 5 อยเู่ ฉพาะในห้องกรรมฐาน เห็นจิตในจิตนอก ตอบพูดตามปริยตั ิ ถา้ ตอบ ปฏิบตั ิจริง ๆ แลว้ ไม่มีเสียง บรรลุเห็นธรรม กาหนดวิปัสสนากรรมฐาน มาจบั สภาวะได้ กำหนดสัมปชำโน เห็นเวทนำในเวทนำเป็ นอย่ำงเดียวกับฐำนกำย เป็นภาคปฏิบตั ิ “สันทิฏฐิโก” สัญญาความจาสุขทุกข์ ชดั ใน
659 ปัจจุบนั ตามฐาน เสวยอารมณ์ในเวทนา 2.4) มโนสัมผัสเป็ นธรรมำรมณ์ ให้เห็นเวทนำในเวทนำ จิตมีราคะ โทสะ โมหะ ความรู้สึกชวั่ ขณะวบู หน่ึง เห็นความรู้สึกเรียกวา่ ดวงตาเห็นธรรม พจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนา เนืองๆ อยู่ เหมือนภายใน รู้สึกผสั สะ อารมณ์ความนึกคิด ปัจจุบนั อยฐู่ านเวทนาในเวทนา การนึกคดิ ไมม่ ี ดบั ไปได้ มองเห็นในตามความจริง เห็นเวทนาในเวทนา ไม่มีตัวบริกรรมภำวนำ “อำตำปี สัมปชำโน” ไว้ จับ ควำมรู้สึกอย่ำงเดยี วควำมรู้สึกในมโนสัมผัสธรรมำรมณ์เกิด เห็นธรรมในธรรม ส่ิงปรากกฎมโนสัมผสั ตอ้ ง บรรลแุ ลว้ เห็นเอง เป็นธรรมในธรรม ผัสสะเป็ นปัจจัยให้เวทนำ เวทนาสุข ทกุ ข์ โทสนสั อเุ บกขาเวทนาเป็น เวทนาเกิดข้ึน เวทนาเป็นปัจจยั ให้ตณั หา ตณั หาเป็นปัจจยั อปุ ทาน ตวั สัญญากาหนดหยง่ั รู้ในปัจจุบนั ตอ้ งให้ เห็นเวทนาในเวทนา เสียงสัมผัสหูกระทบเวทนำ มีควำมรู้สึกผัสสะ เรียกว่า ผสั สะทางโสตะ เห็นจักขุ สัมผัสสชำเวทนำ เวทนาที่เกิดข้ึนเพราะจกั ขสุ ัมผสั ความรู้สึกท่ีเกิดข้ึน ดูเวทนาในเวทนากาหนดได้ ถา้ ไม่ กาหนดอุปทานตวั กูของกูเวทนาเกิดข้ึนเพราะกายสัมผสั ควำมรู้สึกเกิดขึน้ เพราะกาย โผฏฐพั พะและกาย วิญญาณประจวบกนั 3) ฐำนจิตตำนุปัสสนำ สรุปไดว้ า่ 3.1 กำรเห็นจิตดับ คือ เห็นจิตในจิต ตัวเห็นจิตในกำรนึกคดิ เป็น จิตนอก เป็นธรรมารมณ์ มโนสัมผสั เหมือนจิตเป็ น คล่ืนออกมา “จิต” หรือ “ใจ” หรือคาว่า “สภาวะ” หรือ “นามรูป” หรือ ขนั ธ์ 5 ปรุงแต่งทางใจ เรียกว่า จิตสังขารปรุงแต่ง เห็นจิตในจิตเนื่องๆ แปลว่า เห็นตวั ใน บริกรรมภำวนำจิตสงบมำกข้ึนไม่ใช่ยกจิตข้ึนสู่ไตรลกั ษณ์ได้ พอติดสัญญา คาบริกรรมภาวนา พุทโธ พอง หนอ อุปทานยึดอยู่ ยึดมาก ท่องมาก ผสั สะเห็นมโนสัมผสั ชดั เขา้ ๆ สังเกต จิตราคะ โทสะ โมหะ 3.2 จง พิจำรณำเห็นจิตในจิตเน่ืองๆ อยู่ เห็นจิตในจิต ยกจิตข้ึนสู่พระไตรลกั ษณ์ เห็นจิตในจิต วิธียกจิตข้ึนสู่ไตร ลกั ษณ์ ดูตามอายตนะเห็นมโนสัมผสั เขา้ ฌานจิตสงบว่างไม่มีอารมณ์ไม่มีตวั ตน ตอ้ งเกาะกายในกายไว้ อารมณ์วปิ ัสสนากรรมฐานแลว้ ตอ้ ง ยกจิตฐานจิต คล่ืนจิต มโนสัมผสั ดูผสั สะ ไมม่ ีอารมณ์ แยกออกไป 3.3 สัมปชำโน คือควำมรู้สึก ฝึ กฐำนจิตปฏิบัติกระเทือน มโนทำงใจเข้ำใจไปดูมโนสัมผัส ดูจิตในจิต สัมปชาโน ความรู้สึกจิตในจิต มโนสัมผสั เป็นฐานจิตให้รู้ความหมาย สัมปชาโน ไดแ้ ก่ความรู้สึก นง่ั ยืน นอนก็รู้ชดั มนสิกา รู้ชดั ทางผสั สะ ตอ้ งวางอิริยาบถบรรพ วางควบกนั ไว้ จิตต้องอำศัยสัมปชัญญะ “อำตำปี สัมปชำโน สติมำ” ลงในสัมปชญั ญะ มโนสัมผสั จิตในจิต เห็นปรากฏความรู้สึกสัมผสั เป็ นธรรมในธรรม ทุกข์ใช้ อิริยาบถ 4 เห็นความทุกขใ์ นตวั การดูจิตดูท่ีมโนสัมผสั สอนมองเห็นความเป็ นจริงความทุกข์ ความเป็ นผู้ สมั ปชญั ญะ มโนสัมผสั ฐานจิต วปิ ัสสนาพบของจริงไปสงบระงบั กองสังขาร รูป เวทนา สงั ขาร หยงั่ รู้ใหเ้ ขา้ ไปสงบในกองสังขาร หลกั การอนตั ตา 3.4 ปฏิบัติจิตในจิตเห็นธรรมำรมณ์ อยู่ ประคองจดจ่อที่มโนสัมผสั ดูตามสัมผสั ความรู้สึกเกิดข้ึนแห่งตณั หา ความรู้สึกกายในกาย เวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เป็นทางตดั ตณั หา ตณั หาเป็นความรู้สึกดูไปตามความรู้สึก วา่ ตรวจดูจิตในจิต จิตมธี รรมำรมณ์ มีราคะ มีโทสะ มีโมหะ เห็นจิตในจิต มโนสมั ผสั เราเห็นจิตในจิตที่มโนสัมผสั เห็นจิตใตจ้ ิตสานึก ยกจิตข้นึ สู่พระไตรลกั ษณ์
660 4) ฐำนธรรมำนุปัสสนำ สรุปไดว้ ่า 4.1 ควำมหมำยในสติปัฏฐำนสูตร ปฏิบัติเกิดควำมเข้ำใจ ต้อง ขบคดิ บำลี ความเห็นใหต้ รง มหาสติปัฏฐานสูตร ประกอบดว้ ย อาจารยส์ าคญั กลั ยาณมิตรสาคญั เกจิอาจารย์ วิจยั ธรรมพระพุทธเจา้ ตอ้ งทาให้ตรงแสดงธรรมท้งั อรรถะและพยญั ชนะ เข้ำใจปริยัติ เป็ นกำรสอนคำแปล ควำมหมำยขยำยควำม ปฏิบตั ิเขา้ ใจ ไดผ้ ลปฏิบตั ิความสุข ไม่ติดในตำรำ ไม่นอกตำรำ ไม่เหนือตำรำ ไม่ทิง้ ตำรำ อ้ำงตำรำที่มี อา้ งตาราที่มี อา้ งคมั ภีร์ เอาตารามากลางดู ให้อ่านตาราท่ีตวั เรา ตอ้ งบรรลุแลว้ เห็นเอง ค้นคว้ำวิธีมหำสติปัฏฐำน หรือตารามาคน้ ควา้ วิปัสสนากรรมฐาน ทาความเห็นให้ตรงกับสภาวะที่กาย เวทนา ที่จิต ที่ธรรม ปฏิบตั ิตรง สติปัฏฐาน 4 กายในกาย เห็นอะไรขบความหมาย ทำงนิพพำนอยู่ไหน กาย ยาวหน่ึงวา หนาหน่ึงคืบ ยาวกายกับใจ ทางพระนิพพานอยู่ท่ี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภาคปฏิบตั ิ ธรรมะ แท้จริงไดเ้ ม่ือแจง้ ภายในเรียนกายในออก ดูภายนอกใหต้ รงภายใน ทำ “อำตำปี ” เพยี ร สร้ำงอริยมรรค การ ปฏบิ ัติเอำปริยตั ิ เป็ นหลกั วิธกี ำรศึกษำคัมภีร์เป็ นมำตรฐำน ยืนยนั ในพระไตรปิ ฎก เอาปัญญาเขา้ ไปอบรมจิต เห็นขนั ธใ์ นขนั ธ์ เห็นกายในกายท่ีขนั ธ์ มหาสติปัฏฐาน 4 ความจริงพสิ ูจน์ได้ ตอ้ งขบความหมาย ตวั ละเอียด การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตอ้ งมีตวั รับรอง 4.2 “ธัมเมสุ ธัมมำนุปัสสี วิหะระติ” พิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมที่สมมุติอีกที เป็ นธรรมนอกเปรียบเหมือน แพข้ำมฝำก เรำต้องใช้แพ สมมติจริงโดยสมมติสัจจะเห็น ธรรมที่แทจ้ ริง สภาวธรรมท้งั หลายไม่ถือมน่ั ข้ำมฝำกต้องใช้แพ กาหนดวิปัสสนากรรมฐาน สังเกตธรรมใน ธรรม ฐำนธรรมในธรรม เรียกว่ำ ผัสสะ ทำงมโน ทางเวทนาตอ้ งผสั สะ ผสั สะเป็นตณั หาเร่ือย เจริญอารมณ์ วิปัสสนา วางฐานรองไว้ ฐานรองไว้ ตอ้ งรู้ควบคู่กนั ไป ปริยตั ิประคองรองรับการปฏิบตั ิ ธรรมท้ังหลำยท้ัง ปวง ไม่ใช่ตัวตน เห็นธรรมในธรรม หลักอนัตตำ ละท้งั ดีละท้งั ชวั่ เป็นหลกั อนตั ตา ตอ้ งรู้ว่าหลกั อตั ตาเป็ น ส่ิงสมมติ “ผรู้ ู้” “ผเู้ ห็น” ละอยา่ งกนั สังเกต เห็นไมใ่ ช่เห็นตาเน้ือ เห็นดว้ ยตาปัญญา เห็นธรรมในธรรมเห็น ธรรมสมมติ ทดสอบพสิ ูจน์ในห้องกรรมฐำน เห็นพระธรรม อากาลิโก ไม่เลือกกาลเวลา บรรลุแลว้ เห็นเอง พิจำรณำเห็นธรรมในธรรม “เอหิปัสสิโก” ธรรมะ ฟังดีเกิดสติปัญญา สภาวะธรรมท้งั หลายจริงโดยสมมติ เป็นอนตั ตา ธรรมารมณ์ท้งั หมด ธรรมจริงโดยสมมติสัจจะ กรรมฐานตอ้ งทาลายสังสารวฏั เจริญสมถะต้อง อยู่หน้ำวิปัสสนำต้องอยู่หลงั เห็นธรรมในทาลายธรรมนอก ธรรมนอกเป็น บุญญาภิสังขาร ปรุงแต่ง ธรรม โดยสมมติบญั ญติเป็นธรรมนอกสมมติจากของจริง เป็นธรรมนอก ธรรมเป็นอุปทาน หยง่ั รู้กาหนดกาหนดรู้ กำรนึกคิดเป็ นธรรมนอก ธรรมในธรรมดูที่มโนสัมผสั เห็นธรรมในธรรม เห็นธรรมะเนืองๆ อะไร คือ เห็น กายในกายเนือง ๆ เวทนาในเวทนาเนือง ๆ จิตในจิตเนือง ๆ ธรรมในธรรม เนืองๆ อยู่ ตอ้ งดูธรรมารมณ์ ที่ เกิดในตวั เรา 4.3 วิปัสสนำกรรมฐำนทำควำมเห็นให้ตรงสภำวะที่ตรงในกำย ตรงท่ีเวทนำในเวทนำ ตรงท่ี ธรรมในธรรม เรียกว่ำ ปฏิบัติตรง อาตาปี สัมปชาโน” คือ ทาความเพียร “สติมา” ให้มีสติอยกู่ บั สัมปชาโน อยตู่ ามฐาน อาตาปี เพียรมากๆ “สนั ทิฏฐิโก” เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมใน ธรรม เอง อากาลิโก เจริญสติปัฏฐำน 4 บรรลุแล้ว เห็นกำยในกำย เวทนำในเวทนำ จิตในจิต ธรรมในธรรม
661 อกำลิโก ไม่เลือกกำลเวลำ เห็นดว้ ยญาณปัญญา ความรู้สึกอยู่ในมโนสัมผสั กาหนดวิปัสสนากรรมฐาน สังเกตดู เห็นธรรมในธรรม กำรจับควำมรู้สึกได้เห็นธรรมท้ังหลำยท้ังปวง แมส้ ภาวธรรมไม่ถือมนั่ ให้ ปฏิบตั ิมาก ไม่ให้ติดอารมณ์สมมติต่างๆ อยู่ในกายยาวหน่ึงวา หน้าผาก บัญญตั ิธรรมโดยสมมติเจริญ วิปัสสนากรรมฐาน พิจารณา วา่ ปัจจุบนั เป็นการเห็นแลว้ อำตำปี เพียรอยู่ตำมฐำน เป็นที่ต้งั เอาสติต้งั ไวต้ าม ฐาน เพียรไปสัมปชาโนเกิด การรู้กาย รู้จิต รู้เวทนา รู้ธรรมารมณ์ เรียกว่า รู้ แต่ตอ้ งอาศยั ตวั สัมปชาโน ลง วางไว้ วางหลกั การปฏิบตั ิ “อาตาปี สัมปชาโน สติมา” เอาสติควบคุมไวก้ บั ความรู้สึก เป็นผทู้ าสัมปชญั ญะ พิจารณาในสิ่งสมมติทดสอบพสิ ูจน์ในห้องกรรมฐำน อารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน อยหู่ อ้ งกรรมฐาน ธรรมฟัง กันซ้ำๆ ฝึ กบ่อยๆรู้จกั วิธีการใชธ้ รรมะ ฝึ กที่กายใจ เห็นธรรมในธรรม เห็นท่ีตวั เรา จับควำมรู้สึกได้ ยึดยนั ธรรมพระพุทธเจา้ ติดตาราพาไมพ่ น้ ไม่ทิง้ ตารา ไม่นอกตารา มีเหตุมีผล เพยี รในสติปัฏฐำนสูตร ผใู้ ดบรรลุ แลว้ เห็นเองอริยมรรค เห็นเอง “สัมมาทิฐิ” ในปัญญาเห็นชอบ สติปัฏฐำนต้องเจริญตำมฐำน สติตกฐาน ญาณตกสภาวะไม่แจง้ การดบั ทุกขด์ บั จะตามดบั ทกุ ขต์ อ้ งดบั ตามฐาน ธรรมในธรรม ปรากฏ ญาณปัญญา ผู้ ปฏิบตั ิตอ้ งปฏิบตั ิใหเ้ ขา้ ใจ เอำควำมเข้ำใจสอนผู้อ่ืน จึงเขา้ ใจง่าย ผรู้ ู้เห็นก่อนแลว้ ฟังเพ่ือฝึ กตอ้ งเกิดจากการ ฝึก กาหนดลงไปใหเ้ ห็นธรรมารมณ์จริงโดยปรมตั ถส์ จั จะ หอ้ งกรรมฐาน 3 ปี เศษ ค้นคว้ำ ทดสอบดู ยืนยนั ดู จริงโดยสมมติสจั จะ เพอื่ ตอ้ งการใหแ้ วกวา่ ย ใหเ้ ห็นปรมตั ถส์ จั จะ อภิปรำยผล : พระครูภำวนำนุศำสก์ (แป้น ธมฺมธโร) พระครูภำวนำนุศำสก์ (แป้น ธมฺมธโร) งานวิจยั 2 เรื่อง ประกอบ [1] พระครูนิวิฐธรรมานุยุต (เสถียร ถาวโร) “ศึกษาวิปัสสนาตามแนวของพระครูภาวนานุศาสก์ (แป้น ธมฺมธโร)” [2] พระครูอุดมภาวนานุสิฐ (เสถียร จนั ทร์รวม) “การศึกษาวิเคราะห์วิธีการปฏิบตั ิวิปัสสนากมั มฏั ฐานของพระครูภาวนานุศาสก์ (แป้น ธมฺมธโร)” ผลการศึกษาพบว่า โจทยว์ ิจยั ศึกษาแนววิปัสสนา แนวทางปฏิบัติพบว่า การปฏิบตั ิตามหลกั สติ ปัฏฐาน 4 ใชส้ ติและปัญญาพิจารณากาหนดรู้ รูป นาม สภาวธรรมทางฐานสติ 4 ฐาน กาย เวทนา จิต ธรรม ตามความเป็ นจริงจนหยง่ั รู้ถึงความเปลี่ยนแปลง วิธีการปฏิบตั ิวิปัสสนา เป็ นการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว โดยใชส้ ติกาหนดอิริยาบถต่าง ๆ มีการนงั่ เดิน ยนื นอน อิริยาบถยอ่ ยต่างๆ ในชีวิตประจาวนั นกั ปฏิบตั ินา หลกั วิริยะจดจ่อในรูปนามปัจจุบนั ดว้ ยความเพียร สติเป็นเคร่ืองระลึกรู้ตามกาหนดรูปนามต่อเน่ืองไม่ขาด ช่วง สมาธิทาให้จิตแนบชิดต้งั มนั่ อยู่ในสภาวธรรมที่กาหนดด้วยสติ ปัญญาหยงั่ เห็นลกั ษณะพิเศษของ สภาวธรรมตามความเป็นจริง ผลทาใหเ้ ป็นแบบอยา่ งที่ดีงามเหตปุ ัญญาบริสุทธ์ิ รู้แจง้ รูปนาม ไตรลกั ษณ์ ดบั อาสวะกิเลส พระครูภาวนานุศาสก์ (แป้น ธมฺมธโร) ปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐานใช้สติและปัญญาพิจารณากาหนดรู้ รูปนาม สภาวธรรมทางฐานสติ 4 ฐาน ตามความเป็ นจริงจนหยั่งรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง วิธีการปฏิบัติ วิปัสสนาเจริญสติแบบเคลื่อนไหว โดยใช้สติกาหนดอิริยาบถต่าง ๆ มีการนั่ง เดิน ยืน นอน จดจ่อในรูปนาม
662 ปัจจุบันด้วยความเพียร สติเป็นเคร่ืองระลึกรู้ตามกาหนดรูปนามต่อเน่ืองไม่ขาดช่วง สมาธิทาให้จิตแนบชิด ต้ังม่ันอยู่ในสภาวธรรมท่ีกาหนดด้วยสติ ปัญญาหย่ังเห็นลักษณะพิเศษของสภาวธรรมตามความเป็ นจริง ฐานกายนาทางฝึ กสติ อิริยาบถต่างๆ นาทางไปสู่ฐานอื่นๆ ครบทกุ ฐาน แนวคิดหลักการเป็นไปตามหลักมหา สติปัฏฐาน 4 5.7.3 ข้อเสนอแนะกำรวิจยั : พระครูภำวนำนุศำสก์ (แป้น ธมฺมธโร) เนื่องจากการลงพ้ืนที่ งานวจิ ยั ปี 2562 ไดม้ ีโอกาสกราบสรีระท่าน ณ วดั ไทรงาม จงั หวดั สุพรรณบุรี ต่อการเก็บขอ้ มูลผ่านช่องท่าง YouTube ฟังธรรมะท่านบรรยายและไดอ้ ่านเอกสารเก่ียวกบั แนวทางปฏิบตั ิ มหาสติปัฏฐาน 4 เห็นวา่ ท่านสอนพระสูตรมหาสติปัฏฐานอยา่ งตรงกบั เน้ือหาในพระสูตร จึงมีความสนใจ เพ่ือทาการศึกษาวจิ ยั คน้ ควา้ ต่อมา จากผลการศึกษาท่ีพบ นาไปเรียบเรียงเสนอเป็นบทความวิจยั เร่ือง “การ สกดั หลกั คาสอนเร่ืองมหาสติปัฏฐาน ตามแนวทางปฏิบตั พระครูภาวนานุศาสก์ (แป้น ธมฺมธโร)” โดยศึกษา คน้ ควา้ เอกสารเพิ่มเติมใหม้ ากกวา่ เดิมเพ่อื อธิบายความเฉพาะใหม้ ากยงิ่ ข้นึ ตอ่ ไป [8] พระธรรมธีรรำชมหำมุนี (โชดก ญำณฺสิทธิ) 5.8.1 สรุปกำรสกดั หลกั คำสอนจำกธรรมบรรยำยมหำสติปัฏฐำน : พระธรรมธรี รำชมหำมนุ ี (โชดก ญำณฺสิทธ)ิ จากผลการวิเคราะห์จากตารางท่ี 4.8.1 ถึง 4.8.10 ซ่ึงเป็ นการสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยาย แนวทางปฏิบตั ิพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณฺ สิทธิ) จาแนกตามแนวคิด หลกั การ วิธีการ ผล ได้ สรุปผลการศึกษาเป็นแผนภาพความคิดจากการสกดั หลกั คาสอนเรื่องมหาสติปัฐานจากการบรรยายโดยพระ ธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณฺสิทธิ) แสดงภาพที่ 5.8.1 ผลการศึกษาพบวา่
663 ภาพที่ 5.8.1 แผนที่ความคดิ จากการสกดั หลกั คาสอนเร่ืองมหาสติปัฐานธรรมบรรยาย โดยพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณฺสิทธิ) ด้ำนแนวคิดของพระธรรมธีรราชมหามนุ ี (โชดก ญาณฺสิทธิ) พบวา่ 1) มหำสตปิ ัฏฐำน แผนท่ีชี้ทำง ไปนิพพำน เดินมรรค 8 เจริญวิปัสสนา สติปัฏฐำนเป็ นเอกำยมรรค ทางสายเดียว เดินคนเดียว ทาคนเดียว มรรค 8 ย่อ คือ ศีล สมำธิ ปัญญำ อารมณ์ศีล สมาธิ ปัญญาคือ ขนั ธ์ 5 เส้นทางไปนิพพาน เดินตามมรรค 8 และการปฏิบตั ิ สติปัฏฐาน 4 เป็ นแผ่นที่นำทำง ต้องลงมือปฏิบัติตำมสติปัฏฐำน 4ท่ีต้ังสติ กำย เวทนำ จิต ธรรม ทำงสำยเอก ต้องไปคนเดียวเท่ำน้ัน เป็ นทำงคนเดียว หนทำงเดียวไปสู่นิพพำน แก่นแทศ้ าสนา คือ การเจริญวิปัสสนา มรรคผล นิพพาน 2) สติ เจริญสติปัฏฐำน 4 เป็ นวิปัสสนำ ต้งั สติกาหนดเจริญวิปัสสนา ภาวนาพองหนอ ยบุ หนอ เร่ิมพองยุบ ยตุ ิแลว้ โดยสภาวะ โดยสภำวะเป็ นอย่ำงไร โดยปริยัติเป็ นอย่ำงไร ลม เข้ำ (พอง) ลมออก (ยุบ) ปริยัติคือ สภำวะกำรปฏิบัติ เทียบอริยสัจ 4 ประกอบองค์ 3 อำตำปี (ต้ังใจ) สติมำ (มสี ต)ิ สัมปชำโน (มีสัมปชัญญะ) สอนลงสู่ “สติ” ตวั เดียว เจริญสติปัฏฐำน 4 เป็ นวิปัสสนำ มสี ติเป็ นประจำ 3) กำหนดขันธ์ 5 เกดิ รูป นำม คือ อำรมณ์วิปัสสนำ อารมณ์วิปัสสนาท่ีถกู ตอ้ งเกิดจากขนั ธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็ น รูปและนาม รูปกบั นาม คือ อารมณ์วิปัสสนาที่แทจ้ ริง สังขำร คือ รูปนำม มี ความเกิดข้ึน ดบั ไปเป็ นธรรมดา ร่ำงกำยท้ังหมดเป็ นขันธ์ 5 กำหนดอำตำปี สติมำ สัมปชำโน ขนั ธ์ 5เป็ น อารมณ์วิปัสสนา ขนั ธ์ 5 เกิดที่ไหนรูปนามเกิดที่น้นั คาสอนมากท่ีสุด คือ ขันธ์ 5 1) รูปขนั ธ์ กองรูปส่วนที่ เป็นร่างกาย 2)เวทนาขนั ธ์ กองเวทนา ส่วนท่ีเป็นความรู้สึก 3) สัญญาขนั ธ์ การจาส่ิงที่ได้ 4) สังขารขนั ธ์ การ คิดปรุงแต่งแยกแยะสิ่งท่ีรู้สึกหรือจดจาได้ 5) วิญญาณขนั ธ์ จิตเป็นการรู้แจง้ ถึงสิ่งต่างๆ ผ่านทาง ตา หู จมกู ลิ้น กาย และใจ 4) ญำณ คือ ตัวปัญญำ วิปัสสนำกรรมฐำน เห็นปัจจุบันรูปนำม กฎไตรลกั ษณ์ เห็นปัญญำ 16 ข้ัน กำหนดรูปแบบกำรฝึ กปฏิบัติไปตำมลำดับ ภำวนำต้องเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ ทุกขอริยสัจจำก ทุกขเวทนำ สัจจธรรมพบจำก 1)ปริยัติ พระธรรมวินัย 2)ลงมือปฏิบัติ 3)ปฏิเวธ รูปนำม ไตรลักษณ์ มรรค
664 ผล นิพพำน ปัญญำ คือ ควำมรอบรู้ตำมควำมเป็ นจริง สุตมยปัญญำ ต้องเรียนให้รู้ ดูให้จำ ทำให้จริง ได้ ประโยชน์ ด้ำนหลักกำรของพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณฺสิทธิ) พบว่ำ 1) “สติปัฏฐำน” แปลว่ำ ท่ีต้ัง ของสติต้องมีท่ีต้ังมีที่ยึด ทำงอันประเสริฐค้นพบโดยพระพุทธเจ้ำ สติปัฏฐำน 4 เดินตำมทำง อำศัยหลัก ปริยัติ ชี้บอกเหมือนแผนที่ลงมือปฏิบัติ แล้วเกิดผล สติปัฏฐำนต้ังสติ กำยำนุปัสสนำ สติตำมพิจำรณำกำย เป็ นตำมอำรมณ์ เวทนำนุปัสสนำ สติตำมพิจำรณำเวทนำเป็ นอำรมณ์ จิตตำนุปัสสนำ สติตำมพิจำรณำจิต เป็ นอำรมณ์ ธรรมำนุปัสสนำ สติตำมพจิ ำรณำธรรมเป็ นอำรมณ์ คาวา่ “หนอ” ทาใหเ้ กิดปัญญา กาหนดพอง ยบุ โดยสภาวะ เห็นพระไตรลกั ษณ์อยา่ งไร กาหนดตามไดย้ นิ หนอ ๆ เห็นหนอๆ อาการท่ีปรากฏตามสภาวะ ท่ีเป็นจริง เติมคาวา่ “หนอ” ลกั ษณะการฟังธรรม 1)ฟังเอาบญุ 2)ฟังเอาความรู้ 3)ฟังเป็นอปุ นิสยั 4)ฟังปฏิบตั ิ / ฟังปฏิบตั ิหมายถึง ฟังกาหนดตาม กาหนด “ไดย้ นิ หนอ ยินหนอ” 2)มีองค์ 3 เป็ นวิปัสสนำ 1)ต้ังใจ 2)คอย จ้อง 3)คอยจำ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ดูองค์ 3 อำตำปี (ต้ังใจ) สัมปชำโน (คอยจ้อง) สติมำ (คอยจำ) กาหนด “ตน้ ใจ” คอื ความอยากตอ้ งกาหนดใจก่อน อยากลกุ หนอ หวั ใจดา้ นซา้ ย จิตมนุษยบ์ งั คบั ได้ ตอ้ งฝึก กนั จริงๆ กรรมฐานตอ้ งบริกรรมภาวนา น่ังสมำธิกำหนดขันธ์ 5 หมดท้ังตัว น่งั หนอๆ ทอ้ งพอง หนา้ ทอ้ ง ภาวนาสังเกตพองหนอ ยุบหนอ เรียกว่า “วิปัสสนา” หายใจเขา้ ทอ้ งพองหนอ หายใจออกทอ้ งยุบหนอ อธิษฐำนธรรม ต้ังใจไว้ในใจ ฝึ กตามระบบ เพิ่มข้นั ตอน เพ่ิมเป็ นบทเรียน ตามจานวนวนั แต่ละวนั ตาม อธิษฐานจิต 3) กำหนดตรงขันธ์ 5 ขันธ์ 5 เกิดอำรมณ์วิปัสสนำอยู่ อานาปานสติ นับลมตามลมเป็น สมถะ กาหนดลมกระทบเป็ นวิปัสสนา ลมหายใจเขา้ ออก ถูกกบั ท่ีใดให้กาหนดที่น้ัน สถานที่ลมหายใจถูก คือ ที่ จมูก กบั บริเวณทอ้ ง เอาสมถะไดฌ้ าน ไดบ้ าทวิปัสสนา อภิญญา มากกว่าฌาน กาหนดจิต กาหนดขนั ธ์ 5 พระไตรลกั ษณ์ รูปนามเป็นอนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา แสดงความไม่เท่ียงขนั ธ์ 5 อารมณ์วิปัสสนา ยอ่ คอื ขนั ธ์ 5 คือ รูปกบั นาม ขนั ธ์ 5 มีอยใู่ นพองหนอ ยบุ หนอ 4) วปิ ัสสนำเข้ำใจยำก เรียนต้องรู้ ต้องให้รู้ ดูให้จำ ทำจริงๆ วิปัสสนำ คือ กำรกำหนดรูปนำมเป็ นอำรมณ์ วิปัสสนำ เคา้ โครงวิปัสสนาคือ กายกบั ใจ รูปกบั นาม ทุกคนมี เหมือนกนั ทกุ ชาติทุกภาษาทวั่ โลก วปิ ัสสนาตอ้ งใช้ ขณิกสมาธิ เติมคาภาวนาลงไป เพิ่มกาลงั สมาธิต้งั อยไู่ ด้ นาน สมาธิหนา้ ที่ปราบกิเลสอย่างกลาง ไดแ้ ก่ นิวรณ์ 5 “กเิ ลส 3” 1) หยาบ-กาย ปาก 2) กลาง-ใจ ความชวั่ ออกมาจากนิวรณ์ 5 3) ละเอียด-อนุสัย โลภะ โทสะ โมหะ ภาวนาศรัทธาเห็นรูปนาม พระไตรลกั ษณ์ มรรค ผลนิพพาน ต้องพสิ ูจน์ด้วยภำวนำมยปัญญำ 16 ข้ัน ญาณ 1)นามรูปปริจเฉทญาณ 2) ปัจจยปริคคหญาณ 3) สมั มสนญาณ 4)อุทยพั พยญาณ 5)ภงั คญาณ 6)ภยตูปัฏฐานญาณ 7)อาทีนวญาณ 8)นิพพิทาญาณ 9)มุญจิตกมั ย ตาญาณ 10)ปฏิสังขาญาณ 11)สังขารุเบกขาญาณ 12)อนุโลมญาณ 13)โคตรภูญาณ 14)มรรคญาณ 15)ผล ญาณ 16)ปัจจเวกขณญาณ นักปฏิบัติต้องมีครูบาอาจารย์ เป็ นโสดาบันได้ ต้อง ละสังโยชน์ 10 1) สงั กายทิฏฐิ 2)วจิ ิกิจฉา 3)สีลพั พตปรามาส 4)กามราคะ 5)พยาบาท 6)รูปราคะ 7)อรูปราคะ 8)มานะ 9)อุทธจั จะ 10)อวชิ ชา พระโสดาบนั ทาสงั โยชน์ 3 ใหส้ ิ้นไป
665 ด้ำนวิธีกำรของพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณฺสิทธิ) พบว่า 1) ท่ีต้ังสติ คือกำรตำมเห็น ตำม พิจำรณำเนือง ๆ “อนุ” แปลว่ำ เนือง ๆ หรือ ตำม “ปัสสนำ” แปลว่ำ เห็น ตำมเห็นเนือง ๆ สติอยู่ 1)ต้งั ใจ 2) คอยจอ้ ง 3)คอยจบั กิเลสเขา้ ไม่ได้ อำกำรรู้ในองค์ 3 1)อำตำปี มีควำมเพียรเผ่ากิเลส ท้งั ต้งั ใจทา 2)สติมำ “รู้” ระลกึ ได้ก่อนทาก่อนพูด ก่อนคิด รู้ตวั อยทู่ ี่ว่า กาลงั ยนื หนอ ยนื หนอ สติรู้ในอาการยนื 3)สัมปชัญญะ รู้ ทุกขณะในร่ำงกำยของเรำ ยืนหนอก็เห็นรูปยนื ยนื หนอรู้ทุกขณะ ตอ้ งกาหนดจึงเห็น อนิจจงั ชดั ตวั ปัญญา จบั ได้ กำหนดองค์ 3 อำตำปี (มีควำมเพียรเผ่ำกิเลส) สติมำ (ระลึกได้) สัมปชำโน (รู้รูปนำมได้ทุกขณะ) กำหนดองค์ 3 ให้ทันปัจจุบัน วิธีเจริญวิปัสสนา ตามสติปัฏฐาน 4 เรียกว่า “มหาสติปัฏฐาน4” ไตรลกั ษณ์ อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา หูกบั เสียงกระทบกนั เกิดตวั ทุกขอริยสัจ วิปัสสนาตอ้ งการอารมณ์ปัจจุบนั ใหท้ าทุก วนั ยุติโดยสภำวะ หมายความว่า จะตอ้ งรู้โดยสภาวะ ร่างกายท้งั หมดเป็ นอารมณ์วิปัสสนา อย่าติดศพั ท์ บญั ญตั ิ เอาสภาวะถูกที่สุด ตอ้ งรู้โดยสภาวะ “ฌำน” กเิ ลสละเอยี ดได้ มีสมาธิเหมือนหินทบั หญา้ ขณะอยใู่ น สมาธิใจสบาย ตาดี ทาเหมือนตาบอด หูดี ทาเหมือนหูหนวก มีลิ้น ทาเหมือนเป็ นไบ้ มีกาลงั แข็งแรง ทา เหมือนคนแก่ มีเรื่องราวเกิดข้ึนให้นอนหลบั สบาย เป็ นทุกขค์ ิดอะไรไปนั่งกรรมฐานไปหลบั ตา 2)ธัมมำ นุปัสสนำ สตติ ำมพจิ ำรณำท่ตี ้งั ของสติ คือตำมพจิ ำณำธรรม เจริญสติปัฏฐำน 4 เจริญขนั ธ์ 5 กำหนดขันธ์ 5 คือ วิปัสสนำ ขนั ธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กาหนดเป็นสติปัฏฐาน มุ่งกาหนดขนั ธ์ 5 อายตนะ อริยสัจ นิวรณ์ 5 เป็นธมั มานุปัสสนา รูปนำมคือ ขนั ธ์ 5 1) รูป ไดแ้ ก่ ร่างกายท้งั หมด 2) เวทนำได้แก่ ควำม เสวยอำรมณ์สุข ทุกข์ เฉยๆ 3)สัญญา ไดแ้ ก่ ความจาไดห้ มายรู้ 4)สังขาร ไดแ้ ก่ ความปรุงแต่งใจของเรา 5) วิญญาณ ไดแ้ ก่ ความรู้แจง้ ย่อ รูปกบั นาม กายกบั ใจ ความเขา้ ใจขนั ธ์ 5 สรรพสัตว์ เวียนวา่ ย ตายเกิด เป็ น สตั ว์ เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา ขันธ์ 5 คือ รูปร่ำงกำย มองอนิจจงั อนตั ตา ทว่ั ร่างกาย ขนั ธ์ 5 1)รูป ร่างกาย ท้งั หมด 2)เวทนำ ควำมเสวยอำรมณ์ สุขทุกข์เฉยๆ เวทนำขันธ์ 3)สัญญาขนั ธ์ จาไดห้ มายรู้ มีหน้าท่ีจา 4) สังขาร ปรุงแต่งใจ ให้ดีไม่ดี ให้เฉยๆ มีหน้าที่แต่งใจ เกิดกบั ใจ ดบั พร้อมกับใจ มีอารมณ์เดียวกับใจ 5) วญิ ญาณ จิตเป็นนาม ใจ รู้วา่ อารมณ์ต่างๆ อำรมณ์วิปัสสนำ คือ ขันธ์ 5 กายมีพองมียบุ กายทุกคนโดยสภาวะ เรียกวา่ โดยยตุ ิ คอื ยตุ ิโดยสภาวะ คอื ของจริงมีอยตู่ รงน้นั หนทางไปนิพพาน คือ ขนั ธ์ 5 ตา หู จมูก ลิน้ กาย ใจ สอนให้กาหนดรู้ เห็นอนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา กาหนดทอ้ งพอง ยุบ เป็นขนั ธ์ 5 คือ ทอ้ งพอง ทอ้ งยบุ หนอ เป็นธมั มานุปัสสนา แปลงขนั ธ์ 5 ไดย้ นิ หนอ เกิดรูปนาม เป็น ธมั มนานุปัสสนา สติกาหนดไดย้ นิ หนอ เป็น สติสัมโพชฌงค์ ตอ้ งรู้องคธ์ รรม สัมมาสติระลึกชอบ ใชส้ ติปัฏฐาน 4 “ไดย้ นิ หนอ ” กาหนดรู้ องค์ 3 อาตาปี สัมปชาโน สติมา อนิจจงั ปรากฏตามเอง มรรค 8 ไดแ้ ก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ยอ่ ลงมาขอ้ เดียวคือ สติ ตวั เดียว เท่าน้นั วิปัสสนาตอ้ งให้ทนั ปัจจุบนั ตอ้ งรู้แจง้ มรรคผล นิพพาน ญำณทัศนะ คือ กำรหย่ังรู้ การเห็นที่เป็น ญาณ 3)กำหนดกำย ได้ยิน “หนอ” รู้สึกอย่ำงไร ดูตัว นงั่ ลงขดั สมาธิ ภาวนาวา่ พองหนอ ยบุ หนอ ร่างกาย ท้งั หมด การกาหนดรูปนาม สาคญั วาโยธาตุเคล่ือนไหว เกิดจากการกระทบของลม คือ พองยบุ เอำใจไว้ท่ี ท้อง บริกรรมว่ำ พองหนอ ยุบหนอ กาหนดบริเวณทอ้ งอาการพองยบุ กาหนดชดั เจนสม่าเสมอแสดงสภาวะ ชดั เจนกวา่ บริเวณจมูก นง่ั สมำธิ หลบั ตา เอาใจต้งั ไว้ ภาวนาบริกรรม ยบุ หนอ พองหนอ ใหท้ นั กาหนด ทอ้ ง
666 พองทอ้ งยบุ นงั่ หนอๆ ตอ้ งฝึ ก ยบุ หนอ พองหนอ ทอ้ งนูน นงั่ ขดั สมาธิ ต้งั จิตอธิษฐาน ยืนหนอ เอาใจไวท้ ่ี ร่างกายต้งั แตผ่ ม ขน เลบ็ ไดท้ ้งั น้นั ใหร้ ู้อยทู่ ี่ร่างกาย อาการรู้ในองค์ 3 ยนื หนอ ๆ นึกในใจ นึกชา้ ๆ เอาสติไว้ ที่ร่างกาย เดนิ จงกรม กำหนดกำยำนุปัสสนำ “ขวา ยา่ ง หนอ” “ซา้ ย ยา่ ง หนอ” เดินจงกรม 6 ระยะ 1) ยกส้น หนอ 2)ยกหนอ 3)ย่ำงหนอ 4)ลงหนอ 5)ถูกหนอ 6)กดหนอ เดินจงกรมเสร็จนงั่ ขดั สมาธิ เป็นพ้ืนฐานใหเ้ กิด ปัญญา เดินนาน 1 ชวั่ โมงดีท่ีสุด เดินจงกรม เดิน 1 ชว่ั โมงแลว้ มานงั่ ขดั สมาธิ เดินจงกรม ยืนหนอๆ ความ รู้สึกตวั อยทู่ ี่ร่างกาย คอยจอ้ งสติ ขวายา่ งหนอ ซา้ ยยา่ งหนอ ทาใหช้ า้ เดินจงกรมไปนิพพานได้ อำนำปำนสติ ติดตำมลมหำยใจเข้ำ ตน้ ลมอยู่ริมจมูก กลางลมอย่ลู มหายใจ ปลายลมอย่ทู ่ีสะดือ หายใจออก ตน้ ลมสะดือ ปลายลมจมูก ลมกระทบทอ้ งพองยบุ ลมเขา้ ออกหายใจ ไดอ้ งค์ 3 อาตาปี สัมปชาโน สติมา คอยจอ้ ง คอยจา เห็นไตรลักษณ์ นึกถึงลมหำยใจเข้ำออก เกิดดับ มีแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ กาหนดพิจารณาพองหนอ ยุบ หนอ เห็นสมถะ การกาหนดรูปนาม ทาลาย “สักกายทิฐิ” เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ญาณ รูปนามเกิดข้ึน ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ “ตา” กาหนดเห็นหนอ มือพลิก ยกหนอๆ ไปหนอๆ ถูกหนอๆ จบั หนอๆ ยก หนอๆ มากหนอๆ ลงหนอๆ เวลากินขา้ ว อา้ ปากหนอๆ เค้ียวหนอๆ รสหนอๆ แหลกหนอๆ กาหนด พละ 5 คือ กำลังสมำธิ ย่ิงมากยิ่งดี เพราะตอ้ งการความสงบใจเป็ นสาคญั พละ 5 กาลงั คือ ศรัทธา ปัญญา สมาธิ วริ ิยะ สติ พละเกิดปัญญาเรียกวา่ “ญาณ” คาถาบงั สุกุลเพือ่ ปลงพระกรรมฐาน อนิจจา วะตะ สงั ขารา สงั ขาร ท้งั หลาย รูปนาม กายใจ สังขารไม่มีอีกแลว้ ถึงนิพพานเป็ นสุข ลำดับญำณ ภำคปฏิบัติและภำคทฤษฎี เทียบเคียงดู เขียนไว้มีอยู่ในหนังสือ ข้นั ตน้ ท่องจา ตารา ไม่เห็นจริง ท่องไดจ้ าได้ ข้นั สอง เป็ นจินตามย ปัญญา เห็นไตรลกั ษณ์ (คิดเอง) 15 % คือ คิด พิจารณา ข้นั สาม พระไตรลกั ษณ์ 50 % เจริญวิปัสสนา ปัญญา 16 ข้ัน ต้องผ่านญาณ 16 ถึงญาณ 12 จะเห็นไตรลักษณ์ 100 % วิธีการรับกรรมฐาน ต่อครูอาจารย์ สัมมาทิฏฐิเป็ นศรัทธา 4)เวทนา คือ เสวยอารมณ์ ท่ีต้งั ของสติ คือ ตามพิจารณา หรือพิจารณาเนือง ๆ ทนั องค์ 3 ต้งั ใจ สติ สมั ปชญั ญะ เอารูปนามเป็นอารมณ์ เวทนาขนั ธ์ เป็นเวทนานุปัสสนา กาหนดไดย้ ินหนอ ใจของเรารู้ ไม่ทุกขไ์ ม่สุข ก็เฉย กาหนดจึงเป็ นทุกขอริยสัจได้ สติไปรู้อาการปวดเห็นอาการปวด มากเขา้ เป็ นอนิจจงั ทุกขขงั อนัตตา เกิดเวทนาให้กาหนด “เจ็บหนอ คนั หนอ ทนไม่ได้ก็เกาหนอ” แลว้ กลบั ไป กาหนดทอ้ งพองยบุ ปวดร่างกายไมก่ าหนดเป็นทุกขเวทนา ไม่เป็นทกุ ขอริยสจั ตอ้ งกาหนด ปวดหนอ 5) จติ ตำนุปัสสนำ จิตมีโทสะ กำหนดกิเลสตัวน้ัน “กาย” มีสติตามพิจารณากายเป็ นอารมณ์ “เวทนา” มีสติตาม พิจารณาเวทนาเป็ นอารมณ์ “จิต” มีสติตำมพิจำรณำจิตเป็ นอำรมณ์ “ธรรม” มีสติตามพิจารณาธรรมเป็น อารมณ์ ผู้ได้ยินคือ จิต เป็ นจิตตำนุปัสสนำ ขนั ธ์ 5 เกิดข้ึนต้งั อยู่ ดบั ไป เป็ นธรรมานุปัสสนา กำหนดจิต กำหนดท่ีหัวใจ “คิดหนอ” เอำอะไรเป็ นอำรมณ์ ใช้อุปจารสมาธิ ถึงอปั ปนาสมาธิ คือ สมาธิแนบแน่นให้ สงบ เงียบ ขาดความรู้สึกไปเลย เป็นอปั ปนาสมาธิ ปฏิบตั ิจริงจงั 24 ชวั่ โมง ด้ำนผลของพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณฺ สิทธิ) พบว่า 1) กำหนดสติปัฏฐำน 4 ผลปัญญำ เป็ นอิริยบุคคล ละสักกำยะทิฏฐิ ฌานสมาบตั ิ คือ สงบ เงียบ เขา้ ไปนิพพาน รู้เหตุผลเป็ นลกั ษณะญาณ โสดาบนั มีศีล 5 มน่ั คง เมตตา จาคะ สันโดษ สติ 2) กำรต้ังสติกำหนดอำรมณ์ กเิ ลสหำย ความสงบ ความ
667 เยือกเยน็ วิธีแกก้ ิเลส ละโลภโกรธหลง เป็ นตวั บุญเป็ นกุศล ชีวิตไม่ยงั่ ยืนความตาย เป็ นของยง่ั ยืน เห็นรูป เห็นนามเกิดดบั ละโทสะ โลภะ โมหะ กิเลสท้งั หมด ให้ทาน รักษาศีล หมนั่ ภาวนา อนิจจงั เห็นชดั ยึดรูป นามเป็นอารมณ์ ถึงอริยมรรค 3) มีความรู้เป็นเคร่ืองพิสูจน์อาศยั เจริญวิปัสสนา ละโลภ โกรธ หลง ควำมรู้ ควำมเห็นในวมิ ตุ ติ ควำมรู้เหน็ ว่ำ จิตหลดุ พ้น 4) มีศีล สมาธิ ปัญญา รักษาใจใหอ้ ยกู่ บั รูปนาม การปฏิบตั ิเพื่อ บาเพญ็ เพม่ิ พูน ศีล สมาธิ ปัญญา ชาระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม คุณธรรม 5 ประกำร 1) ศรัทธา 2)ไม่ มีโรคภยั 3)ไมโ่ ออ้ วด ไมม่ ีมายา 4)มีความเพยี ร 5) มีปัญญาพอสมควร สรุปกำรสกดั หลกั คำสอนมหำสติปัฏฐำน 4 ตำมแนวทำงปฏบิ ัติพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณฺสิทธิ) ภาพที่ 5.8.2 แผนที่ความคดิ การสกดั หลกั คาสอนของพระธรรมธีรราชมหามนุ ี (โชดก ญาณฺสิทธิ) ตามมหาสติปัฏฐาน 4 5.8.2 สรุปผลและอภิปรำยผล : พระธรรมธีรรำชมหำมนุ ี (โชดก ญำณฺสิทธิ) ผลการศึกษาเรื่องการสกดั หลกั คาสอนเรื่องมหาสติปัฏฐาน 4 ตามแนวทางปฏิบตั ิพระธรรมธีรราช มหามุนี (โชดก ญาณฺ สิทธิ) สรุปผลการศึกษา จาแนกตามมหาสติปัฏฐาน 4 ประกอบดว้ ย กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธรรมานุปัสสนา 1)ฐำนกำยำนุปัสสนำ สรุปไดว้ ่า 1) กำยำนุปัสสนำสติปัฏฐาน การต้งั สติตามพิจารณากายเป็ นตาม อารมณ์ ความหมาย “ที่ต้งั สติ” คือการตามเห็นตามพิจารณาเนือง ๆ “อนุ” แปลวา่ เนือง ๆ หรือ ตาม “ปัสส นา” แปลว่า เห็น ตามเห็นเนือง ๆ สติอยู่ 1)ต้งั ใจ 2)คอยจอ้ ง 3)คอยจบั กิเลสเขา้ ไม่ได้ อาศยั ร่างกายท้งั หมด เป็นอารมณ์วิปัสสนา “กาย” มีสติตามพิจารณากายเป็นอารมณ์ กาหนดกาย ไดย้ นิ “หนอ” รู้สึกอยา่ งไร ดูตวั หูกบั เสียงกระทบกนั เกิดตวั ทุกขอริยสัจ น่งั ลงขัดสมำธิ หลบั ตาภาวนาว่า พองหนอ ยบุ หนอ เอาใจไวท้ ่ีทอ้ ง
668 บริกรรมว่า พองหนอ ยุบหนอ เอาใจต้งั ไว้ ภาวนาบริกรรม ยบุ หนอ พองหนอ ให้ทนั กาหนด ทอ้ งพองทอ้ ง ยบุ นงั่ หนอๆ ตอ้ งฝึก ยบุ หนอ พองหนอ ทอ้ งนูน เดินจงกรม กาหนดกายานุปัสสนา “ขวา ยา่ ง หนอ” “ซา้ ย ยา่ ง หนอ” ขวาย่างหนอ ซา้ ยย่างหนอ เดินจงกรม 6 ระยะ 1) ยกส้นหนอ 2)ยกหนอ 3)ยา่ งหนอ 4)ลงหนอ 5) ถกู หนอ 6)กดหนอ ความรู้สึกตวั อยทู่ ่ีร่างกาย คอยจอ้ งสติ ขวายา่ งหนอ ซา้ ยยา่ งหนอ ทาใหช้ า้ เดินจงกรมไป นิพพานได้ ยืนหนอ เอาใจไวท้ ่ีร่างกายต้งั แต่ผม ขน เล็บ ไดท้ ้งั น้นั ให้รู้อยู่ท่ีร่างกาย อาการรู้ในองค์ 3 ยืน หนอ ๆ นึกในใจ นึกชา้ ๆ เอาสติไวท้ ี่ร่างกาย ขันธ์ 5 คือ รูปร่างกาย มองอนิจจงั อนตั ตา ทว่ั ร่างกาย 1)รูป ร่างกายท้งั หมด 2)เวทนา ความเสวยอารมณ์ สุขทุกขเ์ ฉยๆ เวทนาขนั ธ์ 3)สัญญาขนั ธ์ จาไดห้ มายรู้ มีหนา้ ที่ จา 4)สังขาร ปรุงแต่งใจ ให้ดีไม่ดี ให้เฉยๆ มีหนา้ ท่ีแต่งใจ เกิดกบั ใจ ดบั พร้อมกบั ใจ มีอารมณ์เดียวกบั ใจ 5) วิญญาณ จิตเป็นนาม ใจ รู้วา่ อารมณ์ต่างๆ 2) อำนำปำนสติ นบั ลมตำมลมเป็ น สมถะ กาหนดลมกระทบเป็น วิปัสสนา ไดอ้ งค์ 3 อาตาปี สัมปชาโน สติมา คอยจอ้ ง คอยจา เห็นไตรลักษณ์ นึกถึงลมหายใจเขา้ ออก เกิด ดบั มีแต่อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา ลมหายใจเขา้ ออก ถูกกบั ที่ใดใหก้ าหนดที่น้นั สถานที่ลมหายใจถกู คือ ที่จมกู กบั บริเวณทอ้ ง ร่ำงกำยท้งั หมด การกาหนดรูปนาม สาคญั วาโยธาตเุ คล่ือนไหว เกิดจากการกระทบของลม คือ พองยุบ ติดตามลมหายใจเขา้ ตน้ ลมอยู่ริมจมูก กลางลมอยู่ลมหายใจ ปลายลมอยู่ที่สะดือ หายใจออก ตน้ ลมสะดือ ปลายลมจมูก ลมกระทบทอ้ งพองยบุ ลมเขา้ ออกหายใจ 3) กรรมฐำนต้องบริกรรมภำวนำ ลม เขา้ (พอง) ลมออก (ยบุ ) หายใจเขา้ ทอ้ งพองหนอ หายใจออกทอ้ งยบุ หนอ ต้งั สติกาหนดภาวนาพองหนอ ยบุ หนอ เร่ิมพองยบุ ยตุ ิแลว้ โดยสภาวะ กาหนดตามไดย้ นิ หนอ ๆ เห็นหนอๆ อาการท่ีปรากฏตามสภาวะท่ีเป็น จริง เติมคำว่ำ “หนอ” “ตา” กาหนดเห็นหนอ มือพลิก ยกหนอๆ ไปหนอๆ ถูกหนอๆ จับหนอๆ ยกหนอๆ มากหนอๆ ลงหนอๆ เวลากินข้าว อา้ ปากหนอๆ เค้ียวหนอๆ รสหนอๆ แหลกหนอๆ กาหนด กาหนด พิจารณาพองหนอ ยุบหนอ เห็นสมถะ อำรมณ์วิปัสสนำ คือ ขันธ์ 5 กายมีพองมียุบ กายทุกคนโดยสภาวะ เรียกวา่ โดยยตุ ิ คอื ยตุ ิโดยสภาวะ คือ ของจริงมีอยตู่ รงน้นั อำกำรรู้ในองค์ 3 1)อาตาปี เพียรเผา่ กิเลส ท้งั ต้งั ใจ ทา 2)สติมา “รู้” ระลึกไดก้ ่อนทาก่อนพูด ก่อนคิด รู้ตวั อยู่ท่ีว่า กาลงั ยืนหนอ ยืนหนอ สติรู้ในอาการยืน 3) สัมปชญั ญะ รู้ทุกขณะในร่างกาย ยนื หนอก็เห็นรูปยนื ยนื หนอรู้ทุกขณะ ตอ้ งกาหนดจึงเห็น อนิจจงั ชดั ตวั ปัญญาจบั ได้ 4) ร่ำงกำยเป็ นขันธ์ 5 กาหนดอาตาปี สติมา สัมปชาโน เป็ นอารมณ์วิปัสสนา ขนั ธ์ 5 เกิดที่ ไหนรูปนามเกิดที่น้นั นงั่ สมาธิกาหนดขนั ธ์ 5 หมดท้งั ตวั นงั่ หนอๆ ทอ้ งพอง หนา้ ทอ้ ง ภาวนาสังเกตพอง หนอ ยุบหนอ รูปกับนำม ขันธ์ 5 มีอยใู่ นพองหนอ ยุบหนอ ความหมาย ขนั ธ์ 5 1) รูปขนั ธ์ กองรูปส่วนที่ เป็นร่างกาย 2)เวทนาขนั ธ์ กองเวทนา ส่วนที่เป็นความรู้สึก 3) สญั ญาขนั ธ์ การจาส่ิงท่ีได้ 4) สงั ขารขนั ธ์ การ คิดปรุงแต่งแยกแยะส่ิงที่รู้สึกหรือจดจาได้ 5) วิญญาณขนั ธ์ จิตเป็นการรู้แจง้ ถึงส่ิงต่างๆ ผ่านทาง ตา หู จมกู ลิน้ กาย และใจ ขนั ธ์ 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สอนใหก้ าหนดรู้ เห็นอนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา 2)ฐำนเวทนำนุปัสสนำ สรุปไดว้ ่า 1) เวทนำ คือ เสวยอารมณ์ ที่ต้งั สติพิจารณาเนือง ๆ ทนั องค์ 3 ต้งั ใจ สติ สัมปชญั ญะ เอารูปนามเป็ นอารมณ์ วิปัสสนำต้องกำรอำรมณ์ปัจจุบัน ใหท้ าทุกวนั กาหนดจึง เป็ นทุกขอริยสัจได้ สติไปรู้อาการปวดเห็นอาการปวด มากเขา้ เป็ นอนิจจงั ทุกขขงั อนัตตา เกิดเวทนาให้ กาหนด “เจบ็ หนอ คนั หนอ ทนไม่ไดก้ ็เกาหนอ” แลว้ กลบั ไปกาหนดทอ้ งพองยบุ ปวดร่างกายไมก่ าหนดเป็น
669 ทุกขเวทนา ไม่เป็ นทุกขอริยสัจ ตอ้ งกาหนด ปวดหนอ 2) ทุกขอริยสัจจำกทุกขเวทนำ 3)สติตำมพจิ ำรณำ เวทนำเป็ นอำรมณ์ วิปัสสนา คือ การกาหนดรูปนามเป็นอารมณ์ “ยุติโดยสภำวะ” หมายความว่า จะตอ้ งรู้ โดยสภาวะ “เวทนา” มีสติตามพิจารณาเวทนาเป็นอารมณ์ เวทนา ความเสวยอารมณ์ สุขทุกขเ์ ฉยๆ เวทนา ขนั ธ์ เป็ นเวทนานุปัสสนา กาหนดไดย้ ินหนอ ใจของเรารู้ ไม่ทุกข์ไม่สุข ก็เฉย การต้งั สติกาหนดอารมณ์ กิเลสหาย ความสงบ ความเยอื กเยน็ 3)ฐำนจิตตำนุปัสสนำ สรุปได้ว่า 1) จิตตานุปัสสนา สติตำมพิจำรณำจิตเป็ นอำรมณ์ อารมณ์ วิปัสสนาท่ีถูกตอ้ งเกิดจากขนั ธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็ น รูปและนาม รูปกับนำม คือ อำรมณ์วิปัสสนำที่แท้จริง สังขาร คือ รูปนาม มีความเกิดข้ึน ดบั ไปเป็นธรรมดา จิตมีโทสะ กาหนดกิเลสตวั น้นั ความรู้ความเห็นในวิมุตติ ความรู้เห็นว่าจิตหลุดพน้ 2) “จิต” มีสติตำมพจิ ำรณำจติ เป็ นอำรมณ์ กาหนด จิต กาหนดท่ีหวั ใจ “คดิ หนอ” เอาอะไรเป็นอารมณ์ ผไู้ ดย้ นิ คอื จิต เป็นจิตตานุปัสสนา อธิษฐานธรรม ต้งั ใจ ไวใ้ นใจ 3) จิตมนุษยบ์ งั คบั ได้ ตอ้ งฝึกกนั จริงๆ 4)ฐำนธรรมำนุปัสสนำ สรุปได้ว่า 1) มหำสติปัฏฐำน แผนท่ีชี้นำทำงไปนิพพำน “สติปัฏฐาน” แปลว่า ที่ต้งั ของสติตอ้ งมีท่ีต้งั มีที่ยึด เจริญสติปัฏฐาน 4 เป็นวิปัสสนา ความหมายธรรมานุปัสสนา สติตาม พิจารณาธรรมเป็นอารมณ์ “ธรรม” มีสติตามพิจารณาธรรมเป็นอารมณ์ เดินมรรค 8 เจริญวปิ ัสสนา วธิ ีเจริญ วิปัสสนา ตามสติปัฏฐาน 4 เรียกว่า “มหาสติปัฏฐาน4” ไตรลกั ษณ์ อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา ตอ้ งลงมือปฏิบตั ิ สติปัฏฐาน 4ท่ีต้งั สติ กาย เวทนา จิต ธรรม ทางสายเอก ตอ้ งไปคนเดียว เป็นทางคนเดียว หนทางเดียวไปสู่ นิพพาน 2) ธัมมำนุปัสสนำ สติตำมพจิ ำรณำที่ต้ังของสติ คือตำมพิจำณำธรรม เจริญสติปัฏฐาน 4 กาหนด ตรงขนั ธ์ 5 เกิดอารมณ์วปิ ัสสนาอยู่ รูปนำมคือ ขนั ธ์ 5 ประกอบดว้ ย 1) รูป ร่างกายท้งั หมด 2) เวทนา ความ เสวยอารมณ์สุข ทุกข์ เฉยๆ 3)สัญญา ความจาไดห้ มายรู้ 4)สังขาร ความปรุงแต่งใจ 5)วิญญาณ ความรู้แจง้ ย่อ รูปกบั นาม กายกบั ใจ ความเขา้ ใจขนั ธ์ 5 สรรพสัตว์ เวียนวา่ ย ตายเกิด เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นเราเป็ น เขา กำหนดท้องพอง ยุบ เป็ นขันธ์ 5 คือ ทอ้ งพอง ทอ้ งยุบหนอ เป็ นธัมมานุปัสสนา แปลงขนั ธ์ 5 ไดย้ ิน หนอ เกิดรูปนาม เป็น ธมั มนานุปัสสนา ขนั ธ์ 5 เกิดข้ึนต้งั อยดู่ บั ไป เป็นธรรมานุปัสสนา กำหนดขนั ธ์ 5 คอื วิปัสสนา ขนั ธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กาหนดเป็ นสติปัฏฐาน มุ่งกาหนดขนั ธ์ 5 อายตนะ อริยสัจ นิวรณ์ 5 เป็ นธัมมานุปัสสนา กาหนดขนั ธ์ 5 พระไตรลกั ษณ์ รูปนามเป็ นอนิจจงั ทุกขงั อนัตตา แสดงความไม่เท่ียงขนั ธ์ 5 อำรมณ์วปิ ัสสนำ ย่อ คือ ขันธ์ 5 สัมมาสติระลึกชอบใชส้ ติปัฏฐาน “ไดย้ นิ หนอ ” สติกาหนดไดย้ นิ หนอ เป็นสติสัมโพชฌงค์ ตอ้ งรู้องคธ์ รรม 3)โดยสภำวะเป็ นอย่ำงไร โดยปริยัตเิ ป็ นอย่ำงไร ปริยัติคือ สภาวะการปฏิบตั ิ เทียบอริยสัจ 4 ประกอบองค์ 3 อาตาปี (ต้งั ใจ) สติมา (มีสติ) สัมปชาโน (มี สัมปชญั ญะ) สอนลงสู่ “สติ” ตวั เดียว เจริญสติปัฏฐาน 4 เป็นวปิ ัสสนา มีสติเป็นประจา กาหนดรูปแบบการ ฝึ กปฏิบตั ิไปตามลาดบั ฝึ กตำมระบบ เพม่ิ ข้ันตอน เพ่ิมเป็นบทเรียน ตามจานวนวนั แต่ละวนั ตามอธิษฐาน จิต กาหนดองค์ 3 อาตาปี (มีความเพียรเผ่ากิเลส) สติมา (ระลึกได้) สัมปชาโน (รู้รูปนามได้ทุกขณะ) กาหนดองค์ 3 ให้ทนั ปัจจุบนั ดูองค์ 3 อาตาปี (ต้งั ใจ) สัมปชาโน (คอยจอ้ ง) สติมา (คอยจา) มีองค์ 3 เป็ น วิปัสสนา 1)ต้งั ใจ 2)คอยจอ้ ง 3)คอยจา สัจจธรรมพบจาก 1)ปริยตั ิ พระธรรมวินยั 2)ลงมือปฏิบตั ิ 3)ปฏิเวธ
670 รูปนาม ไตรลกั ษณ์ มรรค ผล นิพพาน ฟังปฏิบตั ิหมายถึง ฟังกาหนดตาม กาหนด “ไดย้ ินหนอ ยินหนอ” วิปัสสนาเขา้ ใจยาก เรียนตอ้ งรู้ ตอ้ งใหร้ ู้ ดูให้จา ทาจริงๆ สุตมยปัญญา ตอ้ งเรียนให้รู้ ดูใหจ้ า ทาใหจ้ ริง ได้ ประโยชน์ ลกั ษณะการฟังธรรม 1)ฟังเอาบญุ 2)ฟังเอาความรู้ 3)ฟังเป็นอปุ นิสัย 4)ฟังปฏิบตั ิ ใชอ้ ปุ จารสมาธิ ถึงอปั ปนาสมาธิ คือ สมาธิแนบแน่นใหส้ งบ เงียบ ขาดความรู้สึกไปเลย เป็นอปั ปนาสมาธิ ปฏิบตั ิจริงจงั 24 ชว่ั โมง อย่ำติดศัพท์บัญญัติ เอำสภำวะถูกท่ีสุด ต้องรู้โดยสภำวะ มีความรู้เป็ นเคร่ืองพิสูจน์อาศยั เจริญ วิปัสสนา 4) วิปัสสนำเห็นปัจจุบันรูปนำม กฎไตรลักษณ์ เห็นปัญญำ 16 ข้ัน เคา้ โครงวิปัสสนาคือ กายกบั ใจ รูปกบั นาม กำรกำหนดรูปนำม ทาลาย “สักกายทิฐิ” เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ญาณ รูปนามเกิดข้ึน ทาง ตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจ ญำณ คือ ตวั ปัญญำ มรรค 8 ไดแ้ ก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ยอ่ ลงมาขอ้ เดียวคอื สติ ตวั เดียว เท่าน้นั วิปัสสนาตอ้ งให้ทนั ปัจจุบนั ตอ้ งรู้แจง้ มรรคผล นิพพาน ญาณทศั นะ คือ การหยงั่ รู้ การเห็นท่ีเป็ น ญำณ ต้องพสิ ูจน์ด้วยภำวนำมยปัญญำ 16 ข้ัน ญาณ 1)นามรูปปริจเฉทญาณ 2) ปัจจยปริคคหญาณ 3)สัมม สนญาณ 4)อุทยพั พยญาณ 5)ภงั คญาณ 6)ภยตูปัฏฐานญาณ 7)อาทีนวญาณ 8)นิพพิทาญาณ 9)มุญจิตกมั ยตา ญาณ 10)ปฏิสังขาญาณ 11)สังขารุเบกขาญาณ 12)อนุโลมญาณ 13)โคตรภูญาณ 14)มรรคญาณ 15)ผลญาณ 16)ปัจจเวกขณญาณลาดับญาณ ภำคปฏิบัติและภำคทฤษฎีเทียบเคียงดู เขียนไวม้ ีอยู่ในหนังสือ ข้นั ตน้ ท่องจา ตารา ไม่เห็นจริง ท่องไดจ้ าได้ ข้นั สอง เป็ นจินตามยปัญญา เห็นไตรลกั ษณ์ (คิดเอง) 15 % คือ คิด พิจารณา ข้นั สาม พระไตรลกั ษณ์ 50 % เจริญวิปัสสนา ปัญญา 16 ข้นั ตอ้ งผา่ นญาณ 16 ถึงญาณ 12 จะเห็น ไตรลกั ษณ์ 100 % ปัญญำ คือ ควำมรอบรู้ตำมควำมเป็ นจริง ภาวนาตอ้ งเห็น อนิจจงั ทุกขงั อนัตตา คาว่า “หนอ” ทำให้เกดิ ปัญญำ กาหนดพองยบุ โดยสภาวะ เห็นพระไตรลกั ษณ์ วปิ ัสสนาตอ้ งใชข้ ณิกสมาธิ เติมคา ภาวนาลงไป เพิ่มกาลงั สมาธิต้งั อยู่ไดน้ าน สมาธิหนา้ ท่ีปราบกิเลสอย่างกลาง ไดแ้ ก่ นิวรณ์ 5 “ฌาน” กิเลส ละเอียดได้ มีสมาธิเหมือนหินทบั หญา้ ศีล สมาธิ ปัญญา อภิปรำยผลกำรวิจยั : พระธรรมธรี รำชมหำมนุ ี (โชดก ญำณสฺ ิทธิ) จากการทบทวนวรรณกรรม พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณฺ สิทธิ) งานวิจยั จานวน 4 เรื่อง ประกอบดว้ ย พรรณราย รัตนไพฑูรย[์ 1] “การศึกษาวิธีการปฏิบตั ิกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 : ศึกษา แนวสอนของพระธรรมธีรราชมหามุนี(โชดก ญาณฺ สิทธิ)”[2] พระพงศกรฐ์ ตวโส (เรืองศิลป์ ประเสริฐ) “ศึกษาวิเคราะหก์ ารปฏิบตั ิวปิ ัสสนากรรมฐานโดยการใชส้ ัมมาสติของพระธรรมธีรราชมหามุนี(โชดก ญาณ สิทฺธิ)” ลกั ษณาวดี แกว้ มณี[3] “เกณฑต์ ดั สินความเป็นวปิ ัสสนากมั มฏั ฐานในสังคมไทยตามหลกั สติปัฏฐาน 4” พระมนตรี อาภทฺธโร(คนทรงแสน) [4] “การเจริญสติปัฏฐาน 4 กบั การพฒั นาปัญญาญาณ ตามหลัก ปฏิบตั ิวิปัสสนากรรมฐานของพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ)” ผลการศึกษาพบว่า โจทยว์ ิจยั ศึกษาวิธีการปฏิบตั ิ การใชส้ ัมมาสติ การพฒั นาปัญญาญาณ หลกั การวิปัสสนากรรมฐาน แนวทางปฏิบตั ิ พบวา่ เทคนิคการใชส้ ติพจิ ารณากาย เวทนา จิต ธรรม โดยการภาวนาวา่ ยบุ หนอ พองหนอ ประกอบ วธิ ีการ ยบุ -พอง เป็นวปิ ัสสนากมั มฏั ฐาน เร่ิมผปู้ ฏิบตั ิจาแนกไดว้ า่ อาการพอง ยบุ นง่ั ถกู วธิ ีการกาหนดพองยบุ เป็น
671 การกาหนดเห็นการเกิดดบั เชื่อมโยงไปกาหนดตามดู เวทนา จิต ธรรม การเกิดดบั อาศยั ขนิกสมาธิเป็นฐาน พฒั นาไปเป็นอุปจารสมาธิ กรอบการใชร้ ะบบหนอ กาหนดพองยุบ เป็นเพียงอุบายวิธี สอนใหก้ าหนดเพ่ือรู้ ธาตุต่างๆ ท่ีอยใู่ นร่างกาย การมีสติกาหนดรูปนามตามอิริยาบถใหญ่ 4 คือ ยนื เดิน นง่ั นอน และมีสติกาหนด รูปนาม อิริยาบถย่อย อายตนะท้งั 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ การพิจารณากาย สติรู้ลมหายใจเขา้ ออก การ เคลื่อนไหวร่างกายหรืออิริยาบถต่าง ๆ อิริยาบถนั่ง พิจารณาอาการพองยุบของทอ้ ง พิจารณาตน้ ใจคือ ความรู้สึก พิจารณาทวารท้งั 5 ใชว้ ิปัสสนาญาณ 16 เป็ นกรอบในการตรวจความกา้ วหน้าของจิต กาหนด อิริยาบถเดินจงกรม ภาวนา 2 ระยะ ขวายา่ งหนอ ซา้ ยยา่ งหนอ เม่ือสติมนั่ คงใหภ้ าวนา 6 ระยะ วา่ ยกสน้ หนอ ยกหนอ ยา่ งหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ การใชส้ ติพิจารณาเวทนา รู้สึกถึงเวทนา คือ ความรู้สึกท่ีเกิดข้ึน ไม่ว่า สุขทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ มีสติรู้การเกิดและดับของเวทนาท้ังหลาย การปฏิบัติการฝึ กจิตด้วย สติสัมปชัญญะทาจิตสงบเกิดปัญญาในปัจจุบันใช้สติพิจารณาจิต จิตผ่องใสมีความม่ันคงหนักแน่น สุขภาพจิตดี จิตเป็นประธานปฏิบตั ิไตรลิกขา อริยมรรค 8 การพิจารณาปัญญาจากการปฏิบตั ิทาใหเ้ กิดความ สงบสุข ใช้สติพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม เขา้ ใจสรรพส่ิงตามความเป็ นจริง ใช้สติพิจารณาสภาวธรรม กาหนดรู้สรรพส่ิงว่า ลว้ นเป็ นสภาวธรรมไม่มีสัตว์ บุคคล ตวั ตน เราเขา เห็นรูปนามไม่เที่ยง มีเกิดแลว้ ดบั เป็นเหตุให้ทุกข์ สอนตามเน้ือหาในมหาสติปัฏฐานสูตรและประยกุ ตเ์ ขา้ กบั สถานการณ์ การเผยแผห่ ลกั สติ ปัฏฐาน 4 ประยกุ ตก์ ารหายใจและอิริยาบถต่าง ๆ มาเป็นวธิ ีปฏิบตั ิ โดยคาวา่ “หนอ” แนวทางพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณฺสิทธิ) สอนเทคนิคการใชส้ ติพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม เป็ นวิปัสสนากัมมัฏฐาน วิธีการกาหนดพองยุบ เห็นเกิดดับเช่ือมโยงไปตามดู เวทนา จิต ธรรม อาศยั ขณิกสมาธิเป็นฐานพฒั นาเป็นอุปจารสมาธิ กรอบการใชร้ ะบบหนอเป็นเพียงอุบายวิธี สอนให้กาหนด เพื่อรู้ธาตุตา่ งๆ การมีสติกาหนดรูปนามตามอิริยาบถใหญ่ 4 อิริยาบถยอ่ ย อายตนะ 6 อิริยาบถนง่ั พิจารณาตน้ ใจคือความรู้สึก ใช้วิปัสสนาญาณ 16 สอนตามเน้ือหาในมหาสติปัฏฐานสูตรประยุกต์การหายใจและ อิริยาบถต่าง ๆ มาเป็นวิธีปฏิบตั ิ โดยคาวา่ “หนอ” ฐานกายเป็นหลกั นาทาง หลกั คาสอนท่านจะครบทุกฐาน ต้งั แต่ฐานกายไปฐานธรรม อธิบายเทคนิควิธีการเป็นข้นั ตอนละเอียดเป็นท้งั แนวคดิ และเทคนิควิธีการครบ ข้นั ตอนเป็นกระบวนการแบบแผน เป็นท้งั แนวทางภาคทฤษฎีและปฏิบตั ิ 5.8.3 ข้อเสนอแนะกำรวิจัย : พระธรรมธีรรำชมหำมุนี (โชดก ญำณฺสิทธิ) การศึกษาขอ้ มูลความหลายหลายเก่ียวกบั เรื่องมหาสติปัฏฐาน 4 มีความยากเน่ืองจากเป็ นการใช้ ปริยตั ินาทางศึกษา ภาษาบาลีตอ้ งทาความเขา้ ใจเป็ นอย่างมาก และมีหนงั สือตาราคาสอน แนวทางปฏิบตั ิ จานวนมาก ยงั ไม่ไดน้ ามาวิเคราะห์เพ่ิมเต่ิม เน้ือหาคาสอนเป็นจุดกลางเช่ือมระหว่างความเป็นวิชาการและ แนวทางปฏิบตั ิไดอ้ ย่างดี มีหนงั สือ ตารา และแนวทางปฏิบตั ิเร่ืองมหาสติปัฏฐาน 4 มีความชดั เจนเป็นอยา่ ง ยง่ิ ตลอดสายการปฏิบตั ิสายหลกั ยงั คงมีการสอนอยใู่ นปัจจุบนั มีคณุ คา่ ท่ีตอ้ งศึกษาเพ่มิ เติมรายระเอียด
672 [9] พระรำชสังวรญำณ (พุธ ฐำนิโย) 5.9.1 สรุปกำรสกดั หลกั คำสอนจำกธรรมบรรยำยมหำสติปัฏฐำน : พระรำชสังวรญำณ (พุธ ฐำนโิ ย) จากผลการวิเคราะห์จากตารางท่ี 4.9.1 ถึง 4.9.11 ซ่ึงเป็ นการสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยาย แนวทางปฏิบตั ิพระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย) จาแนกตามแนวคิด หลกั การ วิธีการ ผล ไดส้ รุปผลการศึกษา เป็ นแผนภาพความคิดจากการสกดั หลกั คาสอนเรื่องมหาสติปัฐานจากการบรรยายโดยพระราชสังวรญาณ (พธุ ฐานิโย) แสดงภาพที่ 5.9.1 ผลการศึกษาพบวา่ ภาพท่ี 5.9.1 แผนท่ีความคิดจากการสกดั หลกั คาสอนเร่ืองมหาสตปิ ัฐานธรรมบรรยาย โดยพระราชสงั วรญาณ (พุธ ฐานิโย) ด้ำนแนวคิดของพระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย) พบว่า 1) ธรรมะคืออะไร กำยกับใจ คำส่ังสอน พระพุทธเจ้ำ หลกั ธรรมคาส่ังสอน ศีล สมาธิ ปัญญา รูปกบั จิต เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ทุกขอริยสัจกาหนดรู้ ทุกขอริยสัจ สติสัมปชัญญะ ย่อมรู้ทุกข์ ภายในจิต สานักครูบาอาจารยเ์ รียนรู้หมดปฏิบตั ิแบบไหน ฌาน สมาบตั ิ เป็นสมาธิแบบฌานไม่เกิดปัญญา 2) สติระลกึ ในกำย เวทนำ จิต ธรรม ความรู้สึกอย่ทู ี่ไหน ? สติอยู่ ตรงน้ัน สติเป็ นเครื่องมือสะสมเรียนรู้ เป็ นธรรมะเป็ นส่ิงรู้ของจิต เป็ นส่ิงระลึกของสติ อ่านตวั ออก รู้จริง
673 ภายใน เป็นไปตามหลกั โดยธรรมชาติ มีสติกาหนดรู้ หายใจ ใหจ้ ิตเดินอยู่ที่ลมหายใจ หลักปฏิบัติสมำธิ 1) อารมณ์ทางกาย หายใจเขา้ ออก 2)อารมณ์ทางจิต ความคิดเริ่มตน้ กาหนดรู้ ลมหายใจ มีสติ กาหนดรู้ลม หายใจเขา้ ออก ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นสภาวธรรม สถานการณ์เป็นเคร่ืองปรุงแต่งจิต เครื่องระลึกของสติ หลักสติปัฏฐำน ยืนเดิน นั่ง นอน ตามรู้ทุกขณะจิต ปฏิบตั ิสมถกรรมฐาน แบบสากล เอางานปัจจุบนั เป็ น อารมณ์ กำรพิจำรณำขันธ์ 5 กำย เวทนำ จิต ธรรม ขนั ธ์ 5 พิจารณาภาคปฏิบตั ิ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เอาความรู้จาได้ คือ สัญญา พิจารณายอ้ นกลบั ไปมา 3) ทำสมำธิคือ กำหนดจิตให้มีส่ิงรู้ จิตให้มีสิ่ง ระลึก สมาธิเกิดข้ึน จิตมีพลงั งาน สมาธิเป็ นกริยาของจิต ต้งั ใจกาหนดรู้ ทาสติสัมปชญั ญะ สติฝึ กสมาธิ บาเพญ็ ทางจิต ตอ้ งมีศีลบริสุทธ์ิ วิปัสสนากรรมฐาน เป็นความคิดพจิ ารณา สติสมั ปชญั ญะ กาหนดรู้ที่จิต ให้ สติ ตามรู้ความคิด ปัญญำรู้ว่ำนอกจำกทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจำกทุกข์ไม่มีอะไรดับ 4)กำยกับจิตมี ควำมสัมพนั ธ์กนั วธิ ีสร้างพลงั จิตนึกพุทโธ กาหนดลมหายใจเขา้ ออก กาหนดรู้พร้อม พุทโธ คาเดียว จิตแนว แน่ จิตอยใู่ นพทุ โธ สมั มาสมาธิ จิตสงบต้งั มน่ั ความรู้เห็นผเู้ ห็นอารมณ์จิต อบุ ายจิตเดินทางสายกลาง เดินอยู่ ใน 3 จงั หวะ ลมหำยใจ ควำมคิด ควำมว่ำง พิจารณากายคตาสติ บอกจิตกายเป็ นท่ีต้งั สติมาระลึกอยู่กาย อาการ 32 ฝึ กหัดนอ้ มกาย กายคตาสติแบบปฏิบตั ิ สติปัฏฐาน 4 สติกาหนดรู้ตามกาย ทาจิตเป็ นสมาธิดี จิต กาหนด มีความคดิ มีความรู้ กาหนดอาการของจิต เรียนธรรมรู้กายกบั ใจ ตนเอง ด้ำนหลกั กำรของพระราชสงั วรญาณ (พุธ ฐานิโย) พบว่า 1) เรียนธรรมะรู้ โดยสภำวธรรม มหาสติ ปัฏฐาน เรื่องกายใจ กำยและใจเป็ นสภำวธรรม หมุนเวียนตลอดเวลา เรียกวา่ อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา กาหนด จิต กายสติรู้กาย เวทนารู้สุขทุกข์เกิดแก่กาย จิตตามกาหนดคิดอ่านจิต ธรรมสติกากบั ปฏิบตั ิ หลกั คาสอน ธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา หลักศีล 5 ควบคุมความประพฤติ ให้รู้เร่ืองกายกับใจ กาย เวทนา จิต ธรรม สภำวธรรม เรียนรู้ในหลกั ไตรลกั ษณ์ ทุกขอริยสัจ กาหนดทุกข์ เกิดดบั ไม่มีอะไรเกิด นอกจาก ทุกข์ ไม่มี อะไรดบั ส่ิงใดเกิดข้ึนเป็นธรรมดา สิ่งน้นั ดบั ไปเป็นธรรมดา ดวงตาเห็นธรรม สภาวธรรมที่มีอยูก่ บั ทุกคน กายกบั ใจ เป็นธรรมะ รู้อริยสัจ 4 กฎธรรมชำติเป็ นสภำวธรรม อยู่ในกฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ ต้งั ใจปฏิบตั ิ ตามแบบแผนตารา ครูบาอาจารย์ ไม่ยดึ วิธีการเกินไป ตอ้ งปฏิบตั ิ อย่างจริงจงั ตามคาแนะนาของอาจารย์ 2) จิตเข้ำมำรู้กำย ทำสมำธิ อำศัยคำบริกรรม ภำวนำเป็ นหลัก อุปจารสมาธิ ไดฌ้ านได้ญาณ จิตสงบลงไป ละเอียดลงไป คาบริกรรมภาวนาหายไป เกิดปี ติ ความสุข ปฏิบตั ิตามสมถะ จิตดาเนินสงบ เป็นอปุ จารสมาธิ และอปั ปนาสมาธิ ไดฌ้ าน จิตอยู่ในสมาธิเพื่อกาหนดรู้ กาหนดดูจิต สักแต่ว่า เป็นความคิด จิตข้นั สมถะ จิต อยู่ในฌาน ไม่มีความรู้ ต้งั ใจกาหนดรู้จิต อาศยั ประสาททางกาย เป็นเครื่องช่วย การทาสมาธิ คือ การทาจิต ให้มีอารมณ์สิ่งรู้ สติให้มีสิ่งระลึกอะไร ต้งั ใจปฏิบตั ิสมาธิด้วยความจริงใจ ฝึ กสมาธิคล่องตวั ในฌาน จิต ธรรมชาติ จิตผูม้ ีสมาธิ จิตอาศยั ประสาททางสมอง เป็ นผูร้ ับความคิด จิตเดียว รู้อย่างไม่มีภาษา จิตไม่มี ร่างกาย ไมม่ ีเคร่ืองมือ จึงพดู ไม่ได้ รู้เห็นส่ิงต่างๆ ทางโลกอารมณ์ส่ิงรู้ของจิต สิ่งรู้ของสติ โลกเป็นฐานท่ีต้งั แต่งการฝึ กจิต อุบำยวิธี จิตเดินทำงสำยกลำง 1)บริกรรมภาวนาบ่อย 2) พิจารณาบ่อย ให้ชานาญ จิตมี ความคิดข้ึนมา อารมณ์ตา่ งๆ ใหม้ ีสติ สมั ปชญั ญะ ความรู้ไปทุกขณะจิต เป็นการเจริญวิปัสสนา ดูจิตในขณะ
674 ปฏิบตั ิเป็นกลาง เฉยๆ จิตรู้สมาธิ มีสติ รู้ตื่น เบิกบาน มีพลงั งาน จิตดวงสวา่ ง ไม่มีร่างกายตวั ตน เปล่งรัศมี ฐานสร้างพลงั จิต กาหนดโลกียสุขสู่ โลกุตระ ความรู้เกิดข้ึนในขณะจิตมีความสงบ ความรู้เกิดข้ึนมาเอง จิต เป็นหน่ึง รู้ต่ืน รู้เบิกบาน จิตกาหนดความคิด อารมณ์จิต สิ่งระลึกสติ เป็นฐานท่ีต้งั สติสัมปชญั ญะ ฐานท่ีต้งั สติ เรียกวา่ จิตตานุปัสสนา จิตเพ่งจิต เกิดสติปัญญา ตามความเป็นรู้พระไตรลกั ษณ์ จิตฝึ กฝนอบรม สงบ รู้ อนิจจงั กาหนดจิตอย่างเดียว รู้หมดทุกอย่าง ความตายพิจารณาดูจิตออกจากร่าง จิตสารวจร่างกาย ที่สุด ร่างกายสลายตวั ไม่มีอะไรเลย เหลือความวา่ ง ประสบการณ์ในจิตผภู้ าวนา สมาธิเห็นภาพนิมิตไปนรก ไป สวรรค์ อย่าไปสาคญั ไม่ใช่ของจริง มโนภาพสร้างข้ึน 3) “สติ” มำพิจำรณำ ทำสติสัมปชัญญะ สติเป็ น ใหญ่ กลายเป็นอินทรีย์ นิวรณ์ 5 จิตกาหนดรู้ เป็นธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน การทางานสมาธิ เขา้ ใจเป็ น สัมมาสมาธิ ความคิดเป็ นเคร่ืองรู้ของจิต เป็ นอุบายจิต กาหนดรู้จิตเกิดตลอดเวลา อาศยั จิตเป็ นเคร่ืองรู้ สติ เป็นกาลงั “สติพละ” ภาวนาวนั ละหลายคร้ัง ผลยอมเกิด หายใจใหจ้ ิตรู้อยู่ดว้ ยกาย รู้ของจิต เคร่ืองระลึกของ สติ รู้สึกอย่เู ป็นฐานที่ต้งั สติ มีสติสัมปชญั ญะ ปฏิบตั ิวิปัสสนา ความคิดเกิดข้ึน มีสติรู้ ยกอารมณ์วิปัสสนา กรรมฐาน รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ พจิ ารณาอนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา ความคิดเป็นอารมณ์ ส่ิงรู้สติ มี สติกาหนดความคดิ เกิดดบั ในปัจจุบนั สติ จิต ความคดิ เกิดข้ึน ใหม้ ีสติกาหนดรู้ อยตู่ ลอดเวลา มีสติตามรู้ไป 4) กำยสัมพนั ธ์กบั จติ ควำมรู้เกดิ ท่ีกำย จิตย่อมรู้ การเพง่ ดูกายอาการ 32 วตั ถธุ รรมภายใน คือ ร่ำงกำย ขันธ์ 5 ธำตุ 4 ดินน้าลมไฟ นามธรรม คือ จิตใจ กายเป็นส่ิงรู้ของจิต ปฏิบตั ิควรนึกสติใหร้ ู้อยู่กบั กาย สติ ยึดการ ยนื เดิน นง่ั นอน ด่ืม ทา พูด คิด ใหม้ ีสติทุกลมหายใจ กายเป็นเคร่ืองมือของจิต ธรรมชาติของจิตเป็นธาตุรู้ ทุกขเวทนาเกิด ควรกาหนดรู้สิ่งน้นั เป็นอารมณ์ สติต้งั มน่ั กาหนดรู้ อยเู่ วทนา เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน สอนให้ภาวนาพุทโธ จิต ติดกบั คาว่า “พุทโธ” มาบริกรรมภาวนา จิตปล่อยวาง ฝึ กเป็นอิสระ พุทโธ กบั จิต จิตนึกพุทโธ โดยไม่ต้งั ใจ จิตติดกบั พุทโธ บริกรรมภาวนา พุทโธ เกิดความคิด ให้พิจารณา อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา เป็นจริงจงั เอาความคิดเป็นอารมณ์กรรมฐาน ใชค้ าบริกรรมนึกทาในใจ จิตสงบเพียงอุปจารสมาธิ ท่อง “พุทโธ” ทกุ ขณะจิต ยนื เดิน นง่ั นอน ด่ืม ท่องพทุ โธใดต้ ลอดเวลา ด้ำนวิธกี ำรของพระราชสงั วรญาณ (พุธ ฐานิโย) พบวา่ 1) ต้งั ใจทำสติรู้ทจี่ ิต จิตเป็ นผ้สู ่ัง จิตผู้รู้ชัดผู้ สั่ง กาหนดการพิจารณากายคตาสติ กายเป็นตวั ต้งั เอาสติระลึกอยทู่ ่ีกาย เจริญกายคตาสติ ไดส้ ติชดั กาหนด ตามรู้กายภายใน กาหนดอาการ 32 พิจารณา จิตรู้อวยั วะอาการ 32 ครบถว้ น ฐานที่ต้งั ฐานสร้างพลงั จิต กาหนดรู้ในอาการ 32 เป็นสมาธิท่ีเป็นเองโดยธรรมชาติ ใชพ้ ลงั งานสมาธิรักษาโรค เอาพลงั จิตมองในกาย มองเห็นอวยั วะ กำรฝึ กสมำธิโดยวิธีกำรทำจิตให้มีอำรมณ์ ทาสติใหม้ ีส่ิงระลึก ยืน เดิน นง่ั นอน ดื่ม ทา พูด คิด ทาสติให้มีส่ิงระลึกเป็นอารมณ์จิต ใหม้ ีสติรู้อยู่ในเรื่อง ชีวิตประจาวนั ตลอดเวลา วิธีการทาสติตามรู้ ยนื เดิน นั่ง นอน ทา ดื่ม พูด คิด สติระลึกรู้ สิ่งที่จิต รู้ไวท้ ี่จิต อย่างเดียว ทุกส่ิงทุกอย่าง ทา พูด คิด ด้วย สัมปชญั ญะฝึ กสมาธิ การยนื เดิน นงั่ นอน ด่ืม ทา พูด คิด เป็นอารมณ์จิต จิตเป็นผสู้ ่ังการ ฝึ กสมาธิโดยไม่ เลือกเวลา กาหนดตามรู้กายภายนอก ทาสติ นง่ั ยนื เดิน นอน ดื่ม กิน พูด คิด เวลาพูด คดิ สติสมั ปชญั ญะตาม รู้ความคิดตลอดเวลา ตามรู้ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ ปัญญาเกิดข้ึน สติสัมปชญั ญะ รู้พร้อมอยทู่ ่ีเทา้ เดิน ยืน นงั่ สมาธิ นอน รับประทานอาหาร พิจารณาดูกายสัมพนั ธ์กบั จิต สติ ดูจิต สัมพนั ธ์กบั สติดูลมหายใจ สติต้งั
675 มน่ั อยทู่ ี่ลมหายใจ เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ต้งั มน่ั อยทู่ ่ีลมหายใจ กาหนดจิต เพง่ หนา้ อก หายใจเขา้ ออก กาหนดตามร่างกาย กาหนดรู้ลมหายใจเขา้ ออกตามรู้ไป ลมหายใจละเอียด จิตสงบ ฝึ กหดั สติรู้ตามจริง ทา สติทุกลมหายใจ กายพิจารณาเอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูปไม่เท่ียง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่ เที่ยง นอ้ มจิต จงทาสติกาหนดรู้ลมหายใจ เขา้ ออก ความรู้สึกอ่ืนไม่มี จิตยึดอารมณ์หายใจเป็นเคร่ืองรู้ เป็น เครื่องระลึกจิต สติสมั ปชญั ญะ เป็นปัญญา อะไรเกิดดบั จิตเกิดจิตดบั กาหนดหมาย ความเกิดดบั เป็นอารมณ์ เป็นฐานที่ต้งั ของสติ จิตมีสติรู้ทนั จิตเป็นผคู้ ิด สติเป็นผกู้ าหนดรู้ สักแต่ว่า “คิด” คิดแลว้ ปล่อยว่างไป หยดุ คิดเกิดความวา่ ง คดิ รู้ อยทู่ ี่ความคดิ สลบั ไปเป็นการภาวนา 2) ภำวนำพุทโธ จติ สงบ คาบริกรรมภาวนาเป็น อุบาย ทาใหจ้ ิตสงบ จิตอยกู่ บั พุทโธท้งั ตวั สติตามรู้ไปเรื่อยๆ จิตนึกพุทโธอยู่ ปล่อยให้ฝึ กอยนู่ ึกพุทโธ สงบ ทุกขเวทนา พุทโธ หายไป จิตเขา้ สู่ภาวะ “พุทธะ”จิตรู้ตื่น เบิกบาน คาบริกรรมภาวนาหายไป เป็ นอุปจาร สมาธิ ตามสติตามรู้ความคิด ความคิดเป็ นอารมณ์กรรมฐาน ภาวนาพุทโธ เอาจริงจงั ใจอยู่กบั “พุทโธ” ตลอดเวลา 24 ชว่ั โมง “พุทโธ” ต้ังใจบริกรรม ใจอยู่กบั พุทโธ 24 ชว่ั โมง ท่อง “พุทโธ” ใจท่องพุทโธโดยไม่ ต้งั ใจ ทุกสิ่งพร้อมอตั โนมตั ิ หมน่ั นึก “พุทโธ” มากๆ คาถาปลกุ ใจ “พทุ โธ” อารมณ์พทุ โธ ใหจ้ ิตและพุทโธ มีความเป็ นหน่ึงอยู่ท่ีพุทโธ จิตนีกพุทโธ โดยอตั โนมตั ิ ฝึ กจนคล่องชานาญ มีสติกาหนดข้ึนมา อาศยั โดย อตั โนมตั ิ วิธีการอาศยั หลกั บริกรรมภาวนา ตามรู้ความคิด ท่องคาถาไวใ้ นใจ กาหนดรู้ จดจ่ออยู่ในบทสวด มนตท์ ุกตวั อกั ษร กาหนดสติรู้ ต้งั ใจรู้ใหช้ ดั ๆ ปากเปล่งออกมาเป็นเสียง ต้งั ใจท่องบทใดไม่ขาดสาย บทใด ซ้าๆ ท่องไดต้ ลอดเวลา ท่องทุกขณะ จิตทุกลมหายใจ ท่องไม่หยุด วิธีการภาวนา ท่านยึดหลกั ไหน ให้ยึด หลกั ของท่านมน่ั คง จิตสงบความสุข “พุทโธ” หาย ดึงกลบั มา “พุทโธ” จิตทิ้ง “พุทโธ” ไปคิดส่ิงอื่น พุทโธ ยุบหนอ สัมมาอรหันต์ ยึดอะไรให้ยึดไป คิดแลว้ รู้ทนั ที เขา้ สู่สมาธิไดห้ รือ สายปฏิบตั ิ ขดั แยง้ กนั วิธีการ ถูกตอ้ งใชก้ ารได้ รูปแบบใชก้ ารได้ ขอใหเ้ อาจริง 3) สภำวธรรม ศำสตร์ควำมรู้ สิ่งรู้โดยจิตใจ โดยสภำวะ จิตคิดไปสุด จิตตดั กระแสไปสู่ความสงบนิ่ง เป็นไปสู่อปั ปนาสมาธิ ส่ิงใดส่ิงหน่ึงเกิดข้นึ เป็นธรรมดา สิ่งน้นั ดบั ไปเป็ นธรรมดา จิตวูบลงไป จิตสว่างพุ่งออกไปทวั่ ร่างกาย มองเห็นหัวใจสูบฉีดโลหิตเป็ นไปในส่วน ร่างกาย ตา่ งๆ ของร่างกาย มองเห็นอวยั วะต่างๆ ทาหนา้ ที่ร่างกายสมบูรณ์ ปฐมฌาน มีองค์ 5 วิตก วิจาร ปี ติ สุข เอกคั ตา (อารมณ์เป็นหน่ึง) จิตเดินไปสู่อปั ปนาสมาธิ เรียกวา่ “ฌาน 4” ล่อยใหค้ ิดไป แตใ่ หม้ ีสติรู้ๆๆ ไป เมื่อจิตถอดออกจากสมาธิยอ้ นข้ึนมามีกายเท่าน้นั “อ๋อความคิด” เป็ นการบริหารจิต อะไรไม่เที่ยง ความคิด เป็ นอารมณ์ ยึดจิตพลงั จิต เป็ นสมาธิ อุปจารสมาธิ ส่งกระแสจิต อปั ปนาสมาธิ ร่างกายตวั ตนหายไป ไม่มี ร่างกายอย่ใู นความรู้สึก มีจิตสงบนิ่ง จิตละเอียดลงไป บรรลุฌาน ความคิดปัญญาเกิดอตั โนมตั ิ รู้จิต สติต้งั มน่ั จิตรู้อยูท่ ี่จิต รู้อารมณ์ จิตเกิดดบั เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตใจสภาพจิตเป็นอยา่ งไร กาหนด จิต ลงไปรู้ทันมีกาย มีสติระลึกรู้ สุข ทุกข์ ท่ีกายเป็ นเวทนา กาหนดคิดอ่าน เรียกว่า จิตตานุปัสสนา อารมณ์จิต เป็ นส่ือนาจิตไปสู่ความสงบเป็ นสมาธิ เป็ นอปั ปนาสมาธิ จิตก้าวหน้าอยู่ในฌานสมาบัติได้ สติสัมปชญั ญะ กาหนดรู้ท่ีจิต ความคิดที่จิต ตามสติความรู้ความคิดเป็ นวิธีการทาจิตรู้แจง้ ตามสภาวธรรม ตามความจริง การฝึกสมาธิคอื การทาจิตใหม้ ีส่ิงรู้ และการทาสติใหม้ ีสิ่งระลึก สร้างพลงั เขม้ แขง็ อารมณ์จิต เป็นผสู้ ั่งการ สติเป็นเคร่ืองมือ สาคญั สั่งให้สติตามรู้ทางาน ปล่อยให้คิด มีสติตามไป หลกั กำรทำสมำธิ คือ
676 ทำจติ ให้มีสิ่งรู้ ฐำนต้ังพลงั จติ และปัญญำ เป็ นสิ่งรู้ของสติ พลงั ธรรมชำตขิ องจิต ใหจ้ ิตชานาญการพิจารณา จิตปฏิบตั ิไดเ้ อง อตั โนมตั ิ จิตเป็ นตวั รู้ ตวั มโนธาตุ เป็ นวิญญาณ จิตสงบละเอียด จนร่างกายตัวตนหายไป หมด จิตสงบเป็นสมาธิ จะยกจิตข้นึ สู่วปิ ัสสนา เอกคั คตารมณ์เท่ียงธรรม สุขไม่ปรากฏ ทกุ ขไ์ มป่ รากฏ ยนิ ดี ยนิ ร้ายไม่มี มีจิตเป็นหน่ึง กายเป็นจิตพุทธะ ผูร้ ู้ ผตู้ ื่น ผูเ้ บิกบาน ร่างกายหายไปหมด เอาสติกาหนดรู้ ส่ิงที่ เราทาในปัจจุบนั ตลอดเวลา จิตเกิดความคิดข้ึนมา ปลอ่ ยใหค้ ดิ จิตกาหนดรู้ จิตหยดุ คดิ ทนั ที ขณะพดู มีสติอยู่ คาพดู คดิ ใหม้ ีสติ อยคู่ วามคิด 4) ภำวนำ คือ กำรอบรม กำย วำจำ ใจ กาหนดดว้ ยจิต เป็นธรรมารมณ์ รู้ดว้ ย จิต สิ่งน้ัน คือ ธรรม กำรภำวนำ 3 ข้ันตอน 1)บริกรรม พุทโธ จนจิตบริกรรมจิตเป็ นสมาธิ 2)ฝึ กหัดจิต พิจารณาก้าวเดิน จิตเกิดสติปัญญารู้เท่าทนั 3)ตามรู้กาหนดรู้ ความรู้สึกตวั รู้เท่าทนั จิต ศีล อบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา ปัญญาอบรมจิต ปัญญาเกิดข้ึน คือ ความคิดข้ึนมาส่วนลึกของจิต ส่ิงที่ไม่เคยเห็นผุด ข้ึนมา อาศยั จิตในการฝึ กพิจารณา สติกาหนดรู้กายไป เร่ือยๆ ความรู้อาการธรรม สักแต่วา่ รู้ ส่ิงใดส่ิงหน่ึง เรียกชื่อไม่ถูก จิตไม่รู้ รู้อย่างไม่มีภาษาเรียกอะไร กาหนดบริกรรมตามถนดั ท่ีตนปฏิบตั ิมา สายการปฏิบตั ิ สมถะ เอาจริงเพียงอย่างเดียว วิธีกำรภำวนำพุทโธ สัมมาอรหัน ยุบหนอพองหนอเป็ นวิธีการ วิธีการจิต คล่องตวั ตามวิธีการ วิธีกำร “องค์บริกรรมภำวนำ” นึกในใจท่องบริกรรม อะไรก็ได้ ท่ีถนดั ปฏิบตั ิสมถะ แบบสากล เอางานเป็นอารมณ์ เอาสติสัมผสั ปฏิบตั ิทุกขณะจิต ความรู้ความคิดจดั เป็น ธรรมานุปัสสนาสติ ปัฏฐาน คิดแลว้ ปล่อยวางไป รู้ว่า จิต ก็ดี ความคิด ก็ดี ไม่ใช่ตวั ตน ไม่เป็ นของเรา กาหนดรู้ จิตอตั โนมตั ิ ญาณหยงั่ รู้ไดก้ าเหนิดข้ึน ปัญญาเกิดข้ึน คือ ความรู้ความคิด รู้แลว้ ปล่อยว่าง อาศยั ความรู้แจง้ เห็นจริง จิต ยอมรับสภาพความเป็นจริง สติสัมปชญั ญะ เป็นตวั ปัญญา ถา้ มีสติสัมปชญั ญะ คือ อริยสัจ ดวงตาเห็นธรรม สิ่งใดสิ่งหน่ึงเกิดข้ึนเป็ นธรรมดา สิ่งน้ันดบั ไปเป็ นธรรมดา กาหนดอุกุศล กุศล เป็ นธรรมานุปัสสนา สติ พิจารณาทาสติสัมปชญั ญะ เอาความคิดเป็นอารมณ์กรรมฐาน ความคดิ คิดไป สติตามรู้ตามไปไมห่ ยดุ สมาธิ คือ ความต้งั ใจ คือ ความมน่ั ใจ ฌานสมาบตั ิ เป็ นรูปฌาน อรูปฌาน สติสัมปชญั ญะเป็ นตวั ปัญญา กาหนด หมายรู้ความคดิ “ไม่เท่ียง” จุดเร่ิมตน้ วปิ ัสสนา ต้งั ใจใหม้ ีสัจจะ รู้แจง้ เห็นจริงตามความเป็นจริง สร้างพลงั จิต แนะนา ทาอะไรเป็นเวลา เป็นการสร้างสัจจะบารมี ด้ำนผลของพระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย) พบว่า 1) ทุกขอริยสัจ ได้ควำมรู้ปรำกฏแก่จิต รู้ธรรม เห็นธรรม แกป้ ัญหาชีวิต สติปัญญา ความรู้แจ้งเห็นจริง ขนั ติ ต้งั ใจอดทน น้อมจิตไปในที่ที่ถูกที่ชอบ อดทน สัจจะ ไม่ทาอะไรตาม ความโลภ โกรธ หลง สติมีความมนั่ คง ปราศจากความยนิ ดียนิ ร้าย คุณธรรม ความไม่ประมาท มีสติสานึกผิดชอบชวั่ ดี ความลบั ไม่มีใตโลก คนอื่นไม่รู้ เราเป็ นผูร้ ู้ ท่ีลบั ในโลกจึงไม่มี 2)ปฏิบัติตนสู่ภูมิควำมรู้ ความเห็นถูกสัมมาทิฏฐิ ปฏิบตั ิใหไ้ ดส้ ติปัญญา แกป้ ัญหาชีวิตเลิกเช่ือคนอ่ืนๆ ให้ เชื่อตวั เอง ความเป็นอริยบุคคล พิจารณาสติสัมปชญั ญะมีพลงั งาน พลงั จิต สติปัญญา สร้างสติปัญญา เป็น พลงั งาน ความเป็นใหญ่ รู้ไดว้ ่า อะไรดีอะไรชว่ั หิริโอตปั ปะ กลวั บาปไม่ทาบาป ท้งั ที่ลบั และท่ีแจง้ สัจจะ ความจริงใจ พูดจริง ทาจริง พลงั สติสัมปชญั ญะ จิตพลงั งานภูมิความรู้เกิดปัญญา 3) ปฏิบัติตนเป็ นผู้มีศีล รักษำศีล 5 ให้บริสุทธ์ิ รักษาศีล 5 ใหบ้ ริสุทธ์ิสะอาด ศีล 5 บริบรู ณ์ เจตนาต้งั มนั่ ละชว่ั ประพฤติดี ทาจิตให้ บริสุทธ์ิสะอาด สมาธิรักษาศีลบริสุทธ์ิ สะอาด กายสงบ วาจาสงบ ศีลประกนั ความบริสุทธ์ิ 4) ควำมทุกข์
677 สุข ย่อมปรำกฏแก่ผู้ปฏิบัติ จิตท่ีมีสติสัมปชัญญะ สิ่งรู้ของจิตคือ สิ่งระลึกของสติ จิตใจอารมณ์ให้เกิด ความสุข อาศยั กายกบั ใจ สมาธิดีแลว้ เกิดปัญญา เป็นปัญญาในสมาธิ จิตใจเขม้ แขง็ ความต้งั ใจ มีสัจจะในใจ จิตใจผปู้ ฏิบตั ิมีธรรมอยใู่ นจิตใจ สรุปกำรสกดั หลกั คำสอนมหำสติปัฏฐำน 4 ตำมแนวทำงปฏิบตั ิพระรำชสังวรญำณ (พธุ ฐำนโิ ย) ภาพท่ี 5.9.2 แผนที่ความคิดการสกดั หลกั คาสอนของพระราชสังวรญาณ (พธุ ฐานิโย) ตามมหาสติปัฏฐาน 4 5.9.2 สรุปผลและอภปิ รำยผล : พระรำชสังวรญำณ (พธุ ฐำนิโย) ผลการศึกษาเร่ืองการสกดั หลกั คาสอนเร่ืองมหาสติปัฏฐาน 4 ตามแนวทางปฏิบตั ิพระธรรมสิงหบุรา จารย์ (จรัญ ฐิตธฺมโม) สรุปผลการศึกษา จาแนกตามมหาสติปัฏฐาน 4 ประกอบดว้ ย กายานุปัสสนา เวทนา นุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธรรมานุปัสสนา 1)ฐำนกำยำนุปัสสนำ สรุปไดว้ ่า 1) สติระลึกในกำย ประกอบดว้ ย หลกั สติปัฏฐาน ยนื เดิน นงั่ นอน ตามรู้ทุกขณะจิต กายเป็นส่ิงรู้ของจิต ปฏิบตั ิควรนึกสติให้รู้อยู่กบั กาย วิธีสร้างพลงั จิตนึกพุทโธ กาหนดลม หายใจเขา้ ออก กาหนดรู้พร้อม พทุ โธ คาเดียว กายเป็นเครื่องมือของจิต วิธีการทาสติตามรู้ ยนื เดิน นง่ั นอน ทา ด่ืม พดู คดิ สติ ยดึ การยนื เดิน นงั่ นอน ดื่ม ทา พูด คดิ ใหม้ ีสติทกุ ลมหายใจ ทาสติใหม้ ีส่ิงระลึก ยนื เดิน นั่ง นอน ดื่ม ทา พูด คิด กำหนดตำมรู้กำยภำยนอกทำสติ นั่ง ยืน เดิน นอน ด่ืม กิน พูด คิด เวลาพูด คิด สติสัมปชญั ญะ ให้มีสติรู้อยใู่ นเรื่อง ชีวิตประจาวนั ตลอดเวลา ปฏิบตั ิสมถกรรมฐานแบบสากลโดยเอางาน ปัจจุบันเป็ นอารมณ์ การเพ่งดูกายอาการ 32 วตั ถุธรรมภายใน คือ ร่างกาย ขนั ธ์ 5 ธาตุ 4 ดินน้าลมไฟ พิจารณากายคตาสติ บอกจิตกายเป็ นท่ีต้งั สติมาระลึกอยู่กาย อาการ 32 ฝึ กหัดน้อมกาย กายคตาสติแบบ ปฏิบตั ิ กาหนดการพิจารณากายคตาสติกายเป็ นตวั ต้งั เอาสติระลึกอยู่ที่กาย เจริญกายคตาสติ ได้สติชัด
678 กาหนดตามรู้กายภายใน กาหนดอาการ 32 พิจารณา “สติ” มาพิจารณา ทาสติสัมปชัญญะ สติเป็ นใหญ่ กลายเป็นอินทรีย์ ตอ้ งมีศีลบริสุทธ์ิ ศีล 5 ควบคมุ ความประพฤติ ปฏิบตั ิตนเป็นผมู้ ีศีล รักษาศีล 5 ใหบ้ ริสุทธ์ิ สติเป็ นกาลงั “สติพละ” ภาวนาวนั ละหลายคร้ัง ผลยอมเกิด 2) กำยกับจิตมี ควำมสัมพันธ์กัน พิจารณาดู กายสัมพนั ธ์กบั จิต สติ ดูจิต สัมพนั ธ์กบั สติดูลมหายใจ สติต้งั มน่ั อยู่ท่ีลมหายใจ เป็ นกายานุปัสสนาสติปัฏ ฐาน ต้งั มนั่ อยู่ที่ลมหายใจ กายสัมพนั ธ์กบั จิต ความรู้เกิดท่ีกาย จิตยอ่ มรู้ จิตอาศยั ประสาททางสมอง หลกั ปฏิบตั ิสมาธิ 1) อารมณ์ทางกาย หายใจเขา้ ออก 2)อารมณ์ทางจิต ความคิดเริ่มตน้ กาหนดรู้ ลมหายใจ มีสติ กาหนดรู้ลมหายใจเขา้ ออก จงทำสติกำหนดรู้ลมหำยใจ เข้ำออก ควำมรู้สึกอ่ืนไม่มี จิตยึดอำรมณ์หำยใจเป็ น เคร่ืองรู้ เป็นเครื่องระลึกจิต มีสติกาหนดรู้ หายใจ ใหจ้ ิตเดินอยทู่ ่ีลมหายใจ หายใจใหจ้ ิตรู้อย่ดู ว้ ยกาย รู้ของ จิต เครื่องระลึกของสติ รู้สึกอยเู่ ป็นฐานท่ีต้งั สติ มีสติสัมปชญั ญะ มหาสติปัฏฐาน เร่ืองกายใจ เป็นสภาวธรรม หมนุ เวียนตลอดเวลา เรียกวา่ อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา สติปัฏฐาน 4 สติกาหนดรู้ตามกาย ทาจิตเป็นสมาธิดี จิต กาหนด มีความคดิ มีความรู้ กาหนดอาการของจิต เรียนธรรมรู้กายกบั ใจ ตนเอง 3) สภำวธรรมท่ีมอี ยู่กบั ทุก คน กำยกับใจเป็ นธรรมะ ประกอบดว้ ย กาหนดจิต เพ่งหนา้ อก หายใจเขา้ ออก กาหนดตามร่างกาย กาหนดรู้ ลมหายใจเขา้ ออกตามรู้ไป ลมหายใจละเอียด จิตสงบ ฝึกหดั สติรู้ตามจริง ทาสติทุกลมหายใจ อาศยั ประสาท ทางกาย เป็ นเคร่ืองช่วย การทาสมาธิ คือ การทาจิตให้มีอารมณ์สิ่งรู้ สติให้มีสิ่งระลึกอะไร จิตไม่มีร่างกาย ไม่มีเคร่ืองมือ จึงพูดไม่ได้ กายพิจารณาเอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูปไม่เท่ียง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง นอ้ มจิต 2)ฐำนเวทนำนุปัสสนำ สรุปไดว้ ่า 1) สติต้ังมั่นกำหนดรู้ อยู่เวทนำ เวทนำนุปัสสนำสติปัฏฐำน ประกอบดว้ ย กาหนดจิต กายสติรู้กาย เวทนารู้สุขทุกขเ์ กิดแก่กาย กาหนดจิต ลงไปรู้ทนั มีกาย มีสติระลึกรู้ สุข ทุกข์ ท่ีกายเป็ นเวทนา ธรรมชาติของจิตเป็ นธาตุรู้ ทุกขเวทนาเกิด ควรกาหนดรู้ส่ิงน้ัน เป็ นอารมณ์ ความทุกข์ สุข ย่อมปรากฏแก่ผปู้ ฏิบตั ิ จิตที่มีสติสัมปชญั ญะ 2) เรียนธรรมะรู้ โดยสภำวธรรม สภาวธรรม เรียนรู้ในหลกั ไตรลกั ษณ์ ทุกขอริยสัจ กาหนดทุกข์ เกิดดบั ไม่มีอะไรเกิด นอกจาก ทุกข์ ไม่มีอะไรดบั สิ่ง ใดเกิดข้ึนเป็นธรรมดา ทางโลกอารมณ์ส่ิงรู้ของจิต ส่ิงรู้ของสติ โลกเป็นฐานที่ต้งั แตง่ การฝึกจิต อบุ ายวธิ ี จิต เดินทางสายกลาง สติระลึกในกาย เวทนา จิต ธรรม ความรู้สึกอย่ทู ี่ไหน ? สติอยู่ตรงน้นั ทุกสิ่งทุกอย่างใน โลกเป็นสภาวธรรม สถานการณ์เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เครื่องระลึกของสติ 3)ฐำนจติ ตำนุปัสสนำ สรุปไดว้ า่ 1) ทำสมำธิ คือ กำหนดจิตให้มสี ่ิงรู้ จติ ให้มสี ิ่งระลกึ ประกอบดว้ ย หลกั การทาสมาธิ คือ ทาจิตให้มีสิ่งรู้ ฐานต้งั พลงั จิตและปัญญา เป็ นส่ิงรู้ของสติ พลงั ธรรมชาติของจิต ความรู้เกิดข้ึนในขณะจิตมีความสงบ ความรู้เกิดข้ึนมาเอง จิตเป็นหน่ึง รู้ต่ืน รู้เบิกบาน จิตกาหนดความคิด อารมณ์จิต สิ่งระลึกสติ เป็นฐานที่ต้งั สติสัมปชญั ญะ ฐานที่ต้งั สติ เรียกวา่ จิตตานุปัสสนา สมาธิเกิดข้นึ จิตมี พลงั งาน สมาธิเป็นกริยาของจิต ต้งั ใจกาหนดรู้ ทาสติสมั ปชญั ญะ สติฝึกสมาธิ บาเพญ็ ทางจิต สติระลึกรู้ ส่ิง ท่ีจิต รู้ไวท้ ่ีจิต อยา่ งเดียว ทุกสิ่งทุกอยา่ ง ทา พูด คิด ดว้ ยสัมปชญั ญะฝึ กสมาธิ การยืน เดิน นงั่ นอน ด่ืม ทา พดู คดิ เป็นอารมณ์จิต จิตเป็นผูส้ ัง่ การ ฝึกสมาธิโดยไมเ่ ลือกเวลา ทาสติใหม้ ีสิ่งระลึกเป็นอารมณ์จิต กำรฝึ ก สมำธิโดยวิธีกำรทำจิตให้มีอำรมณ์ ตามรู้ความคิดตลอดเวลา ตามรู้ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ ปัญญาเกิดข้ึน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 756
Pages: