429 กาหนดรู้ ทกุ ขอริยสจั แห่งสมาธิ พลงั แห่งสติเขม้ แขง็ รู้ทุกขเ์ กิดดบั อยตู่ ลอดเวลา ปัญญำรู้ว่ำ นอกจำกทุกข์ไม่มีอะไร ปัญญารูว้ า่ นอกจาก เกิด นอกจำกทุกข์ไม่มีอะไรดับ / สมาธิ ปัญญา ความรู้ความคิด เกิดข้ึนมาเรียกปัญญำ จิต ทุกขไ์ มม่ ีอะไรเกิด กำหนด มีควำมคดิ มคี วำมรู้ กำหนดอำกำรของจิต / นอกจากทุกขไ์ มม่ ี อะไรดบั -กำยเป็ นเครื่องมือของจติ ธรรมชาติของจิตเป็นธาตรุ ู้ หากไมม่ ีกายไม่มีอาการ / กำยสัมพนั ธ์กับ จิตกาหนด มีความคิด จิต ควำมรู้เกิดที่กำย จิตย่อมรู้ ทุกที่ จิตยอ่ มรู้ อะไรมาสัมผสั ท่ีกาย จิตย่อมรู้ / กายอาศยั ติดต่อ มีความรู้ กาหนด กบั โลภภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นส่วนกายเรากาหนดรู้จิตของเรา เพียงผ่าน ตา หู จมูก อาการของจิต ลิ้น สัมผสั กาย จิตก็รู้ จิตรู้ตลอดเวลา ท้งั ต้งั ใจและไม่ต้งั ใจ / ทุกขเวทนำเกิด นงั่ สมาธินาน เกิด เหน็บชา ปวดเมื่อย ควรกำหนดรู้สิ่งน้ัน เป็ นอำรมณ์ ปวดกาหนด เม่ือยกาหนดรู้ดูอยู่ เจ็บปวด หลกั กำร ทกุ ขเ์ วทนา สติต้งั มน่ั กำหนดรู้ อยเู่ วทนาฝึกอยทู่ ี่เวทนา สติต้งั มน่ั อย่เู วทนา เวทนานุปัสสนาสติ ปัฏฐาน / นวิ รณ์ 5 จติ กำหนดรู้ เป็ นธรรมำนุปัสสนำสตปิ ัฏฐำน /กำหนดจิตอย่ำงเดียว บาปเกิด กายเป็ นเครื่องมอื ท่ีจิต ดีชวั่ ธรรมเกิดท่ีจิต ทกุ อยา่ งมีจิตเป็นประธาน กาหนดจิตสามารถรู้หมดทุกอย่ำง ในการท่ี ของจิต ธรรมชาติ กาย วาจา แสดงออก รู้ส่ิงอื่นๆ แสดงออก / สติ จติ ควำมคิด เกิดข้นึ ขณะจิตเดียว ปล่อยใหช้ ีวิต ของจิตเป็นธาตรุ ู้ ไปตามเรื่อง บุญบาป กุศล อกุศล ให้มีสติกำหนดรู้ อยู่ตลอดเวลำ มีสติตามรู้ไป ตามความคิด เรื่องน้นั ๆ มีสติตามรู้เด่นชดั รู้ทนั กนั คิดไป เกิดวิเวกเหมือนเดินทางคนเดียว / กายเบา จิตเบา กายสมั พนั ธก์ บั จติ จิตสงบ อยบู่ นอากาศ ความรูเ้ กิดทีก่ าย จติ ยอ่ มรู้ -พิจำรณำดูกำยสัมพันธ์กับจิต สุขเกิดท่ีกาย ทุกข์เกิดที่กำย จิตย่อมรู้อยู่ตลอดเวลำ รู้โดยไม่ ต้งั ใจ วิตก วิจารณ ปี ติ สุข เอกคั คตาเกิดสมาธิ ผปู้ ฏิบตั ิรู้ได้ เมื่อกายมีอยู่ สิ่งที่เกิดกาย จิตรับรู้ / ทุกขเวทนาเกดิ ควร ทุกสิ่งทุกอย่ำง ทำพูดคิด ด้วยสัมปชัญญะ เป็ นกำรฝึ กสมำธิ กำรยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม ทำ พูด กาหนดรู้ส่ิงน้นั เป็น คิด เป็ นอำรมณ์จิต เพรำะจิตเป็ นผู้สั่งกำร จิตสัง่ การ ฝึกสมาธิโดยไมเ่ ลือกเวลา / การเดินจงกรม อารมณ์ สตติ ้งั มน่ั ปฏิบตั ิสมาธิ ตามวธิ ีกำรพจิ ำรณำในท่ำยืน เดนิ น่ัง นอน เรียกว่ำ ปฏบิ ัตติ ำมวิธีกำร ทาสมาธิทุก กาหนดรู้ อยเู่ วทนา ลมหายใจ กาหนดสติอยู่ที่จิตเท่าน้นั / ผทู้ าสมาธิอยูใ่ นฌาน ไดแ้ ก่ วิตก วิจารณ ปี ติ สุข เอกกคั เวทนานุปัสสนาสติ ตา เม่ือจิตสงบ ปฐมฌาน จิตละเอียดเขา้ ไป ปี ติ หาย กายละเอียด จิตละเอียด กายหายไป สุข ปัฏฐาน หายไป จิตเป็นหน่ึง / เอกคั คตารมณ์ มีความเป็นกลาง เที่ยงธรรม สุขไม่ปรำกฏ ทุกข์ไม่ปรำกฏ นิวรณ์ 5 จติ กาหนดรู้ ยินดียินร้ำยไม่มี ดีใจเสียใจไม่มี มีจิตเป็ นหน่ึง กายเป็ นจิตพุทธะ ผูร้ ู้ ผูต้ ื่น ผูเ้ บิกบาน ร่างกาย เป็ นธรรมานุปัสสนา หายไปหมด / การแยกอารมณ์ และจิต ออกจากกนั เป็นไปไดย้ าก หากสมาธิไม่เกิด ฌานไม่เกิด สตปิ ัฏฐาน พยายามแยกไม่ได้ / จิตเป็ นฌาน 4 ตวั หาย จิตดวงเดียว ยึดความสว่างของจิต เป็ นอารมณ์ กาหนดจติ อย่างเดยี ว เรียกวา่ รูปฌาน พงึ สังเกตความเป็นจิตของตวั เอง / กำหนดอุกศุ ล กศุ ล เป็ นธรรมำนุปัสสนำสติ รู้หมดทกุ อย่าง ปัฏฐำน / รู้จติ สตติ ้งั มน่ั เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตรู้อยทู่ ่ีจิต รู้อารมณ์ จิตเกิดดบั เรียกว่า สติ จติ ความคดิ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตกาหนดรู้จิตเฉยๆ จดั เป็ นอารมณ์ ควำมรู้ควำมคิดจัดเป็ นธรรม เกิดข้ึน ให้มีสติ นุปัสสนำสติปัฏฐำน / ความคิดเป็นอาหารของจิต ความเป็นการบริหารจิต เป็นการผ่อนคลาย กาหนดรู้ อยู่ ความตึงเครียดในจิต เป็ นสภำวะ เป็ นเครื่องหมำย ผู้ภำวนำกำหนดรู้ว่ำ อะไร ไม่เท่ียงเป็ น ตลอดเวลา มสี ติ ตามรูไ้ ป วิธกี ำร พิจารณาดกู าย สมั พนั ธ์กบั จิต ทกุ ส่ิงทกุ อยา่ ง ทา พูด คดิ ดว้ ย สมั ปชญั ญะฝึก สมาธิ การยนื เดิน นงั่ นอน ดื่ม ทา พูด คดิ เป็น อารมณ์จิต จิต เป็นผสู้ ั่งการ ฝึก สมาธิโดยไม่ เลอื กเวลา เอกคั คตารมณ์ เท่ยี งธรรม สุขไม่ ปรากฏ ทกุ ขไ์ ม่ ปรากฏ ยนิ ดียิน ร้ายไม่มี มจี ติ เป็น หน่ึง กายเป็นจิต พุทธะ ผรู้ ู้ ผตู้ ื่น ผู้ เบกิ บาน ร่างกาย หายไปหมด กาหนดอุกศุ ล กศุ ล เป็ นธรรมานุปัสส นา
430 รู้จติ สติต้งั มนั่ จิต อนัตตำ / อวิชชาครอบจิต จิตไปยึด ยินดียินร้ำย และเป็นกามตณั หา วิภาวตณั หา สร้างปัญญา รู้อยทู่ จี่ ิต รู้อารมณ์ ปรุงแต่งอยากรู้อยากเห็น กำหนดสติตำมรู้ไป เห็นทุกข์เกิดขึ้น จิตเอาความยินดียินร้ายความ จิตเกิดดบั เรียกวา่ ทุกข์ยึดอยู่ / กาหนดลมหายใจเขา้ ออก สมาธิได้ตรัสรู้ จิตสัมพนั ธ์กับลมหายใจ กาหนดสติ จิตตานุปัสสนาสติ ควบคมุ กาหนดรู้ลมหายใจ / ดูสติ ดูจติ สัมพนั ธ์กบั สตดิ ลู มหำยใจ สตติ ้งั มน่ั อยู่ทล่ี มหำยใจ เป็ น ปัฏฐาน กำยำนุปัสสนำสติปัฏฐำน ต้งั มน่ั อย่ทู ่ลี มหำยใจ เป็ นกำยำนุปัสสนำตปิ ัฏฐำน / ตามรู้อารมณ์จิต จิตสงบละเอียด ท่ีฌาน จิตดาเนินฌาน 4 / จิตสงบน่ิง ตวั หายเหลือจิตดวงเดียว จิตคิดปล่อยให้ ความรู้ความคิด มันคิด มันฟุ้ง แต่มีสติกำหนด คิดรู้แล้วปล่อยวำง ไม่สร้ำงปัญญำเดือดร้อน จิตเป็ นกลำงเท่ียง จดั เป็นธรรม ธรรม ไม่ยินดยี ินร้ำย ความฟ้งุ ซ่านไม่เกิด ความสงบ จิตมีความคิด ตอ้ งสงั เกต / ผ้มู ีศีล สะอำดดี นุปัสสนาสติปัฏ สัมมาสมาธิ เป็นเคร่ืองประกนั ความปลอดภยั ศีล อบรมสมำธิ สมำธิอบรมปัญญำ ปัญญำอบรม ฐาน จิต ปัญญำเกิดขึน้ คือ ควำมคิดขึน้ มำส่วนลึกของจิต ส่ิงท่ีไม่เคยเหน็ ผุดขึน้ มำ อย่างต่อเน่ืองไม่ สติ ดูจิต สมั พนั ธ์ ขาดสาย ปัญญาเกิดข้นึ มาเป็นเครื่องอบรมจิต กบั สตดิ ลู มหายใจ สติต้งั มนั่ อยทู่ ี่ลม -สมาธิดีแลว้ เกิดปัญญา ความคิดเกิดข้ึนมาเอง มีสติ ดูพร้อมทุกขณะจิต รู้อยู่ตลอดเวลา เป็ น หายใจ เป็นกายา ปัญญาในสมาธิ / นุปัสสนาสติปัฏ ฐาน ต้งั มน่ั อยทู่ ่ลี ม หายใจ ศลี อบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา ปัญญาอบรมจิต ปัญญาเกิดข้ึน คอื ความคิดข้ึนมา ส่วนลึกของจิต ส่ิง ทไ่ี มเ่ คยเหน็ ผดุ ข้ึนมา ผล สมาธิดีแลว้ เกิด ปัญญา เป็น ปัญญาในสมาธิ ตารางท่ี 4.9.11 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “วิธกี ำรฝึ กสมำธิ หลวงป่ เู สำร์” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระรำชสังวรญำณ (พุธ ฐำนโิ ย) จาแนกตาม แนวคิด หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั Pu11] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคิด -ผบู้ ำเพญ็ ทำงจติ ต้องมศี ีลบริสุทธ์ิ ตามศีลเป็นขอบเขต ใชก้ ิเลสของตนเป็นหลกั ประกนั ความ บาเพญ็ ทางจิต บริสุทธ์ิ เราคดิ ไดท้ ้งั ดีชวั่ คดิ เป็ นนสิ ัยสันดำน / สัมมำสมำธิ จิตสงบต้งั มั่น ใหร้ ู้จริงเห็นจริง รู้ ตอ้ งมีศีลบริสุทธ์ิ ตามจิต อา่ นตวั ออก รู้จริงภายใน ภายนอก ไม่เกิดประโยชน์ ผรู้ ู้มุ่งตรงผปู้ ฏิบตั ิ สมั มาสมาธิ จิต สงบต้งั มน่ั -การทำงำนสมำธิ ปัญญำต้องทำควำมเข้ำใจให้เป็ น สัมมำสมำธิ มีความมุ่งหมายอยูท่ ่ีตรงไหน / อา่ นตวั ออก รู้ ไม่ลงมือปฏิบตั ิไม่เกิดประโยชน์อะไร ลงั เลสังสัย ภาวนาไปแค่ไหน ไม่ไดร้ ับผล เรียนมาแลว้ จริงภายใน ต้องปฏิบตั ิ อย่ำงจริงจงั เอาจริงเอาจงั ตามคาแนะนาของอาจารย์ ภำวนำวันละหลำยคร้ัง ผลยอม เกิด /ท่านอาจายเ์ สาร์ สอนให้ภำวนำพุทโธ ภาวนาในอนุสติ 10 ของพุทธานุสติ ธรรมานุสติ หลกั กำร สังฆานุสติ ต้องใช้คำบริกรรมตามแบบคาบริกรรมนึกทาในใจ จิตสงบเพียงอุปจำรสมำธิ / บริกรรมภาวนามีจิตสงบ สงบน่ิง สวา่ ง มีควำมรู้สึกเร่ืองของกายของลมหายใจ มีอาการเคลื่อน การทางานสมาธิ เขา้ ใจเป็น สัมมาสมาธิ ตอ้ งปฏิบตั ิ อยา่ ง จริงจงั ตาม คาแนะนาของ อาจารย์
431 ภาวนาวนั ละ ลงไปภำวนำ “ยุบหนอ พองหนอ” / ลมหายใจละเอียด นึกวา่ ลมหายใจมีอยจู่ ิตไม่ปราศจากส่ิงที่ หลายคร้ัง ผล รู้ จิตไม่มีเครื่องรู้ จิตไม่มีฐำนท่ีต้ัง ขำดสติสัมปชัญญะ จิตอยู่ในจิต ที่ระลึกจิตน่ิงไม่เกิด ยอมเกิด ประโยชน์ / กำรหำยใจให้จิตรู้อยู่ด้วยกำย รู้ของจิต เคร่ืองระลึกของสติ รู้สึกอยู่เป็ นฐำนท่ีต้ังสติ รู้ซ่ึงเร่ืองกาย เรียก มหาสติปัฏฐาน มสี ตสิ ัมปชัญญะ เกิดข้ึน / อปุ จารสมาธิ บริกรรมภาวนา เคลด็ ใชค้ าบริกรรม ลบั สาคญั จิตสงบ สวา่ งจิต มีความรู้สึกวา่ แสงสวา่ งพุ่งออกไป จิตสงบลงไป อยู่ในอุปจำรสมำธิ นึกทาในใจ จิต จิตพุ่งตรงไปมีแสงสว่าง เกิดภาพนิมิตต่างๆ สาคญั มน่ั หมาย / ภาพนิมิตไม่ใช่ส่ิงใดเป็ นจิตปรุง สงบเพียงอุปจาร แต่งข้ึนมาเอง เราภาวนาแลว้ อยากเห็น มีอุปทานอยากรู้อยากเห็น ภาวนาจิตสงบลงไป สัญญา สมาธิ อดีต อยากรู้อยากเห็น แสดงภาพนิมิตให้เราเห็น ประสบการณ์ในจิตผูภ้ าวนา สมาธิเห็นภาพ นิมิต ภาพนิมิตไปนรก ไปสวรรค์ อย่าไปสาคัญ / จิตมีสติปัญญำพอสมควร เครื่องรู้เครื่อง สอนใหภ้ าวนา พิจารณา เคร่ืองระลึก มีความมนั่ คง มีความเฉลียวฉลาด ภาพนิมิตสาคญั ว่า ถา้ เจา้ กรรมนายเวร พทุ โธ เป็นการเขา้ ใจผิด นกั ปฏิบัติต้องมีสติสัมปชัญญะ เห็นภาพนิมิตไม่ใช่ของจริง มโนภาพเราสร้าง ข้ึน อปุ ทานอยากรู้อยากเห็น / อุปจารสมาธิ ขาดสติ ภาพนิมิตเกิดข้ึนไม่ใช่ของจริง ยดึ ยนั วา่ ไมใ่ ช่ หายใจให้จิตรูอ้ ยู่ ของจริง ภำพนิมิตพิจำรณำดูอยำกรู้ว่ำ ควำมตำยพิจำรณำดู จิตออกจำกร่ำง จิตสำรวจร่ำงกำย ดว้ ยกาย รู้ของจติ ท่ีสุดร่ำงกำยสลำยตัว ไม่มีอะไรเลย เหลือควำมว่ำง / นิมิตปรากฏผูภ้ าวนาจิตปรุงแตง่ ภาพช้ึนมา เครื่องระลึกของ เอง สังขารปรุงแต่งให้เป็นไปเพราะอยากรู้อยากเห็น อุปทานอยากรู้ เห็นเป็นจริ งอย่างน้นั / สติ สติ รู้สึกอยเู่ ป็น สัมพนั ธ์กบั สมาธิ นอ้ มน่ิงแน่วแน่ พอทาชานาญก็เป็นไปตามตอ้ งการ ฐานทีต่ ้งั สติ มี สติสัมปชญั ญะ -สภำพจิตใจ ใครทาสมาธิจิตสงบไปแลว้ จติ ใจสภำพจิตเป็ นอย่ำงไร อา่ นตวั เราไดอ้ อก ภายนอก ประสบการณใ์ น ตวั ไม่สาคญั สาคญั อยูท่ ่ีอ่านจิตใจ ผิดถูกใหไ้ ด้ / ภำวนำพุทโธ เอำจริงจัง อย่าไปกลวั จิตไม่สงบ จติ ผภู้ าวนา สมาธิ ขอใหม้ ีสมถะกนั เอาไว้ / กายปรากฏ เป็นกายคตาสติ กำหนดตำมร่ำงกำย กาหนดลงไปเป็ นรูป เหน็ ภาพนิมติ ไป กรรมฐาน อปั ปนาสมาธิ กำหนดรู้ลมหำยใจเข้ำออกตำมรู้ไป ลมหำยใจละเอยี ดจิตสงบ เป็นอปั ป นรก ไปสวรรค์ นาสมาธิ จิตนิ่งไม่นึกคิด จิตอยู่ในจิตเป็ นสมถะ ความรู้ไม่ปรากฏข้ึน ความรู้สึกมีกาย ไม่มีลม อยา่ ไปสาคญั หายใจไม่มี สภาวะจิตไร้สมถรรภาพ ทรงตวั อยู่ในความสงบน่ิง เป็ นอัปปนำสมำธิ จิตก้ำวหน้ำ ไมใ่ ช่ของจริง มโน อยู่ในฌำนสมำบัติได้ / จิตมีอาการน่ิง คำบริกรรมภำวนำหำยไป เป็ นอุปจำรสมำธิ บริกรรม ภาพสรา้ งข้นึ ภาวนาจิตไมล่ งถึง อปั ปนาสมาธิ ปรากฏในความรู้วา่ “กำยปรำกฏขนึ้ ลมหำยใจปรำกฏขนึ้ ” กาย ความตายพิจารณา ปรากฏข้ึนเพม่ิ ดูกาย ลมหายใจ กาหนดรู้ลมหายใจ จิตผภู้ าวนาตามรู้ในอารมณ์ ดู จิตออกจากร่าง จิตสารวจร่างกาย -ถอนราคะ โทสะ โมหะ หลงอยอู่ อกไป ไมม่ ุ่งอะไร มงุ่ แตส่ ัมมาทิฏฐิ วินยั การปฏิบตั ิ ภมู ิจิต ภูมิ ท่ีสุดร่างกาย ธรรมเกิดข้ึน มีท้งั ผดิ ท้งั ถกู / ควำมเป็ นอริยบุคคล มีความเห็นถูก สมั มาทิฏฐิ / สมาธิตอ้ งมีศีล ศีล สลายตวั ไม่มอี ะไร ประกันควำมบริสุทธ์ิ ผปู้ ฏิบตั ิ ยตุ ิความชว่ั ทางกาย วาจาใจ / เลย เหลอื ความว่าง วธิ กี ำร จติ ใจสภาพจิตเป็น อยา่ งไร ภาวนาพทุ โธ เอา จริงจงั กาหนดตามร่างกาย กาหนดรู้ลมหายใจ เขา้ ออกตามรูไ้ ป ลม หายใจละเอียด จติ สงบ เป็นอปั ปนาสมาธิ จติ กา้ วหนา้ อยใู่ นฌาน สมาบตั ิได้ คาบริกรรมภาวนา หายไป เป็นอปุ จาร สมาธิ ผล ศีลประกนั ความบริ สุทธ์ ิ ความเป็ น อริยบคุ คล ความเห็นถูก สัมมาทิฏฐิ
432 [10] ท่ำนสัตยำ นำรำยัน โกเอน็ ก้ำ (ท่ำนโกเอน็ ก้ำ) 4.10.1) ประวัติ : ท่ำนสัตยำ นำรำยัน โกเอน็ ก้ำ (ท่ำนโกเอน็ ก้ำ) ท่ำนสัตยำ นำรำยัน โกเอ็นก้ำ (ท่ำนโกเอน็ ก้ำ) ระหวา่ งวนั ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2467 ถึง 29 กนั ยายน พ.ศ.2556 อายุ 90 ปี ทา่ นอาจารยโ์ กเอน็ กา้ เป็นชาวอินเดียที่ถือกาเนิดในประเทศพม่าเมื่อปี พ.ศ.2467 ท่าน ไดป้ ระกอบธุรกิจจนประสบความ สาเร็จมีชื่อเสียงมากต้งั แต่ยงั อยู่ในวยั หนุ่ม ท้งั ไดร้ ับเลือกให้เป็ นผูน้ า ชุมชนชาวอินเดียในพม่า รวมท้งั เป็ นประธานองค์กรต่างๆ ท่านไดท้ ดลองเขา้ ปฏิบตั ิวิปัสสนากรรมฐาน หลกั สูตร 10 วนั เป็นคร้ังแรกกบั ทา่ นอาจารยอ์ ูบาขิ่น (วิปัสสนาจารยท์ ่ีชาวพม่าใหค้ วามเคารพนบั ถืออยา่ งยงิ่ ผูห้ น่ึง) หลงั จบจากการปฏิบตั ิตามหลกั สูตร 10 วนั แลว้ ท่านโกเอ็นก้าเกิดความเล่ือมใสศรัทธาในเน้ือหา สาระของคาสอนและในแนวทาง ปฏิบตั ิเป็นอยา่ งมาก จึงปวารณาตวั เขา้ ปฏิบตั ิอยา่ งต่อเน่ืองและจริงจงั จน ต่อมาท่านอาจารยอ์ ูบาขิ่นไดแ้ ต่งต้งั ใหท้ ่านทาหนา้ ท่ีเป็ นอาจารยผ์ ชู้ ่วย สอน ท่านสัตยา นารายนั โกเอ็นกา้ (Satya Narayan Goenka) เป็ นวิปัสสนาจารยฆ์ ราวาสผเู้ ผยแผ่การปฏิบตั ิวิปัสสนาให้เป็นที่รู้จกั กวา้ งขวางใน ระดบั นานาชาติ คนไทยเรียกท่านดว้ ยช่ือสกุลว่า \"ท่านโกเอน็ กา้ \" เกิดในครอบครัวชาวอินเดียนบั ถือฮินดูที่ ลงหลกั ปักฐานในประเทศพม่า ทา่ นโกเอน็ กา้ เติบโตเป็นนกั ธุรกิจหนุ่มผปู้ ระสบความสาเร็จต้งั แต่อายยุ งั นอ้ ย ก่อนจะไดเ้ รียนวิปัสสนากบั ท่านอูบาขิ่น วิปัสสนาจารยฆ์ ราวาสคนสาคญั ของพม่า และอุทิศตนฝึ กปฏิบตั ิ และทางานในศนู ยว์ ิปัสสนาท่ียา่ งกงุ้ 4.10.2) ธรรมบรรยำยคำสอน : ท่ำนสัตยำ นำรำยัน โกเอน็ ก้ำ (ท่ำนโกเอน็ ก้ำ) ตารางท่ี 4.10 ขอ้ มลู ธรรมบรรยายเก่ียวกบั เรื่องมหาสติปัฏฐาน 4 ตามแนวทางปฏิบตั ิ รหสั ท่ำนสัตยำ นำรำยัน โกเอน็ ก้ำ ผา่ นช่องทาง YouTube (ภาษาไทย) จาแนกตามรหสั รูปภาพ G1 และรายละเอียดแหล่งท่ีมาขอ้ มลู [รหสั G1-8] รูปภำพ แหล่งท่ีมำข้อมูล https://www.youtube.com/watch?v=5DmTUh7M7E4 “ธรรมบรรยำยหลักสูตรสติปัฏฐำน วนั ท่ี 1” ระยะเวลา : 42 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 17 ธ.ค. 2017 จานวนการดู : 29,818 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 1 มกราคม พ.ศ. 2564
433 G2 https://www.youtube.com/watch?v=LfKK_Gio3AE “ธรรมบรรยำยหลกั สูตรสตปิ ัฏฐำน วันที่ 2” ระยะเวลา : 46 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 17 ธ.ค. 2017 จานวนการดู : 19,409 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 1 มกราคม พ.ศ. 2564 G3 https://www.youtube.com/watch?v=-lxXiil7TUg “ธรรมบรรยำยหลกั สูตรสตปิ ัฏฐำน วันที่ 3” ความยาว : 1 ชวั่ โมง 13 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 17 ธ.ค. 2017 จานวนการดู : 21,771 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 1 มกราคม พ.ศ. 2564 G4 https://www.youtube.com/watch?v=bOUwlxvZIlM “ธรรมบรรยำยหลักสูตรสตปิ ัฏฐำน วนั ท่ี 4” ระยะเวลา : 46 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 17 ธ.ค. 2017 จานวนการดู : 17,455 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 1 มกราคม พ.ศ.2564 G5 https://www.youtube.com/watch?v=QqIrgfge1C0 “ธรรมบรรยำยหลักสูตรสตปิ ัฏฐำน วันที่ 5” ระยะเวลา : 1 ชว่ั โมง 1 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 18 ธ.ค. 2017 จานวนการดู : 20,338 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 1 มกราคม พ.ศ. 2564 G6 https://www.youtube.com/watch?v=mM8jSyE0BiA “ธรรมบรรยำยหลกั สูตรสติปัฏฐำน วันท่ี 6” ระยะเวลา : 1 ชวั่ โมง 21 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 18 ธ.ค. 2017 จานวนการดู : 19,888 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 1 มกราคม พ.ศ. 2564
434 G https://www.youtube.com/watch?v=AtPqLaabaoU 7-1 “ธรรมบรรยำยหลกั สูตรสตปิ ัฏฐำน วันที่7 ตอนท1่ี ” ระยะเวลา : 1 ชวั่ โมง 5 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 18 ธ.ค. 2017 จานวนการดู : 9,953 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 1 มกราคม พ.ศ. 2564 G https://www.youtube.com/watch?v=UbAwICUgdfs 7-2 “ธรรมบรรยำยหลกั สูตรสติปัฏฐำน วนั ท่7ี ตอนท่ี 2” ระยะเวลา : 1 ชวั่ โมง 9 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 18 ธ.ค. 2017 จานวนการดู : 12,333 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 1 มกราคม พ.ศ. 2564 G8 https://www.youtube.com/watch?v=yKmyIHYbR1I “ธรรมบรรยำยหลักสูตรสติปัฏฐำน วนั ท่ี 8” ระยะเวลา : 14 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 18 ธ.ค. 2017 จานวนการดู : 6,571 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 1 มกราคม พ.ศ. 2564 จากตารางท่ี 4.10 ขอ้ มูลธรรมบรรยายเก่ียวกบั เร่ืองมหาสติปัฏฐาน 4 ตามแนวทางปฏิบตั ิท่ำนสัต ยำ นำรำยัน โกเอ็นก้ำ ผ่านช่องทาง YouTube (แปลภาษาไทย) จาแนกตามรหัส รูปภาพ และรายละเอียด แหล่งที่มาขอ้ มูล [รหสั G1-8] จากการรวบรวมขอ้ มูล จานวน 9 คลิปขอ้ มูล ไดแ้ ก่ “ธรรมบรรยายหลกั สูตร สติปัฏฐาน วนั ที่ 1” “ธรรมบรรยายหลกั สูตรสติปัฏฐาน วนั ที่ 2” “ธรรมบรรยายหลกั สูตรสติปัฏฐาน วนั ที่ 3” “ธรรมบรรยายหลกั สูตรสติปัฏฐาน วนั ท่ี 4” “ธรรมบรรยายหลกั สูตรสติปัฏฐาน วนั ที่ 5” “ธรรมบรรยาย หลกั สูตรสติปัฏฐาน วนั ท่ี 6” “ธรรมบรรยายหลกั สูตรสติปัฏฐาน วนั ท่ี 7 ตอนที่1” “ธรรมบรรยายหลกั สูตร สติปัฏฐาน วนั ที่ 7 ตอนที่ 2” “ธรรมบรรยายหลกั สูตรสติปัฏฐาน วนั ที่ 8” และประกอบศึกษาเอกสาร หนงั สือ มหำสติปัฏฐำนสูตร ทำงสู่ควำมหลุดพ้น71 เรียบเรียงจากธรรมบรรยายในหลกั สูตรสติปัฏฐานของ ท่านอาจารยโ์ กเอ็นกา้ โดย แพ็ททริค กิฟเวน-วิลสัน แปลโดย สุทรี ชโยดม จดั พิมพ์โดยมูลนิธิส่งเสริม วปิ ัสสนากรรมฐานในพระสังฆราชูปถมั ภ์ 71 ท่านสัตยา นารายนั โกเอน็ กา้ . 2541. มหำสตปิ ัฏฐำนสูตร ทำงสู่ควำมหลุดพ้น. จากธรรมบรรยายในหลกั สูตรสติปัฏฐานของท่าน อาจารยโ์ กเอน็ กา้ . เรียบเรียงจากธรรมบรรยายโดย แพท็ ทริค กิฟเวน-วลิ สัน แปลโดยสุทรี ชโยดม. จดั พิมพโ์ ดยมูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐาน ในพระสังฆราชูปถมั ภ.์ สานกั พิมพบ์ ริษทั พิมพด์ ี จากดั : กรุงเทพมหานคร.
435 ผลการศึกษาพบวา่ ธรรมบรรรยายเร่ืองมหาสติปัฏฐาน 4 ตามแนวทางปฏิบตั ิท่านสัตยา นารายนั โกเอน็ กา้ ดงั แสดงในตารางท่ี 4.10.1 ถึง ตารางท่ี 4.10.8 พบวา่ ตารางท่ี 4.10.1 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “ธรรมบรรยำยหลกั สูตรสตปิ ัฏฐำน วันท่ี 1” ตามแนวทางปฏิบตั ิทา่ นสตั ยา นารายนั โกเอน็ กา้ จาแนกตามแนวคดิ หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั G1] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคดิ G1-1หลักสูตรมหำสติปัฏฐำน ทาความเขา้ ใจในเทคนิควิธีกำรปฏิบัติ จากพระธรรมเทศนาของ หลกั สูตรมหาสติปัฏ องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พุทธเจา้ 2การเลือกเอาพระสูตรฯ มาศึกษา เพราะเป็นพระสูตรท่ีพระ ฐาน เขา้ ใจเทคนิค พทุ ธองค์ทรงแสดงถึงวิธกี ำรปฏบิ ัติ เช่ือวา่ การศึกษาพระไตรปิ ฎก ไมใ่ ช่ส่ิงจาเป็น ไมจ่ าเป็น วิธีการปฏบิ ตั ิ เราท้งั หลายจะตอ้ งไปศึกษาพระไตรปิ ฏกท้งั หมด 3เพียงแต่การศึกษาพระสูตร 2-3 พระสูตร เลอื กพระสูตรไมศ่ กึ ษา ให้เขา้ ใจอย่างถ่องแทพ้ อแลว้ ถา้ ผูป้ ฏิบตั ิเขา้ ใจอย่างถูกตอ้ ง และปฏิบตั ิไดต้ ามน้ี สามารถสู่ พระไตรปิ ฎกท้งั หมด ความหลุดพน้ ได้ พระสูตรเพยี งสูตรเดียวทำให้ไปถึงจุดหมำยปลำยทำงได้ 4มหาสติปัฏฐาน 4 พระสูตรเดียวถอ่ งแทส้ ู่ เป็ นพระสูตรสาคญั แบ่ง 3 ข้นั ตอน ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ 5ธรรมะเป็ นสากล ธรรมะคือกฎ ความหลุดพน้ ไดโ้ ดย สำกล ธรรมะคือควำมจริง ธรรมคือธรรมชำติ กฎธรรมชาติเกิดกบั ทกุ คน 6ปริยตั ิ เป็นการเลา่ เรียนพระธรรมเพยี งความรู้ทางทฤษฎี 7สุตมยปัญญา หมายถึง ไดย้ นิ ไดฟ้ ังเร่ืองราวอนั เกิดจาก แท้ ปัญญาของผูอ้ ื่น 8จิตตำมยปัญญำ หมายถึง ไดเ้ ชาวป์ ัญญาของท่านคิดเหตุผลเพ่ือทาความ มหาสตปิ ัฏฐาน 4 แบง่ เขา้ ใจในส่ิงที่ท่านได้ยินไดฟ้ ัง ไม่ใช่ปัญญาของท่าน หากเป็ นปัญญาของผูอ้ ่ืน 9ภำวนำมย 3 ข้นั ปริยตั ิ ปฏบิ ตั ิ ปัญญำ หมายถึง ปัญญาที่เกิดจาก การท่ีไดป้ ระจกั ษใ์ นความจริงดว้ ยของทา่ นเอง 10สตปิ ัฏฐำน ปฏิเวธ คือ ธรรมอันเป็ นท่ีต้ัง ท่ีถูกตอ้ งแห่งสติ “ฐาน” แปลว่า ที่ต้งั “ปัฏฐาน” หมายถึง อยา่ งถูกตอ้ ง ธรรมะคือกฎสากล สติใชร้ ่วมกบั ปัญญา จะเป็นปัฏฐาน กลา่ วถึงคาวา่ “สติ” ตอ้ งร่วมกบั สัมปชญั ญะเสมอ สมั ปชา ปริยตั เิ ป็นความรูท้ าง โน หรือ สัมปชญั ญะ 11อำตำปี สัมปชำโน สติมำ สติจะสมบูรณ์ได้ ต่อเม่ือ มีปัญญำร่วมอยู่ ทฤษฎี ด้วย 12สติสำคัญทุกองค์ประกอบในกำรตรัสรู้จะต้องเริ่มต้นด้วยสติเสมอโดยตอ้ งมีสติระลึก ไดอ้ ยตู่ ลอดเวลา สติมีความสาคญั จิตตามยปัญญา ไดเ้ ชาว์ ปัญญาคดิ เหตผุ ลเขา้ ใจสิ่ง 13ศึกษำเทคนิควิธีกำรปฏิบัติ จากพระธรรมเทศนาของพระพุทธองคโ์ ดยตรง เพื่อจะไดเ้ ขา้ ใจ ไดย้ นิ ไดฟ้ ัง วธิ ีปฏิบตั ิให้ละเอียดลึกซ้ึงยง่ิ ข้ึน และเพ่อื จะขจดั ความสงสยั ใดใดท่ีเกี่ยวกบั การปฏิบตั ิ 14มหำ สุตมยปัญญาฟังเร่ืองราว สติปัฏฐำน 4 คือวิปัสสนำ วิปัสสนำ คือมหำสติปัฏฐำน 4 15หากพฒั นาธรรมให้มากข้ึน จง ปัญญาผอู้ ่นื รู้จักภาษาบาลีมากข้ึน เทคนิคการปฏิบตั ิตอ้ งเป็ นอย่างหลกั สูตร 10 วนั ต่างกันตรงธรรม ภาวนามยปัญญา ปัญญา บรรยายตอนค่า 16วปิ ัสสนำ หมำยถงึ กำรเห็นชัดแจ้งโดยปรำศจำกกำรสมมติ วปิ ัสสนานาเรา ประจกั ษค์ วามจริงเอง ไปสู่จุดหมายปลายทางคือ ความหลุดพน้ 17 “ปญฺญตฺติ ฐเปตฺวา วิเสเสน ปสฺสตีติ วิปสฺสนา” สติปัฏฐาน คือ ธรรมอนั การยกเวน้ เสียซ่ึงบญั ญตั ิ คอื กำรมองผ่ำนควำมจริงโดยบญั ญัติ ได้แลเหน็ ควำมจริงโดยสภำวะ เป็นท่ตี ้งั สตริ ่วมกบั คือ ความจริงแทข้ องโครงสร้างร่างกาย โครงสร้างจิตใจ แลว้ ประจกั ษ์ถึงความจริงแท้ท่ีอยู่ ปัญญาสติร่วมกบั เหนือรูปนาม 18การสร้างกิเลสข้ึนมาในจิตใจเท่ากนั เป็นการทาร้ายตวั ของเรา เราควรมีชีวิตอยู่ สัมปชญั ญะ อาตาปี สัมปชาโน สตมิ า สตสิ าคญั ทุก องคป์ ระกอบระลึกได้ ตลอดเวลา หลกั กำร ศกึ ษาเทคนิควธิ ีการ ปฏบิ ตั ิ จากพระธรรม เทศนา มหาสตปิ ัฏฐาน 4 คือ วิปัสสนา พฒั นาธรรมตอ้ งรู้ บาลี วิปัสสนา เห็นชดั แจง้ ปราศจากสมมติ มองผ่านความจริงโดย บญั ญตั ไิ ดเ้ ห็นมองเหน็ ความจริงสภาวะ คือ ความจริงแท้
436 สร้างกิเลสในใจเทา่ กบั อย่างมีศีลธรรม 19กาลังฝึ กอานาปานสติอยู่ ขอให้ไปสังเกตลมหายใจด้วยความจริง คือ ทารา้ ยตวั เอง ขอ้ สังเกตลมหายใจที่กาลงั ผ่านเขา้ ออกอยู่ คือ สติ คือ สิ่งท่ีท่านประสบดว้ ยตนเอง ไม่ใช่ส่ิงท่ี คมั ภีร์บอกทา่ น ไมใ่ ช่พระอาจารยข์ องท่านบอกทา่ น 20“สติ” แปลว่ำ ควำมนึกรู้อยู่กับปัจจุบัน กาลงั ฝึกอานาปานสติ อยู่กบั ควำมจริงทกุ อย่ำงในขอบเขตของร่ำงกำย คือ สภำวะท่แี ท้จริงของกำย สภาวะท่ีแทจ้ ริง ให้ไปสังเกตลมหายใจ ของจิต เราตอ้ งมีสติรู้ดว้ ยปัญญา ดว้ ยความเขา้ ใจท่ีถูกตอ้ ง เรียกว่า “สติปัฏฐาน” สติระลึกอยู่ ดว้ ยความจริง กบั ปัจจุบนั 21เขา้ ใจความจริงตามกฎธรรมชาติที่ปรากฏ เห็นไดด้ ว้ ยประสบกำรณ์ตรงของเรา 22มิตร 5 มี ศรัทธำ วิริยะ สติ สมำธิ และปัญญำ เรียกว่า “อินทรีย5์ ” 23พละ 5 หมายถึง ธรรม สติ ความรูอ้ ยกู่ บั อนั เป็นกาลงั ทาใหเ้ กิดความเขม้ แขง็ มนั่ คง สาหรับผปู้ ฏิบตั ิทุกคน เก้ือกูลการเดินบนเส้นทาง ปัจจุบนั แห่งความหลดุ พน้ โพชฌงค์ 7 ธรรมที่เป็นองคแ์ ห่งการตรัสรู้ เขา้ ใจความจริงกฎ 24การไดร้ ับฟังพุทธวจนโดยตรง ทาใหเ้ กิดความบนั ดาลใจและใหแ้ นวทางการปฏิบตั ิแก่เรา 25 ธรรมชาติดว้ ย ภาษาบาลีเป็นภาษาท่ีพระพุทธเจา้ ทางใช้ ท่านรู้จกั ศพั ทบ์ าลีมากข้ึน ท่านพฒั นาในธรรมมาก ประสบการณ์ตรง ข้ึน ท่านจะค่อยๆ รู้จกั ศพั ท์บาลีมากข้ึนดว้ ย 26ปริยัติ หมำยถึง ควำมรู้ในระดับเชำวน์ปัญญำ เกี่ยวกบั คาสอนพระพุทธองค์ ธรรมะต้องปฏิบตั ิดว้ ย ถา้ ปราศจากการปฏิบตั ิมีแต่ปริยตั ิ เพียง มิตร 5 คอื อินทรีย์ 5 มี อยา่ งเดียว เราไม่สามารถเดินไปสู่จุดหมายปลายทางได้ 27ปฏิเวธ คือ การแทงทะลุผา่ นความ ศรัทธา วริ ิยะ สติ สมาธิ จริงโดยสมมติท่ีปรากฏ ใหเ้ ห็นเป็นกลุ่มกอ้ นดว้ ยการยอ่ ยสลายมนั ออกไป จนไดเ้ ขา้ ถึงความ ปัญญา จริงตามสภาวะที่เป็นจริง 28เรียนรู้วิธีที่ควบคุมจิตใจ กำรฝึ กหัดกำรควบคุมจิตใจ คือ กำรฝึ ก สมำธิ ถือเป็ นกำรปฏิบัติ เป็ นธรรมข้ันท่ี 2 เป็ นการก้าวเดินบนเส้นทางธรรม การฝึ กหัด พละ 5 ธรรมอนั เป็น ควบคุมจิตใจหรือการฝึ กสมาธิมีหลายวิธี 29ปฏิเวธ แปลว่า แทงตลอดและพฒั นาสมาธิดว้ ย กาลงั การทาจิตใจแน่วแน่อยกู่ บั การสังเกตความจริงภายในร่างกายของเรา ควำมจริงท่ีปรำกฏของ รูปนำม รูปหรือกาย นามหรือจิต 30เฝ้าสังเกตดูลมหายใจเป็นกระบวนการท่ีเกี่ยวกบั กายและ วิธีกำร จิต เมื่อฝึ กไปเร่ือยๆ จะสังเกตเห็นความไม่บริสุทธ์ิ คือ กิเลสต่างๆ ที่เราสร้างไวใ้ นส่วนลึก ของจิตใจ 31ข้นั ตอน 3 คือ ปฏิเวธ แทงทะลุเขา้ ไปถึงส่วนลึกสุดของจิต ขจดั ออกไป ไม่ให้ รบั ฟังพุทธวจนโดยตรง ครอบครองได้ ไดเ้ ห็นความจริงแทใ้ นท่ีสุด ทะลุม่านของสมมติบญั ญตั ิ 32ประจักษ์ถึงควำม เกดิ ความบนั ดาลปฏบิ ตั ิ รู้บาลีมากข้ึนพฒั นาธรรม จริงแท้ในส่วนลึกที่ถูกปิ ดก้ันอยู่ ด้วยควำมจริงในระดับสมมติเรียกว่ำ บัญญัติ อนั เป็ นความ มากข้นึ เรียนรูศ้ พั ทบ์ าลี จริงที่ดูเหมือนวา่ เป็นจริง 33ฝึกฝนดว้ ยตวั เอง และไดพ้ บกบั ความจริงดว้ ยตวั เองซ้าแลว้ ซ้าเลา่ ปริยตั ิ เป็นความรูร้ ะดบั เป็ นการพฒั นาปัญญาของท่าน 34การยึดถือคมั ภีร์ว่าถูกตอ้ งเป็ นจริง โดยไม่คานึงว่ามีใคร เชาวน์ปัญญา เกย่ี วกบั คา เขา้ ใจ คากล่าวหรือไม่ พิสูจน์ไดห้ รือไม่ เห็นประจกั ษไ์ ดด้ ว้ ยตนเองหรือไม่ หาใช่ความจริง สอน สาหรับทุกคนไม่ 35มีสติอยู่ตลอดเวลา คือ การต้งั มนั่ ของสติ เมื่อเปล่ียนเป็นวิปัสสนา จะตอ้ ง ปฏิเวธ การแทงทะลุผา่ น มีสติอยู่กบั อนิจจงั อนิจจงั อนิจจงั มีสติอยู่กบั การเกิดข้ึน ดบั ไป เกิดข้ึนดบั ไป 36การต้งั สติ ความจริงโดยสมมติที่ คือ ทาสติปัฏฐานตลอดเวลาท่านจะตอ้ งทาสติปัฏฐานตลอดเวลาท่านจะตอ้ งมีสติ มีสติและมี ปรากฏไดเ้ ขา้ ถึงความจริง สติอยเู่ สมอ มีสติอยูท่ ่ีลมหายใจตลอดเวลา ไม่ว่า กาลงั นง่ั ยนื เดิน นอน 37มีประสบกำรณ์กบั ตามสภาวะทีเ่ ป็นจริง ควำมทุกข์อนั เป็ นลกั ษณะพ้ืนฐานของทุกสิ่งรู้ว่าสิ่งน้ีเป็ นทุกข์ 38สติตอ้ งควบคู่ปัญญาเสมอ เรียนรู้วิธีควบคมุ จติ ใจ การมีสติอยกู่ บั ความจริงที่บญั ญตั ิกนั ข้ึนมา โดยขาดปัญญาที่จะรู้ถึงความจริงแทต้ ามสภาวะ การฝึกหดั การควบคมุ สติจะเป็นสติที่ไม่สมบูรณ์ถา้ ขาดปัญญา 39สติปัฏฐำน คือ สตทิ ี่มีปัญญำกำกับอยู่ ปัญญำท่ีเป็ น จติ ใจ คอื การฝึกสมา พฒั นาสมาธิ ทาจิตใจแน่ว แน่สังเกตความจริงภายใน ร่างกาย ความจริงทป่ี รากฏ ของรูปนาม ฝึกดลู มหายใจ กายจติ เรื่อยๆ เหน็ ความไม่ บริสุทธ์ิ กิเลสต่างๆ สรา้ ง ส่วนลกึ จติ ใจ แทงทะลถุ งึ ลกึ สุด ของจิต ขจดั ออกไป เห็นความจริงแท้ ประจกั ษจ์ ริงแทส้ ่วน ลกึ ท่ีถูกปิ ดก้นั อยู่ ฝึกฝนพบกบั ความจริงดว้ ย ตวั เองซ้าแลว้ ซ้าเลา่ เป็น การพฒั นาปัญญา ไม่ยึดถือคมั ภีร์วา่ ถูกตอ้ งเป็นจริง พสิ ูจนไ์ ดห้ รือไม่ เหน็ ประจกั ษไ์ ด้ ดว้ ยตนเองหรือไม่ มสี ตอิ ยูต่ ลอดเวลา คอื ต้งั มน่ั สติ เม่ือเปลีย่ นเป็นวปิ ัสสนาตอ้ งมสี ติ อยูก่ บั อนิจจงั อนิจจงั อนจิ จงั สติ อยู่กบั เกดิ ข้นึ ดบั ไป ทาสตปิ ัฏฐานตลอดเวลาสตอิ ยู่ทีล่ ม หายใจ กาลงั นงั่ ยนื เดนิ นอน มีประสบการณ์กบั ความทกุ ข์ อนั เป็นลกั ษณะพ้นื ฐานของทุกสิ่ง สตคิ วบคู่ปัญญา ขาดปัญญาที่จะรู้ ถึงความจริงแทต้ ามสภาวะ สตเิ ป็น สติไมส่ มบูรณ์ สติปัฏฐาน คือ สตมิ ีปัญญากากับ ทีต่ ้งั สติ มปี ัญญาที่รูอ้ นิจจงั เกดิ ดบั
437 มีปัญญารู้ทกุ ขขงั คอื ความทกุ ข์ ท่ีต้ังของสติ มีปัญญำที่รู้ในอนิจจัง คือ กำรเกิดดับ มีปัญญำที่รู้ในทุกขขัง คือ ควำมทุกข์ และ เป็นปัญญารู้อนัตตา ไมม่ ตี วั ตน เป็ นปัญญำที่รู้ในอนัตตำ คือ ควำมไม่มีตัวไม่มีตน เป็ นกำรรู้ที่เกิดจำกประสบกำรณ์ตรงของ วปิ ัสสนาเจาะลกึ เขา้ แยกสลาย เรา 40การปฏิบตั ิวิปัสสนาเป็นการเจาะลึกเขา้ ไป แบ่งยอ่ ยแยกสลายจากความหยาบไปสู่ความ หยาบไปสู่ละเอยี ด จากสมมตสิ จั จ์ ละเอียด จากสมมติสัจจ์ไปสู่ ปรมตั ถส์ ัจจะ การปฏิบตั ิเป็ นเป้าหมาย ปฏิบตั ิ เป็ นแบบอย่างที่ ไปสู่ ปรมตั ถส์ จั จะ พระพทุ ธเจา้ สอน 41ถา้ ปฏิบัติเข้มแข็ง พุทธบญั ญตั ิทาให้ท่านไดเ้ กิดความรู้สึกวา่ ท่านไดร้ ับฟังพระธรรมเทศนา ผล จากพระศาสดาโดยตรง 42พุทธพจน์ท้งั หลายเป็นเสมือนคาช้ีแนะโดยตรงจากพระพุทธเจา้ ผู้ ปฏิบตั ิจะรู้สึกราวกบั วา่ พระบรมศาสกาลงั เทศนาสั่งสอนดว้ ยพระองคเ์ อง 43การไดย้ นิ ไดฟ้ ัง พุทธบญั ญตั ิความรู้สึก ธรรมะจะไดร้ ู้วา่ จะปฏิบตั ิธรรมอยา่ งไร และจะนาธรรมไปใชใ้ นชีวิตไดอ้ ยา่ งไร 44ไดฟ้ ังธรรม วา่ ไดร้ ับฟังพระธรรม ของพระองค์จะก้าวเดินไปสู่เส้นทาง คือ ได้ปฏิบัติธรรม ได้ก้าวเดินไปอย่างถูกต้องบน เทศนาจากพระศาสดา เส้นทางธรรม เป็นการเดินไปสู่จุดหมายปลายทาง คือ ความหลุดพน้ ความรู้แจง้ เห็นจริง 45ทุก โดยตรง คนตอ้ งมีศีล เราตอ้ งมีชีวิตอยอู่ ย่างมีธรรมะ การอยู่ร่วมกนั ดว้ ยความสงบสุขในสังคม ทุกคน พทุ ธพจน์ เทศนาสง่ั ตอ้ งมีศีล 46ประจักษ์ในส่ิงท่ีเหนือนำมเหนือรูป 47แรงบันดำลใจในการปฏิบตั ิเขา้ ใจธรรมะได้ สอนดว้ ยพระองคเ์ อง อยา่ งลึกซ้ึง เส้นทางอริยมรรค ความจริงอนั สูงสุด เราเขา้ ใจปฏิบตั ิอยา่ งไร ฟังธรรมรู้นาธรรมไป ใชใ้ นชีวิตอยา่ งไร ไดป้ ฏิบตั ิธรรม จดุ หมายคอื ความหลดุ พน้ ความรูแ้ จง้ เห็นจริง มีชีวิตอยมู่ ธี รรมะ ประจกั ษเ์ หนือรูปนาม แรงบนั ดาลใจ เขา้ ใจ ธรรมะอยา่ งลกึ ซ้ึง ตารางท่ี 4.10.2 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “ธรรมบรรยำยหลกั สูตรสติปัฏฐำน วันท่ี 2” ตามแนวทางปฏิบตั ิท่านสตั ยา นารายนั โกเอน็ กา้ จาแนกตามแนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหัส G2] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน แนวคิด G2 -48พระสูตร หมายถึงพระธรรมเทศนำของพระพุทธองค์ “มหา” แปลว่าใหญ่ มหำสติปัฏ มหาสตปิ ัฏฐาน4พระ ฐำนสูตรจึงเป็ นพระสูตรใหญ่ท่ีว่ำด้วยสติปัฏฐำนโดยละเอียด เน่ืองจากมีอีกพระสูตรหน่ึง สูตรใหญ่ คลา้ ยกนั แต่มีเน้ือความท่ียน่ ย่อเรียกว่า “สติปัฏฐานสูตร” สติแปลวา่ ระลึกรู้อยกู่ บั ปัจจุบนั 49 ทานิพพานใหแ้ จง้ การทานิพพานให้แจง้ คือ ความจริงโดยสมมติ หรือความจริงหยาบๆ ไปสู่ความจริงละเอียด นามรูปสู่สภาวะ ข้นึ ๆ ละเอียดข้ึน เกี่ยวกบั นามรูปสู่สภาวะนิพพาน 50พระสูตรมหาสติปัฏฐานสูตร เริ่มตน้ ดว้ ย นิพพาน “ เอว เม สุต” ขา้ พเจา้ ไดส้ ดบั มาอยา่ งน้ี ไม่ใช่พระพุทธพจน์โดยตรง แต่เป็นคาบอกเล่าจาก มหาสตปิ ัฏฐานเป็น พระดารัสของพระพุทธเจา้ เป็นพระอานนทไ์ ดฟ้ ังจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจา้ โดยตรง 51 พระพุทธพจน์จากคา กฎธรรมชาติ คือ ธรรมะ เป็นส่ิงท่ีพระบรมศาสดาทรงสอนเป็ นกฎสากล เส้นทางเป็นสากล บอกเลา่ คาสอน ดว้ ย 52เส้นทางสายน้ีตอ้ งมีเพียงหน่ึงเดียว กฎมีกฎเดียว ไม่ว่ามีพระพุทธเจา้ หรือไม่ กฎ ยงั คง พระพุทธเจา้ เป็นกฎอยเู่ ช่นน้นั กฎธรรมชาติมีอยู่แลว้ 53พระพุทธองคท์ รงใชค้ าวา่ “ภิกขุ” พระองคไ์ ม่ได้ กฎธรรมชาติ คอื หมายถึงแต่เฉพาะภิกษุ และภิกษณุ ีเทา่ น้นั แต่หมายรวมถึงผทู้ ี่ปฏิบตั ิธรรมทุกคน จะเป็นหญิง ธรรมะ เป็นกฎสากล หรือชาย ได้ เป็ นพระภิกษุ ชี หรือผูค้ รองเรือน คือเป็ นใคร ไดท้ ี่ได้กา้ วเดินไปบนเส้นทาง ส้นทางสากล อริยมรรค เสน้ ทางสายกฎเดียว เป็ นกฎธรรมชาติ ภกิ ขใุ นพระสูตร ให้หมายถงึ ผูท้ ี่ ปฏิบตั ธิ รรมทุกคน
438 หลกั กำร 54สติเป็นสิ่งสาคญั มากในการปฏิบตั ิธรรม “สติ”เป็นหน่ึงในพละ 5 เป็นกาลงั เกิดความเขม้ แขง็ ในธรรม “สติ”เป็นหน่ึงในโพชฌงค์ 7 เป็นองคป์ ระกอบการรู้แจง้ เห็นจริง “สติ”ในอริยมรรค สติเป็ นสิ่งสาคญั มีองค์ 8 คือสัมมาสติ เป็นคุณสมบตั ิท่ีสาคญั มากของธรรมะ 55การฝึ กวิปัสสนาไม่มีความจา มากในการปฏิบตั ิ ในอดีตเกี่ยวขอ้ ง ส่ิงท่ีตอ้ งจาคอื ส่ิงที่กาลงั ทาอยู่ หรือส่ิงท่ีกาลงั สงั เกตอยู่ คอื ความจริงภายใน ธรรม กาย ความจริงนามและรูป 56คาว่า “ปัฏฐาน” แปลว่าต้งั มนั่ “ปัฏ”อย่างทวั่ ถึงโดยรอบ คือ ไม่ใช่สติระลึกรู้ในระดับธรรมดาแต่ตอ้ งมีสติประกอบปัญญา คือไม่เพียงแต่รู้ความจริงท่ี การฝึ กวิปัสสนา เก่ียวกบั นามรูปเท่าน้ันตอ้ งรู้ลกั ษณะธรรมชาติความจริงปัญญา และรูป คือเขา้ ใจการเกิดดบั กาลงั ทาอยู่ ของนามรูป เขา้ ใจความทุกข์ เขา้ ใจความไม่มีแก่นสาร ไม่มีตวั ตน ตอ้ งไม่ใช่การนึกคิดหา สังเกตอยู่ คือ เหตุผล หากตอ้ งเขา้ ใจจากประสบการณ์เอง “ปัฏฐาน” หมายถึง ต้งั มน่ั ดว้ ยภาวนามยปัญญา ความจริงภายใน เป็นปัญญาที่เกิดจากประสบการณ์ แลว้ พฒั นาสติสามารถเขา้ ใจความจริงตามที่เป็น มิใช่ตามท่ี กาย ความจริง ดูเหมือนจะเป็ น คือมหาสติปัฏฐานสูตร 57“เอกายโน อย ภิกฺขเว มคฺโค” เป็ นหนทางเดียว นามรูป “สตฺตานัง วิสุทฺธิยา” ชาระจิตใหบ้ ริสุทธ์ิ การชาระจิต “โสกปริเทวาน สมติกฺกมาย ทุกฺขโท มนสฺสาน” ขจดั ความโศกเศร้า การร้องไหค้ ร่าครวญ “โสกะ”ความโศกเศร้ารุนแรงภายในใจ “ปัฏฐาน” ปรากฏทางกาย “ปริเทวาน” การร้องไห้คร่าครวญ “สมติกฺกมาย” ดว้ ยการฝึ กวิปัสสนาช่วย หมายถงึ ต้งั มน่ั ให้ขจดั ออกไปได้ ไม่มีการร้องไห้คร่าครวญต่อไป 58“ทุกฺขโทมนสฺสาน อตฺถงฺคมาย”เพ่ือ ดว้ ยภาวนามย การดบั ส้ินความทุกข์กาย ทุกขใ์ จ เริ่มจากความหยาบไปสู่ละเอียด ละเอียดข้ึน ละเอียดข้ึน ปัญญา เกิดจาก เรื่อยๆ พบกบั ความทุกขโ์ ทมนสั แสนสาหัส ร้องไห้คร่าครวญ ความรู้สึกปรากฏทางกายทาง ประสบการณ์ ใจเป็นความรู้สึกอยา่ งหยาบๆ ดว้ ยการฝึกปฏิบตั ิตามเทคนิควิธีการน้ี จะขจดั ไปไดเ้ ร่ือยๆ ขา้ ม พฒั นาสติ เขา้ พน้ จากความทุกขท์ ้งั ปวง 59 “ญายสฺส อธิคมาย” เดินบนเส้นทางแห่งความจริง ไม่กา้ วเดินไป ใจความจริง ดว้ ยความจริงแต่ใชจ้ ินตนาการจะไมส่ ามารถหลุดพน้ จากทุกขไ์ ด้ ความทุกขอ์ ยภู่ ายในส่วนลึก ตามท่ีเป็ น ของจิตใจไมถ่ ูกขจดั ออกไป ถา้ ใชเ้ พยี งจินตนาการคอื คิดแยกแยะเอาเองจะทาไดเ้ พียงชาระจิต ส่วนพ้ืนผิวให้บริสุทธ์ิเท่าน้ัน จิตส่วนลึกจะไม่ไดร้ ับการชาระเลย 60ในการชาระจิตส่วนลึก เป็ นหนทางเดียว ตอ้ งเฝ้าสังเกตดูความจริงที่เกิดข้ึนท้งั ทางร่างกาย และจิตใจ ตลอดจนความเกี่ยวพนั ซ่ึงกนั และ ชาระจิตให้บริ สุทธ์ ิ กนั การเฝ้าสังเกตไปเฝ้าสังเกตไปจากความจริงในระดบั หยาบหรือสมมติสัจจะ ลึกลงไปลึก ขจดั โศกเศร้า ร้องไห้ ลงไปจนกระทง่ั ถึงส่วนที่ลึกท่ีสุด ละเอียดท่ีสุด คือปรมตั ถสัจจะ ความจริงอนั สูงสุดของรูป คร่าครวญ และนาม คือกาย และจิต ตลอดถึงสิ่งท่ีเกิดข้ึนในจิต หรือเจตสิก 61กำรได้พบกับสัจธรรม ด้วย ดบั สิ้นความทกุ ขก์ าย ประสบกำรณ์ตัวเอง ไม่ใช่สัจธรรมที่พระพุทธองคท์ รงประสบ สัจธรรมที่พระพุทธองคท์ รง ทกุ ขใ์ จ ประสบ ส่งผลให้พระพุทธองค์ทรงหลุดพน้ เพียงพระองคเ์ ดียวเท่าน้ัน ส่วนการหลุดพน้ ของ เดินบนเส้นทางแห่ง ผูอ้ ่ืนพระองค์ทรงทาได้แค่เพียงผูช้ ้ีทาง ทุกคนต้องเดินบนเส้นทางด้วยตนเอง ทุกคนต้อง ความจริง ประสบกบั ความจริงในตนเองดว้ ยตนเอง จะหลดุ พน้ ได้ 62“นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย” เป็นการ ชาระจิตส่วนลกึ ตอ้ ง ทานิ พพานให้แจ้งโดยจะนาเราจากสมมติฐานคือความจริ งโดยสมมติหรื อความจริ งอย่าง เฝา้ สงั เกตดคู วามจริง หยาบๆไปสู่ความจริงท่ีละเอียดข้ึน ละเอียดข้ึน จนถึงความจริงที่ละเอียดท่ีสุด เก่ียวกบั นามรูป ทเ่ี กิดข้ึนร่างกาย แลว้ ขา้ มภพมิติของดาวโลกไปสู่สภาวะนิพพาน 63มิตินามรูปทุกส่ิงมีแต่การเกิดดบั เกิดดบั อยู่ จิตใจ ความจริง ตลอดเวลา ในระดบั หยาบๆบางคร้ังเกิดข้ึนแลว้ เหมือนคงอยชู่ ่วงระยะเวลาหน่ึงแลว้ ดบั ไป จะ สมมตสิ ัจจะลกึ ลงไป ปรมตั ถสัจจะ รูป นาม คือกาย จิต พบกบั สัจธรรม ดว้ ย ตวั เอง ดว้ ย ประสบการณ์เอง “นิพฺพานสฺส สจฺฉิ กิริยาย” ทานิพพาน ให้แจง้ มิตินามรูปทุกสิ่งเกิด ดบั ตลอดเวลาสังเกต ความสน่ั สะเทอื น เบาๆ ขา้ มมติ ินาม รูป มิติอนิจจงั มิติ การเกิดดบั ไดพ้ บ
439 ความจริงอนั สังเกตว่าเกิดข้ึนแลว้ ดับไปอย่างรวดเร็ว แม้ในระดับท่ีละเอียดท่ีสุด ยงั คงสังเกตได้ความ สูงสุด คือปรมตั สั่นสะเทือนเบาๆท่ีเกิดดบั เกิดดบั อยู่ตลอดเวลา ตอ้ งประสบดว้ ยตนเอง มิใช่เพียงแต่คิดตาม ถะสัจจะ เหตุผลแลว้ ยอมรับ 64พบกบั ความจริงละเอียดที่สุดแลว้ จะขา้ มมิตินาม รูป มิติอนิจจงั มิติการ เกิดดบั และไดพ้ บความจริงอนั สูงสุด คือปรมตั ถะสัจจะ 65อยู่เหนือมิติของนาม รูป ไม่มีการ เหนือมิตนิ าม รูปไม่ เกิดดบั อีกต่อไปเป็นปรากฏการณ์ที่ทวารท้งั 6 หยดุ ทางาน คือสภาวะนิพพาน อยเู่ หนือมิติของ มกี ารเกิดดบั อกี นามรูปท้งั หมด เป็นสภาวะท่ีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หยดุ ทางาน สภาวะเหนือนาม รูป เป็นอยู่ ทวารท้งั 6 หยดุ ชวั่ ครู่ หรือ 2-3 นาทีหรือ 2-3 ชว่ั โมง แต่เม่ือบุคคลกลบั คืนมาสู่มิตินามรูป จะกลายเป็ นคน ทางาน คือสภาวะ ใหม่ท่ีไม่เหมือนคนเดิม ประสบกำรณ์เหนือทวำร 6 ต้องประสบกับสภำวะตนเอง เส้นทาง นิพพาน อยเู่ หนือมติ ิ ตลอดสายเป็ นเส้นทางประสบการณ์ตรง จินตนาการถึงสภาวะเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยไม่ นาม รูปท้งั หมด สามารถเขา้ สภาวะได้ 66ธรรมะพระพุทธเจา้ ใหส้ มบรู ณ์สุดและบริสุทธ์ิเสมอ แต่เมื่อเวลาผา่ น ธรรมะคอื ปัญญา ไปธรรมะที่บริบูรณ์ บริสุทธ์ิจะค่อยๆหายไป ส่วนยากท่ีสุดธรรมะคือปัญญาหรือวิปัสสนา ธรรมะที่บริบูรณ์ ค่อยๆหายไปก่อน คงเหลืออย่แู ต่เพียงจินตามยปัญญาหรือเชาวป์ ัญญา ผคู้ นมีแต่การกล่าวถึง บริ สุทธ์ ิ ปัญญาแต่วิธีการปฏิบตั ิเพื่อให้เกิดปัญญาจะหายไป ส่วนบริสุทธ์ิของสมาธิจะค่อยๆหายไป “เอกายโน อย ภิกฺขเว คงเหลืออยแู่ ต่สมาธิท่ีอาศยั คาบริกรรม หรือการนึกภาพ หรือเครื่องวตั ถุ สมาธิท่ีจดจ่ออยู่กบั มคฺโค”เป็ นหนทาง ความจริงจะหายไป 67“เอกายโน อย ภิกฺขเว มคฺโค”เป็นหนทางเดียวเดินบนเส้นทางหมายถึง เดียวเท่าน้นั เส้นทาง กฎธรรมชาติ เป็ นกฎตายตัวที่เกิดกับคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็ นชาวพุทธ คริ สต์ ฮินดูมี หมายถึงกฎ ประสบการณ์จริงเขา้ ใจกฎธรรมชาติเป็นจริงสาหรับทุกคน 68 กฎธรรมชำติ คือธรรมะ คือ ส่ิง ธรรมชาติ เป็นกฎ ที่พระบรมศาสดาทรงสอน เป็นกฎสากล เส้นทางตอ้ งเป็นสากลมีเพียงหน่ึงเดียว กฎมีเพียงกฎ ตายตวั ที่เกิดกบั คน เดียว จะมีพระพุทธเจา้ หรือไม่ กฎเป็นกฎอยเู่ ช่นน้นั ไม่ว่าพระพุทธเจา้ จะอุบตั ิข้ึนหรือไม่ 69 ทกุ คน พระสูตรว่า “เอกายโน อย ภิกฺขเว มคฺโค”เป็นหนทางเดียว “สตฺตานัง วิสุทฺธิยา”ชำระจิตให้ กฎธรรมชาติ คือ บริสุทธ์ิ การชาระจิตคือชาระแทจ้ ริง “โสกปริเทวาน สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสาน” ขจดั ธรรมะ คอื ส่ิงทพ่ี ระ โศกเศร้าร้องไห้คร่าครวญ “โสกะ” โศกเศร้ารุนแรงภายในใจปรากฏทางกาย “ปริเทวาน” บรมศาสดาทรงสอน ร้องไห้คร่าครวญ “สมติกฺกมาย” ด้วยการฝึ กวิปัสสนาขจดั ออกไปได้ ความรู้สึกเศร้าโศก เป็นกฎสากล กฎมี รุนแรงจะปรากฏข้นึ มาบนพ้นื ผิวแลว้ ดบั ไป 70“ญายสฺส อธิคมาย”ทางเดินไปบนเส้นทางแห่ง เพียงกฎเดียว ความจริงไม่กา้ วเดินไปดว้ ยความจริงไดแ้ ต่ใช้จินตนาการจะไม่สามารถหลุดพน้ จากความ ทุกข์ได้ ทุกข์อยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจไม่ถูกขจดั ออกไป ถา้ ใช้แต่เพียงจินตนาการ คือคิด “เอกายโน อย ภิกฺข แยกแยะเอาเอง ไดเ้ พียงชาระจิตส่วนพ้ืนผิวให้บริสุทธ์ิจิตส่วนลึกจะไม่ไดร้ ับการชาระ 71การ เว มคฺโค”เป็น ชาระจิตส่วนลึกตอ้ งเฝ้าสังเกตดูความจริงที่เกิดข้ึนท้งั ทางร่างกาย และจิตใจ ความเกี่ยวพนั ซ่ึง หนทางเดียว กนั และกนั โดยเฝ้าสังเกตไปความจริงในระดบั หยาบหรือสมมติสัจจะ ลึกลงไป ถึงส่วนที่ลึก ที่สุดละเอียดท่ีสุด คือปรมตั ถสัจจะ ความจริงอนั สูงสุดของรูป และนาม คือกาย และจิต 72ส่ิง “ญายสฺส อธิคมาย” ทางเดินไปบน ที่เกิดขึ้นในจิตหรือเจตสิกคือได้พบกับสัจธรรมด้วยตัวเอง ดว้ ยประสบการณ์เอง ไม่ใช่สัจ เส้นทางแห่งความ ธรรมที่พระพทุ ธองคท์ รงประสบ สจั ธรรมที่พระพทุ ธองคท์ รงประสบ ส่งผลใหพ้ ระพุทธองค์ จริงใชจ้ ินตนาการ ทรงหลุดพน้ เพียงพระองคเ์ ดียว ส่วนการหลุดพน้ ของผอู้ ื่นน้นั พระองคท์ รงทาไดแ้ ค่เพียงผูช้ ้ี คดิ แยกแยะเอาเอง ทาง ทุกคนตอ้ งเดินบนเส้นทางดว้ ยตนเอง ทุกคนตอ้ งประสบกับความจริงในตนเองด้วย ไดเ้ พยี งชาระจิต พ้นื ผวิ การชาระจิตลึกเฝา้ สงั เกตความจริง ระดบั หยาบสมมติ สจั จะลงไปลึกท่สี ุด ละเอียดที่สุด คอื ปรมตั ถสัจจะ ความ จริงอนั สูงสุดของรูป นาม คือกายจิต สิ่งเกิดข้นึ ในจิตคอื ไดพ้ บกบั สจั ธรรม ดว้ ยตวั เอง บนเสน้ ทางอนั สูงสุด คอื อริยมรรคนาสู่ ความหลดุ พน้ เป็น นิพพานโดยความ
440 จริงละเอียดทสี่ ุด ตนเอง ซ่ึงจะหลดุ พน้ ได้ 73“ญายสฺส อธิคมาย” เดนิ อยู่บนเส้นทำงอันสูงสุดคืออริยมรรคนำสู่ เก่ียวกบั นามรูป มติ ินามรูปทุกสิ่งเกิด ควำมหลุดพ้น“นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย” เป็ นนิพพำนให้แจ้งโดยควำมจริงโดยสมมติความ ดบั อยู่ตลอดเวลา จริงอยา่ งหยาบๆไปสู่ความจริงท่ีละเอียดข้ึน จนถึงความจริงละเอียดท่ีสุดเก่ียวกบั นามรูป ขา้ ม เกิดข้ึนแลว้ ดบั ไป ภพมิติของดาวโลกไปสู่สภาวะนิพพาน 74ท้ังมิติของนามรูปทุกสิ่งการเกิดดับเกิดดับอยู่ อยา่ งรวดเร็ว ตลอดเวลาในระดบั หยาบๆบางคร้ังเกิดข้ึนแลว้ คงอยสู่ ักช่วงระยะเวลาหน่ึงแลว้ ดบั ไป แต่เม่ือ ระดบั ละเอยี ดทส่ี ุด เจาะลึกลงไปเร่ือยๆ สังเกตเห็นวา่ มนั เกิดข้ึนแลว้ ดบั ไปอยา่ งรวดเร็ว เกิดข้ึนแลว้ ดบั ไปอย่าง ส่นั สะเทือนเบาๆ ท่ี รวดเร็ว 75ระดับละเอียดที่สุดควำมส่ันสะเทือนเบำๆท่ีเกิดดับ เกิดดับอยู่ตลอดเวลำ จึงรู้ไดว้ ่า เกิดดบั รวดเร็ว มิติ ในมิตินามรูปท้งั หมดทุกส่ิงเกิดข้ึนแลว้ ดบั ไป ตอ้ งประสบด้วยตนเอง มิใช่เพียงแต่คิดตาม นามรูปท้งั หมด เหตผุ ลแลว้ ยอมรับ ไดพ้ บกบั ความจริงท่ีละเอียดท่ีสุดแลว้ ขา้ มมิติของนาม รูป มิติของอนิจจงั เกิดข้นึ แลว้ ดบั ไป มิติของการเกิดดบั และไดพ้ บความจริงอนั สูงสุด คือปรมตั ถะสัจจะ 76ทางเดินตลอดสายเป็ น ตอ้ งประสบดว้ ย เส้นทางของประสบการณ์โดยตรงพยายามจินตนาการถึงสภาวะไม่ว่าจะดว้ ยการเปรียบเทียบ ตนเอง ขา้ มมติ นิ าม รูป อนิจจงั พบ อุปมาอุปไมยไม่สามารถเขา้ ถึงสภาวะน้นั ได้ 77คุณสมบตั ิธรรมะสาคญั ที่สุดจึงเป็น ปัจจัตตัง ปรมตั สัจจะ เวทิตัพโพ พงึ รู้ด้วยตนเอง ต้องประสบด้วยตนเอง รู้เวทนาในกายเท่ากบั ไดพ้ บกบั ความจริง ทางเดินเป็นเสน้ ทาง ในร่างกาย เริ่มตน้ สงั เกตความรู้สึกไดพ้ บกบั ความจริงภำยในกำยจำกเวทนำหยำบไปสู่เวทนำ ประสบการณ์ ที่ละเอียด ละเอียดข้ึนละเอียดข้ึนเร่ือยๆ เป็ นการสารวจมิตินามรูปจนไดป้ ระสบกบั สภาวะ โดยตรง เหนือนามรูป เป็นการเรียนรู้สัจธรรมดว้ ยตวั เอง ดว้ ยประสบการณ์ตรงของตนเอง 78พระพทุ ธ ขา้ มมิตนิ าม รูป มติ ิ องค์ตรัสว่า “เอกายโน อย ภิกฺขเว มคฺโค”เป็ นหนทางเดียวเท่าน้ัน เส้นทางหมายถึงกฎ งอนิจจงั มติ กิ ารเกิด ธรรมชาติ เป็ นกฎตายตวั เกิดกับคนทุกคนไม่ว่าเป็ นชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชาวฮินดู ตอ้ งการ ดบั ความจริงอนั ประสบการณ์กบั ความจริง เขา้ ใจกฎธรรมชาติเป็ นความจริงคนทุกคน 79กฎธรรมชาติ คือ สูงสุด คือปรมตั ถะ ธรรมะ เป็นกฎสากล เสน้ ทางตอ้ งเป็นสากลดว้ ย ตอ้ งมีเพียงหน่ึงเดียว เพราะกฎมีเพียงกฎเดียว สัจจะ ไมว่ า่ จะมีพระพทุ ธเจา้ หรือไม่ กฎยงั คงเป็นกฎอยเู่ ช่นน้นั ไม่วา่ พระพทุ ธเจา้ จะอบุ ตั ิข้นึ หรือไม่ “เอกายโน อย ภิกฺขเว ตาม เม่ือพระพุทธเจ้าอุบตั ิข้ึน กฎธรรมชาติน้ี มีอยู่แลว้ เสด็จดับขนั ปรินิพพานไปแลว้ กฎ มคฺโค”เป็ นหนทาง ธรรมชาติน้ี ยงั คงอยู่ 80กำรเดินตำมกฎธรรมชำติ และกฎธรรมชำติมีกฎเดียว กฎธรรมชาติ เดียว เส้นทางกฎ เขา้ ใจกฎธรรมชาติได้ วา่ ถา้ เหตุเป็นเช่นน้ีผลเช่นน้ีตอ้ งตามมา ถา้ ไม่ตอ้ งการผลเช่นน้ีทา่ นตอ้ ง ธรรมชาติ ไม่สร้างเหตุ ถา้ ไม่ตอ้ งการความทุกข์ ตอ้ งไม่สร้างเหตุแห่งความทุกข์ ตอ้ งขจดั เหตุแห่งความ กฎธรรมชาติ คือ ทุกขแ์ ละความทุกขจ์ ะถูกขจดั ออกไป ตอ้ งทาความเพียรดว้ ยตวั เอง 81วิถีทางกฎธรรมชาติตอ้ ง ธรรมะ เป็นกฎสากล ขจดั กิเลสออกจำกจิต ตอ้ งขจดั ความเคยชินเก่าๆคอยปรุงแต่งตอบโตต้ ่อเวทนาดว้ ยความชอบ เสน้ ทางสากล กฎมี ความชงั เป็นเหตใุ หต้ อ้ งไดร้ ับความทุกขไ์ ปเรื่อยๆตอ้ งเปลี่ยนนิสยั ความเคยชินจิตส่วนลึก เพยี งกฎเดียว 82พระพุทธดารัสวา่ “ยทิท จตฺตาโร สติปฐฺฐานา” แปลวา่ ทำงนีค้ ือธรรมอนั เป็ นท่ีต้งั แห่งสติ 4 การเดินตามกฎ อย่ำง “กตเม จตฺตาโร” ท้งั 4 อย่างน้นั คืออะไรบา้ ง 83“กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺป ธรรมชาติ และกฎ ชาโน สติมา วิเนยฺยโลเก อภิชฺฌาโทมนสฺน” แปลว่า จงเฝ้าดูความจริงกายในกาย “กาเยกายา ธรรมชาติมกี ฎเดียว นุปัสสี” ดว้ ยความเพียร คืออาตาปี ดว้ ยปัญญา คือสัมปชาโน ให้รู้ถึงการเกิดดบั ส่ิงที่กาลงั ดู วิถีกฎธรรมชาตขิ จดั ด้วยสติหรือสติมาคือมีสติระลึกรู้ด้วยปัญญา ถึงความจริงเกี่ยวกับกายด้วยการเฝ้าสังเกตดู กิเลสจากจิต ขจดั ความจริงภายในร่างกายโดยไม่ใช้จินตนาการใดๆไดพ้ บกบั ความจริงเกี่ยวกบั ร่างกายภายใน ความเคยชินเกา่ ๆ คอยปรุงแต่งตอบโต้ ต่อเวทนาดว้ ย ความชอบ ความชงั วธิ ีกำร ทางคอื ธรรมอนั เป็น ที่ต้งั แห่งสติ 4 อยา่ ง “กาเย กายานุปสฺสี วิหร ติ อาตาปี สมั ปชาโน สติมา วิเนยฺยโลเก อภชิ ฺฌาโทมนสฺน” เฝา้ ดคู วามจริงกายใน กาย เพียร อาตาปี ดว้ ย
441 ปัญญา สัมปชาโน ให้รู้ กายของ ดว้ ยตวั ของเราเอง 84“เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย ถึงการเกิดดบั ดว้ ยสตมิ า โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺส” จงเฝ้าสังเกตดูความจริงเวทนาในเวทนา ต้องเห็นในระดับ คอื มีสตริ ะลึกรู้ดว้ ย ประสบการณ์ไม่สร้างจินตนาการ “อาตาปี สมฺปชาโน สติมา” เฝ้าสังเกตดว้ ยความเพียร ดว้ ย ปัญญา การเฝา้ สงั เกตดู ปัญญา และดว้ ยสติ ละความชอบ ความชงั ต่อปรากฏการณ์ท่ีเกิดข้ึน ต่อเวทนาที่เกิดข้ึน “วิ ความจริงภายใน เนยฺย โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺส” ละเสียซ่ึงความชอบความชงั ต่อปรากฏการณ์เก่ียวกบั รูปนาม ร่างกาย ดว้ ยตวั เอง เรียกว่า “โลเก”หรือโลก 85“จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส” ให้เฝ้าสังเกตความจริงเกี่ยวกบั จิตในจิต 86“ธมฺเมสุ ธมฺมานุปัสฺสี” เฝ้า “เวทนาสุ เวทนานุปสฺ สงั เกตดูความจริงเกี่ยวกบั ธรรมารมณ์ คอื อารมณ์ทางใจ ส่ิงท่ีเกิดข้นึ ในใจ สิ่งที่ใจนึกคิด และ สี วิหรติ อาตาปี สมฺป เช่นเดียวกัน “อาตาปี สมฺปชาโน สติมา” ความเพียรด้วยปัญญา และด้วยสติ ละเสียซ่ึง ชาโน สติมา วิเนยฺย ความชอบ หรือความชงั ต่อส่ิงที่เกิดข้ึน “วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส” 87สติปัฏฐานท้งั 4 โลเก อภิชฺฌา โท การสังเกตความจริงกาย การสังเกตความจริงความรู้ท่ีเกิดข้ึนในกาย การสังเกตความจริงที่ มนสฺส” จงเฝ้าสงั เกต เก่ียวกบั จิต และการสังเกตความจริงท่ีเก่ียวกบั ส่ิงท่ีเกิดข้ึนในจิต ตอ้ งเป็ นความจริงประสบ ความจริงเวทนาใน ดว้ ยตนเอง เป็นจินตนาการ การคิดนึกแยกแยะเอาเอง ไม่เกิดประโยชน์ การเขา้ ใจธรรมะดว้ ย เวทนา ตอ้ งเหน็ ใน การคดิ คานึงดว้ ยเหตุผลช่วยใหเ้ กิดแรงบนั ดาลใจ ใหแ้ นวทางในการปฏิบตั ิ แต่การไดป้ ระสบ ระดบั ประสบการณ์ กบั ความจริงด้วยตนเองเท่าน้ันท่ีจะให้ผลอย่างแทจ้ ริง 88เฝ้าสังเกตดูลมหำยใจเข้ำออกเป็ น ดว้ ยความเพยี รปัญญา ควำมจริงทีก่ ำลังประสบอยู่ จงมสี ติอยู่กบั ลมหำยใจ คอยเฝ้าสงั เกตดูใหร้ ู้วา่ ลมหายใจกาลงั เขา้ ดว้ ยสติ ละความชอบ หรือออก ลึก ต้ืน ตามท่ีเป็นอยู่ ให้ดูควำมจริงที่ปรำกฏแต่ละขณะ ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลำ ความชงั ต่อ ท้งั กลางวนั กลางคืน ยกเวน้ ช่วงที่ท่านหลบั สนิท ส่วนใหญ่ลืมสังเกตจิตจะล่องลอยไป ไม่ ปรากฏการณท์ เ่ี กิดข้ึน อาจจะควบคุมมนั ได้ แลว้ ทนั ทีท่ีทา่ นรู้ตวั ขอใหน้ าจิตกลบั มาที่ลมหายใจใหม่ อยา่ ไปข่นุ เคือง ต่อเวทนา ขดั ใจกบั มนั ขอใหย้ อมรับความจริง “จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วหิ รติ อา 89“ทุกฺขโทมนสฺสาน อตฺถงฺคมาย” เพ่อื การดบั สิ้นทุกขก์ าย ทุกขใ์ จ จากความหยาบไปสู่ความ ตาปี สมฺปชาโน สติมา วเิ นยฺย ละเอียด ละเอียดข้ึน ละเอียดข้ึนเรื่อยๆ พบกบั ทุกขโ์ ทมนสั อย่างแสนสาหสั ร้องไห้คร่าครวญ โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส” ให้ ความรู้สึกท่ีปรากฏออกมาท้งั ทางกายทางใจเป็ นควำมรู้สึกอย่ำงหยำบๆ ด้วยกำรฝึ กปฏิบัติ เฝา้ สงั เกตความจริงเกีย่ วกบั จติ ตำมเทคนคิ วธิ กี ำร ขจดั ไปได้ ขจดั มนั ไปไดเ้ รื่อยๆ ขา้ มพน้ จากความทกุ ขท์ ้งั ปวง 90ปฏิบตั ิดว้ ย ในจิต ความจริงจงั ดว้ ยความขยนั หมนั่ เพยี ร เพือ่ ประโยชน์ของผอู้ ่ืนใด มาปฏิบตั ิเพื่อความดีงาม เพอื่ ธมฺเมสุ ธมมฺ านุปัสฺสี” เฝ้า ประโยชน์ของตวั เอง เพ่ือความหลุดพน้ ของตวั เอง เพ่ือไดพ้ บกบั ความสุขท่ีแทจ้ ริง ความสงบ สงั เกตความจริงธรรมารมณ์ ที่แทจ้ ริง 91รู้ธรรมชาติความจริงเกี่ยวกบั ปัญญา เขา้ ใจการเกิดดบั ของรูป เขา้ ใจทกุ ข์ ถา้ ใจความ อารมณท์ างใจ ส่ิงทีเ่ กดิ ข้ึนใน ไม่มีแก่นสาร ไม่ตวั ตน 92การไดป้ ระสบความจริงดว้ ยตนเองให้ผลอย่างแทจ้ ริง จงมีสติอยู่ ใจ ใจนึกคดิ เพียรปัญญา สติ กบั ลมหายใจของท่านเฝ้าสงั เกตดูใหร้ ู้ลมหายใจกาลงั เขา้ หรือออก ลึกหรือต้ืน ใหด้ ูความจริงที่ ละความชอบ ชงั ปรากฏแต่ละขณะ 93การประสบดว้ ยตนเองในความจริงบนเส้นทางดว้ ยตนเอง เดินทางอยบู่ น สติปัฏฐานท้งั 4 สงั เกตความ เส้นทางอันสูงสุด คือ อริ ยมรรค นาเราไปสู่ความหลุดพ้น 94ประสบการณ์อยู่เหนือ จริง ความรูท้ เี่ กิดข้ึนในกาย ประสบการณ์ทวาร 6 ตอ้ งประสบกบั สภาวะดว้ ยตนเอง พึงรู้ดว้ ยตนเอง การปฏิบตั ิดว้ ยความ ความจริงทีเ่ กิดข้นึ ในจิต ตอ้ ง จริงจงั ขยนั หมนั่ เพียร เพื่อประโยชน์ความดีงาม เพ่ือประโยชน์ จะไดพ้ บความสุขที่แทจ้ ริง เป็นความจริงที่ประสบดว้ ย ตนเอง เฝา้ สังเกตดูลมหายใจเขา้ ออกเป็นความจริงทกี่ าลงั ประสบอยู่ จงมสี ตอิ ยูก่ บั ลม หายใจ ผล “ทกุ ฺขโทมนสฺสาน อตฺถงฺคมาย” เพือ่ การ ดบั สิ้นทุกขก์ าย ทุกข์ ใจขา้ มพน้ จากความ ทุกขท์ ้งั ปวง ปฏบิ ตั ดิ ว้ ยความ จริงจงั ขยนั หมน่ั เพียร รู้ธรรมชาติความจริง เก่ียวกบั ปัญญาเขา้ ใจ เกิดดบั การไดป้ ระสบความ จริงดว้ ยตนเองให้ผล อยา่ งแทจ้ ริง จงมีสติ อยกู่ บั ลมหายใจ ประสบดว้ ยตนเอง ในความจริงบน เสน้ ทาง อริยมรรค นาสู่ความหลุดพน้
ประสบการณอ์ ยู่ 442 เหนือทวาร 6 ความสงบที่แทจ้ ริง เป็ นพระอริยบุคคล ไดแ้ ก่ โสดาบนั พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระ อรหนั ต์ ตารางที่ 4.10.3 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “ธรรมบรรยำยหลกั สูตรสติปัฏฐำน วนั ท่ี 3” ตามแนวทางปฏิบตั ิท่านสตั ยา นารายนั โกเอ็นกา้ จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ ผล [รหสั G3] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคิด G3-95รั กษารู ปแบบการปฏิ บัติ ตาม เทค นิค วิธีก ำรด้ั งเดิ มไ ว้ อย่ ำ งบริ สุ ทธ์ิทา ให้สา มา ร ถ ตรวจสอบวิธีการปฏิบตั ิกบั คาสอนพระพุทธองคโ์ ดยตรงได้ คือวิธีการพระพุทธองค์ทรง ตรวจสอบวิธีการปฏิบตั กิ บั ตอ้ งการใหป้ ฏิบตั ิจริงๆ 96สติปัฏฐาน 4 วา่ “กตเม จตฺตาโร” สติปัฏฐาน 4 อยา่ ง คืออะไรบา้ ง คาสอนพระพทุ ธองค์ “กายา กาเยนุปสฺสี วิหรติ เวทนานุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ ธมฺเมสุ โดยตรงได้ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ” 97จุดมงุ่ หมายสติปัฏฐาน คือ การสารวจสิ่งถือวา่ เป็นเรา จนเป็นสาเหตุ สติปัฏฐาน 4 อยา่ ง คอื “กา แห่งความยดึ มน่ั ถือมน่ั ท้งั หลาย แบ่งเป็น กายหรือร่างกาย และ จิตหรือจิตใจ จิตใจของเรา ยา กาเยนุปสฺสี วหิ รติ 98การสารวจไมใ่ ชแ้ ค่เชาวป์ ัญญา ตอ้ งสารวจสภาวะสิ่งประสบดว้ ยตนเองแทจ้ ริง ดว้ ยการใช้ เวทนานุ เวทนานุปสฺสี วิหร ประสบการณ์โดยตรง 99การศึกษาปริยตั ิให้แนวทางที่ถูกตอ้ ง แต่ประโยชน์แทจ้ ริงท่ีจะได้ ติ จิตฺเต จติ ฺตานุปสฺสี วหิ รติ รับมาจากการปฏิบตั ิ มาจากปฏิเวธ คือ ปัญญาท่ีจะแทงทะลุอวิชชา ถึงความจริงสูงสุด ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วหิ รติ” เก่ียวกบั รูป จิต และเจตสิก นาไปสู่นิพพาน 100การปฏิบตั ิมารวมกนั อยู่ที่เวทนา เพื่อจะได้ การสารวจสาเหตแุ ห่งความ เขา้ สู่จุดหมายสูงสุดอย่างเดียวกนั เปรียบเหมือนองค์เจดีย์ 4 ทิศ จะข้ึนบนั ไดทางทิศใตอ้ ง ยึดมน่ั ถือมน่ั เป็นกาย รวมไปอยู่ที่ลานเจดียเ์ สมอ ไม่ว่าเริ่มจาก กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา (ร่างกาย) จิต (จิตใจ) ธรรมนุปัสสนา แต่แลว้ ทุกเส้นรวมอยู่ที่ลานเจดีย์ การปฏิบตั ิรวมกนั อยู่ที่เวทนาเช่นกนั จึง ตอ้ งสารวจสภาวะส่ิง ประสบดว้ ยตนเองแทจ้ ริง ไมใ่ ชแ่ คเ่ ชาวป์ ัญญา ปริยตั ิใหแ้ นวทางประโยชน์ แทจ้ ริงจากการปฏิบตั ิ ปฏเิ วธ คือ ปัญญาแทงทะลุ อวชิ ชา ถงึ ความจริงสูงสุด ทกุ เสน้ ทางปฏบิ ตั ิรวมกนั ท่ี เวทนา ไดเ้ ขา้ ไปสู่ จุดม่งุ หมายสูงสุด คื จะไดเ้ ขา้ ไปสู่จุดมงุ่ หมายสูงสุด คอื องคพ์ ระเจดีย์ หรือ พระนิพพาน หลกั กำร 101“กาเย กายานุปสฺสี” เป็ นกำรเฝ้ำสังเกตสิ่งท่ีเกิดขึน้ ในร่ำงกำยอยู่ทุกขณะ อย่างต่อเน่ือง “เวทนาสุ” คือ การเฝ้าสังเกตส่ิงที่เกิดข้ึนในเวทนาทุกขณะต่อเนื่อง “จิตฺเต” คือ การเฝ้า การเฝ้าสงั เกตสิ่งท่ี สังเกตส่ิงเกิดข้ึนในจิตทุกขณะต่อเนื่อง “ธมฺเม” คือ การเฝ้าสังเกตสิ่งเกิดข้ึนในส่ิงใจกาลงั เกิดข้นึ ในร่างกาย นึกคดิ อยู่ ทุกขณะอยา่ งต่อเนื่อง “วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺส” ขจดั ความยนิ ดียินร้ายต่อ เวทนา จิต ธรรม อยู่ โลก นามรูป “วิเนยฺย” แปลวา่ งดเวน้ หรือ ขจดั ออกไปเสีย “โลเก” คือ โลกหรือจกั รวาล ทกุ ขณะ อยา่ งต่อเน่ือง ความหมาย ขนั ธ์ 5 รูปขนั ธ์ นามขนั ธ์ ประกอบดว้ ย วิญญาณขนั ธ์ (การรับรู้) สัญญาขนั ธ์ ขจดั ความยนิ ดียินร้าย (การกาหนดหมาย) เวทนาขนั ธ์ (ความรู้สึก) สังขารขนั ธ์ (การปรุงแตง่ ) 102สตปิ ัฏฐำน 4 ต้อง ขนั ธ์ 5 สตปิ ัฏฐาน 4 ตอ้ งมี มีเวทนำเป็ นรำกฐำน 103การสารวจกายดว้ ยการสังเกตลมหายใจเขา้ ออก ผปู้ ฏิบตั ิตอ้ งไปอยู่ เวทนารากฐาน ท่ีเงียบสงดั ปลีกตวั ไปอยู่คนเดียวไม่มีการรบกวน ตอ้ งปฏิบตั ิคนเดียว นง่ั ขดั สมาธิ ต้งั หลงั สารวจกายดว้ ยการ และลาตวั ให้ตรง “ปริมุข สต อุปฏชฺเขตฺวา” ต้งั สติอยู่ บริเวณรอบปาก ทางช่องจมูกเหนือ สงั เกตลมหายใจเขา้ ริมฝี ปาก ตอ้ งรู้สึกถึงลมหายใจผา่ นเขา้ ออกบริเวณปากส่วนท่ีอยูเ่ หนือริมฝี ปาก การสารวจ ออก ตอ้ งปฏบิ ตั คิ น ประสบดว้ ยตวั เอง รู้จกั ศรีษะตามสภาวะเป็ นจริง 104ร่างกายตอ้ งสารวจควำมรู้สึกทำงกำย เดียว ตอ้ งรู้สึกถึงลม หายใจผ่านเขา้ ออก ร่างกายตอ้ งสารวจ ความรู้สึกทางกาย หรือเวทนา ไป พร้อมๆ กนั
443 สารวจธรรม สิ่งอยใู่ น หรือเวทนำไปพร้อมๆ กนั ดว้ ย กายและเวทนาท้งั สองส่วนจะไปดว้ ยกนั สารวจรูปกายจะ จิต สิ่งท่ีใจนึกคดิ จิต รู้สึกถึงเวทนำ คือ ควำมรู้สึกทำงกำยดว้ ย 105 ธรรม แปลว่า ส่ิงอยู่ในจิตหรือสิ่งท่ีใจนึกคิด ธรรม ตอ้ งไปดว้ ยกนั จิต ธรรม ตอ้ งไปดว้ ยกนั สารวจธรรม เม่ือสารวจจิตหรือส่ิงท่ีจิตคิด คือ อารมณ์ทางใจหรื อธรรม เห็นไดว้ า่ อารมณ์ทุกชนิดเกิดข้นึ ในจิตลว้ นปรากฎออกมาเป็นเวทนา หรือความรู้สึก “อาตาปี สมั ปชาโน ทางกาย 106“อาตาปี สัมปชาโน สติมา” “อาตาปี ” คือ เพียรเผากิเลสสะสมอยู่ภายในจิต สติมา” เพียรเผากิเลส อยา่ งหนกั หน่วงไมย่ อ่ ทอ้ “สติมา” แปลวา่ ผมู้ ีสติ “สมฺปชาโน” หมายถึง การมีสมั ปชญั ญะ สะสมในจิต ดว้ ย มีสติประกอบไปด้วยสัมปชัญญะ คือ ปัญญา รู้สึกได้ถึงการเกิดข้ึนดับไปเวทนา รู้ถึง สมั ปชญั ญะ คอื ธรรมชาติอนั ไม่เที่ยง ดว้ ยประสบการณ์ จากการสังเกตเวทนา เฝ้าสังเกต กาย เวทนา จิต ปัญญา รู้สึกไดเ้ กิดข้นึ ธรรม ต้องถึงพร้อมไปดว้ ย อาตาปี สมฺปชาโน สติมา 107การปฏิบตั ิวิปัสสนา คือ การละ ดบั ไปเวทนา รู้ถึง ความชอบและความชงั “วิเนยฺย โลเก อภิฌชาโทมนสฺส” ตอ้ งมีความเขา้ ใจสุขเวทนา เป็น ธรรมชาตไิ ม่เท่ยี ง อนิจจงั เกิดข้ึนดบั ไป เป็ นกระแสคลื่นเล็กๆ ดว้ ยปัญญาเห็นจริง จะทาให้ความไม่บริสุทธ์ิ กิเลสท้งั หลายถูกขจดั ออกไป เรื่อยๆ ถึงข้นั จิตมีแต่ความสงบอยู่ภายใน 108ทุกขเวทนำใดๆ การปฏบิ ตั ิวิปัสสนา เกิดขึน้ ท่ีร่ำงกำยไม่มีการเคล่ือนไหวๆ พบว่ามีเพียงลมหายใจเท่าน้นั ท่ีเคลื่อนไหวเขา้ ออก คือ การละ อยู่ เรียกวา่ เป็นกายสงั ขาร เป็นการเคลื่อนไหวอยใู่ นร่างกาย เมื่อจิตไดร้ ับการฝึ กใหส้ งบ ลม ความชอบและความ หายใจจะค่อยๆ ส้ันลง สงบลง ละเอียดข้ึน 109คาว่า วิปัสสนำ หรือ อนุปัสสนำ คือ สังเกต ชงั “วเิ นยฺย โลเก ภำยในร่ำงกำยของเรำ(กำเย)โครงสร้ำงร่ำงกำย เกิดความรู้สึกข้ึนภายในโครงสร้างของ อภิฌชาโทมนสฺส” ร่างกาย ส่ิงท่ีมากระทบใจมาจากภายนอก ไม่ให้จินตนาการ หรือนึกเห็นร่างกายของผูอ้ ่ืน การคดิ เอาเองการใชจ้ ินตนาการ ไมย่ อมรับได้ 110การใชป้ ัญญาสงั เกตการเกิดข้ึน ต้งั อยู่ และ เพยี งลมหายใจ ดบั ไปของปรากฏการณ์ 3 อยา่ ง คอื เวทนา (ความรู้สึกทางกาย) สัญญา (ความกาหนดหมาย) เคลื่อนไหวเขา้ ออกอยู่ และวิตก (ความตรึกในสิ่งที่มากระทบทวารรับรู้) 111เวทนาหรือความรู้สึกทางกาย “เวทนา เรียกว่า เป็นกายสังขาร สโมสรณา สพฺพา ธมฺมา” ธรรมท้งั ปวงมีเวทนาเป็ นท่ีชุมนุม เห็นไดว้ า่ การเกิดข้ึนและดบั เกิดความรู้สึกข้นึ ภายใน ไปของเวทนามีความสาคัญในความหมายของสัมปชัญญะ 112การให้ความสาคัญ โครงสรา้ งร่างกาย สิ่ง ทม่ี ากระทบใจมาจาก สัมปชญั ญะ ทุกบท ทุกบรรพ “อาตาปี สฺมปชาโน สติมา” ท่ีมีปรำกฏอยู่โดยตลอด ไม่ว่าใน ภายนอก ไมใ่ ห้ การปฏิบตั ิ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธรรมานุปัสสนา เกี่ยวขอ้ งกบั จนิ ตนาการ สัมปชัญญะและเวทนำ 113สติปัฏฐาน 4 อธิบายวา่ “กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ” คือให้สังเกต การใชป้ ัญญาสังเกต กำยในกำย “เวทนานุ เวทนานปุ สฺสี วิหรติ” คอื ให้สังเกตเวทนำในเวทนำ “จิตฺเต จิตฺตานปุ สฺ ปรากฏการณ์ คอื เวทนา สี วิหรติ” คือ ใหส้ ังเกตจิตในจิต “ธมฺเมสุ ธมฺมานปุ สฺสี วิหรติ” คือ ใหส้ ังเกตธรรมในธรรม (ความรูส้ ึกทางกาย) จะเป็นคากล่าวซ้าๆกนั ทุกคร้ัง ตอ้ งทาความเขา้ ใจใหด้ ี 114สงั เกตเห็นวา่ กาลงั เกิดข้ึนและดบั สญั ญา (ความกาหนด ไป คือ เวทนา เพราะสัมปชญั ญะ คือ ความรู้ชดั ในเขา้ ใจชดั ใน อนิจจงั ตอ้ งมีอยูต่ ลอดเวลา หมาย) และวติ ก (ความ ในทุกๆ บรรพ สติ ความระลึกรู้ว่า คือ ร่างกาย ไม่ใช่ตวั ตน ไม่ใช่ฉันจะเกิดตามมา เป็นสติ ตรึกในสิ่งท่มี ากระทบ ต้งั มัน่ อยู่ด้วยปัญญา เพียงรู้เพียงเข้าใจ ไม่มีความยึดติดต่อสิ่งใดๆ ในโลก 115“เวทนา ทวารรับรู)้ เกิดข้ึนต้งั อยู่ สโมสรณา สพฺพา ธมฺมา” ธรรมท้ังปวงมีเวทนำเป็ นที่ชุมนุม เห็นกำรเกิดขึ้น ดับไป ของ ดบั ไป เวทนำ ควำมสำคัญเด่นชัด ของ สัมปชัญญะ ต้องมีสัมปชัญญะตลอดเวลำ ต้องมีควำม เวทนา (ความรูส้ ึกทาง ต่อเนื่อง 116เพยี รเผำกิเลสไม่ขำดสัมปชัญญะ แมล้ กั ณะจิตเดียว คือ บณั ฑิตผรู้ ู้เวทนาทกุ ชนิด กาย) เป็นทีช่ ุมนุม เกิดข้ึน ดบั ไป เวทนามี ความสาคญั การปฏิบตั ิ กาย เวทนา จติ ธรรม เกี่ยวขอ้ ง สัมปชญั ญะและเวทนา สตปิ ัฏฐาน 4 ใหส้ ังเกต กายในกาย ให้สังเกต เวทนาในเวทนา ให้ สังเกตจิตในจิต ให้ สังเกตธรรมในธรรม สังเกตเหน็ การเกิดข้ึน และดบั ไป คอื เวทนา สมั ปชญั ญะ คือ ความรู้ ชดั เขา้ ใจชดั อนิจจงั ตอ้ งมอี ยตู่ ลอดเวลา ธรรมท้งั ปวงมีเวทนา เป็นที่ชุมนุม เหน็ เกิดข้นึ ดบั ไป ของเวทนา เพยี รเผากิเลส ไม่ขาด สัมปชญั ญะ แมล้ กั ษณะ จติ เดียว รู้แจง้ แทงตลอด
444 ในเวทนา รูเ้ ขา้ ใจเวทนา เขา้ ใจเวทนาครบถว้ นยอ่ มบรรลุธรรม รู้แจง้ แทงตลอดในเวทนา เม่ือสิ้นชีวติ ยอ่ มไม่กลบั มา ทุกชนิด ยงั โลกแห่งความอนิจจงั ปฏิบตั ิตอ้ งมีสัมปชญั ญะต่อเนื่องตลอดเวลา ไมว่ า่ อยใู่ นอิริยาบถใด “อาตาปี สมฺปชาโน สติ มา” ปรากฏตลอดปฏบิ ตั ิ 117“อาตาปี สมฺปชาโน สติมา” ปรำกฏตลอดปฏิบัติใน กำยำนุปัสสนำ เวทนำนุปัสสนำ จิต มีอยทู่ กุ ๆ แห่งในพระ ตำนุปัสสนำ ธรรมำนุปัสสนำ เช่นเดียวกบั “สมทุ ยธมฺมานุปสฺสี วยธมฺมานุปสฺสี สมทุ ยวยธมฺ สูตร เก่ียวกบั มานุปสฺสี” มีอยทู่ ุกๆ แห่งในพระสูตร เกี่ยวกบั สัมปชัญญะ และเวทนำท้งั สิ้น สัมปชญั ญะ และเวทนา 118อานาปานบรรพ การสังเกตลมหายใจเขา้ ออก การสารวจกายเริ่มตน้ ที่ลมหายใจเขา้ ออก ตอ้ งไปอยทู่ ี่เงียบสงดั ปลีกตวั อยคู่ นเดียว ไม่มีการรบกวน ตอ้ งปฏิบตั ิคนเดียว ในป่ า ที่โคน วธิ กี ำร ตน้ ไม้ เรือนว่างไม่มีผูค้ นอยู่ 119“นิสีทติ ปลฺลงฺกั อาภุชิตฺวา อุช กาย ปณิธาย” ต้องลงนั่ง ขดั สมาธิ ตอ้ งต้งั หลงั และลาตวั ใหต้ รง “ปริมุข สต อุปฎฐเปตฺวา” ต้ังสติอยู่บริเวณรอบปำก อานาปานสติ การ ท่ีทำงเข้ำช่องจมูกเหนือริมฝี ปำกบน ตอ้ งรู้สึกถึงลมหายใจที่ผ่านเขา้ ออกบริเวณปากส่วนท่ี สังเกตลมหายใจ อยู่เหนือริมฝี ปากบน 120“โส สโต ว อสสฺสติ สโต ว ปสฺสสติ” หายใจเขา้ ดว้ ยความมีสติ เขา้ ออก ตอ้ ง และหายใจออกดว้ ยความมีสติ เมื่อหายใจเขา้ ยาว รู้ชดั ว่าเรากาลงั หายใจเขา้ ยาว เม่ือหายใจ ปฏิบตั ิคนเดียว ออกยาว รู้ชดั วา่ เรากาลงั หายใจออกยาว รู้ชดั เขา้ ใจชดั ไดป้ ระจกั ษถ์ ึงลมหายใจดว้ ยตนเอง ต้งั สติอยบู่ ริเวณ 121“รสฺส วา อสฺสสนฺโน รสส อสฺสสามีติ ปชานาติ” เมื่อหายใจเขา้ ส้ัน รู้ชดั วา่ ลมหายใจเขา้ รอบปาก ท่ีทางเขา้ ส้ัน เมื่อหายใจออกส้ัน รู้ชดั ว่า หายใจออกส้ัน บนเส้นทำงกำรปฏิบัติ ปฏิบตั ิไป จิตค่อยๆ ช่องจมกู เหนือริม สงบลง หายใจเขา้ ส้ันลง ส้ันลง หน้าท่ีเพียงสังเกตลมหายใจอย่างมีสติ อย่าไปบงั คบั ลม ฝี ปากบน หายใจ 122“สพฺพกาย ปฏิสเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ” ฝึ กตนเอง ตำมรู้เวทนำตลอดท่ัว ร่ำงกำย จกั หายใจเขา้ ตำมรู้เวทนำทั่วร่ำงกำย เรำจักหำยใจออก เฝ้าสังเกตเวทนาและลม รู้ชดั เขา้ ใจชดั ได้ หายใจ เริ่มรู้เวทนาทวั่ ร่างกาย “สพฺพกาย” 123รู้สึกเป็นเวทนำหยำบทึบ รุนแรง เม่ือปฏิบตั ิ ประจกั ษถ์ ึงลมหายใจ ไปเรื่อยๆ อดทนไมท่ อ้ ถอย ดว้ ยจิตเป็นอเุ บกขาตอ่ ความรู้สึก เวทนาทกุ ชนิดที่ไดพ้ บ ร่างกาย หายใจเขา้ ออกอยา่ งมี ทึบเข็งจะเริ่มสลายไป กลุ่มกอ้ นตวั ตนจะสลายไปเป็ นเพียงกระแสสั่นสะเทือนเบาๆ เป็ น สติ การเขา้ ถึงสภาวะ “ภงั คะ” คือ ความดบั สลายแห่งสงั ขาร 124เรียนรู้กำรตำมรู้เวทนำตลอดทั่ว รู้ชดั ว่าลมหายใจเขา้ ร่ำงกำย จากศรีษะไปถึงเทา้ เมื่อหายใจออกคร้ังหน่ึง และจากเทา้ ไปถึงศรีษะในการหายใจ ส้ัน เมือ่ หายใจออกส้นั เขา้ คร้ังหน่ึง เมื่อออกซิเจนเขา้ ไปสู่กระแสเลือดในร่างกาย จะแผ่ซ่านไปตลอดทว่ั ร่างกาย ปฏิบตั ิไป จิตคอ่ ยๆ ความรู้สึกเวทนา จะไหลไปพร้อมๆ กนั ตามกระแสเลือด ตามรู้ลมหายใจไดเ้ หมือนกัน สงบลงสงั เกตลม ปฏิบตั ิกายานุปัสสนา ตอ้ งตามรู้ร่างกายโดยตลอดทุกส่วน ปฏิบตั ิจึงประสบดว้ ยตนเอง 125 หายใจอยา่ งมสี ติ การปฏิบตั ิวิปัสสนา คือ การละท้งั ความชอบความชงั “วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส” สุข ฝึกตนเอง ตามรู้เวทนา เวทนาเกิดข้นึ เป็นอนิจจงั เกิดข้นึ แลว้ ดบั ไป เป็นกระแสคล่ืนเล็กๆ เพียงฟองอากาศที่เกิดข้ึน ตลอดทวั่ ร่างกาย แลว้ ดบั ไป ดว้ ยปัญญาท่ีเห็นจริง กิเลสถูกขจดั ไป จนถึงข้นั ท่ีจิตมีแต่ความสงบภายใน 126“ หายใจเขา้ ออกรู้เวทนา ปสฺสมฺภย กายสงฺขาร อสฺสสิสฺสามีติ สิกขติ” การเคล่ือนไหวร่างกาย กายสังขารสงบระงบั จิตเป็ นอุเบกขาตอ่ เรียนรู้ไม่ขยบั ตวั ร่างกายไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ มีแต่ลมหายใจเท่าน้นั ที่เคลื่อนไหวเขา้ ความรู้สึก หรือเวทนา ออกอยู่ จิตไดร้ ับการฝึกใหส้ งบ ลมหายใจค่อยส้ันลง สงบลง ละเอียดข้ึน ตอ้ งจดจอ่ อยตู่ รงท่ี ทกุ ชนิดทีไ่ ดพ้ บ ลมหายใจสัมผสั รักษาสติ มีสติรู้กระแสลมหายใจเขา้ ออก 127“อิติ อชฺฌตต วา กาเย กายา เรียนรู้ตามรู้เวทนา นุปสฺสี พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ” เมื่อหายใจ รู้สึกไดต้ ลอดถึงทว่ั ทุกส่วนภายใน ตลอดทวั่ ร่างกาย จาก ศรีษะไปถงึ เทา้ หายใจ ออกคร้ังหน่ึง และจาก เทา้ ไปถึงศรีษะ หายใจ เขา้ คร้งั หน่ึง การปฏิบตั ิวิปัสสนา คือ การละท้งั ความชอบความชงั “วิ เนยฺย โลเก อภชิ ฺฌาโท มนสฺส” กายสังขารสงบระงบั ร่างกายไม่เคลื่อนไหว มแี ตล่ มหายใจ เคลอื่ นไหว
445 นผิวร่างกาย ยงั อยู่ ร่างกาย และรู้สึกไดต้ ลอดทวั่ ร่างกายภายนอก พหิทฺธา คือ ภายนอก บนพ้ืนผิวของร่างกาย ภายในโครงสร้าง 128คาวา่ “พหิทฺธา”ไมห่ มายถึงร่างกายผอู้ ่ืน การคิดเอาเองการใชจ้ ินตนาการในวิธีการไม่อาจ ร่างกาย ยอมรับได้ คาว่า วิปัสสนา หรือ อนุปัสสนา คือ การสังเกตภายในร่างกายของเรา สาหรับ วปิ ัสสนา คือ การ “พหิทฺธา” หมายถึงพ้ืนผิวร่างกาย ยงั อยูภ่ ายในโครงสร้างร่างกาย 129“สมทุ ยธมฺมานุปสฺสี สงั เกตภายในร่างกาย วา กายสฺมี วิหรติ วยธมฺมานุปสฺสี วา วิหรติ สมุทยวยธมฺมานุปสฺ สี วา กายสฺมี วิหรติ” ของเรา หมายถงึ สมุทยธมฺมานุปสฺสี ธรรมะคือ ความจริงที่เกิดข้ึน สังเกตเห็นความจริงท่ีเกิดข้ึนภายใน พ้นื ผวิ ร่างกาย ยงั อยู่ ร่างกาย ความจริงการดบั ไป เวทนาหรือความรู้สึกหยาบทึบรุนแรงเกิดข้ึนแลว้ จึงดบั ไป การ ภายในโครงสร้าง สังเกตเห็นการเกิดข้ึนและดบั ไปแยกกนั คนละตอน 130ภังคำนุปัสสนำญำณ คือ ญำณเห็น ร่างกาย ควำมดับสลำย เวทนำควำมรู้สึกทำงกำยเป็ นกระแสสั่นสะเทือนเกิดดับอย่ำงรวดเร็วทั่ว ธรรมะ คอื ความจริงท่ี ร่ำงกำย โดยไม่มีช่องว่ำง 131มีสติต้งั มนั่ แล้ว ร่างกายไม่ใช่ตวั เรา เป็ นกลุ่มก้อนของคลื่น เกิดข้ึนภายในร่างกาย เล็กๆ กลุ่มกอ้ นกลาปะ กลุ่มกอ้ นอนุภาคปรมาณู เกิดข้ึนแลว้ ดบั ไป คือ ร่างกาย การยอมรับ เวทนา(ความรู้สึก อนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน จากอนิจจัง ความไม่เท่ียงไม่คงที่ เป็ นทุกข์มีธรรมชาติ หยาบทึบ รุนแรง) เกิด เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จะประจกั ษค์ วามเป็นอนตั ตา ร่างกายเป็นอนุภาคปรมาณู เกิดดบั ไป ข้นี ดบั ไป สติต้งั มน่ั ความจริงในแต่ละขณะ 132“อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ” ข้ำมพ้น ภงั คานุปัสสนาญาณ คือ ขอบเขตแห่งนำมรูป ไม่มีอะไรในโลกหรือจกั รวาลให้ยดึ ถืออีก สภาวะเกิด 2-3 นาที หรือ ญาณเหน็ ความดบั สลาย 2-3 ชวั่ โมง แลว้ แต่บารมีสะสมเหตุปัจจยั แตล่ ะคน อยใู่ นสภาวะนิพพานดูราวกบั ตายไปแลว้ เวทนาความรูส้ ึกทางกาย อายตนะ 6 ไม่ทางาน ภายในจะต่ืนตวั เตม็ ไปดว้ ยสติ พยายามเขา้ ใจเอาเองดว้ ยเชาวน์ปัญญา เป็ นกระแสสั่นสะเทือน ไม่เขา้ ใจได้ ความเขา้ ใจแทจ้ ริงเกิดข้ึนอาศยั การมีประสบการณ์กบั สิ่งน้นั 133อิริยำบถบรรพ เกิดดบั อยา่ งรวดเร็วทวั่ วา่ ดว้ ยท่าทางต่างๆ ของร่างกาย “คจฺฉนฺโต วา คจฺฉามีติ ปชานาติ จิโต วา ฐิโตมฺหีติ ปชานา ร่างกาย โดยไมม่ ีช่องว่าง ติ” เดิน รู้ชดั ว่า กาลงั เดิน ยืน น่งั นอน รู้ชดั ว่าตนเองอยู่ในอิริยาบถนน่ั เป็ นการรู้เริ่มต้น สติต้งั มน่ั ร่างกายเป็น ตอ้ งรู้ชดั ว่าสิ่งที่กาลงั อยใู่ นอิริยาบถ ไม่ใช่ตวั ตนของตน ไม่ใช่ฉนั เป็นเพียงร่างกายเท่าน้ัน กล่มุ กอ้ นของคลนื่ เลก็ ๆ 134สัมปชญั ญะบรรพ ว่าดว้ ยการมีความรู้เขา้ ใจชดั ในความไม่เท่ียงอยู่ตลอดเวลา กาลงั กา้ ว เกิดข้ึนแลว้ ดบั ไป ไมใ่ ช่ ไปขา้ งหน้า ถอยกลบั มาขา้ งหลงั มองไปขา้ งหน้า แลไปขา้ งๆ กม้ หรือยืดตวั ทรงผา้ สังฆาฏิ ตวั ไมใ่ ช่ตน บาตร จีวร กิน ด่ืม เค้ียว ถา่ ยอจุ จาระ ปัสสาวะ เดิน ยนื นง่ั นอน หลบั หรือต่ืน พดู หรือนิ่งอยู่ ขา้ มพน้ ขอบเขตแห่ง ไม่ว่าจะทาอะไร มีสัมปชญั ญะอยู่ตลอดเวลา (สมฺปชานการี โหติ) 135“อิติ อชฺฌตฺต วา กาเย นามรูป ไม่มอี ะไรใน กายานปุ สฺสี วิหรติ .. อตฺถิ กาโยติ..น จ กิญฺจิ โลเก อปุ าทิยติ” สมั ปชญั ญะตอ้ งมีอยตู่ ลอดเวลา โลกให้ยดึ ถอื อีก ไม่ว่าท่ีไหน เม่ือไร 136กำรใช้ปัญญำสังเกตกำรณ์เกิดขึ้น ต้ังอยู่ ดับไปของปรำกฎกำรณ์ 3 ชดั ว่า กาลงั เดิน ยนื นง่ั นอน รู้ชดั วา่ ตนเองอยใู่ น อย่ำง คือ เวทนำ(ควำมรู้สึกทำงกำย) สัญญำ (ควำมกำหนดหมำย) และวติ ก (ควำมตรึกในสิ่ง อิริยาบถไมใ่ ช่ตวั ตนของ ตน ที่มำกระทบทวำรรับรู้) สมั ปชญั ญะ มีความรู้ 137จงใช้เวลำให้เป็ นประโยชน์ ตอ้ งปฏิบตั ิเองไม่มีใครปฏิบตั ิแทนท่านได้ กำรศึกษำปริยัติจะ เขา้ ใจชดั ในความไม่ ได้แนวทำงท่ีถูกต้อง 138แต่ประโยชน์แท้จริง ต้องมำจำกกำรปฏิบัติ มาจาก ปฏิเวธ คือ เที่ยงอยตู่ ลอดเวลา ปัญญำที่แทงทะลุม่ำนแห่งอวิชชำ จนถึงความจริงสูงสุด เก่ียวกบั รูปจิต เจตสิก นาไปสู่ สภาวะนิพพาน 139เพื่อความดีงามตวั เอง เพ่ือประโยชน์ตวั เอง เพ่ือจะไดห้ ลุดพน้ จากความ สัมปชญั ญะตอ้ งมอี ยู่ ตลอดเวลา ไมว่ ่าท่ี ไหน เม่ือไร ใชป้ ัญญาสงั เกต เกิดข้นึ ต้งั อยู่ ดบั ไป ปรากฎการณ์ เวทนา (ความรู้สึกทางกาย) สญั ญา (ความกาหนด หมาย) และวิตก (ความตรึกในส่ิงที่มา กระทบทวารรับรู้) ผล ใชเ้ วลาใหเ้ ป็นประโยชน์ ตอ้ งปฏบิ ตั เิ องไม่มใี คร ปฏบิ ตั แิ ทน ประโยชนแ์ ทจ้ ริง ตอ้ งมา จากการปฏิบตั ิ
446 หลดุ พน้ จากความทุกข์ ทุกข์ท้งั หลายในชีวิต หลุดพน้ จำกพันธนำกำรท้ังปวง และไดช้ ื่นชมกบั ความสงบอนั เกิด ท้งั หลายจากพนั ธนาการ ท้งั ปวง จากความหลดุ พน้ ไดช้ ่ืนชมกบั ความสุขอนั แทจ้ ริงอนั เกิดจากความหลดุ พน้ ตารางที่ 4.10.4 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “ธรรมบรรยำยหลกั สูตรสตปิ ัฏฐำน วันท่ี 4” ตามแนวทางปฏิบตั ิทา่ นสัตยา นารายนั โกเอ็นกา้ จาแนกตามแนวคดิ หลกั การ วิธีการ และ ผล [รหสั G4] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคิด G4-140หลกั สูตรสติปัฏฐานสูตรเกี่ยวขอ้ งกบั กำรปฏิบัติ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตา ปฏิบตั ิ กายา นุปัสสนา หรือ ธัมมานุปัสสนา จะปฏิบตั ิอะไรก่อน ได้ เมื่อกา้ วหน้าไปเรื่อยๆ จะมารวมเขา้ นุปัสสนา เวทนา ดว้ ยกนั เอง 141ส่วนท่ีหายไปจากคาสอนต่าง ๆ คอื เวทนา เม่ือปราศจากความเขา้ ใจในเวทนา พา นุปัสสนา จิตตา กนั มุ่งไปที่สิ่งกระทบจากภายนอกและปฏิกิริยาที่ตนมีต่อสิ่งกระทบเท่าน้ัน จะสามารถชาระ นุปัสสนา หรือ กิเลสได้ แต่ เป็ นเพียงแค่ในระดับพ้ืนผิวของจิตแท้จริงแล้วท่ีส่วนลึกที่สุดของจิต เมื่อสิ่ง ธมั มานุปัสสนา ภายนอกมากระทบทวารใดทวารหน่ึง ส่วนหน่ึงของจิตจะประเมินค่าวา่ ดีหรือเลว และจากการ จะปฏิบตั ิอะไร ประเมินค่า เวทนาหรือความรู้สึกทางกายท่ีสบายหรือไม่สบาย จะเกิดข้ึน แล้วบุคคลจะทา ก่อน ได้ เมอ่ื ปฏิกิริยาปรุงแต่งต่อเวทนาหรือความรู้สึกน้ันดว้ ยความชอบความพอใจหรือความไม่ชอบไม่ กา้ วหนา้ ไป พอใจ พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้วางอุเบกขาต่อเวทนาทุกชนิด เพื่อเปลี่ยนแบบแผน เร่ือยๆ จะมา พฤติกรรมของจิตในระดบั ลึกที่สุด เพ่อื การหลดุ พน้ จากความทุกข์ หลุดพน้ จากพนั ธนาการของ รวมเขา้ ดว้ ยกนั กิเลส เพราะไดท้ รงประจักษ์กับความจริงน้ีด้วยพระองค์เอง 142ส่ิงท่ีได้ปฏิบัติกันอยู่ กำลัง เอง พัฒนำอุเบกขำซ่ึงมิใช่เป็ นแต่เพียงอุเบกขาต่อรูป รส กล่ิน เสียง สัมผัสเท่าน้ัน หากแต่เป็ น อุเบกขำต่อเวทนำท่ีเกิดขึน้ ทีร่ ่ำงกำยดว้ ย ไม่วา่ จะเป็นเวทนาชนิดใด สบาย ไม่สบาย หรือเฉย ๆ สอนใหว้ าง สัมปชญั ญะเร่ิมตน้ ดว้ ยความเขา้ ใจในธรรมชาติที่มีแต่การเกิดดบั ของเวทนาหรือความรู้สึกทาง อเุ บกขาต่อ กาย 143การฝึ กอำนำปำนสติจะทำให้สำมำรถรับรู้ควำมรู้สึกทำงกำยได้ง่ำยข้ึน ช่วยให้ท่าน เวทนาทกุ ชนิด สามารถพฒั นาอุเบกขาไดจ้ ากความเขา้ ใจ 144คือการไดป้ ฏิบตั ิตรงตามคาสอนของพระบรม เพื่อเปลย่ี น ศาสดาจะตอ้ งปฏิบตั ิอย่างหนกั เพื่อพฒั นา สติ และ สัมปชัญญะ ของตนเอง อาตาปี สมฺปชาโน แบบแผน สติมา คือขอ้ ใหญ่ใจความของมหาสติปัฏฐานสูตร 145บนเสน้ ทางสายเดียวกนั น้ี ผปู้ ฏิบตั ิทุกคน พฤติกรรมจิต จะผา่ นข้นั ตอนแต่ละข้นั เหมือนกนั หมด มีแต่เพียงวิธีการปฏิบตั ิในตอนเร่ิมตน้ เท่าน้นั ที่อาจจะ ระดบั ลึก แตกต่างกนั ไป ดงั น้นั ไม่วา่ จะเริ่มตน้ ปฏิบตั ิตามบรรพใดทุกคนลว้ นตอ้ งไปถึงสถานีเดียวกนั ท้งั ส้ิน กล่าวคือจะตอ้ งมีประสบการณ์กบั การเกิดดบั ที่แสดงออกทางเวทนาหรือความรู้สึกทาง พฒั นาอุเบกขาต่อ กาย อนั เป็นปรากฏการณ์ที่เช่ือมประสานกนั ระหว่างรูปและนาม ในระยะแรกผปู้ ฏิบตั ิจะรู้สึก เวทนาเกิดข้นึ ที่ ถึงการเกิดดบั แยกออกจากกนั กล่าวคือ เวทนำเกิดขึน้ เป็ นอยู่เช่นน้ันขณะหน่ึง แลว้ จึงดบั ไป ร่างกาย ต่อมา จะรู้สึกว่ามนั เกิดข้ึนและดบั ไปทนั ทีพร้อม ๆ กนั แลว้ จากน้นั จะรู้สึกว่าร่างกายท้งั ร่าง สัมปชญั ญะเริ่มตน้ สลายตวั ลง มีการเกิดดบั อย่างรวดเร็วตลอดท้งั ตวั ผูป้ ฏิบตั ิได้ แต่เฝ้าสังเกตดูปรากฏการณ์ท่ี ดว้ ยความเขา้ ใจใน เกิดข้ึนเหล่าน้นั โดยไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ซ่ึงเท่ากบั เป็ นการพฒั นา สติ และ สัมปชัญญะ อนั เป็ น ธรรมชาติเกิดดบั เวทนาหรือ ความรู้สึกทางกาย ฝึ กอานาปานสติ รับรูค้ วามรูส้ ึกกาย พฒั นาอุเบกขา ปฏิบตั ิตรงตามคา สอนปฏบิ ตั ิหนกั พฒั นา สติ สัมปชญั ญะ อาตา ปี สมฺปชาโน สติ มา ตอ้ งมี ประสบการณเ์ กิด ดบั แสดงออกทาง
447 เวทนาหรือ ปัญญาท่ีจะช่วยทาใหเ้ กิด อุเบกขา 146อาจจะพฒั นำอุเบกขำไดท้ ้งั ๆ ท่ีไมม่ ีความเขา้ ใจในอนิจจงั ความรู้สึกทางกาย ดว้ ยการใช้วิธีกล่าวชกั นาจิตซ้า ๆ ให้จิตสงบและไม่ทาปฏิกิริยาปรุงแต่งโตต้ อบต่อส่ิงท่ีมา พฒั นาอเุ บกขา ไม่ กระทบ มีคนเป็นจานวนมากท่ีพฒั นาอุเบกขาดว้ ยวธิ ีน้ี ซ่ึงคนเหลา่ น้ีเม่ือไดพ้ บกบั ความผนั แปร เขา้ ใจอนิจจงั ใชว้ ิธี ในชีวิต ดูเหมือนจะรักษาความสมดุลแห่งจิตไวไ้ ด้ หากแต่ภายในส่วนลึกของจิตการทา ชกั นาจิต ซ้า ๆ ให้ ปฏิกิริยาปรุงแต่งตอบโตจ้ ะยงั คงมีอยู่เช่นเดิม ท้งั น้ีเพราะจิตส่วนลึกน้ันจะติดต่ออยู่ แต่เฉพาะ จติ สงบ ภายใน กบั เวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดข้ึนที่ร่างกายเท่าน้นั หากปราศจากสัมปชญั ญะแลว้ รากเหงา้ ของ ส่วนลกึ จิตทา กิเลส จะไม่ถูกขดุ ลอกออกไป ปฏกิ ิริยาปรุงแต่ง ตอบโตม้ อี ยู่ 147ข้นั ตอนสาคญั คือข้นั ตอนหยั่งรู้ควำมรู้สึกภำยในร่ำงกำย (อฺชณตฺต) หยงั่ รู้ความรู้สึกที่พ้ืนผิว เช่นเดิม รากเหงา้ กายภายนอก (พหิทฺธา) รู้ท้งั ภายในภายนอกพร้อม ๆ กนั (อชฺณตฺตพหิทฺธา) 6 ข้นั มีประสบการณ์ กิเลสไม่ถกู ขุดลอก การเกิดข้ึนดบั ไป (สมุทยธมฺมานุปสฺสี วยธมฺมานุปสฺสี) แลว้ ถึงข้นั ไดร้ ู้เห็นการเกิดดบั เกิดดบั ติดต่อกนั ไปอยา่ งรวดเร็ว (สมุทยวย ธมฺมานุปสฺสี) จนกระทง่ั ถึงข้นั ที่รู้สึกว่าร่างกายท้งั ร่างเป็น หลกั กำร เพยี งกลุ่มกอ้ นของพลงั สั่นสะเทือนท่ีเกิดดบั เกิดดบั อยา่ งถี่ ๆ ที่เรียกวา่ ภังคะ 148ปฏิบตั ิต่อไปจะ เกิดความรู้ความเขา้ ใจว่าแทจ้ ริงแลว้ ร่างกายสักเพียงร่างกายเท่าน้ัน (อตฺถิกาโยติ) หรือเวทนา ข้นั ตอนหยงั่ รู้ เป็นเพียงเวทนา จิตเป็นเพยี งจิต สิ่งท่ีใจคิดเป็นเพยี งสิ่งท่ีใจคิด จะหยดุ นาตวั เขา้ ไปเกี่ยวขอ้ งไม่มี ความรู้สึก ตวั เรา ไมม่ ีของเรา แลว้ การปฏิบตั ิจะกา้ วหนา้ ต่อไป กา้ วหนา้ ไปเร่ือย ๆ จนถึงข้นั ที่ไมเ่ พียงสติรู้ ภายในร่างกาย (ปฏิสฺสติมตฺตาย) มีเพียงความรู้ความเขา้ ใจ (ญาณนตฺตาย) โดยไม่มีการประเมินค่า และไม่มี หยง่ั รู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาใด ๆ ปฏิบตั ิแน่วแน่อยู่กบั ปฏิบตั ิกา้ วหนา้ ไปไดเ้ ร่ือย ๆ สังขารท่ีอยู่ภายในส่วนลึกของ ท่ีพ้นื ผิวกาย จิตจะพากันผุดโผล่ข้ึนมาบนพ้ืนผิวและถูกขจดั ออกไป โดยผูป้ ฏิบตั ิจะตอ้ งต้งั อยู่ใน “วิเนยฺ ภายนอกรู้ท้งั โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺส” คือไมม่ ีความยนิ ดียนิ ร้ายตอ่ ส่ิงใด ๆ ในโลกของนามรูป 149ทรงอธิบาย ภายในนอก ในพระสูตรอื่นว่า “สพฺพกมฺมชหสฺส ภิกฺขุโน ธุนมานสฺส ปุเร กต รช” เม่ือไม่สร้างกรรมใด ๆ พร้อมกนั กิเลสที่ไดส้ ะสมไวแ้ ลว้ จะถูกขจดั ออกไป หยุดสร้างกรรมกิเลสเก่า ๆ “ปุเร กต รช” จะถูกขจดั เกิดความรูค้ วาม ออกไป 150คาวา่ “ธุนมานสฺส” หมายถึง กำรขจัดกรรมเก่ำด้วยกำรหยุดสร้ำงกรรมใหม่ ทาได้ เขา้ ใจว่า ร่างกาย ทุกเวลาทว่ากิเลสท่ีนอนเน่ืองอยู่ภายในส่วนลึกของจิตน้ันจะผุดโผล่ข้ึนมาได้ ต่อเม่ือไดภ้ งั ค สักเพียงร่างกาย ญาณแลว้ เท่าน้ัน แต่ถา้ ผูป้ ฏิบตั ิยงั คงสร้างสังขารใหม่ ๆ ข้ึนมา กิเลสเก่า ๆ ท่ีไดส้ ะสมไว้ จะ เวทนาเพยี งเวทนา กลบั เพ่ิมพูนมากยิ่งข้ึน เพราะกิเลสเก่า ๆ จะไม่มีโอกาสหลุดลอยข้ึนมาบนพ้ืนผิวไดเ้ ลย หาก จิตเป็นเพียงจติ ส่ิง หยดุ สร้างกรรมใหม่และรักษาอุเบกขาไวไ้ ด้ กิเลสเก่า ๆ ช้นั แลว้ ช้นั เล่า จะถูกขจดั ออกไป 151ไม่ ที่ใจคดิ เป็นเพยี ง มีความจาเป็นตอ้ งปฏิบตั ิ กายานุปัสสนา ในแบบต่าง ๆ ทุก ๆ แบบท่ีกล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้ เพราะ สิ่งทใี่ จคิด มีเพียง แต่ละแบบน้นั สมบูรณ์ในตวั อยแู่ ลว้ มีแต่เพียงตอนเริ่มตน้ เท่าน้ันท่ีแตกต่างกนั ไป แต่ไม่ว่าจะ ความรู้ความเขา้ ใจ เลือกปฏิบตั ิแบบใด ตอ้ งผ่านสถานีต่าง ๆ ที่เป็นอยา่ งเดียวกนั ท้งั น้นั และในท่ีสุดแลว้ จะไปถึง โดยไมม่ ีการ จุดหมายปลายทางเหมือน ๆ กนั สาหรับการปฏิบตั ิในแนวทางที่เราปฏิบตั ิอยนู่ ้นั 152กำรปฏิบัติ ประเมินค่าและไม่ มปี ฏกิ ิริยา ใดๆ กายานุปัสสนา บรรพสองและสามจึงเป็นสิ่งจาเป็น เวลาที่ปฏิบตั ิจะนงั่ ปฏิบตั ิเท่าน้นั แต่เวลาอ่ืน หยดุ สรา้ งกรรม ๆ ในระหว่างวนั จาเป็ นตอ้ งใช้อิริยาบถอ่ืน ๆ ดว้ ย กายานุปัสสนา บรรพสองจะครอบคลุม ใดๆ กิเลสที่สะสม ไว้ จะถูกขจดั อิริยำบถท้ังสี่ (นั่ง ยืน เดิน นอน) ต้องมี อำตำปี สมฺปชำโน สติมำ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ใน ออกไป หยดุ สรา้ ง กรรมกิเลสเกา่ ๆ อิริยาบถใด ส่วนบรรพสาม เป็นเร่ืองการมี สัมปชัญญะ อย่ำงต่อเน่ืองในกำรกระทำทำงกำยทกุ ไดภ้ งั คญาณแลว้ กิเลสนอนเนื่อง ภายในส่วนลึกจติ จะผุดโผลข่ ้นึ มา หยดุ สรา้ งกรรม ใหม่รกั ษาอเุ บกขา กายานุปสสั สนา ไมจ่ าเป็นตอ้ ง ปฏิบตั ิทกุ แบบ เพยี งเลือกแบบใด ไปถงึ จดุ หมายได้ เหมือนกนั กายานุปัสสนา จะตอ้ งมี อาตาปี สมฺปชาโน สติมา อยเู่ สมอ สัมปชญั ญะ
448 จาเป็นตอ้ งมี ชนิด เพราะจำเป็ นต้องมี สัมปชัญญะ อยู่ตลอดเวลำ การปฏิบตั ิในแนวทาง จึงตอ้ งมีสามบรรพ ตลอดเวลา แรกของ กายานุปัสสนา อยู่โดยตลอด ส่วนบรรพอ่ืน ๆ น้นั ผูป้ ฏิบตั ิไม่จาเป็ นท่ีจะตอ้ งนาไป ปฏิบตั ิ วิธีกำร 153การปฏิบตั ิแรก ๆ สังขารหยาบท้งั หลายที่จะนาไปสู่อบายภมู ิจะผดุ โผลข่ ้ึนมาก่อนและถูกขจดั ไป “อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชุฌนฺติ เตส วูปสโม สุโข” สังขารท้งั หลายที่ฝังแฝงอยภู่ ายในส่วนลึกจิต ขจดั สงั ขารนา ผุดโผล่ข้ึนมาบนพ้ืนผิวแลว้ ดบั ไป การขจดั สังขารนาความสุขมาให้ 154สังขารหรือกิเลสหยาบ ความสุขมาให้ ๆ ท้งั หลายท่ีจะนาไปสู่อบายภูมิถูกขจัดออกไปหมด จิตจะสงบและมีความสมดุลขา้ มพน้ จิตสงบมคี วาม ขอบเขตแห่งนามรูป และไดล้ ิ้มรสสภาวะนิพพานเป็นคร้ังแรก ซ่ึงอาจจะเป็นเวลาชวั่ ขณะหน่ึง สมดุลขา้ มพน้ หรือเป็นเพียง 2-3 วินาที หรือชว่ั เวลา 2-3 นาที แลว้ กลบั คืนสู่ขอบเขตแห่งนามรูปเช่นเดิม แต่ ขอบเขตแห่ง ในการกลบั คืนสู่ขอบเขตแห่งนามรูปน้ี พฤติกรรมจะเปล่ียนแปลงไปอย่างส้ินเชิงราวกับได้ นามรูปได้ กลายเป็ นคนใหม่ กิเลสหยาบ ๆ ท่ีจะนาไปสู่ภพภูมิอนั ต่าช้าได้หลุดลอกออกไปจนหมดส้ิน สภาวะนิพพาน ดงั น้นั นิสัยเก่า ๆ ที่คอย แต่จะสร้างกิเลสเหล่าน้นั จะหมดไปดว้ ย จนผูป้ ฏิบตั ิไม่สามารถสร้าง สตมิ า” คอื การ มสี ติ “สมฺปชา กิเลสชนิดที่จะนาไปสู่ภพภูมิต่า ๆ ไดอ้ ีกตอ่ ไป 155“สติมา” คือกำรมีสติ “สมฺปชาโน” คือ กำรมี โน” คือ การมี ปัญญารู้แจง้ ใน ปัญญำรู้แจ้งในอนิจจัง อนั เกิดจากการท่ีไดป้ ระจกั ษก์ บั ความไม่เที่ยงของเวทนาภายในร่างกาย อนิจจงั อนั เกิด จากการทไ่ี ด้ โดยลาพงั กายน้ันไม่อาจจะรับรู้เวทนาได้ จาเป็ นตอ้ งอาศยั จิตเป็ นตวั รับรู้ จิตจึงมีหน้าที่รับรู้ ประจกั ษก์ บั ความรู้สึกท่ีเกิดข้ึนท่ีร่างกาย 156เคยทรงแสดงเอาไวว้ า่ ลมชนิดต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนบนทอ้ งฟ้าไม่วา่ ความไมเ่ ท่ยี ง จะเป็นลมร้อน ลมหนาว ลมแรง ลมเฉื่อย ลมฝน ลมสะอาด ลว้ นเกิดข้นึ แลว้ ผา่ นไป เช่นเดียวกบั ของเวทนา เวทนาชนิดตา่ ง ๆ ท่ีเกิดข้ึนภายในร่างกาย เม่ือเกิดข้ึนแลว้ จะผา่ นไป ดบั ไป ในพระสูตรอ่ืนได้ เวทนา ชนิด ทรงกล่าวไวว้ า่ “ยโต จ ภิกฺขุ อาตาปี สมฺปชญฺญ น ริญฺจติ ตโต โส เวทนา สพฺพา ปริชานาติ ปณฺ ตา่ ง ๆ เกิดข้นึ ฑิโต” ผบู้ าเพญ็ เพียรเผากิเลสและมีสัมปชญั ญะอยตู่ ลอดเวลา ช่ือวา่ เป็นบณั ฑิตผรู้ ู้เวทนาท้งั ปวง ภายในร่างกาย 157เวทนาเกิดข้ึนมีต่าง ๆ ชนิดกัน สังขารหรือการปรุงแต่งที่เกิดข้ึนในจิตใจมีท้ังหยาบ ท้งั เม่อื เกิดข้ึนแลว้ ละเอียดหรือละเอียดที่สุดการมีสัมปชญั ญะอยู่ตลอดเวลาท้งั กลางวนั กลางคืนจึงเป็ นสิ่งสาคญั จะผ่านไป ดบั ที่สุดในวิธีการปฏิบตั ิน้ี “โส เวทนา ปริญฺญาย ทิฏฺ เฐ ธมฺเม อนาสโว กายสฺส เภทา ธมฺมฏฺ โฐ ไป สงขย อเุ ปติ เวทคู” บคุ คลผมู้ ีความเขา้ ใจในเวทนาโดยครบถว้ น ยอ่ มบรรลธุ รรมได้ ชาระจิตจน ปราศจากอาสวะ (อนาสโว) ต้งั มนั่ อยใู่ นธรรม (ธมฺมฏฺโฐ) ดว้ ยมีความรู้ความเขา้ ใจในเวทนาทุก มีความเขา้ ใจใน ชนิด (เวทค)ู เม่ือตายไป (กายสฺส เภทา) จะไม่กลบั คนื สู่กามภูมิอีก 158หนทางนาไปสู่ความหลุด เวทนาครบถว้ น ชาระจิต พน้ บรรลุผลสาเร็จไดด้ ว้ ย สัมปชัญญะ คือปัญญำท่มี ีควำมเข้ำใจในธรรมชำติของกำรเกดิ ดับ จะ ปราศจากอาสวะ ต้งั มน่ั อยู่ใน ช่วยให้จิตสามารถวางอุเบกขาไดเ้ ท่าน้นั เพียงการทาความเพียร (อาตาปี ) และมีสติระลึกรู้อยู่ ธรรม มีความรู้ ตลอดเวลา (สติมา) วา่ กาลงั ทาอะไรอยู่ อยา่ งเดียวกบั หญิงนกั แสดงกายกรรมน้นั ไม่อาจจะทา เขา้ ใจในเวทนา ให้ผูป้ ฏิบตั ิบรรลุธรรมไดเ้ พราะสัมปชญั ญะเป็ นส่วนสาคญั ของการบรรลุธรรมที่จะขาดเสีย ทุกชนิด มิได้ 159เริ่มตน้ อานาปานสติ แลว้ ต่อดว้ ยเวทนานุปัสสนา โดยในการปฏิบตั ิผูป้ ฏิบตั ิจะตอ้ งมี สัมปชัญญะ อยดู่ ว้ ยโดยดว้ ยโดยตลอดทุกข้นั ตอน 160ปฏิกูลมนสิการบรรพว่าดว้ ยการพิจารณา หนทาง สิ่งน่ารังเกียจ คาว่า ปฏิกูล แปลว่า น่ารังเกียจ มนสิการ คือการครุ่นคิด ไตร่ตรอง แต่การทา นาไปสู่ความ เช่นน้ีจะไม่สามารถนาเราไปสู่ความหลุดพน้ ได้ สิ่งท่ีสามารถประจกั ษไ์ ดด้ ว้ ยตนเองไม่ใช่เกิด หลุดพน้ สมั ปชญั ญะ คือปัญญา เขา้ ใจ ธรรมชาติเกิด ดบั จิตวาง อเุ บกขาได้
449 อานาปานสติ จากการสร้างจินตนาการหรือใชเ้ ชาวน์ปัญญาไตร่ตรองเอา แต่ธรรมชาติของคนมีต่าง ๆ ชนิด ตอ่ เวทนา กนั มีบุคคลบางจาพวกที่จิตไม่แหลมคมพอหรือมีจิตท่ีสับสนฟุ้งซ่าน ไม่อาจจะเริ่มต้นการ นุปัสสนา ปฏิบตั ิดว้ ยการสังเกตลมหายใจ และไม่มีความสามารถที่จะรับรู้เวทนาที่ร่างกาย และพฒั นา ปฏิบตั ิตอ้ งมี อุเบกขาตอ่ เวทนาท่ีเกิดข้ึนได้ คนเหลา่ น้ีส่วนใหญ่จะมีความยดึ ติดอยกู่ บั ความสุขสบายทางกาย สมั ปชญั ญะ มีความหลงใหลในกามคุณและความงามภายนอกของร่างกาย ใหเ้ ร่ิมตน้ ดว้ ยการนึกคิดพจิ ารณา ตลอดเวลา ในทางที่ถูกตอ้ ง เพ่ือใหบ้ ุคคลจิตท่ีสมดุลข้ึนบา้ ง มีความยดึ ติดอยกู่ บั ร่างกายให้พิจารณาเอาเอง ว่าร่างกายน้ีคืออะไร 161“อิมเมว กาย อุทธ ปาทตลา อโธ เกสมตฺถกา ตจปริย นฺต ปูร นานปฺ ปฏิกลู ปการสฺส อสุจิโน ปจฺจเวกฺขติ ..” จากฝ่ ำเท้ำขึน้ ไปจำกเส้นผมบนศีรษะลงมำ พิจารณา (ปจฺจ มนสิการ เวกฺขติ) ร่างกายท้งั ร่างที่มีหนงั หุ้มอยโู่ ดยรอบดว้ ยประการต่าง ๆ (นานปปฺ การสฺส) วา่ ไมส่ ะอาด พจิ ารณาส่ิงที่ (อสุจิโน) แทจ้ ริงแลว้ ร่างกายน่าเกลียดมาก สิ่งท่อี ย่ใู นร่ำงกำยมี ผม ขน เล็บ ฟัน หนงั เนื้อ เอน็ น่ารังเกียจ กระดูก เยื่อในกระดูก ม้ำม หัวใจ ตับผังผืด ไต ปอด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก อำหำรใหม่ อำหำรเก่ำ พจิ ารณาจากฝ่า เทา้ ข้ึนไปจาก น้ำดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหง่ือ ไขมนั นำ้ ตำน้ำมัน น้ำลำย นำ้ มูก น้ำไขข้อ นำ้ ปัสสำวะ เหล่าน้ี เสน้ ผมบน เป็นส่วนประกอบในร่างกาย 162การใชค้ วามคิดพิจารณาร่างกายเป็นเพียงจุดเริ่มตน้ สาหรับผทู้ ่ี ศรี ษะลงมา ถกู กิเลสครอบงา จนไม่สามารถจะสังเกตความจริงภายในได้ และเมื่อพิจารณาไปมาก ๆ เขา้ จะ หนงั หุ้ม เกิดความรังเกียจคลายความยึดมน่ั ถือมน่ั ในร่างกายของตน จิตจะค่อย ๆ สมดุลข้ึน จนสามารถ โดยรอบไม่ สังเกตลมหายใจเขา้ ออกหรือสังเกตเวทนาได้ เร่ิมปฏิบตั ิวิปัสสนา ความรังเกียจในร่างกายอนั สะอาด แทจ้ ริง ไมน่ ่าดูน้ี จะหมดไป จะเฝ้าดูร่างกายอยา่ งที่มนั เป็นอยู่ “ยถาภตู ” กล่าวคอื เป็นแค่เพียงร่างกายที่ น่ารังเกลยี ด มีเวทนาซ่ึงกาลงั เกิดดบั เกิดดบั อยู่เท่าน้นั 163พระพุทธเจา้ ทรงอธิบายว่า เปรียบดงั ไถท้ ่ีมีปาก เฝา้ ดูร่างกาย สองขา้ งปากดา้ นหน่ึงปิ ดและอีกปากหน่ึงเปิ ดอยู่ ในไถน้ ้นั เต็มไปดว้ ยธัญชาติชนิดต่าง ๆ เช่น อยา่ งเป็นอยู่ ขา้ วสาลี ขา้ วเปลือก ถวั่ เขียว ถว่ั เหลือง งา ขา้ วสาร บุรุษผูม้ ีตาดีแกไ้ ถอ้ อกแลว้ เห็นธญั ชาติทุก (ยถาภูต) เพยี ง ชนิดท่ีอย่ภู ายในไถอ้ ย่างชดั เจน เช่นเดียวกบั ผูท้ ่ีปฏิบตั ิจนไดธ้ รรมข้นั สูงแลว้ จะสามารถพฒั นา ร่างกายมเี วทนา ดวงตาทิพยจ์ นสามารถมองเห็นส่ิงที่อยภู่ ายในร่างกายอนั มีหนงั หุ้มอยโู่ ดยรอบไดท้ ุก ๆ ส่วนทุก เกิดดบั อยู่ ๆ อณู 164“อิติ อชฺฌตฺต วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ ... อตฺกิ กาโยติ...น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ” ตอ้ งผ่านข้นั ตอนแบบเดียวกันไม่ว่าเริ่มต้นจากท่ีใดเพราะวิธีการปฏิบตั ิตอนเริ่มตน้ แล้วแต่ ปฏบิ ตั ิธรรมข้นั สภาวะจิต แลว้ แต่ภูมิหลังของแต่ละคนตลอดจนไดพ้ ฒั นาความสามารถในการรับรู้เพียงใด สูงสามารถ ทว่าทุกคนจะตอ้ งผ่านสถานีสาคญั ต่าง ๆ เหมือนกนั หมด ต้งั แต่การสังเกตร่างกายท้งั ภายใน พฒั นาดวงตา และภายนอก “อชฺฌตฺต-พหิทฺธา” จะเป็นข้นั ท่ีมีประสบการณ์กบั การเกิดข้ึนและดบั ไป “สมทุ ย- ทิพยจ์ นมองเห็น วย” จนกระทงั่ ถึงข้นั ที่เห็นกายสักแต่เป็นเพียงร่างกายเท่าน้นั “อตฺถิกาโยติ” มสี ติต้งั มัน่ อยู่หมด สิ่งภายใน ควำมยึดติดในโลกแห่งรูปนำม จนกระทงั่ สามารถเขา้ ถึงสภาวะท่ีไม่ยึดมนั่ ต่อสิ่งใดเลย “น จ ร่างกายอนั มีหนงั กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ” เป็ นสภาวะแห่งความหลุดพน้ อย่างสมบูรณ์ 165ธำตุมนสิกำรบรรพ ว่า หุ้มอยโู่ ดยรอบ ไดท้ กุ ๆ ส่วน ด้วยกำรพิจำรณำธำตุที่ประกอบกันข้ึนเป็ นรูป เป็ นบุคคลประเภทที่มีความยึด ติดอยู่กับ ความสุขสบายทางกาย มีความหลงใหลในกามคุณและความงามภายนอกของร่างกาย การ ผา่ นข้นั ตอน ปฏิบตั ิตอ้ งเร่ิมตน้ ดว้ ยการใช้ความคิดพิจารณา “อิมเมว กาย ยถาฐิต ยถาปณิหิต ธาตุโส ปจฺจ แบบเดียวกนั เวกฺขติ อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ” ไม่ว่าร่ำงกำยจะต้ังอยู่ วธิ ีการปฏิบตั ิ เร่ิมตน้ แลว้ แต่ สภาวะจิต ภูมิ หลงั แต่ละคน ทุกคนตอ้ ง ผา่ นสถานี สาคญั ตา่ ง ๆ เหมอื นกนั หมด การพิจารณา ร่างกายประกอบ ไปดว้ ยธาตุดิน (ปฐวีธาตุ)
450 แสดงออกดว้ ย อย่ำงไร “กาย ยถาฐิต ยถาปณิหิต” จะใชค้ วามคิดพิจารณาดู (ปจฺจเวกฺขติ) วา่ ร่างกายประกอบ ความเป็ นกลุ่ม ข้ึนดว้ ยอะไรบา้ ง ร่างกายน้ีประกอบไปดว้ ยธาตุดิน (ปฐวีธาตุ) แสดงออกดว้ ยความเป็ นกลุ่ม กอ้ น เช่น กระดูก กอ้ น เช่น กระดูก เน้ือ ธาตุน้า (อาโปธาตุ) คือสภาพท่ีเหลวเป็นน้า เช่น เลือด เหง่ือ น้าปัสสาวะ เน้ือ ธาตนุ ้า เป็ นต้น ธาตุลม (วาโยธาตุ) คือลมท่ีเคล่ือนไหวอยู่ในร่างกาย และธาตุไฟ (เตโชธาตุ) คือ (อาโปธาตุ) คือ อุณหภมู ิในร่างกาย 166พระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงเปรียบเทียบเอาไวว้ า่ เช่นเดียวกบั คนฆา่ โคหรือลกู มือ สภาพที่เหลวเป็ น ของคนฆ่าโค เมื่อฆ่าเสร็จแลว้ ตดั ร่างของโคแบ่งเป็นส่วน ๆ เพื่อนาไปขายที่ตลาด ส่วนต่าง ๆ น้า เช่น เลอื ด ของโคน้นั มีท้งั กระดูก เน้ือ และส่วนอ่ืน ๆ ของร่างกาย ซ่ึงมีท้งั ความเป็นกลุ่มกอ้ น มีท้งั ท่ีเป็น เหง่ือ น้า ของเหลว มีท้งั ที่เป็นแกส๊ หรือลม รวมความแลว้ คือมีธำตุต่ำง ๆ อยใู่ นตวั โค แต่ธาตุใดเลา่ คอื โค ปัสสาวะ เป็นตน้ ตวั น้นั ในเม่ือธาตุท้งั 4 ประกอบเขา้ ดว้ ยกนั เพื่อความสะดวก เรียกสิ่งน้นั ว่าโค และในทานอง ธาตุลม (วาโย เดียวกนั ร่างกายของเราซ่ึงเป็นเพยี งธาตทุ ้งั 4 ท่ีประกอบเขา้ ดว้ ยกนั เพื่อความสะดวกเรา ยกมนั ธาต)ุ คอื ลมท่ี ว่า “ ร่ำงกำย” การไดพ้ ิจารณาไตร่ตรองเช่นน้ีจะทาให้จิตเริ่มมีความสมดุล 167“อิติ อชฺฌตฺต วา เคล่อื นไหวอยใู่ น กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ. อตฺถิ กาโยติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ” แลว้ การปฏิบตั ิแบบเดียวกนั ร่างกาย ธาตุไฟ เร่ิมข้ึน เพราะคิดพิจารณาไม่อาจจะนาบุคคลใหไ้ ปสู่จุดหมายปลายทางได้ แมจ้ ะไดเ้ ร่ิมตน้ การ (เตโชธาต)ุ คือ ปฏิบตั ิดว้ ยวิธีน้ี แต่ผูป้ ฏิบตั ิ ยงั จะตอ้ งผ่านไปยงั สถานีเดียวกนั กบั ที่กล่าวมาแลว้ จนถึงข้นั อตฺถิ อุณหภมู ริ ่างกาย กาโยติ น่ีเองคือร่างกาย ! แลว้ อุปาทานคือความยดึ มนั่ ถือมนั่ ในตวั ตนจะหมดไป ผูป้ ฏิบตั ิจะได้ ผ่านเขา้ สู่จุดหมายปลายทาง 168นวสีวิกาบรรพ ว่าดว้ ยข้อสังเกต 9 ประกำรเก่ียวกับป่ ำช้ำ มี ร่างกายเป็ น บุคคลบางประเภทท่ีมีความยึดมนั่ ถือมัน่ อยู่กับร่างกายของตน จนไม่สามารถแม้แต่จะใช้ ธาตทุ ้งั 4 ความคิดพิจารณาไตร่ตรองให้ถูกตอ้ งได้ สาหรับบุคคลประเภทน้ีจะตอ้ งเร่ิมตน้ การปฏิบตั ิจาก ประกอบเขา้ สิ่งที่หยาบย่ิงไปกว่าที่แสดงไวใ้ นบรรพที่ผา่ นมา พระพุทธเจา้ ทรงแนะนาให้ไปยงั ป่ าชา้ ท่ีเขา สะดวก เรียกวา่ เอาศพมาทิ้งไวใ้ หแ้ ร้งกาจิกกินเพ่ือสังเกตดูซากศพ เพราะผทู้ ี่ไม่สามารถสังเกตดูความเป็นจริง “ ร่างกาย” จากภายในกายของตน จะตอ้ งเร่ิมตน้ จากการสังเกตสิ่งท่ีอยู่ภายนอกกายเสียก่อน จนสามารถ ประจกั ษใ์ นความจริงดว้ ยตนเอง จึงจะหมดความยึดติดในรูปกาย 169“โส อิมเมว กาย อปุ สาหร คิดพจิ ารณา ติ: อยมฺปิ โข กาโย เอวธมฺโม เอวภาวี เอวอนตีโตติ”ดว้ ยกำรคิดเปรียบเทยี บ (อุปสหรติ) ว่า ตวั ไมอ่ าจจะนา เราเอง จะตอ้ งตกอยูใ่ นสภาพเดียวกนั น้ี ร่างกายของเราร่างกายของคนอื่น ๆ อันเป็นท่ีรักที่ชอบ บคุ คลให้ไปสู่ ใจ ล้วนแต่จะต้องตกอย่ใู นสภาพเช่นนีใ้ นที่สุด 170ขอ้ คิดจากกำรดูซำกศพในป่ ำช้ำมีอยู่ 9 อย่ำง จุดหมาย ปลายทางได้ ดว้ ยกนั 1-ผูป้ ฏิบตั ิเมื่อเห็นซำกศพท่ีตำยมำแล้วหน่ึงวนั สองวนั หรือสามวนั ข้ึนอืดเฟอะตวั เขียว มีน้าเหลืองไหลเยมิ้ น่าเกลียด แลว้ พจิ ารณาเห็นวา่ ตวั เราเอง จะตอ้ งตกอยใู่ นสภาพเดียวกนั นวสีวกิ า วา่ น้ีร่างกายของเรา จะตอ้ งตกอยู่ในสภาพเช่นน้ีในที่สุด 2-ผปู้ ฏิบตั ิเม่ือเห็นซากศพที่นอนอยู่บน ดว้ ยขอ้ สงั เกต พ้ืนดิน เป็ นเหย่ือแก่แร้งกา เป็ นเหย่ือแก่นกตะกรุม เป็ นเหยื่อแก่หมู่สุนัข และเป็ นเหย่ือแก่ 9 ประการ หนอนชนิดต่าง ๆ แลว้ เกิดความเขา้ ใจว่าร่างกายของเรา จะตอ้ งเป็นเช่นน้ีเหมือนกนั 3-ผปู้ ฏิบตั ิ เก่ียวกบั ป่ าชา้ เม่ือเห็นซากศพที่เหลือแต่โครงกระดูก แตย่ งั มีเลือดและเน้ือบางส่วนติดอยโู่ ดยมีเส้นเอน็ ร้อยรัด สงั เกตดู ไว้ ทาให้นึกถึงร่างกายของตนวา่ จะตอ้ งเป็นเช่นเดียวกนั 4-ผปู้ ฏิบตั ิเมื่อเห็นซากศพที่เหลือ แต่ ซากศพ ตอ้ ง โครงกระดูก เปรอะเป้ื อนดว้ ยเลือด แต่ไม่มีเน้ือติดอยู่ มีเส้นเอ็นร้อยรัดไว้ 5-ผูป้ ฏิบตั ิเม่ือเห็น เร่ิมตน้ การ ซากศพที่เหลือแต่โครงกระดูก ไมม่ ีเลือดและเน้ือติดอยู่ มีเสน้ เอน็ ร้อยรัดไว้ 6-ผปู้ ฏิบตั ิเมื่อเห็น สงั เกตสิ่งที่อยู่ ภายนอกกาย ประจกั ษ์ ความจริง ตนเอง การคิด เปรียบเทียบ ตวั เราเอง จะตอ้ งตกอยู่ ในสภาพ เดียวกนั ขอ้ คิดจากการดู ซากศพในป่ าชา้ มี อยู่ 9 อยา่ ง
451 แต่ละคร้ังทไี่ ดเ้ ห็น กองกระดูกกระจดั กระจายอยู่ที่โน่นบา้ ง ท่ีน่ีบา้ ง กระดูกมือ กระดูกเทา้ กระดูกเข่ากระดูกขา คิดว่าสิ่งเดียวกนั น้ี กระดูกสะเอว กระดูกสันหลงั หรือกะโหลกศีรษะ 7-ผูป้ ฏิบตั ิเม่ือเห็นซากศพท่ีเขาเอามาทิ้งไว้ ยอ่ มเกิดกบั ร่างกาย นานแลว้ จนมีแต่ท่อนกระดูกแห้งสีขาว 8-ผูป้ ฏิบตั ิเม่ือเห็นซากศพที่เขาเอามาทิ้งไวเ้ กินกว่า ของตนเช่นกนั หน่ึงปี จนเหลือแต่กระดูกกองอยู่ 9-ผปู้ ฏิบตั ิเมื่อเห็นกองกระดูกท่ีบา้ ง แตกหกั บา้ ง ป่ นเป็นแป้ง จาเป็นตอ้ งไดพ้ บ 171แต่ละคร้ังไดเ้ ห็นผปู้ ฏิบตั ิ จะไดค้ ิดวา่ ส่ิงเดียวกนั น้ียอ่ มเกิดกบั ร่างกายของตนเช่นกนั การจะ เหน็ ความจริงดว้ ย คิดไดด้ งั น้ี จาเป็นตอ้ งไดพ้ บเห็นควำมจริงด้วยตำตนเองเสียก่อน เพราะการปฏิบตั ิวิปัสสนาซ่ึง ตาตนเอง เป็ นการเฝ้าดูและประจกั ษ์กบั ความจริงดว้ ยตนเองน้ัน เป็ นงานที่ละเอียดอ่อนมาก คนท่ียงั วปิ ัสสนาเป็นการ หนาแน่นดว้ ยกิเลสอนั หยาบจะไม่สามารถปฏิบตั ิได้ ดงั น้ัน จึงจาเป็ นที่จะตอ้ งให้ไปเห็นส่ิงท่ี เฝ้าดูประจกั ษ์ เกิดกบั ซากศพในป่ าช้าเสียก่อน แลว้ จึงคิดน้อมเขา้ มาถึงตนเองว่า ส่ิงเดียวกันน้ี จะตอ้ งเกิด ความจริงดว้ ย ข้ึนกับร่างกายของตนเหมือนกนั และจะต้องเกิดกบั คนอื่น ๆ ดว้ ย ซ่ึงจะทาให้ผูป้ ฏิบตั ิคลาย ตนเองจาเป็นตอ้ ง ความยึดมนั่ ถือมนั่ ลงได้ และจิต จะเริ่มมีความสมดุลข้ึนเรื่อย ๆ จนน้อมไปในทางท่ีจะทาให้ พบเหน็ ความจริง สามารถปฏิบตั ิวิปัสสนาได้ 172“อิติ อชฺฌตฺต วา กาเย กายานุปสสี วิหรติ ... อตฺถิ กาโยติ...น จ ดว้ ยตาตนเอง กิญฺจิ โลเก อปุ าทิยติ” แลว้ จะเขา้ ไปสู่สถานีต่าง ๆ อยา่ งเดียวกนั จนกระทง่ั ถึงข้นั อตฺถิ กาโยติ นี่ ร่างกายอนั เป็นที่ หรือคือร่างกายอนั เป็นท่ียดึ มนั่ ถือมน่ั อยา่ งยง่ิ ! จากน้นั ผปู้ ฏิบตั ิ จะปฏิบตั ิต่อไปจนสามารถหลุด ยดึ มนั่ ถอื มนั่ หลุด พน้ จากอุปาทานท้งั มวล 173เหตุผลที่พระตถาคตเจา้ ทรงให้ความสาคญั ต่อเวทนา คาสอนที่ให้ พน้ จากอุปทาน ท้งั ละความโลภ ความโกรธ หรือความชอบ ความไม่ชอบน้นั มิใช่เป็นคาสอนใหม่ หากแต่เป็นคา มวล สอนท่ีมีมาแต่โบราณและยงั คงสอนกนั อย่จู นทุกวนั น้ี ในประเทศอินเดียครูบาอาจารยท์ ้งั ก่อน สฬายตนะ พบว่า และหลงั หรือแมใ้ นระหวา่ งพุทธกาล ตา่ ง สอนศิษยใ์ หล้ ดละโลภะและโทสะดว้ ยกนั ท้งั น้นั โดย การกระทบกนั ท้งั ผสู้ อนและผปู้ ฏิบตั ิลว้ นพยายามท่ีจะละความชอบความชงั ในส่วนท่ีเกี่ยวกบั สิ่งภายนอกท่ีมา ของท้งั สองสิ่งน้ี กระทบเท่าน้นั กล่าวคือไม่ใหเ้ กิดความชอบหรือความชงั กบั ส่ิงท่ีไดเ้ ห็น หรือไดย้ ิน หรือไดฟ้ ัง ทาให้เกิดเวทนา หรือไดก้ ล่ิน หรือไดล้ ิ้มรส หรือไดส้ ัมผสั หรือที่นึกถึง แตพ่ ระผมู้ ีพระภาคเจา้ ทรงสอนลึกยิง่ ไป หรือความรู้สึกที่ กวา่ น้นั ทวารหรือช่องทางในร่างกายที่รับส่ิงกระทบจากภายนอกและส่ิงภายนอกที่มากระทบ ร่างกาย ตณั หา น้นั ตา่ ง มีชื่อเรียกอยา่ งเดียวกนั วา่ สฬายตนะ พระพุทธองคท์ รงพบวา่ กำรกระทบกนั ของท้งั สอง หรือความชอบ ส่ิงนี้ทำให้เกิดเวทนำหรือควำมรู้สึกที่ร่ำงกำย และตัณหำหรือควำมชอบควำมชัง จะเกิดข้ึน ชงั จะเกิดข้ึน ภายหลงั จาก ภายหลงั จากท่ีเวทนาไดเ้ กิดข้ึนแลว้ 174“สฬายตน ปจฺจยา ผสฺโส ผสฺส ปจฺจยา เวทนา เวทนา เวทนาไดเ้ กิดข้นึ แลว้ ปจฺจยา ตณฺหา” การกระทบหรือสัมผสั (ผัสสะ) เกิดข้ึน เพราะทวำรรับรู้ทรี่ ่ำงกำย (สฬำยตนะ) การกระทบหรือ เวทนาหรือความรู้สึกท่ีร่างกายเกิดข้ึนเพราะผสั สะหรือการกระทบน้นั และตณั หาเกิดข้ึนเพราะ สัมผสั (ผสั สะ) เวทนาคอื การตรัสรู้ของพระพุทธเจา้ เกิดข้นึ เพราะ 175ผูป้ ฏิบตั ิจะเปลี่ยนโคตรหรือเผ่าพนั ธุ์ใหม่ (โคตรภู) จากปุถุชน (อนารยบุคคล) มาเป็ น ทวารรับรู้ที่ อริยบุคคล จาก อนารยบุคคล มาเป็ น พระโสดาบัน คาว่า โสดาบัน แปลว่าผูถ้ ึงกระแสที่จะ ร่างกาย (สฬายต นาไปสู่นิพพาน จะไม่มีอานาจใด ๆ มาขดั ขวางมิให้อริยบุคคลผูน้ ้ีบรรลุธรรมได้ ซ่ึงอาจจะ นะ) เวทนา เกิดข้ึนภายในชาติปัจจุบนั หรืออาจจะเป็นภายใน 2 หรือ 3 หรือ 4 หรือ 5 หรือ 6 ชาติ แตไ่ ม่เกิน ความรู้สึกท่ี 7 ชาติ จะไดส้ าเร็จอรหัตตผลเป็ นพระอรหันต์ หลุดพน้ จากความทุกข์โดยสิ้นเชิง 176เมื่อได้ ร่างกายเกิดข้ึน มาถึงข้ึน โสดาบัน แลว้ ปฏิบตั ิต่อไปในแบบเดิมดว้ ย “อาตาปี สมฺปชาโน สติมา” กิเลสที่อยู่ใน เพราะผสั สะหรือ การกระทบน้นั และตณั หา เกิดข้ึนเพราะ เวทนา ผล จากปุถชุ น (อนารยบคุ คล) มาเป็ น อริยบคุ คล มาถงึ ข้นึ โสดาบนั
452 บรรลุถงึ ความ ส่วนที่ลึกลงไป จะเริ่มผดุ โผลข่ ้ึนมาบนพ้ืนผวิ แลว้ ดบั ไป (อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชุฌนฺติ) จะไดส้ ภาวะ เป็น พระ นิพพานที่ลึกยิง่ ไปกวา่ เก่า และเมื่อกลบั เขา้ มาสู่โลกแห่งอนิจจงั น้ี ผปู้ ฏิบตั ิ จะเปล่ียนแปลงไป สกทาคามี ผทู้ ่ีจะ อีก 177ไดบ้ รรลุถึงความเป็ น พระสกทาคามี ผูท้ ี่จะกลบั มาเกิดอีกเพียงคร้ังเดียวในโลกิยโลกน้ี กลบั มาเกิดอีก และเมื่อไดป้ ฏิบตั ิต่อไปดว้ ย “อาตาปี สมฺปชาโน สติมา” กิเลสส่วนท่ีเหลือซ่ึงแมจ้ ะเป็ นกิเลส เพียงคร้ ังเดียว อย่างบางเบา แต่สามารถนาไปสู่การเวียนว่ายตายเกิดได้ จะถูกขจดั ออกไปดว้ ยอานาจแห่ง ในโลกิยโลก อุเบกขาทาใหผ้ ปู้ ฏิบตั ิสามารถเขา้ ถึงสภาวะนิพพานท่ีลึกลงไปอีกและ 178ไดบ้ รรลุถึงความเป็น พระอนาคามี พระอนาคามี หรือผไู้ ม่เวียนกลบั มาสู่โลกแห่งนามรูปน้ีอีก กล่าวคือหากจะตอ้ งเกิดอีก จะไดไ้ ป หรือผไู้ ม่เวียน เกิดเป็นพรหมและไดบ้ รรลุธรรมในชาติท่ีเป็นพรหมน้นั เอง โดยมุ่งหน้าปฏิบตั ิต่อไปดว้ ย “อำ กลบั มาสู่โลก ตำปี สมฺปชำโน สติมำ” คือเฝ้ำทำควำมเพียรในกำรขจัดกิเลสเบาบางที่ยงั หลงเหลืออยู่ อนั จะ แห่งนามรูป เป็นเหตใุ หเ้ กิดชาติภพซ่ึงแมจ้ ะเป็นเพียงชาติเดียว ตาม แตผ่ ปู้ ฏิบตั ิที่ยงั อยใู่ น สังสารวฏั และเม่ือ ไดข้ จดั กิเลสอนั เบาบางเหล่าน้นั จนไม่มีหลงเหลืออยู่แลว้ 179ไดบ้ รรลุ อรหัตตผล ไดพ้ บกับ บรรลุ อรหัตตผล ความหลุดพน้ โดยสิ้นเชิงผลท้งั หลายอนั เกิดจากการละกิเลสดงั ท่ีกล่าวมาน้ี สามารถเกิดข้ึนได้ ไดพ้ บกบั ความ ภายในชีวิตน้ีหรือในชาติตอ่ ๆ ไป และวิธีปฏิบตั ิเพือ่ ใหเ้ ขา้ ถึงความเป็นอริยบุคคลน้นั เป็นอยา่ ง หลดุ พน้ โดย เดียวกันท้งั สิ้น นั่นคือ อาตาปี สมฺปชาโนสติมา 180ในการมาเขา้ ปฏิบตั ิในหลกั สูตรที่เขม้ ขน้ สิ้นเชิงผล จริงจงั น้ีใหเ้ กิดประโยชน์ใหม้ ากท่ีสุด การอ่านและทาความเขา้ ใจพระสูตรจะช่วยได้ แค่ทาให้ ท้งั หลายอนั เกิดความบนั ดาลใจ มีความมน่ั ใจและรู้แนวทางการปฏิบตั ิ รู้ว่ากาลงั ปฏิบตั ิในสิ่งท่ีพระพุทธ การอ่านเขา้ ใจพระ องคท์ รงสอนเท่าน้นั แต่ความเขา้ ใจดว้ ยเชาวน์ปัญญาเพียงเท่าน้นั จะไม่ช่วยใหเ้ ราหลุดพน้ จาก สูตรช่วยเกิดความ ความทุกข์ได้เลย 181จงใช้ประโยชน์จำกพระสูตรและการบรรยายธรรมในตอนค่าทุก ๆ วนั บนั ดาลใจ มีความ พร้อมท้งั ปฏิบตั ิไปดว้ ย ปฏิบตั ิตลอดเวลาท้งั กลางวนั และกลางคืน “สมฺปชญฺญ น ริญฺจติ” นอก มน่ั ใจ รูแ้ นวทาง เสียจากเวลาท่ีนอนหลบั สนิทเท่าน้ัน จะตอ้ งมีสัมปชญั ญะอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดแมส้ ักขณะจิต การปฏิบตั ิ รูว้ ่า เดียว ไม่ว่าท่านจะกาลงั กิน ดื่ม เดิน หรือนอน ถึงในข้นั น้ีจิตจะคอยล่องลอยไปที่อื่นจนทาให้ กาลงั ปฏิบตั ิในสิ่ง ท่านลืมเร่ืองสัมปชญั ญะอยบู่ ่อย ๆ ให้ดูซิวา่ เมื่อใดท่ีจิตล่องลอยไป ท่านใชเ้ วลาในการเรียกจิต ทีพ่ ระพุทธองค์ กลบั คืนมาอยู่ที่เวทนาไดร้ วดเร็วเพียงไร ขอให้ท่านคอยเตือนตวั เองอย่เู สมอ จงพยายามพฒั นา ทรงสอน แตค่ วาม ปัญญาพฒั นาความรู้แจง้ ของท่าน ตอ้ งแกน้ ิสัยความเคยชินจิตท่ีคอยแต่จะล่องลอยไป จะตอ้ ง เขา้ ใจดว้ ยเชาวน์ ปัญญาเพียงเท่าน้นั พยายามอยกู่ บั ความจริง การเกิดดบั 182เกิดดบั อยู่ตลอดเวลา “สมุทยวย” สมุทยวย เกิดข้ึนดบั ไมช่ ่วยให้หลุดพน้ จากความทุกข์ ไป เป็น “อนิจจัง” อนิจจัง ขอใหท้ ่านจงออกมาเสียจากความหลงผิด ออกมำจำกพันธนำกำร จะตอ้ งมี ของกิเลส ใชว้ นั เวลาอนั มีค่าที่ยงั เหลืออยู่น้ีให้เกิดประโยชน์ท่ีสุดแก่ชีวิตของท่าน เพ่ือจะได้ สมั ปชญั ญะอยู่ หลดุ พน้ จากความทุกขท์ ้งั มวลที่รุมเร้าทา่ นอยู่ ขอใหท้ า่ นท้งั หลายจงหลุดพน้ จากความทุกข์ ได้ ตลอดเวลาไมข่ าด พบกบั ความสงบอนั แทจ้ ริง มิตรไมตรีอนั แทจ้ ริง ความสุขอนั แทจ้ ริงความสุขท่ีแทจ้ ริง ขอให้ แมส้ ักขณะจิตเดียว สรรพสัตว์ท้ังหลายจงมีความสุขโดยทั่วหน้ากนั จติ ล่องลอยไป เรียกจิตกลบั คืนมา อยทู่ ่ีเวทนารวดเร็ว เพยี งไร เตอื น ตวั เอง จงพยายาม พฒั นาปัญญา เกิดดบั อยู่ ตลอดเวลา เป็น อนิจจงั ออกมาจาก พนั ธนาการของ กิเลส
453 ตารางท่ี 4.10.5 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “ธรรมบรรยำยหลกั สูตรสติปัฏฐำน วันท่ี 5” ตามแนวทางปฏิบตั ิทา่ นสัตยา นารายนั โกเอ็นกา้ จาแนกตามแนวคิด หลกั การ วิธีการ และ ผล [รหสั G5] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน กG5-183 ารปฏิบัติ กายานุปัสสนาจะสมบูรณ์ไปไม่ได้ ถ้าไม่มีเวทนานุปัสสนา เพราะ แนวคิด อนุปัสสนา คือกำรตำมรู้ควำมจริงอยู่ตลอดเวลำ หมายถึงกำรมีสติรู้ควำมรู้สึกต่ำง ๆ ท่ี ร่ำงกำยแทจ้ ริงแลว้ เวทนา หรือความรู้สึกทางกายมีบทบาทสาคญั ที่สุดในสติปัฎฐานท้งั ส่ี เวทนา ความรู้สึก เพราะจิตและส่ิงที่อยภู่ ายในจิตลว้ นแตท่ าใหเ้ กิดเวทนาหรือความรู้สึกทางกายดว้ ย หากไม่ให้ ทางกายมีบทบาท ความสนใจต่อความรู้สึก การปฏิบตั ิสติปัฏฐาน จะเป็นแต่เพียงการละเล่นทางเชาวน์ปัญญา สาคญั ท่สี ุดในสติปัฎ เท่าน้นั 184วิธีการปฏิบตั ิในแนวทางน้ีให้ควำมสำคัญแก่เวทนำมำกที่สุด เพราะเวทนาทาให้ ฐานท้งั สี่ สามารถประจกั ษใ์ น อนิจจัง คือกำรเกิดขึน้ และดับไป (สมทุ ยะ,วยะ) ไดอ้ ย่างชดั เจน ควำม เข้ำใจเกยี่ วกบั เวทนำจึงเป็ นสิ่งจำเป็ นอยา่ งท่ีสุด 185เพราะถา้ ไมม่ ี เวทนา จะไม่มี สัมปชัญญะ เวทนาทาให้ และถา้ ไมม่ ี สัมปชัญญะ เสียแลว้ จะไม่มี ปัญญา และหากขาด ปัญญา จะไมม่ ี วิปัสสนา ซ่ึง ประจกั ษอ์ นิจจงั ถ้าไม่มี วิปัสสนา จะไม่มี สติปัฏฐาน และไม่มีการหลุดพน้ 186หนทางน้ีจะยาวไกล แต่ ชดั เจน ความเขา้ ใจ จะตอ้ งเร่ิมตน้ ดว้ ยก้ำวแรกจงอย่ำท้อถอย แมห้ นทำงจะแลดูไกลแสนไกล ความพยายามบน เวทนาจาเป็นทส่ี ุด เส้นทางวิปัสสนาจะให้ประโยชน์ ไดเ้ ริ่มตน้ เดินไปบนหนทางอนั ถูกตอ้ งนาไปสู่จุดหมาย ไมม่ ีเวทนา ไมม่ ี ปลายทางและแต่ละก้ำวเดนิ ไปนาใหเ้ ขา้ ไปใกลจ้ ุดหมายปลายทางทุกที สมั ปชญั ญะ ไมม่ ี 187สมาธิข้นั ท่ีลึกมากใชอ้ ะไรมาเป็ นเครื่องยดึ หน่วงจิตได้ เช่น อาจใชล้ มหำยใจเข้ำออกของ ปัญญา ขาดปัญญา อานาปานบรรพ เป็ นเคร่ืองมือรวบรวมสติให้จดจ่อแน่วแน่ จนไดส้ มาธิข้นั ลึกมาก ๆ เร่ิม ไมม่ วี ปิ ัสสนา ไมม่ ี จากฌำนข้ันท่ี 1 ข้ันท่ี 2 ข้ันท่ี 3 ข้ันท่ี 4 ลึกลงไปตามลาดบั เป็ นไปไดว้ ่าในขณะตามรู้ลม สติปัฏฐาน หายใจอยู่ ผปู้ ฏิบตั ิรู้สึกถึงเวทนำที่เกิดขึน้ ด้วย แต่ถา้ ไม่สนใจธรรมชาติท่ีเกิดข้ึนและดบั ไป หนทางยาวไกล ของเวทนา ไม่เรียกการปฏิบตั ิน้นั ว่าเป็นการปฏิบตั ิวิปัสสนา และคงมุ่งหน้าทาสมาธิต่อไป อยา่ ทอ้ ถอย แต่ละ เร่ือย ๆ จนไดฌ้ านข้นั ท่ี 5-6-7 และ 8 อนั เป็นข้นั ท่ีจิตสงบประณตี มำก ผปู้ ฏิบตั ิจะลืมร่ำงกำย กา้ วเดินไป เสียสิ้น และจดจ่ออยู่แต่กบั จิตโดยใชจ้ ินตนาการในการปฏิบตั ิ 188บรรลุพระสัมมาสัมโพธิ ญาณพระพุทธองคไ์ ดท้ รงทดลองปฏิบตั ิสมาธิวิธีน้ีมาแลว้ จากท่านอาฬารดาบสกาลามโคตร หลกั กำร และท่านอุททกดาบสรามบุตร จนสาเร็จถึงฌานข้นั ท่ี 7 และ 8 กำรได้ฌำนสมำบัติข้ันสูงเป็น อานาปานบรรพ ธรรมดา จิตไดร้ ับการชาระให้บริสุทธ์ิมาก แต่เมื่อทรงสารวจพระองคเ์ อง ลึกเขา้ ไปภายใน เป็ นเครื่ องมือ รวบรวมสติ ได้ กลบั ทรงพบว่ายงั คงมีกิเลสในส่วนลึกของจิตใจท่ีทรงเรียกวา่ “อนุสัยกิเลส” หลงเหลืออยู่ สมาธิข้นั ลกึ “สยะ” แปลว่า นอน “อนุ” แปลว่า “ ตาม” หมายถึง การท่ีกิเลสคอยเฝ้าติดตามจิตจากชีวติ ฌานสมาบตั ิข้นั หน่ึงไปสู่อีกชีวิตหน่ึง เปรียบดงั ภูเขาไฟท่ีคุกรุ่นอยู่ อาจจะระเบิดข้ึนเม่ือใด ได้ และขณะที่ สูงเป็ นธรรมดา ใกลต้ าย กิเลสอย่างใดอย่างหน่ึงซ่ึงแฝงตวั นอนเนื่องอยู่ จะผุดโผล่ข้ึนมา กิเลสท่ีเหลือส่วน จิตไดร้ ับการ อ่ืน ๆ จะติดตามเราไปยงั ภพชาติใหม่ดว้ ย ด้วยเหตุดังกล่าว แมจ้ ะทรงไดฌ้ าน 8 แล้วไม่ ชาระให้บริ สุทธ์ ิ ยอมรับวา่ หลุดพน้ 189ไดท้ รงทดลองบาเพญ็ ทุกรกิริยาอยรู่ ะยะหน่ึงแต่ ไมไ่ ดผ้ ลอีก จึงเลิกเสีย มาก ลกึ ยงั คงมี กิเลสในส่วนลึก ของจิตใจ “อนุสยั กิเลส” เฝ้าดลู มหายใจเขา้ ออกเร่ิมรู้สึกถึง เวทนาและเฝ้า สงั เกตดู เวทนา เกิดความเขา้ ใจการ เกิดดบั โลกียฌาน แปลว่า ฌานวิสัย โลก ไปเป็น
454 โลกุตตรฌาน ได้ และพยายามบาเพญ็ เพียรต่อไปจากการเฝ้าดูลมหายใจเขา้ ออก ทาให้ทรงเร่ิมรู้สึกถึงเวทนำ ประจกั ษก์ ารเกิด และเฝ้ำสังเกตดูและ เวทนา เกิดควำมเข้ำใจในกำรเกิดกำรดับ กุญแจไขไปสู่ควำมหลดุ พ้นได้ ดบั รบั ผลแห่ง ถูกค้นพบแล้ว ฌานหรือสมาธิอันแน่วแน่ที่ทรงฝึ กจนกระท่ังสาเร็จถึงฌาน บัดน้ีได้มี นิพพานอยเู่ หนือ วิปัสสนา มี สัมปชัญญะ เพ่ิมเขา้ ไปก่อนหน้าน้ี “ฌำน” เหล่าน้ันเรียกว่า โลกียฌาน แปลว่ำ โลก ฌำนอันเป็ นวิสัยของโลก เพราะแมว้ ่าจะไดฌ้ านเหล่าน้ีแลว้ ไม่พน้ โลก ยงั คงเวียนว่ายตาย การสังเกตเวทนา เกิดอยู่ในโลกต่าง ๆ แห่งจักรวาล บดั น้ี “ฌำน” เหล่าน้นั ไดก้ ลบั กลายไปเป็น โลกุตตรฌาน ตอ้ งไมม่ ี เพรำะกำรได้ประจักษ์ในกำรเกิดกำรดับทำให้ได้รับผลแห่งนิพพำนซ่ึงอยู่เหนือโลก คือส่ิงที่ จินตนาการ พระพุทธองคท์ รงประทานให้แก่มนุษยชาติบรรลุสาหรับเราซ่ึงจะบรรจุไดด้ ว้ ยเวทนา ดว้ ย เหตุน้ี เวทนา จึงมีความสาคญั ยิง่ สาหรับเรา 190เวทนานุปัสสนา กำรสังเกตเวทนำ “เวทนาสุ ประจกั ษค์ วามรู้สึกที่ เวทนานปุ สฺสี วิหรติ” จะสังเกตเวทนาในเวทนาไดอ้ ยา่ งไร? การสงั เกตเวทนาในเวทนาตอ้ ง ร่างกายตนดว้ ย ไม่มีจินตนาการใด ๆ เขา้ มาเกี่ยวขอ้ ง การจินตนาการประหน่ึงวา่ ผปู้ ฏิบตั ิยืนอยขู่ า้ งนอก แลว้ ตนเอง สารวจเขา้ ไปยงั ความรู้สึกที่ร่างกายน้ันไม่ถูกต้อง ไม่มีใครท้งั น้ันท่ียืนอยู่ภายนอก 191ตอ้ ง ประจักษ์กับควำมรู้สึกที่ร่ำงกำยของตนด้วยตนเอง เช่นเดียวกบั ท่ีไดป้ ฏิบตั ิใน กายานุปัสส กายานุปัสสนา นา และท่ีจะปฏิบตั ิตอ่ ๆ ไปใน จิตตานุปัสสนา และ ธัมมานปุ ัสสนา กลา่ วคอื จะตอ้ งไม่มีการ เวทนานุปัสสนา แยกตวั ผูส้ ังเกตออกจากสิ่งท่ีกาลงั ถูกสังเกต หรือสร้างจินตนาการประหน่ึงว่ามีผูท้ าหน้าที่ หรือ จิตตานุปัสส สารวจอยู่ภายนอก 192กายานุปัสสนา หมวดหน่ึงหมวดใด หรือทา เวทนานุปัสสนา หรือ จิต นาหรือ ธมั มา นุปัสสนา หมวด ตานุปัสสนาหรือ ธัมมานุปัสสนา หมวดหน่ึงหมวดใด ถ้ำปรำศจำกกำรรู้เวทนำและควำม หน่ึงหมวดใด ถา้ เข้ำใจในกำรเกิดดับของเวทนำแล้ว ผปู้ ฏิบตั ิย่อมไม่อาจจะเขา้ ถึงส่วนท่ีลึกท่ีสุดของจิต และ ปราศจากการรู้ ไม่อาจขุดลอกเอากิเลสที่ฝังแฝงอยู่ในน้นั ออกมาไดก้ ารปฏิบตั ิ จะเป็นเพียงการเล่นเกมอยู่ท่ี เวทนาความเขา้ ใจ พ้นื ผวิ ของจิตเทา่ น้นั ในการเกิดดบั ของ 193“... สุข วา เวทน เวทยมาโน สุข เวทน เวทยามีติ ปชานาติ” ความรู้สึกสบายท่ีร่างกาย (สุข เวทนาแลว้ ไม่ เวทน เวทยมาโน) รู้ชดั ว่ากาลงั ประสบกบั สุขเวทนา “ทุกข วา เวทน เวทยมาโน ทุกข เวทน อาจจะเขา้ ถึงส่วนที่ เวทยามตี ิ ปชานาติ อทุกฺขมสุข วา เวทน เวทยมาโน อทกุ ฺขมสุข เวทน เวทยามีติ ปชานาติ” รู้ ลึกที่สุดของจิต ชัดเม่ือได้มีความรู้สึกไม่สบายที่ร่างกาย (ทุกขเวทนา) เช่น ความเจ็บปวด หรือเม่ือมี ความรู้สึกกลาง ๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข (อทุกขมสุขเวทนา) ภาษาในสมยั พุทธกาลน้นั จะใชค้ าวา่ วธิ กี ำร สุขเวทนา เมื่อจะอธิบายความรู้สึกสบายร่างกาย และ ทุกขเวทนา สาหรับความรู้สึกไม่สบาย ท่ีร่างกายในระดบั จิตใจ ใช้คาว่า โสมนัส หรือ โทมนัส เพื่ออธิบายความสบายใจและไม่ รู้ชดั กาลงั ประสบ สบายใจ 194คาว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา และ อทุกขมสุขเวทนา จึงมีความหมายเฉพาะ ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทางกายร่างกายน้นั ไม่อาจจะมีความรู้สึกไดด้ ว้ ยตวั ของมนั เอง ตอ้ งอาศยั ส่วนหน่ึง เวทนา ทกุ ขเวทนา ของจิตทาหน้าที่ในการรู้สึก แต่ จะตอ้ งมีร่างกายเป็นฐานให้รู้สึกได้ 195“สามิส วา สุข เวทน อทุกขมสุขเวทนา เวทยมาโน สามิส สุข เวทน เวทยามีติ ปชานาติ นิรามิส วา สุข เวทน เวทยมาโน นิรามิส สุข ความรู้สึกทางกาย เวทน เวทยามีติ ปชานาติ” เม่ือมี สุขเวทนา ผูป้ ฏิบตั ิ รู้ชดั ว่าตนกาลงั มีสุขเวทนาที่มีความ ร่างกายไม่มี อยากความพอใจหรือความยึดติด (สามิส) อยู่ หรือกาลงั มีสุขเวทนาท่ีปราศจากความอยาก ความรู้สึกไดด้ ว้ ย ความพอใจหรือความยึดติด (นิรามิส) 196สุขเวทนาเกิดข้ึนจากผลของการปฏิบตั ิวิปัสสนา ตวั มนั เอง ตอ้ ง อาศยั ส่วนหน่ึงของ จิตทาหนา้ ทใ่ี นการ รู้สึก แตต่ อ้ งมี ร่างกายเป็ นฐานให้ รู้สึกได้ มี สุขเวทนา ผู้ ปฏิบตั ิ รู้ชดั ว่าตน กาลงั มีสุขเวทนา ท่ีมคี วามอยาก
455 ความพอใจหรือ อย่างถูกตอ้ ง และไดเ้ ฝ้าดูไปโดยไม่ปรุงแต่งตอบสนองดว้ ยความพอใจหรือยดึ ติดสุขเวทนา ความยึดติด (สา จะนาไปสู่ความบริสุทธ์ิ ในทานองเดียวกนั สุขเวทนาอาจจะเกิดข้ึนเม่ือกาลงั มีความสุขทาง มสิ ) อยู่ หรือ โลกและผปู้ ฏิบตั ิมีปฏิกิริยาตอบสนองความรู้สึกน้นั ดว้ ยความพอใจและยดึ ติด โดยพยายามท่ี กาลงั มีสุขเวทนา จะให้ความรู้สึกสบายหรือสุขเวทนาน้ันเพ่ิมพูนยิ่งข้ึนไปอีก สุขเวทนาย่อมเป็ นอกุศลและ ท่ีปราศจากความ นาไปสู่ความไม่บริสุทธ์ิ เพราะมนั จะนาไปสู่การเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์ โดยนัยน้ีสุข อยากความพอใจ เวทนาจึงอาจจะบริสุทธ์ิหรือไม่บริสุทธ์ิ ได้ 197เมื่อเกิดสุขเวทนาเป็น“สามิส” แลว้ เพียงแต่ หรือความยดึ ติด เฝ้าดูมนั ไปปฏิกิริยาท่ีมีตอ่ สุขเวทนาจะอ่อนกาลงั และส้ินสุดหยดุ ลง ในทานองเดียวกนั เมื่อผู้ (นิรามิส) ปฏิบตั ิไดป้ ระสบกบั สุขเวทนาท่ีเป็น “นิรามิส” แลว้ เฝ้าสังเกตดูไปดว้ ยจิตที่เป็นอเุ บกขาโดย ไม่มีปฏิกิริยาโตต้ อบใด ๆ ความสามารถเฝ้าสังเกตดูเวทนาดว้ ยอุเบกขาจะเพ่ิมมากข้ึนไป สุขเวทนาจากผล เรื่อย ๆ คือกฎธรรมชาติผูป้ ฏิบตั ิไม่ตอ้ งทาอะไรเลย เพียงแต่เฝ้าดูอยู่เท่าน้ัน คือ ปชำนำติ ปฏบิ ตั วิ ิปัสสนาอยา่ ง หมายถึงการเพียงแต่เฝ้าดูโดยมีปัญญากากบั 198“สามิส วา ทุกข เวทน... นิรามิส วา ทุกข ถูกตอ้ ง เฝ้าดไู ปไม่ เวทน... ปชานาติ สามิส วา อทุกฺขมสุข เวทน ... นิรามิส วา อทกุ ขมสุข เวทน เวทยมาโน นิรา ปรุงแตง่ ตอบสนอง มิส อทุกฺขมสุข เวทน เวทยามีติ ปชานาติ” ทานองเดียวกนั ทุกขเวทนาท่ีประสบอยจู่ ะบริสุทธ์ิ พอใจยึดตดิ สุข หรือไม่บริสุทธ์ิ ข้ึนอยูก่ บั การทาปฏิกิริยาหรือไม่ทาปฏิกิริยาปรุงแต่งตอบใตต้ ่อทุกขเวทนา เวทนานาไปสู่ความ น้นั เม่ือความรู้สึกไม่สบายเกิดข้ึน ผปู้ ฏิบตั ิ เพียงแต่เฝ้าดูมนั ไป ดว้ ยความเขา้ ใจและยอมรับ บริ สุทธ์ ิ อยา่ งท่ีมนั เป็นอยู่ และเม่ือเกิดความรู้สึกเฉย ๆ ไม่ทุกขไ์ ม่สุข (อทุกฺขมสุขเวทนำ) ผปู้ ฏิบตั ิ มี ความเขา้ ใจและยอมรับเช่นกนั 199“อิติ อชฺฌตฺต วา เวทนาสุ เวทนานุปัสฺสี วิหรติ พหิทฺธา วา สงั เกตดดู ว้ ยจิต เวทนาสุ เวทนานุปัสสี วิหรติ อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา เวทนาสุ เวทนานุปัสฺสี วิหรติ” จะถึงสถานี อุเบกขาไม่มี ต่าง ๆที่ไดพ้ บในทุก ๆ บทและทุก ๆ บรรพ คือการรู้เวทนาภายในกาย “อชฺฌตฺต” เวทนา ปฏิกิริยาโตต้ อบใด ภายนอกกาย “พหิทฺธา” และท้งั ภายในและภายนอกพร้อม ๆ กนั “อชฺฌตฺตพหิทฺธา” ตลอด ๆ เฝ้าดูเวทนาดว้ ย โครงสร้างของร่างกาย 200มีวิธีการปฏิบตั ิอื่นท่ีอธิบายวา่ อชฺฌตฺต หมายถึงรู้เวทนาที่ร่างกาย อเุ บกขาเพ่ิมมาก ข้นึ ไป คอื กฎ ของตนเอง และ พหิทฺธำ คือรู้เวทนาท่ีร่างกายคนอ่ืน อชฺฌตฺตพหิทฺธำ หมายถึงรู้เวทนาท่ี ธรรมชาติ คือ ปชา นาติ หมายถงึ การ ร่างกายของตนเองบา้ ง ที่ร่างกายของคนอื่นบา้ งสลบั กันไป แต่ในวิธีการของเราน้ัน ไม่ เพียงแต่เฝา้ ดูโดยมี อาจจะยอมรับคาอธิบายแบบน้ีได้ เพราะเมื่อผูป้ ฏิบตั ินงั่ ปฏิบตั ิอย่แู ต่ผูเ้ ดียวในป่ า ที่ใตต้ น้ ไม้ ปัญญากากบั หรือในอาคารว่าง หรือในถ้า ผปู้ ฏิบตั ิยอ่ มไม่สามารถจะไปรู้สึกถึงเวทนาที่กายของผูอ้ ื่นได้ ซ่ึง ไดม้ ีการโตเ้ ถียงวา่ บางคร้ังเม่ือพระภิกษุออกไปบิณฑบาตย่อมจะไดพ้ บกบั ผคู้ น อนั เป็น ทุกขเวทนา โอกาสใหร้ ู้ลมหายใจและเวทนาในกายของคนเหลา่ น้นั แตค่ าอธิบายเช่นน้ี ยงั ไมถ่ ูกตอ้ งอยู่ดี ความรู้สึกไม่สบาย เพราะผูป้ ฏิบตั ิที่ปฏิบัติอย่างจริงจังจะต้องทอดสายตามองต่าอยู่ตลอดเวลา โดยมองไป เกิด เพียงแตเ่ ฝา้ ดูมนั ขา้ งหนา้ ไดเ้ พียงสองหรือสี่กา้ วเท่าน้นั ที่เรียกวา่ โอกขิตจักขุ แลว้ จะรับรู้เวทนาของผูอ้ ่ืนได้ ไป ดว้ ยความเขา้ ใจ อย่างไรในเมื่ออย่างมากท่ีจะเห็น แค่ขาของผูอ้ ื่นเท่าน้นั 201ปฏิบตั ิที่มีความกา้ วหน้าในการ และยอมรับอยา่ งท่ี ปฏิบตั ิอยใู่ นระดบั สูงมาก จะสามารถรับรู้ความรู้สึกของผอู้ ่ืน รับรู้กระแสสน่ั สะเทือนของส่ิง เป็นอยู่ เกิด ท่ีมีชีวิตและไม่มีชีวิตท้งั หลายได้ ในกรณีเช่นน้ี จะเป็ นอีกเรื่องหน่ึงไปเลยทีเดียว 202ถือว่า ความรู้สึกเฉยๆ ไม่ อชฺฌตฺต คือ “ภายในกาย” และ พหิทฺธำ คือ “ บนผิวกายของตนเอง “...สมทุ ยธมฺมานปุ สฺสี ... ทกุ ขไ์ มส่ ุข วยธมฺมานุปสฺสี ... สมทุ ย วยธมฺมานุปสฺสี วา เวทนาสุ วิหรติ ...” สถานีเหล่าน้ีมีความสาคญั ทุกบรรพ คือ การ รู้เวทนาภายใน กาย เวทนา ภายนอกกาย ตลอดโครงสร้าง ร่างกาย รู้เวทนาท่ีร่างกาย ของตนเอง การรู้ เวทนาท่ีกายผูอ้ ื่น ไม่อาจยอมรับ คาอธิบายได้ การปฏิบตั ิอยู่ ระดบั สูงมาก จะ
456 รบั รู้ความรู้สึกผอู้ นื่ มากและจะปรากฏอยใู่ นทุก ๆ บรรพ ไม่ว่าผปู้ ฏิบตั ิจะปฏิบตั ิดว้ ยวิธีใดในบทใดบรรพใด ใน รับรู้กระแส พระสูตรจะต้องผ่านสถานีเหล่าน้ีท้ังส้ิน กล่าวคือมีความรู้สึกถึงการเกิดข้ึนของเวทนา สั่นสะเทือนของส่ิง (สมุทฺย) การดบั ไปของเวทนา (วย) และการเกิดดบั ติดตอ่ กนั ไปอยา่ งรวดเร็ว (สมทุ ยวย) ของ ท่ีมีชีวิตและไมม่ ี เวทนา 203 “...อตฺถิ เวทนาติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺ ฐิตา โหติ” หมวด กายานุปัสสนา สภาวะ ชีวิตท้งั หลายได้ ของ “อตฺถิ กาโยติ” เกิดข้ึนเม่ือร่างกายกลายเป็นเพยี งกลุ่มกอ้ นของอนุภาคปรมาณูที่ไม่มีการ “ภายในกาย” “บน เรียกขานหรือตดั สินว่าเป็นอะไร สัญญาไม่อาจจะกาหนดหมายไดว้ า่ เป็นคนหรือสตั ว์ ผชู้ าย ผิวกายตนเอง” มี หรือผูห้ ญิง สวยงาม หรือ น่าเกลียด มนั เป็ นแต่เพียงแค่ร่างกายเท่าน้ันเอง 204เช่นเดียวกนั ความรู้สึกเกิดข้ึน เวทนำ สักแต่เป็ นเพียงเวทนา สักแต่เป็ นเพียงความรู้สึก ไม่มีสัญญา ไม่มีการกาหนดหรือ ดบั ไปของเวทนา ประเมินค่า สติจะต้งั มนั่ รับรู้เวทนาว่าเป็ นเพียงเวทนาเท่าน้ัน แลว้ ผูป้ ฏิบตั ิท่ีจะกา้ วหน้าต่อ ตดิ ตอ่ กนั ไปอยา่ ง ไปสู่จุดหมายปลายทาง 205 “ยาวเทวญาณมตฺตาย ปฏิสฺสติมตฺตาย อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺ รวดเร็ว จิ โลเก อุปาทิยติ” บทบาทของเวทนาเป็นการคน้ พบท่ียง่ิ ใหญ่ขององคส์ มเดจ็ พระสมั มาสัม พุทธเจ้าที่ประทานให้แก่มนุษยชาติ เวทนาเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของเส้นทาง 2 สาย ร่างกายกลายเป็ น เส้นทางสายแรกคือ “ทุกฺขสมุทยคำมินีปฏิปทำ” เส้นทางท่ีก่อให้เกิดแต่ความทุกข์และ เพยี งกลมุ่ กอ้ น ของอนุภาค เส้นทางสายท่ีสองคือ “ทุกฺขนิโรธคำมินีปฏิปทำ” เส้นทางที่จะนาไปสู่ความดบั ทุกข์ใดย ปรมาณู ส้ินเชิง 206พระพุทธองค์ทรงคน้ พบว่า ปฏิกิริยาท้งั หลาย สังขำร หรือกำรปรุงแต่งท้ังหลำย เวทนา สกั แต่เป็น ล้วนมีสำเหตุมำจำกควำมรู้สึกทำงกำยหรือเวทนำท้งั สิ้น ไม่ว่าจะเป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา เพียงเวทนา สกั หรือ อทุกขมสุขเวทนา จติ ในระดบั ทล่ี ึกท่สี ุดจะคอยเฝ้ำทำปฏกิ ริ ิยำปรุงแต่งตอบโต้กบั เวทนำ แต่เป็ นเพียง ความรู้สึก ไมม่ ี ท่ัวทุกอณูของร่ำงกำยอยู่ตลอดเวลำ 207ในทุกส่วนของร่างกายที่มีชีวิต ถา้ เราไม่รู้หรือไม่ให้ สัญญา ความสาคญั แก่เวทนาแลว้ การหลุดพน้ จากกิเลสตณั หาใด ๆ เป็นเพียงแค่ในระดบั พ้ืนผิวของ จิตเท่าน้นั ความเขา้ ใจวา่ ไม่มีปฏิกิริยาปรุงแต่งใด ๆ น้นั เป็นความหลงผิด เพราะมนั เป็นเพียง บทบาทของเวทนา แค่การไม่มีปฏิกิริยาตอ่ สิ่งภายนอก ตอ่ เสียง รูป กล่ิน หรือรสเท่าน้นั สิ่งที่เราไม่รู้ คือปฏิกิริยา เสน้ ทางก่อให้เกิด หรือการปรุงแต่งท่ีเกิดข้ึนจริง ๆ ภายในร่างกาย แทจ้ ริงแลว้ การกระทบกนั ของส่ิงภายนอก ทกุ ข์ เส้นทาง กบั ทวารใดทวารหน่ึงน้ันจะทาให้มีเวทนาเกิดข้ึนที่ร่างกายเสมอ ไม่ว่าจะเป็ น สุขเวทนา นาไปสู่ความดบั ทุกขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา 208ตอ้ งไปใหถ้ ึงส่วนลึกของจิต เรารับรู้เวทนา แต่จะตอ้ ง ทกุ ขส์ ้ินเชิง ไม่ทาปฏิกิริยาปรุงแต่งตอบโตเ้ วทนา การมีสติรู้เวทนาและไม่ปรุงแต่งตอบโตต้ อบเวทนา ท่ี สงั ขาร ปรุงแต่งมี จะทาให้เปล่ียนความเคยชินของจิตในระดบั ท่ีลึกท่ีสุดได้ คือ การที่อนุสัยกิเกสซ่อนลึกอยู่ สาเหตุจาก ภายใน เปรียบดังรอยบนก้อนหินที่ถูกสลกั ลึกดว้ ยสิ่วและฆอ้ น จะได้มีโอกาสผุดโผล่ข้ึน ความรู้สึกทางกาย มาแล้วสลายตวั ไป กระบวนการเพิ่มพูนกิเลส ความทุกข์ยงั คงดาเนินต่อไป 209ดว้ ยเหตุน้ี เวทนา จิตระดบั ลกึ เวทนำจงึ มบี ทบำทสำคญั ย่ิงในกำรปฏบิ ัติสตปิ ัฏฐำน 210จิตตานุปัสสนา การสงั เกตจิต “จิตฺเต ทสี่ ุดคอยเฝา้ ทา จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ” ผปู้ ฏิบตั ิจะสังเกตจิตในจิตไดอ้ ยา่ งไร? “ในจิต” (จิตฺเต) หมายถึงการที่ ปฏกิ ิริยาปรุงแตง่ มีประสบการณ์โดยตรงกบั จิตไม่ใช่โดยการใชจ้ ินตนาการ ในทานองเดียวกบั “ ในกาย” และ ตอบโตก้ บั เวทนา “ในเวทนา” การมีประสบการณ์โดยตรงกบั จิตคือการที่จะตอ้ งมีสิ่งหน่ึงส่ิงใดเกิดข้ึนในจิต ทวั่ ทุกอณูของ เพราะเมื่อมีสิ่งหน่ึงสิ่งใดเกิดข้ึนในจิตแลว้ ดบั ไป มนั จะปรากฏออกมาเป็ นความรู้สึกหรื อ ร่างกายอยู่ เวทนา 211“สราค วา จิตฺต สราค จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตราค วา จิตฺต วีตราค จิตฺตนฺติ ปชานาติ” ตลอดเวลา ความสาคญั แก่ เวทนา หลดุ พน้ กิเลสตณั หา การมีสติรู้เวทนา และไม่ปรุงแตง่ ตอบโตต้ อบ เวทนา เวทนาจึงมี บทบาทสาคญั ย่ิง
457 ในการปฏิบตั ิสติ “สราค” หมายถึง รำคะ คือควำมยินดีในกำม เมื่อราคะเกิดข้ึนในจิต ผูป้ ฏิบตั ิ เพียงแต่เฝ้า ปัฏฐาน สงั เกตดู และเมื่อมนั ดบั ไป เป็นจิตท่ีปราศจากราคะ (วีตรำค) ผปู้ ฏิบตั ิ เพียงแตส่ ังเกตดู และรู้ จิตตานุปัสสนา วา่ ราคะไดเ้ กิดข้ึนและดบั ไปแลว้ 212 “สโทส วา จิตฺต ...วตี โทส วา จิตฺต วีตโทส์ จิตฺตนฺติ ปชา การสงั เกตจิต ตอ้ ง นาติ สโมห วา จิตฺต สโมห จิตฺตนฺติ ปชานาติ วตี โมห วา จิตฺต วีตโมห จิตฺตนฺติ ปชานาติ” เฝ้า มีสิ่งหน่ึงเกิดข้ึนใน สงั เกตความจริงเก่ียวกบั จิตท้ังที่มโี ทสะหรือไม่มี และเมื่อโทสะดบั ไป สงั เกตรู้วา่ จิตเป็นจิตท่ี จิต แลว้ ดบั ไป ปราศจากโทสะ เช่นเดียวกนั เม่ือจิตเต็มไปด้วยโมหะคือควำมหลงหรืออวิชชำ ผูป้ ฏิบตั ิจะ ปรากฏออกมาเป็ น สังเกตเห็นควำมจริงวา่ จิตน้ันเป็ นจิตท่ีมีโมหะ เมื่อโมหะหมดไปและจิตไม่มีโมหะ รู้ว่าจิต ความรู้สึกหรือ ไม่มีโมหะ 213 “สงฺขิตฺต วา จิตฺต ... วิกฺขิตฺต วา จิตต ..มหคฺคฺต วา จิตฺต ... อมหคฺคต วา จิตฺต เวทนา สอุตฺตร วา จิตฺต ... อนุตฺตร วา จิตฺต ... สมาหิต วา จิตฺต ... อสมาหิต วา จิตฺต ... วิมตุ ฺต วา จิตฺต ความยินดีในกาม ... อวิมตุ ฺต วา จิตฺต อวิมตุ ฺต จิตฺตนฺติ ปชานาติ” ไม่วา่ จติ จะต้งั ม่ันแน่วแน่รวมกนั อยู่ “สงฺขติ ฺต” ราคะเกิดข้ึนใน หรือจิตฟุ้งซ่ ำน “วิกฺขิตฺต”เพียงแต่เฝ้าดูและยอมรับ 214ผู้ที่ได้ฌำนข้ันสูงจะสามารถ จิต เพยี งเฝ้า จินตนาการใหจ้ ิตแผ่ขยำยใหญ่ออกไปไดโ้ ดยไม่มีท่ีส้ินสุด เรียกวา่ มหัคคตะ (มหคฺคต) ไมว่ า่ สงั เกตดู เม่ือดบั จิตเป็น มหัคคตะ หรือไม่เป็น (อมหตฺคต) เพียงแต่เฝ้าดู 215ต่อไป คือ “สอุตฺตร” หมายถึง จิต ไป จิตปราศจาก ที่ยังไม่ถึงภำวะสูงสุด จิตท่ียงั คงต้องพฒั นาอีกโดยมีจิตอื่นยิ่งกว่า เมื่อจิตเป็ น สอุตตระ ราคะ เพยี งแต่ เพียงแต่รู้และเฝ้ำดู เม่ือจิตเป็ น อนุตตระ (อนุตฺตร) คือ อยู่ในภาวะท่ียอดเย่ียมไม่มีจิตอื่นยงิ่ สังเกตดู รู้ว่า กวา่ รู้วา่ จิตเป็นอนุตตระและเฝ้าดู 216ไมว่ า่ จติ ต้ังมั่นอยู่ในสมำธิ (สมาหิต) หรือไม่ เพยี งแต่ ราคะไดเ้ กิดข้ึน รู้และเฝ้ำดู เม่ือจิตหลุดพน้ แลว้ (วิมุตฺต) หรือจิตยงั ไม่หลุดพน้ รู้ชดั และเฝ้าสังเกตดู 217“อิติ และดบั ไปแลว้ อชฺฌตฺต วา ... พหิทฺธา วา ... อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ” ถึงสถานีต่าง ๆ ในบรรพต่าง ๆ ในหมวดต่าง ๆ ที่ผ่านมา ผปู้ ฏิบตั ิสังเกตรู้จิตภำยในจิตภำยนอก และจิตท้งั สงั เกตความจริง ภายในและภายนอก ขออธิบายว่าในวิธีการหาได้หมายถึง จิตของเรำและจิตของผู้อ่ืน ไม่ เก่ียวกบั จิต ท้งั นอกจากในกรณีที่ไดญ้ าณสูง ๆ แลว้ อาจพฒั นาความสามารถในการอ่านจิตของผอู้ ่ืนได้ แต่ โทสะ มีหรือไม่มี เวลาน้ีเรายงั อยู่ที่สถานีต่าง ๆ ซ่ึงไม่ใช่เป็ นสถานีสุดทา้ ย 218จิตภำยในและจิตภำยนอก คือ ดบั ไป รู้วา่ จิต อะไร ? เม่ือส่ิงท่ีอยู่ภายในโครงสร้างของร่างกายมากระทบกบั จิต จิตจะรู้สึกถึงการกระทบ ปราศจากโทสะ อยภู่ ายในร่างกาย เรียกวา่ จติ ภำยใน ส่วนจติ ภำยนอกคอื การที่จิตกระทบกบั ส่ิงที่อยภู่ ายนอก จิตโมหะความ ร่างกาย เช่น กระทบกบั เสียงท่ีผ่านเขา้ มาทางประสาทหู หรือรูปมากระทบประสาทตา หรือ หลง สงั เกตเห็น กลิ่นกระทบจมูก หรือรสกระทบลิ้น หรือมีสิ่งมาสัมผสั ร่างกาย หรือมีความคดิ เก่ียวกบั อะไร ความจริง จิตท่ีมี ภายนอกเกิดข้ึนในใจ อยา่ งไร ตามจิตจะรู้สึกอยู่ แตภ่ ายในร่างกายเสมอ ส่วนสิ่งท่ีมากระทบ โมหะ โมหะหมด น้นั จะมาจากท้งั ภายในร่างกายและภายนอก 219กำรได้ประจักษ์กับกำรเกิดขึน้ ดับไป ซ่ึงเมื่อ ไปจากจิต ผ่านสถานที่สาคญั ๆ จะมาถึงข้นั “อตฺถิ จิตฺตนฺติ” จิตเป็ นแต่เพียงจิตที่ไม่ใช่ “ ฉัน” หรือ “ ของฉนั \" สติต้งั มนั่ อยวู่ า่ จิตมีอยู่ แต่ สักแต่วา่ เป็นจิตเทา่ น้นั 220เม่ือปฏิบตั ิต่อไปเรื่อย ๆ จะถึง จิตต้งั มน่ั แน่วแน่ ข้นั ท่ีมีแต่เพียงปัญญาหรือความเขา้ ใจ ไดแ้ ต่สังเกตดูอยู่อย่างน้ัน ไม่ติดยึดอยู่กบั ส่ิงใด ไม่ รวมกนั อยู่ จิต ยดึ ถืออะไร ๆ ในโลกดว้ ย “อตฺถิ จิตฺตนฺติ ... น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ” 221ผปู้ ฏิบตั ิวิปัสสนา ฟ้งุ ซ่าน เพยี งแต่ ย่อมเขา้ ใจว่า เม่ือใดที่มีเพียงสติรู้ส่วนของจิตท่ีปฏิบัติกำรอยู่จะมีส่วนท่ีเป็ นความรู้อารมณ์ เฝ้าดแู ละยอมรับ หรือ“ วิญญาณ” เท่าน้นั กระบวนการเพิ่มพูนกิเลสจะไม่ทางาน 222 “ ทิฏฺ เฐ ทิฏฺ ฐมตฺต ภวิสฺ ไดฌ้ านข้นั สูงจะ สามารถ จินตนาการให้จิต แผข่ ยายใหญ่ ออกไป จิตท่ียงั ไม่ถึง ภาวะสูงสุด อยู่ ในภาวะท่ียอด เยยี่ มไมม่ ีจิตอ่ืน ยง่ิ กว่า รู้ชดั เฝ้า สงั เกตดู
458 จิตต้งั มน่ั อยใู่ น สติ ...” ในการเห็นสักแต่เห็น คือ การเพียงแต่เห็น ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากน้นั ไม่มีการ สมาธิ จิตไมห่ ลุด ประเมินค่า ไม่มีปฏิกิริยาโตต้ อบใด ๆ ไดเ้ ห็น สักแต่ไดเ้ ห็น ไดย้ ิน สักแต่ไดย้ ิน ไดก้ ล่ิน สัก พน้ รู้ชดั และเฝ้า แต่ไดก้ ลิ่น ไดร้ ส สักแต่ไดร้ สไดส้ ัมผสั สักแต่ไดส้ ัมผสั และ “..วิญญาเต วิญฺญาตมตฺต ภวิสฺ สังเกตดู สติ...” รู้ สักแต่รู้เท่าน้ัน” หากผูป้ ฏิบตั ิมาไดถ้ ึงข้นั น้ี จะขา้ มพน้ สภาวะปกติมาสู่สภาวะ ไดญ้ าณสูง ๆ นิพพานแต่ตอ้ งใชเ้ วลานานสักหน่อยจึงจะมาถึงได้ 223สิ่งท่ีกาลงั ปฏิบตั ิอยู่ในขณะน้ี คือการ แลว้ อาจพฒั นา ทาความเขา้ ใจกบั กระบวนการ อายตนะภายในหรือทวาร 6 น้นั อยทู่ ่ีร่างกาย ฉะน้นั ร่างกาย สามารถในการ จึงมีความสาคญั มาก อายตนะภายในคอื ตา หู จมกู ลิ้น กาย ใจ เมื่อมีส่ิงภายนอกหรืออายตนะ อา่ นจิตของผูอ้ น่ื ภายนอกมากระทบเขา้ 224จิตส่วนที่เป็น วิญญาณ รับรู้วา่ มีอะไรเกิดข้นึ ท่ีทวารน้นั ๆ แลว้ ส่วน ได้ ท่ีเป็น สัญญา จะประเมนิ ค่ำทนั ทีวา่ ส่ิงน้นั ดีหรือเลวและดว้ ยกำรประเมินค่ำของสัญญำน้ีเอง เวทนา จะเกิดข้นึ เป็น สุขเวทนา หรือ ทุกขเวทนา แลว้ แตก่ ารประเมินค่า จากน้นั สังขาร คือ ภายใน การปรุงแต่งตอบโต้ จะเร่ิมทางาน และเมื่อมีการปรุงแต่งเกิดข้ึน ความทุกข์ จะเกิดข้ึน คือ โครงสร้าร่างกาย แบบแผนความเคยชินของชีวิต คือส่ิงท่ีเกิดข้นึ อยตู่ ลอดเวลา เพราะส่วนของจิตส่วนรับรู้หรือ กระทบกบั จิต เรียกวา่ วิญญาณ ไม่เขม้ แข็งพอ ในทนั ทีที่รู้วา่ มีส่ิงมากระทบทวารใดทวารหน่ึงของร่างกาย รู้สึกถึงการ ส่วนอื่น ๆ จะเขา้ ครอบงำจิตทนั ที สัญญา จะเขา้ ครอบงาจิต เวทนา จะเขา้ ครอบงาจิต และ กระทบอยภู่ ายใน สังขาร จะเขา้ ครอบงาจิต โดย สังขาร จะมีกาลงั มากข้ึนมากข้ึน ในขณะท่ี วิญญาณ จะ ร่างกาย เรียกว่า อ่อนแอลง อ่อนแอลง คือการมีความทุกขเ์ พิ่มพูนข้ึน เพ่ิมพูนข้ึน และกิเลสอนั เป็นเครื่องผูก จิตภายใน ส่วน รัด จะมีกาลงั มากข้นึ มากข้นึ เรื่อย ๆ เช่นกนั การปฏิบตั ิที่เรากาลงั ปฏิบตั ิอยนู่ ้ี เพื่อทาใหส้ ่วนท่ี จิตภายนอกคือ หน้าที่รับรู้คือ วิญญำณ มีกาลงั มากข้ึนและเมื่อ วิญญาณ มีกาลงั มากข้ึน ส่วนที่เป็ น สังขาร การท่ีจิตกระทบ หรือการปรงแต่ง จะอ่อนแอลง และ สัญญา จะออ่ นแอลงเช่นกนั จนถึงข้นั ที่มีแต่เพียงความ กบั สิ่งท่ีอยู่ เขา้ ใจมี แต่เพียงสติรู้ “ยาวเทวญาณมตฺตาย ปฏิสฺสติมตฺตาย” 225ไดฌ้ ำน 8 แลว้ พระสมณโค ภายนอกร่างกาย ดมก่อนที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจา้ น้นั ไดท้ รงเรียนรู้การปฏิบตั ิจาก จิตเป็นแตเ่ พยี ง อาจารย์ 2 ทา่ น จนไดฌ้ าน 8 เรียกว่า “เนวสญญฺ านาสญฺญายตน” เป็ นภำวะท่ีมี สัญญา ไม่ใช่ จิต ไมใ่ ช่ “ ฉนั ” การไดป้ ระจกั ษ์ ไม่มี สัญญา ไม่ใช่เพราะ สัญญา จะอ่อนแอมาก แต่ ไม่อาจกล่าวไดว้ า่ ไม่มี สัญญาเพราะมนั กบั การเกิดข้นึ ดบั ยงั มีหลงเหลืออยู่ 226พระพุทธองคจ์ ึงรับสั่งวา่ พระองคย์ งั ไม่ทรงหลุดพน้ และดว้ ยวิปัสสนา ไป จึงทรงพฒั นา โลกุตตรฌาน ท่ีจะนาไปถึงจุดหมายสูงสุดคือสภาวะนิพพาน ซ่ึงทรงกล่าวว่า เป็ นฌานที่ 9 เรียกว่า “สญฺญาเวทยิตนิโรธ” อนั เป็ นการดบั สัญญา และ เวทนา เพราะหาก ปัญญา เขา้ ใจ สัญญา ยงั มีอยู่ ไม่ว่าจะอ่อนเบาสักเพียงใดสังขารจะยงั คงทาปฏิกิริยาปรุงแต่งตอบโตอ้ ยู่ สังเกตดูอยู่ ไมต่ ิด เรื่อยไป ซ่ึงจะทาใหก้ ระบวนการเพ่ิมพนู กิเลสทางานตอ่ ไปเร่ือย ๆ เช่นกนั ฉะน้นั เราจึงตอ้ ง ยึดอยกู่ บั ส่ิงใด ขจดั สัญญา เสียให้ส้ินเชิง เพื่อให้ วิญญาณ เป็นเพียง วิญญาณ คือ “ สักแต่รู้” 227 ธัมมำ มีสติเพยี งรู้จิตท่ี นุปัสสนำ กำรสังเกตส่ิงท่ีอยู่ในจิต “ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ” 228กล่าวแล้วว่า กายา ปฏิบตั ิการอยู่ นุปัสสนา จะสมบูรณ์ไปไม่ไดถ้ ้าไม่มี เวทนานุปัสสนา เช่นเดียวกนั จิตตานุปัสสนา จะ ส่วนท่ีเป็ นความรู้ สมบูรณ์ไปไม่ได้ ถา้ ไม่มี ธัมมานุปัสสนา การจะสำรวจกำยและจิตไดจ้ ะตอ้ งมีสิ่งใดสิ่งหน่ึง อารมณ์ หรือ เกิดข้ึนที่กายและจิตเสียก่อน การปฏิบตั ิจะเป็ นเพียงแค่การจินตนาการเอาเท่าน้นั เราจะมี วิญญาณ เท่าน้นั ประสบการณ์กบั จิตได้ ต่อเม่ือมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในจิตแล้วดับไป เช่น รำคะ โทสะ เห็นสักแต่วา่ เห็น ไม่มกี ารประเมิน คา่ ไมม่ ีปฏิกิริยา โตต้ อบใดๆ รู้สึก แตร่ ู้ เทา่ น้นั ทาความเขา้ ใจ กระบวนการ อายตนะ ภายใน (ทวาร 6) ตา หู
459 จมกู ลน้ิ กาย ใจ โมหะ 229สิ่งที่อยู่ในจิตเรียกว่า ธรรม คาว่า “ ธรรม” น้ี เพราะเหตุที่เป็ นคาท่ีมีความหมาย เมอื่ มีอายนะ ครอบคลุมกวา้ งขวางมาก คาว่า ธรรม มาจากรากศพั ทท์ ่ีว่า “ธาเรตีติ ธมฺโม” แปลว่า ส่ิงที่ ภายนอกมา ทรงอยู่ภายใน หรือสภำพท่ีทรงไว้ คือ ธรรม ดงั น้ัน ถา้ ดูที่จิต ส่ิงที่ทรงไว้ในจิต คือธรรม กระทบ ธรรมคือ “อตฺตโน สภาว อตฺตโน ลกฺขณ ธาเรตีติ ธมฺโม” ส่ิงท่ีทรงไวซ้ ่ึงสภาพของตนเอง ส่ิง ที่ทรงไวซ้ ่ึงลกั ษณะของตนเอง สภาพที่ทรงอย่ภู ายใน 230 ธรรมของราคะ คือ ความยินดีใน วญิ ญาณ รับรู้ กาม ควำมติดใจซ่ึงจะทาให้กระสับกระส่าย กระวนกระวายใจ มีแต่ความทุกข์ ส่วนธรรม สญั ญาประเมิน ของความเมตตา ความรัก ความกรุณา ความเห็นอกเห็นใจ คือความสงบ ความสอดคลอ้ ง คา่ เวทนา เกิดข้นึ กลมกลืน สันติสุข ดงั น้นั บางคร้ังธรรมจึงถูกใชใ้ นความหมายว่าธรรมชาติหรือลกั ษณะ 231 สังขาร ปรุงแต่ง หลงั จากน้ันอีก 2-3 ศตวรรษ คาวา่ “ธรรม” แบ่งออกเป็ น 2 อย่าง คือ กุศล และ อกุศล โดย ตอบโต้ มคี วาม หมายไปถึงผลของ “อกุศล” หมายถึงความไม่งาม ความไม่บริสุทธ์ิ ซ่ึงอยู่ในใจท่ีทาให้ ทกุ ขเ์ พมิ่ พนู ข้นึ เกิดผลไม่ดีงาม เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความมุ่งร้าย ความชิงชงั ความหลงใหล ความ ได้ ฌาน 8 เป็น กลวั ความถือดี ส่วน “กุศล” คือ สิ่งที่ทาให้เกิดผลดีงาม ทาให้ชีวิตดีข้ึน เช่น ความเห็นอก ภาวะท่ีมสี ัญญา ก็ เห็นใจ ความปรารถนาดี ความไม่เห็นแก่ตวั ดงั น้ัน ในวรรณคดีเก่า ๆ จะพบว่า ธรรม แบ่ง ไมใ่ ช้ ไมม่ สี ญั ญา ออกเป็น “ บริสุทธ์ิ” และ “ ไม่บริสุทธ์ิ” 232ความหมายของ ธรรม ขยายออกไปเรื่อย ๆ เมื่อ ก็ไม่ใช่ สัญญา ยงั ไดส้ ังเกตรู้ถึงผลของสิ่งที่อยภู่ ายในใจ เช่น ผลของความโกรธ หรือ ผลของความเมตตา กฎ มีหลงเหลืออยู่ ของเหตแุ ละผลหรือกฎธรรมชาติ เริ่มไดร้ ับความสนใจ ดงั น้นั ธรรม จึงหมายถึงสภาพท่ีทรง อยู่ในใจ หรือ ลกั ษณะของสิ่งที่ทรงไวใ้ นใจ หรือกฎธรรมชาติ ซ่ึง คือกฎแห่งจกั รวาล 233 พฒั นา โลกุตตร ปฏิบตั ิ ธัมมานปุ ัสสนา อยา่ งไร? “นีวรณบรรพ” ตอนวา่ ดว้ ยอุปสรรคส่ิงปิ ดก้นั “ธมฺเมสุ ธมฺ ฌาน สภาวะ มานปุ สฺสี วิหรติ ปญฺจสุ นีวรเณสุ” นวิ รณ์ หมายถึง “ม่าน” หรือ“ผา้ คลมุ ” ทีป่ ิ ดก้นั ไม่ให้เห็น นิพพาน เป็นการ ดบั สัญญา และ ควำมจริง เรียก นิวรณ์ ว่ำศัตรูท้ัง 5 อนั ไดแ้ ก่ ควำมพอใจในกำมคุณ ควำมพยำบำทคิดร้ำย เวทนา ควำมหดหูซึมเซำ ควำมฟุ้งซ่ำนรำคำญใจ และควำมลังเลสงสัย 234ผูป้ ฏิบตั ิจะเห็นธรรมใน ธมั มานุปัสสนา ธรรมคือ นิวรณ์ 5 ไดอ้ ย่างไร ? สังเกตธรรมในธรรม (ธมฺเมสุ) ไดใ้ นทานองเดียวกนั คอื ดว้ ย การสงั เกตสิ่งท่ี ประสบการณ์ของตนเอง โดยไมม่ ีการใชจ้ ินตนาการ โดยไมม่ ีการคาดการณ์หรือมุง่ หวงั ใด ๆ อยใู่ นจิต 235“สนฺต วา อชฺฌตฺต กามจฺฉนฺท อตฺถิ เม อชฺฌตฺต กามจฺฉนฺโท ติ ปชานาติ อสนฺต วา อชฺฌตฺต กามจฺฉนฺท นตฺถิ เม อชฺฌตฺต กามจฺฉนฺโท ติ ปชานาติ” เม่ือมีความอยากความพอใจใน สารวจกายและ กามารมณ์ (กามจฺฉนฺท) เกิดข้ึนภายในจิต รู้ว่ำมีควำมอยำกควำมพอใจในกำมำรมณ์อยู่ในจิต จิตได้ ตอ้ งมีสิ่ง เม่ือไม่มีความอยากความพอใจอยใู่ นจิตผปู้ ฏิบตั ิ รู้วา่ ไม่มีความอยากความพอใจอยใู่ นจิต เป็น ใดสิ่งหน่ึงเกิดที่ การมีสติรู้ความจริงตามท่ีมนั เป็ นอยู่ตลอดทุกขณะ 236“ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส กามจฺฉนฺทสฺส กายและจิต อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส กามจฺฉนฺทสฺส ปหาน โหติ ตญฺจ ปชานาติ ยถา จ ปหีนสฺส กามจฺฉนฺทสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ” ความพอใจใน สิ่งทอ่ี ยใู่ นจิต เรียกว่า กามารมณ์หรือ กามฉันทะ ท่ีนอนเน่ืองอยู่ในส่วนลึกของจิต ซ่ึงไม่เคยปรากฏข้ึนมาบน ธรรม แปลวา่ สิ่งท่ี พ้ืนผิวของจิต “อนุปฺปนฺนสฺส” บดั น้ีไดป้ รากฏข้ึนมาบนพ้ืนผิวแลว้ “อุปฺปนฺนสฺส” และรู้และ ทรงอยภู่ ายในธรรม เขา้ ใจ “ปชานาติ” ส่ิงต่าง ๆ เกิดข้ึนไมช่ า้ จะผา่ นไปดบั ไป “สมุทยวย” ความอยาก ความพอใจ คอื ส่ิงที่ทรงไว้ น้ี เช่นเดียวกนั มนั เกิดข้ึนแลว้ ดบั ไป กิเลสช้นั แลว้ ช้นั เล่าลอยข้ึนมาบนพ้ืนผิวของจิต และผู้ สภาพของตนเอง ธรรม คือ ธรรมชาติ หรือ ลกั ษณะ “ธรรม” แบ่ง 2 อยา่ ง คือ กุศล อกุศล ธรรม หมายถึงสภาพ ท่ีทรงอยใู่ นใจ ลกั ษณะของสิ่งที่ทรง ไวใ้ นใจ หรือกฎ ธรรมชาติ คือกฎแห่ง จกั รวาล ปฏิบตั ิ ธมั มานุปัสส นา ดว้ ยอุปสรรคส่ิง ปิ ด คือ นิวรณ์
460 เห็นธรรมในธรรม ปฏิบตั ิไดแ้ ต่เฝ้าดูมนั ไป กิเลสเหล่าน้ัน จะถูกขจดั ออกไป “ปหาน” กิเลสท้งั หลายที่ไดเ้ คย คอื นิวรณ์ 5 ดว้ ย สะสมไวแ้ ละถกู ขจดั ไปแลว้ “ปหีน” จะไม่กลบั เขา้ มาอีก “อายตึ อนุปปฺ าโท” 237เพยี งแต่เฝ้าดู ประสบการณข์ อง ตนเอง ดว้ ยควำมรู้ชัดเข้ำใจชัด “ปชำนำติ” กามฉันทะท่ีไดส้ ะสมไวถ้ ูกขจดั ออกไปช้นั แลว้ ช้นั เล่า จนกระทง่ั หมดไปโดยส้ินเชิง จะบรรลุธรรมเป็ นพระอรหันต์ และจะไม่มีการเกิดข้ึนมาอีก รู้วา่ มี ไมม่ ีความ เพราะความเคยชินเก่า ๆ ของจิตท่ีเป็นบ่อเกิดแห่งกิเลสเหลา่ น้ีไดถ้ กู ขจดั ไปอยา่ งหมดส้ินแลว้ อยากความพอใจใน จะไม่มีการสร้างสังขารหรือการปรุงแต่งข้ึนใหม่อีก “สนฺต วา อชฺณตฺต พยฺาปาท ... สนุต วา กามารมณ์อยใู่ นจิต อชฺฌตฺต ถินมิทฺธ ... สนตุ วา อชฺฌตฺต อทุ ฺธจฺจกุกฺกจุ ฺจ ... สนตุ วา อชุฌตฺต วิจิกิจฺฉ...ตญฺจ ปชา นาติ” 238รู้ชดั เขา้ ใจชดั เมื่อมีหรือไม่มีความพยาบาทขดั เคืองใจอยใู่ นจิต “พยฺาปาท” วิธีการ กามฉนั ทะ การมีสติ ปฏิบตั ิวิปัสสนาท้งั หมดทุกข้นั ตอนไดแ้ สดงอยใู่ นย่อหนา้ ตา่ ง ๆ ความพยาบาทขดั เคืองใจใด รู้ความจริงตามท่ี ๆ ที่นอนเน่ืองอยู่ในส่วนลึกสุดของจิตเป็ นเสมือนภูเขาไฟท่ีหลับอยู่ และในอดีตไม่เคย เป็นอย่ตู ลอดทุกขณะ ปรากฏตวั ออกมาเลย บดั น้ีไดป้ รากฏตวั ข้ึนมาแลว้ เม่ือผูป้ ฏิบตั ิเฝ้าสังเกตดูดว้ ยความรู้ชัด รู้และเขา้ ใจ เขา้ ใจชดั มนั จะถูกขจดั ไป แต่ถา้ แบบแผนความเคยชินของจิตไม่ถูกเปลี่ยนแปลงอย่าง “ปชานาต”ิ ส่ิงตา่ ง ๆ สิ้นเชิงสังขารของความพยาบาทขดั เคืองใจอย่างเดิม ๆ จะเริ่มก่อตัวข้ึนมาใหม่ ความ เกิดข้ึนไมช่ า้ มนั จะ พยาบาทขดั เคืองไม่พอใจอย่างเดียวกนั น้นั สามารถจะเกิดข้ึนมาไดใ้ หม่ ถา้ มนั ไม่ถูกขจดั ที่ ผา่ นไปดบั ไป รากเหงา้ ถา้ รากเหงา้ ถูกขจดั จนหมดสิ้น ผปู้ ฏิบตั ิบรรลุจุดหมายสูงสุด มนั จะไม่กลบั มาอีก เพราะผบู้ รรลุอรหตั แลว้ จะไม่อาจสร้างตณั หาหรือพยาบาทข้ึนมาไดเ้ ลย 239ดว้ ยวิธีการปฏิบตั ิ รู้ชดั เขา้ ใจชดั เมือ่ มี อย่างเดียวกนั “ถินมิทฺธ” ความง่วงเหงาซึมเซา “อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจ” ความขุ่นเคืองราคาญใจ ไมม่ ีความพยาบาท และ “วิจิกิจฺฉา” ความเคลือบแคลงสงสัย ถูกขจดั ออกไป 240ตอ้ งมีความเขา้ ใจอยา่ งชดั เจนวา่ เคืองใจอยใู่ นจิต เฝ้า ธรรมทุกชนิดที่เกิดข้ึนในจิตทุก ๆ ส่ิงที่เกิดข้ึนในจิต แมค้ วามคิดเพียงชวั่ แล่น จะเล่ือนไหล สังเกตดู ไปกบั ความรู้สึกทางกายหรือเวทนา ดงั พระพทุ ธพจนท์ ่ีวา่ เวทนา “สโมสรณา สพฺเพ ธมฺมา” ธรรมท้งั ปวงมีเวทนาเป็นท่ีชุมนุม ไม่มีธรรมใด ไม่มีอารมณ์ใด ความคดิ ใดแมเ้ พียงนิดเดียวที่ ความงว่ งเหงาซึมเซา จะเกิดข้ึนไดโ้ ดยไม่มีเวทนาเกิดข้ึนท่ีร่างกาย 241คือกฎธรรมชาติท่ีพระพุทธเจา้ ทรงประจกั ษ์ ความขุ่นเคอื งราคาญ ดว้ ยพระองคเ์ องเป็นกฎธรรมชาติท่ีมีอยแู่ ลว้ มีไดท้ รงคิดคน้ ข้นึ มาใหม่ อะไร ตามท่ีเกิดข้ึนใน ใจ และ ความเคลอื บ จิต ไม่ว่าจะเป็ นราคะหรือโทสะหรืออื่น ๆ หากเพียง แต่เฝ้าสังเกตดูมนั เฉย ๆ ย่อมเป็ นการ แคลงสงสัยถูกขจดั ปฏิบตั ิท่ีถูกตอ้ งแลว้ หากไม่ทา การปฏิบตั ิธรรมจะเป็ นเพียงการละเล่นทางเชาวน์ปัญญา 242 ออกไป ความโกรธอาจจะหายไปจากพ้ืนผิวของจิต แต่ลึกลงไปเวทนายงั คงอยู่ และจิต ยงั คงทา ปฏิกิริยาปรุงแต่งดว้ ยความขดั เคืองต่อเวทนาน้ัน ๆ โดยไม่รู้ตวั เลย ดงั น้ันวิธีการปฏิบตั ิใน เขา้ ใจชดั เจนว่า แนวทางของเราจึงไม่อำจมองข้ำมเวทนำไปไดเ้ ลย พระบรมศาสดาไดต้ รัสไวอ้ ย่างชดั เจน ธรรมทกุ ชนิดเกิดข้นึ ในจิต ความคิดเพียง แลว้ วา่ ตอ้ งไมข่ าดสมั ปชญั ญะเลยแมส้ ักขณะจิตเดียว “สมฺปชญฺญ น ริญฺจติ” เราจะตอ้ งมีสติ ชวั่ แลน่ จะเลือ่ นไหล รู้การเกิดดบั ของเวทนาอยู่ตลอดทุกขณะ 243“อิติ อชฺฌตฺต วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ... ไปกบั ความรู้สึกทาง กายหรือเวทนา อตฺถิ ธมฺมาติ ... น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ” จากการเฝ้าดูธรรมท้งั ภายใน (อชฺฌตฺต) และ ภายนอก (พหิทฺธำ) ท้งั ที่เกิดข้ึน (สมุทย) และดบั ไป (วย) ในท่ีสุดผปู้ ฏิบตั ิจะมาถึงข้นั อตฺถิ กฎธรรมชาติ อะไร ธมฺมำติ คือธรรม เท่าน้ีเองน่ีแหละคือธรรม ! ไม่ดีไม่ชว่ั ไม่ใช่ของฉัน ไม่ใช่ของท่าน เป็ น เกิดข้นึ ในจิต เพียงกฎธรรมชาติ ธรรมชาติของสิ่งท่ีอยู่ภายในจิตเท่าน้นั เองผูป้ ฏิบตั ิจะผ่านไปตามสถานี เพียงแต่เฝ้า สงั เกตดู เฉยๆ เป็นการปฏิบตั ิ ที่ถูกตอ้ งแลว้ ตอ้ งไม่ขาด สัมปชญั ญะ ลกั ษณะ จิตเดียว ตอ้ งมสี ตริ ู้ การเกิดดบั ของ เวทนาอยตู่ ลอดทกุ ขณะ การเฝา้ ดธู รรมท้งั ภายใน ภายนอก ท้งั ท่เี กิดข้นึ ดบั ไป เป็ นเพียงกฎ ธรรมชาติ ยอมรับความจริงว่า มีตณั หาเกิดข้นึ ในใจ สังเกตดโู ดยไมท่ า ปฏิกิริยาปรุงแตง่ ตอบโต้
ผล 461 “ยถาภูตญาณทสั ต่าง ๆ จนการปฏิบตั ินามาถึงซ่ึงการไม่ยึด มนั่ อะไร ๆ ในโลกอีกต่อไป (น จ กิญฺจิ โลเก อุ สนะ” เฝ้าดูไป ปำทิยติ) 244หากตณั หาเกิดข้ึนในจิต ยอ่ มไม่อาจท่ีจะขจดั มนั ออกไปไดด้ ว้ ยโทสะ เพราะจะ เฝา้ ดไู ปดว้ ย กลบั กลายเป็ นการสร้างโทสะกิเลสข้ึนมาใหม่ ถา้ เพียงแต่เรายอมรับความจริงว่า ขณะน้ีมี ปัญญาที่รู้ชดั ตณั หาเกิดข้ึนในใจ และได้แต่สังเกตดูมนั ไปโดยไม่ทาปฏิกิริยาปรุงแต่งตอบโต้ อนั เป็ น เขา้ ใจชดั ถงึ การ ธรรมชาติของความทะยานอยากแลว้ กระบวนการเพ่ิมพูนสังขารแห่งความทะยานอยาก จะ เกิดข้นึ ดบั ไป อ่อนแอลงอ่อนแอลงเร่ือย ๆ แมโ้ ทสะกิเลสหรือกิเลสชนิดอ่ืนใดภายในจิตของเรา เช่นกนั ความรู้ชดั เขา้ ใจ เราสามารถจะขจดั มนั ไดท้ ้งั สิ้นดว้ ยการเพยี งแต่เฝ้าสงั เกต ดูดว้ ยการเฝ้าดูแต่เพียงอยา่ งเดียว ชดั ในความเป็น 245การพิจำรณำเห็นร่ำงกำยเป็ นของน่ารังเกียจที่ปรากฏอยู่ใน ปฏิกูลบรรพ หมวด กายา อนิจจงั นุปัสสนา ซ่ึงพระพุทธองค์ไดต้ รัส บอกวิธีการไวใ้ นตอนต้น ๆ เพื่อนาบุคคลให้เขา้ มาสู่ กา้ วหนา้ ต่อไป หนทางอนั ถกู ตอ้ ง การปฏิบตั ิแบบน้ีไม่ใช่เป็นการปฏิบตั ิวิปัสสนา แต่เมื่อเร่ิมปฏิบตั ิวปิ ัสสนา บนหรทางเส้นน้ี ไดแ้ ลว้ ความรังเกียจความไม่พอใจใด ๆ ต่อร่างกายท่ีน่าเกลียด หรือร่างกายแบบน้นั แบบน้ี ทลี ะกา้ ว จง จะหมดไป ร่างกาย จะสักแต่เป็ นเพยี งร่ำงกำยเทา่ น้นั ไมว่ า่ มนั จะมีรูปลกั ษณ์อยา่ งไร เพียงแต่ พยายามอยา่ งดี เฝ้าดูมันไปเฝ้าดูมันไปด้วยปัญญำที่รู้ชัด เข้ำใจชัดถึงกำรเกิดขึ้นดับไปเกิดขึ้นดับไป ที่สุด ไมข่ าด “ยถาภูตญาณทัสสนะ” 246คาว่า ญาณ เช่นเดียวกบั ปชานาติ หมายถึงความรู้ชดั เขา้ ใจชดั ใน สัมปชญั ญะใน ความเป็นอนิจจงั ไม่วา่ อะไรจะเกิดข้ึน ดีหรือไม่ดี บริสุทธ์ิหรือไม่บริสุทธ์ิ ผปู้ ฏิบตั ิ เพียงแต่ ทกุ ๆ เฝ้าดูมนั ไปโดยไม่มีความพยายามท่ีจะย้ือยดุ มนั ไว้ หรือผลกั ไสมนั ออกไป และนี่แหละคือ สถานการณ์ จงมี หนทางปฏิบตั ิอนั ถูกตอ้ งที่จะนาไปสู่จุดหมายปลายทาง 247จงก้ำวหน้ำต่อไปบนหนทำงสายน้ี สตพิ ร้อม กา้ วต่อไปทีละกา้ ว ทีละกา้ ว ใชว้ ิธีการปฏิบตั ิท่ีมหัศจรรยใ์ หเ้ ป็นประโยชน์จงพยายามอยา่ งดี สมั ปชญั ญะ ที่สุดท่ีจะไม่ขาดสัมปชัญญะในทุก ๆ สถานการณ์ ยกเวน้ แต่เวลาที่ท่านนอนหลบั สนิท เพือ่ ความหลุด เท่าน้นั เวลานอกน้นั ขอใหท้ า่ นจงมีสติพร้อมดว้ ยสัมปชญั ญะ 248ไมว่ า่ จะกระทาการใด ๆ ทาง พน้ จากกิเลส กายเพ่ือความดีงาม เพื่อประโยชน์ และเพ่ือความหลุดพน้ ขอให้ทุกท่านจงหลดุ พน้ จากกิเลส หลุดพน้ จากเคร่ืองพนั ธนาการท้งั มวล หลุดพน้ จากความทุกข์ ขอให้สรรพสัตวท์ ้งั หลายจงมี ความสุข! ตารางที่ 4.10.6 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “ธรรมบรรยำยหลกั สูตรสติปัฏฐำน วันท่ี 6” ตามแนวทางปฏิบตั ิทา่ นสัตยา นารายนั โกเอ็นกา้ จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และ ผล [รหสั G6] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน แนวคดิ G6-249ศึกษาธัมมานุปัสสนา ว่า ธรรม หมายถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจ พร้อมท้งั ลกั ษณะตามธรรมชาติ ของมนั ธรรม คอื กฎธรรมชาติอนั เป็นสากล 250เพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจความจริงและหลุดพน้ จากความทุกข์ ธรรม คอื กฎ โดยมิไดท้ รงจากดั จะตอ้ งเป็นคนในลทั ธิใด กลมุ่ ชนใด ประเทศใด ผวิ สีอะไร หรือเป็นคนเพศใด ธรรมชาตอิ นั เป็น เพราะทุกคนทุกสิ่งไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตล้วน แต่อยู่ภายใต้กฎน้ีท้ังส้ิน ไม่ว่าจะมี สากลสิ่งท่ีอยู่ พระพุทธเจา้ หรือไม่มี กฎน้ี มีอยู่แล้ว 251เป็ นกฎท่ีควบคุมปฏิสัมพนั ธ์ที่เกิดข้ึนอยู่ตลอดเวลา ภายในใจ ลกั ษณะ ตามธรรมชาติ
462 เขา้ ใจความจริง ระหว่างกายและจิตของแต่ละบุคคล เป็นกระแสไหลเวียนและทวนกลบั อยภู่ ายใน หากแต่เจา้ ตวั และหลุดพน้ จาก ไม่เคยรู้เลยวา่ มีอะไรเกิดข้ึนภายในส่วนลึกของจิตใจ ไดแ้ ต่เล่นเกมอยทู่ ่ีพ้ืนผิวของจิต ลุ่มหลงอยู่ ความทุกข์ ในอวิชชาและเพม่ิ พูนความทุกขข์ องตน กฎควบคมุ ปฏสิ มั พนั ธเ์ กิด 252ขนั ธบรรพ ตอนว่าด้วยขันธ์ 5 “ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ปญฺจสุ อุปาทานกฺ ขนฺเธสุ” ขันธ์ ข้นึ อยตู่ ลอดเวลา แปลวา่ หมวด หรือกอง กำรรวมตัวกันของสิ่งต่ำง ๆ เรียกวา่ ขนั ธ์ แตล่ ะคนต่างไดช้ ื่อวา่ เป็นบุคคล ระหว่างกายและ ซ่ึง เป็นความจริงในระดบั สมมติ แตค่ วามจริงในระดบั ที่ลึกลงไปน้นั บุคคลแต่ละคน ไม่วา่ จะเป็น จติ แตล่ ะบคุ คล ฉัน ท่าน เขา หรือหล่อน ลว้ นเป็นเพียง เบญจขันธ์ หรือขันธ์ 5 คือกำรที่กำยหรือรูป และใจหรือ นำมรวมตัวกันเข้ำเป็ นหมวดเป็ นก้อน พระพุทธองคท์ รงตอ้ งการให้เขา้ ถึงระดบั ท่ีลึกที่สุดของ หลกั กำร ความจริงจนถึงข้นั ที่ ขนั ธ์ 5 เป็นแต่เพียงขนั ธ์ 5 โดยเราไม่แลเห็นความแตกต่างใด ๆ เลย 253ขนั ธ์ กองแรกเป็นกำรรวมตัวกันของอนุปรมำณเู ลก็ ๆ หรือ กลาปะ นบั จานวนไมถ่ ว้ น เป็นร่างกายหรือ ขนั ธ์ 5 คอื การ รูป เรียกวา่ รูปขันธ์ ขนั ธ์อีกส่ีกองประกอบกนั เขา้ เป็ นจิตหรือนาม เรียกวา่ นามขันธ์ มี วิญญาณ ที่กายรูป และ คือส่วนของจิตท่ีทาหน้าที่รับรู้ สัญญา คือส่วนของจิตท่ีกาหนดรู้และประเมินค่า เวทนา คือส่วน ใจ นาม ของจิตท่ีรู้สึก และ สังขาร คือส่วนที่ปรุงแต่งจิตให้คอยทาปฏิกิริยาตอบโต้ การรวมตวั กนั ของ รวมตวั กนั เขา้ ขนั ธ์ 5 ทาให้เกิดเป็ นตวั ตนบุคคลเราเขาข้ึนมาซ่ึงโดยสภำวะควำมเป็ นจริงสูงสุดหรือควำมเป็ น เป็ นหมวด จริงโดยปรมัตถ์แล้ว บุคคลเป็นเพียงการประชุมกนั ของขนั ธ์ 5 เท่าน้นั และ 254การปฏิบตั ิสติปัฏ เป็นกอ้ น ฐานหรือการปฏิบตั ิวิปัสสนากรรมฐานเพ่ือให้ไดต้ ระหนกั ในความจริงขอ้ น้ีเพราะมกั จะหลงผิด ยดึ เอาส่วนผสมของขนั ธ์ 5 วา่ เป็นตวั ตน เป็น “ เรา” “ ตวั เรา” “ ของเรา” ทาใหเ้ กิดควำมยึดม่ันถือ รูปขนั ธ์ การ มั่นจนกลำยเป็ นควำมทุกข์อันแสนสำหัส การยอมรับความจริงดว้ ยความศรัทธาเพียงเพราะพระ รวมตวั กนั ของ บรมศาสดาตรัสไวเ้ ช่นน้ีไม่ถูกตอ้ ง เพราะการยอมรับน้นั ไม่ทำให้เรำพ้นทุกข์ไปได้ เช่นเดียวกบั อนุปรมาณูเล็ก การขบคิดด้วยเหตุผลแลว้ ยอมรับ เพราะเห็นว่าน่าจะถูกตอ้ งและเป็ นไปได้ ไม่สามารถช่วยให้ ๆ นามขนั ธ์ มี พน้ ทุกขไ์ ปได้ ต่อเม่ือไดป้ ระจักษ์กับตนเองภำยในโครงสร้ำงร่ำงกำยตนเอง ความไม่รู้จะหมดไป วิญญาณ ความจริงจะปรากฏชดั แจ้งแลว้ นิสัยความเคยชินของจิตในระดับท่ีลึกท่ีสุดซ่ึงคอยแต่จะสร้าง สญั ญา เวทนา ความทุกขย์ อ่ มเปลี่ยนไปทาใหไ้ ดพ้ บกบั ความหลุดพน้ ท่ีแทจ้ ริง นี่แหละคือกฎ นี่แหละคือธรรมะ สังขาร 255อุปาทาน แปลว่า ควำมยึดม่ันถือม่ัน อุปำทำนขันธ์ 5 คือการยึดมน่ั อยู่กบั ขนั ธ์ 5 หรือกล่าวอีก นยั หน่ึง คือ ขนั ธ์ 5 เป็นท่ีต้งั แห่งอุปาทาน 256อายตนบรรพ ตอนวา่ ดว้ ยอำยตนะ “ธมฺเมส ธมฺมา ปฏิบตั ิวิปัสสนา นปุ สฺสี วิหรติ ฉสุ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุอายตเนสุ” คือทวำรท่ีรับรู้ควำมรู้สึก อนั มตี ำ หู จมกู ลนิ้ กำย กรรมฐาน ได้ และใจ ท้งั หกทวารอยู่ท่ีร่างกายหรือภายในร่างกาย “อชฺฌตฺติก” เรียกว่า อายตนะภายใน เป็ น ประจกั ษก์ บั เครื่องรู้หรือเคร่ืองตอ่ ภายใน ส่วนเคร่ืองต่อภายนอกหรือสิ่งท่ีถูกรู้ซ่ึงอยภู่ ายนอกร่างกาย “พาหิเร ตนเองภายใน สู” เรียกวา่ อายตนะภายนอก 257โพชฌงคบรรพ ตอนวา่ ดว้ ยธรรมที่เป็นองคแ์ ห่งการตรัสรู้ “ธมฺเม โครงสร้าง สุ ธมฺมมานุปสฺสี วิหรติ สตฺตสุ โพชฺฌงฺเคสุ” โพชฌงค์ คือธรรม 7 ประการอนั เป็นองคแ์ ห่งการ ร่างกาย ตรัสรู้เป็นธรรมที่จะตอ้ งเจริญใหเ้ ตม็ บริบูรณ์เพ่ือใหบ้ รรลุจุดหมายปลายทาง อุปาทานขนั ธ์ 5 คอื การยึดมนั่ อยู่ กบั ขนั ธ์ 5 คือ ขนั ธ์ 5 เป็นทต่ี ้งั แห่งอุปาทาน อายตนะ คือ ทวารรับรู้ ความรู้สึก มีตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ ท้งั หกทวาร อยทู่ ีภ่ ายใน ร่างกาย โพชฌงค์ ธรรม ทีเ่ ป็นองคแ์ ห่ง การตรสั รู้
463 วิธีกำร 258ผปู้ ฏิบตั ิเฝ้าสังเกตธรรมในธรรมคือขันธ์ 5 อย่ำงไร? “..อิติ รูป อิติ รูปสฺส สมทุ โย อิติ รูปสฺส อตฺองฺคโม...” คือ รูป ! นี่คือกำรเกิดขึน้ ของรูป คือความดับไปของรูป ประจักษ์กับปรำกฏกำรณ์ เฝ้าสงั เกต ท้งั หมดดว้ ยตนเอง “สมทุ โย”คอื การเกิดข้นึ “อตฺถงฺคโม” คือ ความดบั ไป 259“อิติ เวทนา อิติ เวท ธรรมใน นาย สมทุ โย อิติ เวทนาย อตฺถงฺคโม อิติ สญฺญา อิติ สญฺญาย สมทุ โย อิติ สญฺญาย อตฺถงฺคโม อิติ ธรรมคือขนั ธ์ สงฺขารา อิติ สงฺขาราน สมทุ โย อิติ สงฺขาราน อตฺถงฺคโม อิติ วิญฺญาณ อิติ วิญฺญาณสฺส สมทุ โย อิ 5 ติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺ คโมติฯ” และปฏิบตั ิไดม้ ีประสบการณ์กบั การเกิดข้ึนดบั ไปของนามขนั ธ์ อนั ประกอบไปดว้ ยความรู้สึกทางกาย (เวทนา) การกาหนดหมาย (สัญญา) การปรุงแต่งตอบโต้ ประสบการณ์ (สังขาร) และความรู้อารมณ์ (วิญญาณ) ผปู้ ฏิบตั ิ จะไดป้ ระจกั ษก์ บั ปรากฏการณ์ภายในดว้ ย 260“ เกิดข้ึนดบั ไป อิติ อชฺฌตฺต วา ธมฺเมสุ ธมฺมานปุ สฺสี วิหรติ...อตฺถิธมฺมาติ ...” ปฏิบตั ิจะไดไ้ ปถึงสถานีตา่ ง ๆ อยา่ ง ของนามขนั ธ์ เดียวกนั กบั บรรพแลว้ ๆ มาไม่ว่าจะเป็นภำยใน ภำยนอก ท้งั ภายในและภายนอกจนถึงข้นั “ อตฺถิ ความรู้สึกทาง ธมฺมาติ” “ไอน้ ี่แหละคือธรรม” สติต้ังม่ันอยู่กับควำมเป็ นจริงว่ำท้ังหมดนี้เป็ นเพียงแค่ขันธ์ 5 กาย (เวทนา) เท่าน้นั แลว้ ปฏิบตั ิจะบรรลุถึงข้นั ที่นามเป็ นแต่เพียงนาม รูปสักแต่เป็นเพียงรูปเท่าน้นั ไม่มีอะไร กาหนดหมาย อื่น ไม่มี “ ฉัน” ไม่มี “ ตัวฉัน” ไม่มี “ ของฉัน” 261ในระดบั สามญั พ้ืน ๆ จาเป็นเรียกขันธ์ 5 เป็ น (สัญญา) ปรุง ตัวตนเป็ นเรำ เป็ นเขำ แตใ่ นความจริงโดยสภาวะหรือในระดับปรมัตถ์มันเป็ นเพยี งแค่ขันธ์ 5 เทา่ แต่งตอบโต้ น้ันเอง 262จุดประสงค์ท้งั หมดของวิปัสสนาคือ การแบ่งย่อย แยกแยะส่วนต่าง ๆ ออกมา เพื่อ (สงั ขาร) สังเกตดูความจริงอยา่ งที่มนั เป็ นอยู่ เพ่ือจะไดห้ ลุดพน้ จากความยึดติดถือมน่ั หรือ อุปาทาน ขนั ธ์ ความรู้อารมณ์ ท้งั หมดยงั คงเป็นเช่นเดิม คือมีการเกิดการดบั แต่ อปุ าทาน หรือควำมยึดตดิ ของเราจะหมดสิ้นไป (วิญญาณ) เพราะไดเ้ ขา้ ใจแลว้ วา่ ทุกสิ่งเป็นเพียงขนั ธ์เทา่ น้นั นี่แหละคอื ธรรมะ คือธรรมอันเกิดแต่ขันธ์ 263“ สติต้งั มน่ั อยู่ ยาวเทว ญาฌมตฺตาย ปฏิสฺสติมตฺตาย อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ” แลว้ จะเข้ำสู่ กบั ความเป็น สภำวะของ “ญาฌมตฺตาย ปฏิสฺสติมตฺตาย” คอื ถึงข้ันท่ีได้แต่เพยี งเฝ้ำดู เพยี งแต่รู้ ได้ แต่เข้ำใจและ จริงวา่ ท้งั หมด เฝ้ำดอู ยู่เฉย ๆ เท่าน้นั “อนิสฺสิโต จ วิหรติ” ไม่มีอะไรใหอ้ ิงอาศยั ไม่มีควำมยึดมั่นถือม่ัน ไม่ยดึ ติด เป็นเพยี งแค่ อะไร ๆ ในโลกอีกต่อไป 264อำยตนบรรพ ตอนวา่ ดว้ ยอำยตนะ “ธมฺเมส ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฉสุ ขนั ธ์ 5 อชฺฌตฺติกพาหิเรสุอายตเนสุ” ตำคือส่ิงท่ีเห็น สี รูป หรือแสง เป็นตน้ หูคือเสียง จมูกคือกลิ่น ลิน้ ขนั ธ์ 5 เป็น คือรส กำยคือส่ิงท่ีมำสัมผสั กำย และใจคือควำมคิด อารมณ์จินตนาการหรือความฝัน ส่ิงเหลา่ น้ีแม้ ตวั ตนเป็นเรา เรียกว่าเป็ นอำยตนะภำยนอก เพราะอยู่ภายนอกร่างกายของเรา แต่จะเป็ นอายตนะภายนอกได้ เป็นเขา ความ ต่อเมื่อไดม้ าสัมผัสกับอำยตนะภำยในท่ีร่ำงกำยเท่าน้ัน เช่น ถา้ เป็ นคนท่ีตาบอดแต่กาเนิด จะไม่ จริงโดย รู้จกั ไม่เขา้ ใจโลกแห่งแสงสีหรือรูปไดอ้ ายตนะภายในและอายตนะภายนอกรวมกนั เขา้ เป็ น 12 สภาวะใน อายตนะ โดยอายตนะภายนอกจะเป็ นอายตนะภายนอก ต่อเม่ือมากระทบกบั เคร่ืองรู้แต่ละอย่าง ระดบั ปรมตั ถ์ ภายในกายของเราเท่าน้นั 265สังเกตธรรมในธรรม คืออายตนะภายใน 6 และอายตนะภายนอก 6 วิปัสสนาคือ อยา่ งไร? “จกฺขญุ ฺจ ปชานาติ รูเป จ ปชานาติ ยญฺจ ตทุภย ปฏิจฺจอุปฺปชฺชติ สโยชน ตญฺจ ปชานาติ การแยกแยะ ...” ผปู้ ฏิบตั ิรู้ชดั (ปชานาติ) ในความจริง“จกฺข”ุ (ทวารรับรู้ทางตา) และ รูป หรือส่ิงท่ีถูกรู้ทางตา ส่วนต่าง ๆ “ยญฺจ ตทุภย ปฏิจฺ จ” ปฏิบตั ิรู้ชดั ว่าการกระทบกนั ของท้งั สองสิ่งน้ีเป็นเหตุให้ สังโยชน์ (กิเลสท่ี ออกมา เพ่อื ผูกรัดใจ) เกิดข้ึน “อุปฺปชฺชติ สโยชน” 266“... ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส ส์โยชนสฺส อุปฺปาโท โหติ สงั เกตดู ตญฺจปชานาติ ...” เฝ้าสังเกตสังโยชน์ คือกิเลสเครื่องผกู รัดที่เกิดข้ึน “สโยชนสฺส อุปฺปาโท โหติ ความจริง อยา่ งที่ เป็นอยู่ เพื่อ จะไดห้ ลุด พน้ จากความ ยึดติดถือมน่ั หรือ อปุ าทาน เฝา้ ดูแตร่ ู้ ได้ แตเ่ ขา้ ใจเฝ้าดู อยเู่ ฉย ๆไมม่ ี ความยดึ มน่ั
464 ถอื มนั่ ไมย่ ดึ ตญฺจ ปชานาติ” 267ทุกคร้ังท่ีมีกำรกระทบกนั ของอำยตนะภำยนอกกับอำยตนะภำยในจะทาใหเ้ กิด ตดิ อะไร ๆ ใน พลังสั่นสะเทือน “ผสฺสปจฺจยา เวทนา” แล้ว 268สัญญาจะประเมินวา่ รูปที่เห็น เป็นหญิงหรือชาย โลก สวยงามหรือน่าเกลียด น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ และด้วยกำรประเมินค่ำของ สัญญา ควำมรู้สึก อายตนะ หรือเวทนำ จะเปลี่ยนเป็ นสุขเวทนำหรือทุกขเวทนำ แลว้ จิตส่วนที่สี่คือ สังขาร จะปรุงแต่งดว้ ย หมายถึง ตา ความชอบ ความติดใจอยากได้ หรือความไม่ชอบ ขัดเคือง อยากให้มันสู ญส้ินไป น่ีคือ คือ เห็น สี กระบวนกำรเกิดขึน้ ของ สังโยชน์ (กิเลสอนั เป็นเคร่ืองผูกรัด) และการที่ สังโยชน์ เพมิ่ พูนมากข้ึน รูป หรือแสง มากข้ึน 269กำรปฏิบัติด้วยอำยตนะ 6 เป็ นกำรปฏิบัติอยู่ภำยในขอบเขตของนำมและรูป เป็นการ หูคือเสียง วิเคราะห์แยกแยะและทาความเขา้ ใจอยู่ตลอดเวลาว่าส่ิงต่าง ๆ เกิดข้ึนไดอ้ ย่างไร ถา้ ผูป้ ฏิบตั ิมี จมกู คือกลน่ิ ความหลงผิด จะปรุงแต่งตอบโต้เวทนำอย่ตู ลอดเวลำและกเิ ลสอันเป็ นเคร่ืองผูกรัดท้ังหลำยจะส่ัง ลิน้ คือรส สมพอกพูนข้ึน แต่ถา้ ไม่ทาปฏิกิริยาปรุงแต่งดว้ ยความชอบหรือไม่ชอบ หากเฝ้าดูมนั ไปด้วย กายคือสิ่ง ความรู้ชดั เขา้ ใจชดั กิเลสที่เกิดข้ึน จะอ่อนกาลงั ลง นิสัยความเคยชินของจิต จะเปลี่ยนไป กิเลสเก่า ท่ีมาสมั ผสั ๆ ท่ีซ่อนอยู่ภายในส่วนลึกของจิต จะมีโอกาสไดผ้ ดุ โผล่ข้ึนมาบนพ้ืนผวิ “ยถา จ อนุปฺปนนสฺส สํ กาย และใจ คอื ความคดิ โยชนสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ” และเมื่อผูป้ ฏิบตั ิเฝ้าสังเกตดูการเกิดข้ึน (อุปฺปำท) ของ อารมณ์ กิเลสเก่า ๆ ท่ีไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน (อนุปฺปนฺน) ด้วยปัญญาอันถูกต้อง 270“... ยถา จ จินตนาการ อุปปฺ นฺนสฺส สโยชนสฺส ปหาน โหติ ตญฺจ ปชานาติ ยถา จ ปหีนสฺส สโยชนสฺส อายตึ อนุปปฺ าโท หรือความฝัน โหติ ตญฺจ ปชานาติ” สังโยชน์คอื กิเลสเครื่องผกู รัดท้งั หลาย จะถูกขจดั ไป “ปหาน” ทีละช้นั ทีละ ช้นั “ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส สโยชนสฺส ปหาน โหติ ตญฺจ ปชานาติ” เมื่อกิเลสเหล่าน้นั หลุดลอยข้ึนมา สังเกตธรรม ท่ีพ้ืนผิวของจิตและถูกขจดั ไป มนั จะไม่เกิดข้ึนมาใหม่อีก “อายตอนุปฺปาโท” ผปู้ ฏิบตั ิจะไดพ้ บ ในธรรม คือ กบั ความหลุดพน้ โดยสิ้นเชิง 271 วิธีกำรขจัดกิเลสมีอยู่สามชนิด กำรถือศีลอย่ำงเคร่งครัด ขจดั อายตนะ กิเลสได้ เพราะในระยะเวลา ที่ถือศีลอยูน่ ้นั ที่พ้ืนผิวของจิตจะไม่มีการปรุงแต่งไม่ว่าจะดว้ ยราคะ ภายใน 6 หรือโทสะ เวลาน้นั จึงเป็นเวลาที่กิเลสจะถูกขจดั ไปไดช้ วั่ ระยะหน่ึง และเมื่อปฏิบตั ิลึกลงไปดว้ ย และอายตนะ วิธีการทาสมาธิกิเลสในส่วนท่ีลึกลงไป จะถูกขจดั ขอยกออก และรากเหง้าของกิเลส จะเริ่ม ภายนอก 6 สั่นสะเทือน แต่การปฏิบตั ิวิปัสสนาจะทาให้สามารถลงลึกไปจนถึงส่วนท่ีลึกที่สุดของจิตและ รากเหงา้ ของกิเลส จะถูกขุดถอนออกไป นั่นคือ ปหาน ซ่ึงหมายถึงการขจัดกิเลสในส่วนท่ีลึก เฝ้าสงั เกต ที่สุดของจิตใจ 272“ปหาน” การขจัดออกอย่างแท้จริงเป็ นการขจัดอย่างถอนรากถอนโคน สงั โยชน์ คอื ความหมายของ “ยถา จ ปหีนสฺส สโยชนสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ” สังโยชน์ท่ี กิเลสเครื่อง ละแลว้ ขจัดไปไดแ้ ล้วจนหมดส้ิน จะไม่เกิดข้ึนอีก “อนุปฺปาโท” คือการท่ีผูป้ ฏิบตั ิได้บรรลุ ผกู รัด ท่ี อรหัตตผล คือหลุดพน้ ถึงข้นั ละกิเลสไดอ้ ยา่ งสิ้นเชิงและเด็ดขาด 273 “โสตญฺจ ปชานาติ สทฺเท จ เกิดข้นึ ปชานาติ ยญฺจ ตทุภย ปฏิจฺจอุปฺปชฺชติ สโยชน ตญฺจ ปชานาติ” รู้ชดั เห็นชดั ตามความเป็ นจริง กระทบกนั เกี่ยวกับหู เสียงที่ได้ยินและสังโยชน์อันเกิดการกระทบกันของท้ังสองส่ิงน้ัน 274“ยถา จ ของอายตนะ อนุปปฺ นฺนสฺส สโยชนสฺส อปุ ปฺ าโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ ยถา จ อปุ ปฺ นฺนสฺส สํโยชนสฺส ปหาน โห ภายนอกกบั ติ ตญฺจ ปชานาติ ยถา จ ปหีนสฺส สโยชนสฺส อายตึ อนุปปฺ าโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ” เม่ือผปู้ ฏิบตั ิ อายตนะ สามารถพฒั นำอุเบกขำได้ และเฝ้ำสังเกตดูอยู่ สังโยชน์เก่า ๆ ที่ไม่เคยผดุ โผล่ข้ึนมาบนพ้ืนผิวของ ภายในจะทา ใหเ้ กิดพลงั สัน่ สะเทือน การประเมนิ ค่าของ สัญญา ความรู้สึก หรือเวทนา จะ เปล่ียนเป็ น สุขเวทนา
465 หรือ จิต จะเริ่มหลุดลอยขึน้ มำและถูกขจัดออกไป 275“ฆานญฺจ ปชานาติ คนฺเธ จ ปชานาติ .. ชิวฺหญฺจ ทกุ ขเวทนา ปชานาติ ... รเส จ ปชานาติ กายญฺจ ปชานาติ โผฏฐพฺเพ จ ปชานาติ ... มนญฺจ ปชานาติ ธมฺเม จ ปชานาติ ...อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ” รู้ชัดเห็นชัดตำมควำมเป็ นจริงในเร่ืองจมูกกบั การปฏิบตั ิ กลิ่น ลิ้นกับรส กายกับส่ิงท่ีมาต้องกาย และใจกับธรรมารมณ์หรือเร่ืองในใจ ในแต่ละกรณี ดว้ ยอายตนะ สังโยชน์เกิดข้ึนถูกขจดั ไป และไม่กลบั มาอีกสังโยชน์เหล่าน้นั ไดถ้ ูกขจดั ออกไปโดยสิ้นเชิงแลว้ 6 เป็นการ ผปู้ ฏิบตั ิ จะไดบ้ รรลุอรหตั ตผล ซ่ึงมิใช่เป็นการคิดนึกเอาเอง แต่ผปู้ ฏิบตั ิไดห้ ยง่ั เห็นไดป้ ระจกั ษ์ ปฏิบตั ิอยู่ กบั มนั ดว้ ยตนเอง เรียกว่ำ ปชำนำติ 276“อิติ อชฺฌตฺต วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ... อตุถิ ธมฺมา ภายใน ติ...น จ กิญฺจิ โลเก อปุ าทิยติ” จากกระบวนธรรมอย่างเดียวกนั จะตามมา “นี่คอื ธรรม ! ” อายตนะ ขอบเขตของ ท้งั ภายในและภายนอกเป็ นแต่เพียงธรรมไม่ใช่ “ เรา” ไม่ใช่ “ เขา” ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เมื่อ นามและรูป แยกแยะแบ่งย่อย วิเครำะห์อำยตนะแต่ละส่ วนออกไป บุคคลเป็ นเพียงกองแห่งสังขาร เป็ น กระบวนการปฏิสัมพนั ธ์ต่อกนั ของอายตนะท้งั หลาย การเพียง แต่ใช้ความคิดทางเชาวน์ปัญญา สงั โยชน์คือ ตรึกตรองทาความเขา้ ใจ ไม่อาจจะทาให้หยง่ั เห็นธรรมหรือหลุดพน้ จากกิเลสได้ วิธีการปฏิบตั ิน้ี กิเลสเครื่อง จะนาผปู้ ฏิบตั ิไปยงั สถานีต่าง ๆ จนถึงจุดหมายปลายทาง 277 โพชฌงคบรรพ ตอนว่าดว้ ยธรรมที่ ผูกรัด เป็นองคแ์ ห่งการตรัสรู้ “ธมฺเมสุ ธมฺมมานุปสฺสี วิหรติ สตฺตสุ โพชฺฌงฺเคสุ” โพชฌงค์ คือธรรม 7 ท้งั หลาย จะ ประการอนั เป็ นองคแ์ ห่งการตรัสรู้เป็ นธรรมท่ีจะตอ้ งเจริญให้เต็มบริบูรณ์เพื่อให้บรรลุจุดหมาย ถกู ขจดั ไป ปลายทาง 278 จิต หรือ วิญญาณ โดยตัวของเองน้ันบริสุทธ์มิ ำก 279แต่อิทธิพลของสังขำรหรือกำร (ปหาน) ทีละ ช้นั ทีละช้นั ปรุงแต่งในอดีต ทาใหส้ ่วนของจิตเรียกว่า สัญญา ประเมินค่ำผิดอย่ตู ลอดเวลา ดงั น้นั เมื่อ เวทนา การปฏิบตั ิ เกิดขึ้น สังขาร หรือกำรปรุงแต่งจะเกิดขึ้นอีกซ้าแล้วซ้าเล่ากระบวนการที่เกิดข้ึนน้ีทาให้จิต วปิ ัสสนา กลายเป็นจิตที่ไม่บริสุทธ์ิ มีแต่ความทุกขก์ ระวนกระวายใจ แต่กำรเจริญ โพชฌงค์ จะช่วยนำจิต การขจดั กิเลสในส่วน ให้กลบั คืนมำสู่ควำมบริสุทธ์ิได้ 280 การเจริญ โพชฌงค์ คือกำรเฝ้ำสังเกตดูว่ำธรรม 7 ประกำร อนั ท่ีลกึ ที่สุด เป็นองคป์ ระกอบแห่งการตรัสรู้ มีอยตู่ ามความเป็นจริงในใจสกั เพียงใด หากโพชฌงค์ 7 ไดเ้ จริญ ของจิตใจ ข้ึนในจิตจนเต็มบริบูรณ์ ทำให้ วิชชา และ วิมุตติ บริบูรณ์ด้วย คือกระบวนกำรท้ังหมดของ ขจดั ออก วิปัสสนำ 281 องคป์ ระกอบแห่งการตรัสรู้อยา่ งแรกคือ สติ เป็ นองค์ประกอบที่สำคัญท่ีสุดในกำรรู้ อยา่ งแทจ้ ริง แจ้ง ถา้ ปราศจาก สติ เสียแล้วผูป้ ฏิบตั ิจะไม่สามารถก้าวหน้าไปบนหนทางน้ีได้ กำรมีสติเฝ้ำ เป็ นการขจดั สังเกตดูควำมจริงด้วยใจท่เี ป็ นกลำงน้นั เป็นส่ิงท่ีสาคญั ที่สุดและในการเจริญองคป์ ระกอบอ่ืน ๆ ผู้ อยา่ งถอน ปฏิบตั ิ จะตอ้ งเจริญสติอย่างต่อเนื่องอย่ตู ลอดทุก ๆ ขณะดว้ ย 282องคป์ ระกอบต่อไปคือ “ธรรม รากถอนโคน สังโยชน์ วิจัย” คำว่ำ “จย” หรือ “จยน” หมายถึงการรวมเขา้ ดว้ ยกนั เม่ือส่ิงท้งั หลายรวมตวั กนั อยู่ มกั จะ รู้ชดั เห็นชดั ก่อให้เกิดภาพลวงตาท่ีพาใหเ้ ราหลงผิดไปได้ แต่ วิจัย คือกำรแยกแยะ กำรเลือกเฟ้น กำรสืบค้น ตามความเป็ น จริงสงั โยชน์ ควำมจริงอย่ำงท่ีวิปัสสนำต้องกำรให้ทำ 283โดยในตอนแรก ๆ ธรรมวิจัย จะอยู่ในระดับเชำวน์ อนั เกิดการ ปัญญำก่อนร่างกายจะถูกแยกแยะออกมาเป็นเพียงแค่ธาตุ 4 และจิตประกอบข้นึ จากขนั ธ์ท้งั ส่ี เม่ือ กระทบกนั เฝ้าสังเกตอายตนะภายในและอายตนะภายนอก ได้สังเกตเห็นกระบวนการเพิ่มพูนกิเลสอัน พฒั นาอเุ บกขา เนื่องมาจากการกระทบกนั ของอายตนะภายในและภายนอก ความกระจ่างแจง้ ทางเชาวน์ปัญญา ได้ และเฝ้า จะเกิดข้นึ และนาผปู้ ฏิบตั ิไปสู่กำรปฏบิ ตั ิวปิ ัสสนำ คือกำรศึกษำควำมจริงตำมสภำวะทแ่ี ท้จริง 284 สังเกตดอู ยู่ สงั โยชนเ์ กา่ ๆ ที่เริ่มหลดุ ลอย ข้นึ มาและถูก ขจดั ออกไป รู้ชดั เห็นชดั ตามความ เป็นจริง เรื่อง
466 จมกู กบั กล่ิน องคป์ ระกอบ วริ ิยะ ควำมเพยี ร ตรงกบั มรรคมีองค์ 8 ขอ้ สัมมาวายาโม ความเพียรชอบเป็นความ ลิน้ กบั รส เพียรท่ีจะไม่ทำปฏิกิริยำตอบโต้ แต่ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดข้ึนตามที่มนั จะเกิด แต่การจะทา กายกบั สิ่ง ดงั น้ีไดต้ ้องอำศัย วิริยะ มำก อาจจะสู้ศึกไดเ้ ป็นพนั ๆ คร้ัง ต่อตา้ นขา้ ศึกเป็นพนั ๆ คน และไดร้ ับ ที่มาตอ้ งกาย ชยั ชนะ แต่การต่อสู้กบั ศึกภายในตนเองน้ันกลบั เป็ นส่ิงที่ยากกว่า เพราะเรามกั เคยชินอยู่แต่กบั และใจกบั การทาปฏิกิริยาตอบโต้ดังเช่นพระอานนท์ที่พยายามต่อสู้ คิดอยู่แต่ว่า “ เราจะต้องเป็ นพระ ธรรมารมณ์ อรหันต”์ เราจะ“ ตอ้ ง” ขจดั กิเลสใหห้ มดสิ้น ทาใหจ้ ิตของท่านขาดสมดุล หรืออีกประเภทหน่ึงที่ ไม่ทาอะไรเลย ปล่อยใหท้ ุกสิ่งทกุ อยา่ งเป็นไปเอง ซ่ึงเป็นการกระทาที่สุดโต่งอีกแบบหน่ึง จริงอยู่ วเิ คราะห์ ต้องปล่อยให้ทุกส่ิงเป็ นไปตามครรลอง แต่จะต้องรู้ความจริงอย่างท่ีเป็ นอยู่ความเครียดสัก อายตนะแต่ เลก็ นอ้ ยจะทาใหส้ ติดีข้ึน ผปู้ ฏิบตั ิจึงจำเป็ นต้องเดินทำงสำยกลำง มวี ริ ิยะที่ถกู ต้อง วิริยะที่ถูกตอ้ ง ละส่วน คน คืออย่างไร? วิริยะที่ถูกต้องคือ ควำมเพียรท่ีจะไม่ทำปฏกิ ิริยำโต้ตอบ ไดแ้ ต่เฝ้ำสังเกตดูด้วยควำม เป็นเพยี งกอง เข้ำใจในธรรมชำติอันไม่เท่ียงแท้ท่ีมีแต่การเกิดข้ึนดับไป เกิดดับเกิดดับแล้วธรรมะหรือกฎ แห่งสงั ขาร ธรรมชำติ จะให้ผลเอง ความหลุดพน้ จะเกิดจากธรรมะ จากกฎธรรมชาติ 285เมื่อปฏิบัติไปเร่ือย ๆ กระบวนการ ปฏิสัมพนั ธ์ โดยมี สติ มี ธรรมวิจัย มี วิริยะ ท่ีถูกตอ้ งพบว่าความไม่บริสุทธ์ิท้งั หลายจะค่อย ๆ สลายไป ถูก ตอ่ กนั ของ ขจัดออกไป เกิดความปี ติเอิบอ่ิม มีสุขเวทนาอย่างท่วมท้นเกิดข้ึนตลอดร่างกาย มีความดื่มด่า อายตนะ ซาบซ่าน เต็มไปดว้ ยความสุขอยา่ งลน้ พน้ แต่จะตอ้ งระมดั ระวงั ให้ดี หากเกิดความหลงใหลต่อ กระแสสั่นสะเทือนอนั อ่อนละเอียดเบาสบายที่เล่ือนไหลไปตลอดท้งั ร่างกาย และเฝ้ามองหา โพชฌงค์ คือ ความรู้สึกเช่นน้ีด้วยความยึดติด ความหลงใหลยึดติดน้ีย่อมไม่ใช่องคป์ ระกอบแห่งการตรัสรู้ ธรรม 7 ไม่ใช่ โพชฌงค์ แต่ถา้ สุขเวทนาน้ันทาให้ความเขา้ ใจในอนิจจงั โดยสาเหนียกว่ายงั คงอยู่ภายใน ประการอนั ขอบเขตของนามและรูปซ่ึงมีธรรมชาติอนั ไม่เท่ียงมีแต่การเกิดดบั เกิดดบั 286 ปี ติ คือควำมอิ่มใจ เป็นองคแ์ ห่ง ดื่มด่ำใจจะพัฒนำขึน้ เป็ นองค์ประกอบแห่งควำมรู้แจ้ง ปฏิบตั ิต่อไปเร่ือย ๆ โดยเฝ้าสงั เกตดูคล่ืน การตรสั รู้เป็น แห่งควำมปี ติสุขระลอกแลว้ ระลอกเล่าเกิดดบั เกิดดบั อยเู่ ช่นน้นั จะกา้ วหนา้ ไปอีกข้นั หน่ึงเรียกวา่ ธรรมท่ีจะตอ้ ง ปัสสัทธิ อันเป็ นควำมสงบลึกซึ้งเงียบเย็นอยู่ภำยใน จนหากมีเสียงรบกวนแม้จะแผ่วเบาสัก เจริญให้เตม็ เพียงใดจะกลายเป็ นส่ิงรบกวนเป็ นอนั มาก แมก้ ระทงั่ ลมหายใจท่ีละเอียดราวกบั เส้นดา้ ยบาง ๆ บริบูรณ์ เมื่อหายใจออกจะวกกลบั เขา้ ไปทนั ทีและเม่ือหายใจเขา้ จะวกออกมาทนั ทีน้นั ยงั เป็นส่ิงรบกวน จิต หรือ เพราะจิตกาลงั มีความสงบเรียบเป็นอยา่ งยง่ิ ตรงน้ีแหละท่ีเป็นอนั ตราย เพราะความสงบอยา่ งท่ีไม่ วญิ ญาณ โดย เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต อาจทาใหเ้ ขา้ ใจผิดคดิ เอาวา่ คือสภาวะนิพพาน เช่นเดียวกบั สภาวะปี ติท่ี ตวั ของเองน้นั ผ่าน ซ่ึงจะเป็ นเครื่องยืดขวางความกา้ วหน้าในการปฏิบตั ิ หากมีความเขา้ ใจที่ไม่ถูกตอ้ งสภาวะ บริ สุทธ์ ิมาก สญั ญา ปัสสัทธิ อาจจะกลายมาเป็ นเครื่องกีดขวางความกา้ วหน้าในการปฏิบตั ิได้ เพราะแทจ้ ริงสภาวะ ประเมินคา่ ผิด เช่นน้ีเป็ นเพียงแค่สถานีกลางทางเท่าน้ันจุดหมายปลายทางยงั อยู่อีกไกลแสนไกล ผูป้ ฏิบตั ิ อยตู่ ลอดเวลา สามารถจะตรวจสอบตนเองไดว้ า่ ทวำรรับรู้ท้ังหกยังคงทำหน้ำท่ีโดยปกติอย่หู รือไม่ ดว้ ยการลอง เมอ่ื เวทนา ลืมตาดู หรืออาจจะลองตรวจสอบดูวา่ ประสาทหูยงั คงทางานอยูห่ รือไม่หากยงั คงทางานอยู่อยา่ ง เกิดข้นึ สังขาร เป็นปกติ แสดงว่าผปู้ ฏิบตั ิยงั มิไดข้ า้ มพน้ ขอบเขตแห่งนามและรูปเลย 287สภาวะข้นั สูงอีกสภาวะ ปรุงแต่ง หน่ึงท่ียากจะรู้สึกไดค้ อื สภำวะท่ีมีควำมสะเทือนสั่นไหวอยา่ งแผ่วเบำ ความรู้สึกที่เกิดข้นึ ในช้นั น้ี เกิดข้ึน กระบวนการ ทาให้จิตไม่ บริ สุทธ์ ิ โพชฌงค์ คือ การเฝ้า สงั เกตดวู า่ ธรรม 7 ประการ อนั เป็ น องคป์ ระกอบ
467 แห่งการตรัส เรียกวา่ อทกุ ขมสุขเวทนา คือไม่ทุกข์และไม่สุข ในสภาวะ ปี ติ รู้สึกอิ่มเอิบด่ืมด่าเป็นสุขเวทนาแต่ รู้ บดั น้ีเป็นความรู้สึกสงบอย่างยิง่ ไม่มีท้งั ทุกขเวทนาและสุขเวทนา มีแต่ความสงบระงบั อนั ตราย ของสภาวะเช่นน้ีมีอยู่ เพราะอาจไม่รู้สึกในอนิจจงั ไม่รู้สึกถึงการเกิดดบั ภายใน กำรวำงเฉยต่อ สติ ควำมอยำก ควำมพอใจในสุขเวทนำ หรือวำงเฉยต่อควำมขัดเคืองไม่พอใจในทกุ ขเวทนำอาจจะทา องคป์ ระกอบ ไดง้ ่าย แต่การวางเฉยต่อความรู้สึกสงบระงบั อย่างน้ีทาไดย้ ากมาก ผปู้ ฏิบตั ิจะตอ้ งมีควำมต้ังอก สาคญั สุดใน ต้งั ใจและมีจติ ท่ีแหลมคมเป็นอยา่ งยงิ่ เพ่อื ใหส้ ามารถรับรู้ความสนั่ ไหวเพียงเบา ๆ ท่ีเกิดอยภู่ ายใน การรู้แจง้ สติ ร่างกายสามารถตรวจสอบการทางานของอำยตนะท้ังหก และมีความเข้ำใจในควำมเป็ นอนิจจัง เฝา้ สังเกตดู ความจริงดว้ ย ของสภำวะท่ีกาลงั ประสบอยู่ 288คาถามคือ ควำมรู้สึกกลำง ๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข หรือ อทุกขมสุข ใจเป็ นกลาง เวทนา เป็นอย่างไร ความรู้สึกเฉย ๆ ในระดบั พ้ืนผิวที่บอกไม่ไดว้ ่าสบายหรือไม่สบายในตอนที่ เร่ิมปฏิบตั ิใหม่ ๆ น้นั ไมใ่ ช่ อทกุ ขมสุขเวทนา ท่ีพระผมู้ ีพระ ภาคทรงหมายถึง เพราะ อทุกขมสุข วจิ ยั คอื การ เวทนา น้นั มีความพอใจหรือไม่พอใจผสมอยู่ดว้ ย เม่ือผูป้ ฏิบตั ิปฏิบตั ิมาจนได้ควำมรู้สึกที่เป็ น แยกแยะ การ กลำง ๆ แลว้ และเฝ้าดูมนั ต่อไปเรื่อย ๆ พอนานเขา้ จะเริ่มเบ่ือหน่าย คือนิสยั ความเคยชินของจิตท่ี เลอื กเฟ้น อยากจะไดใ้ นสิ่งท่ียงั ไม่ได้ ส่ิงที่ไดม้ าแลว้ กลบั กลายเป็นส่ิงท่ีน่าเบ่ือ 289ผคู้ นที่มาปฏิบัติวปิ ัสสนำ การสืบคน้ ลว้ นมาจากชุมชน ประเทศ ศาสนา ลทั ธิประเพณี และความเชื่อที่แตกต่างกนั ทกุ คนพาตวั เองมาสู่ ความจริง แม่น้ำแห่งวิปัสสนำน้ี ดว้ ยความปรารถนาที่จะดบั ความกระหาย เพื่อให้หลุดพ้นจำกอวิชชำ หลุด อยา่ งท่ี พน้ จากความทุกข์ เมื่อไดม้ าปฏิบตั ิแลว้ แมจ้ ะยอมรับว่าโครงสร้ำงของนำม และรูป ไม่เท่ียงแท้ วิปัสสนา ถาวรเกิดข้ึนดบั ไปไม่เป็นแก่นสาร แตบ่ างคนที่มาจากกลุ่มชนท่ีมีความเชื่อวา่ มีอตั ตาเที่ยงนิรันดร์ ตอ้ งการให้ เม่ือปฏิบตั ิมาไดถ้ ึงข้นั น้ี อนั ตราย จะเกิดข้ึน เพราะสภาวะอนั สงบย่งิ น้ีทาให้เกิดความหลงผิด คิด ทา ว่าตนไดป้ ระสบกบั สภาวะท่ีไม่มีการเปล่ียนแปลง ถือเอาว่าคือการเขา้ ถึง “อาตมนั ” บางคน มา จากประเพณีความเชื่อท่ีว่ามี “ปรมาตมนั ” หรืออาตมนั สูงสุดเป็นตน้ กาเนิดและที่รวมของทุกส่ิง ธรรมวิจยั จะอยู่ ทุกอย่างในจกั รวาล และปรมาตมนั น้ันอยู่ภายในตวั บุคคลแต่ละคน จะหลงผิดไปว่าสภาวะน้ี ในระดบั เชาวน์ แหละคือปรมาตมัน เป็ นความหลงผิดท่ีเป็ นอนั ตรายอย่างย่ิง จงเฝ้าสังเกตดูอย่างถ่ีถ้วนหาก ปัญญากอ่ นการ สามารถสังเกตรู้ว่า แม้สภาวะน้ันจะดูสงบนิ่งสักเพียงไรแต่ภายใต้ความสงบน้ัน ยงั มีควำม กระทบกนั ของ สั่นสะเทือนกระเพ่ือมไหวอย่ำงแผ่วเบำเกิดขึน้ ดับไปอยู่ตลอดเวลำ เท่ากบั ว่ามีองค์ประกอบใน อายตนะภายใน และภายนอก การรู้แจง้ ช่วยใหก้ า้ วหน้าต่อไป 290องคป์ ระกอบคือ สมาธิ หมำยถึงควำมต้ังม่ันของจิตหรือควำม ความกระจา่ ง มีอำรมณ์หน่ึงเดียว สมาธิมีปฏิบตั ิกนั อยู่หลายรูปแบบแมใ้ นสมยั ก่อนพุทธกาลจวบจนกระทงั่ เชาวน์ปัญญา ปัจจุบนั อนั ตรายของกำรเข้ำถึงฌำนคือ ผู้ปฏิบัติอำจมีควำมเข้ำใจว่ำตนเองได้บรรลุธรรมแล้ว นาไปวปิ ัสสนา คือศกึ ษาความ แทจ้ ริงเป็นเพียง โลกยิ สมาธิ หรือ โลกยิ ฌาน ซ่ึงจะนาใหเ้ วยี นวา่ ยอยใู่ นภพภมู ิตา่ ง ๆ ชีวิตแลว้ ชีวติ จริงตามสภาวะ แทจ้ ริง เล่าชาติแลว้ ชาติเล่า ส่วน สัมมาสมาธิ นำให้ข้ำมพ้นไปสู่ควำมหลุดพ้นอยา่ งสมบูรณ์ หลดุ พน้ จาก ความทุกข์ หลุดพน้ จากวงจรของการเกิดการตาย ซ่ึงจะเขา้ ถึงไดด้ ว้ ยสัมปชญั ญะ คือมีสติระลึกรู้ วริ ิยะ ความ ในปรำกฏกำรณ์ของนำมรูป และประจักษ์รู้ในธรรมชำติที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลงเกิดข้ึนดบั ไป เพยี ร ไม่ทา เกิดข้นึ ดบั ไป จิตจึงต้งั มนั่ อยกู่ บั ความเป็นจริงไดเ้ ขา้ ถึง โลกตุ ตรฌาน ท่ีจะนาใหข้ า้ มพน้ จากภพภูมิ ปฏกิ ิริยาตอบ ตา่ ง ๆ เม่ือองค์ฌำนของ สัมมาสมาธิ น้นั สมบูรณ์ จะไดผ้ ลญาณไปพร้อม ๆ กนั 291สัมมาสมาธิ จะ โต้ เฝ้าสังเกต การเกิดดบั เฝ้าสังเกตดู ดว้ ยความ เขา้ ใจใน ธรรมชาติอนั ไม่เท่ียงแท้ ปฏิบตั ิไป มี สติ มธี รรม วิจยั มีวิริยะ เกิดปี ติ มสี ุข เวทนา ท่วง ทน้
468 สน่ั สะเทือน ช่วยใหไ้ ดอ้ ริยผล ต้งั แต่ข้นั โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี จนถึง อรหันต์ สมาธิที่ใหผ้ ลดงั กล่าวมา อนั อ่อน น้ีเท่าน้นั จึงจะเป็น สัมมาสมาธิ เป็นโพชฌงค์ 292โพชฌงคท์ ี่ 7 คือ อุเบกขา เป็นองคป์ ระกอบใน ละเอียด การรู้แจง้ ที่สาคญั ซ่ึงจะตอ้ งมีอยตู่ ลอดทุกข้นั ตอนเช่นเดียวกบั สติ อุเบกขำ คือ กำรวำงเฉย ท้งั สติ และอุเบกขาจะตอ้ งมีอยตู่ ลอดเวลา หมายความว่าโพชฌงคข์ อ้ แรกกบั ขอ้ สุดทา้ ยจะตอ้ งมีอยเู่ สมอ ปี ติ คอื ความ ไม่ว่าเราจะกาลังพฒั นาโพชฌงค์ขอ้ ใดข้อหน่ึงอยู่ ตาม 293องค์ประกอบแห่งควำมรู้แจ้งท้งั 7 อิ่มใจ พฒั นา ประการมีความสาคญั มากนาเราไปใหถ้ ึงจุดหมายปลายทางขณะท่ีคอยเฝ้าสังเกตความไม่บริสุทธ์ิ เป็ น คือกิเลสต่าง ๆ อยู่โดยกฎธรรมชาติ กิเลสจะหลุดลอยข้ึนมาบนพ้ืนผิวของจิต แลว้ ถูกขจดั ไป แต่ องคป์ ระกอบ องค์ประกอบแห่งควำมรู้แจ้งหรือ โพชฌงค์ น้นั หากเฝ้าสังเกตดูมนั ไป องคป์ ระกอบแต่ละอย่าง แห่งความรู้ จะผุดลอยข้ึนมาบนพ้ืนผิวของจิต แล้วเพ่ิมพูนมากข้ึนมากข้ึน จนเต็มบริบูรณ์ กระทง่ั ผูป้ ฏิบตั ิ แจง้ ดูคลื่น บรรลุสู่จุดหมายปลายทาง ดังท่ีพระพุทธองค์ทรงอธิบายไวด้ ังน้ี “สนฺต วา อชฺณตฺต สติสมฺ ปัสสัทธิ อนั โพชฺฌงฺค อตฺถิ เม อชฺฌตฺต สติสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ อสนฺต วา อชฺฌตฺต สติสมฺโพชฺฌงฺค เป็ นความ นตฺถิ เม อชฺฌตฺต สติสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ” 294เม่ือองค์ประกอบแห่งการตรัสรู้ คือสติมีอยู่ สงบลึกซ้ึง “สนฺต” รู้ชดั “ปชำนำต”ิ วา่ สติมีอยภู่ ายในจิต “อตถฺ ิเม อชฺฌตตฺ ” เมื่อสติไมม่ ีอยู่ “อสนุต” ยอมรับ เงียบเยน็ อยู่ ภายใน ในความจริงน้ี “นตฺถิ เม อชฺฌตฺต” (บดั น้ีสติไม่มีอยู่ในจิต) 295“ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส สติสมฺ สภาวะที่มี โพชฺฌงคฺ สฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ ยถา จ อุปปฺ นฺนสฺส สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย ปาริปู ความ สะเทือนส่นั รี โหติ ตญฺจ ปชานาติ” องคป์ ระกอบแห่งการตรัสรู้คือ สติ ท้งั หลายท่ีเคยสะอยใู่ นอดีตจะช่วยผู้ ไหวอยา่ ง ปฏิบตั ิ โดยผดุ ลอยข้ึนมาบนพ้ืนผิวของจิต “อนุปฺปนฺนสฺส อุปฺปาโท โหติ” ผปู้ ฏิบตั ิเฝ้าสังเกตดู แผว่ เบา อทุก และรู้ชดั “ตญฺจ ปชานาติ” สติ ท้งั หลายผุดลอยข้ึนมาจากส่วนลึกซ้าแลว้ ซ้าเล่า “อุปฺปนฺนสฺส” ขมสุขเวทนา ไดแ้ ต่เฝ้าสังเกตดูและรู้ชดั ดว้ ยปัญญา สติ จะเพิ่มพูนมากข้ึนจนเต็มบริบูรณ์ “ภาวนาย ปาริปูรี” คอื ไม่ทกุ ข์ 296“สนฺต วา อชฺฌตฺต ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงค์ .. ภาวนาย ปาริปูรี โหติ ตญฺจ ปชานาติ” ในทานอง และไม่สุข ตรวจสอบ เดียวกนั ธรรมท่ีเป็นองคป์ ระกอบแห่งการตรัสรู้ขอ้ ต่อไปคือ ธรรมวิจัย หรือกำรเลือกเฟ้นธรรม อายตนะหก เมื่อมีหรือไม่มีอยู่ภายในจิตขณะน้ัน ผูเ้ ฝ้าสังเกตดูและรู้ชดั ธรรมวิจัย ในอดีตซ่ึงไม่เคยผุดโผล่ เขา้ ใจอนิจจงั ข้ึนมาก่อน จะผุดลอยข้ึนมาจากส่วนลึกของจิตซ้าแล้วซ้าเล่า ผูป้ ฏิบตั ิเฝ้าสังเกตดูธรรมท่ีเป็ น สภาวะกาลงั องคป์ ระกอบแห่งการตรัสรู้น้ีจะเพ่ิมพูนมากข้ึนจนเตม็ บริบูรณ์ ผปู้ ฏิบตั ิ จะถึงจุดหมายปลายทาง ประสบอยู่ 297“... วีริยสมฺโพชฺฌงฺค ... ...ปี ติสมฺโพชฺฌงฺค์ ... ... ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺค ... ...สมาธิสมฺ โพชฺฌงฺค ... ...สนฺต วา อชฺฌตฺต อุเปกฺขาสมฺโพชฌงฺค ... ...ภาวนาย ปาริปูรี โหติ ตญฺจ ปชานาติ...” ความรู้สึก เฝ้าสังเกตดูและรู้ชัดในธรรมท่ีเป็ นองคป์ ระกอบแห่งการตรัสรู้อ่ืน ๆ คือ วิริยะ (ความเพียร) ปี ติ กลาง ๆ ไม่ (ความดื่มด่า ความเอิบอิ่มใจ) ปสฺสทฺธิ (ความสงบระงบั ) สมำธิ (ความต้งั มน่ั ของจิต) และอุเบกขำ ทกุ ขไ์ ม่สุข (ความวางเฉย) เม่ือมีอย่หู รือไม่มีอย่ใู นจิต และรู้ชดั เมื่อธรรมท้งั หลายเหล่าน้นั ท่ีไม่เคยเกิดข้ึนใน เฝ้าดูตอ่ ไป จิตมาก่อน ไดเ้ กิดข้ึนและเจริญข้นึ จนเตม็ บริบูรณ์ 298“อิติ อชฺฌตฺต วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ เร่ือย ๆ ... อตฺถิ ธมฺมาติ...น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ” เฝ้าสังเกตธรรมะภายในภายนอก และท้งั ภายใน ภายนอก เกิดข้นึ ดบั ไป เกิดข้นึ ดบั ไป และเกิดดบั เกิดดบั ติดตอ่ กนั รู้ชดั เขา้ ใจชดั วา่ โอน้ ี่แหละคือ จงเฝ้าสังเกต ธรรมะ แลว้ สติ ต้งั มน่ั อยู่กบั ความจริงอนั น้ี ไม่มีความยึดติดอยอู่ ีกแลว้ ไม่มีอะไรใหย้ ึดถืออีกแลว้ ดอู ยา่ งถ่ถี ว้ น นี่แหละคือการปฏิบตั ิ ธัมมานุปัสสนา 299 คาถาม การเคลื่อนความสนใจของเราเป็นสิ่งเดียวท่ีเรา โครงสร้าง ของนาม และรูป ไม่ เที่ยงแทถ้ าวร เกิดข้ึนดบั ไป สมาธิ หมายถึง ความต้งั มนั่ ของ จิตหรือความมี อารมณ์หน่ึง
469 เดียว สามารถจะทาได้อย่างอิสระด้วยตัวของเราเองใช่หรือไม่ ในเมื่อสิ่งอ่ืน ๆ ทุก ๆ ส่ิงทุก ๆ อย่างถูก สัมมาสมาธิ นา ควบคุมด้วยธรรมะ ? คาตอบ ทุกสิ่งทุกอย่ำงถูกควบคุมโดยธรรมะ การเคล่ือนความสนใจเป็ น ใหข้ า้ มพน้ ไปสู่ เพียงสิ่งเดียวท่ีสามารถจะทาไดเ้ พ่ือความหลุดพน้ ของตวั ท่านเอง ท่านจะทาอยา่ งไร ทาไดท้ ้งั น้นั ความหลุดพน้ เช่น ถา้ ท่านปรุงแต่งตอบโต้กับเวทนำ ธรรมะ จะผูกรัดท่ำนไว้กับกิเลส ผกู ท่านไวก้ บั ความทุกข์ ความทุกข์ เพราะด้วยความอยากที่จะได้รับผลของการปฏิบตั ิ หรืออย่างน้อย เพราะมีความยึดติดกบั การ เขา้ ถงึ ไดด้ ว้ ย ปฏิบตั ิอยา่ งเอาจริงเอาจงั แต่ถา้ ทา่ นเพยี งแค่เฝ้ำดูเวทนำไป ธรรมะจะช่วยให้ท่ำนหลุดพ้น ถา้ ทา่ น สัมปชญั ญะ คอื พบว่าท่านไม่ไดป้ ฏิบตั ิอย่างจริงจัง แลว้ ท่านรู้สึกหดหู่กลดั กลุ้ม คือความทะยานอยาก แต่ถา้ มสี ตริ ะลกึ รู้ใน ยอมรับความจริงวา่ ท่ำนไม่ได้ปฏิบัตอิ ย่ำงจริงจงั แล้วเริ่มต้นใหม่เพรำะรู้ว่ำจะต้องปฏบิ ตั ิให้จริงจัง ปรากฏการณ์ ของนามรูป กำรปฏิบตั ิจะก้ำวหน้ำไปด้วยดี 300คาถาม ความรู้สึกเป็นกลาง ๆ หรืออทกุ ขมสุขเวทนานั้นมาจาก และประจกั ษร์ ู้ การท่ีเรามีปฏิกิริยาเป็นกลาง ๆ ใช่หรือไม่ ? และควรพยายามที่จะเปล่ียนให้เป็นเพียงการแค่เฝ้า ในธรรมชาติ สังเกตดูเท่านั้นใช่หรือไม่ ? คาตอบ อทุกขมสุขเวทนา เกิดข้ึนเพราะอวิชชา คือความไม่รู้จริงแต่ ความไม่รู้จริงจะหมดไป ถา้ เพียงแต่เฝ้าดูและรู้วา่ เป็นปรากฏการณ์ท่ีแปรปรวน เปล่ียนแปลงอยู่ สัมมาสมาธิ ให้ ตลอดเวลำ ความเข้าใจอนิจจังระดับผิวเผินซ่ึงนับว่ามีประโยชน์น้ัน เกิดข้ึนเม่ือความรู้สึกที่ ไดอ้ ริยผล เจบ็ ปวดไมส่ บายผา่ นพน้ ไป หายไปเป็นความเขา้ ใจอนิจจงั หรือความเปลี่ยนแปลงในระดับหยำบ ต้งั แต่ข้นั ๆ ที่เห็นไดง้ ่าย แต่ความเขา้ ใจอนิจจังในระดับที่ลึกลงไปอีกน้ันเกิดจากกำรท่ีมีสติรู้ถึงกระแส โสดาบนั สั่นสะเทือนเบำ ๆ ที่เกิดอยู่ภำยในและทาให้เขา้ ใจไดว้ ่าความรู้สึกกลาง ๆ มีความเปลี่ยนแปลง สกทาคามี อนาคามี แปรปรวนเกิดดบั เกิดดบั อยู่ทุกขณะ 301คำถำม ถ้าในขณะที่กาลังปฏิบัติอย่นู ั้นมีราคะเกิดขึน้ อรหันต์ แล้วเราเพลิดเพลินไปกับมัน โดยปรุงแต่งอยู่กับอารมณ์นั้นระยะหนึ่งก่อนท่ีจะได้สังเกตมัน เช่นนีเ้ ท่ากับได้เพ่ิมพูนกิเลสเก่า ๆ ให้มากขึน้ เสียย่ิงกว่าตอนก่อนปฏิบัติ แทนที่จะได้ขจัดมันไป อเุ บกขา จะตอ้ ง ใช่หรือไม่ ? คำตอบ กระบวนการเพ่ิมพูนกิเลสมีอยู่ตลอดเวลาวนั ละ 24 ชวั่ โมงอยู่แลว้ แมเ้ ราจะ มอี ยตู่ ลอดทกุ ไม่เคยสังเกตเห็นมนั เลย บดั น้ีอย่างนอ้ ยที่สุด ยงั มีเวลำช่ัวขณะหนึ่งท่ีเรำจะได้สังเกตดู ซ่ึงเท่ากบั ข้นั ตอน สติ ว่าไดห้ ยุดกระบวนการเพิ่มพูนกิเลสไวช้ วั่ ขณะหน่ึงและเวลาชวั่ ขณะหน่ึงจะเปล่ียนไปเป็ น 2-3 อเุ บกขา คือ วินาทีแล้ว 2-3 นาที หรืออาจเป็ น 2-3 ช่ัวโมง ซ่ึงถือได้ว่าเป็ นผลบวกสาหรับเรา กำรปฏิบัติ การวางเฉย วิปัสสนำจะทาให้รู้ว่าทุกคร้ังเพลิดเพลินอยู่กับควำมปรำรถนำทำงโลกกาลงั เพิม่ ควำมทุกข์ใหก้ บั ตวั เอง แต่ในเวลากาลงั เฝ้ำสังเกตควำมรู้สึกอยู่เป็ นช่วงเวลาที่กาลงั ออกมาจากความทุกข์ ย่ิงเรา องคป์ ระกอบ เฝ้าดูมนั มากเท่าไร เรา จะยง่ิ หลุดพ้นจำกควำมทุกข์ไดม้ ากข้ึนเท่าน้นั 302คำถำม จากคาสอนของ แห่งความรู้แจง้ พระพุทธองค์ดูเหมือนจะทรงให้ กวาดความสนใจไปท่ัวร่างกาย พร้ อม ๆ กับการหายใจเข้าหรือ หรือ โพชฌงค์ ออก ถ้าเป็นเช่นนั้น การสารวจร่ างกายทีละส่วน ๆ ของการปฏิบัติวิธีนีม้ ีต้นตอมาอย่างไร และมี นาไปถงึ ความสาคัญอย่างไร ? คำตอบ พระพุทธเจา้ ตรัสว่า “สพฺพกาย ปฏิสเวที อสฺสสิสุ สามีติ สิกฺขติ” จดุ หมาย คาวา่ “สิกฺขติ” แปลว่า ศึกษำ ในขณะที่ประโยคอ่ืน ๆ ทรงกล่าวว่า ปชำนำติ ปชำนำติ (ผปู้ ฏิบตั ิรู้ ปลายทางคอย ชดั ) เพราะผูป้ ฏิบตั ิจะตอ้ งเรียนรู้วา่ จะกวาดความสนใจไปไดต้ ลอดทวั่ ร่างกายภายในการหายใจ เฝ้าสงั เกตความ คร้ังหน่ึงไดอ้ ยา่ งไร และการเรียนรู้คอื กำรที่ค่อย ๆ ทำไปทีละส่วน ทลี ะส่วนก่อน ซ่ึงการเฝ้าสังเกต ไมบ่ ริสุทธ์ิคือ ดูทีละส่วน ทีละส่วนน้ี ทาใหส้ ่วนที่ยงั เป็นกลุ่มก้อนแข็งทึบอยู่น้ันค่อย ๆ อ่อนตัวลงทีละเลก็ ทีละ กิเลสตา่ ง ๆ โดยกฎ ธรรมชาติ กิเลส จะหลดุ ลอย ข้นึ มาบนพ้นื ผวิ จิต สติมีอยู่ รู้ชดั สติไมม่ ีอยู่ ยอมรับในความ จริง สตเิ คยสะสมอยู่ ในอดีตจะช่วยผู้ ปฏิบตั ิเพียงได้ เฝา้ สังเกตดูและ รู้ชดั ดว้ ยปัญญา สตเิ พม่ิ พูนมาก ข้นึ จนเด่น สมบรู ณ์
470 ธรรมวิจยั หรือ น้อยจนสลายไปหมด กระทงั่ ผูป้ ฏิบตั ิสามารถกวาดความสนใจไปไดท้ วั่ ตวั ท้งั ภายใน ภายนอก การเลอื กเฟ้น ตลอดทวั่ ร่างกาย แลว้ จากน้ัน กลบั ไปสารวจทีละส่วน ทีละส่วนอีก แมว้ ่าร่างกายทุก ๆ ส่วนดู ธรรมส่วนลึก เหมือนจะเปิ ดออกหมดแลว้ ท้งั น้ีเพราะอาจจะยงั มีส่วนเลก็ ๆ ท่ียงั ไมเ่ ปิ ดออกมา “สิกฺขต”ิ คือกำร ของจิตซ้าแลว้ เรียนรู้เพ่ือที่จะไปให้ถึงข้ัน ภังคญาณ 303คำถำม ในพระสูตรได้กล่าวถึงสติปัฏฐาน 4 อย่างและ ซ้าเลา่ มีหรือไม่ มีอยภู่ ายในจิต วิธีการปฏิบัติอ่ืน ๆ อีกมากมาย แต่การสอนของท่านอาจารย์มีแต่ให้ สังเกตร่างกาย คือฝ้าดูลม ขณะน้นั ผเู้ ฝ้า สงั เกตดูและรู้ หายใจเข้าออกกับให้สังเกตเวทนา เท่านั้น ในเม่ือพระสูตรเองไม่ได้บอกว่าวิธีการปฏิบัติใด มี ชดั ธรรมวิจยั ความสาคัญมากกว่าวิธีใด เหตุใดท่านจึงไม่สอนวิธีการปฏิบัติเสียให้ทุกวิธี เช่น การเดินจงกรม หรือการตามดูความคิด? คำตอบ วิธปี ฏบิ ัตนิ ้นั มีต่าง ๆ กนั พระพุทธเจา้ ทรงแนะนาผทู้ ่ีมาศึกษากบั วริ ิยะ (ความ พระองคใ์ หป้ ฏิบตั ิต่าง ๆ กนั ไปตามพื้นฐำนภูมิหลงั ตลอดจนความสามารถและจริตของแต่ละคน เพียร) ปี ติ แต่ในที่สุดเมื่อกำรปฏิบัติไปได้ถึงจุดหน่ึงแล้วผู้ปฏิบัติทุกคน จะต้องผ่ำนไปตำมสถำนีต่ำง ๆ ตำมลำดับเช่นเดียวกันท้ังสิ้น วิธีการปฏิบตั ิวิธีน้ี ไดร้ ับสืบทอดมาจากผูป้ ฏิบตั ิที่เร่ิมกำรปฏิบัติ (ความดื่มด่า ความเอบิ อิม่ ใจ) ด้วยกำรสังเกตลมหำยใจ และจำกลมหำยใจ ผู้ปฏิบัติ ต้องมำสังเกตเวทนำหรือควำมรู้สึกทำงกำย ปสฺสทฺธิ (ความ เพราะผปู้ ฏิบตั ิจะสามารถมีประสบการณ์อยา่ งแทจ้ ริงกับกำรเกิดดับได้ด้วยกำรสังเกตเวทนำ ลม สงบระงบั ) หายใจและเวทนาจะสามารถนาเราไปจนถึงจุดหมายสูงสุดได้ แต่ถา้ ใครอยากจะลองปฏิบตั ิแบบ สมาธิ (ความต้งั อื่นดู ไม่ได้มีขอ้ ห้ามอะไร เพียงแต่ขอให้เขา้ ใจเอาไวด้ ้วยว่า ผูป้ ฏิบตั ิที่ได้ปฏิบตั ิตามวิธีน้ีและ มนั่ ของจิต) สามารถกา้ วหนา้ ไปไดแ้ ลว้ น้นั ถา้ หากจะไปลองปฏิบตั ิวิธีอ่ืนเพียงเพราะมีความอยากรู้อยากเห็น และอุเบกขา จะเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เช่น ถา้ ท่านปฏิบตั ิโดยการสังเกตลมหายใจและเวทนา (ความวางเฉย) จนกระทง่ั สามารถรับรู้เวทนาไดต้ ลอดทวั่ ท้งั ตวั แลว้ ไปลองวิธีการปฏิบตั ิแบบเดินจงกรม โดย ขณะที่เดิน ท่าน เฝ้าสังเกตการเดินของท่าน สังเกตดูว่าเทา้ ยกข้ึน ย่างไป แลว้ เหยียบลงบนดิน เฝ้าสังเกตธรรมะ ใหม่ โดยไม่ไดส้ ังเกตเวทนาความสามารถในการรับรู้เวทนาของท่าน จะชะงกั งนั ไม่แหลมคม ภายในภายนอก เหมือนแต่ก่อน และเมื่อท่านกลบั มาฝึ กวิธีน้ีอีกท่าน จะไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกหรือเวทนาที่ และท้งั ภายใน ละเอียดได้ แต่ มีบางคนที่จิตหยาบมาก ไม่อาจจะเร่ิมต้นปฏิบตั ิกับส่ิงที่ละเอียดอย่างเช่นการ ภายนอก เกดิ ข้นึ ดบั สังเกตลมหายใจท่ีแผ่วเบาได้ ดงั น้ัน การปฏิบตั ิโดยการเดินจงกรมจึงเหมาะสมกว่า 304การเฝ้ำ ไป และเกดิ ดบั เกดิ สังเกตลมหำยใจเบำ ๆ อยู่ แต่ภายในขอบเขตบริเวณเล็ก ๆ เป็นส่ิงที่ยากมาก แต่ถา้ ท่านสามารถ ดบั ติดตอ่ กนั รู้ชดั สงั เกตลมหายใจท่ีบริเวณทำงเข้ำช่องจมกู และสามารถรู้สึกถึงลมหำยใจท่ลี ะเอียดแผ่วเบำได้อย่ำง เขา้ ใจชดั ชัดเจนอย่แู ลว้ แต่กลบั ไปฝึ กสังเกตโดยเอำมือไปวำงไว้ที่หน้ำท้อง เป็ นวิธีกำรสังเกตลมหำยใจท่ี หยำบมำกเช่นน้ี เทา่ กบั วา่ การปฏิบตั ิของทา่ นถอยหลงั พระพทุ ธองคท์ รงตอ้ งการใหก้ ้ำวจำกควำม ทุกส่ิงทุกอยา่ งถูก หยำบไปหำควำมละเอียด จาก โอฬาริก ไป สุขุมา ถา้ ท่านกาลงั ปฏิบตั ิวิธีน้ีอยู่ และเวทนาท่ีท่าน ควบคมุ โดยธรรมะ กาลงั สังเกตกลบั เปลี่ยนเป็ นหยาบข้ึนมาอีกโดยไม่รู้ตวั เช่นน้ีเป็ นส่ิงท่ีช่วยไม่ได้ เพราะเกิดข้ึน การเคล่อื นความ เนื่องจากกิเลสที่อยู่ลึกลงไปไดผ้ ดุ ลอยข้นึ มาบนพ้ืนผิวของจิต แต่ท่านไม่ควรหนั ไปกาหนดเอาสิ่ง สนใจเป็นสิ่งเดยี ว ที่หยาบข้ึนมาเป็นอารมณ์ภาวนาโดยเจตนา เพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็น และหลงลืมควำม ทาไดเ้ พอื่ หลดุ พน้ เป็ นจริงอันละเอียดท่ีได้เคยประสบมำเสียสิ้น หากวิธีการปฏิบตั ิวิธีน้ีไม่เหมาะสาหรับท่าน เป็น ตวั เองปรุงแต่งตอบ การถูกตอ้ งท่ีท่านจะไปหาวิธีปฏิบตั ิวิธีอื่น แลว้ ปฏิบตั ิวิธีน้ันไปจนกว่าจะบรรลุจุดหมายสูงสุด โตก้ บั เวทนา เวลำเป็ นส่ิงมีค่ำมำก จงอย่ำเสียเวลำอันมคี ่ำของชีวิตของท่านไปโดยเปลา่ ประโยชน์ดว้ ยการว่ิงไป ธรรมะจะผกู รดั ทา่ น ไวก้ บั กเิ ลส ความเขา้ ใจอนิจจงั ระดบั ลึกลงไปเกดิ จากการท่ีมีสตริ ู้ถึง กระแสสน่ั สะเทอื น เบา ๆ ทีเ่ กิดอยู่ ภายในและทาให้ เขา้ ใจวา่ ความรูส้ ึก กลาง ๆ มคี วาม เปล่ียนแปลง แปรปรวน เกดิ ดบั เกดิ ดบั อย่ทู กุ ขณะ ความเขา้ ใจ อนิจจงั ระดบั ลึก เกิดจากมสี ติรู้ ถึงกระแส ส่นั สะเทอื นเบา ๆ ภายใน มี เปล่ยี นแปลง แปรปรวนเกิด ดบั เกิดดบั อยู่ ทกุ ขณะ
471 เวลาชว่ั ขณะ ลองปฏิบตั ิวิธีโน้นที่วิธีน้ีที 305คำถำม ถ้าไม่มี “ ฉัน” แล้ว อะไรคือสิ่งที่ต้องการความรู้แจ้ง ? หน่ึงทีเ่ ราจะได้ คำตอบ อวิชชาหรือควำมไม่รู้จริงคือสิ่งท่ีต้องกำรควำมรู้แจ้ง ความไม่รู้จริงตอ้ งการความรู้แจง้ สังเกตดู ซ่ึง เมื่อมีกิเลสเป็นเครื่องผกู รัด จาเป็นที่จะตอ้ งมีการปลดปล่อย ไมม่ ีอะไรอ่ืน 306คำถำม ท่านจะให้คา เท่ากบั วา่ ได้ จากัดความของจิตท่ีกรุณาอย่างไร ? เราจะใช้ความกรุณาอย่างมีสติกับตัวเราเอง ในขณะท่ีกาลัง หยดุ ตกอยู่ในความทุกข์ได้หรือไม่ ? คำตอบ จิตท่ีกรุณาคือจิตที่มีควำมสงสำรคิดอยำกช่วยให้พ้น กระบวนการ ทุกข์ เม่ือมีความกรุณาเกิดข้ึนในใจ ยอมรับความจริงว่าจิตของเราเป็นจิตที่มีความกรุณา แน่นอน เพม่ิ พนู กิเลสไว้ สิ่งแรกท่ีควรให้ควำมกรุณำคือตัวเรำเอง จงเมตตำตวั เอง จงรักตวั เองและจงสงสารตวั เอง ทุกคร้ัง ชวั่ ขณะหน่ึง ที่ท่านสร้ำงสังขำรด้วยกำรปรุงแต่งควำมรักใคร่พอใจหรือควำมไม่ชอบไม่พอใจต่อใครคนใดคน หนง่ึ เท่ำกับว่ำ ท่ำนกำลังทำร้ำยตัวเอง ทา่ นกาลงั นาความทุกขม์ าใส่ตวั เองความโกรธของท่านไม่ การคอ่ ยๆ ทาไปที อาจจะไปทาร้ายผูป้ ฏิบตั ิวิปัสสนาที่ดีได้ ไม่ว่ามนั จะทาร้ายคนอ่ืน ๆ ไดห้ รือไม่ ตามตวั ท่านนนั่ ละส่วน ทลี ะส่วน แหละท่ีกาลงั ทาร้ายตวั ของท่านเอง และทาให้ตวั เองมีความทุกข์ จงอย่าทาเช่นน้ัน จงเมตตา กอ่ น กลมุ่ กอ้ นแขง็ ตนเอง จงมีความกรุณาต่อตวั เอง 307คำถำม จริงหรือไม่ ที่วธิ ีการปฏิบัติของเราให้ความหมายของ ทบึ อยู่ค่อย ๆ อ่อน คาว่า “ เวทนา” แตกต่างไปกว่าความหมายในวิธีการปฏิบตั ิวิธีอื่น ๆ ? ถ้าเช่นนน้ั คนอ่ืน ๆ เขาให้ ตวั ลง จนสลายไป คาจากัดความของเวทนาไว้อย่างไร หากไม่ใช่ความรู้สึกทางกาย ? คำตอบ ถูกแลว้ มีวิธีการ วธิ ีปฏิบตั ิ จริตแตล่ ะ ปฏิบตั ิหลายวิธี ที่ถือว่า เวทนำ เป็ นเพียงควำมรู้สึกทำงใจ ซ่ึงมีส่วนจริงอยู่เพราะเหตุว่า เวทนำ คน เริ่มการ ปฏบิ ตั ิการสังเกต เป็ นส่วนหน่ึงของนำมขันธ์ คือส่วนที่เรียกว่า เวทนาขันธ์ เม่ือศึกษาคาสอนของพระพุทธเจา้ ใน ลมหายใจ สังเกต มหาสติปัฏฐานสูตร แทนท่ีจะเพียงแค่แปลพระสูตรออกมาจาเป็ นตอ้ งอธิบายดว้ ย เน่ืองจากใน เวทนาความรู้สึก พระสูตรน้ีมีบางคาท่ีไมไ่ ดท้ รงอธิบายไวอ้ ยา่ งชดั เจน เพราะไดท้ รงอธิบายไวใ้ นที่อ่ืน ๆ ซ่ึงบรรดา ทางกาย ผทู้ ่ีฟังพระสูตรน้ีจากพระองคไ์ ดเ้ คยทราบมาก่อนแลว้ เช่น คาว่า สัมปชัญญะ มิไดม้ ีการอธิบาย ประสบการณอ์ ยา่ ง อยา่ งชดั เจนในพระสูตรน้ีเพราะในพระสูตรอื่นไดเ้ คยทรงอธิบายไวว้ า่ สัมปชัญญะ คือกำรรู้สึกถงึ แทจ้ ริงการเกดิ ดบั เวทนำท่ีกำลังเกิดขึน้ และดับไป ในทานองเดียวกนั มีคาอ่ืน ๆ อีกหลายคาท่ีทรงใช้ ซ่ึงในปัจจุบนั ได้ ไดเ้ ลิกใชก้ นั ไปแลว้ หรือมีความหมายที่กลายไปจนกระทงั่ แตกต่างไปจากความหมายในสมยั สงั เกตลมหายใจเบา พุทธกาลอย่างส้ินเชิง ดงั น้ัน จึงตอ้ งไปคน้ พุทธพจน์ด้งั เดิมที่บนั ทึกไวใ้ นพระไตรปิ ฏกเมื่อทรง ๆรูส้ ึกถงึ ลมหายใจ อธิบายเกี่ยวกบั ความหมายของคาเหล่าน้ัน และนามาใช้ตามความหมายทรงอธิบาย เช่น คาว่า ทีล่ ะเอยี ดแผ่วเบาได้ “สุขเวทนา” และ “ ทกุ ขเวทนา” ทรงหมายถึงความรู้สึกสุขทกุ ขท์ างกาย หากเป็นความรู้สึกทางใจ อยา่ งชดั เจน จะทรงใช้ โสมนสั และ โทมนัส ใน เวทนานปุ ัสสนา ไม่มีท่ีทรงใชค้ าวา่ โสมนสั และโทมนัส เลย จติ กรุณาคอื จติ ดงั น้นั เราจึงตอ้ งสังเกตความรู้สึกทางกาย สงสาร คิดอยาก 308จงใชส้ ่ิงท่ีท่านสามารถเขา้ ใจดว้ ยเชาวน์ปัญญา และประสบการณ์ไดร้ ับจากการปฏิบตั ิให้เป็ น ชว่ ยให้พน้ ทกุ ข์ มี ประโยชน์ จึงใช้ประโยชน์จากธรรมะไม่เฉพาะขณะอยู่ในหลักสูตรน้ีเท่าน้ัน จงใช้มันใน ความกรุณาเกดิ ใน ชีวติ ประจำวนั ต่อไปดว้ ย การทาปฏิกิริยาใด ๆ ดว้ ยกิเลสมีแต่จะใหผ้ ลในทางลบ จงใชช้ ีวติ อยา่ งมี ใจใหค้ วามกรุณาคอื ธรรมะ ไม่วา่ จะเกิดอะไรข้ึนท่ีภายนอก 309จงสังเกตดูควำมจริงจำกเวทนำในกำยและรักษำอเุ บกขำ ตวั เราเอง จงเมตตา ของจิตเอำไว้ แลว้ การตดั สินใจใด ๆ ของท่านการกระทาใด ๆ ของท่าน จะเป็ นการตดั สินใจท่ี ตวั เอง จงรกั ตวั เอง ถูกตอ้ ง การกระทาท่ีถูกตอ้ ง เพราะมนั ไม่ใช่เป็ นปฏิกิริยาที่เกิดจากการปรุงแต่งตอบสนองกิเลส เวทนา เป็นเพียง ความรูส้ ึกทางใจ สัมปชญั ญะ คอื การรูส้ ึกถงึ เวทนา ท่ีกาลงั เกิดข้ึน และดบั ไป ผล เขา้ ใจดว้ ยเชาวน์ ปัญญา และ ประสบการณ์ ไดร้ บั จากการ ปฏิบตั ิจงใชใ้ น ชีวติ ประจาวนั ต่อไปดว้ ย จงสังเกตดคู วาม จริงจากเวทนาใน
กายและรกั ษา 472 อเุ บกขาของจิต เอาไว้ แต่เป็ นการกระทาที่สร้างสรรค์ ซ่ึงจะให้ผลดีท้งั แก่ตวั ท่านและผูอ้ ่ืน ขอให้ทุกท่ำนจงมีชีวิตที่ดี งำม เพ่อื ตวั ทา่ นเองและเพ่อื ผูอ้ ่ืนขอใหท้ ่านท้งั หลายจงไดร้ ับผลที่ดีที่สุดของธรรมะ คอื ความสงบ มิตรไมตรี และความสุข ขอใหส้ รรพสตั วท์ ้งั หลายจงมีความสุข ตารางที่ 4.10.7.1การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “ธรรมบรรยำยหลกั สูตรสติปัฏฐำน วนั ท่ี 7-1” ตามแนวทางปฏิบตั ิท่านสัตยา นารายนั โกเอ็นกา้ จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วิธีการ และ ผล [รหสั G7-1] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน G7-310สัจจบรรพ - ตอนว่าดว้ ยอริยสัจ 4 “ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ จตูสฺ อริยสจฺเจสุ” ผปู้ ฏิบตั ิ แนวคิด สังเกตธรรมในธรรมคือ อริยสัจ 4 อย่างไร? อิท ทุกฺขนฺติ ยถาภูต ปชานาติ อย ทุกฺขสมุทโยติ สงั เกตธรรม ยถาภูต ปชานาติ ….อย ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูต ปชานาติ อย ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูต ในธรรมคอื ปชานาติ” ผูป้ ฏิบตั ิรู้ว่ำ น้ี คือทุกข์ น้ี คือเหตุเกิดทุกข์ น้ีคือควำมดับทุกข์ คือทำงปฏิบัติซึ่งจะ อริยสจั 4 นำไปสู่ควำมดับสนิทแห่งทุกข์ ผูป้ ฏิบตั ิรู้ชดั ในความจริงแต่ละประการอย่างที่มนั เป็ นอยู่ 311 ปชำนำติ หมายถึง การเขา้ ใจดว้ ยปัญญา “ยถำภูต” แปลวา่ อย่างท่ีมนั เป็นอยู่ อยา่ งท่ีมนั เกิดข้ึน การเขา้ ใจดว้ ย ตามความเป็นจริง รู้ชัดเข้ำใจชัดในสิ่งท่ีได้ประสบกับตวั เอง ดงั เช่นท่ีพระพุทธองคไ์ ดท้ รงแสดง ปัญญาอยา่ งท่ี ไวใ้ น ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร พระธรรมเทศนาคร้ังแรก แมใ้ นสมยั น้ันควำมรู้ท่ีว่ำทุกข์เกิด เป็นอยู่ เกิดข้นึ จำกตัณหำ เป็ นที่รู้กนั ดีอยู่แลว้ และความรู้ที่ว่าการจะพน้ จากความทุกขไ์ ด้ จะตอ้ งละตณั หา ตามความเป็ น ไม่ใช่เป็นของใหม่แต่อย่างใด คนท้งั หลายต่างมีความทุกขด์ ว้ ยกนั ท้งั น้ัน กำรรู้ควำมจริงท่ีว่าน้ี จริง รู้ชดั เขา้ ใจ หาไดท้ าให้ใครเป็ นอริยบุคคลข้ึนมาไม่ แต่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงคน้ พบน้นั เป็ นการทาความ ชดั ในส่ิงท่ี จริงน้ีให้เป็นควำมจริงอันประเสริฐ หรือ อริยสัจ เพ่ือใคร ตำมที่ได้ประสบกับควำมจริงน้ีอย่าง ประสบกบั นอ้ ยจะไดบ้ รรลผุ ลญาณ ไดป้ ระสบกบั สภำวะนิพพำนข้นั แรก และไดเ้ ป็นพระอริยบุคคล 312การ ตวั เอง รู้ อริยสัจ 4 อยา่ งแทจ้ ริง ผปู้ ฏิบตั ิตอ้ งหยง่ั รู้อริยสัจแต่ละอยา่ งดว้ ย ญาณ 3 รวมท้งั หมดเป็ น 12 รู้ อริยสจั 4 ประการ 313อริยสัจขอ้ หน่ึง คือทุกข์ คนท้งั หลายเขา้ ใจดีอย่แู ลว้ แต่ยงั มีส่วนสองเรียกว่า “ปริญฺ แทจ้ ริง ตอ้ ง เญยฺย” คือกำรรู้และเข้ำใจควำมทกุ ข์โดยตลอดอย่ำงแท้จริง คือ รู้และเขา้ ใจความทุกขท์ ุก ๆ ดา้ น หยง่ั รู้อริยสจั เป็นคา ๆ เดียวกบั “ปริชานาติ” เพ่ือแสดงถึงควำมรู้ควำมเข้ำใจในเวทนำด้วยสัมปชัญญะโดย ดว้ ย ญาณ ตลอดทั่วท้ังขอบเขตของมนั จนสามารถอยู่เหนือเวทนำได้ เพราะถ้ายงั ไม่สามารถอยู่เหนือ เวทนาได้ แสดงว่ามีเวทนาบางส่วนที่ยงั หลงเหลืออยู่ ยงั ไม่ไดร้ ับการสารวจ ในทานองเดียวกนั การรู้เขา้ ใจทกุ ข์ ผปู้ ฏิบตั ิจะตอ้ งสารวจความทุกขใ์ หต้ ลอดทว่ั ท้งั ขอบเขตจึงจะถึงส่วนท่ีสาม “ปริญฺญาต” คือการ ความรู้เขา้ ใจ สารวจทว่ั ท้งั ขอบเขตของความทุกขจ์ นสามารถอยเู่ หนือความทุกขไ์ ด้ จึงเรียกว่าเป็ นกำรหย่ังรู้ เวทนาดว้ ย ในอริยสัจข้อหน่ึง 314อริยสัจ 4 ท้ังหมดสี่ข้อ แต่ปฏิบัติไปลึก ๆ จะรวมกันเข้ำเป็ นหนึ่ง สัมปชญั ญะโดย เช่นเดียวกบั สติปัฏฐาน 4 เม่ือปฏิบตั ิไปลึก ๆ แลว้ ในที่สุดจะไปรวมเขา้ ดว้ ยกนั ตลอดทว่ั ท้งั ขอบเขตจน สามารถอยเู่ หนือ เวทนาได้ อริยสัจ 4 ปฏิบตั ิ ไปลกึ จะรวมกนั เขา้ เป็นหน่ึง เช่นเดียวกบั สติ ปัฏฐาน 4 เมื่อ ปฏบิ ตั ไิ ปลกึ ๆ แลว้ ในทส่ี ุด รวมเขา้ ดว้ ยกนั
473 หลกั กำร 315ทุกขสมุทัย สาเหตุทาใหเ้ กิดทุกขค์ ือ ตัณหา เป็นอริยสัจขอ้ สอง ข้นั ที่สองลึกซ้ึงกว่าคือ “ปหาตพฺพ” การขจดั ตณั หาใหส้ ิ้นไป และข้นั สามคือ “ปหีน” การท่ีตณั หาไดถ้ ูกขจดั จน ทกุ ขสมุทยั หมดสิ้นไปแลว้ และไดบ้ รรลุถึงความหลุดพน้ อยา่ งสิ้นเชิง ท้งั สองข้นั เป็นสิ่งที่พระพุทธ สาเหตใุ ห้เกิด องคไ์ ดท้ รงนากลบั มาเผยแผ่ใหม่หลงั จากที่สูญหายไปจากโลกเป็นระยะเวลาอนั ยาวนาน ทกุ ข์ คอื ตณั หา ทกุ ฺขนิโรธ 316เพียงแต่ยอมรับอริยสัจขอ้ สาม ทุกฺขนิโรธ ความดบั ทุกข์ เพราะความศรัทธาหรือเพราะ ความดบั ทุกข์ ตอ้ งทาใหไ้ ด้ คิดดูแลว้ เห็นจริงดว้ ยเท่าน้ันยงั ไม่พอ แต่ตอ้ งรู้ต่อไปถึงข้นั สอง คือ “สจฺฉิกำตพฺพ” รู้ว่า ประจกั ษแ์ จง้ ความดบั ทุกข์ตอ้ งทาให้แจง้ และข้นั สามคือ “สจฺฉิกต” รู้ว่าไดป้ ระจกั ษแ์ จง้ ในความดบั หนทางควร ทกุ ขน์ ้นั แลว้ ดงั น้ีจึงจะสมบรู ณ์ 317อริยสจั ขอ้ สี่จะไร้ความหมาย ถา้ เพียงแต่รู้วา่ ทางปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิซ้าแลว้ ใหถ้ ึงความดบั ทุกขน์ ้นั มีอยู่เพราะยงั มีข้นั ที่สองของอริยสัจขอ้ คือ “ภำเวตพฺพ” รู้วา่ มรรค ซ้าเล่า น้ี หนทางน้ีควรปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่ำ และข้นั ที่สาม “ภำวิต” รู้วา่ ไดป้ ฏิบตั ิตามมรรคอย่าง ไดฌ้ านข้นั สูง สมบูรณ์แลว้ น้ีเป็ นลาดบั แห่งการปฏิบตั ิของพระพุทธองค์เมื่อทรงรู้อริยสัจแต่ละอย่าง ภายในจิตมไิ ด้ ดว้ ยญาณครบท้งั 3 แลว้ จึงทรงประกาศว่าพระองค์เป็ นผูต้ รัสรู้อนุตตรสัมมมาสัมโพธิ เปลย่ี นแปลง ญาณ 318ปัญจวคั คียท์ ่ีพระพุทธเจา้ ไดเ้ สด็จไปแสดงพระธรรมใหฟ้ ังในตอนแรกยงั ไม่ยอม เลย กิเลสลึกมี เชื่อ เน่ืองจากในสมยั น้ันถือกนั ว่าคนจะบรรลุธรรมวิเศษไดจ้ ะตอ้ งทรมานร่างกายอย่าง อยเู่ ย่ิงยวด ภายหลงั จากท่ีได้ฌำน 8 แลว้ พระพุทธองค์ไดท้ รงบาเพญ็ ทุกรกิริยาทรมานพระ ประจกั ษค์ วาม วรกายถึงขนาดท่ีแทบจะเหลือ แต่โครงพระกาย ทรงอ่อนเพลียถึงขนาดท่ีไม่อาจกา้ วเดิน จริงประเสริฐสี่ ไดเ้ กิน 2 กา้ วจะลม้ เสียก่อน เนื่องจากการอดพระกระยาหารและทรมานพระวรกายดว้ ยวิธี ประการดว้ ย ตา่ ง ๆ แตเ่ พราะเหตทุ ี่ทรงไดฌ้ านข้นั สูงแลว้ จึงทรงสามารถท่ีจะมองเขา้ ไปภายในจิตของ ประสบการณ์ พระองคเ์ อง และทรงเห็นวา่ จิตของพระองคม์ ิไดเ้ ปลี่ยนแปลงเลย กิเลสในส่วนลึกยงั คงมี เอง “ยถาภูต อยูเ่ ช่นเดิม จึงทรงเลิกการบาเพญ็ ทุกขรกิริยา เพราะทรงเห็นว่าไม่มีประโยชน์อนั ใด และ ปชานาต”ิ มใิ ช่ เริ่มเสวยพระกระยาหารใหม่ 319เพ่ือให้เหล่าปัญจวคั คียม์ ีความมน่ั ใจ จึงตรัสบอกแก่ปัญจ ดว้ ยการ วคั คียว์ ่าทรงเป็นผตู้ รัสรู้อนุตตรสมั มาสัมโพธิญาณเพราะไดท้ รงประจักษ์ในควำมจริงอนั ไตร่ตรอง ครุ่นคดิ ประเสริฐส่ีประกำรดว้ ยประสบการณ์ของพระองค์เอง “ยถาภูต ปชานาติ” มิใช่ดว้ ยกำร วธิ กี ำร ไตร่ตรอง ครุ่นคิด หรือดว้ ยปาฏิหาริยท์ ี่เกิดจากความศรัทธาเหลา่ ปัญจวคั คียจ์ ึงไดย้ นิ ยอม รับฟังพระธรรมเทศนาอนั เป็นแก่นของพระธรรมท้งั หมด ทุกขอริยสัจ- 320ทกุ ขอริยสัจ-ควำมจริงเก่ยี วกับควำมทุกข์ “ทุกข อริยสจฺจ” ทรงอธิบายทุกขอริยสจั จากทกุ ข์ ความจริง อย่างหยาบ ๆ ไปจนถึงความทุกข์ท่ีละเอียด “ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา (พยาธิปิ ทุกฺขา) เกี่ยวกบั ความ มรณมฺปิ ทกุ ข โสกปริเทวทุกฺข โทมนสฺสุปายาสาปิ ทุกฺขา อปฺปิ เยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข” ปิ เยหิ ทุกข์ อธิบาย วิปฺปโยโคปิ ทุกฺโข ยมฺปิ จฺฉ น ลภติ ตมฺปิ ทุกข สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา” อธิบาย ปรากฏการณ์ ปรากฏการณ์ของความทุกข์แต่ละชนิด 321นาคาที่มีความหมายเหมือน ๆ กนั มาอธิบาย “ชำติ” ของความทุกข์ ความเกิดไม่ว่าจะเป็ นในภพภูมิใด “ชรำ” ความแก่ความเปราะบาง ความเสื่อมของอินทรีย์ แต่ละชนิด “พยำธิ” โรคหรือความเจ็บไข้ “มรณะ” ความตายไม่เลือกวา่ ในภพภูมิใด ความแตกสลายแห่ง “ชาติ” ความเกิด ใด “ชรา” ความ
474 แก่ “พยาธิ” โรค ขนั ธ์ “โสกะ” ความเศร้าเสียใจ ความเจ็บปวดรวดร้าวใจอนั เกิดจากการสูญเสียส่ิงท่ีรัก และ “มรณะ” ความ “ปริเทวะ” คือความคร่าครวญราพนั อันเป็ นผลจาก “โสกะทุกขะ”ความเจ็บปวดทางกาย ตายความแตก ความรู้สึกไม่สบายทางกาย “โทมนัสสะ” ความทุกขใ์ จความไม่สบายใจ “อุปำยำส” ความคบั สลายแห่งขนั ธ์ แคน้ ใจ ความทรมานใจอนั เกิดจากความสูญเสีย ความยากเข็ญ เหล่าน้ีคือ ควำมทุกข์ 322ไม่ “พยาธิ” โรค เฉพาะแตใ่ นพระสูตรน้ีแมใ้ นพระสูตรอื่น ๆ เม่ือพระพทุ ธเจา้ ทรงกล่าวถึง ทกุ ข์ ทรงหมายความ “มรณะ” ความ ถึง ควำมรู้สึกไม่สบำยทำงกำย ควำมเจ็บปวดทำงกำย และเมื่อทรงใชค้ าว่า โทมนัส (มาจากคา ตาย “โสกะ” ว่า มนะ หรือใจ) ทรงหมายถึงความไม่สบายใจซ่ึงอาจจะเป็ นความคิด ความทรงจา ความกลวั ความเศร้าเสียใจ เหล่าน้ีเป็ นตน้ ในทานองเดียวกนั ควำมรู้สึกสบำยน่าพอใจท่ีเกิดข้ึนที่ร่างกายทรงเรียกว่า สุข “ปริเทวะ” คือ และความรู้สึกสบายใจพอใจทรงใชค้ าว่า โสมนัส ซ่ึงใน เวทนานุปัสสนา เพ่ิงศึกษากนั ไป ทรง ความคร่าครวญ ใชแ้ ตค่ าวา่ ทุกขเวทนา สุขเวทนา ไมม่ ีคาวา่ โสมนสั หรือ โทมนัสเลยดว้ ยเหตุน้ี จึงใชค้ วำมรู้สึก “โสกะทกุ ขะ” ทำงกำยหรือ เวทนา เป็ นเคร่ืองมือในวิธีการปฏิบตั ิของเรา 323อธิบายถึงควำมทุกข์ในระดับที่ ความเจบ็ ปวด ละเอียดข้ึนไปอีก ซ่ึงมี “อปฺปิ เยหิ สมฺปโยโค” ความทุกขอ์ นั เกิดจากการที่ตอ้ งประสบกบั ส่ิงท่ี ทางกาย ไมร่ ัก ไมช่ อบ เช่น การท่ีตอ้ งประสบกบั รูป เสียง กล่ิน รส สิ่งที่มาสัมผสั กาย หรือความคดิ ท่ีไม่ “โทมนสั สะ” ชอบ ไม่ปรารถนา และ “ปิ เยหิ วิปฺปโยโค” ความทุกขอ์ นั เกิดจากการตอ้ งพลดั พรากจากสิ่งอนั ความทกุ ข์ใจ “อุ เป็นท่ีรักที่พอใจ 324ระดบั ละเอียดยิ่งข้ึนไปยงั มี “อิจฺฉ น ลภูติ” คือความทุกขอ์ นั เกิดจากกำรไม่ ปายาส” ความ สมประสงค์ในสิ่งท่ีปรำรถนำ เช่น บางคนอาจไม่ปรารถนาท่ีจะตอ้ งมาเกิดแลว้ เกิดอีก เพราะการ คบั แคน้ ใจ เกิดเป็นทุกข์ ต้งั ความปรารถนาขออยา่ ให้ตอ้ งมาเกิดอีกเลย แต่ความปรารถนาน้ีไม่สมประสงค์ “น ปตฺตพฺพ” ทาใหเ้ กิดทุกขเ์ ช่นเดียวกบั ความปรารถนาท่ีจะไม่ให้แก่ ไม่ใหเ้ จ็บไข้ ไม่ใหต้ าย ใชค้ วามรู้สึกทาง ไมใ่ หม้ ีความทุกขก์ ายทุกขใ์ จ เม่ือไม่สำเร็จสมปรำรถนำเช่นกนั เกดิ ควำมทุกข์ “สงฺขิตฺเตน” 325 กายหรือ เวทนา กลา่ วโดยยอ่ ข้นั ละเอียดลึกซ้ึงยง่ิ ข้ึนไปอีก “ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา” อุปำทำนขันธ์ 5 หรือควำมยึด เป็ นเคร่ื องมือใน ติดใน เบญจขันธ์ อนั มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือ ความทุกข์ 326เพียงยอมรับ วิธีการปฏบิ ตั ิ อริยสัจขอ้ แรกดว้ ยความศรัทธาหรือดว้ ยความเขา้ ใจทางเชาวน์ปัญญา คือยอมรับตามเหตุผล ทุกขร์ ะดบั ละเอยี ด แลว้ ควำมจริงอันประเสริฐ ยอ่ มไม่อำจจะช่วยให้พ้นทุกข์ได้ การปฏิบตั ิเพ่ือความหลุดพน้ หรือ ประสบสิ่งที่ไมร่ ัก กำรปฏิบัติตำมมรรคมีองค์ 8 น้นั ตอ้ งรักษำศีลและเจริญสมำธิ แลว้ ใช้จิตท่ีต้ังมั่นแน่วแน่เป็ น ไมช่ อบ ตอ้ งพลดั สมำธิเฝ้ำสังเกตดูควำมจริงอันละเอียดลึกซ้ึง และ 327เข้าใจกับกลไกการทางานขันธ์ท้ัง 5 พรากจากส่ิงอนั ตลอดจนอำยตนะ 6 หรือทวำรรับรู้ควำมรู้สึกท้งั 6 จนได้ประจักษ์กับความจริงดว้ ยตนเอง เป็นทร่ี ักท่พี อใจ “ยถำภูต ปชำนำติ” และมีความเขา้ ใจโดยตลอดทุกแง่ทุกมุมจนถึงท่ีสุดของความทุกข์ 328ในช้นั แรกไดพ้ บแต่ควำมรู้สึกทำงกำยทีห่ ยำบ แข็ง แน่นทบึ เจ็บปวด ความรู้สึกเป็นความทุกขเ์ ห็นได้ ความทกุ ขอ์ นั เกิด ชดั เจน แต่ตอ้ งเฝ้าดูไปเฝ้าดูอยู่เฉย ๆ เพราะถา้ ไปทำปฏิกิริยำตอบโต้กบั มนั เขา้ ความทุกข์ จะ จากการไมส่ ม เพม่ิ พนู ยง่ิ ข้นึ ไปอีก แต่ดว้ ยอุเบกขำควำมเจบ็ ปวดน้นั จะค่อย ๆ แบ่งย่อย แยกสลำย หลอมละลาย ประสงคใ์ นสิ่งท่ี ไป 329ความเจ็บปวดยงั มีอยู่ แต่สามารถรู้สึกได้ถึงกระแสสั่นสะเทือนเป็ นคล่ืนอยู่ภายใต้ ปรารถนา ความรู้สึกเจ็บปวด เม่ือถูกพลงั สั่นสะเทือนเบา ๆ น้ีแบ่งยอ่ ยแยกกระจายมนั ออกไป ความทุกข์ อุปาทานขนั ธ์ 5 ยึด จะไม่เป็ นความทุกข์ต่อไป และความเจ็บปวดหายไปมีแต่กระแสส่ันสะเทือนอันละเอียด ตดิ มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คอื ความ ทกุ ข์ ปฏบิ ตั ิเพอื่ หลดุ พน้ ตามมรรคองค์ 8 ตอ้ งรกั ษาศลี เจริญ สมาธิ แลว้ ใชจ้ ติ ต้งั มนั่ แน่วแน่เป็น สมาธิเฝ้าสงั เกตดู ความจริงอนั ละเอยี ดลกึ ซ้ึง เขา้ ใจกลไกขนั ธ์ ท้งั 5 ตลอดจน อายตนะ 6 ประจกั ษก์ บั ความ จริงดว้ ยตนเอง ความรู้สึกกายท่ี หยาบ แข็ง แน่น ทึบ เจ็บปวดตอ้ ง เฝา้ ดูอยเู่ ฉย ๆ ทา ปฏิกิริยาตอบโต้ เขา้ ความทุกข์ เพิ่มพนู อเุ บกขา
475 ความเจ็บปวดคอ่ ย ไหลเวียนอย่ภู ายในร่างกาย เกิดเป็นสภำวะปี ติ ซ่ึงแมจ้ ะเป็นความรู้สึกที่สุขสบายเพียงไร ยงั คง แยกสลาย เป็ นสภาวะท่ีอยู่ภายในขอบเขตของความทุกข์ หาใช่ความสุขที่แทจ้ ริงไม่ 330เพราะสภาวะยงั เป็น อนิจจัง คือยงั มีการเกิดข้ึนดบั ไป เกิดดบั เกิดดบั อยปู่ ระสบการณ์คร้ังแรกกบั สภาวะ ภงั คะ ความเจ็บปวด มีความสาคญั มากจะทาใหเ้ ห็นควำมดับสลำยแห่งสังขำร ไดร้ ู้ความจริงวา่ โครงสร้างทางรูปซ่ึง รู้สึกไดถ้ งึ แลดูเหมือนจะเป็นกลุ่มกอ้ นน้นั แทจ้ ริงแลว้ มิใช่อะไรอื่น เป็ นเพียงอนุปรมำณูท่ีเกิดดับเกิดดับ กระแส อยู่ตลอดเวลำ แต่ถา้ ผูป้ ฏิบตั ิถือเอาวา่ น่ีคือสภาวะที่ไดห้ ลุดพน้ จากความทุกขแ์ ลว้ ผูป้ ฏิบตั ิ จะ สนั่ สะเทอื น ไม่ได้ทำควำมเข้ำใจกับควำมทุกข์อย่ำงเต็มสมบูรณ์โดยตลอดท้งั ขอบเขตเพราะทุกขเวทนำยัง เป็นคล่นื ถกู เกิดขึน้ มำได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเพราะสังขำรเก่ำ ๆ ฝังอยู่ลึกมำกไดป้ รากฏข้ึนมาบนพื้นผิวของจติ พลงั หรือเพราะเหตุอ่ืน ๆ เช่น นงั่ ในท่าเดียวกนั นานเกินไป หรือเกิดจากความเจ็บป่ วย ตาม แทจ้ ริง สน่ั สะเทือน น้นั ประสบการณ์กบั ความสุขทุกชนิดจะมีความทุกขแ์ ฝงอยู่ดว้ ยเสมอ เพราะธรรมชำติอันไม่ แบง่ ยอ่ ยแยก เท่ียงแท้ของมนั 331สภาวะต่อไปจะไดพ้ บคือ ปัสสัทธิ ความสงบกำยสงบใจ เป็ นสภาวะท่ีสงบ กระจายมนั อยา่ งลึกซ้ึงจนดูเหมือนจะไม่มีความทุกขอ์ ยเู่ ลย แต่กระน้นั ตามในความสงบเยอื กเยน็ เช่นน้ี ยงั ออกไป กระแส มี “สมุทยวยะ” การเกิดขึ้นและดับไปอยตู่ ลอดเวลา “สพฺเพ สงฺขำรำ อนิจฺจำ” สิ่งท้งั ปวงท่ีถูก สนั่ สะเทอื น สร้างข้ึนมาหรือเกิดข้ึนมาย่อมจะตอ้ งถูกทำลำยหรือเสื่อมสลำยไป ความรู้สึกอย่างหยาบ ๆ ไหลเวยี นอยใู่ น จะตอ้ งเกิดข้ึนอีก เพราะสภำวะ ปัสสัทธิ น้นั ไม่เที่ยง เป็นสภาวะท่ียงั คงอย่ภู ายในขอบเขตแห่ง ร่างกายเกิด นามรูป ผปู้ ฏิบตั ิไดช้ ่ือวา่ ไดส้ ารวจความทุกขโ์ ดยตลอดแลว้ ตอ่ เมื่อสามารถข้ำมพ้นขอบเขตที่มี สภาวะปี ติ กำรเกดิ ดับ และได้มีประสบกำรณ์กบั สภำวะท่ีอย่เู หนือรูปนำม สภำวะท่ีไม่มีกำรสร้ำงกิเลส ไม่มี สภาวะอนิจจงั กิเลสเกิดขึ้นอีกต่อไป 332การเขา้ ใจความทุกข์อย่างหยาบ ๆ จึงไม่อาจเรียกได้ว่า เป็ นกำรรู้ มีการเกิดข้นึ อริยสัจหรือควำมจริงอันประเสริฐ ต่อเม่ือผปู้ ฏิบตั ิมีความเขา้ ใจอย่างกระจ่างแจง้ สมบูรณ์ “ปริ ดบั ไป เป็น ชำนำติ” เป็นความเขา้ ใจเกิดจากการไดส้ ารวจและประจกั ษก์ บั ความทุกขโ์ ดยตลอดท้งั ขอบเขต ภงั คะ ทาให้ ของมนั ดว้ ยตนเอง เรียกว่า ปริญฺญำต (เขา้ ใจโดยตลอด) น่นั แหละจึงจะเรียกว่ามีความรู้ความ เห็นความดบั เข้าใจในความจริงอันประเสริฐอย่างแท้จริง 333ทุกขสมุทัยอริยสัจ – เหตุเกิดแห่งทุกข์ สลายแห่ง “ทกุ ฺขสมทุ ย อริยสจุจ” อริยสัจขอ้ สองคอื เหตทุ ่ีทำให้เกิดทุกข์ “ยาย ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺที สังขาร รู้ความ ราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนุทินี เสยฺยถิท กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺ หา” คือ 334ตณั หา ความ จริง ว่า ทะยำนอยำก “โปโนพฺภวิกำ” อนั เป็ นเหตุให้มีภพใหม่ คือการเกิดแลว้ เกิดอีก “นนฺที รำคสหค โครงสร้างรูป ตำ” เป็ นตัณหาอนั ประกอบดว้ ยความยินดีในราคะ “ตตฺรตตฺรำภินนฺทินี” มกั เพลินย่ิงใน เป็ นอนุปรมาณู อารมณ์น้นั “เสยฺยถิท” ซ่ึงมี : 335กามตณั หา ความปรารถนาทางกาม ความปรารถนาเลก็ ๆ นอ้ ย เกิดดบั อยู่ ๆ ที่กลบั กลายมาเป็ นความทะยานอยากอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอยา่ งย่ิงความปรารถนาในกาม ตลอดเวลา ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ ความตอ้ งการที่จะมีอยู่ คงอยตู่ ลอดไป แมร้ ่างกายจะสลาย ไปจกั รวาลท้งั จกั รวาลจะถูกทาลายอย่ตู ลอดเวลา เพราะความยึดมนั่ ทาให้ปรัชญาท่ีมีความเห็น ปัสสัทธิ ความ วา่ อตั ตาจกั มีอยูค่ งอยตู่ ลอดไปไดร้ ับความนิยมเช่ือถือ วิภวตัณหา ตณั หาชนิดน้ีตรงกนั ขา้ มกบั สงบกายสงบใจ ภวตณั หา วิภวตณั หา มี 2 ชนิด ชนิดแรกคอื การที่ตอ้ งการใหว้ งจรแห่งชีวิตและความตายน้ีหยุด เป็ นสภาวะที่ ลง ไม่ต้องกำรที่จะเกิดอีกต่อไป และมีความอยำกเสียจนจิตขำดควำมสมดุล ทาใหไ้ มอ่ าจจะไป สงบอยา่ งลึกซ้ึง ไมเ่ ที่ยง เป็น สภาวะท่ยี งั คง อยภู่ ายใน ขอบเขตแห่ง นามรูป การรู้อริยสัจหรือ ความจริงอนั ประเสริฐ การ สารวจและ ประจกั ษท์ กุ ขโ์ ดย ตลอดท้งั ขอบเขต ดว้ ยตนเอง ทุกขสมุทยั อริยสจั – เหตเุ กิดแห่งทกุ ข์ ตณั หาความ ทะยานอยาก เป็น
476 เหตุใหม้ ภี พใหม่ ถึงสภาวะที่เป็นอิสระจากการเกิดใหม่ได้ ส่วน วิภวตัณหา ปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงวา่ มีเกิด คอื เกิดแลว้ เกิดอกี มีตาย และความทุกขน์ ้นั จะตอ้ งเกิดต่อเน่ืองไปเรื่อย ๆ หากยงั มีการปรุงแต่งอยู่ ท้งั น้ีเป็นเพราะ กลวั ผลของอกุศลกรรมที่ได้ประกอบในชีวิตน้ี จึงมีความอยากและยึดติดในปรัชญาท่ีว่าตาย กามตณั หา ความ แลว้ สูญ 336ตณั หาท้งั สามชนิด คือเหตุให้เกดิ ทุกข์ แลว้ ตณั หาเกิดข้นึ และต้งั อยทู่ ี่ไหน ? “ย โลเก ปรารถนาทางกาม ปิ ยรูป สาตรูป เอตฺเกสา ตณฺหา อปุ ฺปชฺช มานาอปุ ปฺ ชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ” ตณั หาเกิดข้นึ ภวตณั หา ความ (อุปฺปชฺชติ) และต้งั อยู่ (นิวิสติ) ในโลกอนั เป็ นท่ีรักใคร่พอใจ (โลเก ปิ ยรูป สำตรูป) คาวา่ ปิ ยะ ทะยานอยากในภพ และ สำตะ ท้งั สองคาน้ีหมายถึงที่รักที่พอใจ ส่วนความหมายของคาว่า “โลก” แปลว่าแผ่นดิน วิภวตณั หา อนั เป็ นท่ีอยู่อำศัย แต่ในที่น้ีหมายถึงภำยในร่ำงกำยของคนเรำ คร้ังหน่ึงเทวดาองคห์ น่ึงมีนามว่า โรหิตตะ ได้กราบทูลพระผูม้ ีพระภาคว่าตนต้องกำรเดินไปเพื่อสำรวจให้ทั่วขอบเขตของ ตณั หา 3 ชนิด คือ จักรวำลและจะไปให้ถึงที่สุดของโลก ในคมั ภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์ มีการกล่าวถึง เหตใุ ห้เกิดทกุ ข์ โรหิตตะผนู้ ้ีพร้อม ๆ กบั บทเพลงขบั ที่วา่ “จไรเวต จไรเวติ” จงเดินต่อไปจงเดินไป พระศาสดา ตณั หาเกิดข้ึน และ ทรงแยม้ พระโอษฐ์และตรัสว่า โลกท้งั หมดน้ันอยู่ภำยในร่ำงกำยของเราเอง กำรเกิด กำรดับ ต้งั อยู่ โลกอนั เป็น และหนทางไปสู่การดบั ของโลก อยู่ภายใน 337ความหมายตรงตวั ของคาว่า “โลก” คือ ลุชฺชติ ท่รี ักใคร่พอใจ ปลุชฺชตีติโลโก แปลวา่ ส่ิงอนั ชารุดทรุดโทรม สิ่งอนั ถูกทาลายคือ โลก สิ่งซึ่งเกิดขึน้ แล้วดับไป โลกหมายถงึ คือโลก โลกคือนำมรูปท้ังหมด และเรำจะสำรวจโลกได้จำกภำยในกำยของเรำ เม่ือเราหว่านพืช ภายในร่างกาย พนั ธุ์ของภพภูมิใดลงไป เราย่อมจะรู้สึกไดด้ ว้ ยตวั ของเราเอง เช่น เม่ือเราสร้างสังขารท่ีเป็ น คนเรา อกุศลร้ายแรง เรา จะรู้สึกถึงไฟนรกที่เผาผลาญเราอยูภ่ ายในท้งั ในเวลาน้นั และในอนาคต เมื่อ ผลแห่งกรรมมำถงึ หรือถา้ เรำทำกรรมดีอนั เป็นการปลูกฝังเมลด็ พนั ธุ์ที่จะนาไปสู่เทวโลกเอาไว้ โลกท้งั หมดน้นั อยู่ เรา จะรู้สึกมีความสุข และหากเราปลูกฝังเมล็ดพนั ธุ์แห่งพรหมโลกเอาไว้ เรา ย่อมจะมี ภายในร่างกายของ ความรู้สึกสุขสงบอยา่ งย่งิ ในทานองเดียวกนั สภำวะนพิ พำนซ่ึงไม่มีการเกิดไม่มีการดบั เรา จะ เราเอง การเกิด รู้สึกไดภ้ ายในโครงสร้างของร่างกายเช่นกนั 338ตณั หาจึงเกิดข้ึนจำกภำยในร่ำงกำยน้ีเอง เมื่อมี การดบั และ สุขเวทนาเกิดข้นึ ไม่วา่ ท่ีใดในร่างกาย พระศาสดาทรงอธิบายโดยละเอียดวา่ ตณั หำเกิดขึน้ จำกท่ี หนทางไปสู่การ ใดบ้ำง “จกฺขุ โลเก ปิ ยรูป สาตรูป เอตฺเกสา ตณฺหา อุปปฺ ชฺชมานา อุปปฺ ชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิ ดบั ของโลก อยู่ สติ ... โสต ... ฆาน.. ชิวฺหา ... กาโย ... มโน โลเก ปิ ยรูป สาตรูป เอตฺเกสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมา ภายใน นา อปุ ปฺ ชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ” เม่ือมีสิ่งท่นี ่ำพอใจรักใคร่มำกระทบทำงตำ ตณั หำย่อมจะ เกิดขึน้ ท่ีตำน้ัน และยอ่ มจะต้งั อยู่ท่ีนั่นเช่นเดียวกนั เม่ือมีส่ิงน่ำพอใจมำกระทบหู จมูก ลิน้ กำย ตณั หาเกิดข้ึน และใจ ตณั หา ยอ่ มจะเกิดข้ึนและต้งั อยู่ที่หู จมูก ลิ้น กายหรือใจน้นั 339“รูปา ... สทฺทา ... คนฺธา ภายในร่างกาย มี ... รสา ... โผฏฺ ฐพฺพา ... ธมฺมา ... นิวิสติ” ส่ิงท่ีมำกระทบกับทวำร 6 อันมีรูป เสียง กล่ิน รส สุขเวทนา เกิดข้ึน โผฏฐัพพะและธรรมำรมณ์ หากเป็นสิ่งที่น่าพอใจตณั หาจะเกิดข้ึนและต้งั อยทู่ ี่ส่ิงน้นั 340 “จกฺขุ ตณั หาเกิดจาก วิญญาณ ... โสตวิญฺญาณ ... ฆานวิญฺญาณ ... ชิวฺหาวิญฺญาณ ... กายวิญฺญาณ...มโนวิญฺญาณ...นิวิ ความพอใจรักใคร่ สติ” ตัณหำเกิดข้ึนไดท้ ่ี วิญญาณ คือ กำรรับรู้ตำมช่องทำงใดช่องทำงหนึ่งท่ีอายตนะภายนอก มากระทบทางตา มากระทบกบั อายตนะภายใน 341ในการอธิบายเกี่ยวกบั จิต กลา่ วเพยี งวา่ จิตประกอบข้ึนดว้ ยนำม ส่ิงทีพ่ อใจ มา ขันธ์สี่ส่วน คือ วิญญาณ สัญญา เวทนา สังขาร 342แต่เม่ือปฏิบตั ิวิปัสสนาไปถึงข้นั สูง ๆ จะรู้วา่ กระทบหู จมูก ล้นิ กาย ใจ ตณั หายอ่ ม เกิดข้ึนและต้งั อยู่ สิ่งกระทบทวาร 6 อนั มรี ูป เสียง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะและ ธรรมารมณ์ พอใจ ตณั หาเกิดข้ึน ต้งั อยู่ ตณั หาเกิดข้นึ ไดท้ ่ี วญิ ญาณ คอื การรับรู้ ตามช่องทางใด ช่องทางหน่ึงที่ อายตนะ ภายนอกมา กระทบกบั อายตนะภายใน จิตประกอบข้ึน ดว้ ยนามขนั ธส์ ่ี ส่วน คือ วิญญาณ สญั ญา เวทนา สังขาร
477 วญิ ญาณ หรือ วิญญาณ หรือกำรรับรู้ของแต่ละทวำร แยกออกจากกนั แตก่ ่อนท่ีจะปฏิบตั ิไปไดถ้ ึงข้นั น้นั แมผ้ ู้ การรับรู้ของ ปฏิบตั ิจะรู้สึกถึงกำรเกิดขึ้นดับไปแล้ว แต่สิ่งท่ีรับรู้หรือส่ิงที่เฝ้ำดูอยู่คือ วิญญาณ น้ัน ยงั ดู แต่ละทวาร เหมือนจะคงอยู่ ไม่แยกสลำยดับไปดว้ ย เป็นตน้ ตอของความเชื่อถือทางปรัชญาในสมยั โน้นวา่ มีดวงวิญญาณหรืออาตมนั ที่เที่ยงแท้ถาวรคงอยู่ตลอดไป “เจ วิญฺญาณะ เต อยะ เต อยะ เต วิญญาณหรือ วิญฺญาณะ” (ส่ิงใดท่ีเป็นดวงวิญญาณ ส่ิงน้นั คืออาตมนั และส่ิงที่เป็นอาตมนั คือดวงวิญญาณ) การรบั รู้ของ เพราะยงั มกั เขา้ ใจกนั ว่า วิญญาณเดียวกนั น้นั เองที่ไดเ้ ห็น ไดย้ นิ ไดก้ ล่ิน และอ่ืน ๆ 343แตห่ ำกได้ ส่วนหน่ึงส่วน ปฏิบัติลึกลงไปมำก ๆ จะพบว่าวิญญำณแต่ละอย่ำงน้ันแยกจำกกันโดยส้ินเชิง วิญญาณท่ีตาน้นั ใดหรือท้งั หก ไมส่ ามารถไดย้ นิ วญิ ญาณของหูไม่อาจจะแลเห็นได้ วญิ ญำณหรือกำรรับรู้ของส่วนหนง่ึ ส่วนใด น้นั อาจหยดุ หรือท้ังหกน้ันอำจหยุดทำงำนได้ เช่น วิญญาณทางหูอาจหยุดทางาน วิญญาณทางตาอาจหยุด ทางานได้ ทางาน หรือวิญญาณทางกายอาจหยุดทางาน วิญญาณหรือการรับรู้ของทวารท้งั 5 อาจหยุด ทางานได้ 344แต่ มโนวิญญาณ คือกำรรับรู้ทำงใจจะยังอยู่ต่อเม่ือกำรรับรู้ทำงใจน้ันหยุดลงเมื่อ มโนวิญญาณ น้ัน จะถึงสภำวะนิพพำน 345พระพุทธองคท์ รงอธิบายอีกว่า “จกฺขุสมฺผสฺโส ... จกฺขสุ มฺผสฺสชา คือการรบั รู้ทาง เวทนา ... รูปสญฺญา ... รูปสญฺเจตนา ... รูปตณฺหา ... รูปวิตกฺโก ... รูปวิจาโร ... นิวิสติ” การ ใจจะยงั อยู่ กระทบหรือสัมผสั “สมฺผสฺโส” ท่ีชอบท่ีพอใจที่ อำยตนะ 6 หรือทวำร 6 คือ ตำ หู จมูก ลิน้ กำย ต่อเมอ่ื การรบั รู้ ใจ จะทาใหเ้ กิดตณั หาและการต้งั อยขู่ องตณั หา และเพราะสัมผสั ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางใจน้นั หยดุ ทางกาย ทางใจน้ี 346ทาให้เกิดเวทนา “สมฺผสฺสชำเวทนำ” ที่ชอบท่ีพอใจ ตัณหำจะเกิดขึ้นและ ลงเมอื่ น้นั จะ ต้ังอยู่เช่นกนั ต่อไปการประเมินค่า การจาไดห้ มายรู้ “สญฺญำ” ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ถงึ สภาวะ และธรรมำรมณ์ อนั เป็นท่ีชอบที่พอใจจะทาใหเ้ กิดตณั หาและการต้งั อยขู่ องตณั หา “สญฺเจตนำ” นิพพาน (เจตนาที่แต่งกรรมหรือความจงใจที่จะทากรรม-ความหมายเดียวกบั สังขำร) ต่อรูป เสียง กล่ิน รส สิ่งที่ถูกตอ้ งกาย และอารมณ์อนั เป็นท่ีรักท่ีชอบใจ ย่อมทำให้ตัณหำเกิดขึน้ และต้ังอยู่ ต่อไป การกระทบ เม่ือมีความอยาก “ตณฺหำ” ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผสั และอารมณ์ที่รักที่ชอบใจ ตณั หาจะ หรือสมั ผสั เกิดข้ึนและต้งั อยใู่ นสิ่งน้นั ๆ แลว้ เกิดความคดิ กงั วลถึง รูป เสียง กลิ่น รสสมั ผสั และ อารมณ์อนั “สมฺผสฺโส” ที่ น่าพอใจ “วิตกฺโก” และต่อไป จะวนเวียนอยู่ในควำมคิดน้นั ๆ “วิจำโร” เหล่าน้ีคือบ่อเกิดแห่ง ชอบทพ่ี อใจท่ี ตัณหำและกำรต้ังอยู่ของตัณหำ 347อริยสัจขอ้ สองเรียกวา่ “ทุกฺขสมุทยะ” เหตุให้เกิดทุกข์ อาจ อายตนะ 6 พูดตามความเขา้ ใจโดยทวั่ ๆ ไปว่าเหตุแห่งทุกข์ คือ ตัณหำควำมทะยำนอยำก ซ่ึง ถูกตอ้ ง แต่ หรือทวาร 6 คอื สมุทยั คือเมื่อเกิดความทะยานอยากความทุกข์ เกิดข้ึนควำมทุกข์เกิดขึน้ พร้อม ๆ กบั เมื่อเราเกิด ตา หู จมูก ล้ิน ความทะยานอยาก ไม่ใช่ว่าตณั หาเกิดข้ึนก่อนแลว้ เราจึงมีความทุกขภ์ ายหลงั สมุทยั คือการท่ี กาย ใจ จะทา เกิดข้ึนพร้อม ๆ กนั 348ทุกขนิโรธอริยสัจ – ควำมจริงอันประเสริฐของควำมดับทุกข์ “ทุกฺขนิ ใหเ้ กิดตณั หา โรธ อริยสจฺจ” อริยสัจขอ้ 3 คือ การดบั ตณั หาโดยไม่มีเหลืออีกเลย “ เป็ นควำมจำงคลำยโดย และการต้งั อยู่ สิ้นเชิง เป็ นควำมดบั ควำมละ ควำมสละ ควำมหลุดพ้น และควำมไม่อำลยั ในตณั หำน้นั แล” “โย ของตณั หา ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย” และจะละตัณหำน้ัน ได้ในท่ีใด และจะดับเสียได้ท่ีตรงไหน ? 349“ย โลเก ปิ ยรูป สาตรูป เอตฺเกสา ตณฺหา ปหียมานา เกิดเวทนา การ ปหียติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺมติ” เม่ือตณั หาเกิดข้ึนและต้งั อยู่ในโลกของนามรูป “โลเก” ประเมินค่า การ จาไดห้ มายรู้รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ เหตใุ ห้เกิดทกุ ข์ อาจพูดตาม ความเขา้ ใจโดย ทว่ั ๆ ไปว่าเหตุ แห่งทุกข์ คือ ตณั หาความ ทะยานอยาก ทกุ ขนิโรธอริยสจั – ความจริงอนั ประเสริฐของ ความดบั ทุกข์
478 ตณั หาเกิดข้ึนและ จะตอ้ งถูกขจดั ใหห้ มดไป “ปหียมำนำ ปหียติ” และดบั ไป “นิรุชฺฌมำนำ นิรุชฺฌติ” ในท่ี คือ ท่ี ต้งั อยใู่ นโลกนาม ตำ หู จมูก ลนิ้ กำย และใจ โดยทรงใหร้ ายละเอียดในการปฏิบตั ิดงั น้ี 350“จกฺขุ ... โสต ... ฆาน... รูป ชิวฺหา ... กาโย ... มโน โลเก ปิ ยรูป สาตรูป เอตฺเถสา ตณฺหา ปหียมานา ปหียติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ รูปา ... สทฺทา ... คนฺธา ... รสา ... โผฏฺ ฐพฺพา ... ธมฺมา ... นิรุชฺฌติ จกฺขุวิญฺญาณ ... ดบั ตณั หาสิ้นเชิง ท่ี จกฺขสุ มฺผสฺโส ... จกฺขสุ มฺผสฺสชา เวทนา ... รูปสญฺญา ... รูปสญฺเจตนา ... รูปตณฺหา ... รูปวิตกฺโก อายตนะเร่ิมจาก ... รูปวิจาโร ... นิรุชฺณติ” กำรดับตัณหำจะต้องเป็ นกำรดับโดยสิ้นเชิง ไม่มเี หลืออย่เู ลย ไมว่ า่ จะ วิญญาณ คอื การ รบั รู้ทที่ วาร ถึง ที่อายตนะภายในหรือภายนอก โดยเร่ิมจาก วิญญาณ คือกำรรับรู้ทีท่ วำรหรืออำยตนะภำยในท้งั สมั ผสั การกระทบ หก ก่อนแล้วมาถึง สัมผัส หรือกำรกระทบกันของอำยตนะภำยในและภำยนอก แล้วจึงถึง กนั ของอายตนะ ภายในนอก ถงึ เวทนา อันเป็ นผลท่ีเกิดจำกกำรสัมผัสหรือกระทบกันน้นั แลว้ ต่อด้วย สัญญา ท้ังหกท่ีประเมิน เวทนา เป็นผลการ ค่ำของ เวทนำ แลว้ เป็ น สัญเจตนา คือกำรกระทำโดยเจตนำ เรียกไดอ้ ีกอย่างหน่ึงว่า สังขาร สมั ผสั ตอ่ ดว้ ย จากน้นั จะเป็น ตัณหา หรือความอยาก และ วิตก คอื การเร่ิมตน้ ของความคดิ ท่ีเกิดจากการสัมผสั สญั ญา ท้งั หกที่ ของอายตนะภายในและภายนอก หรือการเร่ิมตน้ ที่จะจาหรือคิดถึงอนาคตที่เกี่ยวกบั สัมผสั น้ัน ประเมินค่าของ ๆ ซ่ึงจะตามมาดว้ ย วิจาร คือการเฝ้าวนเวียนคิดถึงสิ่งท่ีมาสัมผสั 351มัคคสัจ – ควำมจริงอัน เวทนา และ วิตก ประเสริฐของทำงดำเนินไปสู่ควำมดับทุกข์ “ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจ” อริยสัจขอ้ 4 คอื การเริ่มตน้ ของ คือหนทำงอันประเสริฐในกำรดับทกุ ข์ หนทางในการดบั ทุกขเ์ ป็นอยา่ งไร ? “อริโย อฏฺ ฐงฺคิโก ความคดิ ที่เกิดจาก มคฺโค เสยฺยถิท สมฺมาทิฏฺ ฐิ สมฺมาสงฺกปโฺ ป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายา การสมั ผสั อายตนะ โม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ” หนทางอนั ประเสริฐคือมรรคมีองค์ 8 ซ่ึงทรงอธิบายดงั น้ี 352ควำม คิดถึงอนาคตท่ี เห็นชอบ (สมมฺ ำทฏิ ฺ ฐิ) คอื : “ทกุ ฺเข ญาณ ทกุ ฺขสมทุ เย ญาณ ทกุ ฺขนิโรเธ ญาณ ทุกฺขนิโรธคามินิย สัมผสั ตามมาดว้ ย ปฏิปทาย ญาณ” กำรมปี ัญญำรู้ประจักษ์ด้วยตนเองในทกุ แง่ทุกมุมของความทกุ ข์ รู้เหตุท่ีทาให้ วิจาร คอื การเฝ้า เกิดทุกข์ รู้การดบั ของทุกขแ์ ละรู้แนวทางปฏิบตั ิเพื่อการดบั ทุกข์ ตรงตามความจริงอย่างที่มนั วนเวียนคดิ ถงึ สิ่ง เป็ นอยู่ ยถำภูต ปชำนำติ 353ความดาริชอบ (สมฺมำสงฺกปฺโป) มี : “เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป อพฺยา ท่ีมาสมั ผสั ปาทสงฺกปฺโป อวิหึสาสงฺกปฺโป” ความดาริที่จะออกจากกาม ความดาริในความไม่โกรธ ไม่ พยาบาท ความดาริในการไม่เบียดเบียนทาร้ายเหล่าน้ีคือความดาริชอบ 354เจรจาชอบ (สมฺมำ มคั คสจั ความ วำจำ) คือ : “มุสาวาทา เวรมณี ปิ สุณาย วาจาย เวรมณี ผรุสาย วาจาย เวรมณี สมฺผปฺปลาปา จริงอนั ประเสริฐ ของทางดาเนิน เวรมณี” กำรเว้นจำกกำรกล่ำวเท็จ กำรเว้นจำกกำรกล่ำววำจำส่อเสียด กำรเว้นจำกกำรกล่ำว ไปสู่ความดบั ทุกข์ มรรคมีองค์ วำจำหยำบ กำรเว้นจำกกำรเจรจำเพ้อเจ้อ เหลา่ น้ีเป็นสัมมาวาจา ขอใหเ้ ขา้ ใจไวด้ ว้ ยวา่ ทกุ ส่ิงทุก 8 อยา่ งจะตอ้ งเป็น ยถาภูต ปชานาติ คอื จะตอ้ งปฏิบตั ิเองดว้ ย กลา่ วคอื ในชีวิตประจาวนั จะตอ้ งไม่ พูดจาทาร้ายใคร ไม่พูดนินทาใครลบั หลงั ไม่พูดให้ร้ายป้ายสีใคร เพราะหากไม่ไดป้ ฏิบตั ิเอง ความเหน็ ชอบ แลว้ ย่อมไม่ใช่ สัมมา แต่เป็ น มิจฉา เป็ นเพียงการเล่นเกมทางเชาวน์ปัญญาหรือทางอารมณ์ (สมฺมาทฏิ ฺฐิ) การมี เทา่ น้นั 355การกระทาชอบ (สมมฺ ำกมฺมนฺโต) คอื อยา่ งไร ? “ปาณาติปาตา เวรมณี อทินฺนาทานา ปัญญารู้ประจกั ษ์ เวรมณี กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี” การงดเวน้ การกระทาทางกาย (เวรมณี) ที่เป็ นอกุศลกรรม ดว้ ยตนเอง เช่น การฆา่ สตั ว์ (ปำณำติปำต) การลกั ทรัพย์ (อทนิ ฺนำทำน) และการประพฤติผิดในกาม (กำเมสุ ความดาริชอบ (สมฺ มิจฺฉำจำร) เหลา่ น้ีจะตอ้ งเป็นสิ่งที่เราปฏิบตั ิอยใู่ นชีวติ ประจาวนั จนกลา่ วไดว้ า่ เราเป็นผมู้ ีปกติท่ี มาสงฺกปฺโป) ความ ดาริทจี่ ะออกจาก กาม ความดาริใน ความไม่โกรธ ไม่ พยาบาท ความดาริ ในการไม่ เบยี ดเบียนทารา้ ย เจรจาชอบ (สมฺมา วาจา)เวน้ กลา่ วเทจ็ เวน้ กล่าววาจา ส่อเสียด เวน้ กล่าว วาจาหยาบ เวน้ เจรจาเพอ้ เจอ้ การกระทาชอบ (สมฺมากมฺมนฺโต) การฆ่าสัตว์ การลกั ทรพั ย์ และ ประพฤติผดิ ใน กาม การเล้ียงชีพชอบ (สมฺมาอาชีโว)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 756
Pages: