Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 64 รายงานผลการวิจัย

64 รายงานผลการวิจัย

Published by วิจัย แม่โจ้, 2022-06-10 04:17:13

Description: 64 รายงานผลการวิจัย

Search

Read the Text Version

179 ตากระทบกบั รูป เวทนา ท่ีเป็นที่พอใจกเ็ รียกวา่ สุขเวทนำ เวทนา ท่ีไมพ่ อใจ ก็เรียกวา่ ทกุ ขเวทนำ ท่ีเป็นกลางๆ เมือ่ รูปกระทบกบั กเ็ รียกวา่ อทกุ ขมสุขเวทนำ ทีน้ี เวทนา น้ีจะเป็นตวั ร้ายกาจ เป็นตวั อะไรทกุ อยา่ ง ทกุ ส่ิง ที่มนั ตา จะเกิด จกั ษุ จะทาให้เกิดความทุกข์น้ัน พอถูกยึดม่ันจะเกิดรู้สึกเป็ นทุกข์ทันที ถ้าไม่ยึดม่ันมันก็เป็ น วญิ ญาณ ข้ึน คอื เวทนา ที่ไม่มีความทุกข์ ที่มนั จะเลือนลางหายไป สมมติว่า เรำเห็นดอกไม้สวยอยา่ งน้ี หรือ วิญญาณทางตา อะไรสวยก็ตามใจให้มันสวยก็แลว้ กนั ถา้ เห็นแลว้ แล้วไป มนั ก็ไม่มีเร่ือง มนั เป็ นเวทนาที่ เกิดข้นึ การ ไม่ไดถ้ ูกยึดถือ ทีน้ี ถา้ วา่ มันสวยแล้วก็ยึดถืออย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง เป็ นเวทนำ ที่ถูกยึดถืออย่ำงนี้ ประจวบกนั คอื นี่ต้องเป็ นทุกข์ ต้องเป็ นเวทนำ ที่ให้เกิดกิเลส และเกิด ทุกข์ ในเมื่อตาเราเหลือบไปเห็นอะไร ตา รูป กบั จกั ขุ สวยน้นั มนั ก็ยงั มีทางท่ีจะแยกกนั วา่ จะยดึ ถือหรือว่าจะไม่ยึดถือ เพราะบางเวลาเราเห็นดอก วญิ ญาณ การ กุหลาบสวยดอกหน่ึงมนั ก็เฉยไม่ได้ แต่บางเวลาเรำคิด คิดมำก คิดหลำยอย่ำง คิดอย่ำงน้ัน ประจวบกนั 3 คดิ อยา่ งน้ี น่ี ทางตา ถ้ำคิดในทำงยึดถือจะเอำ จะเป็ น จะเข้ำไปเก่ยี วข้องในฐำนะเป็ นตวั กูของ อยา่ งเรียกว่า กู นี้มันก็ต้องเป็ นทุกข์แล้ว ทีน้ี ไม่ใช่เห็นดมมนั เลยว่ามนั หอมหรือมนั ไม่หอม ไปดมมนั เลย “ผสั สะ” ถา้ มนั เป็นกุหลาบท่ีหอมมนั ก็ตอ้ งมี เวทนาทางจมูกน้ี ทาง ฆำนะสัมผัส น้ี หอมเฉยๆ ก็แลว้ ไป แต่ถา้ หอมแลว้ ยดึ ถือ คดิ อยา่ งน้นั อยา่ งน้ีมนั ก็ตอ้ งเป็น เวทนา ที่ถกู ยดึ ถือแลว้ กจ็ ะตอ้ งเป็น ผสั สะ ทางจิตทาง ทุกข์ ต้องไปพยำยำมศึกษำวัตถุอยา่ งน้ี วตั ถุของเร่ืองตวั เร่ืองอยา่ งน้ีให้เข้ำใจไว้ก่อน ให้รู้จัก วิญญาณ จะตอ้ งมี เวทนำ ที่เป็ นสุข หรือเป็ นทุกข์ หรือ อทุกขมสุข ที่เกิดข้นึ จากการสัมผสั ทางตาบา้ ง ทางหูบา้ ง เวทนา เวทนาเป็น ทางจมูกบา้ ง ทางลิ้นบา้ ง ทางกายบา้ ง ทางใจบา้ ง จนเขา้ ใจแจ่มแจง้ ดีว่าเป็ นอย่างไรในวนั ทพ่ี อใจเรียกวา่ สุข หน่ึง วนั หน่ึง วันหนึ่ง อันไหนคือยึดถือแล้วเป็ นอย่ำงไร อันไหนคือไม่ยึดถือแล้วเป็ นอย่ำงไร เวทนา เวทนาไม่ ดว้ ยตา ดว้ ยหู ดว้ ยจมูกน้ีท่ีมนั จะมองเห็นหรือจะไดย้ ิน หรือไดด้ มอย่ทู ุกวนั ทุกวนั น้ี บางที พอใจ เรียกวา่ ของส่ิงเดียวกนั น้ี ดอกไมด้ อกน้ีหรืออะไรอนั น้ีเห็นคราวหน่ึงไม่ไดย้ ดึ ถือเลย เห็นคราวหน่ึง ทกุ ขเวทนา เป็น ยดึ ถือเอาเป็นเอาตาย นี่มนั แลว้ แตส่ ่ิงแวดลอ้ มหรือเหตุปัจจยั อื่นอีกหลายอยา่ ง เพราะอยา่ งน้นั กลางๆ เรียกวา่ เราจึงต้องศึกษำจนให้รู้ว่ำไอ้ท่ีถูกท่ียึดถือคืออย่ำงไร ท่ีไม่ยึดถือคืออย่ำงไร แล้ววตั ถุท่ีถูก อทุกขมสุขเวทนา ยึดถือกบั วตั ถุท่ีไม่ถูกยดึ ถือ มนั ต่างกนั อยา่ งไร อนั ไหนมนั เกิดเป็นไฟข้ึนมาเผาจิตใจของเรา เป็นตวั อะไรทุก ส่วนอนั ไหนมนั กไ็ มม่ ีอะไรมนั เฉยไปตามเดิม 201 ไอ้โลกข้ำงนอกทุกอย่ำงน้ันมนั จะมี อยา่ งทาใหเ้ กิด อะไร มีกี่ร้อย ก่ีหมื่น ก่ีแสน ก่ีลา้ นอยา่ ง มนั สรุปอยใู่ นคา 6 คาเท่าน้นั วา่ เป็ นส่ิงท่ีเหน็ ด้วยตำ ความทุกข์ พอถกู สิ่งที่ดมได้ด้วยจมูก ที่ได้ยินได้ฟังทำงหู ดมไดท้ างจมูก แล้วรู้รสได้ด้วยลิ้น หรือรู้ได้ด้วย ยดึ มนั่ จะเกิดรู้สึก สัมผัสผิวหนังท่ัวท้ังตัว หรือว่ำรู้ได้ด้วยใจคิดนึก ในโลกน้ีมนั มีอีกมากมายหลายลา้ น ไม่รู้กี่ เป็นทกุ ขท์ นั ที ลา้ น ก่ีลา้ น ลา้ นส่ิง แต่มนั สรุปเหลือเพยี ง 6 ส่ิงเท่ำน้นั ข้ำงในเหมือนกนั ต้องมี 6 ส่ิงเท่ำกันมัน จึงจะเป็ นคู่รับอำรมณ์เหล่าน้นั ไดค้ รบถว้ น และท้งั หมดน้ีเพื่อเกิดสิ่งๆ เดียว คือ เวทนำ เป็ น โลกขา้ งนอกมี สุขบ้ำง เป็ นทุกข์บ้ำง เป็ น อทุกขมสุข บา้ ง คาเหล่าน้ีเคยไดย้ ินแลว้ ทุกคน-ผมเช่ือ เคยไดย้ ิน อะไร สรุปอยู่ 6 ไดฟ้ ัง ไดเ้ รียนในโรงเรียนแลว้ ทุกคน เชื่อวา่ ไดย้ ินไดฟ้ ังแลว้ แต่ไม่เช่ือว่าเขา้ ใจ แลว้ ก็ย่ิงไม่ คาเวา่ เป็นสิ่งที่ เชื่อว่าคุณจะรู้จกั สิ่งเหล่าน้ีดี เพราะเพียงแต่เรียน จำได้ แล้วพูดได้ เทศน์ไดน้ ้นั มนั ไม่พอเป็น เห็นดว้ ยตา สิ่งที่ นกแกว้ นกขนุ ทองไปเท่าไรกไ็ ด้ เรียกวา่ ยังไม่ได้เรียนพทุ ธศำสนำอย่ำงวทิ ยำศำสตร์ มนั เรียน ดมไดด้ ว้ ยจมกู ท่ี อยา่ งบา้ ๆ บอๆ นกแกว้ นกขนุ ทอง พูดไดเ้ ทศนไ์ ดเ้ ท่าน้นั 202ถา้ จะเรียนกนั อยา่ งวิทยาศาสตร์น้ี ไดย้ นิ ไดฟ้ ังทางหู ดมไดท้ างจมูก แลว้ รู้รสไดด้ ว้ ย ล้ิน หรือรู้ไดด้ ว้ ย สัมผสั ผิวหนงั ทว่ั ท้งั ตวั หรือว่ารู้ได้ ดว้ ยใจคิดนึกเพือ่ เกิดสิ่งๆ เดียว คอื เวทนา เป็นสุข บา้ ง เป็นทกุ ขบ์ า้ ง เป็น อทุกขมสุข บา้ ง

180 จะเรียนกนั อยา่ ง กต็ ้องเรียนอย่ำงทเี่ ขำเรียกว่ำ ทำกรรมฐำน ทำวปิ ัสสนำ ทาอะไรอยา่ งน้นั แต่ถึงอยา่ งน้นั ก็เถิด วิทยาศาสตร์น้ี ก็ ทากรรมฐาน ทาวิปัสสนาบา้ ๆ บอๆไปทาตามแบบน้ันก็มี ตอ้ งหมายถึงกำรทำกรรมฐำน ตอ้ งเรียนอยา่ งที่ วิปัสสนำที่ถูกต้อง ท่ีมนั ตรงตำมท่ีเป็ นจริงว่ำ เวทนำ เป็ นอย่ำงไร? ก็ตอ้ งรู้จกั ให้เกิดความ เขาเรียกวา่ ทา ยดึ ถืออยา่ งไร? กต็ อ้ งรู้จกั แลว้ เกิดทกุ ขอ์ ยา่ งไร? กต็ อ้ งใหร้ ู้จกั ถา้ เอาเป็นรายละเอียดกนั ก็ตอ้ ง กรรมฐาน ทา มีวา่ มีตามหลกั ของ ปฏิจจสมุปบำท น้นั มีวา่ เมื่อตำกระทบรูป เป็ นต้น เกิด จกั ษุวิญญำณ 203 วปิ ัสสนา ตอ้ ง ความประจวบเหมาะของส่ิงท้งั 3 น้ีเรียกว่า ผัสสะ พอมี ผัสสะ แล้วก็มี เวทนำ พอมี เวทนา หมายถึงการทา อย่างใดอยา่ งหน่ึงแลว้ ก็จะเกิด ตัณหำ คือ ควำมอยำกชนิดใดชนิดหน่ึง กำมตัณหำ ภวตัณหำ กรรมฐาน วิภวตัณหำ ก็ตำม ควำมอยำกชนิดใดชนิดหนึ่งท่ีเหมำะสมกับเวทนำ น้นั เวทนา ทาให้เกิด วิปัสสนาที่ ตัณหา อย่างน้ี และ ตัณหา น้ีเมื่อมีรู้สึกอยำกแล้วจะมี อุปำทำน คือ ตัวกู น้ีเป็ นผูอ้ ยากผู้ ถูกตอ้ ง ท่ีตรง ตอ้ งการ ตณั หา ทาใหเ้ กิด อุปาทาน อปุ ำทำน ให้เกดิ ภพ คือ ตัวกู ชนิดหน่ึงข้นึ มาแลว้ พอมนั ตามที่เป็ นจริ งวา่ เตม็ ท่ีก็เรียกวา่ ชำติ คือ ตัวคนน้นั ท่ีเกิดมำเป็ นเกิดขึน้ มำในลักษณะอย่างน้นั คือ มีควำมรู้สึก เวทนา เป็น อยา่ งน้นั กาลงั ยดึ ถืออะไรอยนู่ ้ี ทีน้ี ปัญหาเรื่อง ชาติ มนั กเ็ กิดข้นึ การเกิดมาจากทอ้ งแมม่ นั ไม่ อยา่ งไร? ก็ตอ้ ง หยุดอยู่เฉยๆ มนั เกิดเป็ นปัญหาข้ึนมา คือ เป็ นควำมทุกข์ข้ึนมาแลว้ ทีน้ี ความชรามนั ก็เป็น รู้จกั ปัญหาข้ึนมา เรำไม่อยำกแก่ เรำไม่อยำกตำยไปจำกส่ิงที่กำลังรัก กำลงั หลง กำลงั ยดึ ถือนี้ หรือ ว่าปัญหามนั เป็นในทางกลบั กนั ตรงกนั ขา้ ม คือ วิภวตัณหำ แล้ว มันก็อยำกตำย ไม่ชอบส่ิงที่ มี ผสั สะ แลว้ มี เรียกว่ำ ควำมเกิด ควำมแก่ แต่แลว้ มนั ก็อยากตายอย่างน้ี เป็นตน้ เพราะฉะน้นั ตณั หา ถึงได้ เวทนา อยา่ งใด แยกไวถ้ ึง 3 อย่าง คือกำมตัณหำ ตณั หาในทางกามารมณ์ ภวตัณหำ ตณั หาในทางท่ีจะเป็น อยา่ งหน่ึงแลว้ อย่างน้ัน เป็ นอย่างน้ี แล้วก็ วิภวตัณหำ ตณั หาในทางท่ีจะ ไม่เป็ น คือ ไม่อยากจะอยู่ ไม่ เกิด ตณั หา คอื อยากจะมี ไม่อยากจะเป็น อยากจะไมม่ ี อยากจะไม่เป็น เช่น อยากตาย เป็นตน้ นนั่ กเ็ ป็น ทุกข์ ความอยากชนิด ดว้ ยกนั ท้งั น้นั แหละ แม้จะคนละแบบ คนละแบบ คนละแบบ ก็เป็ น ทุกข์ ดว้ ยกนั ท้งั น้นั แต่ ใดชนิดหน่ึง ถา้ พูดลดั ๆส้ันๆ เร็วๆ อย่างในเร่ือง อริยสัจ 4 ที่เรียนๆ กนั อยู่ในช้นั ตน้ ช้นั แรกเรียนกนั แต่วา่ กามตณั หา พอมี ตัณหำเกิด ทุกข์ พูดอย่างน้ีเลย ทุกข์เกิดมาจาก ตัณหา ตณั หา ก็มาจากสัมผสั ทาง ภวตณั หา อำยตนะ เกิด เวทนำ เกิด ตณั หา แล้วก็เกิด ทุกข์ น่ีพูดรวบรัดส้ันๆ อย่างน้ี อย่างในเรื่อง วภิ วตณั หา อริยสจั จ์ กว็ า่ ตณั หา เป็นเหตใุ ห้เกิด ทุกข์ พดู ส้ันเพยี ง 2 ส่ิง หรือ 2 คาเทา่ น้นั แตใ่ นเรื่องของ เหมาะสมกบั ปฏิจจสมุปบำท มนั ขยาย 2 คาน้ีออกไปเป็ น 11 คา ก็เท่ากนั แหละ เท่าเดิม เพียงแต่พูดให้ เวทนา ทาให้เกิด ละเอียด ให้คนท่ีอยากจะศึกษาอย่างละเอียดไดเ้ ห็นชดั 204ในท่ีสุด มนั ก็ไปรวมจุดสำคัญอยู่ ตณั หา มรี ู้สึก ตรงท่ีสิ่งท่เี รียกว่ำ “เวทนำ” เหมือนท่ีอธิบายแลว้ วนั แรกน้นั กิเลส ก็เกดิ มำจำก เวทนำ ความ อยากแลว้ จะมี ทุกขก์ ็เกิดมาจาก กิเลส น้นั หรือแมแ้ ต่ความคิดความเห็นจะโง่ไปในทางความคิดความเห็น อปุ าทาน คือ ตวั กู อยา่ งน้นั อยา่ งน้ี มนั ก็ตอ้ งต้งั ต้นมำจำก เวทนำ ทตี่ นรัก หรือเกลียด หรือที่ตนชอบอะไรก็ตำม น้ีเป็นผูอ้ ยากผู้ จึงบัญญัติเป็ นควำมคิดควำมเห็นออกมำ เช่น พวกหน่ึงมนั จะถือว่าตายแลว้ เกิดอีกอย่างน้ี ก็ ตอ้ งการ ตณั หา เพราะมนั อยากจะเกิดอีก เพราะมนั ชอบความเกิด ไดร้ ับความพอใจ หรือ เวทนาจากความเกิด ทาใหเ้ กิด มันก็อยากจะคิดว่าตายแล้วเกิดอีกน้ี อีกพวกหน่ึงไม่ชอบเวทนา น้ีมันก็อยาก มันก็น้อม อปุ าทาน ควำมคิดมันก็ถูกปรุงให้คิดไปในทำงว่ำไม่เกิด นานๆ เขา้ มนั ก็มีทิฏฐิมั่นคงหลงไปว่ามนั ไม่ อปุ าทาน ให้เกิด ภพ คือ ตวั กู ไปรวมจุดสาคญั อยตู่ รงที่ส่ิงท่ี เรียกวา่ “เวทนา” กิเลสเกิดมาจาก เวทนา ต้งั ตน้ มา จาก เวทนา ท่ีตน รัก หรือเกลยี ด หรือที่ตนชอบ

181 อะไร เวทนา เป็น เกิด เพราะฉะน้นั เราอยำกเรียนเพรำะอยำกจะได้ สุขเวทนำ เราทางานอาชีพก็อยากได้ สุข ตวั เหตตุ วั การ เวทนา เรามีอานาจวาสนา มีเกียรติยศ ช่ือเสียง ก็เพราะว่าเป็ นปัจจัยแห่งการไดม้ าซ่ึง สุข รู้ใหล้ กึ ไปจนถงึ เวทนา หรือวา่ เรามีชีวิตอยนู่ ้ีเพือ่ ประโยชนแ์ ก่ สุขเวทนา เราทาบญุ ใหม้ าก ตายไปแลว้ เราจะมี ว่า เวทนา มาจาก บุญสาหรับแสวงหา สุขเวทนา อะไรๆมนั ไมพ่ น้ ไปจากส่ิงท่ีเรียกวา่ เวทนำ เป็ นตัวเหตุตวั กำร อายตนะ ขา้ ง นอก อายตนะ 205 รู้ให้ลึกไปจนถึงว่ำ เวทนำ มำจำก อำยตนะ ข้ำงนอก อำยตนะ ข้ำงในกระทบกัน เกิด ขา้ งในกระทบกนั วิญญำณ เป็ น ผัสสะ เป็ น เวทนำ อย่าท่องจาไม่มีประโยชน์ ต้องไปมองเห็น ถอยหลงั ไปจาก เกิด วญิ ญาณ เป็น เวทนา กไ็ ด้ มาจากการกระทบระหวา่ ง อำยตนะ ข้ำงนอกข้ำงในแล้วเกิด วญิ ญำณ ข้นึ น้ี หรือ ผสั สะ เป็น วา่ เมื่อไอ้ ตา อายตนะ ขา้ งในเห็นรูปเขา้ ก็เกิดความเห็นรู้สึกวา่ เห็นอะไร น่ีแหละ วิญญำณ 3 เวทนา อยา่ ท่องจาไม่มี อย่ำงน้ีเป็ น ผัสสะ 206รวมกนั เป็น ผสั สะ แลว้ ก็ต้องเกิด เวทนำ เพราะท่ีเห็นว่ำอะไรนน่ั แหละ มนั จะตอ้ งเกิดควำมรู้สึกขึน้ มำช้ันหนึ่งว่ำอย่ำงไร ว่าพอใจ หรือว่าไม่พอใจหรือเฉยๆ จึงจะ ประโยชน์ ตอ้ ง เห็นว่า น่ี เป็ นดอกกุหลาบ วิญญำณ มีหน้ำท่ีรู้ว่า นี่ เห็นสีสันรูปร่างอย่างน้ี สัญญำ มำช่วย บอกใหไ้ ดว้ า่ นี่ เป็นดอกกุหลาบ อยา่ งน้ีก็แค่ วิญญาณ เท่าน้นั แต่ความคิดมนั จะเกิดออกไป ไปมองเห็น อีกกา้ วหน่ึงว่า ควำมหมำยของมันคืออะไร มนั จะรู้ทีเดียว เรื่องหอม เร่ืองสวย เรื่องดีอะไร อย่างน้ี ถา้ สวยก็สบายทางตา ถา้ หอมก็สบายทางจมูกน้ี เป็นตน้ ตอนน้ีเป็นตวั เวทนำ สักวา่ ผสั สะ เกิดความรูส้ ึก เห็นสี เห็นอะไรได้ โดยอาศยั สัญญำ เป็ นเครื่องช่วยน้ัน ก็เรียกวา่ เป็ น วิญญำณ พอ เวทนำ ข้ึนมา ว่าพอใจ หรือว่า เกิดแลว้ มนั ก็ตอ้ งมีควำมคดิ ที่เรียกว่ำ สังขำร คดิ ดี คดิ ชั่ว คิดไม่ดีไม่ชว่ั เก่ียวกบั เร่ืองน้นั มนั ก็ ไม่พอใจหรือเฉยๆ ครบ ขนั ธ์ ท้งั 5 ร่างกายน้ีกาลงั ถกู ยดึ ถือดว้ ยความโง่ ดว้ ย อุปาทาน ที่มาจาก เวทนา น้นั และก็ วิญญาณ มหี นา้ ทีร่ ู้ เหน็ จะเป็นร่างกายที่จะไปดว้ ยกนั ท้งั กำย ท้งั ใจมนั พร้อมที่จะไปดว้ ยกนั เพ่ือเป็ นทุกข์ตำมแบบน้ัน รูปร่าง สญั ญา บอกให้ ตำมเรื่องน้ัน ตำมเหตุปัจจัยน้ันๆ นี่ ถา้ ทา วิปัสสนำ จริงๆ ต้องทำอย่ำงนี้ แล้วดูอย่ำงนี้ เห็น ได้ ความหมายของมนั อย่ำงนี้ รู้อย่ำงนี้ ที่ตัวจริงนี้ อย่ำทำสักว่ำทำแบบที่บัญญัติไว้ แลว้ มนั ก็ใช้ควำมโง่หรือคือโง่นี้ คืออะไร โดยอาศยั สญั ญา เป็นเครื่องช่วย ตอ้ งมคี วามคดิ เรียกวา่ สงั ขาร คิดดี คดิ ชวั่ คดิ ไม่ดี ถา้ เป็น วปิ ัสสนา จริง จะกลายเป็ น วทิ ยาศาสตร์ จะตอ้ ง ศกึ ษาปฏิบตั ใิ นรูป คอื วธิ ีการของวทิ ยาศาสตร์ จูงจติ ใจ จูงควำมคิด-ควำมนึกไปตำมแบบท่ีมันมีไว้ บัญญัตไิ ว้ เป็น อปุ าทาน อีกชนิดหน่ึงวา่ จะตอ้ งเห็นนนั่ เห็นนี่ อย่างน้นั อย่างน้ี 207ถา้ เป็ น วิปัสสนำ จริงจะกลำยเป็ นวิทยำศำสตร์ ถา้ เป็ น วิปัสสนาแบบตามแบบ ตามธรรมเนียม ตามความเช่ือน้ี มนั ก็เป็ นปรัชญา น่ี จะตอ้ ง ศึกษำปฏิบัติในรูป คือ วิธีกำรของวิทยำศำสตร์ เพราะฉะน้ัน จึงขอทบทวนว่าขอให้ศึกษำ พุทธศำสนำตำมวถิ ที ำงแห่งวิทยำศำสตร์อยา่ งที่วา่ มาน้ี ผล 208ในคืนที่แลว้ มาบอกให้รู้จกั จุดต้ังต้น คือ เวทนำ ในวนั น้ีก็บอกใหร้ ู้จกั ไอท้ ่ีมำของ เวทนำ จดุ ต้งั ตน้ คือ แลว้ ให้รู้จักศึกษำ เวทนำ น้ันในลักษณะท่ีเป็ นวิทยำศำสตร์ ถา้ เป็นปรัชญาก็เป็นเรื่องงมงาย เวทนา ท่ีมาของ คือ ฝากไวก้ บั เหตุผล คานึงคานวณไม่ได้ เห็นจริงไม่ได้ รู้สึกจริงไม่ไดเ้ อามาใส่ฝ่ ามือดูจริง เวทนา ให้รู้จกั ต่อไปน้ีถ้าได้ยินได้ฟังว่า พุทธศำสนำเป็ นวิทยำศำสตร์แลว้ ก็ขอให้เขา้ ใจอย่างน้ี 209ไม่ใช่ ศึกษา เวทนา น้นั วิทยำศำสตร์ทำงวัตถุท่ีทาไดใ้ นห้องทดลองทางวตั ถุ มนั เป็ นวิทยำศำสตร์ฝ่ ำยวิญญำณ ฝ่ ำย ในลกั ษณะที่เป็น วิทยาศาสตร์ เลยจิตขึน้ ไปอีก ต้องมีห้องทดลองในจิต ในควำมคิดนึก ส่วนในสมองอะไรๆ มนั ก็รวมกนั อยู่ที่ในสมอง นี่คือ ขอ้ ที่ พุทธศำสนำเป็ นวิทยำศำสตร์ เราจะต้องศึกษำส่ิงทุกสิ่งตำมวิถีทำง ไมใ่ ช่วิทยาศาสตร์ ของวิทยำศำสตร์จึงจะเป็นพุทธศาสนา แลว้ ก็จะรู้จกั สิ่งที่เรียกว่า ทุกข์ ว่ำ เหตุให้เกดิ ทุกข์ ว่ำ ทางวตั ถุทาไดใ้ น หอ้ งทดลองทางวตั ถุ แต่เป็นวทิ ยาศาสตร์

182 ฝ่ายวญิ ญาณ ฝ่ายเลย ควำมดับทุกข์ ทำงให้ถึงควำมดับทุกข์ 4 อย่ำงน้ี-อยา่ งเป็นวิทยาศาสตร์ 210ทีน้ี เรียนกันอย่ำง จิตข้ึนไปอกี ตอ้ งมี อักษรศำสตร์ เรียนกนั อยา่ งอกั ษรศาสตร์ แลว้ ต่อไปก็จาได้ ก็เป็นอะไรก็ตามใจเป็นบทมนต์ หอ้ งทดลองในจิต เป็ นอะไรไป แลว้ ต่อไปก็คาดคะเนเอาตามความคิดนึก รู้สึก สามญั สานึกของตนลึกเขา้ ไป ในความคิดนึก ส่วน ลึกเขา้ ไป มนั ก็เป็นปรัชญาบา้ ๆบอๆไปก่อน จนกวา่ จะมามองเห็นแจง้ เหมือนกบั เรามองเหน็ ในสมองอะไรๆ ก็ รวมกนั อยทู่ ่ีใน วตั ถุน้ี แลว้ มนั ก็จะกลายเป็นวทิ ยาศาสตร์ ตามบทท่ีวา่ สันทฎิ ฐโิ ก ปัจจตั ตังเวทติ ัพโพ วิญญหู ิ สมอง กระทาเป็ น สันทิฎฐิโกต้องเห็นเอง และก็เห็นได้อย่ำง วิญญูชนผู้มีปัญญำ มี ญำณทัศนะ น่ี เรื่อง การศึกษาพุทธศาสนาอย่างวิทยาศาสตร์ ในข้นั น้ีก็มีอย่างน้ี รู้จกั ที่มาของ เวทนา และ สันทิฎฐิโกตอ้ งเห็น ต่อไปเราก็จะค่อยพูดกนั ถึงว่ามนั จะเกิด ทุกข์ ว่าเกิดความทุกขไ์ ดอ้ ยา่ งไรโดยละเอียด วนั น้ี เอง และก็เห็นได้ พอกนั เทา่ น้ีที (อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2514) อยา่ ง วิญญชู นผูม้ ี https://pagoda.or.th/buddhadasa/2514-17.html ปัญญา มี ญาณ ทศั นะ ตารางท่ี 4.3.8 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “ทกุ เร่ืองต้งั ต้นมำจำกเวทนำ” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระธรรมโกศำจำรย์ (พุทธทำสภิกขุ) จาแนกตามแนวคิด สกดั หลกั หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั R8] แนวคดิ ประเด็นคำสอน หลกั ธรรมะ R8-210เก่ียวกบั บุคคล การบวช หรืออะไร ศาสนาหรืออะไรทานองน้ี แต่จะพดู ถึงหลกั ธรรมะโดย โดยตรง ตอ้ ง ตรงท่ีพุทธบริษัททั่วไปควรจะทรำบ แลว้ ก็โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งพวกที่แรกเขา้ มาสู่พุทธศาสนา รู้จกั ตอ้ งเขา้ ใจ ในส่วนท่ีเป็นเร่ืองธรรมะโดยตรง ไม่ใช่พธิ ีรีตอง หรือไม่ใช่อะไรทานองน้นั จึงเรียกวา่ หลกั ตอ้ งถึงกบั รู้สึก ธรรมะโดยตรง ส่ิงแรกท่ีสุดแลว้ ก็เป็ นสิ่งที่สาคญั ท่ีสุด ท่ีเป็นของทุกส่ิงทุกเร่ือง มีอยู่ส่ิงหน่ึง อยดู่ ว้ ยใจ รู้จกั เป็นสิ่งที่จะตอ้ งทราบ ถา้ เกินกวา่ ทราบคอื วา่ ต้องรู้จกั ต้องเข้ำใจ ต้องถึงกับรู้สึกอยู่ด้วยใจ รู้จกั มนั อยดู่ ว้ ยใจใน มันอยู่ด้วยใจในสิ่งน้ันๆ ในส่ิงน้ันโดยเฉพำะ ส่ิงๆเดียวท่ีวา่ มนั เป็นท้งั หมด เป็นท้งั เหตุ เป็นท้งั สิ่งน้นั ๆ ส่ิงที่ ผล เป็นท้งั อะไรท้งั หมดทุกอยา่ ง แลว้ ก็ของเรื่องพุทธศาสนาท้งั หมดที่เราจะตอ้ งเรียนน้นั สิ่ง เรียกว่า เดียวน้นั ก็คือ ส่ิงท่ีเรียกว่า “เวทนำ” 212ตามท่ีสังเกตเห็น เราไม่ไดส้ นใจสิ่งท่ีเรียกว่า เวทนำ “เวทนา” กันในฐำนะเป็ นสิ่งที่สำคัญที่สุดหรือเร่ืองท่ีสำคัญท่ีสุดถึงส่ิงเดียว เราจะเห็นเขาพูดถึง เวทนา เวทนา ฐานะ กันเป็ นเพียงส่ิงหน่ึงในหลายๆส่ิง ซ่ึงมีความสาคญั เสมอๆกัน เด๋ียวน้ี เมื่อได้รวบรวมมา เป็ นสิ่งที่สาคญั ท้งั หมดมาสอบสวนดู ดูพระพุทธภาษิตท้งั หลาย มนั ก็พบท่ีพระพุทธเจ้ำท่ำนทรงยืนยันว่ำคือ ทส่ี ุด ส่ิงเป็ นต้นเหตุ เป็ นต้นเร่ืองอะไรท้ังหมด ท่ีจะตอ้ งรู้จกั ถา้ รู้จกั สิ่งน้ีก็จะเป็นเหตุใหร้ ู้จกั สิ่งอ่ืน พระพุทธเจา้ หมด 213และถา้ รู้จกั ส่ิงน้ีก็จะรู้ธรรมะในลกั ษณะท่ีเป็ นวทิ ยำศำสตร์ คือ ไม่ตอ้ งฝากไวก้ บั ความ ทา่ นทรงยืนยนั เช่ือนน่ั เชื่อน่ี ซ่ึงมนั ไมใ่ ช่หลกั วิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ในที่น้ีก็ หมายถึง เร่ืองทีม่ นั ประจักษ์ ว่าคือสิ่งเป็ น แก่ใจ วิทยำศำสตร์ทำงวัตถุก็ประจักษ์แก่เคร่ืองทดลองทำงวัตถุ นี่ วิทยำศำสตร์ทำงจิต ตอ้ ง ตน้ เหตุ เป็นตน้ หมายถึง ที่ประจักษ์แก่ควำมรู้สึกโดยไม่ต้องเชื่อตามผูอ้ ่ืน หรือไม่ตอ้ งใช้เหตุผลอย่างอื่น เร่ืองอะไร นอกจากควำมรู้สึกที่มันรู้สึกอยู่จริง บางคนอาจจะคิดว่ำเอำสิ่งทเ่ี รียกว่ำ จติ หรือเอำควำมรู้สึก ท้งั หมด ของ จิต อะไรมาดูไม่ได้ แลว้ ก็ไม่จัดว่ำเป็ นวิทยำศำสตร์ อยา่ งน้ีอยากจะพูดวา่ นนั่ มนั ยงั โง่อยู่ รู้ธรรมะใน ลกั ษณะทเี่ ป็น วิทยาศาสตร์ เร่ืองท่ีประจกั ษ์ แกใ่ จ วิทยาศาสตร์ทาง

183 วตั ถปุ ระจกั ษแ์ ก่ มากเพราะว่าถึงแมว้ ิทยาศาสตร์ทางฝ่ ายวตั ถุน้ี มนั ก็มีส่ิงที่เอามาดูไม่ไดอ้ ยอู่ ีกมากมาย แมแ้ ต่ เครื่องทดลองทาง ตวั ส่ิงท่ีเรียกว่า ไฟฟ้า ตวั จริงของ ไฟฟ้า น้ีก็ยงั เป็ นสิ่งที่เอามาให้ดูกนั ไม่ได้ แต่เราก็รู้จกั ใช้ วตั ถุ หมายถึง ไฟฟ้า รู้จักประกอบ รู้จกั ทาอะไรต่างๆตามกฎเกณฑ์น้ันๆตามต้องการได้ แต่มนั มียกเวน้ เร่ืองที่มนั บางอยา่ งท่ีเอามาใหด้ ูอยา่ งน้ีไม่ได้ น้นั จึงเอาเทา่ ที่มนั จะรู้สึกได้ เห็นได้ เพียงพอแก่ความสาเร็จ ประจกั ษ์แกใ่ จ ประโยชน์ 214กม็ ีเหตผุ ลอยู่ท่คี วำมรู้สึกน้นั ไมใ่ ช่เหตผุ ลทางคานึงคานวณ เดี๋ยวน้ีวิชาที่เรียกกนั วทิ ยาศาสตร์ทาง วา่ Psychotherapy รักษำโรคด้วยจติ ด้วยอำนำจจิต หรืออะไรของจิต น้ีกก็ าลงั เจริญแพร่หลาย วตั ถกุ ป็ ระจกั ษ์ แกเ่ ครื่องทดลอง แต่ก็ไม่ได้หมำยควำมว่ำเป็ นกำรที่เอำจิตมำดไู ด้ หรือจับตัวจิตมำจัดกำรอะไรได้ ก็ไดแ้ ตท่ าไป ทางวตั ถุ นี่ ตามกฎเกณฑ์ที่จะเกิดผลไปทางความรู้สึกที่เรียกว่า จิต เท่าน้ันเอง น่ันคือ สิ่งท่ีเรียกว่า วิทยาศาสตร์ทาง วิทยำศำสตร์ในทำงธรรมะ ในทำงจิตใจน้นั ก็มีไดแ้ ต่เพียงอย่างน้ี คือ ท่ีเรำรู้สึกได้ รู้สึกอยู่เป็ น จิต ตอ้ ง หมายถงึ ปกติ เป็ นประจำวัน แลว้ ก็มีเรื่องที่หรือมีส่ิงที่สืบต่อเน่ืองไปจำกส่ิงที่รู้จักดีแล้วน้นั เป็นเรื่องๆ ที่ประจกั ษแ์ ก่ ไปในลกั ษณะที่เห็นได้ อย่างน้ีก็ควรจะเรียกไดแ้ ลว้ วา่ มนั เป็นวิธีการตามทางของศาสตร์ หรือ ความรู้สึก วิทยาศาสตร์ หลักธรรมะในพระพุทธศำสนำท่ีเป็ นตวั พุทธศาสนาแทจ้ ริงจะต้องมีลกั ษณะ เหตุผลอย่ทู ่ี ความรู้สึก อย่างน้ี คือ เป็นตามหลกั ท่ีเรียกวา่ ศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ ท้ังฝ่ ำยร่ำงกำย และฝ่ ำยจิตใจ ฝ่ าย วิทยาศาสตร์ ในทางธรรมะ ร่างกายน้นั ไม่สู้มีความสาคญั อะไรมนั เป็ นเหมือนกบั ภาชนะที่จะรองรับเร่ืองทางจิตใจ เรื่อง จิตใจเรื่องจิตใจ สาคญั เพียงส่ิง ทำงจิตใจเลยสำคญั เพยี งส่ิงเดยี วในกำรทจี่ ะต้องศึกษำค้นคว้ำและปฏิบตั ิ เดียวจะตอ้ งศึกษา คน้ ควา้ และ 215ก็จะยอ้ นไปถึงสิ่งที่เรียกวา่ เวทนา เป็นเรื่องสาคญั ของท้งั หมดซ่ึงจะไดอ้ ธิบายใหเ้ ห็น และก็ ปฏิบตั ิ ยงั จะตอ้ งศึกษาต่อไปอีกไม่รู้จกั ส้ินสุดจนกวา่ จะหมด กิเลส เป็นพระอรหนั ต์ จึงจะหมดเร่ืองที่ เราจะศึกษาอนั เกี่ยวกับ เวทนา เวทนา คือ ความรู้สึกท่ีเราจะต้องรู้สึกกนั วนั ละหลายๆคร้ัง หลกั กำร ภาษาอังกฤษก็แปลกันง่ายๆว่า Feeling เฉยๆ สาหรับคาๆน้ีในพระพุทธศาสนาก็แบ่งเป็ น ทุกขเวทนา สุขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา น่ีคือ เวทนา ที่ทาใหร้ ู้สึกเป็นสุข เวทนา ท่ีทาใหร้ ู้สึก เวทนา คอื เป็นทกุ ข์ และก็ เวทนา ท่ีไม่อาจจะกล่าวไดว้ า่ เป็นสุขหรือเป็นทกุ ข์ มีอยู่ 3 เวทนา เรียก เวทนา ความรู้สึกที่ เหมือนกนั เพราะฉะน้นั เราไม่ตอ้ งไปเชื่อตวั หนงั สือหรืออะไรท่ีอ่ืน216 แตต่ อ้ งมองดูไปยงั ส่ิง จะตอ้ งรู้สึกกนั ที่เรียกว่า เวทนา ท่ีเกิดข้ึนแก่เราทุกวนั ทุกวนั บางวนั ไหนลกั ษณะของความสุข รู้สึกพอใจ วนั ละหลายๆ รู้สึกสบายใจ อยา่ งน้ีเรียกวา่ สุขเวทนา บางวนั ก็แย่ บางเวลาก็แย่ คอื ไมพ่ อใจ อึดอดั เป็นทุกข์ คร้ัง Feeling เดือดร้อน น่ีก็ เรียกว่า ทุกขเวทนา ทีน้ี ถา้ ไม่ถึงอยา่ งน้นั ไม่ชดั ลงไปว่าสุขหรือทุกข์ แต่มนั ยงั เป็ น เป็นความรู้สึกที่มีผลกบั จิตใจ มีอิทธิพลกบั จิตใจน้ีในทางที่เกิดความยึดถือดว้ ยเหมือนกนั คือ ทุกขเวทนา สงสัย สนใจ หรือหวงั หรืออะไรอยู่ใน เวทนา ชนิดน้ี ท้งั ท่ีมนั ไม่ชดั ลงไปว่าสุขหรือทุกขน์ ้ี สุขเวทนา มนั ก็จดั เป็น เวทนา ทีน้ี คนบางคนเมื่อยงั ไม่เขา้ ใจแลว้ ก็จะไม่เขา้ ใจ คือ จะคา้ นวา่ อทุกขมสุข อทกุ ขมสุข เวทนา เวทนาท่ีไม่เป็ นสุขเป็ นทุกขน์ ้ีทาไมต้องเรียกว่า เวทนา ดว้ ย เขาเขา้ ใจอย่างน้ัน 217 เวทนา น่ีคือ เด๋ียวน้ีเราอยากจะถือตามหลกั ธรรมะในพระพุทธศาสนา หรือความรู้ของพระพุทธเจา้ วา่ ทา่ น เวทนา เรียกส่ิงน้ีวา่ มนั เป็น เวทนา ดว้ ยเหมือนกนั คือ มนั เป็นท่ีต้งั แห่งความสนใจจนกระทงั่ มีความ ตอ้ งมองดไู ป ยดึ มนั่ -ถือมนั่ ไดเ้ ทา่ กนั กบั เวทนา 2 อยา่ งขา้ งตน้ คอื สุข กบั ทกุ ข์ เพือ่ จะจาใหง้ า่ ยก็จาในหลกั ยงั สิ่งเรียกว่า อย่างน้ีไวท้ ีก่อนก็ได้ว่า สุขเวทนา คือ รู้สึกเป็ นสุข พอใจ ยินดีน้ี มนั เพิ่มให้เกิดนิสัย นิสัย เวทนา เกิดข้ึน สนั ดานท่ีจะรัก ส่วน ทกุ ขเวทนา น้นั มนั เพม่ิ ความรู้สึกนิสัยสันดานท่ีจะเกลียด ส่วน อทุกอสุข แก่เราทกุ วนั ลกั ษณะ สุข เวทนา ทุกขเวทนา อทกุ ขมสุข เวทนา เวทนา เป็น ที่ต้งั แห่งความ

184 สนใจ เวทนา มนั ก็มีนิสัยสันดานในทางที่จะ สงสัย ลงั เล น่ี ต้องมาทาความเขา้ ใจตอนน้ีกันก่อน จนกระทงั่ มี ไม่อย่างน้นั จะเขา้ ใจเร่ืองเหล่าน้ีไม่ได้ จะกลายเป็นเรื่องหนงั สือ หรือเป็นเรื่องที่ตอ้ งเช่ือตาม ความยึดมนั่ คนอื่นอยูเ่ ร่ือยไป 218 เวทนา แปลวา่ ความรู้สึก สุขเวทนา แปลวา่ เวทนา ท่ีมีลกั ษณะเป็ นสุข ถือมนั่ ได้ ทุกขเวทนา คือ เวทนา ที่มีลกั ษณะเป็นทุกข์ อทุกขมสุขเวทนา เวทนา ท่ีไม่อาจจะกล่าววา่ เป็น สุขหรือเป็ นทุกข์ ถา้ เรารู้จกั 2 อย่างแรกเราก็รู้จกั อย่างที่ 3 ได้ “สุขะ” แปลว่า ทนง่าย หรือ เวทนา แปลว่า ทนไดอ้ ย่างดี คือ ชอบทน “สุ” แปลวา่ ง่าย หรือ ดี “ขะ” น้นั แปลวา่ ทน “สุขะ” แปลวา่ ทน ความรู้สึก สุข ง่าย ทนได้ ทนอย่างดี และเราก็ชอบทน ชอบทนอยา่ งน้ัน ทนรู้สึกอร่อย ทนรู้สึกเป็นสุข ทน เวทนา แปลว่า รู้สึกเบิกบาน สนุกสนานน้ีเรียกวา่ สุขะ คือ ความสุข ส่วน “ทุกขะ” น้นั คอื ทนยาก ทนไมไ่ ด้ เวทนา ที่มี ทนไม่ค่อยจะไหว และเราก็ไม่ค่อยอยากจะทน ใครๆก็ไม่อยากจะทน ทุกขเวทนา สุขะ กบั ลกั ษณะเป็นสุข ทกุ ขะ อนั หน่ึงชวนทน อนั หน่ึงไม่ชวนทน “อทุกขมสุข” กย็ งั ไมป่ รากฏใน 2 อยา่ งน้นั แต่กย็ งั ทุกขเวทนา คอื มีการที่ตอ้ งทนคอื ทนขอ้ งใจ ทนสงสยั หวงั ลงั เล เพราะฉะน้นั พดู กนั งา่ ยๆก็จางา่ ยกไ็ ปเทียบ เวทนา ที่มี กนั กบั หลกั ที่เรารู้กนั อยแู่ ลว้ เร่ือง โลภะ โทสะ โมหะ 3 อยา่ งของ กิเลส น้นั สุขเวทนา ก็ทาให้ ลกั ษณะเป็นทกุ ข์ เรารักให้เราอยากได้ ใหเ้ รากาหนดั ให้เราโลภ สุขเวทนา มนั เพิ่มนิสัย โลภ ในทุกขเวทนา เรา อทกุ ขมสุขเวทนา ไมช่ อบ เราไมร่ ัก เราอยากจะทาลาย มนั ก็เพมิ่ นิสัย โกรธ หรือ เกลียด คือ โกรธ โกรธะ โทสะ เวทนา ที่ไม่ เพิ่มนิสัยโกรธ อทุกขมสุขเวทนา ท่ีทาใหเ้ ราฉงน ฉงน หรือหวงั หรือสงสัย หรือเก่ียวขอ้ งอยู่ อาจจะกล่าววา่ ในความสงสยั เรื่อยน้ี มนั เพ่มิ นิสัยแห่งความโง่ คอื โมหะ ไปเท่ียวหลง ไปเท่ียวสนใจ ไปเท่ียว เป็ นสุขหรือเป็ น ติดใจอยู่ ถอนออกไมไ่ ดน้ ้ีเรียกวา่ โมหะ สุขเวทนา เกิดข้ึนทีไรเพิม่ นิสัยสันดานแห่งความโลภ ทกุ ข์ หรือความกาหนดั ทุกขเวทนาเกิดข้ึนทีไรเพิ่มนิสัยสันดานแห่งความโกรธ ความประทุษร้าย สุขเวทนา คู่กบั คอื โทสะ / อทกุ ขมสุขเวทนา เกิดข้ึนทีไรเพิม่ นิสยั สันดานแห่งความโง่ ความหลง ความมวั เมา โลภะ 219เขียนเป็ นตวั หนังสือส้ันๆเป็ นคู่กนั ก็ว่า สุขเวทนา คู่กับ โลภะ ทุกขเวทนา คู่กับ โทสะ ทุกขเวทนา คู่ อทุกขมสุขเวทนา กบั โมหะ จริงไม่จริง ตอ้ งไปสังเกตดูดว้ ยตนเอง น่ี ท่ีเรียกว่า 220เรียน กบั โทสะ อทุก ธรรมะ เรียกวา่ การเรียนธรรมะจากใจ จากใจจริง จากความรู้สึกจริงๆไม่ใช่จากเรียนหนงั สือ ขมสุขเวทนา จากฟังคนอื่นเขาพูด ตอ้ งไปรู้จกั เวทนา ท้งั 3 น้ีใหด้ ีเสียก่อน ตอ้ งสงั เกตไปตามหลกั วา่ อนั หน่ึง กบั โมหะ จริง ใหเ้ กิดหรือเพมิ่ โลภะ อนั หน่ึงเพม่ิ โทสะ อนั หน่ึงเพ่มิ โมหะ น่ี 221เรียกวา่ กิเลส ประจาวนั ของ ไม่จริง ตอ้ งไป เราคือ โลภะ โทสะ โมหะ น้ีอาศัยอยู่บน เวทนา สุขเวทนา ก็ โลภแล้วก็เพ่ิมนิสัย โลภ สังเกตดูดว้ ย ทุกขเวทนา โกรธ แลว้ ก็เพิ่มนิสัยโกรธ อทุกขมสุขเวทนาแลว้ ก็เพ่ิมนิสัยโง่ มวั เมา หลง อยา่ ตนเอง เห็นวา่ เป็นเรื่องเล็กน้อย ถา้ เขา้ ถึงเร่ืองท่ีวา่ เล็กนอ้ ยน้ีไม่ไดแ้ ลว้ ไม่มีทางท่ีจะเขา้ ใจธรรมะใน การเรียนธรรมะ พระพุทธศาสนา ก็เรียนๆจาๆลืมๆ แลว้ กไ็ มม่ ีทางท่ีจะช่วยตวั ไดใ้ หพ้ น้ จากอนั ตรายอยา่ งยงิ่ คือ จากใจ จากใจจริง กิเลส น่ีคือสิ่งท่ีเรียกวา่ เวทนา มีอยู่ 3 ชนิด เขาเรียกวา่ เวทนา เหมือนกนั หมด อนั น้ีเป็นตน้ ตอ จากความรู้สึกจริงๆ ของทุกอยา่ ง ไมใ่ ช่จากเรียน 222ถ้าจะพูดกันไปในแง่ของการที่เป็ นเหตุ เวทนา น้ีเป็ นเหตุให้เกิดอะไรอีกมากมาย เกิด หนงั สือ จากฟังคน ความคิด เกิดความเห็น เห็นผิด-เห็นถูก ทิฏฐิต่างๆ น้ี ทุกชนิดก็เกิดมาจากเวทนา ทีน้ี ความดบั อ่ืนเขาพดู ตอ้ งไป ทุกข์ ทุกข์ หรือความดบั ทุกขอ์ ะไรน้ีมนั ก็เกิดมาจาก เวทนา น่ีเป็นในฐานะที่มนั เป็นผลข้ึนมา รูจ้ กั เวทนา ท้งั 3 เป็นความทุกข์ พระพทุ ธเจา้ ท่านไดต้ รัสวา่ เรื่อง อริยสจั เป็นเร่ืองที่พูดไวส้ าหรับคนที่มี เวทนา ตอ้ งสังเกตไปตาม หลกั กิเลส ประจาวนั คอื โลภะ โทสะ โมหะ น้ีอาศยั อยบู่ น เวทนา สุขเวทนา ก็ โลภแลว้ เพิม่ นิสยั โลภ ทกุ ขเวทนา โกรธ แลว้ เพ่ิมนิสยั โกรธ อทุกขมสุข เวทนาแลว้ เพม่ิ นิสยั โง่ มวั เมา หลง วิธีกำร เหตุ เวทนา ให้ เกิดอะไร เกิด

185 ความคิด สาหรับสัตวท์ ี่มี เวทนา ถา้ สัตวเ์ หล่าใดไม่มี เวทนา น่ี ฟังดูให้ดี สัตว์เหล่าใดคนใดไม่มีส่ิงท่ี ความเห็น เห็น เรียกวา่ เวทนา ไม่จาเป็นที่จะตอ้ งเรียน ตอ้ งรู้ ตอ้ งปฏิบตั ิเร่ือง อริยสัจ เพราะ223พระพุทธเจา้ ผิดถูก ทิฏฐิ ทรงตรัสว่าเร่ือง อริยสัจ ท้งั 4 ตรัสไว้ บญั ญตั ิไวส้ าหรับสัตวผ์ มู้ ี เวทนา ทีน้ี สัตวไ์ หนบา้ งท่ีจะ ตา่ งๆ ทกุ ไมม่ ี เวทนา ทุกสตั วจ์ ะตอ้ งมีเวทนา แต่ทา่ นตรัสจากดั ชดั ลงไปกวา่ น้นั วา่ กาลงั มีเวทนาอยู่น้นั ชนิดเกิดมา ในระยะกาลในระยะท่ีกาลงั มี เวทนา อยู่ คือ อริยสัจ สาหรับคนน้นั เขามีเวทนา ท่ีเป็นทุกขอ์ ยู่ จากเวทนา คือ ทุกขอริยสัจ เม่ือเขามี ทกุ ขเวทนา อยนู่ ้นั มนั ตอ้ งเป็น เวทนา ที่มาจาก ตณั หา คือ สมุทยสัจ เพราะว่า เวทนา น้นั ให้เกิด ตณั หา และ ตณั หา ทาให้เกิดทุกข์ ทีน้ี สาหรับการจะดบั ทุกขเ์ สีย อริยสจั 4 ไดก้ ็ดบั ตณั หา จะดบั ตณั หาได้ ตอ้ งดบั อานาจของ เวทนา มนั จึงจะดบั ตณั หาได้ เวทนาหมด บญั ญตั ิไว้ อานาจ ตณั หา จึงจะดบั ตณั หา ดบั ทุกขจ์ ึงจะดบั เป็ น ทุกขนิโรธ 224ทีน้ี อริยสัจ ขอ้ สุดทา้ ยท่ี สาหรับสัตวผ์ ู้ เรียกวา่ อฏั ฐงั คกิ มรรค น้ี ทางถึงความดบั ทกุ ขน์ ้ีเป็นเร่ืองควบคุม เวทนา ท้งั น้นั องคม์ รรคท้งั 8 มี เวทนา อยู่ องคน์ ้ีเป็นกฎแบบ หรือการปฏิบตั ิที่จะควบคุม เวทนา ไม่ให้ลุกข้ึนมา ไม่ใหเ้ กิดข้ึนทาหน้าที่ คือ อริยสัจมี หนา้ ที่น้นั ก็คือ ทาใหส้ ัตวเ์ ป็นทุกข์ เมื่อเรามี เวทนา อยู่ จะเกี่ยวขอ้ งกบั อริยสัจ ท้งั 4 ตวั ทุกข์ เวทนา ที่เป็น เป็น เวทนา อยใู่ นตวั แลว้ ทุกขม์ นั มาจาก ตณั หา คือ ความอยาก ตณั หา กต็ อ้ งมาจาก เวทนา มา ทุกขอ์ ยู่ คือ จากอื่นไม่ได้ ดบั ทุกข์ก็ตอ้ งดบั ตณั หา ก็คือดบั อานาจของ เวทนา แลว้ เมื่อเรามีทุกขเวทนา ทกุ ขอริยสัจ แลว้ ก็มีครบท้งั ตวั ทุกขแ์ ละตวั เหตุให้เกิดทุกข์ เพราะฉะน้นั เราตอ้ งการหาความดบั ทุกข์ เราก็ ด้ินรนท่ีจะหยดุ ตณั หา เสีย หรือวา่ เมื่อมนั ไปจนสุดเหว่ียงของมนั แลว้ มนั ก็หยดุ เองเหมือนกนั ทางถึงความ มนั จะทุกขอ์ ยอู่ ย่างน้นั เรื่อยไปไม่ได้ มนั ก็ตายแลว้ ถา้ มนั ทุกขไ์ ม่มีหยุด เร่ืองเป็นทุกขเ์ ป็นร้อน ดบั ทกุ ขน์ ้ีเป็น ชนิดไหนก็ตาม ของใครก็ตาม พอมนั สุดเหวี่ยงเขา้ มนั ก็หยุด นั่นคือ ตณั หา อุปาทาน ท่ีเป็ น เรื่องควบคุม ตน้ เหตุของความทุกข์น้ันมนั คลายไปเอง มนั จางไปเอง ถึงขณะน้ันเราก็รู้เร่ืองน้ี เรื่องท่ีว่า เวทนา ท้งั น้นั ตณั หา มนั จางไป เร่ืองทกุ ขม์ นั ก็ดบั ลง ทวา่ เราจะมองไปท่ี อริยสัจ ท่ี 4 กห็ มายความพอเราเป็น องคม์ รรคท้งั ทกุ ขข์ ้ึนมา เราก็ตอ้ งหาทางแกไ้ ขความทกุ ข์ ทนอยไู่ ม่ได้ ตอ้ งคดิ ไปใหถ้ กู ทาง ตอ้ งทาไปให้ถูก 8 องคน์ ้ีเป็น ทาง คือ มรรค น่ันเอง แลว้ มนั ก็จะดบั ทุกขไ์ ด้ 225สรุปความว่า เร่ือง อริยสัจ ท้งั 4 อย่างน้ี จะ กฎแบบ หรือ รู้จกั ไดจ้ ริง ศึกษามนั ไดจ้ ริงก็เฉพาะเม่ือยงั มีเวทนาอยู่ นนั่ จึงกลายเป็นเรื่องท่ีบญั ญตั ิไวส้ าหรับ การปฏิบตั ิที่ สัตวผ์ ูม้ ี เวทนา อยู่ ทีน้ี ทุกคนก็ทราบแลว้ ว่าเร่ืองพระพุทธศาสนาน้ีไม่มีเร่ืองอะไร นอกจาก จะควบคุม เร่ืองความดบั ทุกขอ์ ยา่ งเดียว หรือขยายออกไปเป็ นเร่ือง ทุกข์ กบั ความดบั ทุกข์ 2 เรื่อง หรือ เวทนา ดบั ขยายออกไปอีก ทุกขน์ ้ันแยกเป็ น 2 คือ ตวั ทุกข์ กบั เหตุให้เกิดทุกข์ ความดบั ทุกขก์ ็มี 2 คือ อานาจเวทนา ความดบั ทกุ ข์ กบั วธิ ีที่จะใหไ้ ดม้ าซ่ึงความดบั ทกุ ข์ กลายเป็น 4 เรื่อง เป็น อริยสจั ข้นึ มาอยา่ งน้ี คือ ท้งั หมดในพระพุทธศาสนา พุทธศาสนาท้งั หมดมนั มีเพียงแต่ 4 เรื่องน้ี ถา้ ย่นก็เหลือ 2 อริยสัจ ท้งั 4 พระพทุ ธเจา้ ทา่ นตรัส 4 เสมอ คอื อริยสจั 4 แตใ่ นท่ีบางแห่งน้นั ท่านตรัสแต่เพยี ง 2 เม่ือก่อนก็ อยา่ งน้ี จะรู้จกั ตาม เด๋ียวน้ีกต็ าม 226ทา่ นพูดแต่เรื่อง ทกุ ข์ กบั ความดบั ทกุ ข์ เร่ืองอื่นไม่พดู แต่มนั ขยายออกไป ไดจ้ ริง ศกึ ษา ไดเ้ ป็น 84,000 ขอ้ ตามสมมติกนั ไม่มีใครเคยนบั คาดคะเนกนั สมมติกนั วา่ พระธรรมในพุทธ มนั ไดจ้ ริงก็ ศาสนาในพระไตรปิ ฎกท้งั หมดน้ีนบั ดูจะได้ 84,000 หวั ขอ้ ของเร่ือง คือ ประเด็น แมอ้ ย่างน้นั เฉพาะเมื่อยงั มี เรากย็ งั พดู ไดว้ า่ ถา้ มนั 84,000 ประเดน็ จริง มนั ก็ไปรวมอยทู่ ่ีคาวา่ เวทนา คาเดียว มนั เป็นเรื่อง เวทนาอยู่ ตวั ของความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดบั ทุกข์ ทางถึงความดบั ทุกข์ เพราะพระพุทธเจา้ ท่าน ทกุ ข์ กบั เหตุ ใหเ้ กิดทกุ ข์ ความดบั ทกุ ข์ กบั วธิ ีที่จะให้ ไดม้ าซ่ึงความ ดบั ทกุ ข์ พระธรรม พทุ ธศาสนา 84,000 หวั ขอ้ ไปรวมอยทู่ ่ีคา วา่ เวทนา คา

186 เดียว เป็นเรื่อง ตรัสวา่ อริยสจั 4 บญั ญตั ิสาหรับบคุ คลผกู้ าลงั มี เวทนา อยู่ พอเขาไมม่ ี เวทนา กาลงั ไมม่ ี เวทนา ของความทกุ ข์ อะไร ตอนน้นั ไม่มีเร่ือง อริยสัจ พอมี เวทนา ข้ึนมาเม่ือไหร่ก็จะมีความจาเป็นท่ีมี-จะตอ้ งการ เหตุให้เกิด เร่ือง อริยสัจจ์ แลว้ ก็มี อริยสัจจ์ น่ี จาไวท้ ีวา่ หลกั อริยสจั คอื ตวั พุทธศาสนาท้งั หมดน้ีเป็นเร่ือง ทุกข์ ความดบั ของบุคคลผูม้ ี เวทนา พระพุทธเจา้ ท่านตรัสไวอ้ ย่างน้นั ทีน้ี ว่าเร่ืองตวั ศาสนาแทๆ้ มีตน้ เหตุมา ทกุ ข์ ทางถึง จากส่ิงที่ร้ายกาจท่ีสุดส่ิงหน่ึง คอื เวทนา ทีน้ี กม็ ีแตจ่ ะพดู ใหล้ ะเอียดออกไปวา่ ทกุ ข์ เรื่องทุกข์ ความดบั ทกุ ข์ ท้งั หลายมาจาก เวทนา อยา่ งไร เหตุใหเ้ กิดทกุ ขค์ อื ตณั หา น้ี อุปาทาน น้ี มาจาก เวทนา อยา่ งไร พูดออกไปมนั ก็พูดไดม้ ากมาย ความดบั ทุกขก์ พ็ ูดไดต้ ามแบบของความดบั ทุกข์ ทางของความ กิเลส ความรู้สึก ดบั ทกุ ขก์ ็พดู ตามแบบของความดบั ทุกข์ พดู เรื่อง เวทนา ไดม้ ากมาย ซ่ึงเราจะตอ้ งคอ่ ยๆสังเกต ทฏิ ฐิ ความคดิ ไปแลว้ พดู กนั น่ี เฉพาะในวนั น้ีอยากจะพูดเรื่องที่มนั เป็นตวั ทุกข์ เพราะมนั เนื่องกนั อยู่กบั เหตุ มาจาก เวทนา ใหเ้ กิดทกุ ข์ เพราะฉะน้นั 227ขอต้งั หวั ขอ้ ใหม่วา่ ทุกเรื่องมนั จะต้งั ตน้ ข้ึนมาจาก เวทนา ปัญหา กิเลสที่เป็ นตน้ ต่างๆ คาสอนต่างๆ หลกั ต่างๆน้ีมนั จะต้งั ตน้ ข้ึนมาจากส่ิงที่เรียกว่า เวทนา เอาพวกที่เรียกวา่ บทแม่บท กิเลส กันก่อน กิเลสท้งั หลายท่ีเป็ นตัว กิเลส ความรู้สึกก็ดี ท่ีเป็ นแต่เพียง ทิฏฐิ ความคิด ท้งั หมดชื่อว่า ความเห็นก็ดีลว้ นแต่มาจาก เวทนา กิเลสที่เป็นตน้ บทแม่บทของ กิเลส ท้งั หมดก็คือ กิเลสท่ีมี อวิชชา มาจาก ช่ือวา่ อวิชชา ทีน้ี ดูสิว่า อวิชชา มาจาก เวทนา อยา่ งไร พระพุทธเจา้ ท่านไดต้ รัสไวว้ า่ อวิชชา เวทนา อยา่ งไร มี นิวรณ์ เป็นอาหาร หวั ขอ้ อยา่ งน้ีตอ้ งจาไวใ้ หไ้ ด้ ไม่อยา่ งน้นั มนั ลืมแลว้ มนั เลอะกนั หมด มนั อวชิ ชา มี ฟั่นเฟื อนกนั หมด อวิชชา มี นิวรณ์ เป็ นอาหาร นิวรณ์คือ ท่ีเราท่องอยู่ใน นักธรรมตรี กาม นิวรณ์ เป็น ฉันทะ พยาบาท ถินมิทะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา 5 อย่างน้ี ถึงจะถือว่าทุกๆองค์ทราบแลว้ อาหารกาม เพราะพอเรียน นกั ธรรมตรี ก็ตอ้ งพบเร่ือง นิวรณ์ นิวรณ์ ที่ 1 “กามฉนั ทะ” ส่ิงที่มากลุม้ รุมจิต ฉนั ทะ พยาบาท ที่ทาใหจ้ ิตกลมุ้ อยดู่ ว้ ยความรู้สึกที่เป็น กาม กามารมณ์ “พยาบาท” กค็ อื ความรู้สึกที่มากลมุ้ รุม ถนิ มิทะ อุทธจั จ จิตทาให้จิตกลุม้ อยู่ดว้ ยความรู้สึกที่เรียกว่า พยาบาท คือ โกรธ คือ ไม่ชอบ คือ อึดอดั แลว้ อนั กกุ กุจจะ ท่ี ๓ เรียกว่า “ถีนมิทะ” คือ ความรู้สึกที่มากลุม้ รุมจิตทาให้จิตมนั เต็มไปอยู่ดว้ ยความรู้สึกที่ วิจิกิจฉา 5 อยา่ ง เป็นไปในทางแฟบ “ถีนะ” นี่ก็แปลวา่ งว่ งเหงา “มิทะ” น่ีมนั เซื่องซึม หดหู่ ละเหี่ย รวมก่ีคาที่ ความหมาย จะพูดในภาษาไทยที่มนั เป็นไปในทางให้มนั ทรุด ต่า แฟบลงไปน้ีก็ เรียกว่า ถินมิทะ ท้งั น้นั ก็ ของ นิวรณ์ ลองนึกๆถึงบางเวลาเรามีจิตใจท่ีเศร้าโดยไม่มีเหตุผล ละเห่ีย-ละห้อย มึนชา ง่วงโดยไม่มี คอื กลมุ้ รุมจิต เหตุผล น่ี เขาเรียกว่า นิวรณ์ ตวั ท่ี 3 ทีน้ี ตวั ท่ี 4 เรียกวา่ “อุทธัจจะกุกกุจจะ” น้ีมนั ตรงกนั ขา้ ม ห่อหุ้มจิต เป็น คือ ฟุ้งเฟ้อ เมื่ออนั ท่ี 3 มนั แฟบ อนั ที่ 4 น้ีมนั ขยายออกเรียก ฟ้งุ เฟ้อ “อทุ ธจั จะ” วา่ ฟุ้งซ่าน “กุก เคร่ืองก้นั บงั กุจจะ” วา่ ราคาญ คาแปลน้ีไม่ถูกตอ้ งนกั หรอก ชวนให้เขวได้ ไปรู้สึกเอาเองก็แลว้ กนั เพราะ จิตไว้ จิตส่อง การบญั ญตั ิคาแปลน้ีมนั ยาก ตอ้ งเห็นอกเห็นใจผบู้ ญั ญตั ิคาแปลทีแรกบา้ ง ไม่มีใครบอก ตอ้ ง แสงสวา่ งตาม คิด ตอ้ งบญั ญตั ิ มนั ก็มีเขวบา้ ง หย่อนบา้ ง มากบา้ ง เพราะฉะน้ัน เราตอ้ งรู้ความหมายถือเอา ธรรมชาติของ ความหมาย อุทธจั จะกุกกุจะ คือ ฟุ้งซ่าน ฟุ้งแลว้ ก็ซ่านไป 2 คาน้ีพอ ถีนมิทะ ก็ว่าละเห่ีย หดหู่ จิตไมไ่ ด้ คือ หรือแฟบลง เหมือนอดขา้ ว อีกอนั หน่ึงมนั ฟ้งุ อีกอนั มนั แฟบเขา้ มา น่ี ก็เรียก นิวรณ์ นิวรณ์ ตวั จิตประภสั สร ที่ 4 เกิดข้ึน เม่ือ นิวรณ์ ตวั ที่ 4 เกิดข้ึน จิตก็มีลกั ษณะฟุ้ง คือ ขยายออกแลว้ ก็ซ่านไป อนั ท่ี 5 จะมแี สงสวา่ ง เรียกวา่ “วิจิกิจฉา” คือ สงสัย ลงั เล สงสัย การแปลตอ้ งแปลอย่างน้นั ทีน้ี ตามความหมายจริง ตามธรรมชาติ ของมนั คือ ความรู้สึกจริงๆ ก็คือว่า ความที่มนั ไม่แน่ใจอะไรลงไปได้ ไม่มีศรัทธา ไม่มีความ ของจิตไม่ได้ อวิชชา มี นิวรณ์ เป็น อาหาร นิวรณ์ มาจาก เวทนา ฉะน้นั เวทนา กเ็ ป็นตวั ให้ เกิด อวิชชา ทิฏฐิ ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ ที่ เป็ น

187 สมั มาทิฏฐิ แน่ใจอะไรลงไปได้ อยู่ในความลงั เลสงสัย มืดมวั สลวั มีจิตใจท่ีไม่แจ่มแจง้ แน่นอนชดั เจน อาศยั เวทนา อยา่ งน้ี ลกั ษณะอย่างน้ีก็เรียกวา่ วิจิกิจฉา ขอร้องให้ไปทาความรู้จกั กบั สิ่งท้งั 5 น้ีให้ดี ท้งั ๆท่ี จึงเกิดข้ึนได้ มนั เกิดอยู่เป็ นประจาทุกวนั น้ีแต่ก็ไม่ไดส้ ังเกต ไม่รู้จกั ไม่เห็นมนั อย่างแจ่มชดั เพราะเราไม่ ส่ิงที่เรียกวา่ สนใจกบั มนั มีเร่ืองอะไรอย่มู ากเร่ืองท่ีมนั มีอยใู่ นตวั เราแทๆ้ และเราก็ไม่ไดส้ นใจกบั มนั ไม่ ทิฏฐิ แปลวา่ รู้จกั มนั 225 เร่ือง นิวรณ์ น้ีก็เหมือนกนั เกิดเป็นประจาวนั เกิดอยา่ งยง่ิ เราก็ไมส่ นใจท่ีจะแยกดู ความเห็น ว่ามนั มีก่ีอย่าง เราก็ตอ้ งสนใจจนรู้จกั มนั ทุกอย่าง แลว้ รู้จกั ความหมายของคาว่า นิวรณ์ ก็คือ ความเห็นก็ กลุม้ รุมจิต ห่อหุ้มจิต “นิวรณะ” แปลว่า ก้นั หรือ บงั เหมือนกบั ฝา ฝาเรือน ก็มีความหมาย เป็น สงั ขาร เหมือนกบั นิวรณ์ มนั ก้นั บงั ส่ิงต่างๆไว้ หรือเปลือกหุม้ น่ีก็ความหมายของ นิวรณ์ มนั ก้นั บงั คือ มปี ัจจยั ส่ิงตา่ งๆไว้ ทีน้ี มนั เป็นเคร่ืองก้นั บงั จิตไว้ จิตส่องแสงสวา่ งตามธรรมชาติของจิตไม่ได้ คอื จิต ปรุงแตง่ ผล จะประภสั สร จะมีแสงสวา่ งตามธรรมชาติของจิตไม่ได้ ก็ นิวรณ์ มนั คอยหุม้ เอาไว้ เดี๋ยวตวั น้นั ของการที่ มา เด๋ียวตวั น้ีมา เด๋ียวตวั โน้นมา เปรียบเทียบเหมือนกบั วา่ ของท่ีมีแสงสว่าง คือ มีรัศมี..ดีกวา่ เสวย เวทนา เช่นวา่ เพชร มีน้า มีรัศมีแวววาวน้ี ถา้ มนั มีโคลนบา้ ง หรือมีอะไรก็ตามใจ หลายๆอยา่ งมาปะ มากเขา้ มาก เขา้ ไว้ มนั ก็ไม่อาจจะส่องแสง ส่องรัศมีของมนั ออกมาได้ มนั ก็ไม่ทาหน้าท่ีของมนั ได้หรือ เขา้ มากเขา้ หลอดไฟฟ้าน้ีเอาอะไรมาหุ้ม เอาสีมาทา เอาโคลนมาทา เอากระดาษมาปิ ด อะไรหลายๆอยา่ ง มนั จะปรุงข้ึน อยา่ งใดอย่างหน่ึง มนั ก็ส่องแสงออกมาไม่ได้ คือ มนั ทาหนา้ ที่ของมนั ไม่ได้ จิตน้ีก็เหมือนกนั เป็ นความคดิ ถา้ นิวรณ์อย่างใดอย่างหน่ึงมากลุม้ รุมมนั มนั ทาหน้าที่ของมนั ไม่ได้มนั จะเกิด อวิชชา ตรงน้ีก็ ความเห็น มีปัญหาท่ีว่าคนบางคนไดร้ ับคาสั่งสอนแนะนาว่า อวิชชา น้ันคือ ความโง่ มีอยู่เป็ นประจา มกั จะเขา้ ใจกนั อยา่ งน้นั ผมกเ็ คยเขา้ ใจอยา่ งน้นั เพราะเม่ือแรกเรียนนกั ธรรมครูก็สอนอย่างน้นั ผสั สะ คือ ส่ิง แตพ่ อมาดูในบาลี คาสอนของพระพทุ ธเจา้ ไม่ใช่อยา่ งน้นั คอื พระองคต์ รัสวา่ แมแ้ ต่ อวิชชา น้ี ท่ีทาใหเ้ กิด ก็เป็นส่ิงท่ีเพ่งิ เกิดเป็นคร้ังเป็นคราวชวั่ ขณะๆ ตามเหตุตามปัจจยั ของมนั น่ี สิ่งที่เรียกวา่ อวิชชา เวทนา มี น้ีก็เพิง่ เกิด เป็น กิเลส ที่เพิ่งเกิดเหมือนกนั เพราะฉะน้นั ถา้ ใครเขา้ ใจวา่ อวิชชา เป็นของเกิดอยู่ ผสั สะ แลว้ ตลอดเวลาตายตวั แน่นอนน้นั คือเขา้ ใจผิด และแถมเป็นมิจฉาทิฏฐิดว้ ย คือ เป็น สัสสตทิฏฐิ ท่ี ตอ้ งมี เวทนา ถือวา่ มีอะไรท่ีเที่ยงแทถ้ าวรไม่เปลี่ยนแปลง คือ ไม่เกิดดบั ถา้ รู้ตามที่เป็นจริงคือถูกตอ้ งก็จะรู้ ชื่อว่า สมั ผสั วา่ ตามที่พระพทุ ธเจา้ ท่านตรัสวา่ แมอ้ วชิ ชา กเ็ พ่ิงเกิด คอื เราโง่ตอ่ เมื่อมีเรื่อง แตค่ ือวา่ เราโงอ่ ยู่ สะชาเวทนา ตลอดเวลา หรือความโงข่ องเรามีอยตู่ ลอดเวลา ขอใหถ้ ือความโง่น้ีก็เป็น สังขาร อนั หน่ึง คอื มี เวทนาท่ีเกิดมา เหตุปัจจยั ปรุงแต่งให้เกิดข้ึน ความโง่น้ีก็เพิ่งโง่เป็ นเร่ืองๆๆๆไป แลว้ แต่อะไรมนั จะทาให้โง่ จากสมั ผสั อยา่ งไรน้ี เรียกวา่ อวชิ ชา กม็ ีเหตุมีปัจจยั แลว้ กเ็ ป็นของเพ่งิ เกิดและเกิดเรื่อย เหตุปัจจยั ที่สาคญั สมั ผสั ทางตา ก็คือ สิ่งท่ีเรียกวา่ เวทนา เพราะ เวทนา ทาใหเ้ กิดนิวรณ์ หรือเกิดนิวรณ์ อยู่ยอ่ มมีเวทนา เมื่อมี ทางหู ทาง นิวรณ์ 5 อยา่ งน้ีอย่างใดอย่างหน่ึงอยู่ เมื่อน้นั จะเป็น เวทนา ท่ีทาใหจ้ ิตมนั โง่ไปตามน้นั กาม จมูก ทางลนิ้ ฉนั ทะ กลมุ้ รุมจิต จิตก็โง่ไปตามแบบ กาม พยาบาทนิวรณ์ กลุม้ รุมจิต จิตก็โง่ไปตามแบบของ ทางกาย ทาง ความไมช่ อบ ความประทษุ ร้าย ถีนมิทะนิวรณ์ กลมุ้ รุมจิต จิตกโ็ งไ่ ปทางที่จะแฟบ จะเห่ียว จะ ใจ คอื ไป เศร้า จะละเหี่ย-ละห้อย อุทธจั จะกุกกุจจะ เขา้ มาครอบงาจิตมนั ก็โง่ไปทางฟุ้ง วิจิกิจฉา หาก สัมผสั ที่ เขา้ มาจิตก็โง่ไปทางที่ไม่รู้ว่าจะทาอย่างไร ไม่รู้ว่าจะเอาอะไร ไม่รู้ว่าจะทาอย่างไรน้ี 226 อารมณ์อะไร พระพุทธเจา้ จึงตรัสว่า อวิชชา มี นิวรณ์ เป็ นอาหาร ให้จาประโยคส้ันๆน้ีไว้ นิวรณ์ มาจาก เขา้ สมั มาทิฏฐิ ทิฏฐิ ความเห็นท่ี ถูกตอ้ งที่เป็น ที่จะพ่งึ ไดน้ ้ี ก็ มาจาก เวทนา แตม่ นั มา ในทางที่ ถกู ตอ้ ง

188 เวทนา ทาให้ เวทนา เพราะฉะน้นั เวทนา ก็เป็นตวั ให้เกิด อวิชชา ถา้ ใครรู้สึกว่ามนั ผิดกบั หลกั ท่ีเคยเรียนมา โง่หรือฉลาด ก่อนหรือกาลงั รู้อยกู่ ็ขอให้อยา่ เพง่ิ คิดอะไรมาก เอาพระพทุ ธภาษิตเหล่าน้ีที่ผมเอามาเล่าใหฟ้ ัง เดินถกู ทาง น้ีไปคิด แลว้ การเรียนธรรมะจะเป็ นเร่ืองจริงเหมือนเรียนวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรียนอยา่ งเชื่อๆ เป็ น ตามๆกนั ไป ท่องแลว้ กล็ ืม ลืมแลว้ กท็ อ่ ง เพราะวา่ วทิ ยาศาสตร์ตอ้ งมีของจริงเอามาเป็นตวั เร่ือง สมั มาทิฏฐิ วา่ แลว้ ก็ดูก็เรียน ก็เห็น ก็รู้อยู่ท่ีส่ิงเหล่าน้ัน น่ี ดูให้รู้จกั นิวรณ์ ว่า นิวรณ์ เกิดข้ึนแลว้ ก็จะเป็ น มนั ไปตามเหตุ เวทนา อยา่ งหน่ึง แลว้ จิตจะโง่ไปตาม เวทนา น้นั ๆ ตามที่พระพทุ ธเจา้ ตรัสวา่ อวชิ ชา มี นิวรณ์ มนั ไปตาม เป็นอาหาร นี่ แม่บทของ กิเลส ของส่ิงที่จะทาความฉิบหายน้ัน คือ อวิชชา และ อวิชชา ก็มา ปัจจยั จาก เวทนา เป็นตวั เร่ืองท่ีทาให้เกิด อวชิ ชา 227ทีน้ี ขยายความออกไปถึง “ทิฏฐิ” ทิฏฐิ ท่ีเป็น โดยเฉพาะ มิจฉาทิฏฐิ ก็ตาม ท่ีเป็น สัมมาทิฏฐิ ก็ตาม มนั อาศยั ส่ิงที่เรียกว่า เวทนา มนั จึงเกิดข้ึนได้ ส่ิงที่ ของมนั ความ เรียกว่า ทิฏฐิ น้ีก็แปลว่า ความเห็น ความเห็นก็เป็ น สังขาร คือ มีปัจจัยปรุงแต่ง ดังน้ัน ทุกขน์ ้ีจึง ความเห็นจึงเปลี่ยนได้ วนั น้ีมีความเห็นอย่างน้ี พรุ่งน้ีอาจจะมีความเห็นอย่างอื่น หรือว่าถูก เกิดข้ึน อบรมสงั่ สอนมาในลกั ษณะหน่ึง มนั ก็มีความเห็นอยา่ งหน่ึง ถา้ ถกู อบรมส่ังสอนมาในลกั ษณะ จิต คือ ร่างกาย อ่ืน มนั ก็มีความเห็นอย่างอื่น ทีน้ี เราก็ตอ้ งเอาไปต้งั แต่ที่มนั เห็นชดั ๆ เมื่อ เวทนา เกิดข้ึนทาง คือ ตา หู จมกู ตา หู อะไรก็ตาม มนั ให้เราเกิดความรู้สึกอนั หน่ึง ซ่ึงมนั มีความหมายทานองว่า น้ีคืออะไร ลิน้ กาย คอื หรือน้ีคืออย่างไร หนักเข้าๆมันก็สรุปเป็ นความเห็นอันหน่ึงว่า น้ีคืออะไร หรืออย่างไร รูป เสียง กล่นิ มิจฉาทิฏฐิ เช่นว่า ตายแลว้ เกิดหรือตายแล้วไม่เกิด โลกเที่ยง หรือไม่เท่ียง โลกมีท่ีสิ้นสุด รส สมั ผสั มา หรือไม่มีที่สิ้นสุดและ มิจฉาทิฏฐิ ต่างๆ ท่ีรู้จกั ชื่อกนั มามากแลว้ มิจฉาทิฏฐิ ท้งั หมดก็มาจาก กระทบกนั เขา้ เวทนา หากแต่วา่ มนั มาลึก มานาน มาไกล ถา้ เวทนา เป็นส่ิงท่ีใหเ้ กิดความรู้สึก ถา้ ไม่มี เวทนา เกิดความรู้สึก กไ็ มม่ ีความรู้สึกท่ีจะรู้สึกตอ่ อะไรวา่ อยา่ งไร วา่ อะไร วา่ อยา่ งไร คนท่ีบญั ญตั ิทิฏฐิ ทีแรกวา่ ตาย เป็น วิญญาณ แลว้ เกิด ตายแลว้ ไม่เกิดน้ี ความรู้สึกอยา่ งน้นั มนั ก็มาจาก เวทนา ท่ีมีเป็นประจา เวทนา ที่เป็น เกิด ผสั สะ เหตุให้พอใจ ให้ยึดถือเอาน้ี ให้ยึดมน่ั ถือม่ันเอาเป็ นของเรา มนั ทาให้เกิดความคิด หรือ เกิด เวทนา ความเห็นวา่ อะไรท่ีเราควรจะเอา ผลของการท่ีเสวย เวทนา มากเขา้ มากเขา้ มากเขา้ มนั จะปรุง เกิดความโง่ ข้ึนเป็ นความคิดความเห็นอนั หน่ึงว่า อะไรคือส่ิงท่ีเราควรจะเอา อะไรคือสิ่งท่ีเราส่ันหัวไม่ ยึดถือใน อยากจะเอา ความรู้สึกอนั น้ีจะมาจาก เวทนา เทา่ น้นั เพราะวา่ ไม่มีอะไรจะมาครอบงาจิตคนได้ เวทนา เป็น นอกจาก เวทนา เวทนา คือ ซ้าซาก ซ้าซาก มนั จะค่อยๆแยกตวั ไปวา่ อนั น้ีเราจะเอา อนั น้ีเราจะ อุปาทาน เป็น ไม่เอา ทีน้ี คนพวกหน่ึงก็จะมีความคิดเป็ นทานองว่า ความเห็นวา่ พอตายแลว้ เกิดน้ีเราจะเอา ตณั หา เป็น ความเห็นที่ว่าพอตายแลว้ ไม่เกิดเราไม่เอา เพราะฉะน้นั เราจึงมี ทิฏฐิ ว่าตายแลว้ เกิด ทีน้ี ผอู้ ่ืน อปุ าทาน เป็น ตรงกนั ขา้ ม เวทนา มนั คอยทาใหเ้ ขาลาบาก ยงุ่ ยาก หรือมีลกั ษณะการอยา่ งอื่น พวกน้นั ก็ชอบ ทกุ ข์ ความ ไปในทางใน ทิฏฐิ ความคิดเห็นว่า เราจะเอาอยา่ งว่าตายแลว้ ไม่เกิด มิจฉาทิฏฐิ วา่ ตายแลว้ เกิด ทุกขเ์ กิดข้ึนได้ หรือ มิจฉาทิฏฐิ วา่ ตายแลว้ ไม่เกิดน้ี มนั มาจากส่ิงที่เรียกว่า เวทนา ท่ีมารู้สึกแก่จิตอยา่ งซ้าซาก โดยไม่ตอ้ งมี แต่ในกรณีอย่างน้ี 228พระพุทธเจา้ ตรัสลึกลงไปถึง ผสั สะ ผสั สะ คือ ส่ิงท่ีทาให้เกิด เวทนา เรา ไมต่ อ้ งมี เราจะพูดว่า ผสั สะ ก็ได้ เวทนา ก็ได้ เพราะว่าเม่ือมี ผสั สะ แลว้ ก็ตอ้ งมี เวทนา เวทนา มนั ตอ้ ง ตวั ผทู้ ุกข์ เป็น ผสู้ ร้างความ มีชื่อว่า สัมผสั สะชาเวทนา เวทนาที่เกิดมาจากสัมผสั สัมผสั ทางตาบา้ ง ทางหูบา้ ง ทางจมูก ทกุ ข์ หรือผทู้ า บา้ ง ทางลิ้นบา้ ง ทางกายบา้ ง ทางใจบา้ ง คอื ไปสัมผสั ที่อารมณ์อะไรเขา้ หลงั จากสัมผสั แลว้ ก็ ทุกข์ ทกุ คนอยใู่ น โลก โลกมี อารมณม์ า กระทบทางตา ทางหู เรียกว่า โลก มา กระทบแลว้

189 เกิด ผสั สะ ตอ้ งมี เวทนา เพราะฉะน้นั เวทนา จึงมีชื่อไปตามสัมผสั ว่า จกั ขุสัมผสั ชาเวทนา เวทนาที่เกิด เวทนา เราที่ มาจากจกั ขุสัมผสั เวทนาท่ีเกิดมาจากโสตสัมผสั คือ หู เวทนาท่ีเกิดมาจาก คานะสัมผสั คือ อยใู่ นโลก จมูกเขาเรียกว่า เวทนาท้งั น้ัน บางทีพระพุทธเจ้าก็ทรงใช้คาว่า ผสั สะ บางทีก็ทรงใช้คาว่า ดว้ ยกนั ทุกคน เวทนา ที่เป็นตวั เรื่อง ตวั การที่ทาให้เกิดอะไรย่งุ ยากลาบากน้ี แต่เด๋ียวน้ี เราเรียกกนั ว่า เวทนา จะเสวยเวทนา ให้มนั แน่นอน เพราะมนั แน่นอนกว่า มนั เป็ นความรู้สึกให้สุข หรือทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ น้นั ในลกั ษณะ เวทนาอย่างไหนทาให้เราเกิดความคิดข้ึนมาอย่างไร หนักเข้าก็เป็ น ทิฏฐิ ของเรา เรามี ที่ตา่ งๆๆๆกนั ความเห็นอยา่ งน้นั เวลาอยา่ งอื่นเราไม่เห็น ไม่ยอมเห็น ไม่ยอมเชื่อ เพราะฉะน้นั จึงเกิดมี ทิฏฐิ ไป เคยชินมา ต่างๆ เช่นว่า ตายแลว้ เกิดตายแลว้ ไม่เกิด หรือว่าเกิดบา้ งไม่เกิดบา้ ง แลว้ ก็ ตายแลว้ สูญ โลก ในทางไหน เที่ยงโลกไม่เที่ยงน้ี มนั เนื่องกนั ท้งั น้ันว่าสิ่งต่างๆแน่นอนยง่ั ยนื ส่ิงต่างๆไม่แน่นอนไม่ยง่ั ยืน มาก กส็ ะสม ความเห็นเหล่าน้ีปรุงมาจากความรู้สึกท่ีเรียกว่า เวทนา ตรงน้ีนึกดูให้ดี บางคนอาจจะเห็นวา่ ความคดิ เห็นท่ี ความเห็นน้ีมาจากการท่ีเราเล่าเรียนในโรงเรียนเรื่อยๆมา เรามีความเห็นอย่างน้ี นัน่ เขารู้นิด จะมี ทิฏฐิ เดียว เขาไม่รู้ลึกลงไปถึงว่า ส่ิงที่เราไดย้ นิ ฟังน้นั ทาใหเ้ กิด เวทนา ที่เราไดเ้ ล่าเรียนในโรงเรียน อยา่ งน้นั คน ตลอดเวลาท้งั หมดน้นั มนั ทาใหเ้ ราเกิด เวทนา คือ ความรู้สึกท่ีถกู ใจหรือไม่ถกู ใจ หรือยงั อะไร อ่ืนก็มี ทิฏฐิ ก็ไม่รู้ อนั น้ีต่างหากที่ทาใหส้ ร้างความเห็น ยดึ มน่ั ถือมน่ั อยา่ งเหนียวแน่นข้ึนมา อย่างใดอยา่ ง อยา่ งอ่ืน หน่ึง แม้แต่ความคิดเห็น ลทั ธิ เร่ืองการเมือง เร่ืองอะไรอย่างโลกๆน้ีก็เหมือนกัน มนั ก่อ รากฐานมาจากส่ิงท่ีเรียกว่า เวทนา คือ ที่มนั เขา้ ไปทาในจิตใจของเราชอบหรือไม่ชอบ น่ีตาม หลกั พระพุทธศาสนาหรือคาสอนของพระพุทธเจา้ มีหลกั อย่างน้ี ทีน้ี วิชาสมยั ใหม่ของฝรั่ง ของพวกอื่นอาจจะเป็ นอย่างอื่น ที่อะไรจะจริง อะไรจะใช้ประโยชน์ได้น้ี ชนิดไหนจะใช้ ประโยชน์ไดก้ ็ไปคดิ ดูเอาแลว้ กนั พดู สนุกๆวา่ เหมือนอยา่ งวา่ เราจะชอบพรรคการเมืองพรรค ไหน เรามี ทิฏฐิ ท่ีเกิดข้ึนว่าเราชอบพรรคการเมืองพรรคไหน จะไปลงคะแนนเสียงให้พรรค น้ัน ความชอบท่ีเป็ น ทิฏฐิ อนั น้ีข้ึนมาก็มาจากเวทนา มาจาก เวทนา ที่เกิดมาจากการกระทา ของพรรคการเมืองพรรคน้นั ก็ได้ หรือแมแ้ ต่สุดแต่ว่าที่เราไปคิดเขา้ แลว้ เกิดความรู้สึกในใจ เป็น เวทนา ก็ได้ อนั ไหนมนั เป็นไปในทางใหเ้ ราชอบ เราก็ชอบความรู้สึกอนั น้นั เพราะฉะน้นั เราจึงเกิดความเห็นวา่ เราชอบพรรคการเมืองพรรคน้ี แต่คนทวั่ ไปเขาคงไม่อธิบายอย่างน้ี เขา อธิบายแต่ผิวๆว่า มนั ความเห็นของเขา ความเห็นของเขาเป็ นคนฉลาด จะตดั สินเอาเองตาม ความฉลาดของเขาว่า พรรคการเมืองน้นั ตอ้ งดี พรรคการเมืองน้ีตอ้ งไม่ดี แต่ถา้ พูดตามแบบ ของพระพุทธเจา้ ทิฏฐิอนั น้ีมนั เกิดข้นึ มาจาก เวทนา คือ มนั ลึกกวา่ เช่น กาป้ันทุบดินวา่ เราไป นึกถึงการเมืองพรรคไหนเราสบายใจ เราแน่ใจ เราอะไร มนั ทาใหเ้ ราฝังหวั ในพรรคการเมือง พรรคน้นั หรือมี ทิฏฐิ ข้ึนมาว่าพรรคการเมืองพรรคน้นั ดีแน่ นี่ลองคิดดูสิวา่ คาพูดของใครจะ เป็ นวิทยาศาสตร์มากกว่ากัน คาพูดของพระพุทธเจ้าหรือคาพูดของคนพวกน้ันจะเป็ น วทิ ยาศาสตร์มากกวา่ กนั ในเม่ือพระพทุ ธเจา้ พูดวา่ ทฏิ ฐิ นมี้ ำจำก เวทนำ ที่มนั ประทบั ใจลงไป ประทบั ใจลงไปจนเป็ น ทิฏฐิ รูปน้ีข้ึนมา นี่ เร่ืองเล็กๆน้อยๆในโลกก็ยงั เป็นอย่างน้ี ทีน้ี เรื่อง ทางศาสนา ทาง มิจฉาทิฏฐิ มากมายจนถึงกบั ว่ามี 62 ชนิด โดยละเอียดโดยย่อก็มี 2-3 ชนิด เรียกว่า นตั ถิตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ สัสสตทิฏฐิ ทุกอย่างทุกชนิดของ ทิฏฐิ มาจากส่ิงท่ีเรียกว่า

190 เวทนา ที่แสนจะละเอียด ลึกซ้ึง ซบั ซอ้ น เรียกวา่ มิจฉาทิฏฐิ ท้งั หลายมาจาก เวทนา หรือ ผสั สะ ท่ีใหเ้ กิด เวทนา 229ทีน้ีกม็ าถึงส่ิงท่ีสาคญั ที่สุดคือ สัมมำทฏิ ฐิ “ทิฏฐิ” ความเห็นท่ีถูกตอ้ งท่ีเป็น ท่ีจะพ่งึ ไดน้ ้ี กม็ าจาก เวทนา แต่มนั มาในทางท่ีถูกตอ้ ง การท่ีจะเกิดความเขา้ ใจถูกตอ้ งข้ึนมาได้ ว่าอะไรเป็นอะไร มนั ตอ้ งมีเรื่อง แลว้ เร่ืองที่มีข้ึนในใจตอ้ งให้ เวทนา ทีน้ี เวทนา น้นั จะมาทา ให้โง่หรือมาทาให้ฉลาดน้ันมนั แยกทางเดินตรงน้ี ถา้ เวทนา น้นั มนั มาทาให้เกิดความฉลาด คือ ความเจ็บปวดทุกคร้ังสอนให้คนฉลาดน้ี ไม่เท่าไหร่ก็พอที่จะรู้วา่ อะไรเป็นอะไรในทางท่ี ถูกตอ้ ง ทีน้ี ความเจ็บปวดบางอย่างมนั ทาให้คนเขา้ ใจผิด หลงโง่ไปเร่ือยมนั ก็เป็ น มิจฉาทิฐิ จนเม่ือเกิดความเส่ือมเสีย ฉิบหายข้ึนมาในชีวิต นี่ ก็เป็ น เวทนา แล้ว คือ เดือดร้อนเหลือ ประมาณแลว้ ถา้ มนั เดินไปในทางความโง่ดว้ ยเหตุปัจจยั อยา่ งใดก็ตาม มนั ก็ทาใหค้ ิดไปว่า ผี เป็นตน้ เหตุ เทวดาเป็นตน้ เหตุ โชคหรือเคราะห์เป็นตน้ เหตุ ดวงดาวเป็นตน้ เหตุให้เป็นไปทาง โน้น ท่ีถ้าเผอิญ เวทนา น้ันเกิดทาให้ฉลาด เพราะเขามีความฉลาดหรือมีบุญ มีอะไร มัน กลบั มาไปมองเห็นว่า มนั เป็ นเร่ืองของ เวทนา น้นั เหตุของ เวทนา น้นั มี กรรม เป็ นตน้ คือ เหตุปัจจยั เก่ียวกบั สิ่งน้นั เองท่ีทาให้เรามีความทุกขน์ ้ี ก็เดินถูกทางเป็ น สัมมาทิฏฐิ ว่ามนั ไป ตามเหตุ มนั ไปตามปัจจยั โดยเฉพาะของมนั ความทุกขน์ ้ีจึงเกิดข้ึน จะไม่ถือวา่ ความทุกขน์ ้ีมา จากเทวดา มาจากผีสาง มาจากเหมือนกบั ท่ีเขาถือกนั อยา่ งเป็น มิจฉาทิฏฐิ แตพ่ ระพทุ ธเจา้ ท่าน ยงั ไปไกลกวา่ น้นั อีกในขอ้ ที่วา่ จะไม่ใหถ้ ือท้งั ทุกอยา่ งน้ีวา่ เป็นตวั ตน แมท้ ี่มนั มาจากกรรม มา จากเหตุปัจจยั ของมนั โดยตรง ก็อยา่ ไดถ้ ือว่าเป็นตวั คน เป็นของคน เป็นอะไร ใหถ้ ือเป็นเหตุ ปัจจยั เป็ นธรรมชาติ เป็ นส่ิงที่อาศยั ปัจจยั เกิดข้ึนเป็ นอย่างๆไปอย่างน้นั แหละ อย่าถือว่าเป็น ของเรา อย่าพูดว่ากรรมของเรา เราทากรรม กรรมของเรา ทาให้เราเป็นทุกข์ อย่างน้ีพูดภาษา เดก็ ๆ ภาษาชาวบา้ น ภาษาคนโง่ ยงั มีตวั ตน มีเรา มีของเราน้นั อยู่ เป็น สัสสตทิฏฐิ อะไรทานอง น้นั 230จะพูดใหถ้ ูกตามเร่ืองของพระพุทธเจา้ คอื ไมม่ ีเรา ไมม่ ีกรรม ไมม่ ีการกระทากรรมของ เรา รับผลกรรมของเรา ตอ้ งไม่มีเรา เหตุปัจจยั คือน้นั ๆๆเลย นนั่ คือ จิต นนั่ คือ ร่ำงกำย นนั่ คือ ตำ คือ หู จมูก ลิน้ กำย น้นั คือ รูป เสียง กล่ิน รส สัมผัส มำกระทบกันเข้ำเกิดควำมรู้สึกเป็ น วิญญำณ เกดิ ผัสสะ เกิด เวทนำ เกดิ ควำมโง่ยดึ ถือใน เวทนำ น้นั เป็น อปุ ำทำน เป็ น ตัณหำ เป็น อุปาทาน เป็น ทุกข์ ความทุกขเ์ กิดข้ึนไดโ้ ดยไม่ตอ้ งมีเรา ไม่ตอ้ งมีตวั ผูท้ ุกข์ เป็นผูส้ ร้างความ ทุกข์ หรือผทู้ าทุกข์ ให้ทุกๆตอนเป็นธรรมชาติ ตามธรรมชาติ เรียกเป็นบาลีอยา่ งถูกตอ้ งเตม็ ที่ ก็เรียกว่า ปฏิจจสมุปบนั ธรรม คือ สิ่งที่อาศยั กนั เกิดข้ึน ไม่มีความรู้สึกเป็นตวั เป็นตน เป็นเรา เป็นของเรา ถา้ ทิฏฐิ มนั เดินไปวา่ เป็นตน เป็นของตน เป็น อตั ตานุทิฏฐิ หรือ อตั ตะ อตั ตนียา นุทิฏฐิ ยึดติดว่าเป็ นเราเป็ นของเราน้ีก็เป็ นมิจฉาทิฏฐิ มนั ก็เกิดมาจาก เวทนา ก็ไปหลงใน เวทนา อนั ใดอนั หน่ึงเขา้ แลว้ ยดึ วา่ เราวา่ ของเรา เป็นความผิดไปแต่ถา้ มนั มาในทางที่ไม่ยดึ ถือ อย่างน้นั เห็นเป็นเพียงธรรมชาติอยา่ งน้นั อยา่ งน้นั จะปรุงแต่งกนั อยา่ งน้นั เกิดอนั น้นั ๆ อยา่ ง น้ีเรียกวา่ สมั มาทิฏฐิ มาจากตน้ ตอเดียวกนั คือ เวทนา ถา้ เดินทางผิดเป็น มิจฉาทิฏฐิ เดินทางถูก เป็น สัมมาทิฏฐิ 231เท่าท่ีพูดมาน้ีก็เป็นเพียงตวั อยา่ งเป็นเหตุผลท่ีแสดงใหเ้ ห็นบางส่วนเท่าน้ัน ไม่ใช่ท้ังหมด เพราะว่ามนั ไม่มีเวลาท่ีจะพูดท้งั หมด น่ี เท่าท่ีพูดมาน้ีมนั เป็ นเหตุผลหรือ

191 เร่ืองราวบางส่วน ที่ทาใหเ้ ห็นวา่ มนั จริงอยา่ งที่พระพทุ ธเจา้ ทา่ นตรัสวา่ อะไรๆน้ีมนั รวมจุดอยู่ ที่ เวทนำ ต้ังต้นอยู่ที่ เวทนำ แลว้ มนั จะแยกออกไปเป็ น มิจฉำทิฏฐิ ก่ีอย่าง ก่ีอย่าง หรือเป็ น สัมมำทิฏฐิ / สัมมาทิฏฐิ มีเพียง 1 อย่าง และก็มาจาก เวทนา เพราะฉะน้นั ระวงั เรื่องเก่ียวกบั เวทนา ใครจะมาสอนใคร พระพุทธเจา้ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากแนะหนทาง ส่วนท่ีจะเล่า เรียนศึกษาน้นั ตอ้ งทาเอง เพราะฉะน้นั ก็เสวยเวทนา เขา้ ไป เวทนา อะไรมีข้นึ มาก็เสวยเวทนา น้นั แต่แลว้ ก็มีแตกต่างกนั อยู่ 2 อย่างว่า ปุถุชน คนพาล คนโง่ คนเขลาน้ีมนั เสวย เวทนาดว้ ย ความโง่ ส่วน อริยสาวก เสวยเวทนาด้วยความฉลาด มีแค่น้ัน มนั ระมดั ระวงั ดี มนั ดูดี มนั ต่างกนั มาเสียแต่ทีแรกแลว้ วา่ ปุถุชน คนพาล คนเหล่าน้นั มนั ไม่ไดเ้ คยฟังธรรมะของพระอริย เจา้ มนั ฟังแต่ธรรมะแต่ของคนพาล ปุถุชน มิจฉาทิฏฐิ ส่วน อริยสาวก หมายถึงผู้ท่ีได้ฟัง ธรรมะของพระอริยเจา้ แลว้ ก็เป็นผูม้ ีปัญญาถูกนาไปตามคาสอนพระอริยเจา้ ต้งั มน่ั ดว้ ยดีใน ธรรมะของพระอริยเจา้ เรียกว่า อริยสาวก คือ คนไม่โง่ ไม่เป็นพาล ตรงกนั ขา้ มกบั ปุถุชน คน พาลท่ีมนั เกิดมาด้วยเหตุอะไรก็ตามใจ มนั ไม่ไดย้ ินไดฟ้ ังเรื่องที่เป็ นธรรมของพระอริยเจา้ เพราะฉะน้นั ใจของมนั ก็มีอย่อู ย่างหน่ึง ทีน้ี พอ เวทนาเกิดข้ึนน้ีมนั ก็ต่างกนั แยกทางกนั เดิน คนพาลเสวย เวทนาดว้ ยความโง่ อริยสาวกก็เสวย เวทนา ดว้ ยความฉลาด คนพาลจึงเกิด ตณั หา เกิด อุปาทาน เกิดความยึดมน่ั เป็น ทิฏฐิ อยา่ งน้นั อย่างน้ี แลว้ ก็มีความทุกข์ ส่วนพระอริยเจา้ น้นั รู้เท่าทนั เวทนา เพราะไดเ้ รียนมาดี ได้อบรมมำดี ได้ปฏิบัติมำดี ไม่ยึดม่ันถือมั่นในเวทนำ น้ัน คือมนั เกิดความฉลาดมนั เกิดความรู้เสียว่าอะไรเป็ นอะไร อะไรเป็ นอย่างไร เวทนาน้ีคือ อะไร ก็ไม่โง่ไม่หลงท่ีจะไปยึดมน่ั ในเวทนา น้นั มนั ก็ไม่เกิด ตณั หา ไม่เกิด อุปาทาน ไม่เกิด ทิฏฐิ เห็นผิดท่ีจะทาให้เกิดทุกขไ์ ด้ ทีน้ี เราทุกคนก็อยู่ในโลก โลกมีอำรมณ์สำหรับมำกระทบ ทำงตำ ทำงหูน้ี เรียกวา่ โลก น้ีมนั มากระทบแลว้ มนั ก็เกิด ผัสสะ เวทนำ เราที่อยใู่ นโลกดว้ ยกนั ทกุ คนจะเสวยเวทนำ น้นั ในลกั ษณะท่ีตา่ งๆๆๆกนั ไป เคยชินมาในทางไหนมาก กส็ ะสมความ คิดเห็นท่ีจะมี ทิฏฐิ อย่างน้นั คนอ่ืนก็มี ทิฏฐิ อยา่ งอ่ืน น่ี เราพูดกนั ไม่ค่อยรู้เร่ือง เพราะวา่ เรา ถือเอำควำมหมำยของสิ่งทเี่ รียกว่ำ เวทนำ น้ีมนั ผิดกนั ผิดกนั ผิดกนั เป็นพวกๆ ๆไมร่ ู้กี่พวกต่อ ก่ีพวก เพราะฉะน้นั ขอให้เขา้ ใจไวท้ ีวา่ พระพุทธเจา้ ท่านตรัสอยา่ งน้ี ทุกอย่างมนั ไปรวมอยูท่ ี่ เวทนา ที่มนั จะงอกออกไปเป็นนนั่ เป็นน่ี เราตอ้ งรู้เรื่องน้ี เราถือวา่ พระพทุ ธเจา้ เป็นพระอริยเจา้ ทา่ นสอนไวอ้ ยา่ งน้ีเราไดฟ้ ังแลว้ แลว้ กม็ าทาใหม้ นั ตรงกบั ที่ท่านสอนไวน้ ้นั จะเป็นการลองดูก็ ไดว้ า่ มนั จะจริงหรือไม่จริง เวทนา เกิดแลว้ มนั ทาให้เกิดความคิดท่ีเป็น ทิฏฐิ ต่างๆได้ เกิดทกุ ข์ ได้ เกิดอะไรได้ และทาใหเ้ กิด อวิชชา ไดเ้ ป็นคร้ัง เป็นคร้ัง เป็นคร้ัง เป็นคร้ังไปจนชินๆๆๆเขา้ เป็ นความเคยชินท่ีจะเกิด อวิชชา ชนิดน้ันอย่างทนั ทีทนั ควนั จนคนโง่บางพวกเขา้ ใจไปว่า อวิชชา เป็นส่ิงที่นอนรออยู่แลว้ ในสันดาน นี่ กลายเป็น มิจฉาทิฏฐิ ไปอีกแบบ อวิชชาเพ่ิงเกิด แต่เกิดเร็วเกินไปจนไอค้ นน้ีไม่รู้ว่ามนั เพิ่งเกิด คิดว่ามนั เกิดอยู่แลว้ รออยู่แลว้ นอนอยู่เป็ น ประจาอยใู่ นสันดาน ผล 232นี่พูดมาต้งั ชวั่ โมงแทบจะไม่ไดเ้ รื่องไดร้ าวอะไรถา้ ฟังไม่ถูก ถา้ ฟังถูกก็จะตอ้ งไดเ้ ร่ืองสัก หน่อยหน่ึงว่า ทุกเร่ืองน้นั ในโลกน้ี ทุกเร่ืองของมนุษยน์ ้ี จะเรื่องอะไรก็ตามใจของมนุษยน์ ้ี มี

192 จุดต้งั ตน้ จุดต้ังต้นหรือจุดสำคัญอยู่ที่ส่ิงที่เรียกว่ำ เวทนำ ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า เวทนา ทุกอย่างไม่มี หรือ ความหมาย แมแ้ ต่โลกน้ีก็ยงั ไม่มีความหมาย เพราะวา่ เราอยใู่ นโลกน้ีเพื่อแสวงหา สุขเวทนา จดุ สาคญั อุตส่าห์เกิดมา ศึกษาเล่าเรียน ทาการงานน่ันนี่ จนกว่าจะตาย เพราะเป็ นทาสของ เวทนา อยทู่ ี่ส่ิงท่ี ตอ้ งการสุขเวทนา แต่แลว้ ไอ้ เวทนา น้ีก็เป็นเหตุให้เกิดอะไรอีกมากมาย เกิดความคิดผิด คิด เรียกว่า เวทนา ถูก ใหม้ ีความทุกข์มากข้ึน หรือใหม้ ีทุกข์น้อยลงไดท้ ้งั น้ัน คือ ไปผิดก็ได้ ไปถูกก็ได้ แลว้ ก็มี การเตรียมตวั สาหรับท่ีจะจดั ให้มนั เป็นไปแต่ในทางถูก ทกุ คร้ังที่เรามีการประสบหรือเสวยสิ่ง ที่เรียกวา่ เวทนา วนั หน่ึงนบั ไม่หวาดไหว เดี๋ยวตา เดี๋ยวหู เดี๋ยวจมกู เด๋ียวลิ้น เดี๋ยวกาย ชวั่ นอน อ่านหนังสือชั่วโมงเดียวน้ีมันมี เวทนา หลายแบบเกิดข้ึน สลับซับซ้อนกันไป ก็เข้าใจ ความหมายเหล่าน้ัน มนั เกิดในลกั ษณะเป็ น ธรรมารมณ์ เขา้ ไปรบกวนจิตใจ เป็ น เวทนา หลายๆชนิด ทีน้ี ถา้ เราไม่อ่านหนงั สือ เราออกไปเดินเล่น ตา หู ก็ไปไดย้ นิ ไดเ้ ห็นอะไรอยา่ ง น้นั อยา่ งน้ีเขา้ อีก มนั ลว้ นแต่เต็มไปดว้ ยส่ิงท่ีเรียกว่า เวทนา แลว้ ก็เป็นตน้ เหตุให้เกิดอะไรอีก มากมาย แลว้ แต่ว่ามนั มีความเหมาะสมของมันอยา่ งไร มีเหตุปัจจยั ของมนั อย่างไร เราอยใู่ น ทา่ มกลางส่ิงท่ีร้ายกาจท่ีสุด อนั ตรายท่ีสุด คอื สิ่งท่ีเรียกวา่ เวทนา เพราะฉะน้นั อยา่ ไปกลวั เสือ กลวั ผี กลวั จน กลวั ตาย กลวั อะไร กลวั พิษร้ายของส่ิงท่ีเรียกวา่ เวทนา น้ี น่ากลวั กวา่ สิ่งใดหมด นี่ถา้ มองเห็นอย่างน้ีก็จะรู้จักพระพุทธเจา้ จะรู้จกั จิตใจของพระพุทธเจา้ จะรู้จกั ธรรมะของ พระพุทธเจา้ เดี๋ยวน้ีมนุษยเ์ ราในโลกน้ีไม่รู้จกั สิ่งน้ีวา่ น่ากลวั ท่ีสุด ไปกลวั จน ท่ีจริงเขาก็รู้ว่า เขาไม่จน เขายงั ไม่มีเกียรติ เขาก็จะเอาเกียรติ รวยแล้วยงั รวยไม่พอจะรวยไม่มีท่ีส้ินสุด เพราะฉะน้นั ก็เบียดเบียนกนั เร่ือย เบียดเบียนกนั ท้งั โลก หรือเบียดเบียนกนั เร่ือยเพราะไมร่ ู้จกั ส่ิงท่ีเรียกวา่ เวทนา ถา้ เขารู้จกั กจ็ ะรู้วา่ นี่อนั ตรายที่สุด สิ่งท่ีน่ากลวั ท่ีสุด น่าหวาดเสียวท่ีสุด ซ่ึง ศาสนาทกุ ศาสนาตอ้ งการจะใหเ้ ขา้ ใจและใหเ้ อาชนะได้ ผลร้ายท่ีเกิดมาจากสิ่งท่ีเรียกวา่ เวทนา น้ี ศาสนาคริสเตียนก็จะเรียกวา่ ซาตาน หรืออะไรทานองน้นั เราก็เรียกไปตามท่ีเราอยากจะ เรียกไดเ้ หมือนกนั ส่ิงท่ีน่ากลวั ที่สุด คอื สิ่งท่ีเรียกวา่ เวทนา เขา้ ไปใกลม้ นั หรือไปแตะตอ้ งมนั ไปเกี่ยวขอ้ งกบั มนั ถูกวิธีหรือผิดวิธีมีท้งั น้นั หากผิดวิธีก็เป็นอนั ตรายท่ีสุด คือ จะโง่ลง โง่ลง โง่ลง โง่ลงแลว้ ก็จมลงไปในความโง่ จมลงไปในความทุกขอ์ ย่างไม่ร้ือไม่ถอน จมใน วฏั ฏ สงสาร ตกนรกหมกไหมเ้ ป็ นกปั ป์ เป็นกปั ป์ ไปเลย คือ อยูใ่ นความทุกข์ ในดงแห่งความทุกข์ ในอะไรแห่งความทุกขน์ ้ี ทีน้ี ถา้ วา่ จดั ทาไปในทางถกู ตอ้ ง มนั ก็คอื ฉลาด ก็ไม่ไปหลง กไ็ มจ่ ม ลงไปในความเป็นทาสของ เวทนา แต่รู้จกั ฉลาดข้นึ ฉลาดข้นึ จนอยเู่ หนือ เวทนา กาจดั เวทนา เสียได้ หมายความวา่ กาจดั อิทธิพลหรืออนั ตรายจาก เวทนา เสียได้ กไ็ ป นิพพาน คอื อยเู่ หนือ ความทุกข์ ตกนรกอย่างแสบเผ็ดก็เป็ นนรกในความหมายธรรมดา ตกนรกหอมหวน หอม หวาน เอร็ดอร่อยก็เป็นสวรรค์ เรียกกนั วา่ สวรรค์ สวรรค์ คือ นรกท่ีชวนตก ไม่มีใครรู้ว่ามนั เป็นนรก นรกธรรมดา คือ นรกท่ีมนั แสบเผด็ นี่เป็นเร่ืองที่เกี่ยวกบั เวทนา ท้งั น้นั นรก สวรรค์ นิพพาน ท้งั หมดเกี่ยวกับ เวทนา เป็ นตน้ เหตุด้วย เป็ นผลดว้ ย เป็ นผลสุดท้ายด้วย เป็ นผล ต่อๆไปดว้ ย จนกระทง่ั เป็น เวทนา ชนิดที่ประเสริฐท่ีสุด คือ เวทนา ท่ีมนั รู้สึกเพราะไม่มีความ ทุกขเ์ ลยน้ี เพราะมนั หมด กิเลส แลว้ อย่างน้ี ในลกั ษณะอย่างน้นั มนั ไม่ใช่ เวทนา อยา่ งที่กาลงั

193 พูด เป็ น เวทนา ของผูท้ ี่ชนะ เวทนา แลว้ ไม่รวมอยู่ในขอ้ น้ี เวน้ ไวแ้ ต่จะถือว่าความสุขอนั น้ี เป็นความสุขเกิดมาจากการดบั กิเลส ได้ ดบั ทุกขไ์ ดเ้ ป็น นิพพาน น้ี มนั มี เวทนา ดึงดูดใจให้ คนอยากไปปฏิบตั ิธรรมก็ได้ แต่ผูท้ ่ีจะบรรลุ เวทนา น้ันจริง คือ พระอรหันต์ ไม่รู้สึกเป็ น เวทนา ท่านไมร่ ู้สึกวา่ เป็น เวทนา หรือ เวทนา ก็ชนิดท่ีสักว่าไม่มีความหมาย เป็น เวทนา ท่ีไม่ สร้างความยดึ มนั่ ถือมนั่ แก่จิตใจได้ คาวา่ เวทนา ในกรณีทว่ั ไปน้นั หมายถึง เวทนาของคนที่จะ ไปยดึ มน่ั ในเวทนา น้นั แมจ้ ะยดึ มน่ั ดว้ ยสติปัญญาตามธรรมดาน้ีกเ็ รียกวา่ ยดึ มนั่ จนกวา่ มนั จะ หลุดพน้ ไปเสียแลว้ จาก เวทนา จึงจะอยเู่ หนือความยดึ มน่ั ถือมน่ั ดงั น้นั ในความถูกตอ้ งมนั ก็ ยงั มีความยึดมนั่ ถือมนั่ ชนิดท่ีละเอียด ลึกซ้ึง สุขมุ อยดู่ ว้ ยเหมือนกนั แต่ตอ้ งค่อยๆกา้ วสูงข้ึน ไป คือ ขา้ มมาให้พน้ ไป นี่ ขา้ มจากความเลวหรือความชวั่ มาสู่ความดี ความดีหรือบุญกุศลก็ ตาม พอขา้ มความดีหรือบุญกุศลน้ีไปสู่ความท่ีไม่เรียกไดว้ า่ ดีหรือไม่ดี คือ ไม่มีเหตุท่ีเป็นท่ีต้งั แห่งความดีหรือความไม่ดีน้ี ไม่เป็นท่ีต้งั ความสุขหรือความทุกข์ ไม่เป็นที่ต้งั ของความยดึ มน่ั ถือมน่ั วา่ เราวา่ ของเรา พอไมม่ ีเราไม่มีของเรา มนั กห็ มดเรื่องกนั ไม่มีไดไ้ ม่มีเสีย ไม่มีอะไรทุก อย่าง ตอนน้ีเป็ นสิ่งท่ีลึกลบั อยู่ คนท่ีไม่เคยถึงก็คิดว่าเป็ นเวทนา ท่ีดีท่ีสุด ท่ีเป็ นสุขท่ีสุดก็ อยากจะได้ คนที่ถึงจริงคือพระอรหันตก์ ็เฉยไปหมด นี่ มนั เล่นตลกกนั อยอู่ ย่างน้ี ไม่รู้สึกเป็ น เวทนา ชนิดท่ีเขายึดมน่ั ถือมน่ั กนั รู้แต่ว่ามนั เป็ นผลของการกระทบ ความรู้สึกทาง อายตนะ เช่น ใจ กับ ธรรมารมณ์ เป็ นต้น นี่ก็เลยเป็ นของที่ไม่มีความหมาย น่ี ชนะเวทนาอยู่เหนือ เวทนา มันเป็ นอย่างน้ี เพราะฉะน้ัน ขอให้เห็นว่า ต้งั แต่ต้นท่ีสุดไปจนถึงปลายสุดท่ีสุดมี เวทนา อยา่ งเดียวเป็นตวั เรื่อง เป็นเจา้ ของเร่ือง เป็นตวั เร่ือง เป็นเหตุของเร่ือง เป็นผลของเร่ื อง เป็นหมดเลย เพราะฉะน้นั วนั น้ีทว่าฟังอะไรไม่ถูก ก็ขอให้เพียงแต่สนใจส่ิงที่เรียกว่า เวทนา ให้รู้จกั มนั เหมือนเอามาใส่ฝ่ ามือดูไดถ้ า้ มนั เป็ นวตั ถุวา่ มนั เป็ นอย่างไร เดี๋ยวน้ีมนั เป็ นเร่ืองที่ เกิดแก่จิตใจ ก็ใหม้ นั รู้จกั ใหป้ ระจกั ษช์ ดั ดว้ ยความรู้สึกของจิตใจ คลา้ ยๆกบั วา่ เหมือนเอามาใส่ ฝ่ ามือดูได้ จะไดเ้ รียนธรรมะอย่างวิทยาศาสตร์ คือ ไม่โง่ ไม่ตอ้ งเชื่อตามผอู้ ื่น ไม่ตอ้ งเช่ือตาม เหตุผลอย่างอ่ืน นอกจากเหตุผล คือ ความรู้สึกอยูด่ ว้ ยใจตลอดเวลา ทุกเร่ือง ทุกเรื่อง ทุกข้นั ทุกตอน คือ บทว่า สันทิฏฐิโก ที่เราสวดทุกวนั น้ี ก็สวด สวาขาโต ภควะตา ธัมโม ก็ต้องมี สันทิฏฐิโก ติดมา น่ีคือความหมายอยา่ งน้ี นี่ เป็ นวิทยาศาสตร์ เรียนดว้ ยความแจ่มแจง้ ที่เป็น สนั ทิฏฐิโก เห็นธรรมะ รู้ธรรมะ เขา้ ใจธรรมะ ปฏิบตั ิธรรมะ ดบั ทกุ ขด์ ว้ ยธรรมะ ในลกั ษณะที่ เป็ นวิทยาศาสตร์ เอาละพอกันที อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2514 คร้ั ง 16 (https://pagoda.or.th/buddhadasa/2514-16.html) ตารางท่ี 4.3.9 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “สรุปกำรปฏิบตั อิ ำนำปำนสติ” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระธรรมโกศำจำรย์ (พุทธทำสภกิ ข)ุ จาแนกตามแนวคิด หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั R9] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน

แนวคิด 194 มสี มาธิเป็น R9-236วนั น้ี จะไดพ้ ูดเป็นการสรุป เรื่องอานาปานสติ ดงั ที่ไดบ้ อกไวเ้ ม่ือวาน สรุปอานาปานสติ ส่วนใหญ่ ไดห้ ลายแง่หลายมุม ลกั ษณะของมนั การกระทาของมนั ผลของมนั อะไรต่างต่างนี่ เรียกว่า กาหนดที่ลมก็ สรุปกนั ดูทีคราวน้ี ในการกระทาแตล่ ะหมวด หมวดกายาฯ มนั มีสมำธิเป็นส่วนใหญ่ กำหนดที่ เป็ นสมาธิ ลมก็เป็ นสมำธิ กาหนดที่มี 2 กาย น่ีก็เป็นสมาธิ มีปัญญาเจือนิดหน่อย ทำกำยสังขำรคือลมให้ กาหนดท่ีมี 2 ระงับ นี่ก็ยิง่ เป็นสมาธิ แต่กระน้นั ก็มีปัญญาเจือนิดหน่อยมนั จึงจะทาได้ หมวดน้ีก็เรียกว่าเป็ น กายกาย หมวดสมาธิเป็นเบ้ืองหนา้ 237เรากไ็ ดส้ มาธิ ได้ควำมรู้เรื่องสมำธิ ได้ตวั สมำธิ ได้ควำมชำนำญใน สงั ขารคือลม สมำธิ เพ่ิมมากข้ึนในหมวดน้ี หมวดที่ 2 เวทนำ น้ีก็มนั ปัญญามากข้ึน คือรู้ รู้ รู้จักปี ติ รู้จักสุข ใหร้ ะงบั รู้จักควำมที่เป็ นจิตสังขำร แลว้ ก็สามารถทาให้มนั สงบระงบั ลงไป มนั ก็เป็นปัญญา เป็นเรื่อง ปัญญา เป็นเบ้ืองหนา้ คอื มากกวา่ สมาธิ แต่กไ็ ม่พน้ ที่จะมีสมาธิ อนั น้ี มนั เป็นอนั รู้กนั แต่วา่ มนั ไดค้ วามรู้เรื่อง มีสมาธิเจืออยู่เสมอ ทีน้ีปัญญามันมากข้ึนออกหน้า รู้เร่ืองของปี ติ รู้เรื่องของความสุข รู้ สมาธิ ไดต้ วั ความลบั ท่ีวา่ มนั เป็นกำรปรุงแต่งจิต แลว้ จดั การให้มนั สงบลงไปน่ี มีความเป็นสมาธิ มนั เป็ น สมาธิ ได้ เรื่องรู้ มากกว่าเรื่องสงบ 238ทีน้ีหมวดที่ 3 หมวดจิตตำนุปัสนำ น้ีมนั เป็ นการรู้ กบั การบงั คบั ความชานาญ ปนกนั ไป กเ็ ลยสลบั กนั เป็นหมวดท่ีมีสมำธกิ ับปัญญำก้าก่ึงกนั เลย ทีน้ี หมวดสุดทา้ ย 239หมวด ในสมาธิ ธรรมำนุปัสนำ เป็ นปัญญำเต็มท่ี เรียกวา่ เป็นปัญญาสุดเหวี่ยง เพราะมนั รู้ ๆ ๆ ๆ รู้ เรื่องอนิจจัง เวทนา ปัญญา ตลอดสำย แลว้ ก็วิราคะก็เกิดข้ึนเอง ไม่ตอ้ งบงั คบั มนั มนั วิรำคะ คลำยกำหนัดมำกไป มากไป มากข้นึ คือรู้ มากไป จะดบั เอง ไม่ตอ้ งบงั คบั เพราะฉะน้นั เรื่องของสมาธิจึงไมค่ อ่ ยมี ทีน้ีพอ ปฏนิ สิ สัคคะ รู้ รู้ รู้จกั ปี ติ รู้จกั รู้ รู้อย่างยง่ิ วา่ มนั คืนแลว้ สลัดคืนแล้ว สลดั คืนแลว้ ก็เรียกว่า มนั ไม่ต้องบังคับด้วยสมำธิอะไร สทุ่่่ขีเป็รนู้จจกั ิตความ ปัญญำทำให้ ปล่อย น่ีก็เป็นปัญญาสุดเหว่ียงในหมวดน้ี น้ีเรียกว่า เราสรุปลักษณะหรืออำกำร สงั ขาร ของท้งั 4 หมวด อำกำรท่ีกำหนดด้วยสมำธิ และก็กาหนดอยา่ งแยบคายก็มีอยมู่ าก รู้ รู้ รู้ อย่ำง แยบคำย ก็มีอยูม่ าก เช่นน้ี เพราะการบงั คบั ให้ทาควบคุมให้ทา มนั ก็เป็ นศีล อยใู่ นความหมาย จิตตานุปัสนา ของคาวา่ “บงั คบั ” บงั คบั ควบคมุ ใหท้ า สำรวมระวัง แลว้ ใครใครกม็ องเห็นไดเ้ อง ทาอำนำปำน เป็นการรู้ กบั สตอิ ยู่อย่ำงถกู ต้องเช่นน้ี ศีลมนั จะขาดไดอ้ ยา่ งไรเล่า มนั มีภาวะแห่งความมีศีลเตม็ อยู่ในน้นั นะ การบงั คบั ปน 240เพราะฉะน้ัน มนั ทำอำนำปำนสติอยู่ มันจึงมีศีล มีสมำธิ มีปัญญำ พร้อมอยู่ในน้ัน ท้งั 3 กนั ไป สลบั กนั ประการ ทีน้ี บางคนเขาชอบทานนะเขาถามวา่ เอา้ ทานน่ะอยูท่ ี่ไหนน่ะถา้ มนั ฉลาดมนั ก็เห็นเอง เป็ นหมวดมี ล่ะเดี๋ยวน้ีมนั ให้ทานเหลือประมาณโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้ทำนสูงสุดคือให้ทำนตัวกู มนั เป็ น สมาธิกบั แบบจาคะ ใหท้ านตวั กู ให้ทานตวั กู ออกไป ออกไป ออกไป จนกว่ำจะหมดตัวกู หมดตวั กูกนั ปัญญา ในหมวดที่ 4 น้ี ไม่ต้องไปนึกถึงเรื่องทำน เรื่องศีล มีมำเองโดยอัตโนมัติ น่าหัว บางแบบ บำง สำนัก พอจะลงมือทำสมำธิ บังคบั ให้รับศีลกันก่อน ที่ตรงน้นั นะ ศีล 8 ศีล 10 นี่ บังคบั ให้รับศีล ธรรมานุปัสนา กนั ท่ีตรงน้นั หรือใหแ้ สดงอาบตั ิกนั อยตู่ รงน้นั มนั กไ็ ดเ้ หมือนกนั ไม่ใช่ไม่ได้ แตม่ นั จะดูคลา้ ย เป็ นปัญญาเต็มที่ ๆ กบั ว่า มนั ไม่รู้ว่ามีส่ิงเหล่าน้ีอยู่ในตวั การกระทาน้นั น่ี มนั จะเป็ นพิธิไปเสีย จะอำศัยควำม เรียกวา่ เป็น ศักด์ิสิทธ์ิ เจือไสยศำสตร์ ไปเสีย เรารู้ไหมว่า มนั ประมวลมา เป็ นทาน เป็ นศีล เป็ นสมาธิ ปัญญาสุดเหวีย่ ง ปัญญา ทีน้ีก็มาดูถึงหมวดธรรม ธรรมะนะ ทาสติอยตู่ ลอดตน้ จนปลายน่ี 16 ข้นั นะก็ทาให้เป็น เพราะมนั รู้ ๆ ๆ ๆ รู้ เร่ืองอนิจจงั ตลอดสาย ไม่ ตอ้ งบงั คบั ดว้ ย สมาธิอะไร ปัญญาทาให้ ปล่อย ทาอานาปานสติ อยู่ มนั จึงมีศลี มี สมาธิ มปี ัญญา ไมต่ อ้ งไปนึกถึง เรื่องทาน เร่ือง ศีล มีมาเองโดย อตั โนมตั ิ ธรรมะ

คอื สติ มี 195 คุณธรรม คอื สติ ผมู้ ีสติ มีธรรมะ คือสติ มีคุณธรรม คือสติ น้ีก็มีปัญญารอบรู้มากข้ึน มากข้ึน ปัญญาก็พอกพูน หลกั กำร มากข้นึ ปัญญากเ็ ตม็ เตม็ สุดในหมวดที่ 4 น้ี 241 สัมปชัญญะ กำรกำหนดเฉพำะด้วยปัญญำ การกาหนดด้วยปัญญา ก็เป็ นการกาหนด สมั ปชญั ญะ เหมือนกัน กำหนดด้วยสติ มันก็เป็ นสติ กาหนดด้วยปัญญา ก็เป็ นสัมปชัญญะ แล้วก็มี การกาหนด สัมปชญั ญะฝึกอยตู่ ลอดสาย ก็มีสัมปชญั ญะเตม็ ท่ี ความเป็นสมาธิเริ่มมีต้งั แต่ พอสักวา่ กาหนด เฉพาะดว้ ย ลมหายใจ ก็เป็นสมาธิมากข้ึน มากข้ึน พอทากายสังขารให้สงบระงบั ถึงที่สุด ก็เป็นสมาธิ ช้ัน ปัญญากาหนด รูปฌำน ถึงท่ีสุด ถา้ ทาไปจนถึงที่สุด ทาไดห้ ากแต่ว่าเราไม่ตอ้ งการถึงที่สุดตอ้ งการพอสมควร ดว้ ยสติ เป็นสติ มีสมำธิพอสมควร ที่จะไปปฏิบัติข้ันต่อไป คือปัญญำ นี่ 241เรามีไอธ้ รรมะท่ีตอ้ งการอย่างยง่ิ 4 กาหนดดว้ ย เกลอ สติ ปัญญำ สัมปชัญญะ สมำธิ ท่ีธรรมะนอกน้ันท่ีเรียกว่าจะเป็ นพลอยไดห้ รือบริวำร ก็ ปัญญา กเ็ ป็น เยอะแยะไปหมด ศรัทธาก็มีเต็มที่ วิริยะก็มีเตม็ ท่ี สติมีแลว้ สมาธิ ปัญญา มีแลว้ ศรัทธามีเตม็ ท่ี สัมปชญั ญะ ขนั ติมีเตม็ ท่ี อิทธิบาทมีเตม็ ที่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสำ จะมองดูในหมวด ในขอ้ ธรรมไหน สติ ปัญญา มนั ก็มี ถา้ รู้จกั มองหรือมีปัญญาท่ีจะมองมนั มีธรรมะมากมายเหลือหลายประชุมรวมอยู่ในน้ัน สัมปชญั ญะ ในฐานะเป็ นสิ่งที่พลอยได้โดยไม่ต้องเจตนำก็มีโดยเจตนาก็มี อำนำปำนสติน่ีคุยไดเ้ ลยว่า มี สมาธิบริวาร ธรรมะสโมทำน ธรรมะท่ีพลอยไดม้ ากมายเหลือเกินน้ีเรียกว่าสรุป ส่วนลักษณะ อำกำร กำร กเ็ ยอะแยะ ประพฤติ กำรกระทำ ผลที่ไดท้ างธรรม เป็นหวั ขอ้ ธรรมะ สี่เกลอได้มาเตม็ ท่ีพอใชใ้ นการที่จะ พลอยไดโ้ ดย ปฏิบตั ิหน้าที่ ต่อไป 4 เกลอน่ีใช้ไดท้ ้งั ทางโลกและทำงธรรมะอย่างที่กล่าวจะไปทามาหากิน ไม่ตอ้ งเจตนา ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีอยา่ งโลกท่ีเรียกวา่ อยา่ งโลก ทาไร่ ทานา คา้ ขาย ทาราชการ กรรมกรแบกหามนี่ มี มีสติทกุ คร้ังท่ี ปัญญาดีกวา่ ไม่มี แมท้ ี่สุดจะนง่ั ขอทานโวย้ ถา้ มนั มี 4 เกลอนี่ มนั ตอ้ งขอทานไดเ้ ก่งกวา่ กวา่ คน หายใจ ทุก ท่ีมนั ไม่มี น่ี 4 เกลอ มนั ไปใช้ในทางโลก ทางบา้ นเรือน ในการบริหารชีวิตในบา้ นเรือน ให้ คร้ังท่ีหายใจ มนั ดี ในการหาทรัพยส์ มบตั ิ ในการมีทรัพยส์ มบตั ิ ในการรักษาทรัพยส์ มบตั ิ ในการใชส้ อย ออกเขา้ จะไป ทรัพยส์ มบตั ิ ก็มีไดด้ ี 4 เกลอน่ีสารพดั นึก ทีน้ีในทางธรรมะที่สูงข้ึนไป 4 เกลอน้ีมนั ป้องกัน อยทู่ ่ีไหน จะ กิเลส มนั กำจัดกิเลส มนั ทาให้สูงข้ึนไป สูงข้ึนไป ในแง่ของการกาจดั การป้องกนั การแกไ้ ข ทาอะไรอยทู่ า การรักษา อะไรกห็ มดเลย ประโยชน์จาก 4 เกลอ กน็ ่ีมนั ไดห้ มด ไดป้ ระโยชน์หมดไดอ้ ุปการะ ดว้ ยสติ ธรรม ธรรมเป็ นอุปกำระอย่ำงสูงสุด 242ทีน้ีก็มาดูไดก้ ารเปล่ียนแปลงนี่อีกหัวขอ้ เราจะไดก้ าร เปล่ียนแปลง เปล่ียนแปลง ก่อนน้ีเป็นคนขำดสติ มีสติลุ่ม ๆ ดอน ๆ กจ็ ะเปล่ียนแปลงมำเป็ นผู้มี สติสมบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงก็จะเกิดข้ึน ที่ไม่เคยมี 4 เกลอ มนั ก็เกิดมีข้ึนมา การเปลี่ยนแปลงมนั ก็มีมาก ตามที่มนั เปล่ียนแปลงได้ มาเป็นคนที่มีสติ จำกคนไม่มีสติ มำเป็ น คนมีสตินี่ มนั เปล่ียนแปลงเท่ำไร มสี ตทิ ุกคร้ังท่หี ำยใจ ทุกคร้ังที่หายใจออก เขา้ นี่ ก่อนน้ีมนั หา ทายายาก เดี๋ยวน้ีมนั กลบั จะมีทุกคร้ังที่หำยใจออกเข้ำ จะไปอย่ทู ี่ไหน จะทำอะไรอยู่ทำด้วยสติ ไปเสียท้งั น้นั มนั ก็เลยมีสติอยู่ทุกคร้ังที่หายใจออกเขา้ พูดว่าทุกกาละ ทุกเทศะ วดั ดว้ ยมิติท่ี นอ้ ย กท็ กุ วินาทีในทางกาละ ทกุ กระเบียดนิ้วในทางเทศะ เรามีสติทุกกาละ ทกุ เทศะ จนกระทงั่ ทุกกระเบียดนิ้ว แลว้ ก็มนั มี...เอ่อ...กระทงั่ ทุกลมหำยใจ ทุกเวลำที่ละเอียดที่สุด เปล่ียนแปลง อย่างใหญ่หลวง เมื่อก่อนนะเป็นเด็กโง่ไปคบมาร เดินตามมาร ตามรอยมาร เด๋ียวน้ีมนั เปล่ียน

196 วิธีกำร มนั เดินตามรอยพระพุทธเจา้ พระพทุ ธองค์ ไดเ้ ป็นพทุ ธบริษทั สมบรู ณ์ที่สุด เพราะกำรเดินตำม รอยพระพุทธองค์ ตามรอยพระอรหันต์ ไดเ้ ป็ นพระอรหันต์ จนคุยโตว่า ฉันอยากมีนิพพาน ความน่า เมื่อไรกไ็ ด้ ก่อนน้ีมนั ไมร่ ู้อย่ทู ่ีไหน เด๋ียวน้ีอยากจะมีนิพพานน่ะ คอื เยน็ เมื่อไรก็ได้ ฉนั เก่ง ฉนั อศั จรรยใ์ นการ หายใจทีเดียวเยน็ หายใจทีเดียวร้อนออกไปหมด หายใจทีเดียวเยน็ กลบั มา น่ีคุยโตแลว้ ฉันมี ปฏิบตั ิอานา นิพพานเมื่อไรก็ได้ มันเปล่ียนแปลงกันมากถึงขนาดน้ี น่ีเรามองกันในแง่เปลี่ยนแปลง ปานสติไดส้ ติ เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง จำกคนของมำร มำกลำยเป็ นคนของพระ จำกอยู่กับนรก มำ กบั ปราณ กลำยเป็ นอยู่กับนิพพำนนะ เกินสวรรค์ไปเสียอีก ไอ้สวรรค์นะระวงั ให้ดี ผูท้ ี่มีความรู้ทาง ขาดสติแลว้ ธรรมะโดยแทจ้ ริงน่ี ช้นั น้ีแลว้ ก็เขาเห็นสวรรค์เป็ นของเด็กเล่นนะเฮย้ แลว้ ถา้ ย่งิ ไปกวา่ น้นั อีก ปัญญาก็จะไม่ ก็เห็นสวรรค์เป็ นของสกปรกเวย้ น่ี พูดอย่างน้ีโกรธก็โกรธเถอะ คุณยายคงโกรธแน่ สวรรค์ ให้ผล เพราะว่า เป็นของสกปรก เพราะมนั สมบูรณ์ไปดว้ ยกามารมณ์ มนั เป็นของหวาน ของลอ่ เดก็ ของเดก็ เล่น สติเป็นผใู้ ช้ เปลี่ยนแปลงอย่างยิ่ง จนมีนิพพานเป็ นเครื่องอยู่ จะมีเยน็ เยน็ เยน็ แมไ้ ม่ใช่นิพพานสูงสุด แต่ ปัญญา ควบคุม เป็นนิพพานท่ีรองลงมา เรียกว่า นิพพุตติ นิพพุตติ แปลว่า ดับเย็น ดับเย็น ดับเย็น ในบา้ นใน ปัญญา ไม่มสี ติ เรือนก็เป็ นครอบครัวที่เย็น ทุกคนเป็ นคนเย็นอยู่ในครอบครัวที่เย็น เรียกว่า เดินตามพระ แลว้ ปัญญา อรหนั ตน์ ะ มนั เป็นอยา่ งน้ีไม่ใช่การเดินดว้ ยตีน ดว้ ยเทา้ อยา่ งบุคคล รวมตวั ตน คนมนั เดินกนั ไมไ่ ดท้ าหนา้ ท่ี จิตมนั เดิน “ปราณ” ลม 243ทีน้ีมาดูในหัวขอ้ ว่า น่ำอัศจรรย์ “ควำมน่ำอัศจรรย์ในกำรปฏิบัติอำนำปำนสติ” ดว้ ยการฝึ ก หายใจ เป็นชีวิต ทีเดียวหรือเหมือนกบั ยิงนกทีเดียวไดม้ า 2 อย่าง คือ ได้สติ กับปรำณ สติน้ีมนั ดึงมาซ่ึงธรรม การบงั คบั ปราณ ท้งั หลาย ท่ีมาเป็นพวงอยใู่ นสติ เรียกวา่ ได้สติคาเดียวพอ ไดส้ ติ และสิ่งที่ 2 ได้ปรำณ คือ ปานะ คอื บงั คบั ลม “อาปานะ” เรียกว่า ปราณ ได้สติ ก็อย่างที่พูดแลว้ สติคืออะไร จาเป็ นอย่างไร ได้สิ่งสูงสุด หายใจ สาหรับการดารงชีวิต กำรมีชีวิต แลว้ มนั ก็ไดอ้ ื่นอ่ืนที่เน่ืองกนั เป็นแถวเลย เม่ือไดส้ ตินะ มนั ดึง พระพุทธเจา้ ก็ มาหมดละ สติน่ี มนั จาเป็น 244ท่ีวา่ มนั เป็ นท่ีดึงมำที่รวบรวมมำ ประมวลมำซ่ึงธรรมะอื่น ๆ ถ้ำ ปรับปรุงข้นึ เป็น ไม่มีสติมันผิดหมดละ แมแ้ ต่ปัญญา ถา้ ขาดสติมนั จะทาหน้าที่ไม่ไดห้ รอก ไม่มีอะไรไปเอามา ระบบอานาปาน ไมม่ ีการควบคุมปัญญา ปัญญาก็เตลิดเปิ ดเปิ งไปหาความฉลาด ความเก่งกลา้ ในทางท่ีจะเห็นแก่ ตวั เป็ นกิเลสไปเสียอีกนะ ปัญญำจะกลำยเป็ นกิเลส โพธิจะกลำยเป็ นกิเลส ถ้ามีสติกิเลส กลำยเป็ นโพธิ ความรู้ท่ีรู้ผิด มนั กลายเป็นรู้ถูก น่ี กิเลสกลายเป็นโพธิ ขำดสติแล้ว ปัญญำก็จะ ไม่ให้ผล เพราะว่าสติมันเป็ นผู้ใช้ปัญญำ ควบคุมปัญญำ วตั ถุท้งั หลาย ทรัพยส์ มบตั ิพสั ถาน บา้ นเรือนน้ี จะกลายเป็ นผิดพลาด เป็ นที่ต้งั แห่งความผิดพลาด ให้ยุ่งยากลาบาก ถา้ ไม่มีสติ วตั ถุมนั ก็จะกลายเป็นไอป้ ัญหา ภาษาบา้ นเรานะ มีคาพูดของป่ ูย่าตายายท่ีดีที่สุด ที่เขา้ ใจวา่ ท่ี กรุงเทพฯ ไม่มีนะ “กอ้ นเส้ากลายเป็ นเสือ” ผมไดย้ ินมาต้งั แต่เล็กเล็ก ลุงนุ้ยก็พูดเร่ืองน้ีบ่อย กอ้ นเส้าที่ใชจ้ ุนหมอ้ หุงขา้ วในครัว มนั กลายเป็นเสือ “โพธิ” มนั กลายเป็นกิเลส เดือดร้อนเหลือ ประมาณนะ กอ้ นเส้า อยกู่ นั ดี ๆ แท้ ๆ นง่ั กนั อยู่ขา้ ง ๆ มากลายเป็นเสือ อนั ตรายท่ีสุด เขา้ ใจวา่ คาพูดน้ี ท่ีกรุงเทพฯ ไม่มี “ก้อนเส้ากลายเป็ นเสือ” อย่างวตั ถุก็เป็ นพิษไปหมด ถา้ ไม่มีสติ อานาจวาสนา บารมี อะไรก็กลายเป็นพิษไปหมดเลย บางทีก็เป็นหมนั ไมม่ ีประโยชน์อะไร นี่ก็ กย็ งั ไมไ่ หวเหมือนกนั นะ ถา้ เป็นหมนั ไมม่ ีประโยชน์อะไร ที่มนั กลายเป็นพษิ มนั ร้ายกาจอยา่ ง

197 สติใชส้ ูงสุดใน น้ี ก็แปลว่า ถา้ เราไดส้ ติ ไดส้ ่ิงที่ประเสริฐ ท่ีเลิศ ท่ีจะนาไปสู่ผลสาเร็จ ท่ีเป็นเคร่ืองชกั จูง เป็น พระพทุ ธศาสนา เครื่องป้องกัน คุม้ ครอง ท่ีสาคญั ท่ีสุด ก็คือ ทาปัญญำให้มีหน้ำท่ี มีประโยชน์นั่น ถ้ำไม่มีสติ ปัญญำจะพลอยเป็ นหมันนน่ั แมว้ ่าเราจะล่วงทุกข์ ดบั ทุกขไ์ ดด้ ว้ ยปัญญาก็เถิด ถา้ ไม่มีสติแล้ว อานาปานสติอยู่ ปัญญำไม่ได้ทำหน้ำท่ีนะ น้ี สติมนั เลยให้หมดในสิ่งท่ีควรจะได้ ควรจะมี ดึงเอามา ดึงเอามา ในกามอื มี รักษาไว้ รักษาไว้ ใช้ให้ทางาน ใช้ให้ทาหน้าท่ี ดว้ ยสติ 245คราวน้ีก็มาถึง “ปรำณ” มนั ได้ 2 อานาจ มอี ะไร อยา่ ง คือไดส้ ติ และไดป้ ราณ ปราณ ปราณ คาน้ีกค็ วรจะสนใจ “ปราณ” เป็นคาโบราณที่มนุษย์ อยเู่ หนืออานา รู้จกั เร่ิมรู้จกั ปราณ เราจะรู้จกั ปราณกนั โดยมากในแง่ว่า ลมหำยใจ แต่เขาเคยรู้จกั กนั มากกว่า ปานสติ ทาได้ น้ัน ว่ามนั เป็ นชีวิต เป็ นชีวิต ไอส้ ่ิงท่ีเรียกว่า “ปรำณ” นี่ เล็งถึงลม ก็ได้ เล็งถึงชีวิตก็ได้ ขาด อยา่ งใจนะ จะ ปราณก็ขาดชีวิต ขาดลมหายใจ มนั กข็ าดชีวิต แลว้ มนั มีอะไรลึกลบั กวา่ น้นั ตวั ปราณน่ะมนั เป็น ระงบั กายสังขาร ตวั ชีวิตเองกไ็ ด้ หรือวา่ เป็นเครื่องหลอ่ เล้ียงชีวิตก็ได้ ในคมั ภีร์ของคริสเตียนนะ เหน็ ปรำณเป็ น เม่อื ไรทาได้ จะ ชีวิต คือวา่ พอพระเจา้ เอาดินมาป้ันข้ึนเป็นรูปผหู้ ญิง เป็นรูปผชู้ าย เป็นมนุษยค์ นแรก พระเจา้ ก็ ระงบั จิตสังขาร ใส่ปราณ ลมหายใจ เรียกว่าใส่ชีวิต ใส่ปรำณ หำยใจใส่ลงไปในชีวิต ในกอ้ นดินนัน่ นะ หุ่นดิน เมอื่ ไรก็ทาได้ นะ หุ่นดิน ก็กลายเป็นชีวิตข้ึนมา เป็นมนุษยข์ ้ึนมา เอาแต่ความหมาย วา่ เพราะปราณน้นั จึงมี นะ ชีวิต เพราะปราณน้นั จึงมีมนุษย์ เกิดข้ึนจากกอ้ นดิน มนั มาจากกอ้ นดิน ดว้ ยการท่ีมนั มีปราณ มนั ก็เลยเหมือนกอ้ นดินท่ีมีชีวิต มองดูลึกลึก ก็เป็นตวั ชีวิต มองดูผิวผิว ก็เป็นส่ิงเก้ือกูลแก่ชีวติ เตรียมให้ทกุ คน ใชค้ าวา่ “มนั ใหเ้ กิดชีวิต แลว้ มนั ก็หล่อเล้ียงชีวิต” ปราณ ในปราณ ลม ลม ลม ลมหำยใจ ถา้ คุณ ในโลกฝึ กอานา เคยเรียนวิทยาศาสตร์มาแลว้ นะ คุณก็รู้ว่า ในลม ลม อำกำศนะ มนั มีอะไรวิเศษอยอู่ ย่างหน่ึง ท่ี ปานสติได้ เรียกว่าออกซิเจนนะ ออกซิเจน ขาดออกซิเจนนี่ มนั จะตายใน 30 นาทีกระมงั ขาดน้ากิน ก็ยงั เคร่ืองมอื หรือ อย่ไู ดเ้ ป็นหลายชวั่ โมง ขาดอาหาร ก็ยงั อยู่ไดห้ ลายวนั นะ ไม่ไดก้ ินอาหาร ยงั ไม่ตายไปไดเ้ ป็น เครื่องคุม้ วนั วนั 2-3 วนั 4-5 วนั ขาดน้ากิน ก็ยงั ตายเร็วกว่าน้นั แต่ถา้ ขาดไอป้ ราณ ไออ้ อกซิเจนในลม ป้องกนั หำยใจ จะตำยใน 30 นาที 10 นาที 5 นาที ก็ได้ แลว้ แต่เรื่อง น่ี ไอล้ มปราณนี่มีหัวใจสาคญั อยู่ ที่ออกซิเจน ออกซิเจนเล้ียงชีวิต ถึงมีการจดั การทาใหม้ ีออกซิเจนท่ีอยู่ ที่อาศยั หอ้ งนอน อะไร พระพทุ ธเจา้ ให้มนั มีออกซิเจน แลว้ มนั ก็เล้ียงไวไ้ ด้ ห้องที่ไม่มีออกซิเจนพอนะไม่ หรือไม่มี เขา้ ไปนอน เป็ นนกั แผลบเดียวละ ผีอา อาการท่ีผีอาก็จะเกิดข้ึน ไอ้ กุฏิวิปัสสนำแบบเก่ำ ทำแล้วอุดหมด ไม่มีแสง วิทยาศาสตร์ ไม่มีลมนี่ น่ีจิตมันหว่นั ไหวได้ง่ำย เกือบจะผอี ำอยู่แล้ว นอ้ มนึกไปเพอ่ื อะไรมนั กเ็ ป็นไปไดง้ ่าย สูงสุด ดบั ทกุ ข์ ปลุกปี ติข้ึนได้ มหศั จรรยเ์ ลย เพราะมีอาการผิดปกติ เพราะขาดออกซิเจนก็ได้ เราไม่เอำอย่ำง ไดจ้ ริงพทุ ธ น้นั ละ่ มอี อกกซิเจนนะ มนั หล่อเลยี้ งชีวติ หล่อเล้ียงชีวิตคน ท่ีไหนมีอากาศ ออกซิเจนดีกช็ ่ืนใจ ศาสนาปฏิบตั ิ ไปที่ทะเล อำกำศดี ท่ีไหนอากาศดี รู้สึกว่า โอ้ สบาย มนั สบายจริงโวย้ ทีน่ันเต็มไปด้วย ตามอานาปาน ออกซิเจน แมแ้ ต่สัตว์ มนั ก็ยงั รู้จกั แสวงหาท่ีที่มีออกซิเจน ตน้ ไมน้ ี่ มนั ก็ตอ้ งการออกซิเจนใน สติท้งั 16 ข้นั ยงิ่ บางส่วน บางแง่แลว้ มนั คายออกซิเจนออกมาดว้ ย ในเมื่อมนั เปลี่ยนแปลงทางเคมี หรือแร่ธาตุ กวา่ เทคนิค กลำยเป็ นสิ่งที่หล่อเลี้ยง ต้นไม้ได้คลำยออกซิเจนออกมาด้วย ฉะน้ันเราก็ได้ออกซิเจนจำก ต้นไม้มำกเหมือนกนั น่ะโดยเฉพาะในเวลากลางวนั แลว้ ท่ีร้ายกาจกว่าน้นั ออกซิเจนนี่มนั หล่อ เป็ น เล้ียงชีวิต แมแ้ ต่ชีวิตของไฟ ไฟที่ลุกอยู่ได้ เทียนก็ดีหรือไฟอะไรก็ดี ที่มนั ลุกเป็ นไฟอยู่ได้ วิทยาศาสตร์ท้งั เพราะออกซิเจนมนั เล้ียงไว้ ขาดออกซิเจนมนั ดับทนั ที เอาอะไรมาครอบให้ไฟดบั มนั ก็ดับ 16 ข้นั เป็นเร่ือง ทางกาย ทางลม หายใจ ทางวตั ถุ มาก่อน แลว้ เปลย่ี นเป็นทาง จิต ทางจิต แลว้ กเ็ ปล่ียนเป็น ทาง ทาง สติปัญญา ทาง วญิ ญาณ ทาง สติปัญญาสูงสุด เป็ น

198 วทิ ยาศาสตร์ ทนั ที เพราะมนั ขาดออกซิเจน ใตเ้ ตาหุงขา้ ว นี่มนั เป็นรู ๆ ๆ ๆ ๆ อยขู่ า้ งลา่ ง ใหอ้ อกซิเจนเขา้ ไป สูงสุด ท้งั ทาง หล่อเล้ียงไฟ ไฟก็ลุกติด ขาดออกซิเจน ไฟก็ติดไมไ่ ด้ นี่ ดูทาเลน่ กบั ปราณ ปราณ มนั หล่อเล้ียง วตั ถุ ท้งั ทางกาย ชีวิต แม้แต่ชีวิตของไฟ นับประสาอะไร จะไม่หล่อเล้ียงชีวิต ของคน ของสัตว์ ของต้นไม้ ท้งั ทางจิต ท้งั มนุษยค์ นแรกทีรู้จกั เร่ืองน้ี ก็นบั วา่ เก่งมาก เขาตรัสรู้เองได้ รู้จกั ปรำณ ปราณ กส็ นใจมาก ทาให้ ทางสติปัญญา ดีท่ีสุด คน้ ควา้ หาวิธี ใหด้ ีที่สุด หายใจอยา่ งไรดีที่สุด หายใจอยา่ งไร เรียกไอน้ ้ีเขา้ ไปในตวั คน แก่เขาถือกนั นกั ถา้ เวลาใด จมูกหำยใจคล่อง โล่ง เขำถือว่ำเป็ นเวลำที่ดีทส่ี ุด เหมาะสมที่สุด จะ เป็ นเทคนิค ไปทาอะไร จะไปไหน จะลกุ ออกจากบา้ น จากเรือนไป เขาสังเกตปราณ ลมหายใจ อาจารยแ์ ก่ เทคนิคท้งั แก่ เคร่งครัดในเรื่องน้ีมาก ถา้ ลมหายใจมนั บอกขดั ขอ้ งแลว้ เขาจะหยดุ กระทา หรือหยดุ ไปดว้ ย ความรู้ เทคนิค ซ้าไป จะเดินทางไปไหน บางที ลมหายใจอานวยให้หยุด ถือเป็ นไสยศาสตร์ แต่มนั เป็ น ท้งั การปฏิบตั ิ วิทยาศาสตร์ มันไม่มีความเหมาะสมทำงลมหำยใจ เรำหำยใจดี มีออกซิเจนดี ก็มีกำลัง มี เทคนิคท้งั ผล เร่ียวแรง แข็งแรง ถา้ ลมหายใจขดั เป็นยงั ไง เป็นนกั มวย พอกา้ วข้ึนเวที ถา้ ลมหายใจขดั ก็ยอม ของการปฏิบตั ิ แพก้ ่อนดีกวา่ ปราณไม่มี มนั ไมพ่ อ สูเ้ ขาไมไ่ ด้ เรื่องลมหายใจ นกั เลง กก็ าหนดลมลมหายใจ ก็ กาหนด แม้แต่โบราณ ปราณดี ลมหายใจดี จะกา้ วลงจากเรือนก็ทดลองลมหายใจเสียก่อน มีผลจริงจริง ออกซิเจนไม่พอเมื่อไร ก็เป็ นลมเมื่อน้ันแหละ เป็ นลม ทาอะไรไม่ได้ เวียนหัวชกั ด้ิน ชกั งอ แลว้ กร็ ีบศึกษา เพราะวา่ ขาดออกซิเจน ขาดปราณที่ถูกตอ้ งเด๋ียวน้ี เราเอามาทาใหเ้ ป็นประโยชน์ท่ีสุด เขารู้จกั วิทยาศาสตร์ กนั มาดึกดาบรรพ์ ไม่รู้คร้ังไหน ก่อนพุทธกาลน่ะ แต่รู้ในอนั ดบั พอสมควร พอสมควร พอถึง ระบบใหญ่ พุทธกาล 246 พระพุทธเจา้ เอามาปรับปรุงวิเศษสูงสุด เป็นระบบอำนำปำนสติขึน้ มำ มองในแง่ สูงสุดใน วิทยำศำสตร์ กเ็ ป็นวิทยาศาสตร์ลึกลึก มองในแง่ธรรมะ หรือศาสนามนั ก็สูงสุดเอามาใชเ้ ก้ือกูล พระพุทธศาสนา แก่การดบั กิเลส การดบั ทุกข์ กลายเป็นอาวุธ กาจดั ทุกขอ์ ย่างยิง่ กำรบังคับปรำณ คือบังคับลม คืออานาปานสติ หำยใจ เขาเรียกว่า “ปราณายามะ”เป็นวิชากลางกลางทางจิตใจ คนธรรมดาก็ควรรู้ โยคีก็ควรรู้ น้ี จะบอกว่ามี เอาไปปรับปรุงใหเ้ ป็ นระบบของตน ปราณายามะ จึงมีการปรับปรุงใหเ้ หมาะสมไปตามลทั ธิ อานิสงส์ บรรลุ ของตน หมูค่ ณะของคน แต่ใชห้ ลกั พ้ืนฐานเดียวกนั น่ีเอง คือการปรับปรุง จดั แจง จดั แจงอะไร มรรคผล ก็ตาม ให้ปรำณมันมปี ระโยชน์ท่ีสุด เป็นปราณายามะ ลทั ธิไหนในอินเดียก็ใช้ปรำนำยำมะเป็ น นิพพาน หลักพื้นฐำน แมแ้ ต่ชาวบา้ น แมแ้ ต่ประชาชน เขาก็รู้จกั ปรับปรุงลมหายใจ ปราณายามะ สอน กนั ไปตามมีตามเกิด แมแ้ ตล่ กู เดก็ เด็ก หำยใจอย่ำงน้ัน หำยใจอย่ำงนเี้ ป็ น ล้วนแต่เป็ นปรำณำยำ มะ ไม่สูงพอก็ใชใ้ นลทั ธิ สานกั น้นั สานกั น้ี พระพุทธเจ้ำก็ปรับปรุงขนึ้ เป็ นระบบอำนำปำนสติ ใช้สูงสุดในพระพทุ ธศำสนำ มนั เหมาะสาหรับจะใชอ้ ยา่ งยิง่ ในโลกปัจจุบนั ซ่ึงยงุ่ เหยงิ ท่ีสุด บา้ คลง่ั ที่สุด ระส่าระสายท่ีสุด โลกแห่งความยงุ่ เหยิงที่สุด คือโลกยคุ ปัจจุบนั สบั สนไปเสียทุกสิ่ง ทุกอย่าง เอาระบบปรำณำยำมะ ท่ีเรียกว่าอำนำปำนสติ มาใชส้ ิ หายใจทีเดียว ความรู้สึกยุ่งยุ่ง หายไปหมด เก่งขนาดน้นั น่ะ หายใจทีเดียว ความเยน็ เขา้ มา น่ีหมายถึงผนู้ ้นั ประสบความสาเร็จ ในการทาอานาปานสติ อยู่ 247 อำนำปำนสติอยู่ในกำมือ มอี ำนำจ มีอะไร อยเู่ หนืออานาปานสติ ทาไดอ้ ย่างอกอยา่ งใจนะ จะระงับกำยสังขำรเมื่อไรก็ทำได้ จะระงับจิตสังขำรเมื่อไรก็ทาไดน้ ะ ถ้าอย่างน้ีแล้ว หายใจทีเดียวปัดไอ้เลวร้ายไปหมด หายใจทีเดียว เยือกเย็นเขา้ มาทันที นี่ ประโยชน์สูงสุด สมควรที่จะเอามาใช้ในโลกที่แสนจะยุ่งเหยิง ระบบที่กลางคืนอัดควัน

199 กลางวนั เป็ นไฟ มนั มีมาแต่คร้ังกระโน้นแต่มนั ไม่แรงไม่รุนแรงเหมือนเด๋ียวน้ี เดี๋ยวน้ีระบบ กลางคนื อดั ควนั กลางวนั เป็นไฟนน่ั มนั ยง่ิ สูงสุด มนั จะเป็นบา้ ตายกนั อยกู่ นั เสียหมดแลว้ ตอ้ ง เพ่ิมโรงพยาบาลประสาท จนไม่รู้จะเพ่ิมกันอย่างไร แล้วเพิ่มโรงพยาบาลวิกลจริต บ้า โรงพยาบาลบา้ เพ่ิมกนั จนไม่รู้จะเพมิ่ กนั อย่างไรแลว้ คนกาลงั ปั่นป่ วน แลว้ ก็เรียกไม่ถูกผมไม่ สบายใจ อิช้นั ไม่สบายใจ นี่ก็ไดร้ ับคาร้องทุกขอ์ ย่างน้ีมากที่สุด เขาก็ไม่รู้เหมือนกนั ว่าจะทา อย่างไร มาถามเรา มาหาความรู้เรื่องน้ี ไอเ้ รำก็ไม่รู้จะพูดอย่ำงไร ด้วยถ้อยคำเพยี ง 2-3 คำ มนั ไม่ไหว ก็คุณไม่รู้อะไรเสียเลย ทำผิดไปหมดทกุ อย่ำง มีควำมยึดมั่นถือม่ันไปเสียทกุ อย่ำง เห็น แก่ตวั ไปเสียทุกอย่าง กลดั กลุม้ ไปดว้ ยโรครัก โกรธ เกลียด กลวั ต่ืนเตน้ วิตกกงั วล อาลยั อาวร อิจฉา ริษยา หวง หึง ทาไมจะไม่เป็นอยา่ งน้ี ถา้ มนั หลงกำมำรมณ์บา้ กามารมณ์อยา่ งน้ียิ่งเป็ น เป็นมาก หลงความฟ่ ุมเฟื อย ฟุ้งเฟ้อ จะดี จะเด่น จะดงั แลว้ มนั ก็ไม่ได้ แลว้ มนั ก็อย่ดู ว้ ยความ ผิดหวงั อย่ดู ว้ ยความหวาดกลวั อยดู่ ว้ ยความหวาดผวาน่ี มนั ก็เป็นอย่างน้นั ละ ทาไมไม่เอาอำ นำปนำสติไปกวำดให้เกลีย้ งเลย มนั ไม่มีนี่ มนั ไม่มีน่ี มนั ไม่มีความรู้ เรื่องอานาปานสติกระทงั่ ข้ีเล็บ แต่มนั อยากจะเป็ น อะไร เป็ นเศรษฐี เป็ นเทวดา อยากจะอยู่อย่างแข่งกบั เทวดา จะมี ทรัพยส์ มบตั ิ เงินทอง อานาจ วาสนา บารมี สะดวก สบาย หรูหรา ถา้ อยากจะอยใู่ นโลกน้ีอยา่ ง มีควำมสงบสุขแลว้ ก็เป็นเกลอกบั ปราณายามะ หรืออานาปานสติ ร่ำงกำยจะชุ่มช่ืน จิตใจจะ แจ่มใส นางงามคนน้นั จะชนะนางงามท้งั ปวง ไดเ้ ป็นนางงามจกั รวาลไดง้ ่าย ถา้ เขารู้จกั มีความ ชุ่มช่ืน ท้งั ร่างกาย ท้งั จิตใจ มนั ก็แจม่ ใส มนั ก็น่าเสน่ห์อยู่ในลึกลึก เขาจะรู้จกั ทากนั หรือไม่ ไม่ รู้นะ แต่ผมว่าถ้ามนั รู้จักทาแล้ว มนั มีหวงั ชนะเลิศนี่พูดมนั เลยขอบเขตไปแลว้ เห็นไหม นี่ ประโยชนท์ างอานาปานสติ มนั จะไปใชอ้ ยา่ งน้ีกย็ งั ได้ ใหอ้ ยใู่ นโลกยคุ ที่บา้ คลงั่ ที่สุดในโลก ก็ คือยุคน้ี สถิติโรคจิต โรคประสาทเพิ่มข้ึนอยา่ งน่าหวาดเสียวและยงั จะเพิ่มแรงกว่าน้ีอีก ถา้ มี ใครเป็นเจา้ ของโลกเป็นผจู้ ดั การ248โลกโดยแทจ้ ริงก็เตรียมให้ทุกคนในโลกฝึ กอำนำปำนสติเถิด แต่องคก์ ารสหประชาชาติไม่เคยรู้เร่ืองน้ี แลว้ ก็ไม่สนใจ บอกให้ก็ไม่เช่ือ ไม่สามารถที่จะไป ช่วยโลกได้ ถ้าเราจะทาความเขา้ ใจกันไดร้ ะหว่างศาสนาใช้คุณธรรมอนั น้ีไปแจกจ่ายแก่ ประชาชนให้ประชาชนทุกคนรู้จกั ควบคุมกิเลส ควบคุมอะไรด้วยอำนำปำนสติ แลว้ จะเป็ น โลกที่วิเศษ เกินโลกพระศรี อาริย์ไปเสียอีกกระมัง ในโลกพระศรี อาริ ยเมตตรัยมีแต่ สะดวกสบายน้ี แตไ่ มม่ ีความสงบกระมงั มนั จะเป็นนิพพานไปเสียหมด โลกแห่งมนุษย์ ผมู้ ีลม หายใจอยดู่ ว้ ยนิพพานน่ี มนั วเิ ศษสักเท่าไร ทกุ คนจะตอ้ งอย่ใู นโลกอนั แสนจะยงุ่ เหยงิ ยงิ่ ข้ึนทุก เป็ นโลกของคนบ้ำไม่น่ำอยู่จริงจริง แต่จะไปเชือดคอตายเสีย มนั ก็ไม่ถูกเหมือนกัน ฉะน้ัน เตรียมตัวท่ีจะอยู่ในโลกของคนบ้ำให้มากข้ึนทุกทีนี่ พกอำนำปำนสติไว้ให้มำกมำก ขอ อนุโมทนาดว้ ย ธรรมจาริณีท้งั หลายอุตส่าหม์ าศึกษา ฝึกฝนหาไว้ แต่อาจจะยงั ละเมอ ละเมอ อยู่ ก็ได้ ไม่รู้อะไร เท่าไร เพียงไหน ถา้ ว่า ทาให้ถูกตอ้ ง แทจ้ ริง คุณจะได้เครื่องมือ หรือเครื่องค้มุ ป้องกัน เคร่ืองราง ศกั ด์ิสิทธ์ิย่งิ กว่าอะไร ให้ช่วยคุม้ ครองป้องกนั ไม่ให้ความทุกขใ์ นโลกบา้ น้ี มนั ครอบงาคุณได้ แขวนพระเคร่ืองสักร้อยองค์ พนั องค์ ให้คอหัก ก็คุม้ ไม่ไดห้ รอก ถา้ มีอำนำ ปำนสติอย่ำงเดียว คุ้มได้ คุม้ ได้ เป็นเคร่ืองรางศกั ด์ิสิทธ์ิสูงสุด คุม้ ภยั คุม้ อนั ตราย คุม้ ทุกข์ คุม้

200 อะไร ไดห้ มด และเจริญ เจริญ เจริญ รุ่งเรืองก็ไดด้ ว้ ย ขอให้สนใจ ถา้ ที่แลว้ มา มนั น้อยนัก คราวหลงั ๆ จะเพ่ิมเติม เพ่ิมเติม แลว้ ก็อย่าทาเล่น ๆ พอเป็นพิธี มนั ไม่ใช่ไสยศาสตร์ มนั เป็ น พุทธศาสตร์ อยา่ ทาอานาปานสติอย่างไสยศาสตร์ ดว้ ยคิดวา่ จะศกั ด์ิสิทธ์ิ จะคุม้ ครอง ป้องกนั จะให้รวย จะให้สวย โดยวิธีของไสยศาสตร์น้ัน มนั ไม่ไดห้ รอก ก็บอกว่ามนั ก็มีเหมือนกนั กลายเป็นไสยศาสตร์ไปเพราะความโง่ของคนท่ีมนั เป็นทาสของกิเลส มนั ก็มาทาอานาปานสติ อยา่ งไสยศาสตร์ มนั จะมีฤทธ์ิ มีเดช มีปาฏิเหาริย์ ก็ทาใหม้ นั จะเหาะได้ ดาดินได้ อะไรได้ มนั ก็ มีเหมือนกนั มาทาอานาปานสติ แลว้ ก็เป็นบา้ หมายความวา่ บา้ อานาปาฯ บา้ อานาปาฯ น่ีก็เคย หนาหูเหมือนกนั ก่อนน้ีก็เคยหนาหู แลว้ ก็ไม่ใคร่จะกลา้ ทากนั ก็หยดุ ไป แลว้ เดี๋ยวน้ี เราจะมา ฟ้ื นฟูข้ึนมาอีก แต่ในระบบที่ถูกตอ้ ง ไม่เป็ นบา้ ถา้ คุณไปจดั ไปทามนั ให้เป็ นไสยศาสตร์ไป ในทางแง่ขลงั ศกั ด์ิสิทธ์ิ บา้ เป็นบา้ 249 คนเล่าใหฟ้ ังว่า ทนั ที่เขาเห็นนี่ ทนั เห็นน้ี ไอห้ นุ่ม คนหน่ึงมนั ฝึกอานาปาฯ เพื่อจะเหำะได้เท่าน้นั แหละ มนั คดิ วา่ มนั เสร็จแลว้ มนั เหาะได้ มนั เปิ ด ประตหู นา้ ตา่ ง แลว้ มนั กระโดดออกไปจะเหาะ มนั กพ็ ลดั ไปนอนจุก เกือบตำยอยู่ท่ีตรงน้นั มนั เหาะไมไ่ ด้ น่ีมนั ทากนั เป็ นไสยศำสตร์อยา่ งน้ี มนั ไมไ่ หว มนั จะติดปี ก ยงั ไงมนั ก็เหาะไม่ได้ ทา อย่างน้ี แต่ถา้ มนั จะเหาะไดม้ นั จิตโน่น มนั เหาะไป มนั เหาะไป เหนือกิเลส เหนือควำมทุกข์ เหนือโลกบ้ำ ๆ บอ ๆ น่ี ออกไปเสียจากโลกบา้ ๆ บอ ๆ นี่ ไปอย่ใู น โลกุตตระ โลกท่ีไม่มีกิเลส เป็นนิพพาน เยน็ นี่ เหาะอยา่ งน้ีดีกว่า เหำะไปเสียจำกกิเลส เหาะไปเสียจากโลกแห่งกิเลส โลก ท่ียงุ่ เหยงิ สกปรก ไปอย่ใู นโลกทส่ี ะอำด สว่ำง สงบ เยือกเย็นน้นั ดีกวา่ เคยเป็นไสยศาสตร์มาแต่ โบราณเหมือนกนั นะแมโ้ บราณโน้นนะ เขาก็ใชม้ นั ในแงข่ องไสยศาสตร์ มนั แตกเขนงออกไป เพราะกิเลสของคน เขากท็ าเร่ืองอยา่ งน้ีเป็นเร่ืองไสยศาสตร์มาแต่โบราณกาล ดีกดาบรรพ์ พวก หน่ึงนะ อยา่ ไปวา่ เขาเลย เป็นความรู้ในข้นั ท่ีแรกมี แรกพบ มนั กเ็ ป็นจิตภำวนำเพื่อไสยศำสตร์ มนั กเ็ กิดข้ึนในแงห่ น่ึงเป็นเรื่องทิพย์ ๆ เป็นเร่ืองอิทธิ เร่ืองปาฏิหาริย์ กไ็ ป ไป แตเ่ ราไม่ตอ้ งการ เพราะมนั ดบั ทุกขไ์ ม่ได้ มนั ดบั ทุกขไ์ ม่ได้ อยา่ ไปเอากบั มนั เลย แต่มนั ก็เคยเป็นมาแลว้ ในหมู่ บคุ คลที่เขานิยมกนั ในระบบปราณายามะ อานาปานสติแบบมนั ก็เป็นไสยศาสตร์มาแลว้ ท้งั น้นั ละพอเลิกเสีย มนั ก็ถูกตอ้ ง มนั ก็กลายมาเป็นเร่ืองที่ถูกตอ้ ง “ไสยศาสตร์” ศาสตร์ของคนหลบั “พุทธศาสตร์” ศาสตร์ของคนตื่น คนหลบั ก็ใช้ธรรมะอย่างหน่ึง คนต่ืนก็ใชธ้ รรมะอย่างหน่ึง ใชอ้ ย่างคนหลบั เป็นไสยศาสตร์ ใชอ้ ยา่ งคนต่ืน ก็เป็นวิทยาศาสตร์ เรื่องปราณายาฯ อานาปาน สติ นี่มนั เป็นวิทยาศาสตข์ องธรรมชาติ เคยใชผ้ ิดเป็นไสยศาสตร์ แลว้ ก็ค่อยใชถ้ ูก ใชถ้ ูก มนั ก็ กลายเป็ นวิทยาศาสตร์250 พระพุทธเจ้ำเป็ นนักวิทยำศำสตร์สูงสุด สามารถจะใช้ส่ิงเหล่าน้ี ถูกตอ้ งในลกั ษณะที่เป็ นวิทยาศาสตร์มนั ก็ดบั ทุกขไ์ ดจ้ ริงพุทธศาสนาของเราท่ีถูกตอ้ งมนั เป็ น วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไสยศาสตร์ จงมุ่งหมายที่จะให้มนั เป็นวิทยาศาสตร์ มีวิธีกระทา วิธี วิธีการ กระทาท่ีถูกตอ้ ง ไม่ใช่พิธี พิธี ทาอย่างละเมอ ละเมอ เพอ้ ฝัน ปฏิบัติตำมอำนำปำนสติท้ัง 16 ข้ันน้ี ถา้ คุณมีความรู้จริง คุณจะเห็น โอม้ นั เทคนิค เทคนิค เทคนิค ย่ิงกว่ำเทคนิคใดใดในโลก มนั เต็มไปดว้ ยเทคนิคต้งั แต่ตน้ จนปลายน้ัน 251วิทยาศาสตร์อยู่ในน้ัน เป็ นวิทยำศำสตร์ท้ัง 16 ข้ัน เป็ นเรื่องทำงกำย ทำงลมหำยใจ ทำงวัตถุมำก่อน แล้วเปล่ียนเป็ นทำงจิต ทำงจิต แล้วก็

201 เปลี่ยนเป็ นทำง ทำงสติปัญญำ ทำงวิญญำณ ทำงสติปัญญำสูงสุด เป็ นวิทยาศาสตร์สูงสุด ท้งั ทางวตั ถุ ท้งั ทางกาย ท้งั ทางจิต ท้งั ทางสติปัญญานะ อานาปานสติ ไมใ่ ช่เล่น เรียกเป็นภาษาฝร่ัง ว่ำ “เทคนิค” ภาษาไทย ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เรียกว่ำ “เคล็ด” ถ้าเรียกว่าเคล็ด ก็กลายเป็ น ของเด็กเล่นไปเสียอีก ผมก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรอย่างดีที่สุด ในบาลีเรียก “อุปำยะ” อุปายะ เคล่ือนเขา้ ไปหาความสาเร็จ เรียก อุปายะ คาน้ีพอท่ีจะเทียบกนั ไดก้ บั คาวา่ technic technic ของ ฝรั่ง ของ คาสากล มนั เตม็ ไปดว้ ย technic ไม่มี technic ก็ไมส่ าเร็จ แลว้ ก็มี technique technique คือ วิชาการใช้ technic technicเป็ นความรู้ techniqueเป็ นการกระทา มีท้ัง technic มีท้ัง techiniqueมนั ก็สมบูรณ์ดว้ ยวิชชา และจารณะ วิชชาเป็น technic จรณะเป็น technique ในกำร ปฏบิ ตั อิ ำนำปำนสติกวา่ จะจบจะส้ิน มนั มีท้งั technic มนั มีท้งั technique เลยสาเร็จในความเป็น วิทยาศาสตร์ พอเราพูดว่า พุทธศาสนาเป็ นวิทยาศาสตร์ นักปราชญผ์ ู้มีปริญญาเมืองนอกบาง คนก็ว่า โอ้ ถา้ อย่างน้นั เคมี ฟิ สิกส์ก็เป็ น พุทธศาสนาเลย ไอช้ าติโง่ มนั โง่ถึงขนาดน้นั มนั มี ปริญญาจากเมืองนอก ก็เพราะว่าพุทธศาสน์ อา้ งวิทยาศาสตร์ มนั ก็ ฟิ สิกส์ กบั เคมี เป็นพุทธ ศาสนา เป็ นไดอ้ ย่างนี คิดดู อย่าไปออกชื่อว่าใคร จะบอกให้รู้ ผมจะถูกคดั ดา้ นอย่างน้ี ถูกด่า ถูกคดั คา้ น มามากมายอย่างน้ี 252ขอให้จาไวเ้ ถิด น่ีก็ไปพิสูจน์ดูเถิด พุทธศำสนำจะเป็ นยอด วิทยำศำสตร์ มนั จดั การกบั ทุกสิ่งท่ีควรจดั ในลกั ษณะที่ควรจดั เพื่อประโยชน์อนั แทจ้ ริงท่ีควร จะได้ ไม่บา้ ๆ บอ ๆ ฟุ้ง ๆ เฟ้อเท่าท่ีถูกที่ควร ที่จะดับทุกขไ์ ดจ้ ริง มนั เป็ นเทคนิค เทคนิคท้ัง ควำมรู้ เทคนิคท้ังกำรปฏิบัติ เทคนิคท้งั ผลของการปฏิบตั ิ มนั น่าพอใจ มนั น่าช่ืนใจอย่างน้ี พุทธศาสนาไม่ใช่ไสยศาสตร์แตช่ ่วยกาจดั ไสยศาสตร์ ไสยศาสตร์เป็นสมบตั ิเดิม ลูกเด็ก ๆ พอ คลอดมาจากแม่จากทอ้ งแมม่ าประสบโลกน้ี ก็ในรูปไสยศาสตร์ท้งั น้นั แหละ เพราะเด็กมนั ไมม่ ี ปัญญาจะรู้กว่าน้นั ไอผ้ ใู้ หญ่ก็สอนให้กลวั สอนใหค้ ิด กนั ในแง่ของไสยศาสตร์ หวงั พ่ึงผูอ้ ่ืน ไปกนั ท้งั น้นั เล่านิทานวนั ก่อนวา่ ไอเ้ ด็ก ออกมาจากทอ้ งแม่ แลว้ มนั ก็ไปคบโจร คบมิจฉาทิฏฐิ กิเลสน้นั คบโจรนั่นไสยศำสตร์เต็มตัว ต้งั ตน้ ก็ไสยศาสตร์แลว้ มนั ก็เอาไปทางผิด ทาเป็นโจร อย่างโจร แล้วมันถูกกัด ด้วยความทุกข์อย่างเจ็บปวด มนั ค่อยปรับตัว ไสยศาสตร์จะค่อย กลายเป็ นพุทธศาสน์ ในชีวิตมนุษยเ์ รา ในลกั ษณะอย่างน้ี ทีน้ี ถา้ อยากจะให้กลบั เร็ว ๆ กลบั อย่างดี กลบั มีผลจริงจริงแลว้ ก็รีบศึกษาวิทยาศาสตร์ระบบใหญ่สูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ อานาปานสติน้ี 253จะบอกวา่ มีอำนิสงส์ บรรลุมรรคผล นิพพำน นี่ก็เป็นท่ีรู้กนั อยู่ไดย้ ินกนั อยู่ แต่มนั มีประโยชน์ แมว้ า่ จะอยใู่ นโลกน้ีอยา่ งสบายอยา่ งไม่ตอ้ งการไอน้ ิพพำนสูงสุด เหนือโลก จะอยตู่ ่อสูอ้ ยใู่ นโลกก็ได้ กไ็ ดผ้ ลดี จะอยเู่ หนือโลกเสียเลย มนั กไ็ ดอ้ านิสงส์ แลว้ ที่มนั ดีกว่าน้นั อีกก็คือว่าพระพุทธเจา้ ไดต้ รัสขอ้ ความท่ีน่าสนใจ ประทบั ใจ เป็ นใจความว่ากำรตรัสรู้ของ พระองค์น้นั มากมายเหมือนกับใบไม้ท้ังป่ ำ ท้งั ดง ท้งั โลกน่ะ คดิ ดูเท่าไรแต่ที่ฉนั เอามาสอนพวก เธอนี่ เท่ำกับใบไม้กำมือเดียว ใบไมก้ ามือเดียว มนั น้อยนะแต่มนั เขม้ ขน้ เหลือประมาณ มนั วิเศษเหลือประมาณ ใบไมก้ ามือดเดียว ถา้ ใหร้ ะบุ ถา้ เป็นใบไมก้ ามือเดียวแลว้ ไม่มีอะไรล่ะท่ี จะกำมือเดยี วเท่ำกบั อำนำปำนสติ โดยปริมาณ มนั เท่ากบั ใบไมก้ ามือเดียว แตเ่ ขม้ ขน้ เป็นเพชร เป็นพลอย “ธรรมะกามือเดียว” “ธรรมะกำมือเดียว”

ผล 202 มาก เรา 254ฉะน้นั ผมไม่ค่อยชอบละ ท่ีเขาต้งั ใหเ้ ป็น “ธรรมะโกษำจำรย์” เป็ นคลังธรรมะนี่ มนั มากนกั ตอ้ งการใบไม้ ผมต้องกำรกำมือเดียวเท่าน้นั แหละ นี่ธรรมะโกษาจารย์ มีคลงั มียงุ้ มีฉางของธรรมะ มนั มาก กามือเดียว เกินไปชื่อก่อน ก่อนยงั เขา้ ทีกว่าช่ือเด๋ียวน้ี เป็ นลกั ษณะใบไมก้ ามือเดียวอยู่มาก เรำต้องกำร แกป้ ัญหาได้ ใบไม้กำมือเดียวแก้ปัญหำได้หมด เขม้ ขน้ เป็ นเพชร มีค่าเหมือนกับเพชร แล้วก็ตดั ตดั กิเลส หมด ละ อา ท้งั หลาย แลว้ ก็ นนั่ ละ อำนำปำนสติ ใบไมก้ ามือเดียว สะดวกดี ไปไหนมาไหนได้ อยูก่ บั เน้ือ นาปานสติ กบั ตวั ใบไมท้ ้งั ป่ าไมไ่ หว เดี๋ยวน้ี เขาเรียนกันไม่มขี อบเขต มนั ก็เรียนกันท้ังป่ ำ แล้วก็ไม่รู้จะเอำ ใบไมก้ ามอื ไปทำอะไร ควำมรู้ท่วมหัว เอำตัวไม่รอด เรำไม่ต้องเรียนหมด แม้แต่พระไตรปิ ฏกก็เถอะ มนั เดียว สะดวก ยงั ไม่ใช่กามือ255 เลือกเอามาแต่กามือเดียวแทแ้ ท้ ก็คือระบบอำนำปำนสติ ประเสริฐเป็นของที่ ดี ไปไหนมา กะทดั รัดอยู่กบั เน้ือกบั ตวั ไดเ้ หมือนกระเป๋ าหิ้้วติดตวั ไม่เท่าภูเขาเลากาอะไร อานาปานสติใน ไหนได้ อยู่ แง่ของธรรมะ และในแง่พิเศษ อะไร ก็ยงั มีอีก อีก อีกมาก จะมีผลดี อย่างในอรรถกถาอธิบาย กบั เน้ือกบั ตวั ช้นั หลงั เช่น คัมภีร์วิสุทธิมรรคน้ี ก็เล่าเร่ืองวา่ ภิกษุผู้มีอำนำปำนสติชำนำญในกำรหำยใจจนรู้ เลือกเอามาแต่ ว่ำจะตำยจะดับจิต น่ีละ มนั ก็จิตดวงสุดทา้ ย ดว้ ยการหายใจคร้ังน้ี เขากาหนดได้ เพราะเขา กามือเดียวแท้ ศึกษามาเช่ียวชาญตลอดเวลา พระเถระผเู้ ชี่ยวชาญอานาปานสติน้ีก็จะตาย ดบั จิตในลกั ษณะท่ี แท้ ก็คือ ส่ังสอนที่ดีที่สุด หรือประกาศพระศาสนาให้ดีท่ีสุด ดว้ ยผลของอานาปานสติน้ี ก็ลงไปเดินท่ี ระบบอานา สนำมหญ้ำ เดินอย่ำงมีสติ ท่ีสอนให้เดิน แลว้ ก็ให้ลูกศิษยน์ ่ี รอหยุดอยู่ท่ีตรงจุดกลางสนาม ปานสติ หญา้ ท่านเดินไปสุดสนามหญา้ ฝ่ ายโนน้ กเ็ ดินกลบั ไปสุดสนามหญา้ ฝ่ ายน้ีเดิน พอมาถึงไอจ้ ุด ประเสริ ฐเป็ น กลางน้นั ท่ำนกำหนดไว้ พอดีกับกำรหำยใจคร้ังสุดท้ำย ท่ำนก็ดับจิต ตรงที่ยืนอยูก่ ลางสนาม ของที่ หญ้า ตรงจุดท่ีลูกศิษย์คอยรับประคองร่างไม่ให้ล้มลงไป พิเศษเท่าไรน่ี พิเศษของพิเศษ กะทดั รัดอยู่ นอกเหนือไปจากความจาเป็นก็ยงั ทาไดอ้ ยา่ งน้ี ทีน้ีผมกเ็ ดาเอาเอง ไม่ใช่เดาละ มีเหตผุ ลท่ีจะเดา กบั เน้ือกบั ตวั คาดคะเนเอาเองว่า ถ้ำมีอำนำปำนสติโดยแท้จริงแล้วจะบังคับได้แม้ในทำงวัตถุ คือตำยแล้วจะ มกี ารรู้วิธีการ ไม่เน่ำ ตายแลว้ จะไม่เน่า ขอให้ตำยลงไปด้วยอำนำปำนสติ ดับกำยสังขำร ดับวจีสังขำร ตอนท่ี หายใจ ทาอา ดับกายสังขาร ดับวจีสังขาร จริง ๆ เถอะ เชื่อว่าตายแลว้ กายไม่เน่า 256 อาจารยส์ วดของผม นาปานสติให้ อาจารยป์ ลดั ทุ่งนี่ขอออกชื่อหน่อย สรรเสริญพระคุณของท่าน อยู่ท่ีพุมเรียง ตายแลว้ เป็ น คล่องแคล่ว อาจารยส์ วดของผม ท่ำนก็มคี วำมรู้อย่ำงนี้ มีกำรรู้วธิ กี ำรหำยใจ หายใจแบบท่ีทา่ นศึกษาฝึ กฝน ชานาญที่สุด มา หายใจออกหมดหรือทานองน้ี ผมเป็นเด็กเกินไป จาไมค่ ่อยจะได้ แลว้ มนั รู้แต่วา่ ไอต้ ายแลว้ แลว้ พอจะตาย ไม่เน่า มนั ก็ปรากฏวา่ ร่างกายของท่านเป็นอย่างน้นั จริง ตายแลว้ ไม่เน่า อาจารยค์ นน้ี บงั คบั ได้ ตายดว้ ยอานา ดว้ ยวิธีการหายใจตามแบบของทา่ น จะเป็นอานาปานสติ แบบดบั กายสังขาร แบบดบั จิตสงั ขาร ปานสติ ใน หรือไม่ ผมกไ็ ม่ทราบหรอก เพราะผมไม่มีความรู้ ผมเป็นเด็กเด็ก เอาละ ขอคาด ขอวาด ขอคาด ข้นั ท่ีดบั กาย ความหวงั ไวก้ ่อนว่า ทำอำนำปำนสติให้คล่องแคล่ว ชำนำญท่ีสุด แล้วพอจะตำย ตำยด้วยอำนำ สังขาร ดบั จิต ปำนสติ ในข้นั ท่ีดบั กายสังขาร ดบั จิตสงั ขาร เชื่อวา่ จะไม่เน่า เอาละ พอกนั ที มนั จะเฟ้อแลว้ จะ สงั ขาร เฟ้อแลว้ พอกนั ที มนั จะออกไปนอกขอบเขตมากแลว้ ไก่ก็บอกแลว้ หมดเวลาแลว้ หมดเวลา แลว้ จึงตอ้ งยตุ ิการบรรยาย 1 ชวั่ โมงเตม็ 257 สรุปความว่าอำนำปำนสติ จะเป็ นท่ีพ่งึ สำรพดั นกึ อานาปานสติ ในทำงโลกในทำงธรรม ทุกอย่ำงทุกประการ ขวนขวายใหช้ านาญให้คล่องแคล่วใหช้ านาญ ให้ จะเป็ นท่ีพ่งึ เป็นคู่ คู่ คู่ชีวิต คู่มือ คู่ใจ คู่ชีวิตเถิด ไม่เสียหลาย เป็น “ธรรมะกามือเดียว” ที่พระพุทธเจา้ ทรง สารพดั นึก ในทางโลก ในทางธรรม ทุกอยา่ งทุก ประการ เป็น “ธรรมะกามือ เดียว”

203 ประทานไว้ ขอให้ทุกคนประสบควำมสำเร็จในกำรฝึ กอำนำปำนสติ ขอสรุปผลของอานาปาน สติดว้ ยการบรรยายเร่ืองอานาปานสติไวอ้ ยา่ งน้ี ในเวลาน้ี ขอยตุ ิการบรรยาย และขอปิ ดประชุม อบรม พระภกิ ษุในพรรษา อบรมจิตตภาวนา ปี 2531 (https://pagoda.or.th/buddhadasa/2531-4-5.html) ตารางท่ี 4.3.10 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “กำรปฏบิ ัตอิ ำนำปำนสตหิ มวดที่ 1 ภำคทฤษฎี” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระธรรมโกศำจำรย์ (พุทธทำสภิกขุ) จาแนกตามแนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั R10] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน R10-258อานาปานสติภาวนา สาหรับภิกษุนวกะท้งั หลายในวนั น้ี จะเริ่มดว้ ยการปฏิบตั ิอานา แนวคิด ปานสติหมวดที่ 1 เป็นตน้ ไป ขอ้ ความเก่ียวกบั เรื่องควรทราบก่อนการทาอนาปานสติน้นั ได้ บรรยายมาแลว้ 3 คร้ังวนั ก่อน ขอให้เอามาใชด้ ว้ ย วนั น้ีก็จะพูดถึงตวั อานาปานสติ ส่ิงแรก “อานาปานสติ” ทา ที่สุดท่ีจะตอ้ งทราบกค็ ือช่ือ ชื่อน้ี เรียกวา่ “อำนำปำนสติ” กำรทำสติในอำรมณ์อย่ำงใดอย่ำง สติในอารมณ์อยทู่ ุก คร้ังทห่ี ายใจเขา้ ออก หนึ่งอยู่ทุกคร้ังท่หี ำยใจเข้ำออก มีธรรมะหรืออำรมณ์อย่ำงใดอย่ำงหนงึ่ กำหนดอยู่ ทกุ คร้ังท่ี มธี รรมะหรืออารมณ์ หำยใจเข้ำออก การทาอย่างน้ี เป็ นเคล็ด เป็ นอุบำย เพื่อจะรู้จักส่ิงน้ัน เพ่ือจะเข้ำใจสิ่งน้ัน อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง เพื่อจะควบคมุ ส่ิงน้ันได้ดีที่สุด เอาอะไรมาทาอานาปานสติไดท้ ้งั น้นั ละ เรียกวา่ “อานาปาน กาหนดอยู่ ทุกคร้ังท่ี สติ”ไดท้ ้งั น้นั ละ ถา้ หากว่ากระทาอยู่ทุกคร้ังท่ีหำยใจเข้ำ-ออก คิดถึงบา้ น คิดถึงใครอยู่ ทุก หายใจเขา้ ออก การ ลมหายใจเขา้ -ออก ก็เป็นอานาปานสติ น่ีเป็นคากลาง ๆ อยา่ งน้ี 259ทีน้ีในหมวดแรกน้ี ทำอำ ทาอยา่ งน้ี เป็นเคลด็ นำปำนสติในลมหำยใจ จึงไดช้ ่ือวา่ กำยำนุปัสนำอำนำปำนสติ สติเป็นเครื่องตามเห็นซ่ึงกาย เป็นอบุ าย เพือ่ จะ “กำย” ในท่ีน้ี หมายถึงกำยเนื้อและกำยลม 260กายลมหายใจก็เรียกว่ากาย กำยเนื้อหนัง น่ีก็ รู้จกั สิ่งน้นั เพ่อื จะ เรียกว่า กาย แลว้ ก็เห็นท่ีกายน้ันเอง ไม่ตอ้ งไปเห็นที่อ่ืน จึงมีคาว่า “เห็นกำยในกำย” จึงมี เขา้ ใจสิ่งน้นั เพอื่ จะ กำรกำหนดลมหำยใจ ทุกคร้ังท่ีหำยใจออกเข้ำเป็ นอำรมณ์ ในขอ้ แรก แลว้ ต่อมำ กำหนด ควบคมุ ส่ิงน้นั ไดด้ ี ธรรมะอื่น ๆ อยู่ทุกคร้ังที่หำยใจออก-เข้ำ เราพดู กนั ติดปากวา่ เขา้ -ออก หรือออก-เขา้ แลว้ แต่ ท่สี ุด ใครจะชอบคาไหน การกระทาน้ี กระทาอย่างที่เรียกว่า ติดตำมเห็น “อนุปัสสนา” แปลว่า ติดตามเห็น ติดตำมเห็นด้วยสติ จึงเรียกว่ำ “สติปัฏฐำน” กาหนดสติต้งั ไว้ ซ่ึงสติ ก็เรียกว่า อานาปานสตใิ นลม สติปัฏฐำนหรือจะเป็ นอำรมณ์ของสติ ก็ไดเ้ หมือนกนั ท้งั หมดน้ีก็เรียกว่า “สมำธิภำวนำ” หายใจ ว่า กายานุปัส ภาวนา แปลว่า ทาสิ่งที่ควรกระทาให้มนั มีข้ึนมา เรียกว่า ภาวนา แปลว่า ทาให้เจริญ ทีน้ี นาอานาปานสติ สมาธิ “สมำธิ” น้ี หมายความวา่ ต้ังม่ัน แน่วแน่ มีจิตต้ังม่ัน แน่วแน่ อาศยั คาที่ใชก้ นั อยู่แต่ เป็ นเคร่ืองตามเห็น ก่อนตามอรรถกถา เป็นคาท่ีเหมาะที่สุด คือคาวา่ “เอกัคคตำจิต” มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ซ่ึงกาย “กาย” เอกคั คตาจิต คือ จิตที่รวมกำลังกันเป็ นหน่ึงเดียว เหมือนกบั แกว้ รวมแสงแดดจนลุกเป็นไฟ หมายถงึ กายเน้ือและ น้ัน มีพระนิพพำนเป็ นอำรมณ์ หมายความว่า มีควำมดับทุกข์เป็ นอำรมณ์ ในระยะยาว กายลม ขา้ งหน้าก็มีการบรรลุพระนิพพาน หวงั กนั อย่างน้นั แมป้ ัจจุบนั น้ี ชวั่ ขณะส้ันส้นั มีนิพพำน โดยอ้อมเป็ นอำรมณ์ เพราะวา่ สมาธิถึงข้นั ฌานน้นั นะ ก็เป็นนิพพานน้อย ๆ ชนิดหน่ึง โดย กายลมหายใจ เรียกว่ากาย กายเน้ือ หนงั เรียกว่า กาย แลว้ เห็นท่ีกาย จึงมี คาว่า “เห็นกายใน กาย” จึงมีการ กาหนดลมหายใจ ทกุ คร้งั ที่หายใจออก เขา้ เป็นอารมณ์ ใน ขอ้ แรก แลว้ ตอ่ มา กาหนดธรรมะอืน่ ๆ

อยทู่ กุ คร้งั ทห่ี ายใจ 204 ออก-เขา้ ปริยาย คาพดู วา่ “เอกคั คตำจิต มีพระนิพพำนเป็ นอำรมณ์” น้ี เป็นคาที่ไพเราะมาก ขอใหจ้ า หลกั กำร ไวด้ ว้ ย น้ีเรียกวา่ โดยช่ือ เรารู้จกั กนั อยา่ งน้ี 261ควำมหมำย อำนำปำนสติ ในข้นั กำยำนุปัสสนำฯ น้ีก็หมายความว่า ทำควำมรู้จักกับลม ความหมาย อานา หำยใจ รวมท้ังกำยเนื้อดว้ ย โดยธรรมชาติในทุกแง่ทุกมุมจะรู้จกั มนั ในแง่ไหนมุมไหนไดก้ ็ ปานสติ ในข้นั กา กาหนดรู้กนั ในคราวน้ี รู้จกั ลมหายใจอยา่ งดีที่สุดในทุกแง่ทุกมุม เดี๋ยวกจ็ ะไดพ้ ดู วา่ ทุกแง่ทุก ยานุปัสสนาฯ ทา มุมน้ันอย่างไร การกระทาน้ี เป็ นไปในลักษณะ จะขอเรียกว่า อย่ำงวิทยำศำสตร์ คือ ความรู้จกั กบั ลม ปรำศจำกไสยศำสตร์โดยสิ้นเชิง ขออย่าไดท้ าใจบา้ ๆ บอ ๆ ในลกั ษณะเป็ นของขลงั ของ หายใจ รวมท้งั ศกั ด์ิสิทธ์ิ พิเศษ ฤทธ์ิเดช อะไรอยา่ งน้นั อย่าไปคิด ในลักษณะวิทยำศำสตร์ หมายความวา่ กายเน้ือ ใน ทำลงไปให้ถูกต้องแล้วเกิดผลขึน้ มำตำมธรรมชำติ ตามกฎของธรรมชาติ ขอให้ถือว่าเป็ น ลกั ษณะ วทิ ยาศาสตร์ไมใ่ ช่เป็นไสยศาสตร์ น้ีเรียกวา่ โดยควำมหมำย ไมต่ อ้ งถือเป็นเรื่องลึกลบั และ วิทยาศาสตร์ ไม่ตอ้ งถือวา่ เป็นเพียงพิธีรีตรอง ตอ้ งเป็นกำรกระทำท่ีมีสติปัญญำ กระทำถูกต้อง มีเหตุผล เกิดขนึ้ ตำมกฎของธรรมชำติ วิธีกำร 262พูดถึงกำรเตรียมตวั เตรียมร่ำงกำยเหมาะสม คอื มีความสบายดีทางกาย น้ี โดยเฉพาะ จมูก เตรียมพร้อม เพ่ือหายใจสะดวก จะมีการลา้ งจมูกโดยวิธีใดก็สุดแท้ สูดน้าเขา้ ไป แลว้ ส่ัง การเตรียมตวั ออกมาหลายหลายหน เช่นน้นั จมูกก็พร้อม ท่ีจะหายใจสะดวก อยากจะพูดว่า แมย้ าดมก็ เตรียมร่างกาย ช่วยไดบ้ า้ ง คือ ความมีการหายใจคล่อง ทีน้ี สถำนท่ีกท็ ่ี ท่ที ำได้ เรำไม่บ้ำ ๆ บอ ๆ ยึดถืออย่ำง เหมาะสม ความมี คนโง่ ตอ้ งอย่างน้นั ตอ้ งอยา่ งน้ี ตอ้ งอย่างโน้น ตอ้ งเงียบกริบ อย่างน้ีไม่ คือพร้อมเหมำะสม การหายใจคลอ่ ง เท่ำที่จะทำได้ก็แล้วกัน สิ่งแวดลอ้ มก็ไม่รบกวน ก็พอสมควร 263ขอสรุปว่า จะทำได้ทุก สถานที่กท็ ี่ ท่ีทา สถำนที่ ทุกทุกสถานที่ เพราะเม่ือใจมันกำหนดที่อะไรแล้ว มันก็ไม่กำหนดสิ่งอื่นเลย จึงขอ ได้ พร้อม แนะวา่ ทาไดแ้ มใ้ นขณะท่ีนงั่ อยบู่ นรถไฟวิ่งไป กึง กึง กึง กึง กึงกึง สามารถจะทาได้ ถา้ เป็น เหมาะสมเท่าที่ นักเลงแทจ้ ริงก็ทาไดถ้ ึงที่สุดเหมือนกนั ละ คือไม่กำหนดสิ่งอ่ืน ไม่ฟังสิ่งอื่น ไม่รู้สึกต่อส่ิง จะทาได้ อ่ืน กำหนดแต่สิ่งนีส้ ิ่งเดียวจนลืมสิ่งอื่น เหลืออยู่แต่ท่ีลมหำยใจ แลว้ ก็จะขอใชค้ าอยา่ งหน่ึง จะทาไดท้ กุ วา่ คาคาหน่ึงวา่ “อย่ำเคร่งเครียด อย่ำเคร่งเครียด” อย่าหมายมน่ั ป้ันมือ เคร่งเครียด แต่ก็ไม่ สถานที่ ทุกทกุ หละหลวม คอื พอดี พอดี จะใชค้ าพูดสาหรับจางา่ ย ๆ สักคาหน่ึงวา่ “นงั่ เป่ านกหวีดฟังเล่น” สถานที่ เพราะ ลมหายใจน้นั เมื่อมีการกระทาที่ถกู ตอ้ งแลว้ มนั จะมีเสียงบา้ งเป็นธรรมดา โยคีในช้ันสมบูรณ์ เม่อื ใจมนั กาหนด แบบจะหำยใจเหมือนกับเสียงนกหวีดได้ ดัง ว๊ี วี๊ ได้ เพราะความชานาญเพราะความ ท่ีอะไรแลว้ มนั ก็ เหมาะสม เพราะความสะดวก เขาก็มีอาการเหมือนกับว่า นั่งเป่ านกหวีด นี่คือว่ามันไม่ ไม่กาหนดส่ิงอนื่ จริงจงั ไม่เครียด ถา้ เครียดแลว้ มนั มนั ยากที่จะสงบ รางบั ฉะน้นั ถา้ ทาเหมือนกบั วา่ นง่ั เป่ า เลย อยา่ นกหวีด ฟังเล่นนัน่ ละ มนั ก็จะง่าย คือมนั จะพอดี เหล่าน้ี เป็ นการเตรียมตวั 264พูดถึงคาว่า เคร่งเครียด ศึกษำ หรือ กำหนด อัสสะสิ สามีติ สิกขะติ สิกขะติ แปลวา่ ศึกษำ ศึกษาน้ี ก็คือ กำรดู หรือ ศกึ ษา หรือ กำหนดในภำยในของตนเอง ดว้ ยตนเอง “สะ” แปลว่า เอง แปลว่า ภายในก็ได้ “สิกขะ” กาหนด การดู แปลว่า ดู ว่าเห็น ว่ารู้ ว่ากาหนด “ศึกษา” นี่ กำหนดในภำยในด้วยตนเอง ของตนเอง ที่ กาหนดในภายใน กำหนดก็มีจิต จดลงไปท่ีนั่น จดจ่อลงไปท่ีนน่ั ก็เรียกว่า “กำหนด” พร้อมกนั น้นั 265ก็ ศึกษำ ของตนเอง ท่ี กาหนดกม็ จี ิต จด ลงไปท่ีนนั่ เรียกว่า “กาหนด” ศึกษาคอื ทา ความรู้กบั สิ่งน้นั

อยา่ งสมบูรณ์ ช้นั 205 แรกกาหนดให้ รู้จกั ส่ิงที่เรียกว่ คือทำควำมรู้กับส่ิงน้ันอย่ำงสมบูรณ์ ในช้นั แรกก็จะกำหนดให้รู้จักสิ่งท่ีเรียกว่ ำลมหำยใจ าลมหายใจ กาหนดศึกษาให้รู้จกั ว่า “ลมหำยใจ” น้ัน คืออะไร ที่จริงคนก็รู้จกั กันอยู่แลว้ ละ แต่ขอให้ กาหนดศึกษาให้ กาหนดใหแ้ น่ชดั ลมหายใจน้ีตามธรรมดาเป็นอย่างไร หรือ เมื่อเรากาหนด บีบบงั คบั เขา้ น้ี รู้จกั ว่า “ลม มนั จะเป็ นอย่างไร ควรกระทาท้งั 2 อย่าง แต่ทีน้ี การที่จะรู้ว่า ตามธรรมดา พอดี พอดีเป็น หายใจ” คอื อะไร อยา่ งไรน้นั มนั ไม่ค่อยจะแน่ เพราะบางคราวมีอารมณ์คา้ งอะไรอ่ืนเหลืออยู่ การหายใจใน ขณะน้นั ไม่ใช่ธรรมดาเพื่อการทดสอบให้รู้กนั ถึงที่สุดวา่ ธรรมดาเป็นอยา่ งไร ก็ลองบงั คบั ว่าลมหายใจส้ัน ให้มนั มีการหายใจอยา่ งสุดเหว่ียงหรือสุดโต่ง หำยใจเข้ำอย่ำงสุดเหว่ียง หรือสุดโต่ง หำยใจ และหยาบ ออกอย่ำงสุดเหว่ยี ง หรือสุดโต่ง จะยำวอย่ำงไร เท่ำไร ก็รู้ หำยใจเข้ำอย่ำงสุดเหว่ยี งน้ี ใหม้ นั กาหนดรู้วา่ เมือ่ มี พองขา้ งบน แฟ่ บขา้ งล่าง หายใจออกสุดเหว่ียงน้ีอ่ะ มนั แฟ่ บขา้ งบน มนั พองขา้ งล่าง ถา้ การหายใจยาว อยา่ งน้ีแลว้ ก็เรียกว่าสุดโต่ง แลว้ หำยใจสุดโต่งดู ด้วยกำรบังคับ แล้วจึงปล่อยไปตำมสบำย มนั มผี ลมีอิทธิพล นี่ก็จะรู้ว่า หายใจตามธรรมดาน้ันเป็ นอย่างไร นี่เรียก ศึกษา มนั ให้รู้ว่า ตำมธรรมดำเป็ น ต่อร่างกายหรือ อย่ำงไร ท่ีผิดธรรมดำน้ันเป็ นอย่ำงไร กระทง่ั กาหนดดูว่า เม่ืออำรมณ์สบำย ลมหำยใจเป็ น ต่อระบบ อย่ำงไร เมื่ออำรมณ์ร้ำย อำรมณ์หงดุ หงิด ลมหำยใจเป็ นอย่ำงไร ก็พอจะรู้ไดว้ า่ 266ถา้ ร่างกาย ประสาทอย่างไร สบายดี ลมหายใจยาว ละเอียด ถา้ อารมณ์ไม่ปกติ หงุดหงิดก็พอจะรู้ว่าลมหำยใจมนั ส้ันและ หยำบ อย่างน้ีเป็นตน้ กาหนดรู้ว่าเมื่อมีกำรหำยใจยำวนะ มนั มีผลมีอิทธิพล ต่อร่ำงกำยหรือ รู้จกั ธรรมชาติ ต่อระบบประสำทอย่ำงไร ขอ้ น้ีไม่มากเกินไปแลว้ ก็เป็นวิทยาศาสตร์ดว้ ย เม่ือเรามีลมหายใจ ของลมหายใจ อย่างยาวน้ัน มนั มีฤทธ์ิมนั มีผลต่อเนื้อหนังร่ำงกำยน้ีอย่างไร ทีน้ีโดยเฉพาะอย่างย่ิง ต่อ กาหนดให้รู้ใหด้ ี ระบบประสำทน้ีอย่างไร และรู้ว่าเม่ือมีลมหายใจส้ันน่ี มนั จะมีผล หรือมีอิทธิผลต่อระบบ ที่สุด เป็นการ ร่างกายอยา่ งไร ตอ่ ระบบประสาทอยา่ งไร ขอ้ น้ีไมต่ อ้ งมีใครสอนหรอกไปทำเอำเอง กำหนด หมนุ เวยี น เอำเอง เด๋ียวก็รู้ละ เพียงแต่ให้ รู้จักสังเกตเท่าน้นั 267ทีน้ีก็จะรู้จกั ธรรมชำติของลมหำยใจว่า อยา่ งไร แลว้ มี เป็นอย่างไร ก็รู้แต่ถา้ ไม่หำยใจมนั ก็คือตำย มนั มีอาการอย่างไร มีอาการเขา้ ออก เขา้ ออก น้ี อิทธิพล เป็นผมู้ ี มนั เป็นธรรมดาอย่างหน่ึง คือมนั จะออกอยา่ งเดียวไม่ได้ มนั จะเขา้ อย่างเดียวไม่ได้ มนั ต้อง อานาจพอท่ีจะใช้ วนเวียน ตอ้ งวนเวียน เขา้ ไป ก็ออกมา ออกมา ก็เขา้ ไป นี่ กำหนดให้รู้ให้ดีท่ีสุด เป็ นการ ลมหายใจไล่ หมนุ เวียนอย่ำงไร แลว้ มนั มอี ิทธพิ ล อิทธิพล มีผลแก่อะไรบา้ ง มีผลแก่จิต มีผลแก่ร่างกาย มี อารมณ์ร้าย ผลแก่อารมณ์ร้าย มีอิทธิพลในการที่จะขบั ไล่อารมณ์ร้ายออกไป เรียกร้องอารมณ์ดีเขา้ มา ออกไปเรียก พูดให้ง่ายหน่อยก็ว่า ไล่ความทุกข์ท่ีขุ่นข้องอยู่ในใจออกไป เรียกร้องมาซ่ึง ความสงบ อารมณ์ดี ความสุขใจ เยน็ ใจน้ี เดี๋ยวน้ีเป็ นผู้มีอำนำจพอที่จะใช้ลมหำยใจไล่อำรมณ์ร้ำยออกไปเรียก อำรมณ์ดี เขา้ มาน่ีเก่งมากนะ เหมือนกบั พระเจา้ นะ หายใจทีเดียวอารมณ์ร้ายออกไปหมด เร่ิมบงั คบั ลม หายใจทีเดียว อารมณ์ดีเขา้ มา หมายความว่า เมื่อฝึ กได้ดีแล้ว มันจะเป็ นอย่ำงน้ัน กาหนด ปฏิกิริยาอะไร ศึกษา ส่ิงเหล่าน้ี หรือเป็นหัวขอ้ สาหรับศึกษา อย่างน้ี ทีน้ีถา้ มนั เผอิญมนั มีอะไรประหลาด ออกมา ใชค้ าวา่ ประหลาดเกิดข้ึนในความรู้สึก ขอ้ น้ีเป็นธรรมดา ตามธรรมชาติ เพราะวา่ จิตธรรมดามนั ไม่ “ไมร่ ู้ ไมช่ ้ี ไม่รู้ ถูกบงั คบั นี่ มนั อิสระเสรีนี่ จิตตามธรรมดาน่ี ทีน้ี พอจบั ตวั มาฝึ ก มาบงั คบั มนั ก็ต่อสู้ มนั ก็ ไม่ช้ี ทาต่อไป ทา ต่อสู้ มนั ก็เกิดความปั่นป่ วนในระบบประสาทบา้ ง อาจจะรู้สึกอย่างน้ันอยา่ งน้ี อำจจะรู้สึก ต่อไป” หมวดท่ี 1 กายา นุปัสสนาฯ 4 ข้นั ข้นั 1) บงั คบั ลม หายใจยาว ไม่ใช่ บงั คบั ใชค้ าผิด แลว้ กาหนดลม หายใจยาว ข้นั 2) กาหนดลม หายใจส้ัน ข้นั 3)

กาหนดความที่ 206 ลมหายใจ คือกาย ลม กบั ร่างกาย ประหลำด ประหลาดนะ บางทีมนั จะรู้สึกเหมือนไม่หำยใจเลยก็มี บางทีมนั จะเห็นนนั่ เห็นน่ี หรือกายเน้ือน้ี มี ถ้าเป็ นคนขวญั อ่อน มันก็จะกลัวบ้าง อะไรบ้าง หรือมนั อาจจะเห็นอะไรแปลกแปลก ความสมั พนั ธ์กนั ประหลาด ตามอุปาทาน ท่ีมีอยู่ก่อนน้นั มนั ก็เห็นอะไรได้ มีคนมาถามเร่ืองน้ีมากมายเลย จึงเกิดมกี ายเป็น บอกไมเ่ ป็นไร อยา่ ไปสนใจมนั กบั มนั อยา่ ไปสนใจมนั ช้นั ไม่ต้องกำร บอกวา่ อยา่ งน้นั ถา้ มี 2 กาย กายลม อารมณ์อะไรประหลาด ประหลาดเกิดข้ึนในความรู้สึก กบ็ อกวา่ ฉนั ไมต่ อ้ งการ ก็ตดั บทเสีย กายเน้ือ เรียกว่า ว่า มันเเป็ นเพียงควำมรู้สึกกำรต่อสู้ของจิตตำมธรรมชำติเม่ือไปบังคับมนั เขา้ ยกตวั อยา่ ง กายท้งั ปวง ข้นั เช่นวา่ สัตวน์ ่ี ปลอ่ ยไวต้ ามปกติ มนั กไ็ มม่ ีอะไรแปลก น่าดู ทีน้ี พอไปบงั คบั มนั เขา้ มนั ก็จะ 4) กาหนดความ ตอ่ สู้ สุนขั กด็ ี แมวกด็ ี อะไรก็ดี เอามาลองดู พอไปบงั คบั มนั เขา้ ไปลา่ ม ไปผกู มนั เขา้ มนั ก็มี ที่กายลมระงบั การต่อสู้ กำรต่อสู้ของจิต เมื่อถูกบังคับนนั่ ละ คือสิ่งแปลกประหลาดที่จะเกิดข้นึ 268ในขณะ แลว้ กายเน้ือก็ ท่ีเราเร่ิมบงั คบั ลม บางทีคนน้นั มนั กป็ ระสาทไม่คอ่ ยจะดีอยแู่ ลว้ พอมาเริ่มตน้ กาหนดลม ก็มี ระงบั ปฏิกิริยำอะไรออกมา ก็แปลกประหลาด บางคนก็กลวั บางคนก็เลิกเลย อย่าไปเขา้ ใจอย่าง น้ันและส่ิงพิเศษน้ี มนั ก็มีแปลก แปลก แตกต่ำงกัน ตำมลักษณะของบุคคล ไม่เหมือนกัน ลมหายใจเป็ น หรอก มนั ก็ไม่ตอ้ ง ไม่ตอ้ งสนใจเลย ใชค้ าว่า “ไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่รู้ ไม่ชี้ ทำต่อไป ทำต่อไป” มนั อยา่ งไร มผี ลต่อ รบกวนนกั ก็ไปลุกข้ึนเดิน ลุกข้ึน ดดั ตวั ลุกข้ึนทาอะไรเสียใหม่ มานงั่ ลง ทาใหม่ ในจิตมุ่ง ระบบประสาท แต่ความสงบอย่างเดียว อย่าไปมุ่งจะเห็นน่ันเห็นนี่ อะไรพิเศษ อย่าไปมุ่งอย่างน้ัน มุ่งแต่ และต่อระบบ ความสงบอย่างเดียว เหมือนกบั คากล่าวทีแรกที่วา่ เอกัคคตำจิต มีพระนิพพำนเป็ นอำรมณ์ ร่างกายสมั พนั ธ์ เอกคั คตาจิตมุ่งต่อความสงบเป็นอารมณ์ ถา้ มนั ผิดปกติมากเกินไป มนั ก็หมายความว่า ตอ้ ง กนั อยกู่ ารทาให้ ไปหาหมอน่ะ คือไปถาม ปรึกษาอาจารยก์ ็ได้ น่ีหมายความว่ามนั ผิดปกติจนมากเกินไปนะ ระงบั เป็นเทคนิค แสดงวา่ คนน้นั มนั ไม่ปกติโดยอยา่ งอ่ืนดว้ ย น่ีคือขอ้ ท่ีวา่ ถา้ อะไรผิดปกติเกิดข้นึ จะแกไ้ ขมนั ที่ธรรมชาติ อย่างไร 269ทีน้ี ก็มาถึงตวั การฝึ ก ระบบการฝึ ก บทเรียน หรือบท Exercise หมวดที่ 1 กายา กาหนดไว้ นุปัสสนาฯ แบ่งเป็น 4 ข้นั นี่ ศึกษาคู่มือหลกั เกณฑ์ รู้ล่วงหนา้ แลว้ วา่ แบ่งเป็น 4 ข้นั ข้นั ท่ี 1 บงั คบั ลมหายใจยาว ไม่ใช่บงั คบั ใช้คาผิดแลว้ กำหนดลมหำยใจยำว ข้นั ท่ี 2 กำหนดลม “เทคนิค” หำยใจส้ัน ข้นั ท่ี 3 กำหนดควำมท่ีลมหำยใจ คือกายลมน่ะ กับร่างกาย หรือกายเน้ือน้ี มี กาหนดไว้ ส้ัน ๆ ความสัมพนั ธก์ นั จึงเกิดมีกายเป็น 2 กาย กำยลม กำยเนื้อ เรียกวา่ กายท้งั ปวง ข้นั ท่ี 4 กำหนด จาง่าย มีวิธีว่งิ ควำมที่กำยลมระงับ แล้วกำยเนื้อก็ระงับ ส้ัน ส้ันว่า บทเรียนที่ 1 ลม กำหนดลมหำยใจยำว ตามลมไป สตินะ ศึกษามนั บทเรียนท่ี 2 กาหนดลมหายใจส้ัน ศึกษามนั บทเรียนท่ี 3 กำหนดควำมท่ีมีกำย 2 วิ่งตามลมไป กำยสัมพันธ์กันอยู่ ศึกษำมัน ข้นั ที่ 4 กำหนดกำรที่มันระงับลง ระงับลง ระงับลง ด้วยกำร แลว้ หยดุ วงิ่ ตาม อย่ำงไร ก็ศึกษำมัน ศึกษามนั 270ตามปกติ ลมหำยใจยำว ละเอียดเป็ นธรรมดำ และกิน เฝ้าดอู ยทู่ ี่จุดใด เวลำนำน เมื่อเรำกำหนดรู้ หยำบ ละอยี ด รู้เบำ รู้หนัก แล้วมนั กร็ ู้ได้เอง ว่ำลมหำยใจยำวนี่ มี จุดหน่ึง น่ีเรียกว่า ความยาว มีความละเอียด มีความเบา ลมหายใจส้ันน้นั น่ะ มนั ก็มีท้งั หยาบ ท้งั ละเอียด ท้งั เบา “เฝ้าดู”สร้างมโน ท้งั หนกั แต่ส่วนมาก มนั หยาบและหนกั เป็นธรรมดา ลมหมายใจส้ัน ศึกษามนั ทีน้ีเมื่อลม ภาพข้นึ มา “ว่ิง หำยใจเป็ นอย่ำงไร มีผลต่อระบบประสำท และต่อระบบร่ำงกำยน้ี มนั ก็สมั พนั ธ์กนั อยู่ถา้ ไม่ ตาม เฝ้าดู สร้าง สังเกตใหด้ ีโดยละเอียดแลว้ จะไม่รู้สึก ถา้ ทากนั อย่างโง่เขลา มนั ก็จะไม่รู้สึก ถา้ ทากนั อยา่ ง มโนภาพ บงั คบั กนั อยา่ งผูส้ ังเกต ละเอียดลออ มนั ก็จะรู้สึกว่ำ โอ้ มันไปตำมกัน มันไปด้วยกัน มันสัมพันธ์ มโนภาพ” “วง่ิ ตาม” มกี าร หายใจเขา้ -ออก เขา้ -ออก สิ่งท่ีจะ วิง่ ตามคือ “สติ” คอื การกาหนด ตามว่งิ ตาม.ติด เร่ือยไป หายใจ เขา้ ก็วิง่ ตามเขา้

ไป หายใจออก ก็ 207 วิ่งตามออกมา ขา้ งนอกก็ที่จงอย กัน ทีน้ี ก็มาถึงกำรทำให้ระงับ การทาให้ระงบั เป็ นเทคนิค หรืออะไรที่เรียกกันเด๋ียวน้ีว่า จมกู ที่ลมกระทบ เทคนิค ละ มนั มีกำรจำกัด รัดกุม มคี วำมถกู ต้อง ที่จากดั ตอ้ งถูกตอ้ งตามน้นั มนั จึงจะไดผ้ ล ขา้ งในก็ ตามน้นั มนั เป็ นเทคนิคที่ธรรมชำติกำหนดไว้ ไม่ใช่มนุษยก์ าหนดนะ มนั เด็ดขาดมากที่ว่า ความรู้สึกท่ีทอ้ ง ธรรมชาติมนั กาหนดไว้ จะเรียกเป็ นภาษาไทย ไทย ๆ เราง่าย ๆ ก็ได้ว่า เคล็ด ไอ้คาว่า ท่ีสะดือ “เคล็ด” นน่ั ละ คือคาวา่ เทคนิค คือจะรู้จกั อะไรก็แลว้ แต่เถอะ จะใชค้ าน้นั รู้จักกำพืด รู้จัก ธรรมชำติ รู้จกั อะไรของมนั วา่ มนั เป็นอยา่ งไร จะตอ้ งทากบั มนั อยา่ งไร โดยเฉพาะเจาะจงก็ กาหนดอยทู่ ่ีลม เป็ นเคล็ดแห่งกำรบังคับ ควบคุมลมหำยใจ น่ี 271คือส่ิงที่เรียกว่า “เทคนิค” ทีน้ี กำหนดไว้ หายใจ นี่เรียกว่า ส้ัน ๆ จาง่าย มีวิธีว่ิงตามลมไป สตินะ วิ่งตำมลมไป แล้วก็หยุดว่ิงตำม เฝ้ำดูอยู่ท่ีจุดใดจุด มนั จะตอ่ สูแ้ ลว้ หนึ่ง น่ีเรียกว่า “เฝ้ำดู” เสร็จแลว้ ที่จุดน้นั นะ สร้ำงมโนภำพข้ึนมา หรือมนั จะปรากฎข้ึนเอง จิตมนั จะไม่ยอม โดยความนอ้ มนึกเพียงเล็กนอ้ ย ก็เรียกวา่ สร้างมโนภาพข้นึ มา ที่จุดน้นั ทีน้ีก็บงั คบั มโนภำพ มนั ด้ือดึง มนั จะ น้นั ให้เปลยี่ นแปลงไปได้ตำมท่ตี ้องกำร 4 คานะ ว่งิ ตำม เฝ้ำดู สร้ำงมโนภำพ บงั คบั มโนภำพ ตอ่ สู้ มนั จะเกิด เอา้ 272พูดถึงคาว่า “ว่ิงตำม” มีการหายใจเขา้ -ออก เขา้ -ออก สิ่งที่จะว่ิงตามน่ะคือสิ่งที่ ความป่ันป่ วน เรียกว่า “สติ” คือกำรกำหนดตำม ติดหางเร่ือย นี่เพราะมนั เป็นการ ข้นั แรก คือ ลงมือทา ทา ทางระบบ อยา่ งอื่นไมไ่ ดห้ รอก ทาไม่เป็นหรอก ข้นั แรกก็ วิ่งตำม.ติดเร่ือยไป หำยใจเข้ำ ก็ว่งิ ตำมเข้ำไป ประสาท หำยใจออก ก็ว่ิงตำมออกมำ สมมตินะอีกจุด ต้งั ตน้ เอ่อ ขา้ งนอกก็ที่จงอยจมูก ท่ีลมกระทบ ขา้ งในก็ควำมรู้สึกที่ท้อง ท่ีสะดือ เป็นสมมติว่า ให้ลมหำยใจไปหยุดที่สะดือ น้นั ไม่ใช่ควำม เปลี่ยนเป็ นเฝ้าดู จริงหรอก ควำมจริงมนั อยู่ที่ปอด เดี๋ยวน้ี ควำมรู้สึกท่ีเรำจะมำกำหนดในกำรฝึ กฝนน้ี ต้งั ต้น ไอ้ ว่งิ ตาม ก็จะ ท่ีปลำยจมูก ด้ำนนอก แล้วด้ำนในก็ท่สี ะดือ ว่ิงจากปลายจมูกเขา้ ไปสุดท่ีสะดือ วง่ิ จากสะดือ เปลี่ยนเป็ นเฝ้าดู ไปสุดท่ีปลายจมูก ที่ปลายจมูกน้ันลมกระทบที่ตรงไหนก็เอาท่ีตรงน้ันละ ถ้าตามปกติก็ จดุ ที่เหมาะสมท่ี กระทบที่ปลายจงอยจมูกสุดขา้ งในนี่ แต่ถา้ เป็นคนนิโกร จมุกมนั เชิดข้ึนขา้ งบนน่ี มนั ก็คง จงอยจมูก จดุ จะออกมากระทบที่ริมฝี ปาก..ขา้ งบน เอาแห่งหน่ึงก็แลว้ กนั ไม่ตอ้ งถามใครอ่ะ มนั กระทบ ดา้ นนอก กาหนด สุดทา้ ยท่ีตรงไหน ก็เอาท่ีตรงน้นั ละ น่ี ว่งิ ตาม วิง่ ตำม น่ีเป็นกำรเร่ิมบังคับจิตแล้ว ก่อนน้ีจิต เรียกวา่ “เฝ้าดู” มนั ไปไหนตามชอบใจของมนั เหมือนกบั ลงิ กระโดดโลดเต้น ไปทวั่ ป่ ำ เอา้ 273เด๋ียวน้ีมาใหด้ ู เฝ้าดดู ว้ ยสติ เป็น กำหนดอยู่ที่ลมหำยใจ นี่เรียกว่า มนั จะต่อสู้แลว้ จิตมันจะไม่ยอม มันดื้อดึง มันจะต่อสู้ มัน เรื่องทางจิต จะเกิดควำมป่ันป่ วนทำงระบบประสำท เห็นอะไรแปลกแปลก จะบอกไดว้ ่า อยา่ ไปสนใจ กับมนั กำหนด ว่ิงตำม ว่ิงตำม ไม่ขำดตอน ไม่ขำดตอน ในช้ันแรกอย่าประมาท ต้องทา ถา้ มีความสงบ อยา่ งไม่ขาดตอน เปรียบเหมือนกบั วา่ พี่เล้ียงระวงั เด็กเล็กเล็ก ท่ีจบั ใส่เปลให้นอน เมื่อเปล ระงบั มาก มนั แกว่งไปแกวง่ มาอยูอ่ ยา่ งน้ี พี่เล้ียงก็ตอ้ งส่ายตา ไม่ขาดตอน แกว่งไปแกวง่ มา เพราะเด็ก พอสมควร มนั ยงั ไม่หลบั มนั จะพลดั ตกลงมาเม่ือไรก็ได้ ฉะน้นั เราจึงกาหนดท้งั เขา้ ตลอดสาย ออก สามารถจะสร้าง ตลอดสาย เขา้ ตลอดสาย ออกตลอดสาย ซ่ึงพี่เล้ียง ควบคุมเด็ก จะตอ้ งทาอย่างน้นั ต่อเมื่อ มโนมภาพข้นึ ได้ เด็กมนั มนั มนั ง่วงแลว้ มนั นอนแลว้ มนั จะไม่ลงจากเปลแลว้ น่ี จึงค่อยเปลี่ยนใหม้ นั ง่ายเขา้ ท่ีจดุ น้นั นอ้ มจิต มาหน่อยวา่ ไม่ตอ้ ง ไม่ตอ้ ง แกวง่ ไปแกวง่ มา กาหนดเฉพาะเมื่อเปลมนั มาถึงตรงหน้าเราก็ ไปเพ่อื แลว้ กนั 274กาหนดท่ีเดียวก็แลว้ กนั นี่มนั จะเปล่ียนเป็นเฝ้ำดู ไอ้ วิ่งตำม ก็จะเปล่ยี นเป็ นเฝ้ำดู เปลี่ยนแปลงมโน ภาพบงั คบั จิตก็ ได้ บงั คบั ความรู้สึกกไ็ ด้ กาหนดแน่วแน่ อยทู่ ี่มโนภาพ ความเป็ นสมาธิ มนั จะถงึ ท่ีสุด ใกลค้ วามเป็น ฌานเขา้ ไปแลว้

เรียกว่า “อปุ จาร 208 สมาธิ” จุดที่เหมำะสม เมื่อเปลมนั อยู่ตรงหนา้ ก็ดูแต่ตรงน้นั มนั ออกไปก็ช่าง เดี๋ยวน้ีก็ดูที่เหมาะท่ี “องคฌ์ าน” สม เหมาะสมท่ีสุดก็ที่ จงอยจมกู น่ะ จดุ ด้ำนนอก กำหนด เออ่ เฝ้ำดอู ยู่ทีต่ รงน้ัน เหมือนกับ กาหนดองคฌ์ าน คนเฝ้ำประตู มนั จะเขา้ ไปไหน มนั จะออกไปไหน ไม่ตอ้ งรู้อ่ะ เฝ้าท่ีประตูก็แลว้ กนั อย่างน้ี กาหนดอยทู่ ่ี เรียกวา่ “เฝ้ำดู” เฝ้ำดูด้วยสติ เป็ นเร่ืองทำงจิต ทำงวญิ ญำณ ไมใ่ ช่เฝ้าประตูอยา่ งคนเฝ้าประตู อารมณ์ อารมณ์ ดว้ ยทางวตั ถุ ร่างกาย แต่วา่ เปรียบเทียบกนั ได้ มนั เฝ้าในลกั ษณะอยา่ งน้นั น่ะ คอื มนั เฝ้าดูอยทู่ ี่ คือมโนภาพที่ จุดน้นั โดยธรรมชาติ มนั ก็จะเกิดการกาหนดรุนแรงรุนแรงรุนแรง ข้ึนที่ตรงน้นั เข้มข้นข้ึน เลอื กสรรดีแลว้ ท่ีตรงน้นั จนสามารถจะทำควำมรู้สึกเป็ นพเิ ศษออกมา หรือวา่ เราจะตอ้ งการประกอบเขา้ มา จิตเป็นเอกคั คตา ด้วย มันก็จะยิ่งง่ายที่มันจะเกิดมโนภาพอะไรข้ึนที่จุดน้ัน275 ถ้ามีควำมสงบระงับมำก มีอารมณ์อนั เดียว พอสมควร สามารถจะสร้างมโนมภาพข้ึนไดท้ ่ีจุดน้นั มโนภำพน้ันจะเป็ นภาพอะไรก็ได้ ตามความเหมาะสมของระบบร่ำงกำย ระบบประสำทของบคุ คลน้นั จะเห็นเป็นดวงขาวก็ได้ กาหนดอารมณ์ หรือจะเห็น เป็นเหมือนกบั เพชร แววแวว ๆ หยดน้าคา้ ง กลางแสงแดด เหมือนใยแมงมุม อยรู่ ู้สึกทกุ คร้ังท่ี ทอแสงอยกู่ ลางแสงแดด อยา่ งน้ีก็ได้ มนั ไม่แน่ มนั เห็นอะไรเหมาะสม ก็ถือเอา น่ีก็เรียกวา่ หายใจเขา้ ออก สร้ำงมโนภำพข้ึนมาไดส้ าเร็จท่ีจุดน้นั แน่ นิ่ง แน่ว นิ่ง น่ิง แน่ นี่ก็ “เก่งมากพอแล้วนะ แต่ วจิ ารณ์ รู้สึกต่อ อย่าอวดดี” วิ่งตาม ก็ไม่ใช่น้อยนะไม่ใช่ ไม่ใช่ง่ายนะ บางคนทาไม่ไดน้ ะ น้ี เฝ้าดูอยทู่ ี่ตรง อารมณ์อยู่ ทุก น้นั จุดน้นั ก็ยงิ่ ทายากกวา่ ทีน้ี สร้ำงมโนภำพข้ึนมา มนั กย็ ง่ิ ยากกวา่ นะ ทีน้ี ที่ยากไปกวา่ น้นั คร้ังหายใจเขา้ - อีก ก็คือน้อมจิตไปเพ่ือเปลี่ยนแปลงมโนภำพน้ัน ภาพท่ีเห็นน้ันให้มนั เปลี่ยนแปลงตาม ออก ปี ติทกุ คร้ัง ความน้อมนึกได้ ให้มนั เปลี่ยนขนาด ใหญ่-เลก็ ได้ ให้มนั เปล่ียนสีต่างต่างได้ ใหม้ นั เปลี่ยน หายใจเขา้ ออก อิริยำบถ คือ มนั เคล่ือนออกไปก็ได้ ให้มนั มาก็ได้ ให้มนั ลอยไปมาก็ได้ นี่เรียกว่ามันถึง สุขทุกคร้ังหายใจ ขนาดที่บงั คบั ไดม้ าก บงั คบั ไดเ้ ต็มท่ี จะเรียกว่าบังคับจิตก็ได้ บงั คบั ความรู้สึกก็ได้ บงั คบั เขา้ ออก อะไรก็แลว้ แต่เถอะ แมแ้ ต่ระบบประสาท มนั ก็ถูกบงั คบั มนั สามารถจะบงั คบั ภาพที่เห็น เอกคั คตาทกุ คร้ัง โดย มโนภำพ Imagination ได้ นี่เรียกว่า 4 บท 4 บท 4 บทเรียน จะใชเ้ วลาเท่าไรมนั ก็บอก หายใจเขา้ ออก ไม่ไดอ้ ะ มนั บอกไมไ่ ด้ บางที บทเรียนแรกก็ทาเป็ นวนั วนั กไ็ ด้ เราจะไม่น้อมนึกนำหน้ำ แต่ เป็นเคร่ืองวดั ว่า เรำจะทำไปตำมลำดับ แต่ก็รู้อยู่ว่ามนั จะตอ้ งไปอยา่ งน้ันละ แต่เม่ือรู้ล่วงหนา้ แลว้ น้อมนึก สมาธิน้ีถกู ตอ้ ง เอาล่วงหนา้ น้นั นะ มนั จะยงุ่ หมด มนั จะลม้ ละลาย ไม่ต้องน้อมนึกล่วงหน้ำ กำหนด กาหนด ความรู้สึกสุข กาหนด ตำมเทคนิคของมนั เม่ือวิ่งตามก็ไม่รู้ไม่ช้ี จะคอยแต่ว่ิงตาม ว่ิงตาม วิ่งตาม มำถึงจุด เปลีย่ นเป็น เฝ้ำดู ก็ไม่รู้ไม่ช้ีอะไร ก็เฝ้าดู เฝ้าดู แลว้ ก็สร้ำงมโนภำพ ก็ย่ิงละเอียด ละเอียดอ่อนมาก มนั อุเบกขา ไม่ตอ้ ง เป็นผทู้ ่ีมี มนั การฝึกนน่ั มีผลมากข้นึ แลว้ มีสมรรถนะมากข้ึนมาแลว้ ก็มาถึง เปล่ียนแปลงได้ ถามใคร ไมต่ อ้ ง ตามประสงค์ ก็เรียกว่า ความสาเร็จมาต้งั คร่ึงต้งั ค่อนแลว้ ละ 4 คาจาให้มนั่ วิ่งตำม เฝ้ำดู อาศยั ตารา ไม่ สร้ำงมโนภำพ บังคับมโนภำพให้เปลี่ยนแปลง น่ี ตอนที่ยาก เอา้ ทีน้ีก็ต่อไป บังคับได้ตำมที่ ตอ้ งอาศยั อะไร รู้ ต้องกำรแลว้ ก็ มาถึงข้นั น้ี กว็ า่ ไม่เอำแล้ว ไม่เปลยี่ นแปลง ไม่บังคับ ไม่อะไรแลว้ 276 เลือกเอำ ดว้ ยตนเองว่า มโนภำพอนั ใดอนั หน่ึงที่เหมาะสมท่ีสุด ท่ีสบายท่ีสุด แก่เรา เอาอนั เดียวแลว้ นิ่ง น่ิงอย่าง ความรู้สึกเฉยเฉย เดียวแลว้ ทีน้ี น่ิงอย่างเดียว มานิ่งกนั ใหม่อีกที นิ่งแน่ว น่ิงแน่ว น่ิงแน่ว ท่ีมโนภาพ ท่ีเลือก ไมส่ ุข ไมท่ กุ ข์ แลว้ ไดส้ าเร็จแลว้ น้ี กาหนด กาหนด จะเรียกช่ืออย่ำงไรไม่สำคัญละ บางคนเรียกว่า “อุคห แลว้ กค็ วามมี อารมณเ์ ดียวใน ความเป็ น อุเบกขา ซกั ซอ้ ม ซกั ซอ้ ม ความสาเร็จความ เป็นผมู้ ีอานาจ อุปกรณแ์ ห่ง ความสาเร็จ

เรียกว่า “พละ” 209 หรือ “อนิ ทรีย์ พละ แปลวา่ ตวั นิมิต” บา้ ง “ปฏิภาคนิมิต” บา้ ง ไม่อยำกจะใช้คำอย่ำงน้ันให้มันยุ่งยำก แต่ถา้ จะเขา้ ใจก็วา่ ท่ี กาลงั อนิ ทรีย์ มนั ติดตาติดใจในมโนภาพน้นั น่ะ เป็น อุคหนิมิต ท่ีมนั เปลี่ยนแปลงไดน้ ้นั น่ะ เป็น ปฏิภำค แปลว่า ตวั มี นิมิต แต่ไม่อยากใหไ้ ปจาชื่ออยา่ งน้ีใหย้ งุ่ ยากรุงรัง ใหเ้ ราก็มีมโนภำพท่ีเหมาะสมที่สุด ที่จะ อานาจ สมาธิ เอามาใชเ้ ป็นอนั สุดทา้ ย เพ่ือกาหนดแน่วแน่อยู่ที่มโนภำพอนั น้นั ความเป็นสมาธิมนั ก็จะถึง ศรัทธา วริ ิยะ สติ ที่สุด มนั มนั ใกล้ควำมเป็ นฌำนเขา้ ไปแลว้ ละ จะเรียกวา่ “อุปจำรสมำธิ” หรืออะไรก็สุดแท้ สมาธิ ปัญญา ไปยุ่งยำกกบั ชื่อ กับคำ นม่ี นั ก็ทำให้มันยุ่งยำกเหมือนกัน แต่เขาชอบกนั นกั หนา ชอบจะอวด เสียด้วย มโนภาพที่แน่วแน่ กาหนดเป็ นอนั สุดทา้ ยน้ีจะให้ความรู้สึกออกมาไดเ้ ป็ น 277ที่ องคฌ์ าน ฝึกวสี เรียกวา่ “องค์ฌำน” องคฌ์ าณ ถา้ เราจะมีความรู้สึกสกั ส่วนหน่ึง กำหนดองค์ฌำน มนั กท็ าได้ ความมีอานาจ ในขณะที่แน่วแน่อย่างน้ันนะ พอจะรู้สึกว่าเด๋ียวน้ี จิตกาหนดอยู่ท่ีอารมณ์ อำรมณ์คือมโน เหนือ รู้จกั ภำพที่เลือกสรรดีแล้ว เรียกว่ำวิตก กาหนดอยทู่ ี่อารมณ์เรียกว่าวิตก ทีน้ี รู้สึกต่ออารมณ์น้ัน ปรับปรุงเรียกว่า ว่าเป็ นอย่างไร นี่เรียกว่าวิจำรณ์ วิจารณ์ ทีน้ี ความรู้สึกจะเกิดข้ึนนิดนิด คือพอใจใน “อนิ ทรีย”์ อยู่ ความสาเร็จท่ีทาได้ น้ีเรียกว่า ปี ติ คือ พอใจที่ทำได้ ในความรู้สึกส่วนหน่ึงจะรู้สึกว่าเป็นสุข ตลอดเวลา สงบเยน็ เป็ นสุข แลว้ ก็รู้สึกอีกอนั หน่ึงว่า โอเ้ ดี๋ยวน้ีจิตเป็ นเอกัคคตำ เอกคั คตา เอกคั คตา เทคนิคมาก แต่ แปลว่า มีอำรมณ์อันเดียว อยู่ท่ีน่ันอำรมณ์อันเดียว อย่างเดียวที่น้ัน คาว่า “เอกัคคตำ” ไม่เหลือวิสัย ว่งิ แปลว่ามียอดเดียว มียอดยอดเดียว เหมือนกบั เจดีย์ มนั มียอดก่ียอดคิดดูละ มันยอดเดียว ตามก็ได้ เฝ้าดกู ็ เท่าน้ันละ มันจะมีฐานกวา้ งเท่าไรก็ตามใจมันเถอะ แต่ว่ายอดสุดมันยอดเดียว ทีน้ี ได้ สร้างมโน เอกคั คตาจิต จิตมียอดเดียว ยอดเดียวคืออำรมณ์ท่ีเรากาหนดเอานั่นนะ พอจะทาความรุ้สึก ภาพก็ได้ ควบคุม ไดใ้ นช้นั น้ี เลยเรียกว่า รู้สึกหรือกาหนดต่อองคฌ์ าน ถา้ ทาถา้ จิตไม่ประณีต จะทาไม่ได้ ถา้ มโนภาพก็ได้ จิตประณีต จะทาได้ 278 รู้สึกวา่ กำหนดอำรมณ์อย่กู ร็ ู้สึกทุกคร้ังทีห่ ำยใจเข้ำออก วจิ ารณ์ รู้สึก กาหนดองคฌ์ าณ ต่ออารมณ์อยู่ ทุกคร้ังหายใจเขา้ -ออก ปี ติก็ทกุ คร้ังหายใจเขา้ ออก สุขกท็ กุ คร้ังหายใจเขา้ ออก ได้ แลว้ ก็ซกั ซอ้ ม เอกคั คตาก็ทุกคร้ังหายใจเขา้ ออกเป็นเครื่องวัดว่ำสมำธินีถ้ ูกต้อง ข้ึนมาถึงข้นั ท่ีจะเป็นฌำน ฌานนี่ มีความหมายวา่ เพ่ง ทว่ั ไปก็ได้ เพ่งกำหนดเป็ นเอกัคคตำจิตก็ได้ เพ่งอย่างเอกคั คตา “สมาธิ” อานา จิตนี่ จะเป็นฌาณท่ีสมบูรณ์ตามความหมาย ถา้ จิตยงั มีความรู้สึกถึง 5 อยา่ ง อยา่ งน้ี กเ็ รียกวา่ ปานสติ หมวดกา ฌานทีแรก ฌานที่หน่ึง หรือ ปฐมฌำณ ต่อมาก็มาเห็นวา่ โอต้ ้งั 5 อยา่ งน้ีนะ รบกวน หยาบ ยานุปัสนา ทา ทิ้งไปเสียสัก 2 อย่างก่อน คือความรู้สึกว่ากาหนดอารมณ์ รู้สึกอารมณ์ทิ้งไปเสียก็ได้ เหลือ กายสงั ขารให้ แต่ปี ติ พอใจ เป็นสุข และเอกคั คตา นี่ก็เรียกวา่ สูงข้ึนมา เป็นฌานท่ี 2 ทีน้ีก็ ไอป้ ี ติกบั สุขนี่ สงบระงบั ข้นั ท่ี รบกวน ฟุ้งซ่านนะไม่เอา ปี ติทิ้งไป ไอส้ ุขก็เปล่ียนเป็ นอุเบกขำ น่ีเขาก็กาหนดมาเหลือแต่ 1 กาหนดลม อุเบกขากบั เอกคั คตา เป็ นฌานสุดทา้ ย หรือฌานที่ 4 ฌานที่ 3 เอาปี ติออกไป 279ความรู้สึก หายใจยาว ข้นั ที่ เป็ นสุขเร่ิมจะเปล่ียนเป็ นอุเบกขา ไม่ต้องถำมใคร ไม่ต้องอำศัยตำรำ ไม่ต้องอำศัยอะไร รู้ 2 กาหนดลม ด้วยตนเองว่ำ มนั จะมีความรู้สึก 5 อย่างน้ี มากนกั ก็ตดั ออกไป ตดั ออกไป ตดั ออกไป จน หายใจส้นั ข้นั ท่ี เหลือแต่ควำมรู้สึกเฉยเฉย ไม่สุข ไม่ทุกข์ แลว้ ก็ความมีอารมณ์เดียวในความเป็นอุเบกขา นี่ 3 รู้จกั กายท้งั ปวง จะประสบความสาเร็จ ถึงท่ีสุดของสิ่งที่เรียกว่า “ฌำน” จดั ไวใ้ นลกั ษณะสูงกว่าที่มนุษย์ ข้นั ท่ี 4 ทากาย ธรรมดาจะทาได้ เรียกวา่ “อุตริมนุษยธรรม” เป็นถึงขนาดที่ว่าไม่ตอ้ งอวด ไม่อวด ถ้ำอวด สังขารให้สงบ รางบั กาย สังขาร คือ เครื่องปรุงแต่ง กาย คือ ลม หายใจ

210 เป็ นปำรำชิก ของผทู้ ่ีมี สมณะธรรม หรือมี สมาธิ เป็นตน้ วง่ิ ตำม เฝ้ำดู สร้ำงมโนภำพ บังคบั มโนภำพ ใชม้ โนภาพอนั สุดทา้ ยเพ่งจนมีความรู้สึกประกอบอยู่ ดว้ ยฌานท้งั 5 ถา้ เราจะทา จริง ดบั ทุกข์ เพื่อดบั ทุกขอ์ ย่างคนธรรมดาไม่ตอ้ งทาถึงข้นั น้ี ไม่ตอ้ งทาถึงไอ.้ ฌานท้งั หลาย เหล่าน้ีละ เพียงแต่วา่ กำหนดเป็ นสมำธิ ที่มโนภำพได้ตำมสมควร ไม่ต้องถึงฌำน ไม่ตอ้ งถึง ฌาน ก็พอ ถา้ จะใหไ้ ดถ้ ึงฌาณบางคนอาจจะตายเปล่า คือมันทาไม่ได้ มนั ทาไดก้ ็ดี ทาไดก้ ็ วิเศษละ แต่ถา้ จะตอ้ งการดบั ทุกขไ์ ปสู่ความดบั ทุกขแ์ ลว้ ไม่ฌานก็ได้ ไม่ถึงฌานก็ได้ แต่ถา้ มนั จะเก่งไปทางโน้น มนั ก็เก่งไปได้ แลว้ มนั ก็เป็นผูเ้ ก่ง มนั ก็หลุดพ้นด้วยเจโตวมิ ุติ ไปทาง โนน้ เดี๋ยวน้ีเอาแต่ ปัญญำวมิ ตุ ิ เพียงแตร่ ู้สึกวา่ มีองค์ 5 อยา่ งไร องค์ 5 อย่ำงไร แลว้ กด็ ูวา่ มนั ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง เป็ นอนัตตำก็ได้ วิตกก็ไม่เท่ียง เปล่ียนแปลงเป็ นอนัตตา วิจำร ก็ไม่ เที่ยง เปล่ียนแปลงเป็ นอนัตตา ปี ติก็ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเป็ นอนัตตา สุขก็ไม่เทียง เปลี่ยนแปลงเป็นอนตั ตา เอกคั คตาเอง กย็ งั เปลี่ยนแปลง ไม่เท่ียง เป็นเอกคั คตา เออ เป็น เป็น อนิจจงั อนตั ตา น้อมไปในทางน้ีจะเป็ นปัญญำวิมุติ อำศัยปัญญำเข้ำมำเต็มท่ี แทรกแซงเขา้ มาเต็มท่ี เห็นอนิจจงั ทุกขงั อนตั ตาเสีย ในขณะท่ีจิตเป็ น เพยี งสมำธิตำมสมควรไม่ถงึ อัปป นำสมำธิ ทีน้ี ถา้ มนั จะเก่ง จะเป็ นผูท้ าสูงสุดสมบูรณ์แบบก็เป็ นอปั ปนาสมาธิ น้ีจะตอ้ งทา มาก ทาอีกมาก จะตอ้ งทำอัปนำสมำธิ แลว้ มนั ก็พจิ ำรณำอะไรไม่ได้ ก็ทาเรื่อยเรื่อยไป ตาม แบบของฌาน จนบรรลุ ฌานท้งั 4 หรือถา้ เก่งจริง เป็ นถึงอรูปฌำนท้งั 4 มนั จะเลยความ ประสงคไ์ ปแลว้ ไม่อยากจะพูด และว่า แมม้ นั จะทาไดถ้ ึงขนาดฌาน อปั ปนา สูงสุดมนั ก็ทา วปิ ัสสนาไม่ไดห้ รอก มนั ก็ตอ้ งออกมาจำก ฌำณมำอยู่ในอปุ จำรสมำธิ อยา่ งท่ีวา่ น้ี จะคิดนึก จะรู้สึก พิจารณาอะไรได้ แลว้ มนั ก็เหลือ น่ี เหลือเฟื อสาหรับผทู้ ่ีจะทาความดบั ทุกข์ มนั จะ ทาความเน่ินชา้ ใหม้ ากมาย เวน้ แต่ตอ้ งการจะฝึ กอยา่ งน้นั สามารถท่ีจะฝึกอยา่ งน้นั ตอ้ งการ จะฝึ กแบบอิทธิปำฎิหำริย์อะไรดว้ ยแลว้ ก็จะตอ้ งทาอยา่ งน้นั ทีน้ี เรามีสมำธิพอสมควรแล้ว ก็เรียกว่า ศึกษาต่อไปถึงควำมสงบระงับ เป็ นอย่างไร ไม่สงบเป็ นอย่างไร เร่ิมเขา้ ไปเป็ น อยา่ งไร จะออกมาเป็นอยา่ งไร 280 ตอนน้ีกเ็ รียกวา่ ซักซ้อม ซักซ้อมควำมสำเร็จ สาเร็จเทา่ ไร ซักซ้อมความสาเร็จอนั น้ันให้เป็ นท่ีแน่นอน อาการอย่างน้ีเขาเรียกว่า “วสี” วสี วสี คาน้ี แปลว่า ผู้มีอำนำจ เดี๋ยวน้ี เราซักซ้อมควำมเป็ นผู้มีอำนำจของเรา ซักซ้อมต้งั แต่ว่าเฝ้าดู ติดตาม ก็ซักซ้อมความมีอานาจ บงั คบั ได้ เฝ้าดู ซักซ้อมความมีอานาจ เรียกว่า มโนภาพ บงั คบั มโนภาพ ก็ซกั ซอ้ ม เรียกวา่ ซกั ซอ้ ม ซกั ซอ้ ม ซกั ซอ้ ม ซักซ้อม เหมือนกับว่ำซ้อมกีฬำ น่ันนะ มนั จะไปแข่งโอลิมปิ ก มนั ตอ้ งซักซ้อมสักเท่าไรเล่า เดี๋ยวน้ีเราก็ซักซ้อม ซักซ้อม ซักซ้อม อยา่ งน้ี ใหอ้ ยมู่ ืออยหู่ มดั อยา่ งน้ีเรียกวา่ วสี มิฉะน้นั มนั จะสูญหำย วิง่ หนีไป ไม่ทนั รู้ก็ได้ มันจะเลือนหายไปเสีย เราทำอะไรก็ซักซ้อม ซักซ้อม ซักซ้อม จนไม่มีทำงจะ เปล่ียนแปลง ไม่มีทางจะสูญ ไม่มีทางจะสูญหาย ก็ตอ้ งทา เรียกว่า “วสี” วสี ในส่วนทำ สมำธิ ก็มีวสี ในส่วนทำวิปัสสนำต่อไปขา้ งหนา้ โน้น ก็มีวสี แต่ยงั ไมพ่ ดู ถึง เด๋ียวน้ี “วสี” ใน กำรทีจ่ ะมีจติ สงบเป็ นสมำธิ ตามสมควรแก่ความตอ้ งการ เรียกวา่ อุปจำรสมำธิ ก็ได้ อยา่ งน้ี

ผล 211 การบรรลมุ รรค มนั ช่วยไดม้ ากทีเดียว คือว่าความมีสติ หรือความมีอะไรน้นั มนั จะแน่วแน่ มนั่ คง มนั จะไม่ ผล สาเร็จดว้ ย ละลาย สูญหาย มนั จะไม่ว่ิงหนีไปเสีย 281อุปกรณ์แห่งควำมสำเร็จ เรียกว่ำ “พละ” หรือ การเห็นอนตั ตา “อินทรีย”์ ไปศึกษาจากนวโกวาทก็ได้ พละ แปลว่ำ ตวั กำลงั อนิ ทรีย์ แปลว่ำ ตัวมอี ำนำจ เด๋ียวน้ีเม่อื จะทา มีอยู่ 5 อยา่ ง คือ เรามีศรัทธำพอเพียง และถูกตอ้ งไหม มีวิริยะ ความพากเพียร พอเพียงและ ถูกตอ้ งไหม สติ พอเพียง ถูกตอ้ งไหม สมำธิ ศรัทธำ วิริยะ สติ สมำธิ ปัญญำ เร่ิม เริ่มสนใจ ไดแ้ ลว้ มีสมาธิเพียงพอไหม มีปัญญารอบรู้ส่ิงเหล่าน้ีเพยี งพอไหม ปัญญำต้องมำก่อนส่ิงใด ใดหมด ไม่เช่นน้นั มนั ไม่เป็นศีล สมาธิ ปัญญาข้นึ มาได้ มีปัญญำเพยี งพอ แลว้ มนั กค็ วบคุม ส่ิงเหลา่ น้ีไดท้ ้งั หมด ถา้ ปัญญาไม่เพียงพอ จะควบคุมสิ่งเหล่าน้ีไม่ไดเ้ ลย ศรัทธาก็เหมือนกนั ละ ถา้ มนั มีมาก มนั ก็มีความแน่วแน่มากละ วิริยะถา้ มีความเพียรมาก มนั ก็สาเร็จได้ แต่ว่า ถา้ เกินพอดี มนั ก็ไมส่ าเร็จ ออ่ นไปก็ไมส่ าเร็จ วิริยะ ความพากเพียร ตอ้ งพอดี จดั มนั ใหพ้ อดี ปรับปรุงมนั ให้พอดี สติ น้ี มนั ก็เป็นส่ิงที่กาหนดอยู่ อยู่แลว้ มีควำมพอดี ก็อย่ใู นตวั มนั เอง ได้ ถา้ มีสติ มนั ก็มีความพอดี ปัญญำน้ัน ตอ้ งคอยแก้ไขปัญหำต่ำง ๆ นา ๆ ท่ีมนั จะเกิดข้ึน ขอบอกใหท้ ราบวา่ ไอพ้ ละ 5 อนิ ทรีย์ 5 น่ี จะใชใ้ นเรื่องอะไรก็ได้ ทามาหากิน หรือการงาน ที่ไหนก็ได้ มนั เป็นเคร่ืองสาเร็จประโยชน์ละ เราจะทาอะไร เราจะตอ้ งมีพละ มีอินทรีย์ ใน เร่ืองน้ัน ๆ ให้ครบถว้ นเถิด เดี๋ยวน้ีเราจะทาสมาธิ เราก็มีกนั อย่างครบถ้วน น่ีมนั จาเป็ น จะตอ้ งพูด แลว้ มนั ก็รู้สึกวา่ มากไป จนจะจาไม่ไหว ค่อยไปฟังเทป ฟังอะไรเอาทีหลงั ก็แลว้ กนั บอกใหร้ ู้ว่า 282เราจะต้องฝึ กกำรว่ิงตำม เฝ้ำดู สร้ำงมโนภำพ ควบคุมมโนภำพ กาหนด องคท์ ี่เป็นสมาธิ ที่เรียกวา่ องค์ฌำน แลว้ ก็ ฝึ กวสี ควำมมีอำนำจเหนือ แลว้ กร็ ู้จกั ปรับปรุงไอ้ สิ่งที่เรียกวา่ “อินทรีย์” อยู่ตลอดเวลา เทคนิคมำกหน่อย แต่มนั ไม่เหลือวิสัยนะ ว่ิงตำมก็ได้ เฝ้ำดูก็ได้ สร้ำงมโนภำพก็ได้ ควบคุมมโนภำพก็ได้ กำหนดองค์ฌำณได้ แล้วก็ซักซ้อม วสีก็ ได้ แลว้ ก็ ปรับปรุงองคป์ ระกอบ เครื่องมือ เคร่ืองใชน้ ่ีไดต้ ามท่ีตอ้ งการ เราก็มีส่ิงที่เรียกว่า “สมำธิ” สำหรับอำนำปำนสติ ในหมวดกำยำนุปัสนำไดถ้ ึงท่ีสุด คือข้นั ที่ 4 ของหมวดที่ 1 นะ ทากำยสังขำรให้สงบระงับ ข้นั ท่ี 1 กำหนดลมหำยใจยำว ข้นั ท่ี 2 กำหนดลมหำยใจส้ัน ข้ันท่ี 3 รู้จักกำยท้ัง ท้ัง ท้ังปวง ข้ันที่ 4 ทำกำยสังขำรให้สงบ รำงับ กำยสังขำร คือ เคร่ืองปรุงแต่งกำย ในท่ีน้ี กค็ อื ลมหำยใจ เพราะลมหายใจ เป็นเครื่องปรุงแตง่ กาย จึงเรียกวา่ กายสังขาร เด๋ียวน้ีเราจะทากายสังขาร คือ ลมหำยใจ ให้ระงับ ระงบั ระงบั อย่างละเอียด ประณีตถึงที่สุด ตามวิธีท่ีกล่าวแลว้ เราก็สามารถนา กำยเนื้อให้ระงับไดด้ ว้ ย ไอต้ อนท่ีกาย เน้ือระงบั ไดด้ ว้ ยน่ี จะมีผล รู้เร่ืองต่อไปขา้ งหนา้ ในหมวดที่ 3 ในหมวดที่ 2 ที่ 3 เด๋ียวน้ียงั ไม่ พดู ถึง ทำลมหำยใจให้ระงบั แลว้ กายท้งั ๒ กาย ใหม้ นั ระงบั กายลมกร็ ะงบั กายเน้ือก็ระงบั 283หมวดสุดท้าย ขอฝากไวเ้ สียดว้ ยเลยว่า กำรบรรลุมรรคผล สำเร็จด้วยกำรเห็นอนัตตำ เดี๋ยวน้ีเมื่อจะทาให้เป็ นสติปัฏฐำนโดยสมบูรณ์แบบแล้ว ถือโอกำส กำหนดควำมไม่ใช่ตน เสียแตบ่ ดั น้ี ลมหายใจ กไ็ มใ่ ช่ตน หายใจยาวก็ไมใ่ ช่ตน หายใจส้ันกม็ ิใช่ตน ความรู้สึกใดใด ท่ีเกิดข้ึนมาเหล่าน้ี ก็มิใช่ตน แมแ้ ต่การสงบรางบั น้นั ก็ไม่ใช่ตน คือเป็นธรรมชาติ เป็นของ

ให้เป็ นสติปัฏ 212 ฐานโดย สมบรู ณแ์ บบ ธรรมชาติ เป็ นไปตำมกฎธรรมชำติ เป็ นไปตำมกฎอิทัปปัจยตำ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่มีเจตภูต แลว้ ถอื โอกาส ไมใ่ ช่มีวญิ ญาณอะไรมาเป็นเจา้ ก้ีเจา้ การอยา่ งน้นั อยา่ งน้ี ถือโอกำสกำหนดลมหำยใจทุกชนิด กาหนดความ ทุกข้นั ว่าไม่ใช่ตน ไปเสียแต่บดั น้ี ก็เรียกว่า ไดผ้ ลเตม็ ที่ เริ่มมีผลเต็มท่ีต้งั แต่ข้นั ตน้ เลย ข้นั ไม่ใช่ตน หมวดท่ี 1 เลย กำยลม กำยเนื้อ ก็มิใช่ตน ลกั ษณะอาการก็มิใช่อาการแห่งตวั ตน เป็ นของ ธรรมชาติ อิทธิพลทุกชนิดที่ไดม้ าน้ี ก็ไมใ่ ช่ของแห่งตวั ตน เราจะมีบทเรียนบทใหญ่ สาคญั สามารถบงั คบั ท่ีสุดว่า มิใช่ตัว มิใช่ตน มิใช่สัตว์ มิใช่บุคคล เป็ นแต่เพียงธำตุตำมธรรมชำติ ไม่ยึดถือว่ำ ลมทาความ ตัวตน แลว้ มนั กจ็ ะหลดุ พน้ หรือ อนั น้ีต้องมำฝึ กกนั เสียต้งั แต่เด๋ียวน้ี หยอดท้ำยไปทุกข้ันทุก ระงบั ให้แก่ลม ข้ัน นั่งกำหนดลมหำยใจว่ำ มิใช่ตน ก็วิเศษแลว้ เอาละ กำหนดควำมมิใช่ตน พร้อมกนั ไป และเน้ือ และ เถอะ แบ่งเวลาเหมาะสม กาหนดอะไร 284เร่ืองสุดท้าย สรุปผลแห่งหมวดน้ี เด๋ียวน้ีเรา ร่างกายบงั คบั สามารถบังคบั ลม ทำควำมรำงับใหแ้ ก่ลม และเนื้อ และร่ำงกำยน้ี สามารถบงั คบั กำยลม และ เป็นการฝึกมสี ติ กำยเนื้อ ตลอดเวลาน้ี มนั เป็นกำรฝึ กมสี ติในการกาหนด แลว้ ก็มีปัญญำรอบรู้ส่ิงเหล่าน้ี แลว้ ในการกาหนด กม็ สี ัมปชัญญะ มีปัญญาเฉพาะกิจ เฉพาะหนา้ ท่ี เฉพาะส่วน เฉพาะตอน แลว้ ก็มีสมำธิ สมาธิ แลว้ ก็มปี ัญญา เกิดข้นึ เป็นสมาธิภาวนาอนั ดบั 1 แลว้ 285ไดธ้ รรมะสูงสุด คอื สติ ปัญญำ สัมปชัญญะ สมาธิ รอบรู้สิ่งเหลา่ น้ี มาแลว้ เอาไวใ้ ช้ตลอดชีวิตเลย วตั ถุประสงคม์ นั มีอยู่อย่างน้ี เดี๋ยวน้ีเรียกว่า เป็ นนำยเหนือ แลว้ ก็มี กิเลสพอสมควรแลว้ แยกจิตออกมำเสียอยา่ งน้ี ไม่มีนิวรณ์ ไม่มีกิเลสอะไรรบกวนได้ เวลา สัมปชญั ญะ น้นั ก็มีนิพพำนน้อย ๆ ในความหมายหน่ึง มีการบอกให้รู้ล่วงหนา้ อยา่ งน้ี ทาอยา่ งน้ี ก็อย่ำ ไปทำควำมฟุ้งซ่ำน ดว้ ยวิชาท้งั หมดน้ี ในเวลาทา เวลาทา ก็กำหนดแต่ส่ิงที่จะควรกำหนด ไดธ้ รรมะสูงสุด แลว้ เราก็พูดกนั มากอยา่ งน้ี จะจาไหวหรือไม่นี่ เป็นอีกเรื่องหน่ึงนะ ไปศึกษำตำมน้ี นี่จำเป็ น คือ สติ ปัญญา จะต้องบอกให้อย่างน้ี สามารถมีจิตมีพระนิพพานเป็ นอารมณ์เป็ นเบ้ืองหน้า ช่วยตน จิต สัมปชญั ญะเป็น ร่างกาย ช่วยตวั ตนแลว้ เพียงเท่าน้ี ไดผ้ ลเหลือหลาย ขอยุติการบรรยายในหมวดที่ 1 ไวแ้ ต่ นายเหนือกิเลส เพยี งเทา่ น้ี (อบรมพระภิกษใุ นพรรษา อบรมจิตตภาวนา ปี 2531) พอสมควรแลว้ แยกจิตออกมา ไมม่ ีนิวรณ์ ไม่มี กิเลสอะไร รบกวนได้ ตารางท่ี 4.3.11 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “กำรปฏิบัตอิ ำนำปำนสตหิ มวดที่ 1 ภำคปฏิบัติ” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระธรรมโกศำจำรย์ (พุทธทำสภกิ ขุ) จาแนกตามแนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั R11] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคดิ R11-286อำนำปำนสติ หมวดที่ 1 โดยหลักวิชำหรือทฤษฎี พูดกันแล้วเมื่อวาน วนั น้ี เป็ นเรื่อง อานาปานสติ ภาคปฏิบตั ิ ขอใหไ้ ดม้ ีโอกาสฝึ กไปเลย ส่ิงแรก คอื คาวา่ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา น่ังคู้ขำเข้ำมำโดยรอบ ภาคปฏิบตั ิ คาว่า “บัลลังก์” น่ะ แปลว่า คูข้ ำเข้ำมำโดยรอบ ทาไมตอ้ งนงั่ บลั ลงั กอ์ ย่างน้ี เพ่ือมนั ไม่ลม้ ถา้ นง่ั โอกาสฝึ กไป เกา้ อ้ีอย่างแบบจีนหรือแบบฝรั่งน้นั น่ะ พอมนั ก่ึงสานึกหรือเป็ นสมาธิ มนั จะลม้ พวกจีนเขา ยงั สิ่งแรกคือ เขยี นชดั ภายในวิธีของเขาวา่ ใหน้ ง่ั อยา่ งทา่ นงั่ ของชาวอินเดีย คือ น่งั คู้บัลลังก์ ที่เราเรียกกนั วา่ ขดั ปลฺลงฺก อาภุ ตะหมำด ไม่ลม้ แมจ้ ิตจะเป็นก่ึงสานึกเม่ือมีความเป็นสมาธิ เขาจึงมีการนง่ั ท่ีเป็นเทคนิค มนั ลม้ ชิตฺวา นง่ั คูข้ า ไม่ได้ อยา่ งพรี ะมดิ (Pyramid) หรืออียปิ ต์ ฐานมนั กวา้ ง ยอดมนั แหลม มนั ลม้ ไมไ่ ด้ เหมือนกนั เขา้ มา

โดยรอบ คาว่า 213 “บลั ลงั ก”์ แปลว่า คูข้ า ถา้ เรานง่ั ท่ีถูกวิธีแลว้ มนั จะมีลกั ษณะอย่างน้นั เรียกว่า นง่ั แบบวชั ระ คือแปลวา่ เพชร เหยียดขา เขา้ มา ออก เอาเลยที่นง่ั อยู่กะพ้ืน เหยยี ดขาออกไปขา้ งหนา้ เหยยี ดขาออกไปขา้ งหนา้ พบั ขาซ้ายเขา้ มา โดยรอบ คือ ก่อน พบั ขาซ้ายเขา้ มาก่อน แลว้ พบั ขาขวาตามเขา้ มาทบั บนเข่าซา้ ย แลว้ งดั เอาเข่าซา้ ย เอ่องัดเอา นงั่ คบู้ ลั ลงั ก์ เทา้ ซา้ ยข้ึนมาวางบนเข่าขวา ดึง เอ่อ พบั ขาซ้ายเขา้ มาก่อนชิดตวั แลว้ พบั ขาขวาตามเขา้ มาวางลง เรียกว่า ขดั ตะ บนเขา่ ซา้ ย แลว้ งดั เอาฝ่ าเทา้ ขา้ งซา้ ยมาอยบู่ นหวั เข่าขา้ งขวา ไปเห็นฝร่ังท่ปี ระเทศพม่ำนั่งร้องไห้ หมาด จิตจะ กันเป็ นแถว มันทำไม่ได้ มันทำไม่ได้ นั่งร้องไห้กันอยู่ท้ังหญิงท้งั ชำย แต่วา่ เราคนไทยน้ีโชคดีนะ เป็ นก่ึงสานึก หัดน่ังขัดตะหมำดอย่างน้ีเป็ นมาต้งั แต่เล็ก ๆ เล็ก ๆ แม่เคยสอนให้นั่ง อนั น้ีเรียกว่าท่านั่งแบบ เมอ่ื มีความ เพชร ลม้ ไม่ได้ แน่นปึ กเลย ท่ีมนั มีความสาคญั อีกอย่างหน่ึง ว่า มนั เหมือนกบั นง่ั บนนวม คุณทา เป็ นสมาธิ หรือยงั จะเห็นว่ำไม่มกี ระดูกอันไหนถกู พื้นเลย ตาตุม่ ไม่มีทางถูกพ้ืนเลยเพราะอนั น้ี มนั ข้นึ มาอยู่ เสียบนน้ี ขา้ งล่างเป็นเบาะท้งั น้นั เป็ นกล้ำมเนื้อท้งั น้นั กลา้ มเน้ือแขง้ กลา้ มเน้ือกน้ กลา้ มเน้ือขา ต้งั กายตรง กลา้ มเน้ือสะโพก ว่ามนั เป็นการนงั่ บนเบาะอยใู่ นตวั ไม่มีตาตุ่มอนั ไหนท่ีลงไปกดกบั พ้ืน มนั ไม่ กายตรงยืด มีเจ็บ ขอนงั่ อยา่ งน้ี แลว้ มือวำงตำมสบำย บนเข่า ได้ ไอม้ ือซอ้ น ไม่ไดม้ ีในพระบาลี มือซอ้ นกนั หมด ไมม่ ี เดี๋ยวมือมนั ร้อนเสียเปล่า ๆ ดงั น้นั มือวางบนเข่า ยงั จะช่วยเป็นสายระยางลม้ ไม่ไดข้ ้ึนไปอีกทาง ศอกงอ ไมม่ ี ถา้ วางมือบนเข่าสองขา้ ง มนั จะลม้ ไม่ไดย้ งิ่ ข้ึนไปอีก คือฝึ กนั่งแบบที่สมบูรณ์แบบหรือเทคนิค ตวั ยน่ หายใจ ที่สุด ล้มไม่ได้และเป็ นนวม เหมือนกับนั่งบน ๆ ๆ ๆ เบาะอยู่ในตวั โดยอตั โนมตั ิ ถา้ น่ังแบบ ไดล้ กึ หายใจ ธรรมดาน้ี ท่ีเรียกวา่ แบบดอกบวั นนั่ นะ มนั มีขาขา้ งหน่ึงอยขู่ า้ งล่างและตาตุ่มมนั ถูกพ้ืน มนั ง่าย ไดเ้ ป็น กว่า แต่ว่าประโยชน์นอ้ ยกว่า ทาแลว้ เหรอ ยืดขำออกไป ดึงซ้ำยเข้ำมำก่อน แล้วดึงขวำเข้ำมำทับ ระเบียบ เป็น บนเข่ำซ้ำย แล้วงัดเอำฝ่ ำเท้ำข้ำงซ้ำยมำขัดไว้บนเข่ำขวำให้มันแน่นปึ ก 287น้ีมีข้นั ท่ี 2 มีคาวา่ อุชุ ธรรมชาติ กายํ ต้งั กายตรง เอา้ ลองนงั่ ใหต้ รงท่ีสุด ตวั ตรง หมายความวา่ กระดูกสันหลงั มนั ไม่ตรง ไอศ้ อก ท่ีสุด เมอ่ื ตวั งออยู่อย่างน้ันใชไ้ ม่ได้ คือ ยืดไม่หมด ถา้ กำยตรงยืดหมด ไม่มีศอกงอ ไม่มีตัวย่น อย่าทาตวั ย่น ตรง หายใจ อยา่ ทาศอกงอ ยดื ตวั ข้นึ ไปใหส้ ุด ๆ จน ๆ แขนมนั ตกซื่อ ไมม่ ีเข่า เอ่อ ไมม่ ีเข่างอ เอ่อ ไม่ ๆ มี ไม่ สะดวก ทีน้ี มีขอ้ ศอกงอ เป็นบอกวา่ นง่ั ตวั ตรง แลว้ อยา่ ทาใหม้ นั ยน่ อยา่ ยน่ อยา่ ๆ ยน่ ๆ ตวั ยน่ คอลงมา การ เกี่ยวกบั ตา ทาอย่างน้ี หำยใจได้ลึก หำยใจได้เป็ นระเบียบ เป็นธรรมชาติที่สุด เมื่อตวั ตรง หายใจสะดวก ทีน้ี ลมื ตาเหมอื น เก่ียวกับตา ลืมตำเหมือนพระพุทธรูปในโบสถ์ พระพุทธรูปท่ีทาถูกตามแบบฉบบั ในโบสถ์ที่ พระพุทธรูป มาตรฐาน แลว้ จะเห็นพระพทุ ธรูปลืมตาคร่ึงหน่ึง ขอ้ น้ีมนั เป็ นควำมลับของธรรมชำติ ถา้ หลบั ตา ในโบสถ์ มนั ชวนง่วง ถา้ หลบั ตา ตามนั ร้อน ถา้ วา่ ลืมตาอยู่ ลมอากาศท่ีมนั ถกู ตาอยเู่ สมอ ตามนั เยน็ แลว้ มนั ไมช่ วนงว่ ง แตบ่ างคนวา่ ทาไมไ่ ด้ ลืมตา เขาวา่ ไปเห็นอะไรเสีย นน่ั แหละไมใ่ ช่นกั เลง ลืมตำทด่ี ูท่ี น่ิง 2 นิ่ง คอื ปลำยจมูก พยายามดูท่ีปลายจมูก แลว้ มนั ไม่เห็นอะไร พยายามดูส่ิงท่ีดูเห็นไม่ไดค้ ือปลายจมูก น่ิงเพราะ ลองดู คุณลองดูเด๋ียวน้ี ดูท่ีปลายจมูก ลืมตาดูที่ปลายจมูกไม่เห็นอะไร ถา้ ไม่ดูท่ีปลายจมูก มนั ไป บงั คบั ไม่ดี ดูท่ีอื่น ไปดูคนดูอะไรเสียอีก ถา้ ดูท่ีปลายจมูก เพ่งท่ีปลายจมูกแลว้ ตาเบิ่งอยทู่ ่ี ๆ ปลายจมูก มนั จะ นิ่งเพราะ ไมเ่ ห็นอะไร ถา้ หลบั ตามนั ชวน ชวน ง่วง และตาจะร้อน แลว้ จะราคาญ 288 ทีน้ี น่ิง น่ิงน้นั มีอยู่ ปล่อยเลย ไม่ 2 นิ่ง คือน่ิงเพรำะบังคับ ไม่ดี นิ่งเพรำะปล่อยเลย ไม่บงั คบั น่ิงเพราะบงั คบั แลว้ มนั จะอดั ขดั อยทู่ ่ี บงั คบั นิ่ง ตรงน้นั แหละ เพราะบงั คบั น้ี นิ่งอย่างปล่อยเลยจะมีอาการเหมือนลดลงไป บางทีจะรู้สึกคึดอ๊ึด เพราะบงั คบั แลว้ จะอดั ขดั อยู่ น่ิงใหล้ ึก ๆ ว่างมากข้ึน น่ิงโดยการ ปลอ่ ย นง่ั ตวั ตรง ไม่ เอน ไม่งอ ลมื ตาดทู ่ีปลาย จมกู แลว้ น่ิง

214 อยา่ งปลอ่ ย ข้นึ มาเลย รู้สึกคกึ ลงไปเลย คกึ ลงไปเลย มนั จะมคี วำมว่ำงมากกวา่ กนั นิ่งโดยบงั คบั ใหน้ ิ่งน่ะ ไม่ แลว้ หายใจ นิ่ง ไม่มีใครน่ิงแท้ นิ่งโดยปล่อยหมด แลว้ มนั นิ่งของมนั เองตำมธรรมชำติ จะใชค้ าวา่ น่ิงให้ลึก สติเฉพาะหนา้ ได้ คุณยงั น่ิงไมล่ ึก ยงั นิ่งไมล่ ึก นิ่งใหล้ ึก ๆ จนมนั ๆ จะมีอาการเหมือนกบั ลด ๆ ๆ ๆ ของมนั แลว้ หมายความว่า มนั วา่ งมากข้ึน ว่ำงมำกขึน้ น่ิงโดยกำรปล่อย ไม่ฝึ กนิ่งโดยการบงั คบั 289เราจะบอกกายบริหาร สติออกไป น่ังตัวตรง ไม่เอน ไม่งอ ลืมตาดูที่ปลายจมูก แลว้ น่ิงอย่ำงปล่อย แล้ว หำยใจ ทีน้ี เร่ิมหายใจ ขา้ งหนา้ หายใจลึก สติ ปริมุข ทีน้ีอบรมสติเฉพาะหนา้ สติเฉพำะหน้ำ หมายความวา่ สติออกไปข้ำงหน้ำ ออกไปรับ ออกไปรับ ออกไปรับอำรมณ์ อำรมณ์หรือนิมิตในท่ี คือลมหำยใจ สติออกไปรับอารมณ์เตม็ ท่ี มี ออกไปรับ อาการวา่ มนั สงบลง ละเอียด แล้ว ซึมซำบต่ออำรมณ์ คอื ลมหายใจ ถา้ ทาอยา่ งน้ี สติกบั ลมหายใจ อารมณ์ น้นั น่ะ มนั จะซึมซาบซ่ึงกนั และกนั ลองดู ลืมตำกำหนดอำรมณ์ นง่ั เหม่อมองปลายจมูก ทาเลย อารมณ์หรือ ๆ ทีน้ี หลบั ตา ทีน้ีลองหลบั ตำดูบ้ำง จะได้ผลต่ำงกันมำก ลืมตำ บงั คับอยู่ด้วยกำรเพ่งที่ควำมว่ำง นิมติ ในที่ คือ ที่ปลำยจมูก พอหลับตำ จิตเล่ือนลอยง่ำยกว่ำ แลว้ มนั จะน้อมไปเพื่อความง่วง คุณลองหลบั ตาดู ลมหายใจ เดี๋ยวน้ี ลองหลบั ตาดู มนั เป็นยงั ไง มนั จะมีอาการโงนเงนไดโ้ ดยไม่รู้สึกตวั ถา้ หลบั ตา ลืมตาเพ่ง สงบลง อยทู่ ่ีปลายจมูกจะไม่ ๆ คลอนแคลนโงนเงน ละเอยี ด แลว้ 290บทต่อไป ทีน้ี กำหนดลม เราเรียก ลมว่ำอำรมณ์ แปลว่า เป็ นท่ีจิต กำหนดเรียกว่ำนิมิต ซึมซาบต่อ เพราะว่าเป็ นที่จิตเพ่ง ๆ ดู จะเรียกว่าอารมณ์ ได้ เรียกว่า “นิมิต” ได้ เด๋ียวน้ี ลมหำยใจเป็ นที่ อารมณ์ กำหนดของจิต มีเทคนิคหรือมีเคลด็ วา่ อย่ำไปเครียดครัด เครียดครัดในการกาหนด อยา่ ทาเครียด ครัด แลว้ อย่ำทำหละหลวม อย่าทาหละหลวม มีความหมาย เครียดครัด มนั ต้งั ใจอย่างเครียด หลกั กำร ครัด และหละหลวม คอื ปล่อยตาม ๆ เลย ตาม ตามเลย ให้มันอยู่ตรงกลำง ให้มันพอดี อยา่ ใหม้ นั เครียดครัด เขาเปรียบวา่ เหมือนกบั จบั ลูก ๆ ๆ นกตวั เล็ก ๆ ลูกไก่ตวั เลก็ ๆ จบั แรงนกั มนั ตาย จบั กาหนดลม เรา หลวม ๆ มนั หลดุ มือวิง่ หนีไป ดงั น้นั จบั อย่ำงไรพอดี ๆ ๆ กาหนดลมโดยไมเ่ ครียดครัด แลว้ โดย เรียก ลมวา่ ไม่หละหลวม ลองดูเด๋ียวน้ีสิ หายใจ ๆ ๆ แลว้ กาหนดอย่างพอดี ๆ ไม่เหมือนกบั บีบค้นั แแลว้ อารมณ์ แปลวา่ ไม่เหมือนกบั หละหลวม น้ีเป็ นกำรปรับปรุงลมหำยใจให้พอดี ให้พอดี หลงั จากท่ีเราไดห้ ายใจ เป็นที่จิต กาหนด อย่างสุดโต่งมาแลว้ ท้งั เขา้ และออก บอกแลว้ แต่เมื่อคืนว่า ซักซ้อมหายใจเขา้ สุดเหว่ียง หายใจ เรียกว่านิมิต ลม ออกสุดเหวี่ยง รู้จักว่ำหยำบอย่ำงไร ละเอียดอย่ำงไร รู้จักว่ำหนักอย่ำงไร รู้จักว่ำเบำน้ันอย่ำงไร ที หายใจเป็ นท่ี น้ีทาใหเ้ ป็นกลางหมด เป็ นกลำงหมด ไม่หนกั ไม่เบา ไม่หยาบ ไม่ละเอียด ตามสบายกนั ในช้นั กาหนดของจิต มี แรกเป็นอยา่ งน้ี ยงั ไมบ่ งั คบั อะไรหมด แลว้ กาหนดลมหายใจตามสบาย เทคนิค อยา่ ไป 291ข้ันท่ี 1 ของอำนำปำนสติของเรา กำหนดลมหำยใจยำว ยาวตามสบาย ยาวตามสบาย ไม่หนกั เครียดครัด อยา่ ไม่กระแทก ไม่กระท้นั แลว้ มนั จะหยาบในช้นั แรกตามธรรมดา เมื่อจิตมนั ยงั ไม่สงบ ไม่เป็นไร ทาหละหลวม เรา กาหนดลมหายใจยาว พดู เป็นคาจางา่ ย ๆ วา่ นั่งเป่ ำนกหวีดยำว หมายความวา่ ถา้ มนั จะมีเสียง ใหม้ นั อยตู่ รง ข้ึนมาบา้ ง ไม่เป็นไร อย่าไปสนใจ แต่มนั เป็นเครื่องช่วย เสียงมนั เป็นเคร่ืองช่วย ทีน้ีเรา จะไดม้ ี กลาง ให้มนั พอดี โอกำสสังเกต ถา้ ยาว รู้ว่ายาว ถา้ หยาบ รู้ว่าหยาบ ถา้ ละเอียด รู้วา่ ละเอียด ถา้ หนกั รู้ว่าหนกั ถา้ เบา การปรับปรุงลม รู้วา่ เบา ใชค้ าวา่ ทำควำมค้นุ เคย ทาความคุน้ เคยกบั ลมหายใจ ทาความคุน้ เคยกบั ธรรมชาติของลม หายใจให้พอดี หายใจ จนรู้จกั วา่ ธรรมชาติมนั เป็นอยา่ งไร เรียนในหนังสือไม่ได้ ในตำรำไม่ได้ ต้องเรียนจำกลม รู้จกั ว่าหยาบ ละเอียดอยา่ งไร รู้จกั วา่ หนกั เบา อยา่ งไร วิธีกำร ข้นั ท่ี 1 ของอา นาปานสติของ เรา กาหนดลม หายใจยาว คา จาง่าย ๆ วา่ นงั่ เป่ านกหวดี ยาว ลกั ษณะ อาการหายใจ

215 เป็นอยา่ งไร หำยใจโดยตรง บอกกนั ยาก ลักษณะอำกำรหำยใจเป็ นอย่ำงไร มนั รู้อยแู่ ลว้ วา่ เขา้ และออก เข้ำและ เขา้ และออก ออกอย่ำงไร ดูให้ดี ดูให้ดี ใหร้ ู้จกั แลว้ มนั มีควำมรู้สึกต่อส่ิงใด 292 ขอ้ น้ีสาคญั มาก ลมหายใจน่ะ อยา่ งไร มนั หายใจ แต่มนั มีอิทธิพลต่อสิ่งใด ต่อร่ำงกำย ต่อระบบประสำท ต่อควำมคิดนึก ต่อควำมรู้สึก ต่ออำรมณ์เลวร้ำยที่กำลังมีอยู่ในขณะน้นั มนั มีอิทธิพลเหนือส่ิงเหล่าน้ันนะ ทีน้ีพอเราหายใจได้ มอี ทิ ธิพลตอ่ สะดวกดีตามท่ีเราตอ้ งการ เป็ นลมหำยใจยำว จะมีควำมรู้สึกสบำย จะใชค้ าโสกโดกหน่อย ไดว้ า่ สิ่งใด ต่อ “อร่อย” อร่อยสาหรับผู้ทำสมำธิ ลมหำยใจยำวเป็ นระเบียบละเอียด จะสบาย ๆ ๆ มนั เป็นอสั สา ร่างกาย ต่อ ทะ “อัสสำทะ” แปลว่า อร่อยหรือสบาย หรือว่าถึงกบั เป็นเสน่ห์ คือ ๆ ทาใหเ้ ราชอบมนั ชอบมนั ระบบ อร่อยเพื่อสบาย ลองดูสิ ทาใหไ้ ดส้ ิ แลว้ จะชอบมนั จะชอบมนั จะชอบลมหายใจยาวที่ถูกตอ้ ง แต่ ประสาท ตอ่ ไม่ให้ชอบเพ่ือหลงรัก หลงยึดถือ ชอบอย่างที่เรียกว่า สบาย เป็ นสิ่งสบาย นั่งเป่ ำนกหวีดยำว ๆ ความคดิ นึก เขา้ และออก จนเป็ นท่ีพอใจ มนั อาจจะกินเวลาหลายชว่ั โมง ได้ อย่าอวดดีไป กว่าคุณจะนั่งเป่ า ต่อความรู้สึก นกหวดี ยาว ๆ ไดน้ ้ี แลว้ มนั อาจจะหลายวนั ไดส้ าหรับบางคน คนที่ระบบประสาทไมด่ ี บงั คบั ไม่ ต่ออารมณ์ ค่อยไดน้ ้ี อาจจะกินเวลาหลายวนั ได้ เพียงแต่วา่ นง่ั เป่ านกหวีดยาว ๆ น้ี มนั จะกินเวลาหลายวนั เลวร้ายท่ีกาลงั ได้ ไม่ใช่วนั ทาวนั น้ีเสร็จทุกข้นั ๆ อานาปานสติข้ันที่ 1 ลมหำยใจยำว รู้ ๆ จัก ความหมายของคา มีอยู่ อานา ว่า “ยาว” รู้จกั อิทธิพลของคาว่ายาว ลกั ษณะของคาว่ายาว รสอร่อยของคาว่ายาวให้ดี ๆ 293ทีน้ี ปานสติข้นั ท่ี 1 มาถึงข้นั ท่ี 2 เป่ านกหวีดส้ัน ๆ หรือหำยใจส้ันกว่ำธรรมดำ รู้ไวเ้ ป็ นกฎเกณฑ์ธรรมชาติว่าถ้ำ ลมหายใจยาว อำรมณ์ของเรำปรกติ อำรมณ์ดี เรำจะหำยใจยำวละเอียด ถา้ อารมณ์ร้าย เช่น โกรธ เช่นกลวั เช่น รู้ ๆ จกั ตกใจ เช่นอะไรเหล่าน้ี มนั อารมณ์เปล่ียนส้ัน ลมหายใจมนั จะส้ัน พูดอย่างวิทยาศาสตร์ว่า มนั ต้องกำรออกซิเจนเร็ว ๆ มัน ต้องหำยใจส้ัน ๆ เร็ว ๆ เพ่ือไดเ้ ขา้ ไปเร็ว ๆ เป็ นความวุ่นวาย ลม ข้นั ที่ 2 เป่ า หำยใจส้ันมี เม่ืออำรมณ์ไม่ดี ถ้ำเรำจะแก้อำรมณ์ไม่ดี ต้องหำยใจให้มันยำว แต่เราจะเป็นนกั เลง นกหวดี ส้นั ๆ เราจะเป็ นนักเลงกว่าน้ันอีกว่า แม้หายใจส้ันเรา ทาอารมณ์ให้ปรกติได้ ขอ้ น้ียากหน่อย ลองดู หรือหายใจส้นั หำยใจส้ันกว่ำธรรมดำ คือไม่บังคับมนั แลว้ ให้มนั มีอำรมณ์ปรกติเหมือนกับหำยใจยำวได้ ดีมำก กว่าธรรมดา รู้ ไว้ ลมหายใจ ข้นั ท่ี 2 กำหนดลมหำยใจส้ัน เพ่ือให้รู้ว่ำ อำรมณ์ปรกติหรือไม่ปรกติ ถา้ ไมป่ รกติ แกใ้ หม้ นั ปรกติ ส้ันมี อารมณ์ โดยการหายใจยาว ไดค้ วามปรกติแล้ว ทาให้มนั หายใจส้ัน ยงั คงปรกติ คือนักเลง นักเลงผู้ ไมด่ ี กาหนด ประสบความสาเร็จในข้นั ที่ 2 ทีน้ี 294ข้นั ท่ี 3 ตวั บท ว่า ลมหำยใจท้ังปวง สพฺพกายปฏิสํ เวที ท้งั ลมหายใจส้นั ปวง หมายความวา่ ทุกอย่ำง ไม่ใช่ท้งั หมดของอยา่ งเดียว ท่ีแปลเป็นภาษาฝร่ัง มนั แปลวา่ Whole เพ่ือใหร้ ู้วา่ ไม่ไดแ้ ปลว่า All น้ัน มนั แปลผิด ทีน้ี All All คือทุกชนิด ไม่ใช่ Whole อนั เดียวท้งั หมด ไม่ใช่ อารมณ์ปรกติ กาย มี 2 กายอย่างน้อย คาวา่ “กำย” แปลว่ำ หมู่ หมู่ คาว่า “กาย” ไม่ไดแ้ ปลวา่ ร่างกาย คาว่า กาย หรือไม่ปรกติ แปลว่าหมู่ คือเป็ น มนั เป็ นหมู่แลว้ เรียกว่า กาย เช่น กองทพั นน่ั แหละ เป็ นหมู่ ๆ เรียกว่ากาย เหมือนกัน พลกายว่ากองทพั หมู่แห่งคน กำยเนื้อ อย่างหน่ึง กำยลม อย่างหน่ึง มนั เป็ นหมู่ ข้นั ท่ี 3 ตวั บท ท้งั น้นั แหละ ลมหายใจมนั อยใู่ นลกั ษณะเป็นหมู่ กำยเนื้อ ยิง่ เห็นไดช้ ดั ว่าเป็นหมู่ คือ ธำตุหลำย ว่า ลมหายใจ ธำตุมำประชุมกนั เรารู้จกั กำยลม มาดีแลว้ ต้งั แต่ข้นั ท่ี 1 ข้นั ที่ 2 ว่ามนั เป็ นอย่างไร แลว้ เรา รู้วา่ ท้งั ปวง กาย อิทธิพลของมนั เน่ืองลงไปถึงกายเน้ือ ลองหายใจ หำยใจยำว มันมีอิทธิพลแก่ร่ำงกำย แก่ระบบ เน้ือ อยา่ ง ประสำท หรือกำยเนื้ออย่ำงไร หายใจส้ันสิ เด๋ียวน้ีหายใจส้ัน มนั มีอิทธิพลแก่ร่างกายเน้ืออยา่ งไร หน่ึง กายลม อยา่ งหน่ึง ลกั ษณะเป็น หมู่ หายใจ ยาว มนั มี อทิ ธิพลแก่ ร่างกาย แก่ ระบบ ประสาท หรือ กายเน้ือ อยา่ งไร กาย ลมกบั กายเน้ือ

216 สัมพนั ธก์ นั น้ีต้องทำเป็ นด้วยควำมรู้สึกจริง ๆ นะ ไม่ใช่คาดคะเนไม่ใช่พูด ไม่ใช่คาดคะเน เด๋ียวจะเห็นว่า ทากายเน้ือ กำยลมกับกำยเนื้อสัมพันธ์กัน ข้ึนดว้ ยกนั ลงดว้ ยกัน หยาบดว้ ยกนั ละเอียดดว้ ยกัน เบาสบาย หนงั ใหส้ งบ ด้วยกัน หนักอ้ึงด้วยกัน อะไร แล้วแต่ เพราะมันสัมพนั ธ์กัน มนั มี 2 กาย กายท้ังปวง เราจึง ไดด้ ว้ ยการ สามารถทำกำยเนื้อหนังให้สงบได้ด้วยกำรบังคับกำรหำยใจ บงั คบั ลงไปทางการหายใจ เราจะ บงั คบั การ บงั คบั ลงไปที่เน้ือหนงั ร่างกาย ระบบประสาท มนั ทาไม่ได้ ทาไมไ่ ด้ ลองดูสิ แต่เรามีเคล็ดมอี ุบำย หายใจ เรียกวา่ ที่จะทำได้ โดยทำทำงลมหำยใจ ลมหายใจเป็นอยา่ งไร ไอน้ นั่ มนั จะเป็นอยา่ งน้นั ลมหำยใจยำว ลมหายใจ น้ี ละเอียดประณีต มนั สร้างความละเอียด ประณีตและสงบระงบั ให้แก่กายเน้ือ ควำมกลัวทำให้ มนั บงั คบั หัวใจ ๆ เต้นตึก้ ๆ ๆ ๆ เราบงั คบั มนั บังคับไอ้ ๆ การเตน้ ต้ึก ๆ ของหัวใจน้นั ดว้ ยกำรหำยใจที่ ร่างกาย กาย ละเอียดประณตี เด๋ียวมนั ไอต้ ้ึก ๆ มนั หายไป มีแผลเลือดออกมาก บงั คบั ให้หายใจละเอียด เลือด เน้ือ มนั จะไหลออกนอ้ ยเขา้ ชา้ เขา้ เรียกวา่ ลมหำยใจ น้ีมนั บงั คบั ร่ำงกำย กำยเนื้อนน่ั ได้ เพราะมนั มีอยู่ อิทธิพลลงท่ี 2 กาย เป็ นเกลอกนั พยายามหายใจแลว้ รู้ว่า 295 การหายใจน้ีไปมีอิทธิพลลงที่เนื้อหนังร่ำงกำย เน้ือหนงั ระบบประสำทอย่ำงไร ทาหลายคร้ังหลายหน หลายคร้ังหลายหน ทาดูสิ เป็ นตวั อย่างเดี๋ยวน้ีว่า ร่างกายระบบ พอหายใจยาว น่ะ มนั เป็ นอย่างไร มนั ทาควำมระงับแก่ร่ำงกำยไดล้ ึก ไดล้ ึก ได้ละเอียด ถ้ำลม ประสาท หำยใจน้ันละเอียดประณีตด้วย ย่ิงละเอียด ยิ่งยำว มัน ยิ่งทำให้ละเอียด ประณีตได้ ส้ันน่ะมนั ทา อยา่ งไร ทา ยาก แต่ถ้านักเลง ทาไดเ้ หมือนกนั หมายความว่ามนั ฝึ กมำดีแล้ว มนั ฝึ กมาดีแลว้ แต่ไม่มีใคร ความระงบั แก่ ตอ้ งการไออ้ ารมณ์ร้ายหรือลมหายใจส้ัน มนั จัดขจัดปัดเป่ ำออกไปด้วยกำรหำยใจยำว เมื่อเรา ร่างกายไดล้ ึก หำยใจยำว คลา้ ย รู้สึกคลา้ ย ๆ ว่าตัวมันยำวออกไปใช่ไหม ตวั น่ะมนั ยาวออกไป รู้สึกว่าตวั มนั ไดล้ กึ ได้ ละเอียด ถา้ ลม ยาวออกไป ถา้ เราหายใจส้ัน จะรู้สึกคลา้ ย ๆ ว่าตวั มนั ส้ัน ลองดูเดี๋ยวน้ี ได้ เรียกว่า สพฺพกายปฏสิ ํ หายใจน้นั เวที รู้พร้อมเฉพาะซ่ึงกายท้งั 2 กายพร้อมกนั อย่างน้ี มนั เป็ นควำมรู้ลึกลับของธรรมชำติ ถึงไม่ ละเอยี ด ค่อยมีใครสอน ไม่ค่อยมีใครสนใจ เรียกว่า ยงั โง่กว่าคนโบราณมากเร่ืองน้ี จนเห็นชัดว่า มนั ประณีตดว้ ย เกี่ยวพนั กนั อยอู่ ยา่ งลึกซ้ึงนะ ไอร้ ู้ความเก่ียวพนั กนั อยา่ งลึกซ้ึง มีประโยชน์ในข้นั ตอ่ ไป คือเราจะ ยงิ่ ละเอียด ยง่ิ บังคบั ระบบประสำทหรือร่ำงกำยได้ด้วยกำรหำยใจ 296 ทีน้ี มาถึงข้ันที่ 4 ให้ ๆ บท บทสู ตร ยาว มนั ยง่ิ ทา Formula ว่า วิ่งตำม เฝ้ำดู สร้ำงมโนภำพ บังคับมโนภำพ 4 คา 4 คา ข้นั ที่ 4 วิ่งตาม ว่ิงตาม ตาม ใหล้ ะเอียด เรา ติด ว่ิงตามติด ติด ๆ กน้ อุปมาหน่อยเพื่อจาง่าย เหมือนกบั กดั ไม่ปล่อย กดั ไม่ปล่อย สุนขั มนั ไล่ จะบงั คบั กดั อะไรคุณเห็นไหม กดั ติดแลว้ ไม่ปล่อย เด๋ียวน้ีเรียกกัดไม่ปล่อย ติดลมหายใจ ทาเดี๋ยวน้ีเลย ระบบ หำยใจยำวเข้ำ ติดตำมอย่ำงกัดไม่ปล่อยเลย หำยใจออกยำว ติดตามมาอย่างไม่ปล่อย กดั ไม่ปล่อย ประสาทหรือ ดงั น้ันจะมีระยะหยุดนิดหน่ึง เม่ือเขา้ ไปถึงท่ีสุดแลว้ มนั หยุดเพ่ือจะหายใจออก เมื่อออกมาสุด ร่างกายไดด้ ว้ ย แลว้ มนั จะหยุดนิดหนึ่งเพื่อจะหำยใจเข้ำ ถา้ มนั มีการกดั ไม่ปล่อยจริง ๆ มนั ตลอดเวลาแหละ การหายใจ เมื่อมนั เขา้ ไป กดั ตามหลงั เขา้ ไป เมื่อหยดุ อยู่ มนั ยงั กดั อยู่ เมื่อออกมากดั ออกมา มาหยดุ ขา้ งนอก กดั อยู่ มนั ยังกัดอยู่ หมายความวา่ สติกำหนดอยู่ท่ีลมหำยใจ ไม่วา่ เม่ือมนั เขา้ ไป หรือมนั หยดุ อยู่ ข้นั ที่ 4 วง่ิ ตาม หรือมนั ออกมา หรือมนั หยุดอยู่ หรือมนั เขา้ ไปแลว้ มนั หยุดอยู่หรือมนั ออกมา ใช้วิธีกัดไม่ปล่อย เฝ้าดู สร้าง กันอยา่ งน้ี หมายความว่า เราไดป้ รับปรุงลมหายใจที่พอใจแลว้ คือมีควำมยำวเหมำะสม มีความ มโนภาพ ยาวเหมาะสม เพราะไอก้ ารบงั คบั เดี๋ยวน้ีปล่อยเรื่องอื่นหมดแลว้ คงเหลืออยแู่ ต่บังคับให้ติดตำม บงั คบั มโน ภาพ ติดตาม อยา่ งกดั ไม่ ปลอ่ ย หมายความว่า สติกาหนดอยู่ ท่ีลมหายใจ ปรับปรุงลม หายใจที่พอใจ แลว้ คอื มี

217 ความยาว 297 ถ้าใช้คาว่า บังคบั มันค่อนข้างจะวุ่นวาย ใช้คาว่า “ทำควำมรู้สึก” ปฏิส เวที แปลว่า ทำ เหมาะสม ควำมรู้สึก ใชค้ าว่าบงั คบั มนั มีลกั ษณะวุน่ วาย จะไม่สงบ ทาความรู้สึก นน่ั แหละ คือ การบงั คบั บังคับจำกควำมรู้สึกหรือบงั คบั ให้รู้สึก แต่การบงั คบั น้นั ไม่ใช่บงั คบั ชนิดท่ีเรียกว่าวุ่นวาย ทา “ทาความรู้สึก” ความรู้สึกกนั แลว้ ทำควำมรู้สึกต่อลมหำยใจ เม่ือแลน่ เขา้ ไป เมื่อหยดุ อยู่ เม่ือแล่นออกมา เม่ือหยดุ บงั คบั จาก อยู่ เมื่อแล่นกลบั เขา้ ไป ทาความรู้สึก เม่ือคืนพูดวา่ เหมือนกบั พีเ่ ล้ียงนอน เออ่ , ดูเด็กในเปลที่ยงั ไม่ ความรู้สึก ทา หลบั หันไปหนั มา หนั ไปหนั มาอยูอ่ ยา่ งน้ี ถา้ ว่ามนั ทาไม่ค่อยจะได้ หำยใจให้แรง หายใจใหแ้ รง ความรู้สึกต่อลม ข้ึน แกลง้ หายใจให้แรง แต่ไม่ใช่ ไม่ใช่เราตอ้ งการ แต่ว่าในช้นั น้ีเราทาไม่ได้ เราจะใหท้ าให้ได้ หายใจ ตอ้ งการ เราหายใจใหแ้ รงเขา้ หายใจใหแ้ รงจนรู้สึกเสียงซูดซาด หรือจะมีเสียงวูด้ ว้ีด แลว้ แต่ หายใจใหม้ นั ความอดทน แรงเขา้ มนั กำหนดง่ำยขึ้น เม่ือมนั กาหนด ๆ ไดแ้ ลว้ ค่อย ๆ ปล่อยไป ๆ ผ่อนลงไปจนไม่ต้อง สติสัมปชญั ญะ หำยใจแรง เพียงแต่หายใจตามธรรมดา มนั กาหนดได้ มนั ตอ้ งการความอดทนหน่อยแหละ ไอ้ ประคบั ประคอง คนข้ีเกียจ คนมกั ง่าย คนผลุนผลนั ทาไม่ไดแ้ น่ ทาไม่ไดแ้ น่ มนั เลิกทิ้งไปแหละ เลิกทิ้งไปใหไ้ ม่ ให้ดี ต้องทากัน มันต้องกำรควำมอดทน ขันตี ต้องช่วย มาช่วยกันตอนน้ีเอง สติสัมปชัญญะ สูดลมหายใจ ประคับประคองใหด้ ี 298 มาช่วยกนั ตอนน้ี สูดลมหำยใจให้แรง ว่ิงตามไดง้ ่าย เม่ือว่ิงตามไดแ้ ลว้ ให้แรง วิ่งตาม ปล่อยให้มนั ปรกติตามสบาย เบาตามสบาย กาหนดได้ ลักษณะหนึ่งเหมือนกับทำเล่น คือไม่ ไดง้ ่ายลกั ษณะ เครียด ถา้ เครียดแลว้ มนั ยุง่ ทาตามสบายเหมือนกบั ทาเล่น ๆ แต่ไม่ใช่เล่นเหลวไหล ทีน้ี มาเร่ือง หน่ึง “เฝ้ำดู” เฝ้าดู หำจุดท่ีเหมำะที่ลมมันกระทบกำหนดได้ง่ำย หายใจดูเดี๋ยวน้ีสิ มนั ออกมาหรือมนั เหมือนกบั ทา เขา้ ไป มนั ผ่านตรงไหน ตรงไหนมนั ๆ กล้ันลม ตรงน้นั มนั เป็ นจุดที่ให้ควำมรู้สึก เราเป็ นคน เลน่ คือไม่ ไทยไม่ลาบากเหมือนคน นิโกรที่จมูกมนั เชิดข้ึนขา้ งบน หาท่ีพบยาก กระทบยาก หาจุดที่ลม เครียด“เฝ้าด”ู กระทบ ถ้ำจิตใจยังหยำบอยู่ หำไม่พบแน่ หาไม่พบแน่ เมื่อจิตใจมนั ละเอียดพอแลว้ ละเอียด เฝ้าดู หาจดุ ท่ี พอแลว้ สังเกตให้ดี ต้งั แต่เม่ือวงิ่ ตำม วิ่งตาม ยาว ๆ แรง ๆ มนั กระทบทต่ี รงไหน จบั ให้ได้ ใชบ้ นน้ี เหมาะท่ีลมมนั เอาไวใ้ หไ้ ดท้ ่ีตรงน้นั แมว้ า่ หายใจละเอียดหรือเบาหรือปรกติ ตาม มนั ได้ ไดแ้ น่ แตว่ า่ คนท่ีชอบ กระทบ ทำอะไรหยำบ ๆ หวัด ๆ ทำไม่ได้ คนมีนิสัยหยำบ มนั จะทำยำก ถือเป็นโอกาสเอาเสียเลย มาแก้ กาหนดไดง้ ่าย นิสัยหยำบ ๆ โง่ ๆ น้นั ใหม้ นั มาเป็ นละเอยี ด ๆ หรือฉลาดเขา้ ไป การฝึกอยา่ งน้ี ทาเลยที่นงั่ อยทู่ ่ีนงั่ กล้นั ลม เป็น อยู่ขา้ งล่าง สะดวกให้ทาเลย ทาดู ตายงั ลืม ยงั ลืมตาเพ่งอยู่ที่ปลายจมูกแล้ว 299 หำจุดท่ีลมมัน จดุ ท่ีให้ กระทบ ทำดู คงทาไม่ไดง้ ่าย ๆ เดี๋ยวน้ี อาจจะฝึ กกนั หลายชว่ั โมงหรือหลายวนั ไม่แน่ แมแ้ ต่ฝึ ก ความรู้สึก กีฬำกายบริหาร เขา ยงั ต้องฝึ กกันซ้ำ ๆ ซำก ๆ กว่ำจะทำได้ดี จะมีผลดี เดี๋ยวน้ี เป็ นจิตตบริหำร มนั ตอ้ งละเอยี ดประณีตกนั สักหน่อย กระทง่ั วา่ เลิกจากนง่ั แลว้ ยนื อยู่ ทาได้ เก่งจริงเดินอยู่ ทาได้ หาจดุ ท่ีลมมนั ถา้ ทาได้ หมายความวา่ จิตน้นั ประณีตละเอียดที่สุด ฉลาดเฉลียวท่ีสุด เม่ือพบว่ำจุดไหนเป็ นจุดที่ กระทบ ทาดู กระทบ เรา ระดมไอค้ วำมสังเกตควำมรู้สึก ลงไปที่นั่นให้หมดเลย แลว้ มนั จะชัดเจนย่ิงข้ึน ดว้ ย ตอ้ งฝึกกนั ซ้า การระดมไอค้ วำมรู้สึก รู้สึก จะรู้ ๆ สึกตวั รู้สึกอะไรแลว้ แต่จะเรียก ให้ลงไปท่ีนน่ั ให้มากเป็ น ๆ ซาก ๆ กวา่ พิเศษ ท่ีน้ี 300มาถึงไอข้ ้นั ท่ีวา่ สร้ำงมโนภำพ มโนภาพ เหมือนกับนมิ ติ ติดตา เราทำอำนำปำนสติ จะทาไดด้ ี จะมี เราได้เปรียบ คือลมหำยใจท่ีหำยใจอยู่เสมอ ไม่ตอ้ งเท่ียวหาบเที่ยวหิ้วอะไร ถ้าใช้ลูกแกว้ เป็ น ผลดี ตอ้ ง เครื่องเพ่ง มนั ตอ้ งใชล้ ูกแกว้ ถา้ ใชพ้ ระพุทธรูปเป็นเครื่องเพ่ง มนั ตอ้ งเท่ียวหอบเท่ียวหิ้วกันอยู่ ละเอียด ประณีต เมอ่ื พบวา่ จุดไหน เป็ นจุดท่ี กระทบ เรา ระดมไอค้ วาม สงั เกต ความรู้สึก ลง ไปท่ีนนั่ ให้ หมดเลย สร้างมโนภาพ มโนภาพ

218 เหมอื นกบั เมื่อใชข้ องภายนอก โดยเฉพาะพวกปฏิบตั ิกสิณ ไอค้ าวา่ “กสิณ” มนั ไม่ ๆ จะไม่พบในพระพุทธ นิมิต ติดตา ทา ภาษติ มนั เร่ืองแถมพกทีหลงั กสิณมีดวงวงเป็นวง ๆ ดวงแดง ดวงขาว ดวงดา ดวงอะไร หรือเจาะ อานาปานสติ รูฝาใหเ้ ป็นรูเขา้ แลว้ เพ่ง นน่ั เรียกวา่ อำรมณ์ที่นอกตัว ลาบาก ไม่เกี่ยวกบั เรา เรามีอำรมณ์ในตัว ไดเ้ ปรียบ คือ แต่มนั ตอ้ งยากอีกทางหน่ึง คือมนั ละเอียด อารมณ์ท่ีมนั ละเอียด ลมหายใจ กำหนดที่ลมกระทบ ลมหายใจท่ี หายใจอยู่ มำกเข้ำ ๆ ๆ น้อมจิตนึกไปเพ่ือจะเกิดควำมรู้สึกอะไรขึน้ มำที่นนั่ ดว้ ยอาการ คือ มนั เหมือนกบั ก่ึง เสมอ ละเอยี ด สานึกแหละเดี๋ยวน้ี ควำมรู้สึกของจิตมันจะเหมือนกับกึ่งสำนึก มนั จึงจะน้อมให้เกิดภาพอะไร อารมณท์ ี่มนั ข้ึนมาไดท้ ่ีตรงจุดน้นั เป็นเหมือนกบั เพชรวาว ๆ อยูท่ ่ีตรงน้นั เหมือนน้าคา้ งกลางแสงแดดวาว ๆ ละเอยี ด ลม อยตู่ รงน้นั หรือวา่ เป็นรูปรุงรัง เช่น ใยแมงมุมกลางแดดอยวู่ าว ๆ อยทู่ ี่ตรงน้นั หรือจะเป็นดวงดาว หายใจ ดวงอะไร ได้ เรียกวา่ ไม่ใช่ของจริง แต่ว่ำเป็ นสิ่งที่ต้องมีจริง มนั ไม่ใช่ของจริง แต่เป็นส่ิงท่ีตอ้ งมี กาหนดที่ลม จริง เพื่อยกไอฐ้ ำนะของกำรบังคับจิตน่ะ การทาความรู้สึกดว้ ยจิตให้สูงข้ึนไป สูงข้ึนไป ขอให้ กระทบมาก สังเกต บางทีภาพเหลา่ น้ีมนั มาปรากฎแก่ตาเรา เม่ือ ๆ เราว่ิงเลน่ หรือเม่ือทางานทาการ หรือนอน เขา้ ๆ ๆ นอ้ ม เล่น ได้ ไมใ่ ช่ทากรรมฐาน มนั ยงั มีข้นึ มาได้ โดยไม่รู้สึก โดยใตส้ านึก แมอ้ ยา่ งน้นั ยงั มีประโยชน์ จิตนึกไปเพ่ือ ถา้ มีภาพอะไรอย่างน้นั เกิดข้ึนมาในเวลาอื่น ฝึ กเ ก็บมนั ไว้ รักษามนั ไว้ เพ่งมนั ไว้ ถา้ วา่ คุณเผอิญ จะเกิด หลบั ตาแลว้ เห็นหน้าใครท่ีบา้ น ที่อยู่ท่ีบา้ นท่ีกรุงเทพน้นั นะ ไวท้ นั ที ฝึ ก ๆ ๆ ๆ เก็ บมันให้ชัด ๆ ๆ ความรู้สึก ๆ ๆ กำรฝึ กอย่างน้ี มีประโยชน์ท่ีจะทาสมาธิ ในช้นั ท่ีสร้ำงมโนภำพ ถา้ วา่ จิตมันกึ่งสำนึก หรือ อะไรข้ึนมา มนั ค่อนขา้ งจะรวนเรแลว้ มนั เกิดง่าย แมใ้ นความฝัน เถิดหรือวา่ ร่างกายไม่ค่อยสบายน้ี มนั เห็น ช้นั สร้างมโน ไดง้ ่ายกว่า นน่ั มนั เป็ นเอง เดี๋ยวน้ีเราทาให้มนั เห็น มนั นกั เลงกวา่ มโนภาพท่ีสวยงาม มีสาหรับ ภาพ ว่า จิต เพ่ง เม่ือนิมิตอำรมณ์น้นั มนั ละเอียด การเพ่งมนั ละเอียด กระทงั่ เราขยับขยำยกำรเพ่งของเราจาก มนั ก่ึงสานึก ความหยำบเป็ นควำมละเอียด ๆ ๆ ๆ เหลือประมาณ ทีน้ีกลายจากวตั ถุเป็นจิตใจแลว้ 301กลายจาก เร่ืองของวตั ถุมาเป็นเรื่องของจิตใจแลว้ ลมหำยใจน้นั มนั เป็ นวัตถุ มนั เป็น Concrete Concrete น้ี ลมหายใจเป็ น มำทำให้เป็ น Imagination ไม่ใช่ Concrete ไม่ใช่ของวตั ถุเสียเลย เก่ง เก่ง ใชค้ าว่าเก่ง แต่ไม่ใช่ วตั ถุ เป็น เก่งสาหรับอวดดี เก่งสาหรับรู้วา่ เดี๋ยวน้ีมนั ทาได้ มนั ทาได้ ไออ้ นั น้ีมีความสาคญั มากเหมือนกนั Concrete ทา ควำมรู้สึกว่ำทำได้ จะต้องใช้ในโอกำสข้ำงหน้ำ เพื่อเป็ นปี ติปรำโมทย์อะไรต่อไปโน่น แต่เด๋ียวน้ี ใหเ้ ป็น ยงั ก่อน อย่าเพ่อไปนึกถึง ทาให้มนั ไดล้ ะเอียด ๆ ๆ ยิ่ง ๆ ข้ึนไป คนหยำบ คนโง่ ทำไม่ได้ มัน Imagination ละเอยี ด มันประณีต ดงั น้นั ถ้ำทำได้แล้ว ต้องรักษำไว้ให้ชัดอยู่ ให้แรงขนึ้ ๆ อยา่ งน้ียง่ิ ตอ้ งละเอียด ความรู้สึกวา่ ประณีต ประคบั ประคองมาก ของใหม่ ๆ อย่างน้ีในลกั ษณะสมาธิ ดี วิปัสสนา ดี มนั ตอ้ งรักษา ทาได้ จะตอ้ ง รักษา ใชค้ าวา่ “รักษำ” คือทะนุถนอมรักษำอย่ำงดี อยา่ ให้มนั กลบั หายไปเสีย ภาพที่เห็นน้นั กลบั ใชใ้ นโอกาส หายไปไดง้ ่าย ๆ ถา้ ทาอะไรหยาบไปนิดเดียว สะดุดนิดเดียว แต่ถา้ ประคองจิตไวใ้ หด้ ี จะรักษาไว้ ขา้ งหนา้ เพื่อ ได้ เหมือนคนประคองขนั น้าใส่เตม็ เป่ี ยม เดินไปบนหินท่ีขรุขระ น้าไม่หก ตอ้ งการความประณีต เป็นปี ติ สักเท่าไร อุปมาอนั หน่ึงเขาว่าเหมือนกบั นางแกว้ รักษาครรภ์ที่จะคลอดบุตรออกมาเป็ นพระ ปราโมทย์ จกั รพรรดิ เราจะเช่ือไม่เช่ือเร่ืองน้นั ตามใจ แตเ่ ราเอาแต่อุปมา ความหมายอปุ มา นางแกว้ ต้งั ครรภ์ และรู้วา่ บุตรคนน้ีคลอดออกมาจากครรภแ์ ลว้ จะโตข้ึนเป็ นพระจกั รพรรดิ นางแกว้ รักษาครรภ์ ข้นั ที่ 4 เปล่ียน เป็นอยา่ งดี ทะนุถนอมทกุ อยา่ ง ทุกทางรอบดา้ น เพื่อไม่ใหล้ ูกในครรภม์ นั ตาย นิมิตหรืออารมณ์ท่ี มโนภาพ นอ้ ม เพิ่งไดอ้ ย่างน้ี ตายง่ายเหมือนอยา่ งน้นั ถา้ คนมนั หยาบ มนั รักษาไวไ้ ม่ไดห้ รอก ถา้ คนนิสัยหยำบ จิตไปอยา่ งไร บงั คบั มโน ภาพจริง แต่ที่ แทม้ นั คอื การ บงั คบั จิต พร้อมกนั ไป ในตวั สมควร แกก่ ารงาน “องคฌ์ าน” ได้ ขณะ กาหนด

219 ความนิ่งอยทู่ ุก ๆ รีบแก้ไขเสียเถดิ อย่ำอวดดี อย่ำทำอะไรหวดั ๆ หยำบ ๆ หดั ทางานประณีต ๆ แลว้ จะมีประโยชน์ ลมหายใจเขา้ เหลือหลายในอนาคต รักษามโนภาพน้ีไวเ้ ป็นอยา่ งดี ชดั เจนยงิ่ ข้ึน ชดั เจนยงิ่ ข้นึ ชดั เจนยงิ่ ข้นึ 302 ออก พร้อมจะ ขอ้ น้ี ข้นั ท่ี 4 เปลี่ยนมโนภาพ เปล่ียนมโนภำพ น้อมจิตไปอย่ำงไร ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดข้ึน รู้สึกว่า วิตก อยา่ งน้นั เปล่ียนขนาด ขนาดใหญ่ไป ใหใ้ หญ่ข้ึนหรือขนาดเลก็ ลง เปล่ียนขนาด เปลี่ยนสี สีจากสี คือกาหนด ท่ีเป็นอย่างหน่ึงให้เป็นสีที่เป็นอยา่ งหน่ึง จากที่แวววาวไม่ให้เป็นแวววาว ได้ เขาเปล่ียนอิริยาบถ อารมณ์ วิจาร คือไมอ่ ยกู่ บั ท่ี ใหม้ นั เคล่ือนไป ใหม้ นั ลอยไป ใหม้ นั ลอยมา ใหม้ นั วนรอบ อะไร แลว้ แต่ นอ้ มจิต คอื ซึมซาบตอ่ ไปไดอ้ ยา่ งไร มนั เปลี่ยนอยา่ งน้นั มนั บังคับมโนภำพจริง แต่ท่ีแทม้ นั คือ กำรบังคับจิตพร้อมกัน อารมณ์ ปี ติคือ ไปในตัว เด๋ียวน้ีจิตของเราจะละเอียดอ่อน มุทุ อ่อนโยน กมฺมนีย สมควรแก่กำรงำน Activeness พอใจที่ทาได้ Activeness ว่องไวต่อหน้ำท่ีจะมีมากข้ึน เพราะการฝึกอยา่ งน้ี เพราะกำรฝึ กอยา่ งน้ี จะมีประโยชน์ สุขคือสบาย ๆ ทว่ั ไปหมดแหละ ใช้ทำสมำธิ ได้ ใชท้ าอะไรโลก ๆ ได้ คือจะมีจติ ที่อ่อนโยนน่ิมนวล ควรแก่การ อยา่ งไม่เคย งาน ในช้นั น้ี เรียกว่า ละเอียดประณีต จะเป็นคุณวิเศษกว่าธรรมดาอย่แู ลว้ ในที่สุด เลือกเอาภาพ พบมา ใดภาพหน่ึงใหเ้ ป็นภำพนง่ิ อีก ไม่ใช่ภาพไหว เป็น Static ไมเ่ ป็น Dynamic น่ิง ๆ แสนที่จะน่ิง เพ่ง เอกคั คตา วา่ อยู่ในมโนภาพท่ีเหมาะสมท่ีน่ิง ๆ ๆ ๆ ๆ มีควำมนิ่งเกิดขึ้น มีควำมสงบเกิดขึ้น มีควำมระงับ จิตมีอารมณ์ เกิดขนึ้ คือควำมเป็ นสมำธิ 303สาหรับผทู้ ี่ไม่ตอ้ งการอะไรมากกว่าน้นั เท่าน้ีมนั พอ ทาใหไ้ ดอ้ ยา่ ง เดียว น้ี ทาให้ไดอ้ ย่างน้ี จะรู้สึกต่อสิ่งท่ีเรียกวา่ “องค์ฌำน” ไดใ้ นขณะท่ีนิ่ง อย่าเขา้ ใจว่า จิตดวงเดียว คิดเรื่องเดียวได้เท่าน้นั ถูกแลว้ แต่มนั เปล่ียนไดอ้ ย่างเร็วไม่ทนั รู้ มนั กาหนดความน่ิงอยู่ทุกลม คาว่า “วสี” หายใจเขา้ ออก แต่พร้อมกนั น้นั จะรู้สึกว่า วิตก คือกำหนดอำรมณ์ วิจำร คือซึมซำบต่ออำรมณ์ ฝึกไดใ้ นข้นั ปี ติคือพอใจที่เรำทำได้ สุขคือสบำย ๆ อย่ำงที่ไม่เคยพบมำแต่ก่อน แลว้ เอกัคคตำ แน่นอนที่วา่ จิต ไหน แมแ้ ต่ มอี ำรมณ์เดยี ว มียอดสุดอยทู่ ี่สิ่งเดียว เอกคั คตา วติ ก คอื กาหนดที่อารมณ์ วจิ าร คือรู้สึกซึมซาบต่อ ข้นั ตน้ ๆ ตอ้ ง อารมณ์ ปี ติ คือพอใจว่าทาได้ สุข คือเป็ นสุข ท่ีเป็ นของใหม่น้ี เอกัคคตา อารมณ์เดียวเหลือ ซกั ซอ้ ม ๆฝึก ประมาณ จิตกว่าจะเป็ นอยา่ งน้ีได้ มนั ต่อสู้ ๆ เพราะฉะน้นั มนั เกิดความรู้สึกอะไรแปลก ๆ เห็น สูงข้ึน มี อะไรแปลก ๆ อย่างท่ีกล่าวแลว้ เมื่อวานน้ี อยา่ ไปสนใจกบั มนั เมื่อกบั สัตว์ เมื่อเราปล่อยไวเ้ ฉย ๆ อานาจเหนือ มนั ไม่มีโลดโผนดุร้ายอะไร พอจบั มนั มดั จบั ฝึ ก เด๋ียวมนั ดิ้นรน จิต เป็นอย่างน้นั แหละ เด๋ียวน้ี จิต ประกอบ มนั บงั คบั มาตามลาดบั ตามลาดบั ว่ิงตำม เฝ้ำดู สร้ำงมโนภำพ แลว้ บังคับมโนภำพได้ จะอยู่ใน คณุ ธรรม สติ อานาจแลว้ อยู่ในอานาจแลว้ 304ทีน้ีอย่าลืมคาว่า “วสี” วสี เราฝึ กได้ในข้ันไหน แมแ้ ต่ข้นั ตน้ ๆ สมั ปชญั ญะ ต้องซักซ้อม ๆ ๆ ๆ เช่นเดียวกบั ฝึ กกีฬา ฝึ กไดเ้ ท่าไร ซักซ้อม ๆ จะฝึ กสูงข้ึนไป ซักซ้อม ๆ น้ี ไดร้ ู้อนตั ตา เหมือนกันแหละ วสี แปลว่าผูม้ ีอานาจ เพราะว่าเดี๋ยวน้ีมีอานาจเหนือจิต เขา จิตอีกนั่นเอง มี อำนำจเหนือจิต จิตที่ประกอบไปดว้ ยคุณธรรม สติสัมปชัญญะอะไรต่าง ๆ มีอานาจเหนือจิต ซักซ้อมความท่ีมีอำนำจเหนือจิตด้วยจิต จิตเองมีอานาจเหนือจิต ซักซ้อมควำมท่ีจิตมีอำนำจ เหนือจิต ด้วยจิต เริ่ม ๆ รู้จกั จิตไวด้ ี ๆ จะไดไ้ มเ่ อาเป็นอตั ตา จะไดร้ ู้อนตั ตาวา่ มนั สกั วา่ จิตเท่าน้นั แหละ เราบงั คบั วตั ถุหรือร่างกายเท่าน้นั แหละ เราไม่มีอนตั ไม่มีอตั ตา เจตภูต วิญญาณศกั ด์ิสิทธ์ิ ผีสางอะไรที่ไหน เรื่องเจตภูตน้นั ยดึ ถือกนั เหลือเกิน เพราะมนั ไดร้ ับการสอนก่อน ๆ สิ่งใด แลว้

220 ผล ทาให้เช่ืออย่างน้ันไดโ้ ดยธรรมชาติโดยง่าย เรามนั โง่ว่ำมีส่ิงศักด์ิสิทธ์ิอยู่ในสิ่งน้ันสิ่งนี้ ไม่ตอ้ ง เห็นเป็นส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิ เห็นวา่ จติ ตำมธรรมดำ เมื่อฝึ กเข้ำแล้วมนั เป็ นอย่ำงนี้ ศกึ ษาเร่ือง 305ทีน้ีมนั เป็นเร่ืองที่จะศึกษำเร่ืองอนัตตำไป เสียต้งั แต่แรกเริ่มอยา่ งน้ี ดีเหมือนกนั ท่ีจริงมนั เป็น อนตั ตา จะหลุด เร่ืองสูง เรื่อง ๆ สูง เร่ืองจะหลุดพ้นกนั โน่น แต่วา่ ต้งั ตน้ ไดแ้ ต่ที่ และเดี๋ยวน้ี มนั ง่ายดี เห็นลมสัก พน้ กนั เห็นลม ว่ำลม เหน็ กำยสักว่ำกำย เหน็ จิตสักว่ำจติ เหน็ ควำมเปลี่ยนแปลงเหล่าน้นั สักวา่ ควำมเปล่ยี นแปลง สกั วา่ ลม เห็น ตำมกฎของธรรมชำติ ลมเป็นอยา่ งน้นั เช่นน้นั เอง ไม่ใช่ ๆ ๆ เจตภตู วิญญาณ มนั เป็นอนตั ตา ไม่ กายสักวา่ กาย ตอ้ งมีตวั ตน นิมิต ดี อาการ ดี อิทธิพล ดี กายเน้ือ ดี กายลม ดี เอามาพิจารณาเสียใหห้ มดว่า มนั เห็นจิตสกั วา่ จิต เป็ นไปตำมธรรมชำติ ไม่มีอัตตำตัวตนท่ีเป็ นผู้บันดำล ไม่มีพระเจา้ บนั ดาล ใหม้ นั สำเร็จอยู่ที่กำร เห็นความ เปลี่ยนแปลง ฝึ กตำมธรรมชำติ ขอให้รู้จกั ทุกอย่างทุกกระเบียดนิ้วท่ีไดผ้ ่านมาในควำมรู้สึก ลม ดี อำกำรของ ความ ลม ดี ร่ำงกำย ดี แมท้ ี่สุดแต่วา่ ไอค้ วามระงบั ๆ ๆ สงบลงไป ดี ไม่ใช่ผีสางเทวดาที่ไหนมาช่วย เปลี่ยนแปลง ตามกฎของ บนั ดาล ไม่ใช่เป็นเร่ืองของเจตภูต วิญญาณท่ีไหน มนั เป็นเร่ืองของจิตเนื่องอยู่กับกำย ไดร้ ับการ ธรรมชาติ บงั คบั ถกู ตอ้ งดีแลว้ มนั จะหายโง่เรื่องอตั ตาวา่ มีอะไรศกั ด์ิสิทธ์ิแฝงอยู่ วธิ ีท่ีผดิ ๆ โบราณ เขา ๆ เป็ นไปตาม เขา้ ใจกนั อยา่ งน้ีพร้อมกนั ไป เอาไสยศำสตร์มาปนกนั เขา้ แลว้ จุดธุปจุดเทียน ออ้ นวอนบวงสรวง ธรรมชาติ ไม่มี ขอให้ว่าพระปี ติ องคฌ์ าน คอยพระปี ติมา เชิญพระปี ติมา พระปี ติมาโปรด อยา่ งน้ี มี น้นั มนั เป็ น อตั ตาตวั ตนที่ เร่ืองผิด ๆ มนั เป็นเร่ืองเตลิดเปิ ดเปิ ง เป็นเร่ืองของไอ้แบบที่มนั ผิด ๆ มนั ๆ ช่วยไม่ได้ มนั ตอ้ งมี เป็นผูบ้ นั ดาล อยา่ งน้นั เพราะวา่ เอาไสยศาสตร์เขา้ มาปน เด๋ียวน้ีเราไม่เป็นอย่างน้นั เห็นชดั ตามที่เป็นจริงของ สาเร็จอยทู่ ีก่ าร สิ่งท้งั ปวง ยถำภูต ปชำนำติ สมฺมปปฺ ฺำย ปสฺสติ เหน็ ถกู ต้องด้วยปัญญำอันชอบตำมทีเ่ ป็ นจริง ฝึก ฝึ กตาม อยา่ งน้ี ผู้ฝึ กต้องบอกบทให้ เป็ นบท ๆ ๆ ยอมเสียเวลาดว้ ยกนั เด๋ียวน้ีทาไม่ได้ เพราะคุณใหเ้ วลา ธรรมชาติ เป็น ชวั่ โมงเดียว และเวลาน้ี ชว่ั โมงหน่ึงแลว้ ขอยุติการบรรยาย (อบรมพระภิกษุในพรรษา อบรม เรื่องของจิต จิตตภาวนา ปี 2531) https://pagoda.or.th/buddhadasa/2531-1-8.html เนื่องอยกู่ บั กาย ตารางที่ 4.3.12 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “สนทนำเรื่องสตปิ ัฏฐำน”ตามแนวทาง ปฏิบตั ิพระธรรมโกศำจำรย์ (พุทธทำสภิกข)ุ จาแนกตามแนวคดิ หลกั การ วิธีการ และผล[รหสั R12] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน R12-306ตามกาหนดสนทนาธรรมเร่ืองสติปัฏฐาน ทา่ นท่ีนึกได้ ที่ควรจะทราบกเ็ อามาพูด คาวา่ แนวคิด สติปัฏฐำน ท้ัง 4 เป็ นคำท่ีพบที่ไหนในบำลีแลว้ ก็มีลกั ษณะ พิเศษไดร้ ับยกย่องวา่ เป็นธรรม พิเศษ เอามาบรรจุ อัฎฐังคิกมรรค หมวดสัมมำสติ ก็ยงั มีความสาคญั อยู่ แมไ้ ม่สาคญั เท่า มหาสติปัฏฐาน สมาธิ สัมมากมั มนั โต สัมมาอาชีโวมีความสาคญั นอ้ ย และที่ไปอยู่ในพละ 5 อินทรีย์ 5 ชุด มากเกินไป จนไม่ โพธิปักขยิ ธรรม อิทธิบาท 4 สติปัฏฐาน 4 พละ 5 อินทรีย์ 5 โพชฌงค์ ขอ้ ความที่พอสมควร น่าเช่ือว่า ก็มีข้อความที่ละเอียดมาก ท่ีได้ชื่อว่า มหำสติปัฏฐำน มำกเกินไปจนไม่น่ำเช่ื อว่ำ พระพุทธเจา้ จะนงั่ พระพุทธเจ้ำจะนั่งตรัสท่ีเดียวกับคนพวกหน่ึงยำวถึงขนำดน้ัน มหาสติปัฏฐาน พวกหน่ึง ตรัสที่เดียวกบั คน เทิดทูนใหญ่เป็นมหาสติปัฏฐาน อีกพวกหน่ึงวา่ ไม่ใช่พุทธภาษิตตรัสมากถึงขนาดน้ัน เป็น พวกหน่ึงยาวถงึ ของเติมเขา้ ไป เช่นหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เติมเขา้ ไปหลายหมวด ธรรมานุปปัสส ขนาดน้นั สติปัฏ ฐานจริง แทจ้ ริง แนะนาจริง คือ อา

221 นาปานสติสูตร นาสติปัฏฐาน สมุทัยอริยสัจนิโรธสัจจ ธรรมยาวมากเฟื อไม่มีในสติปัฏฐานธรรมดา สนใจลองเทียบกนั โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในอานาปาตสติสูตร เขา้ ใจเองวา่ สติปัฏฐำนจริง แท้จริง แนะนำจริง คือ ดู ถอื เอาขอ้ ความ อำนำปำนสติสูตร สนใจลองเทียบกนั ดู ยาวกว่ากนั 10 เท่า จึงถือวา่ สติปัฏฐาน 4 ที่เป็นเนื้อ อานาปานสติสูตร แท้ควรสนใจกล่าวไว้ ในอำนำปำสติสูตร บอกได้เลยว่า ถ้าใครสนใจเร่ืองน้ี ก็ถือเอำ เป็ นหลกั ข้อควำมอำนำปำนสติสูตรเป็ นหลกั แลว้ ไปคาอธิบายใน ปฏิสัมภิทำมรรค เหลือพอ307ที่มา สตปิ ัฏฐาน 4 ตาม อย่างแทจ้ ริง ของสติปัฏฐำน 4 ตำมควำมเข้ำใจเช่ือว่ำ คือ อำนำปำนสติสูตร ต่อมาเติมเขา้ ๆ ความเขา้ ใจเช่ือว่า ไป ๆ จนเป็นมหาสติปัฏฐานสูตร สูตรที่เติมเขา้ ไป คาวา่ มหำวรรค ทีฆนิกำย เติมไป ๆ พูด คอื อานาปานสติ ไปไม่ดี ทาลายศรัทราของพวกท่ีเชื่อ เราเช่ือว่าเป็ นของท่ีเพ่ิมเขา้ ไป มหา จุละ คู่กนั จูฬ สูตร ต่อมาเตมิ เขา้ ๆ ตัณหำสังขยสูตรเป็ นต้น สูตรที่ข้ึนดว้ ยคำว่ำ “มหำ” เติมเข้ำไปไม่น้อยทีเดียว ทาไมพระ จนเป็ นมหาสติปัฏ พุทธเขา้ ตอ้ งตรัสให้มี มหา จุละ ท่านตรัสเร่ืองในเร่ืองหน่ึงก็พอแลว้ มนั เป็นอย่างน้ี ทีน้ีเรา ฐานสูตร สูตรท่ีเตมิ จาอย่างไร เม่ือสถานการณ์มีอยูอ่ ย่างน้ี แปลว่า ยอมรับ แมว้ ่า 308ในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็น เขา้ ไป ส่ิงที่ควรสนใจเอามาสนใจตามท่ีทาได้ อย่างอำนำปำนสติสูตร เร่ือง กำยำคตำสติ มีลม มหาสตปิ ัฏฐานสูตร หายใจอย่างดี แต่ในมหาสติปัฏฐาน สูตรมี 9 หมวดใหญ่ ๆ แต่ละหมวดน้ัน พิจำรณำแล้ว เป็ นสิ่งที่ควรสนใจ เกินขอบเขตของคำว่ำ “กำย” อยู่มำก มาเป็น กำยคตำสติ ไม่เป็นไรไม่มีโทษส่วนที่เกินเขา้ อานาปานสติสูตร มี มาไม่มีโทษแต่ศึกษาโดยเฉพาะตามช่ือว่า สติปัฏฐำน ก็เกินทีน้ี เราทำกำรไกล่เกล่ีย ลมหายใจอยา่ งดี แต่ ประสำนกันใช้ได้หมด อะไรใชไ้ ดก้ ็ใช้ แลว้ บางคา พูดไวด้ ี ในมหำสติปัฏฐำนสูตร ซ่ึงในอำ ในมหาสติปัฏฐาน นำปำนสติสูตรไม่มี เป็นตอน เอำคำในมหำสติปัฏฐำนสูตรมำใช้ ตอนท้ำยมหำสติปัฏฐำน สูตรมี 9 หมวดใหญ่ สูตร เน้นถึง อานิสงค์โฆษณาฯให้สนใจมาก บรรลุพระอรหันต์ใน 7 ปี 7 เดือน 7 วนั ๆ พจิ ารณาแลว้ เกิน กระทงั่ เชา้ เยน็ ก็บรรลุพระอรหนั ต์ เป็นอำนำคำมเี ป็นอยา่ งนอ้ ย ขอบเขตคาว่า “กาย” 309สูตรที่ลงทา้ ยอย่างน้ีจะพบแต่ในมหาสติปัฏฐานสูตรมีอย่างมีไม่เกิน 3 สูตรในพระบาลี อยมู่ าก เป็น กายคตา บรรลุใน 7 ปี 7 เดือน 7 วัน คาชวั่ เช้า คงเป็ นสูตรที่ท่านหมายมนั่ กันมาก ขอ้ น้ีมีเหตุผล มี สติ ทาการไกล่เกลยี่ ความเป็นจริงได้ โดยถือเอาเป็นหลกั วา่ สติปัฏฐาน 4 ช่วยใหบ้ รรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ ประสานกนั ใชไ้ ด้ ถา้ จะให้เลือกกนั แลว้ ไม่เอามรรคมีองค์ 8 สติปัฏฐาน 4 สาคญั มาก จะโดยเหตุท่ีวา่ พื้นฐำน หมด มำจำกสัมมำทิฐิ ก็เป็ นไปดว้ ยไม่ดี ต้องมีสิ่งมาประกอบด้วย สัมมำทิฏฐิ สัมมำสังกัปปะ สัมมำวำจำ สัมมำกมั มันตะ สัมมำอำชีวะ สัมมำวำยำมะ สัมมำสติ สัมมำสมำธิ เจิรญสติปัฏ หลกั กำร ฐานสาเร็จประโยชน์ ในสติปัฏฐำนน้นั มีสติมีสมำธิมีปัญญำรวมอยใู่ นน้นั มีสติปัฏฐานจริง เข้าไปดู มีท้ังสมำธิและปัญญำด้วย กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา เป็ นสมาธิอยู่มาก สตปิ ัฏฐาน 4 ช่วย กระทัง่ จิตตานุปัสสนาเป็ นสมาธิ หมวดธัมมานุปัสสนาเป็ นปัญญา เห็นอนิจจัง ทุกขัง ใหบ้ รรลุมรรคผล อนตั ตา เกิดราคะ เกิดวิโรคะ ถา้ มองดูโดยปริทรรศน์ ครบหมด เป็นศีล สมำธิ ปัญญำ ครบ เป็นพระอรหนั ต์ หมด ถา้ จะระบุท่ีสาคญั มหำสติปัฏฐำน 4 เป็ นท้ังสมถะและวิปัสสนำ ไม่ใช่คาเล่น ๆ พบ บรรลุใน 7 ปี 7 กว่า ในพระบาลีที่พระพุทธเจา้ ใช้ แทนคา อรรถงั ฐิคะมรรค มีหลายแห่ง ทุกขนิโรธคำมินี เดือน 7 วนั ปฏิปทำ อริยสัจ แสดงดว้ ยสมถะวิปัสสนา 310สติปัฏฐำน 4 สมบูรณ์ท้ังสมถะและวิปัสสนำ พ้ืนฐานมาจาก ใชแ้ ทน อัฏฐังคิกมรรค พูดว่า ถา้ เราไม่ให้เร่ืองยาวมากเกินไป มรรคมีองค์ 8 ให้เอามาแต่ สัมมาทิฐิ ในสติ ปัฏฐาน มสี ตมิ ี สมาธิมปี ัญญา รวมอยู่ มหาสติปัฏฐาน 4 เป็นท้งั สมถะและ วปิ ัสสนา เอาสติ ปัฏฐาน 4 พอเป็น มรรค พม่าปรับปรุง ระบบใหม่ ระบบ สติปัฏฐาน ที่คู่

กบั คาว่า หนอ 222 หนอ หนอ มี ลกั ษณะเทิดทูน เรื่องเดียว เอำสติปัฏฐำน 4 พอเป็ นมรรค ให้ถึงความดบั ไม่เหลือแห่งทุกขไ์ ด้ สังเกตเห็นได้ สติปัฏฐาน 4 มาก ว่า ถ้านิยมหนือยกย่องมาแล้วแต่โบราณกาล แล้ว 311มาถึงยุคหลังๆ ยกย่องสติปัฏฐำน ตลอดเวลำ จนถึงกบั พมา่ เอาไปปรับปรุงระบบใหม่ เป็นระบบสตปิ ัฏฐำน ท่ีคกู่ บั คาวา่ หนอ เจริญกรรมฐาน หนอ หนอ เป็ นเรื่องสาคญั และแพร่หลายมาก ในประเทศอินเดียโบราณก็คงมีลักษณะ สติปัฏฐานดว้ ย เทดิ ทนู สติปัฏฐำน 4 มาก รู้อรรถกถา มีขอ้ ความวา่ ประชาชนเขาทกั ทายกนั เม่ือคืนเจริญสติ เหมือนกนั ปัฏฐาน ขอ้ ไหนเป็นตน้ เป็นเร่ืองสาหรับประชาชนทกั ทายกนั ว่า เจริญสติปัฏฐานขอ้ ไหน ในหมู่บ้าน กัมมาสธัมมะ ที่พระพุทธองค์แสดงสติปัฏฐาน ข้ึนสมอง แม้แต่นกแก้ว อานาปานสตปิ สูตร นกขุนทองก็ไดย้ ินชินหู ก็กล่าว 312คา เจริญกรรมฐำน สติปัฏฐำนด้วยเหมือนกัน หมู่บ้ำน ถอื เอาสติปัฏฐาน กัมมำสธัมมะ แคว้นกุรุ ไม่ค่อยมีใครรู้จกั มารู้จกั ดว้ ยเป็ นที่พระองคท์ รงแสดงมหาสติปัฏ เป็นหลกั เหมาะสม ฐาน ทาไมไม่แสดงท่ีเชตวนั หรื อ เวฬุวัน ไปแสดงท่ีหมู่บ้านน้ัน เป็ นหมู่บ้ำนท่ีมีคน กายานุปัสสนา สติปัญญำ เป็ นนักจิตภำวนำ เป็ นพื้นท่ีฐำน พบท่ี ไม่เกิน 3 สูตร สูตรลึกพอกบั สติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติ แสดงหมู่บา้ น ที่สาคญั ในประวตั ิศาสตร์ที่พระพุทธองคท์ รงแสดงธรรมะลึก ๆ หมู่บา้ น กมั ปัฏฐาน อานาปาน มาสธมั มะ อีกสองสูตรมีควำมหมำยพอกับสติปัฏฐำน ซ่ึงสำคัญเป็ นหัวใจพระพุทธศำสนำ สติ 16 ข้นั แบง่ 4 ไม่ใช่ อิสิปตนมฤคทายวนั ท่ีเป็ นที่รู้จักแหล่งธรรมะช้ันลึกช้ันอภิธรรมแท้ในหมู่ชนท่ีมี หมวด หมวดละ 4 ปัญญาเฉลียวฉลาดในหมู่บา้ น กมั มาสธัมมะ เป็ นเรื่องคนฉลาดสามารถและมีกาลงั จิตสูง ข้นั หมวด 1 เร่ือง เป็ นเรื่องระดบั น้ัน 313 เราไม่ตอ้ งพูดถึง มหำสติปัฏฐำน ในทีฆะนิกำย มุ่งตรงไปยงั สติปัฏ กาย 2 เวทนา 3 จิต ฐานเป็ นเน้ือหาแทจ้ ริงครบถว้ นไม่เฟ้อ คืออำนำปำนสติปสูตร ถือเอำสติปัฏฐำนเป็ นหลัก 4 ธรรม คอื สตปิ ัฏ และอำนำปำนสติสูตรเหมำะสมเป็นเจา้ ของช่ือน้ี พระพุทธเจา้ ตรัสไวช้ ดั ว่ากำยำนุปัสสนำ ฐานทเ่ี ป็นแก่นแท้ เวทนำนุปัสสนำ ในตัวสูตรนน่ั เอง น้ีเรียกวา่ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน อา ไม่ประกอบดว้ ย นาปานสติ 16 ข้นั แบ่งเป็ น 4 หมวด หมวดละ 4 ข้นั หมวด 1 เร่ืองกาย หมวดท่ี 2 เวทนา เคร่ืองหุ้มห่อ เป็น หมวด 3 จิต หมวด 4 ธรรม คอื สติปัฏฐำนที่เป็ นแก่นแท้ ไม่ประกอบดว้ ยเคร่ืองหุม้ ห่อ เป็น เน้ือแท้ เน้ือแท้ 314พูดสติปัฏฐำน 4 ในอำนำปำนสติสูตร ไม่ต้องไปห่วงคำว่ำ “มหำ” เอาธรรมดาสติ สตปิ ัฏฐาน 4 ในอา ปัฏฐาน 4 ธรรมดา ในสติปัฏฐาน 4 ที่เป็นองคม์ รรคก็ระบุกลาง ๆ ไม่ระบุคาว่า “มหา” ให้ นาปานสตสิ ูตร มี ระบุกาย เวทนา จิต ธรรม นาออกได้ อภิชฌำ โทมนัส พอแลว้ ในสติปัฏฐานก็อย่างน้นั เป็น สตสิ มั ปชญั ญะ นา ผวู้ า่ มีสติสัมปชญั ญะ นาออกเสียซ่ึง อภชิ ฌำและโทมนัส ในโลก หวั ใจอยทู่ ่ีน้นั ประโยคน้นั ออกเสียซ่ึง อภชิ ฌา อย่าลืมดู อภิชฌาและโทมนัส อำตำปี สติมำ สมฺปชำในอภิชฌาและโทมนัส ยินดี ยินร้าย และโทมนสั ในโลก อภิชฌำ คือ ยินดี โทมนัส คือ ยินร้ำย ในโลก มีต่อโลกแล้วแต่เราสัมพนั ธ์บาลีอย่างไร หัวใจอยทู่ ่ีน้นั อภิชฌาและโทมนสั ที่มีอยู่ในโลกก็ได้ ในโลกเต็มไปด้วยส่ิงยินดียินร้ำย นำออกเสียด้วยวิธี ประโยคดู อภชิ ฌา ปฏิบัติอย่างน้ี เพ่ืออยู่ในโลกต่อไปนา อภิชฌาโทมนสั ออกก็เหมาะสมอยู่ในโลกต่อไป 315 และโทมนสั อาตาปี ลงมือปฏิบัติ ด้วยควำมต้ังใจ เจตนาต้งั ใจปฏิบตั ิ ควบคุมอำยตนะท้งั หมด เพื่อให้ปฏิบตั ิท่ี สตมิ า สมฺปชาใน เรียกวา่ สังวร สำรวม ในอรรถกถา ประจกั ษเ์ ป็นศีล ต้งั ใจลงมือกาหนดสติปัฏฐาน กาหนด อภิชฌาและโทมนสั กายเวทนาจิตธรรม กิริยาที่รวบรวมจิตใจกาลงั ใจเพื่อทากิจอนั น้ีเรียกว่า ศีล สมาธิ ส่วนท่ี ยนิ ดี ยนิ ร้าย ในโลก เป็นควำมรู้ธรรมนุปสสนำสตปิ ัฏฐำน เป็ นปัญญำ ลงมอื ปฏบิ ตั ิ ดว้ ย ความต้งั ใจ ควบคมุ อายตนะ สงั วร สารวม ต้งั ใจลงมอื กาหนดสตปิ ัฏฐาน กายเวทนาจิตธรรม กิริยารวบรวมจิตใจ ศลี สมาธิ ส่วน ความรู้ธรรม นุปสสนาสตปิ ัฏฐาน เป็ นปัญญา

223 วธิ ีกำร 316เจริญสติปัฏฐำนเท่ำกับ เจริญศีลสมำธิปัญญำ ไตรสิกขาอยู่ในตวั ต้งั ใจทาจริงเป็ นไตร ลิกขา ศีลสมาธิปัญญาอยใู่ นตวั สานกั กรรมฐานบางแห่งเกณฑ์ใหร้ ับศีลก่อนเจริญกรรมฐาน เจริญต้งั ใจทาสติ โดยท่ีไม่รู้ว่า ศีลมีอยู่ในสติปัฏฐาน 4 อย่างน้ี รับศีลพอเป็ นพิธี รับดว้ ยปากเป็ นพิธีเท่าน้ัน ปัฏฐานเทา่ กบั ต้องเจตนาท่ีจะละเวน้ จึงจะเป็ นศีล แต่ว่า เจตนาที่จะทาสมาธิมีความหมายเหมือนกัน เจริญศลี สมาธิ เจตนำทำสมำธิหลีกออกจากที่ไม่ใช่ศีล ต้งั ใจทำสตปิ ัฏฐำน อยา่ งเดียวพอ มีครบท้งั ศีลสมาธิ ปัญญา ไตรสิกขา และปัญญา เราก็เลยต้งั ใจทาใหด้ ีที่สุดมาถึงหมวดตามลาดบั หมวดกาย ท่านเรียก ลมหายใจ อยใู่ นตวั หมวด วา่ กาย เป็นพุทธภาษิต เพราะคาวา่ “กาย” แปลวา่ หมู่ ธาตุดินน้าไฟลม กายมาจากคาวา่ หมู่ กาย เรียก ลม อะไรๆประกอบเป็ นร่างกาย คาว่า หมู่ เป็นกาย เห็นว่าลมหำยใจเป็ นตัวสำคัญ เป็นหมู่หน่ึง หายใจ หมู่ ธาตุดิน ดว้ ยเหมือนกนั เรียกว่า กาย กำยคือ ลมหำยใจ กำยคือ วัตถุเนื้อหนัง แสดงเห็นว่าเน่ืองกนั น้าไฟลม กายคือ ไม่มีลมหายใจ กายเน่าหมด ไม่มีเน้ือหนงั ลมหายใจไม่มีไม่ได้ จึงถือว่ามนั เน่ืองกนั อยา่ งไม่ ลมหายใจ กายคือ แยกกนั ถา้ ตอ้ งร่างกายตอ้ งเน่ืองร่างกาย ถา้ ไปแตะตอ้ งลมหายใจเน่ืองที่ร่างกาย ผูกพนั กนั วตั ถุเน้ือหนงั อยู่เป็ นส่ิงเกียวกนั เราถือโอกำสบังคับสิ่งที่บังได้ กำยส่วนท่ีเป็ นลมหำยใจบังคับได้ กายที่ เนื่องกนั อย่างไม่ เป็นเน้ือหนงั บงั คบั ไม่ได้ จึงบังคับไปกำยที่เป็ นลมหำยใจ ผลจึงลงไปกำยเนื้อหนัง เป็นผล แยกกนั ถือโอกาส เป็ นของเน่ืองกนั อยู่ จึงเกิดการบงั คบั ลงไปที่ลมหายใจ ข้นั ที่ 1 ลมหำยใจยำว ข้นั ท่ี 2 ลม บงั คบั สิ่งที่บงั ได้ หำยใจส้ัน กาหนดอยา่ งดีท่ีสุด จนรู้จกั ส่ิงน้ีเอยา่ งดี รู้จกั ธรรมชาติ รู้จกั ธรรมชาติลมหายใจ กายส่วนที่เป็ นลม วา่ มนั มีอะไรมีผลสืบเนื่องอะไร 317คอ่ ยๆ รู้ไปถึงวา่ กำยลมกบั กำยเนื้องสัมพันธ์กัน กาหนด หายใจบงั คบั ได้ ลมหายใจเป็นวา่ อยา่ งไร เป็นอยา่ งไร มีอยอู่ ยา่ งไร แลว้ กาหนด กาหนดลมหายใจท่ียาว มีอยู่ ข้นั ที่ 1 ลมหายใจ อยา่ งไร เป็นอยา่ งไร และใหอ้ ิทธิพลอยา่ ง ไร มีเอฟเฟกต์ (effect) ตอ่ ร่างกายเน้ืออยา่ งไร เม่ือ ยาว ข้นั ท่ี 2 ลม หายใจยาวมีอยา่ งไร เม่ือหายใจส้ันมีอยา่ งไร รู้หมด เร่ืองของลมหำยใจรู้หมด เรื่องความยาว หายใจส้นั รู้ เรื่องความส้ันลมหายใจรู้ วา่ เกิดอะไรข้ึนมา กายลมกายใจกบั กายเน้ือหนงั รู้กำยท้ังปวง กายลมกบั กาย ข้นั 3 สัพพะกำยะปะฏิสัง เวที รู้กำยท้ังปวงคือ กำยลมหำยใจกับกำยเนื้อ พระไตรปิ ฎก เน้ืองสมั พนั ธก์ นั แปลว่า ALL ต้องแปลอย่างน้ี รู้ทุกสิ่ง รู้กายลมเป็ นอย่างไร กายเน้ือเป็ นอย่างไร และ เรื่องของลมหายใจ สมั พนั ธ์กนั อยา่ งไร เป็นเหตใุ หร้ ู้กายท้งั ปวง กำยลมและกำยเนื้อ และสัมพนั ธ์กนั อย่ำงไรบ้ำง รู้หมด ข้นั 3 กาหนดลมหายใจยาวและลมหายใจส้ันมาแต่ตน้ 318มาข้นั ที่ 4 ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง สพั พะกายะ ระงบั กายสังขารอยู่ ลมหายใจน้นั เอง ลมหายใจกายลมเป็นเคร่ืองปรุงแต่งของกายเน้ือ แยก ปะฏิสัง เวที รู้กาย กายลมเป็นกายสังขาร เคร่ืองปรุงแต่งกาย ทาใหก้ ายลมระงบั ทำกำยลมให้ระงับ แล้วควำม ท้งั ปวงคือ กายลม ระงับมีผลมำถึงกำยเนื้อ กำยเนื้อระงับเย็นลงไปด้วย ข้นั ท่ี 3 รู้จกั ลมหายใจระงบั ๆ ละเอียด หายใจกบั กายเน้ือ ๆ ร่างกายละเอียดระงบั ไม่ตื่นเต้นไม่มีชีพจรอนั แรงกลา้ ขอบกาย ซ่ึงมีประโยชน์ท่ีสุดเร่ือง ข้นั ที่ 4 ปัสสมั ภะ น้ี ลักษณะอย่ำงนีห้ ำไม่พบในมหำสิตปัฏฐำนสูตร ไม่มีบรรพที่แสดงลักษณะอย่ำงนีใ้ นมหำ ยงั กายะสังขารัง สตปิ ัฏฐำนสูตร 319 รู้ไว้ เป็นวทิ ยาศาสตร์เตม็ ตวั รู้จักธรรมชำติของลมหำยใจ รู้จกั ธรรมชาติ ระงบั กายสังขาร ลมหายใจยาว ส้ัน อิทธิพลของมนั รู้จัดธรรมชาติของกายเน้ือหนัง รู้เทคนิคบังคับกำยลม อยู่ ลมหายใจน หำยใจเป็ นกำรบังคับกำยเนื้อหนังดว้ ย ทากำยสงบระงับ ๆ ๆ ลงไปดว้ ย ท้งั สองกาย ท้งั กำย กายลมเป็ น ลมหำยใจและกำยเนื้อหนัง จนจิตเป็นสมาธิ จึงถึงฌำน คือ ผลของสมำธิติดต่อกัน เม่ือมีจิต เคร่ืองปรุงแต่งของ กายเน้ือ แยกกาย ลมเป็นกายสงั ขาร เครื่องปรุงแต่งกาย รู้ไว้ เป็น วทิ ยาศาสตร์ รู้จกั ธรรมชาติลม หายใจ ยาว ส้นั อทิ ธิพลธรรมชาติ ของกายเน้ือหนัง รู้

224 เทคนิคบงั คบั กาย เป็ นสมาธิ แลว้ ต้งั แต่ข้นั น้ี ถา้ ทาไปถึงท่ีสุด ไปฌาน ปฐมฌำน ทุติยฌำน ตติยฌำน จตุตถ ลมหายใจเป็ นการ ฌำน รวมอยคู่ าว่า ทำกำยสังขำรให้ระงับ เป็นสมถะสมาธิหรือสมถะ เต็มท่ี มีปัญญาอย่นู ิด บงั คบั กายเน้ือหนงั หน่อย เรียกวา่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นผล การกระทาตวั สติปัฏฐานเป็นการกระทาให้ ดว้ ย ทากายสงบ เกิดผลเป็นสมาธิและมีสติ การกระทาต้งั แต่ตน้ จนถึง ฝึกสติอยตู่ ลอดเวลา เมื่อจติถูกกาหนด ระงบั ลงไปท้งั สอง ได้เป็ นแน่วแน่เป็ นสมาธิ 320ดังน้ัน กำยำนุปัสสนำสติปัฏฐำน ขอ้ แรกน้ี เป็ นเร่ืองสมถะ กาย จนจิตเป็น สมาธิ และสติ เอากนั แต่เพียงแต่น้นั อย่าเอาถึงปัญญาเลย มีสมำธิเต็มอัตตำ และมีสติเต็ม สมาธิ ถงึ ฌาน คอื อัตตำ สติจำเป็ นในหน้ำท่ีขนส่ง ท่ีไดพ้ ูดอุปมาอย่างน้ีเพ่ือจาง่าย เพราะเรื่องเลวร้ายเสียหาย ผลของสมาธิ ท้งั หลาย มนั เกิดจากการท่ีเราไม่มีสติในผสั สะ เร่ืองมนั เกิดเราขาดสติใน ผสั สะ เราต้องฝึ ก ติดต่อกนั มจี ิตเป็น สติให้เพยี งพอในขณะเวลำแห่งผัสสะ สำคัญมำกตอ้ งเขา้ ใจว่า สิ่งท้งั ปวงปัญหาท้งั ปวงเกิด สมาธิ ไปปฐมฌาน จากผสั สะ ผสั สะไม่มีปัญญาไม่มีวิชาเพราะไม่มีสติ ถา้ มีสติอย่างแคล่วคล่อง สติขนปัญญา ทตุ ิยฌาน ตติย มาทนั ในเวลำผัสสะน้ันเป็ นผัสสะแห่งปัญญำ ปัญหาและความทุกข์ใด ๆ ไม่เกิด ถ้ำไม่มี ฌาน จตตุ ถฌาน กายานุปัสสนาสติ ปัญญำทันในขณะผัสสะ เป็ นผัสสะแห่งอวิชชำ เป็ น ตัณหำ ผัสสะ เวทนำ ตัณหำ อุปำทำน ปัฏฐาน มสี มาธิ ภพ ชำติ เป็ นทกุ ข์ไปเลย ความรอบตวั อยทู่ ี่สตมิ ำทัน ลกั ษณะเหมือนขนส่ง เหมือนขนส่งเอำ เตม็ อตั ตา และมี ปัญญำมำ ปัญญาเราอบรมอยู่ 321ในข้นั ตอนต่อไปเป็ นการอบรมปัญญำ สะสมปัญญำไว้ สติเตม็ อตั ตา สติ ส่วนหน่ึง และอะไรจะเอามา ปัญญาก็ไม่เอามาก็ไม่มา ก็สติ น้ันเอง คาว่า “สติ” แปลว่ำ จาเป็นในหนา้ ท่ี ควำมระลึกได้ ขนเอำปัญญำมำ ให้รอบรู้ในขณะผสั สะ แต่เราเรียกส้ัน ๆ วา่ สติควำมระลึก ขนส่งตอ้ งฝึกสติ ได้ ขนปัญญำมำทัน ควบคุมผัสสะให้ถูกต้อง พูดให้ชดั ว่า สติเป็นเครื่องขนส่งเอาปัญญามา ให้เพียงพอในขณะ ปัญญาทาหน้าท่ี กรณีน้นั ๆ กรณีแห่งผสั สะ ก็รอดตวั ก็มีปัญญามาทนั ในเวลำคับขัน ถ้ำไม่ เวลาแห่งผสั สะ มสี ติกไ็ ม่มีอะไรเอำปัญญำมำ ปัญญาเป็นหมนั อยใู่ นกระต๋อบ ไมไ่ ดเ้ อามาใช้ แต่เด๋ียวน้ี สติ สาคญั มากสติมา เอำมำใช้ทันเวลำผัสสะ ผสั สะมีแสงสว่าง ไม่เกิดหลง ปัญหา อุปทาน ภพชาติ เกิดทุกข์ ทนั ลกั ษณะ สามารถนาออกได้ อภิชฌำและโทมนัส ในโลกเพราะวา่ สติขนปัญญำออกมำทัน ในผสั สะ เหมอื นขนส่ง ประกอบดว้ ย วชิ า ดว้ ยปัญญา และสติ และไม่เกิดอภิชฌาและโทมนสั ได้ นาออก ไดใ้ นโลก เหมอื นขนส่งเอา 322 หัวใจของสติปัฏฐำน อยทู่ ่ีตรงน้ี หมวดแรกเทา่ น้นั กำยำนุปัสสนำ แต่เราได้รับผลคือ สติ ปัญญามา ไม่น้อย เลย สมาธิไม่น้อย เต็มที่ในระดับท่ัวไป ฝึ กเพียงหมวดที่ 1 คือ กายานุปัสสนา ผฝู้ ึ ก การอบรมปัญญา ไดร้ ับผลคือมีท้งั สติ มีท้งั สมาธิ ทางานร่วมกบั ปัญญาที่จะได้ทาให้มากข้ึน ๆ มากข้ึน ๆ สะสมปัญญา“สติ” หมวดสุดท้ำย คือ ธรรรมำนุปัสสนำสติปัฏฐำน เพื่อไม่ให้ช้ำอยู่ในหมวดกำย ไม่พูดถึง แปลว่า ความระลกึ ปัญญำ แต่ถา้ เราเรียนลัดแต่ถ้ำเอำปัญญำมำใส่ในหมวดนี้ให้มำก ปัญญำเก่ียวกับลมหำยใจ ได้ ขนเอาปัญญา กำย ปัญญาเก่ียวกบั สมาธิ ความไม่เป็ นสมาธิ ถา้ ไม่พูดถึงในหมวดน้ี ก็เอาไปหวงั หมวด มา ให้รอบรู้ สุดทา้ ย ในหมวดน้ีเอาเพียงสตกิ ับสมำธิ 323ถา้ เราจะ ลดั กใ็ ส่เขา้ ไปได้ นกึ ใส่เข้ำไปในหมวด ในขณะผสั สะ สติ เดียวกัน เผ่ือใครฝึ กไดห้ มวดเดียวพอกินพอใช้ เพียงแต่ความจริงอนั น้นั สามารถระงับเสีย ความระลกึ ได้ ขน ซึ่งกำยสังขำร ตามวิธีท่ีมีอยู่ สรุปเป็นภาพพจน์วา่ เฝ้ำดู วิ่งตำม สร้ำงนิมติ ควบคมุ นมิ ิต ได้ ปัญญามาทนั ตามตอ้ งการ เมื่อจตกิ ำหนดลมหำยใจเข้ำออก เข้ำออก เข้ำออกเรียกว่ำ วง่ิ ตำม สติว่ิงตามลม ควบคุมผสั สะให้ หายใจที่เขา้ ออกอยู่ เขา้ ออกอยู่ ไม่พูดเยน้ิ เยอ้ เรื่องมากความ สรุปว่า ก็วิ่งตำมก็แลว้ กนั ลม ถูกตอ้ ง นาออกได้ อภชิ ฌาและ โทมนสั ในโลก เพราะว่า สติขน ปัญญาออกมาทนั หวั ใจของสติปัฏ ฐาน หมวดกายา นุปัสสนา รับผล คอื สติ สมาธิ

225 เต็มที่ในระดบั หำยใจเข้ำออก ๆ ๆ ในระยะเท่ำไร ว่ิงตำมให้หมด ระยะน้นั ๆ นิยมพูดกาหนดกนั วา่ ต้งั ตน้ ทวั่ ไป ฝึกหมวด ฝ่ ายหน่ึงที่จมูก ที่สุดของจมูก จงอยของจมูกด้ำนใน อีกฝ่ ายหน่ึงท่ี สะดือ อยา่ ไปยนื ยนั ว่า คอื กายานุปัสสนา อย่างน้ันเขา้ มนั จะถูกคดั คา้ น มนั จะพ่ายแพ้ ทางสรีระวิทยาไม่ยอมว่าเป็ นอย่างน้ัน แต่ คอื มีท้งั สติ มีท้งั เด๋ียวน้ีการปฏิบตั ิทาอย่างน้ีได้ เพราะความรู้สึกของลมหายใจเขา้ ไป ๆ มนั สุดตรงท่ีท้อง สมาธิ ทางาน สะดือแต่พวกนักสรีระวิทยำมันไม่ยอม เพรำะลมหำยใจไม่ได้เข้ำไปสะดือ ไม่เขา้ ถึงลาไส้ ร่วมกบั ปัญญา ลมหำยใจหยุดอยู่ท่ีปอด เข้ำถึงสะดือไม่ได้ 324ในการเจริญกรรมฐานไม่ใช่เร่ืองสรีระวิทยา สติว่ิงตามลม เป็นศิลปะ เป็นเทคนิค เรารู้สึกว่ำ ลมหำยใจเข้ำไปทำให้ท้องพอง สุดอยู่ที่สะดือ สมมติว่า ก็ หายใจที่เขา้ ออกอยู่ แลว้ กนั ท่ีสุดภายในอยู่สะดือ ที่สุดภายนอกอยู่ท่ีจงอยจมูกดา้ นใน ตรงที่ลมกระทบ ลอง เขา้ ออกอยู่ กว็ ิง่ หายใจแรง ๆ ดู มนั จะกระทบปลำยจงอยจมูกด้ำนใน ถา้ เป็นนิโกรจมูกมนั หกั มาบจมูกเชิด ตามก็แลว้ กนั ลม ไปไมม่ ีโอกาสกระทบดา้ นในก็ได้ กระทบท่ีริมฝีปากดา้ นบนก็ได้ เอาเป็นวา่ ควำมรู้สึกอยู่ท่ี หายใจเขา้ ออก ๆ ๆ ไหนเอำตรง น้นั ก็แลว้ กนั กระทบตรงกาหนดการกระทบดา้ นนอกท่ีตรงปลายจมูก ดา้ นใน ในระยะเทา่ ไร วิง่ สมมตวิ ่ำท่ีสะดือ แต่ควำมกระเทือนให้รู้สึกทลี่ มหำยใจ ปรำกฏรู้สึกได้ทสี่ ะดือ ภำพพจน์ ลม ตามให้หมด ต้งั ตน้ หายใจว่ิงไปมา ว่ิงเขา้ ออกระหว่างจมูกกบั สะดือ สติกาหนดให้ชดั ลงไปท่ีน้นั เหมือนกบั วิ่ง ฝ่ ายหน่ึงที่จมกู ตาม หายใจแผ่วเบา หายใจแรงเขา้ ๆ กาหนดไดเ้ ป็ นเคล็ด เป็ นอุบายวิธี เฉพาะหน้า เวลา ที่สุดของจมูก แกไ้ ข เอาเอง วิ่งตาม พอว่ิงตามสาเร็จเป็นเฝ้าดู ท่ีง่ายท่ีปลำยจงอยจมูกด้ำนในสติกำหนดดู จงอยของจมกู ดา้ น อยู่ตรงน้ัน ลมหายใจผ่านเขา้ ไป ผ่านตรงน้ันออกหมด การกาหนดที่ช่องจมูกผ่านตรงน้ัน ใน อีกฝ่ายหน่ึงที่ เท่ากนั ท้งั หมด ถา้ ทาไม่ถูกวิธีก็วิ่งหนีเสียก่อน ที่น้ีมนั วิ่งหนีไม่ไดเ้ ราฝึ กดีเป็ นนิสัย เขา้ รูป สะดือ เขา้ รอยแลว้ กำหนดชนิดเฝ้ำดูด้วย ดูลมหำยใจผ่ำนจงอยจมูก ผ่านการเฝ้าดู ดูสาเร็จ ดูจุด หน่ึงที่ลมหมายกระทบอยู่ตลอดเวลา ถา้ ตรงน้ันมีแผลเปื่ อยเน้ืออ่อน ทาความรู้สึกเอาเอง การเจริญ เพ่ือให้เกิดนิมิต ไม่ใช่ของจริงเป็ นมโนภาพ สร้างข้ึนมาว่าตรงน้นั เป็ นแผลเป่ื อยเน้ืออ่อน กรรมฐาน เป็น เป็ นเหมือนกบั มีรายละเอียดในบาลี มีบา้ ง ในวิสุทธิมรรคมีบา้ ง เหมือนมีปุ้ยฝ้ำยเกิดข้ึนที่ เทคนิค เรารู้สึกวา่ ตรงน้นั มีขนแกะ มีดวงดำว มีใยแมงมุงเกิดอยู่ท่ีตรงน้นั แลว้ เราน้อมนึกไปย่ิงเกิดง่ายมาก ลมหายใจเขา้ ไปทา อย่าง ไม่จากนั ว่าก่ีอยา่ ง เช่น เกิดอยู่ท่ีตรงน้นั ตรงท่ีลมกระทบอย่เู สมอ จิตอยู่ในอานาจมาก ให้ทอ้ งพอง สุดอยู่ แลว้ จิตอยู่ในอานาจการบงั คบั สร้างมาได้ จิตละเอียดอ่อนสร้างมโนภาพอยา่ งตลอดเวลา ท่ีสะดือ กระทบ เมื่อเป้าดูสาเร็จสร้างมโนภาพท่ีจดั น้ัน แลว้ รักษำมโนภำพชัดเจนย่ิงข้ึน หยดน้าคา้ งตรงน่ัน ปลายจงอยจมกู รักษามโนภาพไวไ้ ด้ เปลี่ยนมโนภำพไปตำมควำมประสงค์ สมมติว่าเห็นเพรช น้าคา้ ง ดา้ นใน ความรู้สึก เปลี่ยนนิมิตน้นั ไปตามตอ้ งการ เห็นจิตอ่อนโดยอ่านไหว ให้จิตไปตามความตอ้ งการ เม่ือ อยทู่ ี่ไหนเอาตรง น้าคา้ งหยดหน่ึงให้ใหญ่ตามตอ้ งการ เม่ือเปล่ียนสีบางคร้ังเป็นสีขาว เป็นสีแดงตามตอ้ งการ น้นั ก็แลว้ กนั บางคร้ังเปลี่ยนอิริยาบถ ลอยอยา่ งไร ภาพน้นั ก็เปลี่ยนไป 325 เราเรียกวา่ เปลี่ยนมโนภำพได้ กระทบตรง เรียกว่าจิตอยู่ในอานาจเยอะแลว้ จึงเลือกเอำมนโนภำพเป็ นจุดนิ่ง เป็ นข้ันสมบูรณ์เรียกว่ำ กาหนดการ ฌำน กาหนดเป็ นจริงจังเรียกว่า สมำธิ concentrate จนเรียกว่า ฌำน สมำธิเต็มรูปแบบ กระทบดา้ นนอกท่ี นิวรณ์ใดๆ ท่ีเคยรบกวนอยู่ไม่มำรบกวนได้ รู้สึกตวั อยวู่ ่าเรากาหนดนิมิต น้ีอยู่ รู้สึกตวั วา่ เรา ตรงปลายจมกู วิจาร รู้สึกโดยเตม็ สมบรูรณืเรียกว่า วิจารณ ความรู้สึกพอใจแสดงออกมาดว้ ย ขณะน้นั ไม่มี ดา้ นในสมมติว่าที่ ความสุขไม่แสดงออกมาดว้ ยจนอารมณ์เดียวเรียกวา่ เอกคั คตา ละนิวรณ์ 5 เสีย วิตก วิจำร สะดือ แตค่ วาม กระเทือนใหร้ ู้สึกที่ ลมหายใจ ปรากฏ รู้สึกไดท้ ่ีสะดือ ภาพพจน์ ฝึกดีเป็น นิสยั เลือก มนโนภาพ เป็นจุดนิ่ง เป็นข้นั สมบรู ณ์เรียกวา่ ฌาน กาหนดเป็น

226 จริงจงั เรียกวา่ ปี ติ สุข เอกัคคตำ ในบาลีมีเราปฐมฌำนในความรู้สึก 5 อย่าง รู้สึกตัวกำหนดอะไรอยู่ สมาธิ concentrate รู้สึกตวั วา่ ใจอะไรอยู่ รู้สึกตวั วา่ ซึงซาบ รู้สึกตวั วา่ เป็นสุขอยู่ รู้สึกตวั วา่ จิตกาหนดอยู่ รู้สึกตวั กายานุปัสสนาสติ อยา่ งมียอดเดียว เป็นความรู้สึกวา่ ที่ตอ้ งรู้สึกได้ หมายความวา่ ถ้ำยงั รู้สึกได้ ควบคมุ สมำธิไว้ ปัฏฐานสาเร็จผล ได้ ขอสังเกต 5 อยา่ ง ถา้ มาพจิ ารณาเห็นวา่ หยาบอยู่ มากนกั ยงั มากนกั ก็ ลดๆ ไป เหลือนอ้ ย เป็นสมาธิถงึ ขนาด อย่างเปล่ียนเป็ น ทุตยฌาน ตติยฌาน ตามนัยยะแห่งอภิธรรม เราเรียนกนั อย่างนยั สุตนั ตะ มสี ติ ฝึกมาจะเอา วิตกวิจาร เลิกความรู้สึก ให้เหลือปี ติ สุข เอกคตั ตา ก็เป็นทุติยฌาน ก็ยงั หยาบนกั ละปี ติเสีย สมาธิเพียง กด็ ีข้ึนละเอียดข้นึ เปลี่ยนปี ติใหเ้ หลือแตส่ ุข กบั เอกกตั คตา เปล่ียนสุขเป็นอเุ บกขา กบั เอกคั ต ปฐมฌานก็ได้ ไป นา เป็ นจตุฌาน วิเศษหรือเป็ นสุขมากกว่าธรรมดามาก ในยุคหน่ึง่คร้ังหน่ึง เป็ นนิพพาน ถึงจตุฌานกไ็ ด้ บญั ญติจตุฌาน เป็นนิพพาน เอาสมาธิชนิดน้ีเป็นพิพพาน มีทิฏิวา่ อยา่ งน้นั นพานในปัจจุบนั ปฏิบตั ิมหมวดกา จุตุฌานเหลือ มนุษยธ์ รรมทาไม่ได้ ไปพบเขา้ ยอดสุดเป็ นนิพพาน จนรู้มาที่หลงั อรูปฌาน ยา เป็น พระพุทธเจา้ วา่ ตอ้ งส้ินอาสวะเป็นนิพพาน 326รู้ว่า หมวด 1 กำยำนุปัสสนำสติปัฏฐำนสำเร็จ สมาธิพพสมควร ผล เป็ นสมำธิถึงขนำดมีสติ ถึงขนาดตามท่ีไดฝ้ ึ กมาแลว้ จะเอาสมำธิเพยี งปฐมฌำนกนั ก็ได้ เราไดเ้ ขา้ ไป เลยไปถึงจตุฌำนก็ได้ ตำมธรรมมีสมำธิพิจำรณำธรรมไม่ต้องถึงจตุฌำนก็ได้ มันไม่ได้อยู่ กาหนดสมาธิ หมวด 4 ไป วิธีทา ในฌำนพิจำรณำอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ จิตต้องออกจำกฌำนในรุปแบบอุปจำรสมำธิ จิตอยู่ จิตให้เป็ นสมาธิ ในอัปปนำกำหนดอะไรไม่ได้ ในสมาธิมีผลแต่สมาธิ มีอิทธพิ ลแห่งสมำธิ เรียกว่ำ จติ มีสำมธิ พอสมควรแลว้ จิตอยู่ในฌำน น้อมไปไดเ้ พื่อให้กาหนดอะไร เพ่ือกำหนดอนิจจัง ทุกขัง หรืออนัตตำ ใน กาหนดจิตเป็ น ฌำนไหนก็ตามไม่อาจน้อมไปได้เพ่ือกาหนดอะไร ต้องออกมาจากฌานน้ัน แต่อานาจ สมาธิ กาหนดเป็น อิทธิพล หรือคุณสมบตั ิสมาธิยงั เหสืออยู่กบั จิต จิตจึงสำมำรถรู้เร่ืองอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ อนิจจงั ทุกขงั คนบางคนไมต่ อ้ งฝึกจนมีฌานหรือปฐมฌาน เม่ือจิตมีสมาธิกาหนดอนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา ไป อนตั ตา เลย 327 เรำปฏิบัติมหมวดกำยำ เป็ นสมำธิพพสมควร เรำได้เข้ำไปกำหนดสมำธิหมวด 4 ไป รวบจิตเป็ นสมาธิ เลยก็ได้ เหรือเอาเป็ นว่า ไม่รู้อะไรเลยคนธรรมดามีวิธีทำจิตให้เป็ นสมำธิพอสมควรแล้ว ไม่มีนิวรณ์ไม่มี กำหนดจิตเป็ นสมำธิกำหนดเป็ นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ แลว้ บรรลุไปตรมลาดบั ได้ เม่ือคน อะไรแยง่ เราไป จากสมาธิ เป็น ไม่ถึงรูปฌำนให้มีสำมำธิพอสมควร ให้เขำใช้กำลังอิทธิบำท พละ อินทรีย์ ไม่อยู่ในฌำน ไม่ อุปจารสมาธิ เ กำหนดอนิจจัง ได้เบื่อหน่ำยคลำยกำหนดก็ปล่อยวำงได้ แต่เดียวน้ีกล่าวในลักษณะเต็ม ข้นั ท่ี 2 เวทนา รูปแบบ จึงเป็ นสมำธิ ในระดับฌำน 1234 สมบูรณ์ที่สุดรูปฌำน ถา้ กาหนดก็นตอ้ งออกจาก นุปัสสนาสติปัฏ ฌาน อยใู่ นสมาธิท่ีมีแรง คณุ สมบตั ิยง่ิ กวา่ ธรรมดา กาหนดสามญั ลกั ษณะ บรรลุผลได้ ที่น้ีมี ฐาน กาหนด เร่ืองให้เขา้ ใจผิดได้ คือมีพระบาลีที่กล่วว่า ภิกษุเจริญสมำธิบรรลุรูปฌำน ปฐมฌำน ถา้ เธอ เวทนา เอาเวทนา นัง่ อยู่ท่ีตรงไหนท่ีน้ันเป็ นอาสนทิพย์ เฮะไปยืนอยู่ตรงน้นั เป็ นยืนทิพย์ นอนอยู่ท่ีตรงไหน เป็นปี ติ สุข มาใช้ เป็ นท่ีนอนทิพย์ จะทาให้บางคนเขา้ ใจว่า ในลักษณะแห่งฌำนเดินได้ทำอะไรไดห้ มายถึง เป็ นอารมณ์การ อำนำจถึงอิทธิพลปฐมฌำน ยังครอบงำจิตใจอยู่ แมจ้ ะถอยอยู่อิทธิพลยงั อยู่ในจิตน้นั จึงพูด กาหนด มองเห็น ว่า ในขณะสมาธิหรือฌานก็ได้ ไม่ใช่ขณะเป็ นอปั ปนาสมิ เป็นอิทธิพลฌานครอบง่าอยู่ ท่ี ไดเ้ องใน นั่งท่ีนอนเป็ นทิพย์ 328 ทาให้รู้ว่า เป็ นสมำธิไม่ได้หมายความว่า น่ังตวั น่ิงอยู่เป็ นอปั ปนา ความรู้สึก ปรุง ฌำนอยู่ในอัปปำนำสมำธิ ถา้ อิทธิพลของฌานยงั ครอบงาอยมู่ ีฌานอยู่ มีปฐมฌาน ทุติยฌาน แตง่ จิต รู้ไดว้ ่า จิต สงั ขารคอื อะไร คือปี ติ และสุข ควบคุมจิตได้ จะ ลดอานาจของจิต เคร่ืองปรุงแต่งจิต จดั การลงไปท่ี ปี ติ

227 สุข ควบคุมจิต ทา มานงั่ อยู่ มาเดินอยมู่ านอนอยู่ หลกั บาลี โดยถื อวา่ เป็นของถูกตอ้ ง เรามีสมาธิน้ี ความหมาย จิตสังขารใหร้ ะงบั อยา่ งน้ีเรียอยใู่ นห้องเรียนมหำวิทยำลยั มีจิตอยใู่ นลกั ษณะอยา่ นงน้ี เรียนหนงั สือไดผ้ ลดีกวา่ อยู่ เป็นแน่นอน ลองดู เมือจะเขียนหนงั สือสักเร่ือง รวบจิตเป็ นสมำธิไม่มีนิวรณ์ไม่มีอะไรแย่ง เรำไปจำกสมำธิ เป็ นอุปจำรสมำธิ เรียนหนงั สือมาแต่งกลอ่นก็ได้ ขอใชป้ ระโยชน์อย่างน้นั หมวด 3 จิตตา ใชใ้ นห้องเรียน ตอ้ งเรียนเก่ง มีคาวา่ สมาธิหรือคาว่า ฌานในสองระดบั คือ ระดบั อปั ปนา นุปัสสนาสติปัฏ ยงั นิ่งเงียบ ถ้าอยู่ระดับอุปจาระอยู่ในระดับไหนก็ได้ คิดนึกอะไรก็ได้ ฝึ กให้ได้รับน้ีมี ฐาน จิตอยใู่ นกา ประโยชน์ใหญ่ หมวดท่ี 1 จะจบแลว้ จะมีผลถึงเป็ นสมาธิ แลว้ สังเกตดูเองว่า สงบระงับ มือ ในอานาจ จิต ละเอียดปรำณีตเท่าไร จิตธรรมดาอย่างเราอยู่ในสภาพอย่างน้ี สร้ำงมำตรฐำนเป็ นศูนย์ เป็นอยอู่ ยา่ งไร กำหนดอำรมณ์วิ่งตำม ตอ้ งมีความละเอียดออ่าน ความสงบระงบั ตอ้ งมากกว่า ขนาดเฝ้าดู กาหนดใหเ้ บิก นิมิตน่ันอยู่ ละเอียดประณีต1 2 3 4 อุปมา มาถึงข้นั ท่ีมีมโนภาพ บังคับมโนภำพได้ตำม บาน ร่าเริง และ ต้องกำรยง่ิ ละเอียดประณีต สงบระงบั ยงิ่ ไปกวา่ น้นั ประสังขาลงั ทากายสังขารสงบระงบั มี ทาให้มนั ต้งั มนั่ วิธี หลายช้นั ในขณะว่ิงตามก็ระงบั กว่าธรรมดาที่ไม่ไดท้ าสมาธิอะไรเลย ในขณะมีมโนภาพ ทาจิตสังขารให้ สาเร็จไดร้ ะงบั ไปเอีก เปล่ีนมโนภาพตามใจก็ระงบั ไป คาอธิบายโดย ปัสังง ขะสัง อะสิสังมี ระงบั อยู่ ให้ อารมณอ์ อกไป ติ สติปัฏฐานขอ้ ที่ 1 คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน 329ข้นั ท่ี 2 เวทนำนุปัสสนำสติปัฏฐำน จากจิต เป็นผมู้ ี กำหนดเวทนำ ในห้องเรียนกาหนดได้นักธรรม เอาเวทนาไหนมากาหนดคานวณ อานาจเหนือจิต philosophyไม่เป็ นเป็ นวิทยำศำสตร์ได้ เดียว่ น้ีเราสาเร็จข้นั 4 มีปี ติ สุข เป็นองคแ์ ห่งสมาธิ เยอะ ทาจิตให้สงบระงบั เป็นอปั จารสมาธิ เป็นเวทนาตามแบบรูปฌาน กาหนดได้ มาก เอำ จิตตานุปัสสนา เวทนำ เป็ นปี ติ สุข มำใช้เป็ นอำรมณ์กำรกำหนดหมวดท่ี 2 ปี ติ สังเวที สุข สังเวที ผสั สะ สัง บงั คบั จิตไดต้ าม ขาระ มีได้ เรียกวา่ วิทยาศาสตร์ ไม่ใชค้ านาวน ไม่ใช่ปรัชญำ ต้องเอำปี ติ สุข จริงในอำรมณ์ ตอ้ งการ บงั คบั จิต ขณะน้นั มำกำหนด ปี ตีเป็นอยา่ งไร มีลกั ษระอยา่ งไร มีเส่หนอ์ ยา่ งไร รู้แต่วา่ ปี ติเป็นอยา่ งไร รวมกาลงั สัจจะ มีอิทธิพลอย่างไร เกิดความคิดนึกอย่างไร รู้จักธรรมชาติของปี นึให้ครบถ้วน กา หนด ความจริง ลกั ษณะสุขใหค้ รบถว้ น ในท่ีสุดมองเห็นได้เองในควำมรู้สึก ในกำรปรุงแต่งจิตทำให้รู้ได้ว่ำ ธรรมชาติ ของจริง จติ สังขำรคือ อะไร คือปี ติ และสุข ขอ้ 1 2 ปี ติ สุข ยงั โชติช่วงอยจู่ ิต มีอิทธิพลใหเ้ กิดความคิด คอื ของที่จะเกิดข้นึ จิตสังขารเคร่ืองปรุงแต่งความคิด ไดแ้ ก่ ปี ติสุข ถ้ำเรำควบคมุ จิตได้ เรำจะลดอำนำจของจติ ในจิตได้ เอา เคร่ืองปรุงแต่งจิต จัดกำรลงไปที่ ปี ติ สุข ควบคุมจิต เราฝึกในการลดกาลงั ของปี ติ สุข ลงไป สังขารจริง ๆ มาดู ๆ กริยาเรียกว่า ทาจิตสังขารให้ระงบั อยู่ หายใจออก หายใจเขา้ เราควบคุมปี ติสุขไม่ได้ จนกวา่ รู้จกั มนั ดีในข้นั 5 6 กาหนดปี ติ สุข กาหนดเป็นอยา่ งยง่ิ จึงทาใหถ้ อยลดอานาจลงไป เจริญข้นั ที่ 1 ลม ในตอนที่เรียกวา่ ทำจิตสังขำรให้ระงับอยู่ มนั เหมือนกนั บทที่ 1 กายา รู้ลมหายหายใจยาว หายใจเป็ นอย่างไร ส้ัน ฐานกายสังขาระงบั 2 เวทนารู้จกั ปี ติ สุข จิตสังขาร ทาใหร้ ะงบั หมวดกาย หมวด 2 จิต รู้สึกถึงความไม่ สงั ขารมีวธิ ีทาใหป้ ี ติสุขถอยกาลงั เขยี นไวใ้ นคมั ภีร์มากมาย ในหนงั นงั สืออานาปานสติสูตร เท่ียงของลมหายใจ กาลงั ปี ติสุข ลดลง กาลงั ปรุงแต่งจิตลดลง รู้จกั จิต ปี ติสุข เราลดลงทาอยา่ งน้นั อยฝู่ ึกอยา่ งน้นั กริยาปรุงแต่งลม อยู่ เป็นขอ้ ท่ี 4 มหาเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน 330หมวดที่ 3 จติ ตำนุปัสสนำสตปิ ัฏฐำน ไม่มี หายใจไมเ่ ที่ยงจึง ปัญหา สามารถบังคับจิตสังขำรไดม้ าแต่หมวดที่ 2 จิตอยู่ในกามือ ในอานาจของเรา มา เปล่ียนแปลงไป ตามความปรุงแตง่ ของกายสังขาร ตอ้ งยอ้ นไปดูทุก ข้นั หมวดท่ี 1 2 มา ใหมเ่ พ่อื ให้เห็น อนิจจงั ในกาย ใน เวทนา ตอ้ งเจริญ สมาธิทาปี ติ สุขให้ มอี กี ทาให้เกิดใน ความรู้สึกในจิตอีก

228 เพอ่ื จะดูปัจจยั หมวดท่ี 3 จิตเป็ นอยู่อย่ำงไร กำหนดกระทำให้มันเบิกบำน ร่ำเริง และทำให้มันต้ังมั่น อะไรกไ็ ม่เท่ียง เพราะว่า เราทาใหม้ นั อยู่ในกามือของเราต้งั แต่หมวดท่ี 2 ในกำหนดจิตอยู่ในภำวะอย่ำงไร ดวู ่า จิตสังขาร วา่ จิตกาลงั มีอะไร รำคะ โทสะ โมหะ จนรู้วา่ จิตมีอะไรหุม้ ห่อ จิตไมม่ ีอะไรหุม้ ห่อ จิตถกู กลุม้ ปี ติ สุข ปรุงแตง่ จิต รุม ดูให้ทว่ั ถึงและสลดั ออกไปได้ ตามวิธีทำจิตสังขำรให้ระงับอยู่ จะนอ้ มจิตให้บนั เทิงร่ืน จิตจะเท่ียงได้ เริง ก็ทาได้เรียกว่า ให้บงั เทิงอยู่ ต้ังม้ันอยู่ กลับไป อุปฌานอยู่ในภาวะน้ันอีกทีหน่ึง ที่น้ี อยา่ งไร ถกู ปรุง ปล่อยให้จิตปล่อยอารมณ์ ให้อำรมณ์ออกไปจำกจิต ให้อารมณ์ไปจากจิต บงั คบั ได้ อยู่ใน แต่งมา ปรุงแต่งไป อานาจของเราแลว้ เด่ียวน้ีหมวดท่ี 3 เรามีอานาจเหนือจิต เป็ นผ้มู ีอำนำจเหนือจติ การกระทา ตามสังขารของจิต ทุกข้นั ตอน ตอ้ งทาใหไ้ ดเ้ ตม็ ท่ี อยา่ ทาเพียงพอสักวา่ ไดแ้ ลว้ พอใจ จึงมีคาวา่ “วสี” แปล่วา ผู้ คอื เวทนา เห็นจิต มีอำนำจ มอี ำนำจเหนือจิต ทามาไดถ้ ึงข้นั ไหนตอ้ งทาเป็นวสี มาอยใู่ นกามือเรา ทาเม่ือไหน ไม่ที่ยงเป็ นของ ทาเมื่อไรกไ็ ด้ ทาทกุ ข้นั ตอน ทาวสี สมบรู ณ์หมวด 3 บังคับจติ ตำมต้องกำร บงั คบั ให้ร่ำงเริง มายา อยใู่ น บังคับให้ต้ังมั่น บงั คบั ให้มปั ล่อย หมวดน้ีเล่นงานกนั จิตโดยตรง หมวด 1 เล่นงานกบั กาย ลกั ษณะเห็นความ โดยตรง กำยสังขำรดว้ ย หมวดท่ี 2 เล่นงานกบั จิตสังขำรโดยตรง หมวดท่ี 3 เล่นงำนกับจิต ไมเ่ ที่ยงเบื่อหน่าย โดยตรง หมาวดท่ี4 ธรรม เล่นงานกบั ธรรมะ สัจจะ เปลี่ยนรูปกำหนดอนจิ จำ อนิจจานุปัสส คลายกาหนดั นา จิตพร้อมท่ีจะเห็นเปรียบแหมือนวา่ แวน่ ตาใสสะอาดพร้อมที่จะดี รวมแสงแดดโดยแวน่ มีโพกสั อุปมาเหมือนอยา่ งน้นั รวมโพกสั ของกระแสจิต แรงได้ 331โดยการปฏิบตั ิในหมวด ที่ 3 เรียกว่า จิตตำนุปัสสนำ บังคับจิตได้ตำมต้องกำร บังคับจิตรวมกำลังสัจจะ ควำมจริง ธรรมชำติหรือของทุกส่ิงท่ีเป็นปัญหาแก่เราต้องมีของจริงมำดู ไม่ไดเ้ ป็นปรัชญา ธรรมะจะ สมมติฐานไม่ได้ ตอ้ งเอาของจิตมาดู ของจริงคือของที่จะเกิดขึน้ ในจิตได้ จริง ถา้ เราทาข้นั หมวด 4 อนุ เราเอำสังขำรจริง ๆ มำดู ดงั น้ันในหมวดน้ี ยอ้ นกลบั ไปหาหมวดที่ 1 ใหม่ กำหนดลมหำยใจ ดูอนิจจังของลมหายใจที่มีอยู่จริง ไม่ใชค้ าณวนตอ้ งมีของจริงมำจัดกำร เป็ นวิทยำศำสตร์ ไม่ใช่ปรัชญำ อยา่ งเราสอนอนิจจงั ในโรงเรียน เราไม่ไดอ้ นิจจงั เราไม่ได้ เอาวตั ถุแห่งอนิจจังมาดู การสอนในห้องเรียนเป็ นปรัชญาไปหมด ไม่เป็ นธรรมสัจจะ ที่ บรรลุธรรมะไดจ้ ริง 332เจริญข้นั ท่ี 1 ลมหายใจเป็ นอย่างไร รู้สึกถึงควำมไม่เที่ยงของลม หำยใจ อิทธิพลของลมหายใจยาวไม่เที่ยง กริยำปรุงแต่งลมหำยใจไม่เที่ยงจึงเปล่ียนแปลงไป ตำมควำมปรุงแต่งของกำยสังขำร หมวดท่ี 1 ลมหำยใจไปถึงกำยสังขำรสงบระงับ เราได้ วตั ถุมาดูอนิจจงั เป็ น 10 อยา่ ง เราแยกออกมาดูเป็นส่วน ๆๆ เราเห็นอนิจจงั ในตวั ลมหายใจ และทุกอยา่ งเกี่ยวกบั ลมหายใจ เป็นลกั ษณะเป็ นอิธิพลและลมหายใจ บทอนิจจานุปัสสนา ในหมวด 4 ตอ้ งยอ้ นไปดูทุกข้นั หมวดท่ี 1 2 มาใหม่เพื่อให้เห็นอนิจจัง ในกำย ในเวทนำ ต้องเจริญสมำธิทำปี ติ สุขให้มีอีก ทำให้เกิดในควำมรู้สึกในจิตอีก เพื่อจะดูปัจจัยอะไรก็ไม่ เทยี่ ง เป็นลกั ณะไม่เทียง เวทนาไมเ่ ที่ยงอยา่ งน้ี มาจากเหตุปัจจยั ไมเ่ ท่ียง ตวั ผลไมเ่ ท่ียงดูกนั ก่ี อย่างได้ ดูความเที่ยงดูไปสิ่งไม่เที่ยงจริง ๆ ไม่ใชค้ านวณไม่ใช่ปรัชญา 333เป็นเร่ืองจริง ดูวา่ จิตสังขำร ว่า ปี ติ สุข ปรุงแต่งจิต จิตจะเท่ียงไดอ้ ย่างไร ถูกปรุงแต่งมา ปรุงแต่งไปตำม สังขำรของจิตคือเวทนำ ทาให้ลดลง ๆ ปี ติ สุข จิตก็ลดกาลงั ถอยกาลงั ความยึดถือจิตเป็น


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook