Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 64 รายงานผลการวิจัย

64 รายงานผลการวิจัย

Published by วิจัย แม่โจ้, 2022-06-10 04:17:13

Description: 64 รายงานผลการวิจัย

Search

Read the Text Version

279 ตารางท่ี 4.4.8 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “พจิ ำรณำกำยโดยควำมเป็ นธำตุ ธำตบุ รรพ” แนวทางปฏิบตั ิสมเดจ็ พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายก (เจริญ สุวฑั ฒโน) จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั A8] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน แนวคดิ A8-73 บดั น้ี จกั แสดงธรรมะเป็ นเครื่องอบรมในกำรปฏิบัติอบรมจิต ในเบ้ืองตน้ ก็ขอให้ทุกๆ ท่านต้งั ใจนอบน้อมนมสั การ พระผมู้ ีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา้ พระองคน์ ้นั ต้งั ใจ ต้งั ตน้ ขอ้ กาย ต้งั สติ ถึงพระองคพ์ ร้อมท้งั พระธรรมและพระสงฆเ์ ป็นสรณะ ต้งั ใจสารวมกายวาจาใจใหเ้ ป็นศีล กาหนดลมหายใจเขา้ ทาสมาธิในการฟัง เพื่อให้ไดป้ ัญญาในธรรม พระบรมศาสดาไดต้ รัสสอนข้อปฏิบัติใน ออก เป็นอานา กรรมฐำน ใหต้ ้งั สติพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม อนั เป็นสติปัฏฐาน ต้งั ตน้ แต่ขอ้ กำย ให้ ปานปัพพะ วา่ ดว้ ย ต้ังสติกำหนดลมหำยใจเข้ำออก อนั เป็นขอ้ อานาปานปัพพะ ขอ้ ท่ีว่าดว้ ยลมหายใจเขา้ ออก ลมหายใจเขา้ ออก ให้ ใหต้ ้งั สติสัมปชญั ญะในอิริยำบถท้งั 4 อนั เป็นขอ้ อิริยาปถปัพพะขอ้ วา่ ดว้ ยอิริยาบถ ใหต้ ้งั ต้งั สติสมั ปชญั ญะใน สติสัมปชัญญะในอิริยาบถประกอบท้ังหลาย อันเป็ นสัมปชัญญะปัพพะ ข้อว่าด้วย อิริยาบถท้งั 4 อนั เป็น สมั ปชญั ญะในอิริยาบถประกอบท้งั ปวง 74ตรัส ปฏิกูลปัพพะขอ้ วา่ ดว้ ยปฏิกูล หรือกายคตา ขอ้ อิริยาบถปัพพะขอ้ สติ สติที่ไปในกาย ว่าดว้ ยอิริยาบถ ให้ ต้งั สตสิ ัมปชญั ญะ 75ต่อจากน้ันจึงตรัสธาตุปัพพะข้อว่าด้วยธาตุ คือตรัสสอนให้พิจารณาว่า กายน้ี สมั ปชญั ญะใน ประกอบดว้ ยธาตุต่างๆคือ ปฐวีธำตุ ธาตุดิน อำโปธำตุ ธาตุน้า เตโชธำตุ ธาตุไฟ วำโยธำตุ อริ ิยาบถประกอบท้งั ธาตุลม คือพิจำรณำแยกกำยน้ีออกไปเป็นธำตุต่ำงๆ ท้ัง 4 ซ่ึงมีอุปมาเหมือนอยา่ งคนฆ่าโค ปวง หรือลกู มือของคนฆา่ โค ฆา่ แมโ่ คแลว้ กช็ าแหละเน้ือขาย แมโ่ คน้นั ก่อนแต่ฆา่ ก็เป็นแม่โคท่ี มีชีวิต มีร่างกายที่มีชีวิต คร้ันถูกฆ่าแลว้ ก็มีร่างกายที่ไร้ชีวิต แต่ว่าก็ยงั มีร่างกายคุมกนั อยู่ ปฏิกูลปัพพะขอ้ เป็ นร่างของโค แต่เม่ือชาแหละเน้ือขาย ชาแหละไปๆ รูปร่างที่มีลกั ษณะเป็ นโคก็หายไป วา่ ดว้ ยปฏิกูล กลายเป็นชิ้นเน้ือแต่ละชิ้น ประกอบดว้ ยโครงกระดูก ร่ำงกำยของคนเราก็เหมือนกนั เม่ือ หรือกายคตาสติ คุมกันอยู่เป็ นร่ างกายน้ีสมบูรณ์ จึงเป็ นที่ยึดถือว่ำตัวเรำของเรำ เป็ น สัตตสัญญำ สติท่ีไปในกาย ความสาคญั หมายว่าเป็ นสัตว์บุคคล เป็ น อัตตสัญญำ สาคญั หมายว่าเป็ นตัวตนเราเขา เช่นเดียวกบั ขันธ์ 5 ท่ีคมุ กนั อยู่ก็เป็นท่ียดึ ถือวา่ ตวั เราของเรา จึงเรียกวา่ อุปำทำนขันธ์ ขนั ธ์ หลกั กำร เป็ นท่ียึดถือ มี อัตตสัญญำ สัตตสัญญำ ความสาคญั หมายว่า ตัวตนเรำเขำ หรือว่ำสัตว์ ธาตุปัพพะ ขอ้ ว่า ดว้ ยธาตุ คือให้ พจิ ารณาวา่ กาย ประกอบดว้ ยธาตุ ตา่ งๆ คือ ปฐวีธาตุ ธาตดุ ิน อาโปธาตุ ธาตุน้า เตโชธาตุ ธาตุไฟ วาโยธาตุ ธาตลุ ม คือ พจิ ารณาแยกกาย ออกไปเป็ นธาตุ ต่างๆ ท้งั 4 บุคคล หรือว่ำสัตว์บุคคล หรือว่ารวมเรียกกนั วา่ มีความสาคญั หมาย อนั เป็นความยดึ ถือ วา่ สัตวบ์ ุคคลตวั ตนเราเขา ซ่ึงเป็ นท่ีต้งั ของกิเลสกองโลภบา้ ง กองโกรธบา้ ง กองหลงบา้ ง และ เป็ นที่ต้ังของควำมสงสัยลังเลใจต่ำงๆ เพราะว่าเมื่อมีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ก็ย่อมมี วิจิกิจฉาความลงั เลสงสยั วา่ เราเขาในปัจจุบนั เป็นอยา่ งไร ในอดีตท่ีล่วงมาแลว้ เป็นอยา่ งไร ในอนาคตเป็นอยา่ งไร

280 วธิ ีกำร 76 พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนไว้ ให้มาหัดพิจำรณำกำยอันน้ีที่รวมกันอยู่ดังกล่าว ประกอบดว้ ยอำกำรต่ำงๆ พิจำรณำแยกเป็ นธำตุออกไป อนั ท่ีจริงน้นั ประกอบดว้ ยธำตุดิน ใหม้ าหดั พิจารณา ธำตุน้ำ ธำตุไฟ ธำตุลม มาประกอบกนั เขา้ 77และคาว่า “ธำตุ” ในท่ีน้ีก็มีความหมายถึง กายประกอบดว้ ย สภำพหรือลักษณะอนั เป็นท่ีรวม กล่าวคือ ในกายอนั น้ี ส่วนท่ีแขน้ แขง็ ก็เรียกว่า ปฐวีธำตุ อาการต่างๆ ธาตุดิน ส่วนท่ีเอิบอาบเหลวไหลก็เรียกว่า อำโปธำตุ ธาตุน้า ส่วนท่ีอบอุ่นก็เรียกว่า พจิ ารณาแยกเป็น เตโชธำตุ ธาตุไฟ ส่วนที่พดั ไหวเคล่ือนไปไดก้ ็เรียกว่า วำโยธำตุ ธาตุลม 78ลกั ษณะหรือ ธาตอุ อกไปธาตดุ ิน ธาตนุ ้า ธาตุไฟ ธาตุ ภาวะหรือสภาพอนั เป็ นท่ีรวมดงั่ น้ีเรียกว่า “ธาตุ” ในที่น้ี และเม่ือธำตุมำรวมกันเข้ำก็เป็ น ลม มาประกอบกนั สังขำร คือ ส่ วนประสมปรุงแต่ง ด่ังเป็ นกายอันน้ีของทุกๆ คน และแม้กายของสัตว์ เขา้ เดรัจฉานท้งั หลาย และแมว้ ่าทุกๆ อย่างในโลกน้ี เช่นตน้ ไมภ้ ูเขาท้งั ปวง แม่น้าลาธารท้งั ปวง ที่เป็นสิ่งน้นั ส่ิงน้ีข้ึนมา ก็ลว้ นประกอบข้ึนดว้ ยธาตุท้งั หลายท้งั น้นั เพราะฉะน้นั ทุกๆ คาว่า “ธาต”ุ มคี วาม อย่ำงจึงสำมำรถแยกธำตุออกไปได้ แต่ว่า ธำตุทำงกรรมฐำน น้ีกาหนดแยกออกไปตาม หมายถงึ สภาพหรือ ลักษณะดังกล่าว เพราะสามารถพิจารณาได้ และก็ได้มีตรัสอธิบายไวใ้ นพระสูตรอ่ืน ลกั ษณะอนั เป็นที่ ยกตวั อย่างข้ึนมาว่า ธำตุท้ัง 4 แต่ละธาตุน้ันมีอะไรบา้ งในร่างกายอนั น้ี ท่ีมีลกั ษณะแขน้ รวมในกายอนั น้ี แข็งเป็นดิน มีลกั ษณะเอิบอาบเหลวไหลเป็นน้า มีลกั ษณะอบอุ่นเป็นไฟ มีลกั ษณะพดั ไหว ส่วนที่แขน้ แขง็ เป็ นลม 79ในขอ้ กำยคตำสติ สติที่ไปในกำย หรือในขอ้ ปฏิกูลปัพพะ ขอ้ ท่ีว่าดว้ ยส่ิงท่ีเป็ น เรียกว่า ปฐวีธาตุ ปฏิกูล ที่ตรัสใหพ้ ิจารณาอาการ 31 หรือ 32 น้นั ก็สรุปเขา้ ไดเ้ ป็น 2 ธาตุ คือเป็นธาตุดินซ่ึง ธาตุดิน ส่วนเอิบ มีลกั ษณะแขน้ แขง็ ธาตุน้าซ่ึงมีลกั ษณะเอิบอาบเหลวไหล ฉะน้นั ในหมวดท่ีว่าดว้ ยธำตุน้ี อาบเหลวไหล จึงจะไดช้ กั เอามาใหค้ รบท้งั 4 อีกคร้ังหน่ึง ปฐวธี ำตุ ธำตุดนิ น้นั ท่ีเป็นภายในมีอยใู่ นกายน้ี เรียกวา่ อาโปธาตุ ท่ีมี ผูค้ รองคือยงั มีชีวิต ก็ไดแ้ ก่ เกสำ ผม โลมำ ขน นขำ เล็บ ทันตำ ฟัน ตโจ หนงั มังสัง ธาตนุ ้า ส่วนอบอนุ่ เรียกว่า เตโชธาตุ เน้ือ นหำรู เอน็ อัฏฐิ กระดูก อัฏฐิมญิ ชัง เยอ่ื ในกระดูก วักกงั ไต หทยงั หวั ใจ ยกนัง ตบั กิ ธาตุไฟ ส่วนพดั ไหว โลมกัง พงั ผืด ปิ หกัง ม้าม ปัปผำสัง ปอด อันตัง ไส้ใหญ่ อันตคุณัง สายรัดไส้ อุทริยัง เคลือ่ นไปไดเ้ รียกวา่ อาหารใหม่ กรีสัง อาหารเก่า เป็น 19 และในบางพระสูตรไดเ้ ติม มัตถเกมัตถลุงคัง ขมอง วาโยธาตุ ธาตลุ ม ในขมองศีรษะเขา้ อีก 1 ก็เป็น 20 ส่วนเหล่าน้ี ท่ีเป็ นภำยใน คือ มีอยใู่ นกายอนั น้ีดง่ั ท่ีกล่าว มา หรือว่าส่วนอื่นนอกจากที่กล่าวมาน้ี ที่มีอยู่ในภายใน ก็รวมเรียกว่า ปฐวีธำตุ ธำตุดิน เมอ่ื ธาตมุ ารวมกนั ท้งั หมด 80 อำโปธำตุ ธำตุน้ำน้นั ท่ีเป็นภายใน คือ มีอยใู่ นกายอนั น้ี ก็ไดแ้ ก่ ปิ ตตัง น้าดี เสม เขา้ ก็เป็นสังขาร คือ หัง น้าเสลด ปุพโพ น้าหนอง น้าเหลือง โลหิตัง น้าเลือด เสโท น้าเหงื่อ เมโท มนั ขน้ อัสสุ ส่วนประสมปรุง น้าตา วสำ มนั เหลว เขโฬ น้าลาย สิงฆำณิกำ น้ามูก ลสิกำ ไขขอ้ มุตตัง มูตร รวมเป็น 12 แตง่ ดง่ั เป็นกายอนั น้ี หรือแมส้ ่วนอ่ืนจากที่กล่าวมาน้ี ที่มีอยใู่ นภายใน คือในกายอนั น้ี ก็รวมเรียกวา่ อาโปธาตุ ของทุกๆ คน ธาตุน้า ท้งั หมด 81 เตโชธำตุ ธำตุไฟน้นั ก็ไดแ้ ก่ สิ่งที่อบอุ่น ร้อน อนั มีอยใู่ นกายน้ีไดแ้ ก่ ไฟที่ทาใหอ้ บอุ่น ไฟที่ทาใหท้ รุดโทรม ไฟท่ีทาใหเ้ ร่าร้อน ไฟที่ยอ่ ยอาหาร ท่ีกินด่ืมเค้ียว ปฐวีธาตุ ธาตุดิน มี ลิ้มเขา้ ไปแลว้ รวมเป็น 4 และไฟอ่ืนๆ ท่ีมีอย่ภู ายในนอกจากน้ี ก็รวมเรียกวา่ เป็นเตโชธาตุ ผคู้ รองคือยงั มีชีวติ ธาตุไฟ 82วำโยธำตุ ธำตุลมน้นั ก็ไดแ้ ก่ ส่ิงท่พี ดั ไหวทม่ี ีอย่ใู นกำยน้ี อนั ไดแ้ ก่ ลมพดั ข้ึนเบ้ือง ก็ไดแ้ ก่ เกสา ผม บน ลมพดั ลงเบ้ืองต่า ลมในทอ้ ง ลมในลาไส้ ลมที่พดั ไปทว่ั สารพางคก์ ายลมหายใจเขา้ ลม โลมา ขน นขา เลบ็ ทนั ตา ฟัน ตโจ หนงั มงั สัง เน้ือ นหารู เอน็ อฏั ฐิ กระดกู อฏั ฐิมญิ ชงั เยื่อใน กระดกู วกั กงั ไต หทยงั หวั ใจ ยกนงั ตบั กิโลมกงั พงั ผืด ปิ หกงั มา้ ม ปัป ผาสงั ปอด อนั ตงั ไสใ้ หญ่ อนั ตคุณงั

281 สายรัดไส้ อทุ ริยงั หายใจออก และลมอื่นๆ บรรดาที่มีอยใู่ นกายน้ีก็รวมเรียกวา่ เป็นวาโยธาตุ ธาตุลม ในพระ อาหารใหม่ กรีสัง สูตรอื่นไดต้ รัสเพมิ่ อีก 1 ธาตุ คือ อำกำศธำตุ ธำตอุ ำกำศ ไดแ้ ก่ส่วนท่ีมีลักษณะเป็ นช่องว่ำง อาหารเก่า มตั ถเกมตั บรรดำท่ีมีอยู่ในกำยน้ีไดแ้ ก่ ช่องหู ช่องจมูก ช่องปำก ช่องคอ ท่ีกลืนอาหารลงไป ช่องท่ี ถลุงคงั ขมองใน บรรจุอาหารไวใ้ นทอ้ ง และช่องท่ีถ่ายอาหารเก่าออกไปในภายนอก กบั ช่องอื่นๆ ในภายใน ขมองศีรษะ เป็น กายอนั น้ี บรรดาท่ีมีอยู่ในกายน้ีก็รวมเรียกว่า อำกำศธำตุ ธำตุอำกำศ อนั อากาสธาตุ ธาตุ ภายใน คอื มอี ยใู่ น อากาศน้ีไม่ไดต้ รัสไวใ้ นพระสูตรทวั่ ไป เช่นใน สติปัฏฐานสูตร น้ีก็ไม่ไดต้ รัสอากาศธาตุ กาย ไว้ เพราะวา่ ช่องว่ำงน้ีไม่มีอะไร แต่วา่ ดนิ นำ้ ไฟลม มีภำวะท่ปี รำกฏเป็ นท่ีกำหนดได้ แต่วา่ อากาสธาตุ ธาตุอากาศคือช่องว่างน้ีไม่มีอะไร แต่ว่ำก็มีอยู่ในกำยอันนี้เป็ นอันมำก แมแ้ ต่ อาโปธาตุ ธาตนุ ้าที่ ไม่มีอะไรก็มีลกั ษณะเป็นส่ิงท่ีเรียกวา่ ปริเฉทรูป รูปเป็นที่กาหนด ทาใหก้ าหนดไดด้ งั่ เช่น เป็นภายใน คือ มีอยู่ อวยั วะของคนท่ีเป็ นภายนอก ยกตวั อย่างเช่น เกสำผม ซ่ึงมีอยู่เป็ นอนั มากบนศีรษะ เป็ น ในกาย ไดแ้ ก่ ปิ ตตงั เส้นๆ ไม่ติดกนั แต่รวมกนั อยู่ ลกั ษณะที่ผมเป็นเส้นๆ น้นั ก็เพราะว่ามีอำกำสคือช่องว่ำงอยู่ น้าดี เสมหงั น้าเสลด ในระหว่ำงๆ จึงทาใหผ้ มเป็นเส้นๆ ถา้ หากวา่ ไม่มีอากาศ คือช่องวา่ งในระหวา่ งแลว้ เส้นผม ปุพโพ น้าหนอง ก็จะติดกนั เป็นผืนเดียวกนั เป็นอนั เดียวกนั ท้งั หมด นิ้วมือท้งั 5 นิ้วท่ีแยกเป็น 5 นิ้ว กเ็ พราะ น้าเหลอื ง โลหิตงั น้า มีอากาสคือช่องว่างแยกกนั จึงเป็น 5 นิ้ว ถา้ ไม่มีอากาศคอื ช่องว่างแยกกนั แลว้ ก็จะรวมกนั เลือด เสโท น้าเหง่ือ เป็นอนั เดียวท้งั หมดแยกไม่ออก แมว้ า่ อวัยวะในภำยใน เช่น ตบั ปอดหวั ใจลาไส้ก็มีอากาศ เมโท มนั ขน้ อสั สุ คือ ช่องว่างในระหวา่ งๆ กนั จึงแยกออกจากกนั ได้ ว่านี่เป็นหวั ใจ น่ีเป็นตบั นี่เป็นปอด น่ี น้าตา วสา มนั เหลว เป็ นลาไส้ ถา้ หากว่าไม่มีอากาสคือช่องว่างในระหว่าง ก็จะติดกันเป็ นพืดเดียวกนั หมด เขโฬ น้าลาย สิงฆาณิ ฉะน้นั จึงเรียกว่าปริเฉทรูป รูปเป็ นท่ีกาหนด หรือเป็ นเครื่องกาหนด ทาให้กาหนดไดว้ ่า กา น้ามูก ลสิกา ไขขอ้ อนั น้ีเป็นอนั น้ี อนั น้นั เป็นอนั น้ัน ดงั่ ท่ีกล่าวมาแลว้ และท่ียกข้ึนเป็ นตวั อย่างวา่ ช่องหูช่อง มตุ ตงั มูตร จมูกเป็นตน้ ถา้ ไม่มีช่องหูไมม่ ีช่องจมูก ก็รับเสียงไม่ได้ หายใจไมไ่ ด้ ไมม่ ีช่องปากก็อา้ ปาก ไม่ได้ ไม่มีช่องคอก็กลืนอาหารลงไปไม่ได้ ไม่มีช่องเก็บอาหารในทอ้ งคือกะเพาะอาหาร เตโชธาตุ ธาตุไฟ อาหารก็ลงไปเก็บไม่ได้ ไม่มีช่องสาหรับถ่ายลงไปในภายล่างภายนอก ในตอนล่าง ไดแ้ ก่ ส่ิงที่อบอนุ่ ภายนอกก็ถ่ายไม่ได้ เพราะฉะน้นั จึง ตอ้ งมีช่อง นอกจากน้ีตามตวั ของคนเราเรียกวา่ มีช่อง ร้อน มีอยใู่ นกายไดแ้ ก่ อยู่ทุกเส้นขน ฉะน้นั นกั ปราชญใ์ นปัจจุบนั น้ีจึงไดแ้ สดงไวว้ า่ ร่างกายของคนเราท้งั คนที่ ไฟอบอุน่ ไฟทรุด ใหญ่โตน้ี เพราะมีช่องว่ำงอยู่มำก ถ้าหากว่าจะยุบรวมกันเขา้ ไม่ให้มีช่องว่างท้ังหมด โทรม ไฟเร่าร้อน ไฟ ร่างกายอนั น้ีจะเหลือเลก็ นิดเดียวเท่าน้นั เพราะฉะน้นั อากาศธาตุ ธำตุอำกำศ คือช่องว่างน้ี ยอ่ ยอาหาร ทกี่ ินดื่ม จึงยกข้ึนเป็นธาตุอนั หน่ึง เพราะมีความสาคญั อยู่ในร่างกายของคนทุกคน และมารวมกนั เค้ียวลมิ้ เขา้ ไปแลว้ เขา้ แลว้ ท้งั อากาศธาตกุ ็เป็นธาตุ 5 พระพุทธเจา้ ไดต้ รัสเอาไวใ้ นพระสูตรหน่ึงวา่ บุรุษบุคคล วาโยธาตุ ธาตุลม น้ีมีธาตุ 6 คือ ปฐวีธำตุ ธาตุดินส่วนท่ีแขน้ แข็ง อำโปธำตุ ธาตุน้าส่วนท่ีเอิบอาบเหลวไหล ไดแ้ ก่ สิ่งท่พี ดั ไหวทม่ี ี เตโชธำตุ ธาตุไฟส่วนที่อบอุ่น วำโยธำตุ ธาตุลมส่วนที่พดั ไหว อำกำศธำตุ ธาตุอากาศส่วน อยใู่ นกายน้ี อนั ไดแ้ ก่ ที่เป็ นช่องว่าง และ วิญญำณธำตุ ธำตุรู้ จึงรวมเป็ นบุคคล และ 5 ขอ้ ขา้ งตน้ คือ ปฐวีธาตุ ลมพดั ข้นึ เบ้อื งบน ลม อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาศธาตุ เป็ นส่วนกายไม่มีความรู้ในตวั เอง แต่วิญญำณ พดั ลงเบ้ืองต่า ลมใน ทอ้ ง ลมในลาไส้ ลมท่ี ธำตุ ธำตุรู้เป็ น ส่วนจิตมีควำมรู้ในตัว คนเราจึงประกอบดว้ ยธาตุที่ไม่มีความรู้ในตวั อนั พดั ไปทวั่ สารพางค์ กายลมหายใจเขา้ ลม หายใจออก และลม อน่ื ๆ อากาศธาตุ ธาตุ อากาศ อากาศส่วนท่ี เป็นช่องวา่ ง และ วญิ ญาณธาตุ ธาตุรู้ จึง รวมเป็นบคุ คล ธาตรุ วมเป็นกายตอ้ ง เปลี่ยนแปลง เกิดดบั จึงมใิ ช่ตน ตามท่ี ยึดถอื เป็นสมมติ บญั ญตั วิ ่าเป็นตวั เรา ของเราเทา่ น้นั พทุ ธ

282 ศาสนาถอื ว่าเป็น เป็นกาย ประกอบด้วยธาตุท่ีมีความรู้ในตวั คือจิต จึงเป็นกำยและจิต และเม่ือกายและจิตน้ี สมมติสัจจะ สัจจะ ยงั มีชีวิตอยู่ ก็คือกำยจิตนี้อำศัยกันอยู่ แต่เม่ือเกิดมาก็มีธาตุ 6 มีกายมีจิต และเติบโตข้ึน แก่ โดยสมมติ เป็นความ เจ็บตายไป ธาตุเหล่าน้ีก็แตกสลาย ธำตุท่ีเป็ นส่วนกำยก็แตกสลำยไป ธำตุที่เป็ นส่วนจิตก็ จริงอยา่ งหน่ึง แต่โดย เป็ นวิญญำณที่ออกไป ถือภพชำติใหม่ต่อไปตำมกรรมท่ีได้กระทำเอำไว้ และเม่ือมาถือภพ ปรมตั ถสัจจะความ ชาติเป็นมนุษยเ์ ป็นตน้ ก็มาประกอบเป็ นธำตุ 6 ดงั กล่าวน้ีอีก 83 เพราะเหตุที่ธำตุที่รวมกัน จริงโดยปรมตั ถค์ ือ ไม่ อยู่เป็ นกำยนีต้ ้องแปรปรวนเปล่ียนแปลง เกดิ ดบั ดงั กลา่ ว จึงมิใช่ตน มใิ ช่เป็ นของตนตำมท่ี มีตวั เราไมม่ ีของเรา ยึดถือ เป็ นแต่เพียงสมมติบัญญัติว่ำเป็ นตัวเรำของเรำเท่าน้ัน ซ่ึงทางพุทธศาสนาก็ถือว่า เป็นธรรมชาตธิ รรมดา เป็นสมมติสัจจะ สัจจะโดยสมมติ เป็นความจริงอย่างหน่ึง แต่โดยปรมัตถสัจจะความจริง เป็ นสภาวะธรรม โดยปรมตั ถค์ ืออยา่ งยง่ิ แลว้ ไม่มตี วั เรำไม่มขี องเรำ เป็นธรรมชาติธรรมดา เป็ นสภำวะธรรม 84พระพุทธเจา้ จึงไดต้ รัสสอนว่า ธำตุดินน้ำไฟลมที่เป็ นภายในก็ดี ท่ีมีอยู่ในกายอนั น้ี จะ ผล เป็ นกายของมนุษย์ เป็ นกายของสัตวเ์ ดรัจฉานก็ตาม และธาตุท้งั 4 น้ีท่ีเป็ นภายนอก เช่น เป็นแม่น้าตน้ ไมภ้ เู ขาเป็นตน้ บรรดาท่ีมีอยใู่ นโลกท้งั หมด ลว้ นเป็นสิ่งที่พงึ พจิ ารณาให้เห็น ธาตดุ ินน้าไฟ ตามเป็นจริง วา่ เอต มม น่ีไม่ใช่ของเรา เอโสหมสฺมิ เราไม่เป็นสิ่งน้ี เอโส เม อตฺตำ นี่ไม่ใช่ ลมท่ีเป็ น เป็นอตั ตาตวั ตนของเรา คอื วา่ นี่ กค็ ือวา่ ธำตุดิน นำ้ ไฟ ลมน้ีไม่ใช่ของเรา เราไมเ่ ป็นสิ่งน้ีก็ ภายในกด็ ี ที่มี คือวา่ เราไม่ไดเ้ ป็นธาตุดิน น้า ไฟ ลม ธาตุดิน น้า ไฟ ลมน้ีไม่เป็ นอัตตำตัวตนของเรำ พูด อยใู่ นกายอนั กนั ส้ันๆ วา่ ไม่ใช่ตวั เราไม่ใช่ของเรา เพราะความจริงเป็นเช่นน้นั เป็นธรรมชาติธรรมดาที่ น้ีพจิ ารณาให้ เกิดข้นึ ตามเหตปุ ัจจยั ของตน แลว้ ก็ตอ้ งแตกสลายไปตามธรรมดา ถา้ เป็นตวั เราของเราแลว้ เห็นตามเป็ น ก็จะตอ้ งต้งั อยู่ดารงอยู่ ไม่แปรปรวนเปล่ียนแปลงไป ไม่แตกสลาย แต่หาเป็ นเช่นน้นั ไม่ จริง ว่า เอต และเพราะเรำไปยึดถือว่ำเป็ นตัวเรำของเรำ ด้วยตัณหำด้วยอุปำทำน ดว้ ยอวิชชาคือความ มม ไม่ใช่เรา ไม่รู้ เราซ่ึงเป็ นผู้ยึดถือ หรือเราซ่ึงเป็ นตัวตัณหำอุปำทำน เป็นตวั อวิชชาคือความไม่รู้น้ี จึง เราไปยดึ ถือว่า ตอ้ งเป็นทุกขต์ ่างๆ ตอ้ งเดือดร้อนไม่สบายกายไม่สบายใจ ตอ้ งโศก ต้องร้องไห้คร่ำครวญ เป็นตวั เราของ ต่ำงๆ เพรำะไปยึดเอำสิ่งท่ีไม่ใช่ของเรำว่าเป็ นของเรา คร้ันสิ่งท่ียึดถือน้นั ตอ้ งแปรปรวน เรา ดว้ ยตณั หา เปล่ียนแปลงไป ก็จึงตอ้ งโศกเศร้าเสียใจเป็นทุกขเ์ ดือดร้อน เพราะฉะน้นั จึงควรพจิ ำรณำ ดว้ ยอุปาทาน ให้เห็นสักแต่ว่ำเป็ นธำตุ สักแต่ว่าเป็นธาตุดิน สักแต่วา่ เป็นธาตุน้า สักแต่วา่ เป็นธาตุไฟ สัก ดว้ ยอวชิ ชาคือ แต่ว่าเป็ นธาตุลม สักแต่ว่าเป็ นธาตุอากาศ มำรวมกันเข้ำ ชั่วระยะเวลำอันหน่ึงแล้วก็ต้อง ความไม่รู้ จึง ควรพิจารณา แตกสลำยเท่าน้ัน เป็ นไปตำมกรรม เป็ นไปตำมเหตุปัจจัย เพราะฉะน้นั การพิจำรณำแยก ใหเ้ ห็นสกั แต่ ธำตุดงั กล่าวมาน้ี จึงเป็ นประโยชน์ในดา้ นท่ีจะระงบั ความหลงยึดถือว่าตวั เราของเรา ใน วา่ เป็นธาตุ กายและในทกุ ๆ ส่ิงอนั ประกอบดว้ ยธาตุท้งั 4 น้ี หรือประกอบดว้ ยธาตุท้งั 5 น้ี ฉะน้นั 85ขอ้ ปฏิบตั ิ ธำตุปัพพะ อนั ข้อที่ว่าด้วยธาตุน้ีจึงเป็ นข้อสาคัญอีกข้อหน่ึง และเมื่อสามารถปฏิบัติ พจิ ารณาแยก พิจารณาแยกธาตอุ อกไป จนปล่อยวำงควำมยึดถือว่ำตัวเรำของเรำได้ ก็ย่อมจะตดั วิจิกิจฉำ ธาตอุ อกไป คือควำมลงั เลสงสัย อันสืบเน่ืองมำจำกตวั เรำของเรำได้ เพราะฉะน้นั จึงไดม้ ีแสดงวา่ ในการ จนปล่อยวาง ท่ีจะละนิวรณ์ขอ้ วิจิกิจฉาอนั เป็นขอ้ ที่ 5 ใหป้ ฏิบตั ิพจิ ำรณำธำตกุ รรมฐำน ด้วยกรรมฐำนที่ ความยดึ ถือว่า พจิ ำรณำแยกธำตใุ นข้อธำตปุ ัพพะน้ี ตวั เราของเรา ได้

283 ตารางที่ 4.4.9 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “แนวปฏิบตั สิ ตปิ ัฏฐำน 4 โดยอำศัยลม สกดั หลกั หำยใจ” แนวทางปฏิบตั ิสมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายก แนวคิด (เจริญ สุวฑั ฒโน) จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั A9] กาหนดต้งั สติ ประเดน็ คำสอน ดลู มหายใจ A9-86บดั น้ี จกั แสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบตั ิอบรมจิต ในเบ้ืองตน้ ก็ขอให้ทุกๆ ท่าน เขา้ ออก ต้งั ใจนอบนอ้ มนมสั การ พระผมู้ ีพระภาคอรหนั ตสัมมาสัมพุทธเจา้ พระองคน์ ้นั ต้งั ใจถึงพระองค์ สาเร็จเป็ นสติ พร้อมท้งั พระธรรมและพระสงฆเ์ ป็นสรณะ ต้งั ใจสารวมกายวาจาใจให้เป็ นศีล ทาสมาธิในการ ปัฏฐานได้ ฟัง เพื่อให้ไดป้ ัญญาในธรรม ในสติปัฏฐานท้งั 4 คือ ต้ังสติพิจำรณำกำยเวทนำจิตธรรม ไดม้ ี ต้งั แต่ขอ้ กาย พระพุทธาธิบายไวใ้ นพระสูตรใหญ่แห่งสติปัฏฐาน ต้งั ตน้ แต่อานาปานปัพพะ คือ ขอ้ วา่ ดว้ ยลม ตอ่ ไปขอ้ หายใจเขา้ ออก ในหมวดกายานุปัสสนา คือต้งั สติตามดูพิจารณากาย และไดม้ ีอีกพระสูตรหนง่ึ ที่ เวทนา ขอ้ จิต ไดแ้ สดง สติปัฏฐำนท้งั 4 ต้งั สติพิจารณากายเวทนาจิตธรรม ด้วยยกเอำลมหำยใจเข้ำออกเป็ น และขอ้ ธรรม ทำงปฏิบัติตลอดท้ัง 4 ข้อ คือ กำรปฏิบัติต้ังสติกำหนดลมหำยใจเข้ำออกเพียงอย่ำงเดียวนี้ เป็ น เป็ นการ สติปัฏฐำนได้ท้ัง 4 ข้อ เพราะฉะน้นั ลมหายใจเขา้ ออกน้ีจึงเป็ นส่ิงสาคญั ทุกคนสามารถกำหนด ปฏิบตั ิ ต้ังสติดูลมหำยใจเข้ำออก สำเร็จเป็ นสติปัฏฐำนไดต้ ้งั แต่ขอ้ กาย ต่อไปขอ้ เวทนา ขอ้ จิต และขอ้ ต่อเน่ือง โดย ธรรม เป็ นกำรปฏิบัติต่อเนื่อง เพราะฉะน้นั วนั น้ีจะไดจ้ บั อธิบายแนวปฏิบตั ิสติปัฏฐานท้งั 4 ขอ้ อาศยั ต้งั สติ น้ี โดยอำศัยต้ังสติกำหนดลมหำยใจเข้ำออกเป็ นทตี่ ้ัง ลมหายใจเขา้ ออกน้ีจึงเป็นสิ่งสาคญั ทุกคน กาหนดลม สามารถกาหนดต้งั สติดูลมหายใจเขา้ ออกสาเร็จเป็นสติปัฏฐานไดต้ ้งั แต่ขอ้ กาย ต่อไปขอ้ เวทนา หายใจเขา้ ขอ้ จิต และขอ้ ธรรม เป็นการปฏิบตั ิต่อเน่ือง เพราะฉะน้นั วนั น้ีจะไดจ้ บั อธิบายแนวปฏิบตั ิสติปัฏ ออกเป็ นที่ต้งั ฐานท้งั 4 ขอ้ น้ี โดยอาศยั ต้งั สติกาหนดลมหายใจเขา้ ออกเป็นที่ต้งั 87ทกุ คนมีลมหายใจเขา้ ลมหายใจออกของตนเองอยแู่ ลว้ เป็นประจา จึงให้ปฏบิ ัติในเบือ้ งต้นตามที่ หลกั กำร ตรัสแนะนาไวใ้ นพระสูตร คอื เข้ำสู่ป่ ำ โคนไม้ เรือนว่ำง อนั เป็นท่ีเรียกวา่ กำยวเิ วกสงบกำย ขอ้ น้ี เป็นจุดตอ้ งการ แมว้ ่าจะไม่อาจไปสู่ป่ า สู่โคนไม้ หรือเรือนวา่ งได้ ก็ปฏิบัติทำจิตน้ีเองใหม้ ีป่ า มี ในพระสูตร คอื โคนไม้ มีเรือนวา่ งในจิตใจ ให้เป็นป่ า เป็นโคนไม้ เป็นเรือนวา่ งในจิตใจ คือทาจิตใจให้สงบ ไม่ เขา้ สู่ป่ า โคนไม้ กงั วลถงึ ส่ิงต่ำงๆ ถึงบคุ คลต่ำงๆ ที่เรียกวา่ เป็ นบ้ำน หรือเป็นหมู่ชน แตใ่ หว้ า่ งจากส่ิงตา่ งๆ จากหมู่ เรือนวา่ ง อนั เป็นที่ ชน จะที่ไหนก็ไดอ้ นั เป็ นท่ีๆ ตนอาจจะหาได้ ในวัดก็ตามเช่นในท่ีน้ี หรือในบ้ำนของตนเองก็ เรียกว่า กายวเิ วก ตาม แต่ว่าสร้างความเป็นป่ า ความเป็นโคนไม้ ความเป็นเรือนวา่ ง ในจิตใจ คือให้จิตใจน้ีว่าง ให้ สงบกาย เป็นจุด สงบสงดั ดง่ั น้ีก็ใชไ้ ด้ 88 และนัง่ ขดั บัลลังก์ คือ ขดั สะหมาด หรือเม่ือไมส่ ามารถ จะนง่ั ในอิริยาบถ ตอ้ งการ เป็นเรือน ไหน เช่น นงั่ พบั เพียบก็ได้ นง่ั บนเกา้ อ้ีก็ได้ แต่ว่าให้พยายามต้ังกำยตรง ทำสติให้ต้ังอยู่จำเพำะ ว่างในจติ ใจ คอื ทา หน้ำ ไม่ให้ฟุ้งซ่านไปขา้ งไหน โดยมีสติหายใจเขา้ มีสติหายใจออก หน่ึงหำยใจเข้ำยำวก็รู้ว่ำเรำ จติ ใจใหส้ งบ ไม่ หำยใจเข้ำยำว หายใจออกยาวก็รู้วา่ เราหายใจออกยาว สองหำยใจเข้ำส้ันก็รู้ว่ำเรำหำยใจเข้ำส้ัน กงั วลถึงส่ิงตา่ งๆ หายใจออกส้ันก็รู้ว่าเราหายใจออกส้ัน อนั ลมหายใจเขา้ ออกน้ีเมื่อยงั มิไดป้ ฏิบตั ิย่อมเป็ นไป ถงึ บุคคลต่างๆ โดยปรกติ เรียกวา่ หำยใจท่วั ท้อง คอื หำยใจถึงท้องทพ่ี องขึน้ เม่ือหำยใจเข้ำ และยุบลงเม่ือหำยใจ นง่ั ขดั บลั ลงั ก์ คอื ออก 89ซ่ึงพระอาจารยไ์ ดต้ ้ังจุดสาหรับกาหนดไว้ สามจุด เมื่อหำยใจเข้ำจุดแรกก็คือ ปลำยจมูก ขดั สะหมาด ต้งั กายตรง ทาสตใิ ห้ ต้งั อยจู่ าเพาะหนา้ ไม่ให้ฟ้งุ ซ่านไป ขา้ งไหน โดยมสี ติ หายใจเขา้ มสี ติ หายใจออก หายใจ ทว่ั ทอ้ ง คอื หายใจ ถงึ ทอ้ งท่พี องข้นึ เมอ่ื หายใจเขา้ และ

284 ยบุ ลงเม่ือหายใจ หรือริมฝี ปำกเบื้องบน จุดกลางก็คืออุระหรือทรวงอกภำยใน และจุดท่ี 3 ก็คือ นำภี และในขณะ ออก หายใจออก จุดที่ 1 ก็คือนาภี จุดท่ี 2 ก็คืออุระหรือทรวงอกข้ำงใน จุดท่ี 3 ก็คือปลายจมูกหรือริม ต้งั จุดกาหนดไว้ 3 ฝี ปากเบ้ืองบน จดุ หายใจเขา้ จุด แรกคือ ปลายจมกู 90สาหรับปลายจมูกหรือริมฝี ปากเบ้ืองบนน้นั ทุกคนอาจรู้ไดด้ ว้ ยควำมกระทบของลมเม่ือหำยใจ หรือริมฝีปากเบอ้ื ง เข้ำ และเม่ือหำยใจออก ลมจะกระทบท่ีจุดน้ี ทาให้รู้ได้ เพราะฉะน้นั จึงกำหนดลมหำยใจได้ท่ี บน จดุ กลางคอื กำรกระทบ เมื่อหากจะจัดเป็ นอำยตนะภำยในภำยนอกท่ีมากระทบกัน ก็จัดได้ว่ากำยและ อรุ ะหรือทรวงอก โผฏฐัพพะ คือ สิ่งที่กำยถูกต้อง ริมฝี ปากเบ้ืองบนหรือปลายกระพุง้ จมูกเป็ นกาย ลมหำยใจเป็ น ภายใน และจุด 3 โผฏฐัพพะ คือ สิ่งที่กายถูกตอ้ ง หรือส่ิงที่มาถูกตอ้ งกาย กำยและโผฏฐัพพะคือสิ่งที่ถูกตอ้ งกาย คือ นาภี มากระทบกนั ท่ีจุดน้ีในการหายใจ 91ส่วนอุระกับนำภีน้ันไม่ทราบถึงความกระทบได้ เป็ นแต่ เพียงความรู้สึก วา่ นาภีท่ีพองข้ึน และยบุ ลงเทา่ น้นั แตอ่ นั ท่ีจริงน้นั ตามกำยวิภำควทิ ยำ ลมหายใจ วธิ กี ำร น้นั ย่อมเขา้ ไปสู่ปอด แต่ว่าไม่สามารถจะกาหนดรู้ได้ จะกำหนดรู้ได้ที่ควำมเคล่ือนไหวของนำภี ที่พองขึ้นหรือยุบลง เพราะฉะน้ัน ในทางปฏิบัติกรรมฐำน จาเป็ นที่จะต้องมี นิมิต คือเครื่อง ปลายจมูกหรือ กำหนดหมำย จึงตอ้ งกาหนดเอาที่นำภีท่ีพองหรือยุบ ว่าเป็นจุดท่ีสุดของการหายใจเขา้ และเป็ น ริมฝี ปากเบ้ือง จุดต้ังต้นของการหายใจออกและก็ 92กำหนดอุระสมมติเอาวา่ เป็นจดุ กลำงของกำรหำยใจ ส่วนที่ บนกระทบของ ริมฝีปากเบ้ืองบนหรือปลายกระพ้งุ จมูกน้นั เป็นจดุ เดยี วท่กี ำหนดลมหำยใจเข้ำออกได้ แตว่ า่ กไ็ ด้ ลมหายใจเขา้ ดว้ ยกำหนดทำงกำยและโผฏฐัพพะคือส่ิงท่ีกายถูกตอ้ งดงั กล่าวน้นั เพราะฉะน้นั พระอาจารย์ ออก กาหนดลม และนกั ปฏิบตั ิทางกรรมฐานขอ้ น้ี จึงมีนยิ มกำหนดลมหำยใจเข้ำออกน้ีท่ีปลำยกระพ้งุ จมูก หรือท่ี หายใจไดท้ ก่ี าร ริมฝี ปำกเบื้องบนน้นั จุดหน่ึง หรือว่ากำหนดท่ีนำภีท่ีพองหรือยุบ หรือว่ากำหนดที่อุระเองคือที่ กระทบ จดั เป็น ทรวงอกข้ำงใน พระอาจารยท์ างปฏิบตั ิบางท่านก็กำหนดท่ีอุระคือทรวงอกข้ำงใน ดงั่ น้ีก็สุดแต่ผู้ อายตนะภายใน ปฏิบัติจะพอใจ หรือจะทาไดส้ ะดวกในจุดไหน 93 แต่ท่านก็สอนใหว้ า่ ในเบ้ืองตน้ น้นั ให้กำหนด ภายนอกที่มา ท้ัง 3 จดุ คอื ให้ทำสตติ ำมดูลมหำยใจเข้ำ จุดแรกกค็ ือ ปลำยกระพุ้งจมูกหรือริมฝีปากเบ้ืองบน จุด กระทบกนั วา่ ท่ีสองก็คืออุระหรือทรวงอกข้ำงใน จุดที่สามก็คอื นำภี และเม่ือหายใจออกกต็ ามดูจากนาภีเป็ นจุด กายและ ที่หน่ึง อุระเป็ นจุดที่สอง ปลายกระพุง้ จมูก หรือริมฝี ปากเบ้ืองบนเป็ นจุดท่ีสาม ให้ตามดูกำร โผฏฐพั พะ คอื หำยใจเข้ำหรือลมหำยใจเข้ำ ตำมดกู ำรหำยใจออกหรือลมหำยใจออก ดง่ั น้ีอยบู่ อ่ ยๆ จนจิตรวมจ่ึง สิ่งทก่ี ายถูกตอ้ ง ยตุ ิการตามดูท้งั สามจุดน้นั ให้เหลือแต่จุดเดยี ว เหมือนอยา่ งวา่ ในท่ีแรกน้นั เดนิ ตำมลมหำยใจเข้ำ อรุ ะกบั นาภไี ม่ ลมหำยใจออกไปมำ ไปมำท้ังสำมจุด แต่วา่ เม่ือคุ้นเคยกบั ทางของการหายใจดีแลว้ ก็หยดุ น่ังดูอยู่ ทราบถึงความ จุดเดียว คือบางอาจารยท์ ่านก็สอนให้นัง่ ดูที่จุดปลายจมูก หรือริมฝี ปากเบ้ืองบน บางอาจารยก์ ็ กระทบได้ เป็นแต่ สอนใหน้ งั่ ดูที่นาภี บางอาจารยก์ ส็ อนใหน้ งั่ ดูที่อรุ ะภายใน แต่เพียงจุดเดียว 94ในการปฏิบตั ิทีแรก เพยี งความรู้สึก วา่ น้นั สติก็เหมือนอย่ำงเดนิ เข้ำเดนิ ออกสำมจุด แตว่ า่ ในข้นั ต่อมานงั่ ดอู ย่จู ุดเดยี ว แต่วา่ ให้รู้ท้ังหมด นาภพี องข้นึ และ เปรียบเหมือนอย่างว่า คนน่งั ไกวเด็กที่นอนในอู่สาหรับไกว หรือว่าคนนงั่ ที่โคนชิงช้าดูเด็กที่ ยบุ ลงเท่าน้นั กาหนดท้งั 3 จุด คอื ใหท้ าสตติ าม ดูลมหายใจเขา้ จุดแรก คือ ปลาย กระพงุ้ จมูกหรือ ริมฝี ปากเบ้ือง บน จุดสอง คอื อุระหรือทรวง อกขา้ งใน จุด สามคือนาภี และ เม่อื หายใจออกก็ ตามดูจากนาภี เป็นจุดท่หี น่ึง อรุ ะเป็นจดุ ท่ี สอง ปลาย กระพงุ้ จมูก หรือ ริมฝี ปากเบ้ือง บนเป็ นจุดที่สาม เดินตามลม หายใจเขา้ ลม หายใจออกไปมา ไปมาท้งั สามจุด

285 การปฏิบตั ิแรก นอนในชิงชา้ แลว้ ก็ไกวเด็กไปไกวเด็กมา ก็มองเห็นชิงช้า หรือมองเห็นเปล อู่เปลที่แกว่งไป สตเิ หมอื นเดิน แกวง่ มาไดต้ ลอด เพราะฉะน้นั แม้จะนั่งดูอยู่ท่ีจุดเดียว ก็มองเห็นลมหำยใจท่ีเข้ำออกเข้ำออกอยู่ เขา้ เดินออกสาม ตลอด เม่ือเห็นอยู่ตลอดดง่ั น้ี จึงจะเรียกวา่ มีสติต้ังอยู่เป็ นสมำธิในลมหำยใจในเบ้ืองตน้ ของการ จดุ ข้นั ต่อมา นงั่ ปฏิบตั ิ และในช้นั ตน้ น้ัน ลมหายใจเขา้ ลมหายใจออกก็จะยำวเป็ นปรกติ เรียกว่าหำยใจจำกต้น ดอู ยจู่ ุดเดียว แต่ ทำง คือปลำยจมูก ปลายกระพุง้ จมูกหรือริมฝี ปากเบ้ืองบน จนถึงนาภี ขาออกก็จากนาภี จนถึง ว่าให้รู้ท้งั หมดมี ปลายกระพุง้ จมูก หรือริมฝี ปากเบ้ืองบน ดง่ั ที่เรียกกนั สามญั วา่ หายใจทว่ั ทอ้ ง อยา่ งน้ีเรียกวา่ เป็น สตติ ้งั อยเู่ ป็น หายใจยาว เขา้ ยาวออกยาวโดยปรกติ 95 แตเ่ มื่อได้ต้ังสติกำหนดจนถึงข้ันนั่งดูดงั กลา่ ว ร่ำงกำยก็ สมาธิในลม จะสงบเข้ำ จิตใจก็จะสงบเขา้ เพราะสามารถท่ีรวมจิตใจได้ เมื่อเป็นดง่ั น้ีลมหายใจก็จะละเอียด หายใจ เขา้ คือจะส้ันเขา้ ต้งั ตน้ แต่อาการของร่างกายในกำรหำยใจคือนำภีท่ีพองหรือยุบ เคล่ือนไหวไป โดยปรกติน้ัน จะเคลื่อนไหวน้อยเขา้ พองยุบน้อยเขา้ จนถึงการหายใจเขา้ การหายใจออก ก็จะ ต้งั สตกิ าหนด เป็นไปคลา้ ยๆ กบั คร่ึงทอ้ ง ไมเ่ ตม็ ทอ้ ง และเม่ือร่างกายละเอียดจิตใจละเอียดสงบมากข้นึ อีก การ จนถงึ ข้นั นง่ั ดู หายใจหรือลมหายใจน้นั ก็จะเป็นเหมือนไปจรดนาภี อาการเคล่ือนไหวของนาภีก็จะน้อยเขา้ ๆ ร่างกายจะสงบเขา้ จนถึงไม่เคลื่อนไหว แต่ควำมจริงน้ันกห็ ำยใจเข้ำหำยใจออกอยู่ แต่วา่ อยา่ งละเอียด อยา่ งน้ีเรียกวา่ จิตใจจะสงบเขา้ ส้ันเข้ำ เป็ นไปเอง เพราะฉะน้นั ในการปฏิบตั ิข้นั น้ีจึงปล่อยให้เป็ นไปเอง ไม่ต้ังใจจะทำให้ลม เพราะสามารถท่ี หำยใจส้ันลมหำยใจยำว แต่ให้เป็ นไปโดยปรกติ ซ่ึงลมหายใจท่ีเป็ นไปโดยปรกติน้ีทีแรกก็ รวมจติ ใจได้ จะต้องยำว หำยใจท่ัวท้องตำมปรกติ และเม่ือได้มำปฏิบัติก็จะส้ันเข้ำเองดงั ที่กล่าวน้นั ฉะน้นั จึง ให้ทำควำมรู้อยู่ตำมเป็ นจริง หำยใจเข้ำออกยำวก็รู้ว่ำยำว หำยใจเข้ำออกส้ันก็รู้ว่าส้ัน เป็ นไปเอง การปฏบิ ตั ิเบอ้ื งตน้ โดยปรกติ 96อีกอยา่ งหน่ึงเป็นกำรทำกำรหำยใจให้ยำวหรือส้ันในการปฏิบตั ิเบ้ืองตน้ เช่น ตอ้ งการ หายใจใหย้ าวหรือ ทาใหย้ าว เวลาหายใจเขา้ เร่ิมต้งั แต่เม่ือลมถึงปลำยกระพุ้งจมูก หรือริมฝี ปำกเบื้องบน ก็นบั หน่ึง ส้ัน เริ่มต้งั แตเ่ มอ่ื และเรื่อยไปจนถึงเกา้ คือ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 เมื่อถึง 9 ก็ให้ถึงท้องพอดีที่พองขึน้ น้ีในการหายใจ ลมถึงปลายกระพงุ้ เขา้ ส่วนในการหายใจออกก็เริ่มนบั 1 ต้งั แตเ่ มื่อเริ่มหายใจออกจากนาภีเร่ือยข้ึนมา ใหค้ รบ 9 เม่ือ จมูก หรือริมฝีปาก ถึงปลายกระพุง้ จมูกหรือริมฝี ปากเบ้ืองบน นบั 1 ถึง 9 ไปๆ มาๆ ดง่ั น้ี เป็นการทาข้ึน น่ีเรียกว่า เบ้อื งบน ก็นบั หน่ึง หำยใจยำว คราวน้ีการทาให้หายใจส้ันก็นบั อย่างน้นั แหละ แต่ว่าใหเ้ หลือหก 1 ถึง 6 เมื่อหายใจ และเรื่อยไปจนถงึ เขา้ 1 ถึง 6 เม่ือหายใจออก นี่เรียกว่าส้ัน ให้ส้ันเขา้ อีกนบั เหลือแค่หน่ึงถึงสาม 1 ถึง 3 หายใจเขา้ เกา้ คอื 1 2 3 4 5 6 1 ถึง 3 หายใจออก ปฏิบตั ิดง่ั น้ีก็ไดใ้ นการเบ้ืองตน้ เป็ นกำรทำกำรหำยใจให้ยำวหรือให้ส้ันตำม 7 8 9 เม่ือถงึ 9 ก็ ต้องกำร แต่วา่ การทาการหายใจน้ี หากตอ้ งการจะลองทำดู ก็อาจจะทาได้ แต่ในกำรปฏิบัติเป็ น ใหถ้ ึงทอ้ งพอดที ่ี ประจำน้นั ก็ควรจะปล่อยให้เป็ นไปตำมธรรมดำของกำรหำยใจ และก็ใหเ้ ป็นไปยาวตามธรรมดา พองข้ึน ปฏบิ ตั ิ และเม่ือปฏิบตั ิจนถงึ รวมจิตรวมใจได้ดี กส็ ้ันเข้ำมำเอง ปล่อยให้เป็ นไปตำมธรรมดำดง่ั น้ีจะดีกว่ำ จนถึงรวมจติ ไดด้ ี 97ข้นั ที่ 1 ข้นั ท่ี 2 ดงั กล่าวมาน้ี คือข้ันท่ี 1 ยำวข้ันท่ี 2 ส้ัน เป็ นกำรปฏิบัติในเบื้องต้นและเม่ือ ส้ันเขา้ มาเอง สามารถรวมใจได้ดีพอสมควรแลว้ ก็เล่ือนมาเป็นข้นั ท่ี 3 คือ สามศึกษาคือ สำเหนียกกาหนดว่า ปล่อยใหเ้ ป็นไป เราจกั รู้กำยท้ังหมดหำยใจเข้ำ ศึกษาคือสาเหนียกกาหนดว่า เราจกั รู้กำยท้ังหมดหำยใจออก ขอ้ น้ี ตามธรรมดา ตอ้ งมกี ำรศึกษำคือควำมสำเหนียกกำหนด ด้วยเจตนำคือควำมจงใจ วา่ จกั รู้กายท้งั หมด พร้อมไป กบั หายใจเขา้ พร้อมไปกับหำยใจออก กายท้งั หมด รูปกำย นำมกำย 98 อันกำยท้ังหมดน้นั ท่าน ศกึ ษาคือ สาเหนียกกาหนด ว่า เราจกั รู้กาย ท้งั หมด หายใจเขา้ ออก กาหนด ดว้ ย เจตนาคือความจง ใจ วา่ จกั รูก้ าย ท้งั หมด พร้อมไป กบั หายใจเขา้ ออก กายท้งั หมด รูป กาย นามกาย กายท้งั หมด “รูป กาย” คอื กายส่วน รูป ประกอบ ธาตุ ดินน้าไฟลม เบ้ือง บนแต่พ้ืนเทา้ ข้ึนมา เบ้อื งตา่ แต่ ปลายผมลงไป มี หนงั หุ้มอยเู่ ป็น ท่สี ุดโดยรอบทว่ั กาย “นามกาย” ไดแ้ ก่ใจ เป็น เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ ว่าใจ ประกอบดว้ ย ความรู้ ความคิด

286 กายท้งั หมด อธิบายกนั อยู่เป็ นสองอย่าง อย่างที่หน่ึง เป็ นคาอธิบายของพระอาจารยใ์ นช้นั เดิม ว่ากายน้นั มี หมายถึงกองของ สองอยา่ ง คอื รูปกำยอยา่ งหน่ึง นำมกำยอยา่ งหน่ึง คือรูปนามน้นั เอง “รูปกาย” น้นั ก็คือกำยที่เป็ น ลมหายใจ ให้ทา ส่วนรูป อนั ประกอบดว้ ยธำตุดินน้ำไฟลมน้ี เหมือนอย่างทุกคนมีกำยท่ีน่ังอยู่น้ี เบื้องบนแต่พื้น ความรู้ลมหายใจ เท้ำขึ้นมำ เบื้องต่ำแต่ปลำยผมลงไป มีหนังหุ้มอยู่เป็ นท่ีสุดโดยรอบท่ัวกำย น้ีคือรูปกำย “นาม ท้งั หมด กาย” น้ันได้แก่ใจ หากจาแนกออกก็เป็ น เวทนำ สัญญำ สังขำร วิญญำณ หรือพูดง่ายๆ ว่าใจ สาเหนียก ประกอบด้วยควำมรู้ และควำมคิดอนั เรียกว่า “วิตก” คือ ควำมคิดนึกต่ำงๆ ควำมรู้ควำมคิดนึก กาหนดวา่ เราจกั ต่ำงๆ น้ีคือ ใจ ให้รู้กำยและใจน้ีท้งั หมด วา่ บดั น้ี รูปกาย น้ีเป็นอยา่ งน้ี ดงั่ ในขณะน้ี รูปกาย น้ีกำลัง สงบรางบั กาย นง่ั อยู่น้ี นำมกำยคือใจของตนในบดั น้ีเป็นอยา่ งน้ี เช่นในบดั น้ีผแู้ สดงกก็ ำลังแสดงอยู่ ผฟู้ ังกต็ ้งั ใจ สังขารหายใจเขา้ ฟังอยู่ ผูแ้ สดงก็ต้งั ใจแสดง หรือว่าใจคิดไปทำงไหนก็รู้ แต่เมื่อใจคิดอยู่ในหน้าท่ี อย่างในบดั น้ี หายใจออก “กาย ผฟู้ ังกม็ ีหนา้ ท่ีฟัง ใจต้งั ใจฟัง ก็แปลวา่ ใจกาลงั ปฏิบตั ิหนา้ ที่อยู่ ผแู้ สดงก็ต้งั ใจแสดง ใจกม็ ีหน้าที่ สงั ขาร”แปลว่า แสดง ก็ให้รู้ใจของตนท้งั หมด คิดไปอย่ำงไรก็รู้ และหากวา่ คิดออกไปขา้ งนอกผิดหน้าที่ ก็นำใจ เครื่องปรุงกาย กลับเข้ำมำ ต้ังไว้ เพ่ือท่ีจะแสดง เพ่ือท่ีจะฟัง ไปตามหนา้ ท่ี พร้อมท้งั กายน้ี บดั น้ีก็กาลงั นง่ั อยใู่ น อิริยาบถน้ี คือว่าศึกษำ คือสำเหนียกกำหนดว่ำ เรำจักรู้กำยท้ังหมด ท้งั รูปกายท้งั นามกายน้ี หายใจเขา้ หายใจออก เป็ นอนั ว่าในข้นั น้ีใหร้ ู้สองอยา่ งพร้อมกนั อย่างหน่ึงก็คือว่า กำยท้ังหมด อย่างหน่ึงก็คือว่า ลมหำยใจเข้ำลมหำยใจออก ให้รู้สองอยา่ งพร้อมกนั การรู้อยา่ งน้ีจะให้บงั เกิด ผล ทาให้ใจไม่ไปไหน เพราะว่า มีหน้าที่จะตอ้ งรู้อยู่ถึงสองอย่าง คือต้องรู้กำยท้ังหมดดว้ ย และ ต้องรู้ลมหำยใจเข้ำลมหำยใจออกดว้ ย พระอาจารยใ์ นช้นั เดิมท่านอธิบายอยา่ งน้ี 99พระอำจำรย์ใน ภายหลงั ต่อมาท่ำนอธิบำยแคบเขา้ มาวา่ คาว่ากำยท้ังหมดน้นั หมายถึงกองลม เพราะกายแปลว่า กอง แปลว่าหมู่ แปลว่าประชุม เพราะฉะน้นั จึงหมายถึงกองของลมหำยใจ หมู่ของลมหายใจ หรือประชุมของลมหำยใจ เพราะฉะน้นั จ่ึงให้ทำควำมรู้ลมหำยใจท้ังหมดโดยวิธีที่ไดอ้ ธิบายมา ในเบ้ืองตน้ แลว้ คือให้เดินตำมดูลมหำยใจท้งั สำมจุด และเมื่อเดินไปเดินมาด้วยสติ ดูลมหายใจ ท้งั สามจุดน้ี จนจติ รวมตัวเข้ำไดด้ ีพอสมควรแลว้ ก็ลงนั่งดูลมหำยใจท้ังสำมจุด นงั่ ดูใหร้ ู้ให้เห็น ท้งั สามจุด ในขณะหายใจเขา้ ในขณะหายใจออก อธิบายดงั่ น้ีเป็นกำรอธิบำยที่แคบเข้ำมำ เพราะ ลมหายใจน้ีก็ถือว่าเป็นกำยอย่ำงหนึ่งเหมือนกนั จึงจดั เขา้ ในหมวดกำย ก็เป็นการอธิบายท่ีใชไ้ ด้ เพราะฉะน้นั หากถือตามอธิบายน้ี ก็ปฏิบตั ิดงั่ ท่ีกล่าวน้นั คือดว้ ยสติน้ีเอง เดินดู นง่ั ดู ลมหายใจ เขา้ ลมหายใจออกท้งั สามจุด ใหค้ รบท้งั สามจุด ใหส้ ติอยทู่ ้งั สามจุด ในการหายใจเขา้ และในการ หายใจออก ไม่ตกหล่น ให้ศึกษาคือสำเหนียกกำหนดว่ำ เรำจักรู้กำยท้ังหมดหำยใจเข้ำ เรำจักรู้ กำยท้ังหมดหำยใจออก 100ขอ้ สี่ ศึกษาคือสำเหนียกกำหนดว่ำ เรำจักสงบรำงับกำยสังขำรหำยใจ เข้ำ เรำจกั สงบรำงับกำยสังขำรหำยใจออก “กายสงั ขาร”น้นั แปลวา่ เคร่ืองปรุงกำย ท่านอธิบายว่า ไดแ้ ก่ ลมหำยใจเข้ำ ลมหำยใจออก น้ีเองไดช้ ื่อวา่ กายสงั ขาร คือเป็นเครื่องปรุงกาย เพราะร่างกาย น้ีดำรงอยู่ได้ กด็ ว้ ยมีลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก ชีวติ ของกำยน้ีจึงดารงอยู่ ถา้ ดบั ลมเสียเม่ือใด ก็ สิ้นชีวิตเม่ือน้นั กายก็แตกสลาย เพราะฉะน้นั ทา่ นจึงจดั เอาลมหายใจเขา้ ลมหายใจออกน้ีวา่ เป็ น กำยสังขำรเคร่ืองปรุงกำย ปรุงแต่งกำยให้ดำรงอยู่ ให้มีชีวิตอยู่ แต่คราวน้ีจะทาอยา่ งไรในการ

ผล 287 ร่างกายละเอยี ด รางบั กายสังขาร ไม่ทาให้สิ้นชีวิตไปหรือก็ตอบว่า ไม่ไดม้ ุ่งให้กล้นั ลมหายใจเขา้ ออก เพราะ จิตใจประณีต เป็ นไปไม่ได้ ทุกคนต้องหำยใจเข้ำ ต้องหำยใจออก ไม่มีใครที่จะหยุดได้ หยุดเม่ือใดร่างกายก็ ความสงบ ดว้ ย แตกสลายเมื่อน้ัน สิ้นชีวิตเมื่อน้นั เพราะฉะน้นั “ระงับกำยสังขำร” น้ีจึงมีความหมายวา่ ระงับ สมาธิ จิตรวมเป็น กำรปรุงแต่งท่ีเป็ นส่วนหยำบในกำรหำยใจ การหายใจน้นั ก็ให้มีอยูต่ ลอดเวลา แต่วา่ ระงับอำกำร หน่ึง ไม่วอ่ กแว่ก ที่เป็ นส่วนหยำบ อาการที่เป็นส่วนหยาบน้ีก็มีสองอย่าง คือ ส่วนหยาบสาหรับคนปรกติท่ีไม่ได้ ไป ปฏิบตั ิ คือ เม่ือยงั ไมไ่ ดป้ ฏิบตั ิน้นั การหายใจทวั่ ทอ้ งโดยปรกติ กช็ ่ือวา่ เป็นปรกติ ไมใ่ ช่หยาบ แต่ วา่ หยำบน้นั จะตอ้ งมีในขณะที่ เช่นว่ิง วงิ่ เหนื่อยหอบ หำยใจฮักๆ ๆ นน่ั เรียกวา่ “หยาบ” นี่สาหรับ คนปรกติ แตว่ า่ สาหรับผทู้ ่ีปฏิบตั ิน้นั แมก้ ารหายใจที่หายใจอยโู่ ดยปรกติน้ี ท่ีเรียกวา่ “หำยใจท่ัว ท้อง” ก็ยังหยำบ เพราะฉะน้นั ในการปฏิบตั ิรางบั น้นั จึงหมายถึงวา่ คอยคุมกำรหำยใจในขณะ ปฏิบัติ ให้เป็นไปโดยปรกติน้ีเอง เป็ นข้ันตอนข้ึนไป ไม่ไปบังคับให้หำยใจส้ัน ให้หำยใจยำว แต่ ให้เป็นไปโดยปรกติ คือเมื่อลมหำยใจละเอียดเข้ำ เพรำะเหตุว่ำจิตละเอียด สงบ กายละเอียดคือ สงบ หายใจก็สงบเขา้ อาการหายใจของร่างกายที่ปรากฏ เช่น ท้องที่พองหรือยุบก็จะน้อยเข้ำๆ ดงั ที่ไดก้ ล่าวมาแลว้ ในเบ้ืองตน้ น้นั และในข้นั น้ีก็จะต่อไปอีกหน่อยหน่ึงวา่ เม่ือจติ สงบมำกขึน้ ร่างกายสงบมากข้นึ อาจจะมีปฏิกิริยาอะไรบางอยา่ ง ทาใหเ้ กิดอาการ เช่นหอบ หรือวา่ เกิดอาการ อย่างอ่ืน เช่นวา่ ร่างกายน้ีเองท่ีโอนเอนไปขา้ งหน้าบา้ ง โอนเอนไปขา้ งหลงั บา้ ง ขา้ งๆ บา้ ง หรือ วา่ เกิดอาการเม่ือยเจ็บตา่ งๆ ของร่างกาย เป็นเหนบ็ บา้ งอะไรบา้ งเป็นตน้ เหลา่ น้ี เป็นเร่ืองของกำย สังขำร คือปรุงแต่งทำงกำยท้งั น้ัน อนั เกิดจากการปฏิบตั ิทางกรรมฐานขอ้ น้ี หรือขอ้ อ่ืนก็ตาม ต้องต้ังใจรำงับไม่ให้มีอำกำรเช่นน้ัน เมื่อมีอาการเช่นน้นั บงั เกิดข้ึน ก็ให้ทำควำมรู้ รู้แล้วก็ให้จัด ร่ำงกำยของตน เช่นว่ามีการโอนเอนไปขา้ งหนา้ ขา้ งหลงั ขา้ งๆ ก็ให้ร่างกายของตนต้งั ตรง ให้ สงบเป็ นปรกติ หอบก็ให้ทาจิตให้เป็ นปรกติ ไม่ให้หอบหรือไม่ให้ขดั ขอ้ ง อึดอดั ก็เหมือนกัน หรือว่าเมื่อยเจ็บก็จะตอ้ งจดั การผลดั เปลี่ยนอิริยาบถ หรือว่ารำงับควำมเม่ือยเจ็บด้วยกำรเพ่งดู เวทนำ เป็นตน้ ให้ร่ำงกำยนีด้ ำรงอยู่โดยปรกติ ไม่ให้มีอาการแทรกซ้อนอะไรเขา้ มา และให้สงบ ไป สงบไป ลมหำยใจก็จะส้ันเข้ำเอง ส้ันเข้ำเอง จนถึงรู้สึกว่ำท้องเอง ก็ไม่พองไม่ยุบ รู้สึกว่ำ หำยใจแค่ถึงอรุ ะ จำกอรุ ะออกเท่ำน้นั แลว้ ตอ่ ไปก็ไม่ถึงอรุ ะ เหมือนอยา่ งหายใจอยแู่ คป่ ลายจมูก 101แลว้ ต่อไปกจ็ ะรู้สึกเหมือนอยา่ งวา่ ที่ปลำยจมูกก็ไม่ปรำกฏ แต่ควำมจริงหำยใจ หายใจเขา้ หายใจออก อยโู่ ดยปรกติน้นั เอง แตว่ า่ อย่ำงละเอียดมำก ทาไมจึงละเอียด เพราะว่าร่ำงกำยละเอียด และจติ ใจก็ ประณตี ละเอยี ดด้วยควำมสงบ หรือด้วยสมาธิ จิตรวมเป็นหน่ึง ไมว่ อ่ กแวก่ ไปขา้ งไหน ดง่ั น้ีแหละจึง จะถึงข้นั ทสี่ ุดของของข้อกำยำนปุ ัสสนำ อนั เกี่ยวแก่ลมหายใจเขา้ ออกน้ี อนั เป็นข้นั ท่ีสี่ ต่อไปน้ีกข็ อให้ ต้งั ใจฟังสวดและต้งั ใจทาความสงบสืบต่อไป ตารางที่ 4.4.10 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “สรุปธัมมำนุปัสสนำสติปัฏฐำน” แนวทางปฏิบตั ิสมเด็จพระญาณสังวร สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายก (เจริญ สุวฑั ฒโน) จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั A10]

288 สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคดิ A10-102บดั น้ี จกั แสดงธรรมะเป็นเคร่ืองอบรมในการปฏิบตั ิอบรมจิต ในเบ้ืองตน้ ก็ขอใหท้ ุกๆ ท่าน ต้งั ใจนอบน้อมนมสั การ พระผมู้ ีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา้ พระองคน์ ้นั ต้งั ใจถึงพระองค์ หมวดธรรมะซ่ึง พร้อมท้งั พระธรรมและพระสงฆเ์ ป็นสรณะ ต้งั ใจสารวมกายวาจาใจใหเ้ ป็นศีล ทาสมาธิในการฟัง เป็นที่ต้งั ของสติ เพื่อให้ไดป้ ัญญาในธรรม ไดแ้ สดงสติปัฏฐำนมาโดยลาดบั จบั แต่หมวดกำย หมวดเวทนำ หมวด พจิ ารณา กาหนด จิต มาถึงหมวดธรรมะ อนั หมวดธรรมะซ่ึงเป็ นทตี่ ้ังของสตพิ จิ ำรณำ พระบรมศาสดาไดท้ รงสอน นิวรณใ์ นจิต ใหก้ ำหนดนิวรณ์ในจิต พร้อมท้งั กำรละนวิ รณ์ อนั เป็นฝ่ ายอกศุ ลธรรม ธรรมะที่เป็นอกศุ ล จากน้นั พร้อมท้งั การละ ก็ไดท้ รงสอนใหต้ ้ังสติกำหนดขันธ์ 5 กาหนดอำยตนะภำยในภำยนอก กบั ท้งั สัญโญชน์ คอื ควำม นิวรณ์ ใหต้ ้งั สติ ผูกจิตใจอยู่ในอำยตนะเหล่าน้ี ขันธ์ 5 และอำยตนะภำยในภำยนอก เป็ นหมวด อพั ยากตธรรม กาหนดขนั ธ์ 5 ธรรมะที่เป็ นกลำงๆ ไม่เป็ นกุศล ไม่เป็ นอกุศล เป็นวิบากขนั ธ์ เป็นวิบากอายตนะ ซ่ึงบุคคลไดม้ า กาหนดอายตนะ จากชนกกรรม กรรมที่ให้เกิดมา และพระพุทธองค์ได้ทรงสอนให้กำหนดพิจำรณำขันธ์ 5 ภายในภายนอก อายตนะภายในภายนอก อนั เป็นวิบากขนั ธ์ วิบากอายตนะ เป็นอพั ยากตธรรม ธรรมะท่ีเป็นกลางๆ กบั ท้งั สญั โญชน์ และได้ทรงสอนให้กำหนดจับสัญโญชน์อันบังเกิดขึ้นในจิต อำศัยอำยตนะท้ังสองน้ัน และ คอื ความผูกจิตใจ สญั โญชน์น้ีกเ็ ป็นฝ่ ายอกุศลธรรม ธรรมะที่เป็นอกุศล อนั แสดงวา่ สญั โญชนซ์ ่ึงเป็นอกุศลธรรมน้ี อยใู่ นอายตนะ อาศยั อายตนะน้ีเกิดข้ึนไม่ใช่อ่ืน จึงไดต้ รัสสอนให้มีสตกิ ำหนดตัวสัญโญชน์ซ่ึงเกิดขึน้ ในจิต และ ให้ต้งั สตกิ าหนด กำหนดดับสัญโญชน์ท่ีบงั เกิดข้ึนในจิต จากน้นั ก็ตรัสสอนให้ต้ังสติกำหนดในโพชฌงค์อนั เป็ น ในโพชฌงค์ ฝ่ ายกุศลธรรม..ธรรมะที่เป็ นกุศล และแม้โพชฌงค์อันเป็ นฝ่ ำยกุศลธรรมน้ี ก็กล่าวได้ว่าอาศยั สจั จะธรรมคือ อำยตนะบงั เกิดข้ึนอีกเหมือนกนั และกก็ ล่าวไดว้ า่ อาศยั ขันธ์ 5 บงั เกิดข้นึ ดว้ ย และตอ่ จากน้นั พระ อริยสจั จท์ ้งั 4 อนั พุทธองคจ์ ึงไดท้ รงแสดงสัจจะธรรมคือ อริยสัจจ์ท้ัง 4 อนั เป็ นทต่ี ้งั แห่งญำณ คือ ควำมหย่ังรู้ ซ่ึงผู้ เป็นที่ต้งั แห่ง ปฏิบตั ิในสติปัฏฐานเมื่อต้งั สติกาหนดมาโดยลาดบั สตปิ ัฏฐำนเลื่อนขึน้ เป็ นโพชฌงค์ กย็ อ่ มจะได้ ญาณ คอื ความ วิชชำหรือญำณ คอื ความหยง่ั รู้ในอริยสัจจท์ ้งั 4 อนั ไดแ้ ก่ ทกุ ข์ ทุกขสมุทยั เหตุใหเ้ กิดทกุ ข์ ทกุ ขนิ หยงั่ รู้ ความหยง่ั โรธ ความดบั ทกุ ข์ และทกุ ขนิโรธคามินีปฏิปทา ขอ้ ปฏิบตั ิใหถ้ ึงความดบั ทกุ ข์ รู้ในอริยสัจจ์ 4 103อนั การปฏิบตั ิธรรมะของพระพุทธเจา้ น้นั ยอ่ มปฏิบตั ิไดเ้ ป็น อนุปุพพปฏปิ ทำ คือข้อปฏบิ ัติโดย ไดแ้ ก่ ทุกข์ ลำดับ แมว้ า่ จะจบั ปฏิบตั ิในลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก ทาสติในลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก อนั สมุทยั นิโรธ ขอ้ เรียกว่า “อำนำปำนสติ” อนั นบั เขา้ ในหมวดกาย เม่ือไดส้ ติเป็นสติปัฏฐานข้ึน ก็จะได้สติท่ีเลื่อน ปฏิบตั ิใหถ้ งึ ขนึ้ มำโดยลำดับเอง คือธรรมปฏบิ ัตจิ ะเล่ือนช้ันขึน้ ไปเอง โดยผปู้ ฏิบตั ิเป็นผูป้ ระคองสติ แมใ้ นลม ความดบั ทกุ ข์ หายใจเขา้ ลมหายใจออกน้ี 104เมื่อสติต้ังเป็ นสติปัฏฐำน กายก็จะปรำกฏคือตัวลมหำยใจเข้ำลม หำยใจออกเอง เวทนาก็จะปรากฏคือ ตวั ความรู้ในลมหายใจเขา้ ในลมหายใจออก อนั เป็นความรู้ หลกั กำร เสวย จิตก็จะปรากฏ คือ จิตที่มีสติต้ังอยู่ในตัวลมหำยใจเข้ำลมหำยใจออก และในความรู้ รู้ลม หายใจเขา้ ลมหายใจออกท่ีเป็นความรู้เสวย ธรรมะก็จะปรำกฏ ขอ้ ปฏิบตั โิ ดยลาดับ ไดส้ ติ 105หากเป็นนิวรณ์ซ่ึงเป็นอกุศลธรรม นิวรณ์นีก้ ็จะปรำกฏ และเมื่อสติต้ังกำหนดอยู่นิวรณ์ก็จะดบั เป็นสตปิ ัฏฐานข้ึน ไดส้ ติที่ และเมื่อนิวรณ์ดบั ขนั ธ์ 5 อนั เป็นท่ีต้งั ของท้งั สติและท้งั นิวรณ์ และท้งั เป็นส่วนประกอบในการ เลอ่ื นข้ึนมาโดยลาดบั เอง คือ ปฏิบตั ิก็จะปรำกฏ เป็ นรูป เป็ นเวทนำ เป็ นสัญญำ เป็ นสังขำร เป็ นวิญญำณ 106รวมเขา้ ก็เป็นนำม ธรรมปฏิบตั ิจะเล่อื นช้นั ข้นึ ไปเอง โดยผปู้ ฏิบตั เิ ป็นผู้ ประคองสติ สติต้งั เป็นสตปิ ัฏฐาน กาย ปรากฏตวั ลมหายใจเขา้ ลม ออกเอง เวทนาปรากฏ ตวั ความรู้ในลมหายใจเขา้ ออก เป็นความรู้เสวย จิตปรากฏ จติ มีสตติ ้งั อยูใ่ นตวั ลม หายใจเขา้ ออก และใน ความรู้ลมหายใจเขา้ ออกท่ี เป็นความรู้เสวย ธรรมะจะ ปรากฏ วิธีกำร เป็นนิวรณอ์ กุศล ธรรม ปรากฏ และ เมื่อสตติ ้งั กาหนด อยนู่ ิวรณ์จะดบั

289 การปฏบิ ตั ปิ รากฏ รูปดังที่เรียกว่ากำยใจ รูปก็เป็ นกาย นามก็เป็ นใจ กายใจก็จะปรากฏ และอำยตนะก็จะปรำกฏ เป็นรูป เป็นเวทนา อายตนะกค็ ือตำกับรูปท่ีประจวบกันอยู่ หูกบั เสียงที่ประจวบกนั อยู่ จมกู กบั กล่ินที่ประจวบกนั อยู่ สัญญา สังขาร ลิ้นกบั รสท่ีประจวบกนั อยู่ กายและโผฏฐพั พะสิ่งท่ีกายถูกตอ้ งท่ีประจวบกนั อยู่ มโนคือใจและ วิญญาณ ธรรมะคือเรื่องรำวท่ีประจวบกันอยู่ ก็จะปรำกฏ และตัวสัญโญชน์ก็จะปรากฏข้ึนแก่ความรู้ ในขณะท่ีอายตนะภายในอายตนะภายนอกเหล่าน้ีประจวบกนั สัญโญชน์ท่ีปรากฏข้นึ แก่ความรู้น้ี นามรูปเรียกวา่ ต่างจากสัญโญชน์ท่ีบงั เกิดข้ึนแต่ไม่ปรากฏแก่ความรู้ ผทู้ ี่ยงั มิไดป้ ฏิบตั ิใหไ้ ดส้ ติน้นั เม่ืออำยตนะ กายใจอายตนะ ภำยในอำยตนะภำยนอกประจวบกัน ย่อมเกิดสัญโญชน์ คือความผูกอยู่เสมอ แต่ไม่ปรากฏแก่ ปรากฏ คอื ตากบั ความรู้ สัญโญชน์จึงครอบงาได้ เม่ือสัญโญชนค์ รอบงาได้ อายตนะเองกเ็ ป็นสัญโญชน์ ขนั ธ์ 5 เอง รูปทปี่ ระจวบกนั หรือนามรูปก็เป็ นสัญโญชน์ไปหมด ซับซ้อนกนั และก็ปรากฏสืบเน่ืองไปเป็ นนิวรณ์ได้ทุกขอ้ อยู่ มโนคอื ใจ แต่ผูป้ ฏิบัติทำสติปัฏฐำนน้นั เม่ือไดส้ ติปัฏฐาน สัญโญชน์ย่อมปรำกฏแก่ควำมรู้ว่ำ สัญโญชน์เกิด ธรรมะเร่ืองราว และเมื่อปรากฏแก่ความรู้สญั โญชนก์ ด็ บั จึงเห็นเกิดดบั ของท้งั อายตนะภายในภายนอก กบั ท้งั ของ ประจวบกนั อยู่ สัญโญชน์ 107เพราะปรำกฏแก่สติที่กำหนดอยู่ และเมื่อเป็นดงั่ น้ี สติท่ีกำหนดดูอยู่ดง่ั น้ีก็เล่ือนข้ึน ปรากฏ และตวั เป็ นสติสัมโพชฌงค์ เป็ นสติที่ประกอบด้วยปัญญำ คู่กนั ไปกับปัญญา และก็เลื่อนข้ึนเป็ น ธัม สญั โญชนป์ รากฏ วิจยสัมโพชฌงค์ วิจัยธรรมเลือกเฟ้นธรรม ก็คือ อำยตนะภำยในภำยนอก ท่ีประจวบกันปรำกฏ ข้ึนแก่ความรู้ สัญโญชน์ที่เกิดข้ึนปรากฏ สัญโญชน์ที่ดบั ไปปรากฏ รู้ว่านี่เป็ นอายตนะภายใน ภายนอก นี่เป็ น สัญโญชน์เกิด นี่เป็นสัญโญชน์ดบั ธรรมวิจยั เลือกเฟ้นธรรม 108คือ มองเห็นธรรมะท่บี ังเกดิ ขึน้ ใน ปรากฏสตกิ าหนด จิต น้ีเอง รู้จกั วา่ นี่เป็นกุศล นี่เป็นอกุศล นี่เป็นอพั ยำกตธรรมกลำงๆ ตวั อายตนะภายในภายนอกน่ี อยู่ เลอ่ื นข้นึ เป็น เป็นอพั ยากตธรรมกลางๆ สัญโญชน์ที่บงั เกิดข้ึนเป็นอกุศล สืบไปเป็นนิวรณ์ก็เป็นอกุศล และตัว สตสิ มั โพชฌงค์ สติปัฏฐำนท่ีดูอยู่มองเห็นอยู่เลือกเฟ้นอยู่ นี่เป็ นตวั กุศล.กุศลธรรม กุศลธรรมก็ตัดอกุศลธรรม เป็นสตทิ ่ี สัญโญชน์ก็ดบั ไป 109 ธัมวิจยสัมโพชฌงค์จึงมองเห็นธรรมท้ังหลำยที่บังเกดิ ขึน้ และท่ีดับ ประกอบดว้ ย ไปในจิต และเม่ือเป็นดง่ั น้ีจึงไดม้ ีวิริยะสัมโพชฌงคซ์ ่ึงเป็นตัวควำมคมกล้ำของปัญญำของสติ ซ่ึง ปัญญา คกู่ นั ไปกบั ตดั อกศุ ลไดฉ้ บั พลนั ยง่ิ ข้ึน และทาใหส้ ติปัญญาคมกลา้ ยง่ิ ข้ึน ปรากฏข้ึนเป็นไปเอง จนถึงปัญญำที่ ปัญญา และเลอ่ื น คมกล้ำน้ีเป็นเคร่ืองหา้ มมิใหส้ ัญโญชน์บงั เกิดข้ึน ซ่ึงจะตอ้ งตดั คอื วา่ สัญโญชน์เป็ นฝ่ ำยพ่ำยแพ้ไม่ เป็น ธมั กล้ำโผล่ขึน้ มำ ขนั ธ์ 5 ก็เป็นไป อายตนะภายในภายนอกก็เป็นไป ไม่ตอ้ งหลบั ตาหลบั หูเป็นตน้ ก็ วิจยสัมโพชฌงค์ คงลืมตาดูอะไร หูไดย้ ินอะไร แต่ว่าสัญโญชน์ไม่เกิด ดว้ ยกาลงั ของปัญญาพร้อมท้งั สติท่ีคมกลา้ วจิ ยั ธรรมเลอื กเฟ้น แปลว่า ไม่กลา้ โผล่หนา้ ข้ึนมา ดง่ั น้ีเป็นลกั ษณะของวิริยสัมโพชฌงค์ และเม่ือเป็นดงั่ น้ีจิตก็ได้รับ ธรรม คอื อายตนะ กำรชำระฟอกล้ำงขัดเกลำให้บริสุทธ์ิผุดผ่อง จึงไดค้ วามเบิกบานอนั เกิดจากความบริสุทธ์ิผดุ ผ่อง ภายในภายนอก ท่ี ปรากฏเป็นสติสัมโพชฌงค์ อนั มีลกั ษณะที่อ่ิมใจ เบิกบานใจ ผอ่ งใสใจ เพราะเหตุวา่ บรรดาเครื่อง ประจวบกนั เศร้าหมองตกลงไปจากจิต ไม่ทำให้จิตเศร้ำหมอง จิตก็ผอ่ งใส เบิกบาน อ่ิมเอิบ ดูดดื่มอยู่ในธรรม ปรากฏ ปฏิบตั ิยง่ิ ข้นึ ไป เป็นปี ติสัมโพชฌงค์ และเม่ือเป็นดง่ั น้ีก็เล่ือนข้นึ เป็น ปัสสัทธสิ ัมโพชฌงค์ คอื สงบ มีสุขท้ังทางใจท้ังทางกาย 110 สมำธิสัมโพชฌงค์ คือ ตัวสมาธิเองก็ต้ังมั่นแน่วแน่ ยิ่งข้ึน มองเหน็ ธรรมะ ประกอบด้วยความท่ีจิตสงบบริสุทธ์ิ ไม่ฟุ้งซ่านไปไหน ต้งั สงบอยู่ และเม่ือเป็ นดัง่ น้ีจิตก็เพ่ง เกิดข้นึ ในจติ เอง รู้จกั กำหนดอย่ใู นภำยใน ไม่ออกไปภายนอก รู้อยใู่ นภายใน 111จติ ท่ตี ้งั สงบอยใู่ นภายใน รู้อยใู่ นภายใน ว่า เป็นกศุ ล เป็น อกศุ ล เป็นอพั ยากต ธรรมกลางๆ ตวั อายตนะภายใน ภายนอก เป็นอพั ยากตธรรมกลางๆ ตวั สติปัฏฐานดอู ยู่ มองเห็นเลอื กเฟ้น เป็นตวั กุศล ตดั อกศุ ล ธรรม สญั โญชนด์ บั ไป ธมั วจิ ยสัมโพชฌงค์ เห็นธรรมท้งั หลาย เกิดข้นึ และดบั ไป ในจิต ไดม้ ี วิริยะสมั โพชฌงค์ เป็นตวั ความคม กลา้ ของปัญญา ของสติ ตดั อกุศล ได้ ปรากฏเป็นสติ สมั โพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ คอื ตวั สมาธิ ต้งั มนั่ แน่วแน่ ประกอบดว้ ยความท่ี จติ สงบบริสุทธ์ิ ไม่ ฟ้งุ ซ่านไปไหน ต้งั สงบอยู่ จติ เพง่

290 กาหนดอย่ใู นภายใน น้ีเป็ นอุเบกขำสัมโพชฌงค์ เป็ นจิตท่ีวางคือไม่วุ่นวำยจับโน่นจับน่ี เป็ นจิตที่เฉยคือไม่กาเริบ ไม่ออกไปภายนอก ฟุ้งซ่าน สงบอยู่ในภำยใน แต่ว่ารู้อยูเ่ ห็นอยู่ รู้อย่เู ห็นอยใู่ นภายใน รู้อยเู่ ห็นอยู่ สงบอยู่ บริสุทธ์ิผุด จติ ต้งั สงบภายใน ผอ่ งอนั เป็นลกั ษณะของอุเบกขำสัมโพชฌงค์ ฉะน้นั อุเบกขำ คือ ความที่รู้อยดู่ ูอยใู่ นภายในน้ี จึงดู รูอ้ ยู่ในภายในเป็น รู้อย่ใู นตวั สมาธิของจิตเอง ดูรู้อยูใ่ นความต้ังม่ันของจิต ในสมำธิของจิต จึงดูจึงรู้ท้ังตัวสมำธิคือ อเุ บกขาสัมโพชฌงค์ ตัวควำมต้ังมั่นของจิต ท้งั อารมณ์ของสมาธิ สมาธิต้งั อยูใ่ นอะไรก็รู้ ตวั สมำธิคือตัวต้ังอยู่ก็รู้ เป็ น เป็นจิตทีว่ ่าง ไม่ ควำมที่รวมพลังของควำมรู้อยู่ในจุดอันเดียว ซ่ึงมองเห็นท้งั หมด เหมือนอย่างว่า ตารวมอยู่ใน ว่นุ วาย รูต้ ้งั มนั่ ของ หนา้ ปัทมข์ องนาฬิกา ทกุ ๆ อยา่ งท่ีอยทู่ ่ีหนา้ ปัทมข์ องนาฬิกาก็มองเห็นหมด เขม็ นาฬิกากม็ องเห็น จติ สมาธิจติ จึงรู้ ตวั เลขท่ีเป็ นวงสาหรับบอกเวลาก็มองเห็น 112ทุกๆ อย่ำงในจิตก็ปรำกฏอยู่ในความรู้ความเห็น ท้งั ตวั สมาธิคอื ตวั ท้งั หมด เม่ือเป็นดงั่ น้ี เมื่อน้อมจิตที่ประกอบดว้ ยอุเบกขำไปเพื่อรู้ในสิ่งที่ปรำกฏอยู่ในจิตน้นั จึง ความต้งั มน่ั ของจติ ยอ่ มจะเห็นอริยสัจจ์ได้ จะเห็นทกุ ข์ จะเห็นสมุทยั จะเห็นนิโรธ จะเห็นมรรค นอ้ มจิตประกอบ 113เพราะวา่ เมื่อปฏิบัติได้สติปัฏฐำนได้โพชฌงค์มำโดยลำดับ จนถึงอุเบกขำสัมโพชฌงค์ดงั่ น้ี ตัว อเุ บกขาเพอื่ รู้ส่ิง สมำธิน้ันเองนอกจากเป็ นตวั ที่เป็ นควำมต้ังมั่นแน่วแน่ของจิตแลว้ ยงั เป็ นตัวรวมแห่งที่ต้ังของ ปรากฏจิต ย่อมเหน็ ปัญญำท้งั หมด 114เมื่อสรุปลงแลว้ ขันธ์ 5 นำมรูป ก็อยู่ในสมาธิน้ี เพราะฉะน้นั เมื่อนอ้ มจิตไปเพื่อ อริยสัจจ์ได้ จะเหน็ รู้ จึงมองเห็นนามรูปอันเป็ นตัววิปัสสนาถูกทุกขสัจจะสภาพท่ีจริงคือทุกข์ก็ย่อมปรำกฏขึ้น ทกุ ข์ สมุทยั นิโรธ สภาวะทุกขก์ ็ยอ่ มจะปรากฏ ชำติ ชรำ มรณะ ปกณิ กะทกุ ขก์ ็ยอ่ มจะปรากฏ โสกะ ปริเทวะ เป็นตน้ มรรค และทุกขสัจจะสภำพท่ีจริงคือทุกขป์ รากฏข้ึนดงั่ น้ี ธรรมดาที่ปรากฏข้ึนอนั เป็น ทุกขตำ อนิจจตำ อนัตตำ ก็จะปรากฏข้ึน ตณั หาท่ีซ่อนอยูก่ ็จะปรากฏข้ึนเป็นตวั ทุกขสมุทัย การปฏิบตั ิมาที่เป็ นตวั ผล ทุกขนิโรธก็จะปรากฏข้ึน ข้อปฏิบัติท่ีปฏิบัติมารวมเข้าเป็ นมรรคสัจจะก็จะปรากฏข้ึน เพราะฉะน้ันพระพุทธองค์จึงไดท้ รงแสดงญำณในอริยสัจจ์สืบต่อ และเม่ือเห็นทุกข์ก็คือดวงตำ ปฏบิ ตั ิไดส้ ตปิ ัฏ เห็นธรรมดงั ท่ีพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ว่าสิ่งใดส่ิงหน่ึงมีควำมเกิดขึ้นเป็ นธรรมดำ ส่ิงน้ัน ฐานไดโ้ พชฌงคม์ า ท้ังหมดมีควำมดับไปเป็ นธรรมดำ เม่ือเห็นทุกขด์ ง่ั น้ีสมุทัยก็จะย่อมดับไปตำมกำลังของปัญญำ โดยลาดบั จนถึง ปรากฏเป็นทกุ ข์นโิ รธความดบั ทกุ ข์ ขอ้ ปฏิบตั ิก็เป็นมรรค และพระพุทธองคไ์ ดท้ รงแสดงช้ีแจงวา่ อุเบกขาสมั อะไรคือทุกข์ อะไรคือทุกขสมุทัย อะไรคือทุกขนิโรธ อะไรคือมรรค ท้งั ทุกข์ ท้งั ทุกขสมุทัย ท้งั โพชฌงค์ ตวั ทุกขนิโรธน้นั 115ก็ตรัสแสดงยกเอาอำยตนะภำยในภำยนอกน้ีแหละข้ึนเป็ นท่ีต้งั มาโดยลาดบั ตวั สมาธิเป็นตวั ความ อายตนะภายในภายนอกเองน้ันเป็ นตัวทุกขสัจจะ และก็อำศัยอำยตนะภำยในภำยนอกน่ีแหละ ต้งั มน่ั แน่วแน่ของ เป็ นที่เกิดขึน้ ต้ังอยู่ของสมุทัย สมุทยั ก็เกิดข้ึนท่ีนี่ และเม่ือสมุทยั ดบั เป็ นนิโรธ นิโรธก็บงั เกิดข้ึน จติ ตวั รวมแห่ง ท่ีน่ีอีกเหมือนกนั ไม่ใช่ที่ไหน ท้งั หมดน้ีก็รวมอย่ใู นตัวสมำธิซ่ึงประมวลไวใ้ นจิตน้ีเอง ซ่ึงอาศยั ทต่ี ้งั ของปัญญา อุเบกขำคือความเขา้ ไปเพ่งดูเพ่งให้รู้ให้เห็นอยู่ภายในน้ี ก็จะปรากฏตวั ข้ึนมาว่าอะไรเป็ นทุกข์ ท้งั หมด อะไรเป็นสมุทยั อะไรเป็นนิโรธ อะไรเป็นมรรค สรุปลงแลว้ ขนั ธ์ 5 นามรูป กอ็ ยใู่ น สมาธิ นอ้ มจิตไป เพ่อื รู้ จงึ มองเห็น นามรูปอนั เป็นตวั วปิ ัสสนาถกู ทกุ ข สจั จะ ทุกขสมทุ ยั ทกุ ขนิโรธ มรรค สจั จะ เป็น ทุกขตา อนิจจตา อนตั ตา ปรากฏข้นึ ตวั อายตนะภายใน ภายนอกเป็นตวั ทกุ ข สัจจะ อาศยั อายตนะ ภายในภายนอก เป็นที่ เกดิ ข้นึ ต้งั อยรู่ วมในตวั สมาธิประมวลในจติ อาศยั อเุ บกขา เขา้ ไปเพง่ ดู ให้รูเ้ ห็นอยภู่ ายใน ปรากฏตวั ว่าอะไรเป็น ทุกข์ อะไรเป็นสมุทยั อะไรเป็นนิโรธ อะไร เป็ นมรรค ตารางท่ี 4.4.11 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “สรุปมหำสติปัฏฐำนสูตร” แนวทางปฏิบตั ิสมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑั ฒโน) จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั A11]

291 สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน A11-116 บดั น้ี จกั แสดงธรรมะเป็ นเคร่ืองอบรมในการปฏิบตั ิอบรมจิต ในเบ้ืองตน้ ก็ขอให้ทุกๆ แนวคดิ ท่านต้งั ใจนอบน้อมนมสั การ พระผูม้ ีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา้ พระองค์น้นั ต้งั ใจถึง พระองค์พร้อมท้งั พระธรรมและพระสงฆ์เป็ นสรณะ ต้งั ใจสารวมกายวาจาใจให้เป็ นศีล ทา มหาสติปัฏฐานสูตร ถอื สมาธิในการฟัง เพือ่ ใหไ้ ดป้ ัญญาในธรรม จะแสดงสรุปธรรมะที่บรรยายมาโดยลาดบั ตามแนว เป็นหลกั ปฏิบตั ิของผู้ พระสูตรใหญท่ ี่ตรัสแสดงสตปิ ัฏฐำน อนั ไดช้ ื่อวา่ มหำสติปัฏฐำนสูตร อนั ไดถ้ ือเป็นหลักในกำร ปฏบิ ตั ิธรรมทวั่ ไป พระ ปฏิบัติของผู้ปฏิบัติธรรมทัว่ ไป พระบรมศาสดาไดท้ รงแสดงช้ีทางปฏิบตั ิอนั เดียว อนั เรียกโดย บรมศาสดาไดท้ รงแสดง ชื่อวา่ เอกำยโนมรรค ทำงไปอันเดยี ว คือทำงปฏิบตั อิ ันเดียว เพ่ือควำมบริสุทธ์ขิ องสัตว์ท้งั หลำย ช้ีทางปฏบิ ัติอนั เดยี ว อนั เพ่ือก้ำวล่วงควำมโศก ควำมรัญจวนคร่ำครวญใจท้ังหลำย เพ่ือดับทุกข์โทมนัสท้ังหลำย เพ่ือ เรียกโดยช่ือว่า เอกายโน บรรลุธรรมะอันถูกชอบท่ีพึงบรรลุ เพ่ือกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพำนคือ ความดบั กิเลสและกอง มรรค ทางไปอนั เดยี ว ทุกข์ท้งั ส้ิน 117ทางปฏิบตั ิอนั เดียวน้ีก็คือ สติปัฏฐำนพิจำรณำกำย สติปัฏฐำนพิจำรณำเวทนำ คอื ทางปฏิบตั ิอนั เดียว สติปัฏฐำนพจิ ำรณำจิต สติปัฏฐำนพจิ ำรณำธรรมะคือเร่ืองในจิต เพอ่ื ความบริสุทธ์ิของ สตั วท์ ้งั หลาย เพ่ือกา้ ว 118ทรงแสดงอุปกำระปฏิบัติ คือ ขอ้ ปฏิบตั ิท่ีเป็นอุปการะในการปฏิบตั ิสติปัฏฐานดงั กล่าว คือ ลว่ งความโศก ความ 1. “อำตำปี ” มีความเพียรปฏิบตั ิ 2. “สัมปชำโน” มีความรู้พร้อม คือ มีควำมรู้ตัวเรียกอีกชื่อห รญั จวนคร่าครวญใจ นี่งว่า สัมปชัญญะ ท่ีแปลว่าความรู้ตวั 3. “สติมำ” มีสติคือความระลึกได้ หรือความกาหนด ท้งั หลาย เพ่อื ดบั ทุกข์ พิจารณา 4. “วินยั โลเก อภิชำ โทมนสั สัง” กาจดั ความยนิ ดีความยินร้ายในโลกเสีย ดง่ั น้ีและ 119 โทมนสั ท้งั หลาย เพอ่ื ไดท้ รงแสดงขอบเขตแห่งกำรปฏิบัติสติปัฏฐำนท้งั 4 น้ีไวด้ ว้ ยว่า ต้ังสติพิจำรณำกำยในกำย ต้ัง บรรลธุ รรมะอนั ถูกชอบ สตพิ จิ ำรณำเวทนำในเวทนำ ต้งั สติพจิ ำรณำจิตในจิต ต้งั สตพิ จิ ำรณำธรรมในธรรม อนั เป็นการ ท่พี งึ บรรลุ เพอื่ กระทา เตือนใหไ้ ดท้ ราบขอบเขตของกำรต้ังสติพิจารณาใน 4 ขอ้ น้ี วา่ เมื่อพิจารณากายก็ตอ้ งพิจารณา ใหแ้ จง้ ซ่ึงนิพพาน ในกาย มิใช่ในที่อื่น อีก 3 ขอ้ ก็เหมือนกนั เม่ือจะปฏิบัติข้อไหนก็ต้องต้ังสติพิจำรณำในขอ้ น้ัน มิใช่ในขอ้ อ่ืน 120และไดท้ รงแสดงสถำนท่ีสาหรับที่จะปฏิบตั ิไวก้ ็คือ ป่ ำ โคนไม้ เรือนว่ำง อนั ทางปฏิบตั อิ นั เดยี วน้ีกค็ ือ เป็นสถำนที่สงบสงัดดง่ั ในท่ีน้ีก็กลา่ วไดว้ า่ เป็นเรือนวา่ ง คาวา่ “ว่ำง” นนั่ ก็คือ สุญญะ ความว่าง สตปิ ัฏฐานพิจารณากาย สติ ก็คือ สุญญตำ ในกำรปฏบิ ัตจิ ึงต้องกำรสถำนท่ีอนั ประกอบดว้ ยสุญญตำคือควำมว่ำง จะเป็นป่ า ปัฏฐานพจิ ารณาเวทนา สติ ก็ได้ โคนไมก้ ็ได้ เรือนว่างก็ได้ ก็คือที่ท่ีมีควำมว่ำงอันสงบสงัดน้นั เอง และไดต้ รัสถึงอิริยาบถ ปัฏฐานพจิ ารณาจิต สติปัฏ แห่งการปฏิบตั ิซ่ึงใชโ้ ดยมาก ก็คือน่ังขัดบัลลังก์ ท่ีเรียกกนั วา่ น่ังขัดสมำธิ หรือนงั่ ขดั สะหมาด ฐานพิจารณาธรรมะ คอื เร่ือง ในบาลีไมไ่ ดบ้ อกรายละเอียด แต่อาจารย์ผ้สู อนปฏิบัติได้แนะเพิ่มเติม วา่ ในการนงั่ ขดั สะหมาด ในจิต น้นั เทา้ ขวาทบั เทา้ ซา้ ย ส่วนกำรวำงมือก็ไมไ่ ดแ้ สดงไวใ้ นพระบาลีถึงรายละเอียดของการวางมือ แต่อาจารย์ผู้สอนปฏิบัติกม็ ักจะสอนให้วางมือ จะชนกนั หรือไม่ชนกนั หรือว่ามือขวำทับมือ หลกั กำร ซ้ำย ก็สุดแต่สัปปำยะของแต่ละบคุ คล 121แตไ่ ดต้ รัสแนะให้น่ังต้ังกำยตรง ดำรงสตจิ ำเพำะหน้ำ คือรวมจิตเขา้ มากาหนดอยเู่ ฉพาะหน้า น้ีเป็นการเตรียมปฏิบตั ิ และในท่ีอ่ืนก็ไดม้ ีสอนให้ต้งั ใจ ขอ้ ปฏิบตั อิ ปุ การะสติ ถึงพระพุทธเจา้ พระธรรมพระสงฆเ์ ป็นสรณะ ต้งั ใจสำรวมกำยวำจำใจให้เป็ นศีล ปัฏฐาน คอื 1. “อา ตาปี ” มีความเพียร ปฏิบตั ิ 2. “สัมปชา โน” มีความรูพ้ รอ้ ม คือมคี วามรูต้ วั เรียก อกี ช่ือหนี่งวา่ สัมปชญั ญะ ทแี่ ปลว่า ความรู้ตวั 3. “สติ มา” มสี ติคอื ความ ระลกึ ได้ หรือความ กาหนดพจิ ารณา 4. “วินยั โลเก อภิชา โทมนสั สงั ” กาจดั ความยนิ ดคี วามยิน รา้ ยในโลกเสีย ขอบเขตแห่งการ ปฏบิ ตั ิสตปิ ัฏฐานท้งั 4 น้ีไวด้ ว้ ยวา่ ต้งั สติ พิจารณากายในกาย ต้งั สตพิ จิ ารณาเวทนา ในเวทนา ต้งั สติ พิจารณาจติ ในจติ ต้งั สติพจิ ารณาธรรมใน ธรรม เม่อื จะปฏบิ ตั ิ ขอ้ ไหนก็ตอ้ งต้งั สติ พจิ ารณาในขอ้ น้นั มใิ ชใ่ นขอ้ อ่ืน สถานท่ี สงบสงดั การ ปฏิบตั ติ อ้ งการสถานที่ อนั ประกอบดว้ ยสุญญ ตาคือความวา่ ง สุดแต่สัปปายะของแต่ ละบคุ คล ใหน้ งั่ ต้งั กายตรง ดารง สตจิ าเพาะหนา้ คือรวม จิตเขา้ มากาหนดอยู่ เฉพาะหนา้

292 วธิ ีกำร 122อนั ศีลน้นั ย่อมเป็นพื้นของสมำธิตามที่ไดต้ รัสแสดงไวใ้ นท่ีอ่ืน และผปู้ ฏิบตั ิธรรมเป็น ธรรม จารีบุคคล อย่โู ดยปรกติก็มกั จะมีศีลประจำอยู่ในตนเอง โดยปรกติก็ศีล 5 ในโอกาสพิเศษเช่น ความสารวมกาย วนั อุโบสถก็ศีลอุโบสถคือศีล 8 เม่ือออกบวชเป็ นสามเณรก็ศีล 10 เป็ นภิกษุก็ศีล 227 หรือศีล สารวมวาจา ของสามเณรศีลของภิกษุ แต่สาหรับศีลในขณะปฏิบตั ิทาสมาธิ หรือปฏิบตั ิวิปัสสนาทางปัญญา สารวมใจ ก็เป็น แมผ้ ทู้ ่ีมิไดม้ ีศีลเป็นธรรมจารีอยเู่ ป็นปรกติดงั กลา่ ว เมื่อมีควำมสำรวมกำยสำรวมวำจำสำรวมใจ ศีลข้นึ มาทนั ที กเ็ ป็ นศีลขึน้ มำทนั ที แมว้ า่ มิไดต้ ้งั ใจท่ีจะสมาทานศีล แมว้ า่ จะไม่รู้จกั คาวา่ ศีล ไมร่ ู้จกั ขอ้ ของศีล เป็นขอ้ สาคญั ต่างๆ แต่เมื่อมีความสารวมกายสารวมวาจาสารวมใจ ก็เป็ นศีลข้ึนทนั ที ก็เป็ นพ้ืนฐานของ อนั เป็นท่ตี ้งั ของ ภาวนาทางจิตใจทางปัญญาได้ และควำมสำรวมกำยวำจำใจดงั กล่าวเป็นขอ้ สาคญั อนั เป็ นที่ต้ัง สมาธิ ของสมำธิ 123 แมว้ ่าจะสมาทานศีลอยู่ และก็มิไดล้ ะเมิดศีลทำงกำยทำงวำจำ แต่มิไดม้ ีความ ศลี เพอ่ื สมาธิจึง สารวมกายวาจาใจในขณะท่ีนง่ั ปฏิบตั ิ คอื ใจไมส่ ารวม คือใจไมร่ วมเขา้ มา ไมท่ าสติจาเพาะหน้า ตอ้ งมีความ ดง่ั น้ี การปฏิบตั ิก็ไม่ได้ และทางกายทางวาจาก็เหมือนกนั เช่นว่าในขณะที่มิไดม้ ีความสารวม สารวมกาย กาย เช่นทาการงานอยู่ นงั่ พกั ผ่อนอยู่ ซ่ึงเหยียดมือเหยียดเทา้ ไปตามสบาย มิไดส้ ารวมวาจา อาจจะเป็นนงั่ ก็ พูดคุยอยู่ มิไดส้ ารวมใจ ใจคิดเรื่องราวอะไรต่ออะไรอยู่ดง่ั น้ี ก็แปลว่ายังไม่มีศีลที่จะทำสมำธิ ได้ เป็นเดินที่ หรือยงั ไม่มีศีลเพื่อสมาธิ ศีลเพื่อสมำธิจึงต้องมีควำมสำรวมกำย มีร่างกายพร้อมท่ีจะปฏิบัติ เรียกวา่ เดิน อาจจะเป็นนง่ั ก็ได้ เป็นเดินท่ีเรียกวา่ เดินจงกรมก็ได้ หรือว่าอาจจะเป็นนอน แต่ว่าเป็นนอนน้นั จงกรมกไ็ ด้ หรือ มกั จะใกลก้ บั ความง่วง นอนปฏิบตั ิจึงไม่เป็นที่นิยม โดยมากก็ใช้จงกรมหรือนั่ง และเมื่อจะทำ วา่ อาจจะเป็น จติ ให้สงบจริงๆ กต็ ้องนั่ง เพราะจะไม่ต้องไปพะวักพะวนในเร่ืองของกำรเดิน ซ่ึงจะตอ้ งมีความ นอน โดยมากก็ พะวกั พะวนมากกวา่ นง่ั อิริยำบถนั่ง น่ังกำยตรง น่ังขัดสะหมำดหรือนงั่ ขดั สมาธิ นง่ั ขดั บลั ลงั ก์ ใชจ้ งกรมหรือ ต้งั กายตรง ย่อมเป็ นอิริยำบถท่ีทำจิตให้สงบได้ง่ำย หรือแมจ้ ะนงั่ เกา้ อ้ีสาหรับผูท้ ่ีน่ังกบั พ้ืนไม่ นง่ั เม่ือจะทาจิต สะดวกก็ใชไ้ ด้ แต่ว่าให้น่ังกำยตรงดีกว่าที่จะน่ังพิง นง่ั พิงก็เป็ นไปเพ่ือง่วงง่ายอีกเหมือนกัน ให้สงบจริงๆ ก็ เหล่าน้ีเป็ นเร่ืองของจะตอ้ งมีความสารวมกายสารวมวาจาสารวมใจ 124ซ่ึงเป็ นศีลเพ่ือสมำธิ ตอ้ งนง่ั เป็นภิกษเุ ป็นสามเณรนึกวา่ มีศีลอยแู่ ลว้ ไมม่ ีความสารวมกายสารวมวาจาสารวมใจเพ่ือสมาธิดงั่ อริ ิยาบถนั่ง นง่ั น้ี ก็ทาสมาธิไม่ได้ เป็ นคฤหัสถ์มีศีล 5 ศีล 8 อยู่แล้ว แต่ว่าขำดสำรวมดังกล่ำวก็ทำสมำธิไม่ได้ กายตรง นงั่ ขดั จึงต้องมีศีลเพื่อสมำธิคือควำมสำรวมดงั กล่าวในขณะปฏิบตั ิ เป็ นศีลเพื่อสมาธิ และมี สะหมาดหรือ สรณะเป็นเคร่ืองกาจดั ภยั แห่งสมาธิ เพราะจิตทถ่ี ึงสรณะก็คอื จิตที่ถึงพระพุทธเจ้ำ ถึงพระธรรม นงั่ ขดั สมาธิ นง่ั ถึงพระสงฆ์ อันเป็ นวัตถุท่ีบริสุทธ์ิ เม่ือจิตถึง แม้จะโดยสมมติบญั ญตั ิแห่งพระพุทธเจา้ พระ ขดั บลั ลงั ก์ ต้งั ธรรมพระสงฆ์ ตามท่ีรู้จักตามท่ีเข้าใจก็ตาม แต่เม่ือมีความเข้าใจว่าสมมติบัญญัติ แห่ง กายตรง ยอ่ มเป็น พระพุทธเจา้ พระธรรมพระสงฆ์ตามที่เขา้ ใจน้ัน เป็ นที่ต้ังของควำมบริสุทธ์ิ เมื่อจิตถึงจิตก็ อิริยาบถท่ีทาจิต ย่อมจะไดค้ วามสงบไดค้ วามเยน็ ได้ศรัทธาไดป้ สาทะ อนั นาให้เป็ นศีลคือควำมสำรวมกำย ใหส้ งบไดง้ า่ ย สำรวมวำจำสำรวมใจขึน้ โดยอตั โนมตั ิ ควบคู่กันไปกับกำรถงึ สรณะ และเมื่อเป็นดงั่ น้ีก็ช่ือว่าได้ ทากำรเตรียมตนพร้อมทีจ่ ะปฏิบัติ ทำสมำธิ ทำปัญญำ จึงถึงการท่ีจะเลือกข้อปฏิบัติอันเรียกว่ำ ศีลเพอื่ สมาธิ กรรมฐำนตำมที่พระพุทธเจ้ำได้ทรงแสดงสั่งสอนไว้ และเมื่อได้ต้ังเลือกสติปัฏฐำน คือต้ังสติ เป็นท่ีต้งั ความ กำหนดกำยเวทนำจิตธรรม ก็นอ้ มนาสติปัฏฐานที่พระพุทธเจา้ ไดท้ รงแสดงสง่ั สอนเอาไว้ และ บริสุทธ์ิ เม่ือ จิตถึงจิตย่อม ไดค้ วามสงบ ความเยน็ ศีล คอื ความ สารวมกาย สารวมวาจา สารวมใจข้ึน โดยอตั โนมตั ิ สติกบั สมั ปชญั ญะ ตอ้ งคูก่ นั ไป ต้งั สติกาหนด กายวา่ ประกอบดว้ ย อาการ หรือ

293 ส่ิงที่ปฏิกลู ไม่ ท่ีครูบาอาจารยไ์ ดบ้ อกกล่าวสั่งสอนกนั ตอ่ ๆมา มากาหนดปฏิบตั ิดว้ ยสติที่ต้งั ข้ึนจาเพาะหนา้ น้นั สะอาดต่างๆ 125อาจปฏิบตั ิไดต้ ามขอ้ ตา่ งๆที่ตรัสแสดงเอาไว้ อนั เร่ิมแต่ข้อกำย คือต้งั สตกิ ำหนดลมหำยใจเข้ำ พจิ ารณา ออก ต้ังสติกำหนดอิริยำบถยืนเดินน่ังนอน ต้ังสติกำหนดอิริยำบถน้อยแห่งอิริยำบถใหญ่ เวทนา คอื เหล่าน้ัน เช่นเดินก็เดินกา้ วไปขา้ งหน้า หรือถอยไปขา้ งหลงั เป็ นตน้ สาหรับขอ้ อิริยาบถใหญ่ ความรู้สึกเป็ น อิริยาบถน้อยน้ี มกั เรียกว่าทา สัมปชญั ญะคือความรู้ตวั แต่อนั ท่ีจริงน้ันก็ตอ้ งด้วยกนั สติกับ สุขเป็ นทุกข์ สัมปชัญญะต้องคู่กันไป ต้ังสติกำหนดกำยนีว้ ่ำประกอบด้วยอำกำร หรือส่ิงที่ปฏิกูลไม่สะอาด เป็ นกลางๆไม่ ต่างๆ มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็ นต้น แยกออกไปเป็ น 31 ประการ ในที่บางแห่งก็เป็ น 32 ทุกขไ์ ม่สุขทาง ประการ จึงมกั เรียกกนั วา่ อาการ 32 ต้งั สติกาหนดพจิ ารณาธาตุท้งั 4 อนั มีอยใู่ นกายน้ี คือธาตุดิน กายทางใจ ที่ ธาตุน้า ธาตุไฟ ธาตุลม ในที่บางแห่งเติมอากาสธาตุ ธาตุอากาศคือช่องว่างเขา้ อีกขอ้ 1 เป็นธาตุ เป็น สามิส คอื 5 ติกาหนดป่ าชา้ ท้งั 9 คอื พิจารณาศพที่ทิ้งไวใ้ นป่ าชา้ หรือท่ีกาหนดพิจารณาเอาวา่ เป็นศพที่ตาย มีอามิสมกี ิเลส แลว้ วนั หน่ึง สองวนั สามวนั มีสีเขยี วน่าเกลียด พิจารณาศพท่ีทิ้งไวใ้ นป่ าชา้ ถูกสัตวท์ ้งั หลายกดั เป็นเคร่ืองลอ่ มี กิน พจิ ารณาศพที่เป็นโครงร่างกระดูกมีเส้นเอ็นรึงรัด ประกอบดว้ ยเน้ือและเลือด พจิ ารณาศพท่ี อารมณ์อนั เป็นโครงร่างกระดูก มีเส้นเอน็ รึงรัด ไม่มีเน้ือแต่ยงั เป้ื อนเลือด ยงั มีเส้นเอ็นรึงรัด พิจารณาศพท่ี ประกอบดว้ ย เป็นโครงร่างกระดูกที่ไม่มีเน้ือไม่มีเลือด แต่ยงั มีเส้นเอ็นรึงรัด พิจารณาโครงร่างกระดูกที่ไม่มี กิเลสเป็ นเครื่อง เสน้ เอน็ รึงรัด กระดูกจึงกระจดั กระจายไปในทิศทางต่างๆ ก็ พจิ ารณากระดูกท่ีเป็นสีขาวเหมือน ลอ่ ให้บงั เกิด ดง่ั สังข์ พิจารณากระดูกที่มีอายุล่วงไปปี หน่ึง หรือเกินกวา่ ซ่ึงอยเู่ ป็นกองๆ พิจารณากระดูกที่ผุ ข้นึ บา้ ง เป็น ป่ นละเอียดไปในท่ีสุด ก็เป็ นอนั ว่ำ พจิ ำรณำ กำย เร่ิมแต่กำยทย่ี ังมีชีวติ ยงั หำยใจเข้ำหำยใจออก นิรามสิ คือ ไม่ ผลดั เปลี่ยนอิริยาบถใหญ่น้อยได้ มีอาการ 32 มีธาตุท้งั 4 ประกอบกันอยู่ และเป็ นกายที่ยงั มีกิเลสไมม่ ี ดารงชีวิต และพิจารณากายที่สิ้นชีวิตเป็ นซากศพ ต้งั แต่เร่ิมตายจนถึงเป็ นกระดูกผุป่ นไปใน อารมณ์ ที่สุด กเ็ ป็นอนั วา่ กายอนั น้ีก่อนจะเกิดกไ็ ม่มี และเมื่อเกิดเป็นชาติกม็ ีข้นึ มา และในที่สุดกก็ ลบั ไม่ ประกอบดว้ ย มีอีกตามเดิม 126จากน้ันก็ตรัสสอนให้ พิจำรณำ เวทนำ คือควำมรู้สึกเป็ นสุขเป็ นทุกข์เป็ น กิเลสเป็ นเครื่อง กลางๆไม่ทุกขไ์ ม่สุขทางกายทางใจ ที่เป็น สามิส คือมีอามิสมีกิเลสเป็นเครื่องล่อ มีอารมณ์อนั ล่อให้บงั เกิด ประกอบด้วยกิเลสเป็ นเครื่องล่อให้บงั เกิดข้ึนบ้าง เป็ น นิรามิส คือ ไม่มีกิเลสไม่มีอารมณ์ ข้ึนบา้ ง ประกอบดว้ ยกิเลสเป็นเครื่องลอ่ ใหบ้ งั เกิดข้นึ บา้ ง 127 จากน้นั ก็ตรัสสอนให้ พจิ ารณา จิต น้ี จิตที่ มีราคะมีโทสะโมหะก็ให้รู้ว่ามี จิตปราศจากราคะโทสะโมหะก็ให้รู้ว่ามี จิตท่ีฟุ้งซ่านหรือจิตท่ี ให้ พจิ ารณา หดหู่อย่างไรก็ให้รู้ จิตที่ไดส้ มาธิที่เป็นจิตใหญ่ หรือจิตท่ีไม่ไดส้ มาธิเป็นจิตที่คบั แคบอยา่ งไรก็ จิต น้ี จิตที่มี ใหร้ ู้ จิตที่ยง่ิ หรือไม่ยงิ่ ดว้ ยความที่มี หรือไม่มีธรรมปฏิบตั ิที่ย่ิงหรือไม่ยงิ่ อยา่ งไรก็ใหร้ ู้ จติ ท่เี ป็ น ราคะมโี ทสะ โมหะกใ็ หร้ ู้ว่า สมำธิหรือไม่เป็ นสมำธิก็ให้รู้ จิตท่ีหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้นอย่ำงไรก็ให้รู้ กำหนดทำควำมรู้จิต มี จิต ปราศจาก ของตนเข้ำมำ 128และต่อจากน้นั ก็ตรัสสอนให้หัดปฏิบตั ิ กำหนดดู ธรรมะในจิต เม่ือมีอกุศล ราคะโทสะ ธรรมเกิดขึ้นในจิตคือนิวรณ์ท้ัง 5 ขอ้ ใดขอ้ หน่ึงก็ให้รู้ ไม่มีก็ให้รู้ และหัดปฏิบตั ิให้รู้จนถึงว่า โมหะกใ็ ห้รู้วา่ มี จิตที่ฟ้งุ ซ่าน นิวรณ์จะเกิดข้ึนอยา่ งไร จะละไดอ้ ยา่ งไร ละไดแ้ ลว้ จะไมเ่ กิดข้นึ ไดอ้ ยา่ งไร และตรัสสอนให้ต้ัง หรือจิตที่หดหู่ สติกำหนดดู ขันธ์ อำยตนะ พร้อมท้ังสัญโยชน์ท่ีบังเกิดขึ้น หรือไม่บงั เกิดข้ึนทางอายตนะ อยา่ งไรก็ใหร้ ู้ ตลอดจนถึงสญั โยชน์เกิดข้ึนอยา่ งไรกใ็ หร้ ู้ ละไดอ้ ยา่ งไรก็ใหร้ ู้ ละไดแ้ ลว้ จะไม่เกิดข้ึนอยา่ งไรก็ ให้รู้ อนั ขนั ธ์อายตนะน้ี นับว่าเป็ นอพั ยากตธรรม ธรรมะท่ีเป็ นกลางๆ ไม่ใช่กุศลไม่ใช่อกุศล ให้หดั ปฏบิ ตั ิ กาหนดดู ธรรมะ ในจิต เม่อื มี อกุศลธรรม เกิดข้ึนในจิตคอื นิวรณท์ ้งั 5 ให้ ต้งั สติกาหนดดู ขนั ธ์ อายตนะ พร้อมท้งั สญั โยชน์ทีบ่ งั เกิด ข้นึ

294 ให้ต้งั สติกาหนด เพราะเป็ นวิบากขนั ธ์วิบากอายตนะที่ไดม้ าต้งั แต่ชาติคือความเกิด 129 และก็ตรัสสอนให้ต้ังสติ โพชฌงค์ องค์ กำหนดโพชฌงค์ องค์ของควำมรู้ ก็คือตัวสติน้ันเอง ที่เมื่อได้ปฏิบัติมำโดยลำดับ เป็ นสติที่ ของความรู้ ก็คือ กาหนดมาโดยลาดบั ดงั กล่าว สติน้ีเองก็เลื่อนข้ึนเป็ นโพชฌงค์คือเป็ นองค์ของควำมรู้ ทำให้ได้ ตวั สติ โพชฌงค์ ธรรมวิจัยเลือกเฟ้นธรรมขึน้ ในจิตใจเอง อะไรเกิดขึน้ ในใจก็รู้ทันที วา่ นี่ดี น่ีชว่ั น่ีมีโทษ น่ีไม่มี คอื เป็นองคข์ อง โทษ กเ็ ป็ นธรรมะวจิ ัย และก็จะเกดิ ควำมเพยี รละขนึ้ เอง คือส่วนที่เป็ นชั่วหรือเป็ นอกุศลก็จะละ ความรู้ ทาใหไ้ ด้ ธรรมวิจยั เลือก ให้ดับหำยไปได้ และก็จะได้ปี ติคือควำมอ่ิมใจ เพราะเหตุว่าจิตเริ่มบริสุทธ์ิ หรือว่าบริสุทธิไป เฟ้นธรรมข้นึ ใน โดยลาดบั จากเคร่ืองเศร้าหมองท้งั หลายท่ีละเสียได้ เมื่อจิตบริสุทธ์ิ จิตก็ยอ่ มจะอิ่มเอิบ ดูดดื่มอยู่ จิตใจเอง อะไร ในธรรมะซ่ึงเป็นส่วนความดี ดูดดื่มสติ ดูดด่ืมสมาธิ ตลอดจนถึงญาณคอื ความหยง่ั รู้เขา้ ในจิต ก็ เกิดข้นึ ในใจก็รู้ แปลวา่ สติสมาธิญาณคือความหยงั่ รู้น้นั ซึมซาบเขา้ ไปเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกบั จิต เหมือนอย่างที่ ทนั ที ดื่มน้าระงบั กระหายน้ากเ็ ขา้ ไปซึมซาบอยใู่ นร่างกาย ดบั ร้อน 130ฉะน้นั เมื่อละส่วนทเ่ี ศร้ำหมอง รับเอาส่วนท่ีดี ก็คอื สติสมำธิญำณปัญญำเป็นตน้ เหล่าน้ีเขา้ มา ผล ก็ทาใหจ้ ิตน้ีเองผอ่ งใส ดูดด่ืม อิ่มเอิบ และก็มีความสุขความสงบท้งั ทางกายท้งั ทางใจ เม่ือเป็ น ดง่ั น้ีจิตก็ต้ังม่ันเป็ นสมำธิมำกขึ้น เป็ นควำมต้ังมั่นสงบอยู่ในภำยใน สงบอยู่ดว้ ยความรู้ เป็ น สตสิ มาธิญาณ ความรู้ที่น่ิงสงบอยใู่ นภายใน ไม่ออกไปในภายนอก อำรมณ์อะไรผ่ำนเข้ำมำก็ตกอยู่แค่ตำ แค่หู ปัญญา จิตต้งั มน่ั แค่จมูก แค่ลิน้ แค่กำย แค่ มนะคือใจ ไม่เข้ำไปสู่จิต เพราะจิตต้งั สงบรู้อยู่ รู้อยู่ในภายในไม่ออก เป็ นสมาธิมาก รับ อาการท่ีต้งั สงบอยใู่ นภายใน รู้อย่ไู ม่ออกรับ ดง่ั น้ีคืออุเบกขา ก็เป็นโพชฌงคข์ ้ึนมาสมบูรณ์ ข้ึน เป็นความต้งั และเมื่อเป็นดงั่ น้ีความรู้ที่เป็นสติ ท่ีเป็นสมาธิ ที่เป็นปัญญา ทุกอยา่ งก็ประมวลกนั เขา้ เป็นมรรค มนั่ สงบภายใน มีองค์ 8 นาใหก้ าหนดรู้ทุกข์ รู้ทุกขสมุทยั เหตเุ กิดทกุ ข์ รู้ทุกขนิโรธความดบั ทุกข์ รู้ทกุ ขนิโรธคา อารมณอ์ ะไร มินีปฏิปทาขอ้ ปฏิบตั ิให้ถึงความดบั ทุกข์ เป็ นญาณความหยง่ั รู้ในสัจจะท้งั 4 ข้ึนไปโดยลาดบั ผา่ นเขา้ มาตกอยู่ ดงั่ น้ีกเ็ ป็นต้งั สติกาหนดธรรมอนั เป็นขอ้ ที่ครบ 4 เพราะฉะน้นั จึงเป็นทางปฏิบตั ิอนั เดียวเป็ นไป แค่ตา แคห่ ู แค่ เพ่ือความบริสุทธ์ิของสัตวท์ ้งั หลาย เพื่อกา้ วล่วงโสกะปริเทวะเพ่ือดบั ทุกขโ์ ทมนสั เพ่ือบรรลุ จมกู แค่ลน้ิ แค่ ธรรมที่ถูกท่ีชอบไปโดยลาดับ เพ่ือกระทาให้แจง้ นิพพาน 131พระบรมศาสดาได้ทรงแสดง กาย แค่ มนะ คอื เอาไวถ้ ึงอำนิสงส์ ผลของผู้ปฏิบัติสติปัฏฐำน ว่าจะได้บรรลุอัญญาคือพระอรหัตผล หรื อ ใจ ไม่เขา้ ไปสู่จิต เพราะจิตต้งั สงบ มิฉะน้นั กค็ วำมเป็ นอนำคำมี เป็นนิทศั นะในเบ้ืองสูงในเมื่อปฏิบตั ิไดส้ มบูรณ์ สุดแต่วา่ ผปู้ ฏิบตั ิ รู้อยู่ รู้อยใู่ น น้นั จะเป็นบุคคลประเภทใด คือเป็นผรู้ ู้เร็ว รู้ชา้ รู้ปานกลางเป็นตน้ ซ่ึงยกไวเ้ ป็นนิทศั นะ ก็ 7 ปี ภายในไม่ออก จนถึง 7 วนั ก็เป็นนิทศั นะคือตวั อยา่ งอนั แสดงวา่ กำรปฏิบัตนิ ้นั ต้องได้รับผล ไม่เร็วก็ช้ำ และแม้ รับคอื อุเบกขา ก็ เป็ นโพชฌงค์ จะช้ำกว่ำน้ัน เม่ือปฏิบัติไปโดยลำดับไม่ละเว้น ก็ย่อมจะบรรลุเข้ำได้สักวันหนึ่ง ในปัจจุบนั ภพ ข้นึ มาสมบรู ณ์ ไม่ไดก้ ็ในอนาคตภพ การปฏิบตั ิย่อมเป็ นอุปนิสัย เป็นนิสสัย เป็นอินทรีย์ เป็นบารมีที่เป็ นพ้ืน อานิสงสผ์ ลของผู้ และปฏิบตั ิเพิ่มเติมยงิ่ ข้ึนไป เพราะฉะน้นั พระสูตรน้ีจึงประกอบดว้ ยหลกั ปฏิบตั ิเป็นอนั มาก ซ่ึง ปฏบิ ตั ิสตปิ ัฏฐาน ผูป้ ฏิบตั ิยกเอาเพียงขอ้ ใดขอ้ หน่ึงข้ึนปฏิบตั ิ และเมื่อปฏิบตั ิไปๆ ทุกๆขอ้ ก็ย่อมประมวลเขา้ มา บรรลคุ อื พระ เพราะเป็ นทางปฏิบตั ิอนั เดียว ขอ้ สาคญั น้ันคือตอ้ งมีความเพียรไม่หยุด ทาไปโดยลาดบั น้อย อรหตั ผล ความ หรือมากก็ตามทุกๆวนั มีสมั ปชญั ญะ มีสติ และคอยกาจดั ความยนิ ดียนิ ร้ายในโลกไปโดยลาดบั เป็นอนาคามี การ https://pagoda.or.th/vajirananasamvara/2019-05-24-13-56-44-3.html ปฏิบตั ติ อ้ งไดร้ บั ผล ไมเ่ ร็วกช็ า้ เม่ือ ปฏิบตั ไิ ปลาดบั ไม่ ละเวน้ ยอ่ มจะ บรรลเุ ขา้ ไดส้ กั วนั หน่ึงในปัจจบุ นั ภพ ไม่ไดก้ ใ็ นอนาคต ภพ การปฏบิ ตั ิยอ่ ม เป็นอุปนิสยั เป็น นิสสยั เป็นอนิ ทรีย์ เป็นบารมีทีเ่ ป็น พ้นื

295 ตารางท่ี 4.4.12 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “กำรบริหำรจติ สติปัฏฐำน 4” แนวทางปฏิบตั ิสมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายก (เจริญ สุวฑั ฒโน) จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั A12] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคิด A 12-132 จิตน้ีย่อมดิ้นรน ห้ามยาก แต่บุคคลผู้ทรงปัญญำย่อมทำจิตให้ตรงได้ เหมือนอย่างดดั จิตดาเนินไปตรง ลูกศร ฉะน้นั ทุกคนจึงสมควรเป็นผูท้ รงปัญญาและมีสติคอยดัดจิตของตนให้ตรง เพราะวา่ จิตที่ สู่ธรรมะคือ ด้ินรนกลวั แกวา่ งกระสับกระส่ายเพราะวา่ ดิ้นรนไปในอารมณ์เร่ืองท้งั หลาย ท้งั ทางตาหูตลอด ความถูกตอ้ งก็ คดิ นึกทางใจตลอดเวลา บรรดาเร่ืองท้งั ปวงเหล่าน้นั เป็นต้งั แห่งความยนิ ดี บางอยา่ งเป็นที่ต้งั แต่ ยอ่ มเป็นจิตทีต่ รง ความยินร้าย เป็ นท่ีต้งั แห่งความยินร้าย หากไม่ทรงปัญญาไม่มีสติ จิตน้ีก็ดิ้นรนไปในทางที่ผิด รู้วา่ อะไรเป็น เป็นอนั มาก อนั พึงกล่าวไดว้ า่ เป็นจิตท่ีคตไม่ใช่จิตที่ตรง อนั คาวา่ จิตคตหรือจิตตรงน้ี โดยท่ีมี ธรรมคอื ถกู ตอ้ ง ธรรมะคือคุณท่ีเก้ือกูลสิ่งที่ถูกต้อง ก็โดยเป็ นคุณท่ีเก้ือกูลน้ัน อนั คาว่า จิตคตอจิตตรงโดยมี อะไรเป็ นอธรรม คือไมถ่ กู ตอ้ ง ธรรมะ คือคุณที่เก้ือกูลส่ิงที่ถูกตอ้ งก็เป็ นคุณเก้ือกูลเป็ นหลกั เม่ือจิตดำเนินไปตรงสู่ธรรมะคือ ควำมถูกต้องก็ย่อมเป็ นจิตที่ตรง แต่จิตดาเนินไปสู่อธรรมไม่ถูกตอ้ งก็เป็นจิตท่ีคอยเพราะฉะน้นั จาเป็นตอ้ งทรงปัญญา รู้ว่ำอะไรเป็ นธรรมคือถูกต้อง อะไรเป็ นอธรรมคือไม่ถกู ต้อง บคุ คลทวั่ ไป ไดม้ ีบิดามารดาเป็นบพุ าจารยค์ นแรกสัง่ สอนใหเ้ วน้ จากความชวั่ ประพฤติความดีความงามก็ย่อม รู้วา่ อะไรดีอะไรชวั่ เริ่มจากบิดามารดามาเจอครูอาจารย์ พบพระพุทธศาสนาตามพระพุทธเจา้ สั่ง สอนอะไรดีอะไรช่วั ทุกคนจึงมีอยู่น้อยหรือมากอยู่ด้วยกัน แต่ว่าจิตท่ีลุอำนำจต่ออำรมณ์ต่อ กิเลสย่อมไม่คำนึงถึงส่ิงดีส่ิงชั่ว ท่ีมารดาบริดา ครูอาจารย์ พระพุทธเจา้ ทรงส่ังสอน เพรากาลงั ของอารมณ์ดึงไปทางที่ชว่ั ต่าง แบบภาษิตไทย เห็นกรงจกั รเป็นดอกบวั หลกั กำร 133เพราะฉะน้นั ความรู้จกั ดีชว่ั ยอ่ มไมเ่ ป็นประโยชน์ท้งั น้ีเพราะวา่ ไม่ได้ฝึ กหดั ทำสติ ให้มน่ั คงมิได้ ความรู้จกั ดีชวั่ ฝึ กปัญญำให้มีกำลัง เรียกว่ำเป็ น ผ้ปู ระมำทปัญญำ เป็นผเู้ ผลอปัญญา ขำดควำมเพ่งพนิ ิจพจิ ำรณำ ยอ่ มไมเ่ ป็น ให้ควำมจริงปรำกฏในจิตใจและให้จิตใจรับรู้ ให้จิตใจเช่ือฟังอนั ความขาดพินิจพิจารณาเรียกว่า ประโยชน์ เพราะ ประมาทปัญญาเผลอปัญญาดว้ ยเหตุท่ีปัญญามีอยู่ก็ไม่ใชเ้ พ่งพินิจพิจารณาด่วนที่จะเช่ือที่จะถือ ไม่ไดฝ้ ึกหดั ทา ตามความสงั่ ของกิเลส เห็นผดิ หรือเอาผดิ อนั เป็นตวั โมหะคือควำมหลงเป็ นมิจฉำทิฏิ บคุ คลเป็น สติ ใหม้ นั่ คง อนั มากย่อมเป็นไปอยอู่ ยา่ งน้ี เมื่อมีผมู้ ีตกั เตือนก็บอกว่า ห้ามจิตไม่ไดห้ รือแกต้ วั ไปทางอ่ืน เป็ น มิไดฝ้ ึกปัญญาให้ กำรแสดงตนย่อมพ่ำยแพ้ต่อจิตใจของตนเอง ในลกั ษณะน้ี ยอ่ มเป็นโทษมาก เพราะฉะน้นั จึงได้ มีกาลงั เรียกว่า มีคากล่าวที่เป็นสุภาษิต ผู้ปฏิบัติตำมใจตนเองเป็ นผู้ปฏิบัติก่อให้เกิดทุกข์ ตอ้ งทาความเขา้ ใจว่า เป็น ผูป้ ระมาท ปฏิบัติตำมใจตัวเองเป็ นทุกข์ที่ว่ำตำมใจตัวเอง คือ ตำมใจกิเลสตัณหำ ควำมดิน้ รนทะยำนอยำก ปัญญา ขาดความ ตำมใจโทสะตำมใจโมหะ เพรำะว่ำ จิตใจถูกตัณหำรำคะ โทสะ โมหะครอบงำ ตำมใจตัวเอง เพง่ พนิ ิจพจิ ารณา ใหค้ วามจริง ปรากฏในจิตใจ และใหจ้ ิตใจรับรู้ ตำมใจกิเลส เป็นส่ิงมีโทษมีทุกขแ์ ละใจท่ีถูกกิเสครอบงาดงั น้ี ยอ่ มเป็นเหมือนว่ากิเลสกบั ใจเป็น อนั เดียวกนั ท้งั น้ีกเ็ พราะวา่ กิเลสเขา้ มาผสมเหมือนเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกนั กบั ใจ เม่ือใจชอบแลว้ เห็นส่ิงท่ีชอบเป็นสิ่งที่ดีเป็นที่น่ารักน่าพอใจจึงเกิดความติดใจย่ินดีในส่ิงน้นั แตถ่ า้ ส่ิงไมช่ อบส่ิง น้ันบุคคลน่าชงั น่างเกลียดน่ากลวั ไปต่าง ๆ จิตใจย่อมเป็ นอานาจกิเลส สติปัญญาที่มีอยู่หลบ

296 วธิ ีกำร ซ่อนไปหมด ท้งั เขา้ ใจวา่ กิเสลสเป็นตวั ปัญญาไป ดงั น้นั อาการใจชอบชงั ตอ้ งเป็นของที่ถูก เมื่อ เป็นดงั น้ี ไม่ยอมพินิจพจิ ำรณำ ไม่แยกใจตัวเองเป็ นกลำง แลว้ สอบส่วนท้งั ฝ่ ายท่ีสนบั สนุนและ เอาปัญญาข้ึนมา ฝ่ ายคดั คา้ น เพราะเกิดความเช่ือดิ่งลงไปแลว้ เป็นความเชื่อผดิ ทาใหก้ ารปฏิบตั ิผดิ ท้งั ตนเขา้ ใจว่า พนิ ิจพิจารณา มี ถูกชอบ บคุ คลเช่นน้ีแพอ้ ยา่ งราบคาบไม่มีอะไรต่อตา้ น แตอ่ นั จริงแลว้ ทุกคนมีผชู้ ่วยรักษาตนอยู่ สติ ระลึกสานึก พร้อมแลว้ เป็นตน้ ว่าสติปัญญาน้นั บางทีเป็นสติปัญญาท่ีเล่าเรียนศึกษามาเป็นอย่างดีไดร้ ับการ อยู่ ดจู ิตเองวา่ อบรมอยา่ งดี เป็นอยา่ งไร และ 134บางทีก็เป็ นสติปัญญำพ่อแม่ ครูอาจารย์ พระพุทธเจ้า แต่ว่าไม่ยอมคานึงถึง รับฟังมาพินิจ จิตยึดถือวา่ เป็น พจิ ารณา เม่ือเป็นดงั น้นั บรรดาผชู้ ่วยท้งั หลายภายในไม่สามารถจะช่วยได้ เราะวา่ จิตไมร่ ับไม่ฟัง อยา่ งไร ต้งั ใจไว้ ไม่คานึงถึง ไม่ตอ้ งกล่าวถึงผชู้ ่วยภายนอก ก็ไม่สามารถแนะนาอบรมได้ แบบน้ีเป็นความเห็นท่ี ให้เป็ นกลางมาก ผิดลงไป อนั ทาให้ถือปฏิบตั ิผิด น้อยหรือมาก จนถึงมากที่สุด ดิ่งลงไปสู่หายนะ คือความเสื่อม ท่ีสุด บอกจิตว่า ต่าง ๆ โดยกล่าวไดว้ า่ ตนเป็นบุญนาลงไปไม่ใชใ้ ครอ่ืน ฉะน้นั พระพุทธเจา้ ไดต้ กั เตือนไวว้ ่า จิต อยา่ เพ่งิ รบั รอง ดนิ้ กระสับกระสำยหา้ มยากเป็นเคร่ืองสะกิดใจบุคคล วา่ จิตมีลกั ษณะเป็นดงั น้ี และเป็นส่ิงรักษา ในสิ่งท่ียึดถอื น้ัน ยากห้ามยาก ในเมื่อขาดสติปัญญา หรือว่ามีสติปัญญำไม่นำมำใช้พจิ ำรณำ ย่อมแพ้กิเลสอำรมณ์ น่ารักหรือน่าชงั เอามาเพ่งพินิจ รำบครำบ เขา้ ใจวา่ ดีแลว้ ถกู แลว้ ชอบแลว้ มกั เป็นไปอยดู่ งั น้ี หามาสะกิดใจถึงพระพทุ ธเจา้ ทรง พจิ ารณากนั ส่ังสอนและฟังพระพุทธเขา้ สั่งสอน ผูส้ บปัญญา ย่อมทาใจจิตให้ตรง รักษายากห้ามยากไม่ได้ ยอ่ ยเห็นไดว้ า่ จิต หมายความว่า รักษามิได้ ห้ามไม่ได้ จิตเป็ นส่ิงท่ีรักษาได้ห้ามได้ แต่ถา้ หากว่า ไม่ทรงปัญญา ประกอบดว้ ย ประมาทปัญญา ทิง้ ปัญญาไมเ่ อาปัญญามาทรงไว้ มาเพง่ พนิ ิจพิจารณณา หรือกล่าวอีกวา่ ขำดสติ ตณั หา ราคะ จึงจะรักษายากห้ามยากแต่ถา้ ทรงปัญญำคือวา่ จัดเอำปัญญำขึน้ มำทรงไว้ มาพินิจพิจารณา มีสติ ลาภะ ระลึกสานึกอยู่ ดูจิตน้ีเองว่าเป็ นอย่างไร และดูเรื่องที่จิตยึดถือว่ำเป็ นอย่ำงไร ต้งั ใจน้ีไวใ้ ห้เป็ น สตปิ ัฏฐานของ กลำงมากท่ีสุดเทา่ ท่ีจะมากได้ บอกจิตวา่ อยา่ เพิง่ รับรอง ในสิ่งท่ียดึ ถือน้นั น่ารักหรือน่าชงั เอำมำ พระพทุ ธเขา้ เพ่งพินิจพิจำรณำกนั แลว้ จบั พินิจพิจารณาดู ย่อยจะเห็นได้ว่ำ จิตประกอบด้วย ตัณหำ รำคะ เป็นวธิ ีทาใหจ้ ิต ให้ตรงการาบ ลำภะ จิตประกอบดว้ ยโมหะ หรือเป็ นจิตทิ่ด้ินรนกลดั แกว่าง กระสับกระส่ายไปตามกิเลศก็ย จิตของตน ให้ ยอ่ มเห็นจิตตามเป็นจริงวา่ เป็นเช่นน้ี กเ็ พ่งพิจพจิ ารณาดูวา่ จิตเช่นน้ีเป็นอยา่ งไร เป็นสุขหรือเป็น สงบจากกิเลส โทษ กเิ ลสท่ีถกู จิตเพ่งดดู ้วยปัญญำกบั สติดงั น้ี กิเลสยอ่ มจะอ่านกาลงั ลง เพราะกิเลสน้ีไม่ชอบให้ ปฏบิ ตั ธิ รรมสติ รู้ใหเ้ ห็น ชอบที่จะแฝงตวั อยู่ ฉะน้นั หากนาจิตมาเพ่งิ ดู ดูใหเ้ ห็นดูใหร้ ู้ กิเลสกป็ รากฎสญั ชาติของ ปัฏฐาน อนั เป็น กิเลสมาเองพร้อมผลเป็นตวั ตวั ดูตวั รู้ตวั เห็น เป็นตวั เร่ิมตน้ ของปัญญา จะไดป้ ัญญาข้ึนมา พร้อม เครื่องดดั จิตให้ ท้งั สติดีข้ึนชดั ข้ึน และเม่ือเป็นดงั น้ี กิเลสอ่อนกาลงั ที่จะรังควนรบกวน การที่จะมาปฏิบตั ิทาจิต ตรงมีสติหายใจ ใหต้ รง ก็สะดวกข้ึน135สติปัฏฐำนของพระพุทธเขา้ เป็นวธิ ีทาใหจ้ ิตใหต้ รงน้นั เอง ฉะน้นั หากได้ เขา้ ออกให้รู้ กำรำบจิตของตน ให้สงบจำกกิเลส ชกั น้าใหค้ ดเค้ียว แต่ใหก้ ลบั มาสู่ทางตรงได้ และมาจดั ปฏิบัติ หายใจเขา้ ออก ธรรมสติปัฏฐำน อันเป็ นเครื่องดัดจิตให้ตรง ยอ่ มสามารถจะปฏิบตั ิไดด้ ีข้ึน มีสติหำยใจเข้ำออก ยาวหรือส้นั ให้รู้ หำยใจเข้ำออกยำวหรือส้ัน ตามที่เป็นไปจริงเป็นอนั วา่ จิตไดร้ วมเขา้ มาสู่เครื่องดดั ใหต้ รง 136 ตามท่ีเป็ นไป และเมื่อรวมเขา้ มาไดก้ ็จะเร่ิมไดฉ้ ันทะคือความพอใจ และดว้ ยอานาจคือความพอใจ ลมหายใจ จริง จิตได้ เขา้ ออก ยาวหรือหรือส้ัน ก็จะละเอียดเขา้ ต่อจากน้ี ก็จะได้ ปรำโมทย์ คือความบนั เทิง เม่ือได้ รวมเขา้ มาสู่ ปราโมทย์ คือ ความบนั เทิง ลมหายใจเขา้ ออกยาวหรือส้ัน ก็จะละเอียดข้นึ ไปอีก จนถึงจิตน้ี กลบั เครื่องดดั ให้ ตรง รวมเขา้ มาได้ ไดฉ้ นั ทะพอใจ

297 ดว้ ยอานาจ จากลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก 137อุเบกขำ คือความเขา้ ไปเพ่งเฉยอยู่ก็ต้งั ข้ึนในภายใน จิตก็จะ พอใจ ลม สงบอยู่ในภำยใน อนั นบั ว่า เป็นข้นั ของการปฏิบตั ิ ท่ีเป็นไปเอง บุคคลผปู้ ฏิบตั ิ ให้ต้ังสติกำหนด หายใจเขา้ ออก ประคองจิต อยู่ในลมหำยใจเข้ำ ลมหำยใจออก ยำวหรือส้ัน อนั หมายความว่า ลมหำยใจเข้ำออก ยาวส้ัน จะ ยำวหรือส้ันน้ัน ปรำกฏอยู่ในตัวสติท่ีกำหนดในจิต ปรากฏชดั ว่า หายใจเขา้ หายใจออก ปรากฏ ละเอียดเขา้ จะ ชดั วา่ ยาวหรือส้ัน ตามท่ีเป็นไปจริง เหมือนยงั มองเห็น เป็นตวั เป็นตนชดั เจน รวมเขา้ มาไดด้ งั น้ี ได้ ปราโมทย์ ก็จะไดฉ้ นั ทะความพอใจ ไดป้ รำโมทย์ คือความบนั เทิง อนั ทาใหล้ มหายใจเขา้ ออกละเอียด ๆ เขา้ คือความบนั เทิง จนจิตสงบจากลมหายใจเขา้ ออก อุเบกขาความไปเพ่งเฉยอยู่ในภายในต้งั ข้ึนสงบอย่ใู นภายใน ข้นั ของการปฏิบตั ิย่อมเป็ นไปเองดงั น้ี เป็ นวิธีดัดจิต อันทำให้จิตตรง เหมือนนายช้างดดั ลูกศร อเุ บกขา เขา้ ไปเพง่ ต่อไปน้ี ขอให้ต้งั ฟังสวดต้งั ใจสงบ 138บดั น้ีแสดงธรรมอบรมปฏิบตั ิการอบรมจิตในเบ้ืองตน้ เฉยอยู่ ต้งั ข้ึน ขอให้ทุกท่านต้งั ใจ นอบน้อมนมสั การพระผูม้ ีพระภาคเจา้ อรหัตสัมมนาสัมพุทธเจา้ ต้งั ใจถึง ภายใน จติ สงบอยู่ พระองคพ์ ร้อมท้งั พระธรรม และพระสงฆ์เป็ นสรณะต้งั ใจ สารรวมกายวาจาใจให้เป็ นศีล ทา ในภายใน ปรากฏ สมาธิในการฟังเพื่อให้ไดป้ ัญญาในธรรม ปัญญำในธรรมน้นั ต้องอำศัยสมำธิ และสมาธิน้นั ก็ อยใู่ นตวั สติที่ ตอ้ งอาศยั ศีล พร้อมกบั สรณะ เป็นภาคพ้ืน สรณะน้นั จาตอ้ งอาศยั โดยแท้ เพราะธรรมท้งั อาศยั กาหนดในจิต คาสง่ั สอนของพระพุทธเจา้ ผพู้ ระบรมศาสดาทางดา้ นความรับฟังคาสั่งสอนของพระพุทธเจา้ มา ปฏิบตั ิคือกำรถือสรณะ ก็มีสณะน้นั เอง ดงั น้นั ผูป้ ฏิบัติจึงควรต้ังใจ ถึงพระพุทธเจ้ำเป็ นสรณะ ปัญญาในธรรม เป็ นที่พึ่งต้ังใจ ต้ังใจถึงพระธรรมเป็ นสรณะ คือท่ีพง่ึ ต้ังใจถึงพระสงฆ์เป็ นท่ีพงึ่ ความต้งั ใจถึงน้ี น้นั ตอ้ งอาศยั เป็ นควำมต้งั ใจ ท่ีแนวแน่ไม่มีแบ่ง ตามบทสวดท่ีวา่ นัตถิ เม สะระณงั อัญญงั สังโฆ เม สะระณงั สมาธิ ควรต้งั ใจ การถงึ สรณะ ถงึ วะรัง ท่ีพ่ึงอื่นของขา้ พเจา้ ไม่มี พุทโธ เม สะระณัง วะรัง พระพุทธเจา้ เป็นท่ีพ่ึงอนั ประเสริฐของ พระพุทธเจา้ เป็น สรณะเป็นทพ่ี ่งึ ขา้ พเจา้ ธัมโม เม สะระณัง วะรัง พระธรรมเป็ นท่ีพ่ึงอนั ประเสริฐของขา้ พเจา้ สังโฆ เม สะ ต้งั ใจ ต้งั ใจถงึ พระธรรมเป็ น ระณัง วะรัง พระสงฆเ์ ป็นท่ีพ่งึ อนั ประเสริฐของขา้ พเจา้ เป็นความต้งั ใจถึงไม่มีแบ่งไปที่อ่ืนเป็น สรณะ คอื ท่ีพ่งึ แน่วแน่ และที่มน่ั คง เม่ือเป็นดงั น้ี กำรถึงสรณะน้ีเอง ก็นาใหส้ มาทานศีล นาใหต้ ้งั ใจปฏิบตั ิศีล ต้งั ใจถงึ พระสงฆ์ ตามท่ีพระพุทธเจา้ ไดท้ างบญั ญตั ิไว้ 139ต้งั ตน้ ในศีล 5 ต้งั ใจงดเวน้ ต้งั ใจเวน้ ท้งั หลาย ผูท้ ี่มีความ เป็นทีพ่ ่งึ ต้งั ใจยงิ่ ข้ึนไป ก็ต้งั ใจปฏิบตั ิในส่ิง ศีล 5 หรือศีลที่ยง่ิ ไปกวา่ ก็ตาม ยอ่ มรวมอยใู่ นลกั ษณะอนั เดียว คอื ควำมปกติใจท้ังกำยและวำจำ ควำมปกติใจคือ ใจไมถ่ กู ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ครอบงา ดึง ต้งั ตน้ ในศลี 5 เอาไปจึงเป็นใจท่ีปกติ ไม่คิดท่ีจะละเมอ ก่อภยั ก่อเวร เพราะไม่วา่ จิตไม่ถูกกิเลสครอบงา เป็นจิต ความปกตใิ จ เป็ นปกติเหมือนอย่างน้าในแม่น้าไม่มีลม เป็ นน้าไหลไปตามปกติ หรือท่ีขงั ตามปกติ เกิดเป็ น ท้งั กายและ ระลอกคลื่น ความเป็นปกติอย่างน้ี คือ ศีล และเม่ือจิตถึงพระพุทธเจ้ำ พระธรรม พระสงฆ์ เป็ น วาจา ความ สรณะ พระพุทธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ มาต้งั อย่ใู นจิตดว้ ยสติ จิตย่อมเป็นปกติ เพราะในขณะ ปกตใิ จคอื ใจ ต้งั ด้วยสติน้นั กิเลสท้งั หลายก็ไม่มีโอกาสท่ีจะฟุ้งข้ึนมาครอบงาได้ เป็นศีลข้ึนมาเอง เป็นความ ไม่ถูกราคะ ปกติ และเมื่อจิตเป็ นปกติ กายวาจาก็ปกติ จะน่ิงหรือจะพูด ก็เป็ นปกติ จะทาอะไรหรือไม่ทา โลภะ โทสะ อะไร ก็เป็ นปกติอยู่นั่นเอง ดง่ั น้ีก็คือ ศีล ฉะน้นั ความท่ีต้งั ใจ ถึงพระพุทธเจา้ พระธรรม และ โมหะ ครอบงา พระสงฆ์ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ดงั กล่าว ไดส้ รณะไดศ้ ลี มากขา้ งตน้ ก็ดี เป็นอญั เชิญพระพุทธเจา้ มาต้งั อยูใ่ นจิตนน่ั จิตเป็นจิตที่มีสรณะข้ึนมา เป็นจิตท่ีมี มาเป็นพ้นื ฐาน อานาปานสติ คอื สติที่ กาหนดลม หายใจเขา้ ลม หายใจออก ก็ เช่นเดียวกบั ในสติปัฏฐาน 4 นน่ั แหละ แต่วา่ อานา ปานสติ ใน หมวดธรรมน้ี แสดงอานา ปานสติ 16

298 ช้นั โดยที่ ศีลข้ึนมา จึงเป็นพ้ืนฐานสาหรับสมาธิและสาหรับปัญญาต่อไป และพ้นื ฐานดงั กล่าวน้ี ก็ควรท่จี ะ จดั เป็นข้นั กา ได้ต้ังใจให้มีขึ้นทุกครำวท่ีปฏิบัติ ทุกๆ วนั ก็จะทาให้การปฏิบตั ิ ในสมถกรรมฐำน วิปัสสนำ ยานุปัสสนา 4 กรรมฐำน หรือสมาธิปัญญาน้ัน เป็ นไปได้สะดวดข้ึน และเม่ือได้สรณะได้ศีลมำเป็ นพื้นฐำน ช้นั เวทนา ดงั กล่าวน้ี ก็ถือว่าไดช้ ่องไดโ้ อกาสไดค้ วามเพียบพร้อม ท่ีจะปฏิบตั ิในสมาธิสืบต่อไปถึงปัญญา นุปัสสนา 4 ในสัญญา 10 ขอ้ 10 น้นั 140พระบรมศาสดาไดท้ รงแสดงอำนำปำนสติ คือ สติท่ีกำหนดลมหำยใจ ช้นั จิตตา เข้ำ ลมหำยใจออก กเ็ ช่นเดียวกบั ในสติปัฏฐาน 4 นน่ั แหละ แตว่ า่ อำนำปำนสติ ในหมวดธรรมนี้ นุปัสสนา 4 แสดงอำนำปำนสติ 16 ช้ัน โดยท่ี จดั เป็ นข้นั กายานุปัสสนา 4 ช้นั เวทนานุปัสสนา 4 ช้นั จิตตา ช้นั และธรร นุปัสสนา 4 ช้ัน และธรรมานุปัสสนา 4 ช้ัน สาหรับที่เป็ นทางกายานุปัสสนา 4 ช้ัน น้ัน ก็ มานุปัสสนา 4 เช่นเดียวกับ ที่ตรัสแสดงไว้ ในกำยำนุปัสสนำสติปัฏญำน ในมหำสติปัฏฐำนสูตร โดยท่ีตรัส ช้นั สาหรับท่ี สอน ต้งั ตน้ แต่ กำรท่ีเข้ำไปสู่ป่ ำ เข้ำไปสู่โคนไม้ หรือว่ำ เข้ำไปสู่เรือนว่ำ นง่ั คู้บงั ลังค์ ต้ังกำยตรง เป็ นทางกายา ดำรงสติให้เหมือนมีหน้ำรอบด้ำน นงั่ คูบ้ งั ลงั คน์ ้นั น่ังขดั สมาด ซ่ึงนิยมนงั่ กนั เอาเทา้ ขวาทบั เทา้ นุปัสสนา 4 ซ้าย ต้งั กายตรง ต้งั กายให้ตรงไม่ให้น้อมไปขา้ งหน้า ไม่ให้น้อมไปขา้ งหลงั ไม่ให้น้อมไปขา้ ง ช้นั น้นั ก็ ซา้ ยขา้ งขวา ส่วนจะวางมืออยา่ งไร ในข้นั บาลีไม่ไดแ้ สดงไว้ แตก่ ม็ ีนิยมใชก้ นั เช่นวางมือ ทบั กนั เช่นเดียวกบั ที่ มือขาวทบั เมือซ้ายให้นิ้วใหญ่ชนกนั หรือว่าวางมือใหห้ ่างกนั อยา่ งไร สุดแต่ความสะดวก และ ตรัสแสดงไว้ เมื่อไดส้ ถานที่ ไดจ้ ดั การนง่ั เรียบร้อยแลว้ ก็ต้งั ใจถงึ สรณะและต้งั ใจให้เป็ นศีลข้ึนมา เป็นเบ้ืองตน้ ในกายา ก่อนเพื่อใหเ้ ป็นพ้ืนฐาน ดงั กล่าวมาแลว้ สถานที่ก็ดี อิริยาบถนงั่ ก็ดี ก็นบั วา่ เป็นการจดั ในส่วน นุปัสสนาสติ ภายนอก ที่อยู่ในสถานที่ในกาย นบั เป็นกายวิเวก ความสงดั กาย และ141จดั การอันเชิญพระพุทฌ ปัฏญาน ใน จ้ำ พระธรรม พระสงฆ์มำประทับในจิตใจด้วยกำรสรณะ เป็ นสรณะเป็ นที่พ่ึงกาจดั ภยั ได้จริง มหาสติปัฏ เพราะมีพระพุทเจา้ พระธรรม พระสงฆใ์ นจิตใจ ก็จะทาใหจ้ ิตใจบริสุทธ์ิ สงบและกลา้ หาญ ไม่ ฐานสูตร หวาดกลวั อะไร แมว้ า่ จะไปนง่ั ในป่ าจริง ๆ ในโคนไมจ้ ริง ๆ แมว้ ่าจะนง่ั อยคู่ นเดียวก็ตามเมื่อได้ อัญเชิญพระพุทธเจ้ำ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยควำมต้ังใจเป็ นสรณะดงั น้ี แลว้ ก็ไม่ทำให้ไม่กลัว อนั เชิญพระ อะไร ไม่กลวั ผีสางเทวดา สัตว์ร้าย ใจบริสุทธ์ิ กลา้ หาญ สงบ ก็เป็ นศีลข้ึนมา ดังที่กล่าวแล้ว พทุ ฌจา้ พระ กาหนดเอาไว้ เรามีสรณะ เรามีศีล เรามีสรณะ ก็ไม่ตอ้ งกลวั อะไร เรำมีศีล ก็มีพื้นฐำนของสมำธิ ธรรม และให้กาย วาจา ใจ น้ีเอง เป็ นที่ต้งั เป็ นที่รองรับ ของสรณะ ของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์ ของศีล กายวาจาใจ กจ็ ะเป็นศีล ข้นึ มาเป็นกายวาจาใจ ท่ีสงบที่บริสุทธ์ิ เป็นดงั น้ีแลว้ ก็ ประทบั จิตใจ ปฏิบตั ิตามที่พระพุทธเจา้ ทรงสั่งสอน มีสติหายใจเขา้ โส สะโตวะ อัสสะสะติ สะโต ปัสสะสะติ มีศลี พ้ืนฐาน เธอยอ่ มมีสติหายใจออก มีสติหายใจเขา้ เอาสติท่ีไหนมามีก็เอาสติที่ไดเ้ ตรียมเอาไว้ ตามที่ตรัส สมาธิ ใหก้ าย สอนไว้ วา่ ต้งั กำยตรง ต้งั สติ ใหม้ ีหนา้ โดยรอบ ใหม้ ีสติท่ีมีหนา้ โดยรอบน้นั อยา่ งบุคคลก็มีหนา้ วาจา ใจ เป็น อยหู่ นา้ เดียว และมีสองตา ก็มองเห็นไปดา้ นหน้าเท่าน้นั ไม่เห็นดา้ นหลงั ไม่เห็นดา้ นขา้ งท้งั สอง ที่ต้งั รองรับ แต่วา่ ให้ต้งั สติ มีหนา้ โดยรอบน้นั ก็เหมือนอย่างว่า ร่างกายอนั น้ีมีสี่หนา้ มีหนา้ ขา้ งหลงั มีหนา้ ของสรณะ ขา้ งๆ สองขา้ ง ส่ีหนา้ อยา่ งพระพรหม รูปพระพหรมสี่หนา้ แปลวา่ เหน็ ได้ทุกด้ำน ปฏิบัตติ ้ังสติ ให้มีหน้ำโดยรอบ น้นั ก็คือ ให้เหมือนอย่ำงสติมีหน้ำ 4 หน้า หรือมีหน้าโดยรอบ เป็ นสติท่ีรู้ที่ ต้งั กายตรง ต้งั เห็นรอบด้ำน ใหต้ ้งั เอาไวด้ งั น้ี คือ ทาจิตน้ีเอง ใหเ้ ป็นจิตที่ต้งั เพ่ือจะรู้รอบด้ำน รู้รอบดา้ น ใหร้ ู้ใน สติ ให้มีหนา้ โดยรอบ ร่างกายส่ีหนา้ รูปพระพหรม สี่หนา้ เห็นได้ ทกุ ดา้ น ปฏิบตั ิต้งั สติ ใหม้ ีหนา้ โดยรอบ คอื ใหเ้ หมือน อยา่ งสติมี หนา้ 4 หนา้

299 หรือมหี นา้ อะไร ก็คือ ให้รู้ในลมหำยใจ หายใจเขา้ ก็ใหร้ ู้หายใจออกก็ใหร้ ู้ ลมหายใจเขา้ ลมหายใจออกน้นั โดยรอบ เป็น ให้มีสติรู้ โดยรอบ คือ รู้ให้ทั่วถึงท้ังหมด 142และมีต้งั แต่บทใหญ่ดงั น้ีแลว้ จึงไดต้ รัสอนออกไป สติท่ีรู้ท่ีเห็น เป็น 4 ข้นั คอื ช้นั ท่ี 1 หายใจเขา้ ยาวกร็ ู้ หายใจออกยาวก็ใหร้ ู้ ช้นั ท่ี 2 หายใจเขา้ ส้นั กใ็ หร้ ู้ หายใจ รอบดา้ น ออกส้ันก็ใหร้ ู้ ช้นั ที่ 3 ศึกษาคือต้งั ใจสาเนียกกาหนดไวว้ า่ เราจะรู้ทว่ั ถึงกายท้งั หมด หายใจเขา้ เราจะรู้กายท้งั หมด หายใจออก ช้นั ที่ 4 ศึกษาคือสำเหนียกกำหนดว่ำ เรำจะระงับกำยสังขำร 4 ข้นั คือ ช้นั ปรุงกายหายใจเขา้ เราจะระงบั กายสังขาร เคร่ืองปรุงกายหายใจออก ดงั น้ี ท้งั สี่น้ีรวมเป็นช้นั กำ ท่ี 1 หายใจเขา้ ยำนุปัสสนำ ตามท่ีพระพุทธเจา้ ตรัสอนไว้ ในข้อกำย ในมหำสติปัฏฐำนสูตรน้ัน เป็ นคำสั่งสอน ยาวกร็ ู้ หายใจ ของพระพุทธเจ้ำโดยตรง ท่ีสงั่ สอนใหป้ ฏิบตั ิ ต้งั ต้นทำอำนำปำสติไวด้ งั น้ี ฉะนัน้ ในการปฏิบัติ ออกยาวกใ็ หร้ ู้ ทรงสั่งสอนไว้นี้ โดยยงั ไม่นึกถึง คําอธิบายของอาจารย์ต่าง ๆ ก็สมารถจะปฏิบัติได้ ดงั ในข้นั ที่ ช้นั ที่ 2 หายใจ 1 หายใจเขา้ ยาวก็รู้วา่ เราเขา้ หายใจเขา้ ยาว หายใจออกยาวก็รู้วา่ เราหายใจออกยาว ซ่ึงในข้นั น้ีก็ เขา้ ส้ันกใ็ ห้รู้ เร่ิมต้งั แต่มีสติหายใจเขา้ มีสติ หายใจออก รวมจิตเข้ำมำกำหนด ลมหายใจเขา้ ออก ท่ีเป็นไปอยู่ หายใจออก โดยปกติน้ี ใหร้ ู้วา่ น่ีเขา้ นี่ออก และวา่ ยาวน้นั ก็คือลมหายใจเขา้ ออกเป็นไปโดยปกติน้ีเอง ที่เป็น ส้นั กใ็ ห้รู้ ช้นั หายใจไม่ติดขดั อะไร ก็เป็ นหายใจอะไร เป็ นการหยาบใจทวั่ ทอ้ ง ที่เป็ นไปโดยปกติดงั ที่ เมื่อ ท่ี 3 ศกึ ษาคือ หำยใจเข้ำท้องก็จะพอง หำยใจออกท้องก็จะยุบ เป็นการหายใจทวั่ ทอ้ ง ฉะน้นั ทาความรู้ในลม ต้งั ใจสาเนียก หายใจเขา้ ก็ผ่านจมูกเขา้ ไป และเม่ือหายใจออกก็ผา่ นจมูกออกมา กาหนดดูให้รู้ ควำมกระทบ กาหนดไวว้ ่า เราจะรู้ทวั่ ถงึ ของลม เมื่อเขา้ เม่ือออก ตลอดจนถึงอาการที่ทอ้ งพองหรือยุบน้ัน ใหร้ ู้ตลอดดงั น้ีเรียกวา่ ยาว ก็ กายท้งั หมด เป็นไปโดยปกตินน่ั เอง เรามาถึงขอ้ 2 ส้ันน้นั เมื่อไดต้ ้งั ใจกาหนดอยดู่ งั น้ี ใจกส็ งบเข้ำ กำยกส็ งบ หายใจเขา้ เรา เข้ำ เม่ือกายและใจสงบเขา้ ลมหายใจเขา้ ลมหายใจออกก็ละเอียดเขา้ เอง และเมื่อละเอียดเขา้ เองก็ จะรู้กาย ท้งั หมด ส้ันเขา้ เอง เม่ือเป็นดงั น้ี ก็รู้ว่ำท่ีแรกน้ันหำยใจเข้ำ หำยใจออกยำว และเม่ือกายใจละเอียดเขา้ ลม หายใจออก หายใจละเอียดเขา้ หายใจเขา้ ออกก็ส้ัน เมื่อยงั ยาวน้ัน หายใจเขา้ หหายใจออก ทวั่ ทอ้ งท้องพอง ช้นั ท่ี 4 ศึกษา หรือยุบ เม่ือละเอียดเขา้ อาการทอ้ งพองยบุ น้นั ก็ลดลงจนถึง เหมือนอยา่ งไม่พอง ไม่ยบุ หายใจไม่ คอื สาเหนียก ทว่ั ทอ้ งเสียแลว้ เหมือนอย่างถึงคร่ึง แค่อุระคือทรวงอก และเม่ือกายและใจละเอียดเขา้ อีก ลม กาหนดวา่ เรา หายใจก็ละเอียดเขา้ อีกเหมืออยา่ งมาแผ่วเขา้ จมูกเท่านน้ัน อาการแผ่วไม่ปรากฏเหมือนอย่างไม่ จะระงบั กาย หายใจ คอื หำยใจละเอยี ดมำ จำกอำกำรหำยใจละเอยี ดเข้ำ ๆ แผ่ว ๆ ปลำยจมูกไม่ปรำกฏเป็ นลมที่ สังขาร ปรุง กายหายใจเขา้ ผ่ำนเข้ำ ผ่านออกที่ไม่ปรากฏ จิตใจก็จะมีความปลอดโปรง มีความสงบ มากข้ึน และเมื่อปฏิบตั ิ เราจะระงบั มาดงั น้ี ก็จะเป็นข้นั ที่ 3 เขา้ เองคอื วา่ จะมีควำมรู้ในกำยท้ังหมด ท้ังเป็ นรูปกำย นำมกำย ซ่ึงคลา้ ย กายสงั ขาร กบั วา่ รู้ลมหำยใจนี่เองท้งั หมด ใจมารวมอยู่ รู้ลมหายใจท้งั หมดก็เหมือนอย่างว่า กำยท้ังหมดมำ เครื่องปรุงกาย นัง่ อย่ใู นลมหำยใจ จึงกำหนดรู้น้นั และความรู้ท้งั หมดไมไ่ ปท่ีไหนกม็ ารวมอยทู่ ่ีลมหายใจเท่าน้นั หายใจออก จึงเป็นควำมรู้ที่ต้ังอยู่ภำยใน ท้งั หมายถึง ใจ รูปกาย มารวมอยใู่ นความรู้เดียวกนั ท้งั หมด 3 รู้กาย ท้งั สี่น้ีรวม ท้งั หมด หายใจเขา้ ออก ในกำรปฏิบัติ อำศัยกำรศึกษำต้งั ใจศึกษำ สังเกต กำหนดรู้ การศึกษา เป็นช้นั กายา หายใจเขา้ หายใจออกเกิดความรู้หายใจท้งั หมดข้ึนมา ข้นั ที่ 4 จะเป็นต่อไปเอง ระงับกำยสังขำร นุปัสสนา เครื่องปรุงกำย ซ่ึงกายสังขารคือ ลมหายใจเครื่องปรุงกาย ฉะน้นั ก็ระงับลมหำยใจละเอียดเข้ำ ๆ ซ่ึงความระงบั ลมหายใจเป็ นไปเองอยู่แลว้ ตามกาลปัจจุบนั แต่เม่ือความศึกษากาหนดดูแลว้ ก็ เวทนานุปัสส นา 4 ช้นั สาเหนียก กาหนด ว่าเรา จกั รู้ทว่ั ถงึ ปี ติ หายใจเขา้ หายใจออก ข้นั ท่ี 1 ตอ่ ไป ข้นั ที่ 2 เราจกั

300 ศกึ ษาคือ ปฏิบตั ิใหส้ งบยิ่งข้ึน ไปโดยลาดบั ข้ึนเอง แปลวา่ ส้ันเขา้ ๆ ถึงแผ่วๆ อยู่ปลายจมูก จนถึงหายไป สาเหนียก อนั ท่ีจริงไม่หายไปไหนด อยู่นน่ั แต่ว่า กำยกำยใจละอียดท่ีสุด ลมหายใจละเอียดท่ีสุด จนไม่ กาหนด รู้ ปรากฏอาการ ท้องพองยุบอะไรหำยหมด ไม่มี ลมแผ่วที่ปลายจมูกไม่มี เหมือนอยู่เฉยๆ ไม่ ทวั่ ถึงสุข หายใจ อนั ที่จริงหายใจละเอียดมาก ละอียดท่ีสุด เป็นข้นั ท่ี ระงบั กำยสังขำร เป็นจบกายนุปัสสนา หายใจเขา้ ต่อไปต้งั ใจฟังสวด 143เวทนำนุปัสสนำ 4 ช้ัน บดั น้ี จกั แสดงธรรมะเป็นเคร่ืองอบรมในการปฏิบตั ิ หายใจออก อบรมจิต ในเบ้ืองต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านต้ังใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันต ตอ่ ไปข้นั ที่ 3 สมั มาสัมพุทธเจา้ พระองคน์ ้นั ต้งั ใจถึงพระองคพ์ ร้อมท้งั พระธรรมและพระสงฆเ์ ป็นสรณะ ต้งั ใจ จกั ศึกษาคือ สารวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทาสมาธิในการฟัง เพ่ือใหไ้ ดป้ ัญญาในธรรมปัญญำในธรรมน้ันก็ สาเหนียก กาหนด ให้ ต้องอำศัยศีลเป็ นภำคพื้น อำศัยสมำธิเป็ นบำท เป็นอนั ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หรือปัญญาศีลสมาธิ รู้จกั ทวั่ ถงึ หรือปัญญาสมาธิและศีล ตอ้ งอาศยั ซ่ึงกนั และกนั อนั ผปู้ ฏิบตั ิธรรมะจะพึงปฏิบตั ิใหม้ ีท้งั สาม ดงั จิตตสังขาร จะพึงเห็นไดว้ ่าปัญญาน้นั ตอ้ งมีเป็นภาคพ้ืนมาก่อนเหมือนกนั คือปัญญาท่ีเป็นพ้ืน จึงทาใหร้ ู้จกั เคร่ืองปรุงจิต พุทธศาสนา รู้จักศีล รู้จักสมำธิ รู้จักปัญญำ รู้จกั ปฏิบตั ิศีลสมาธิปัญญา น้ีตอ้ งอาศยั ปัญญา ถา้ ไม่ หายใจเขา้ มีปัญญาเป็ นพ้ืนอยูเ่ พียงพอก็จะไม่รู้จกั ไม่สามารถปฏิบตั ิได้ ดงั จะพึงเห็นไดถ้ ึงสัตวเ์ ดรัจฉาน หายใจออก ท้งั หลาย ไม่มีปัญญาเพียงพอท่ีจะรู้จกั ธรรมะ ท่ีจะรู้จกั ปฏิบตั ิธรรมะ แต่มนุษยน์ ้นั มีปัญญาเพียง และข้นั ที่ 4 พอท่ีจะรู้จกั ท่ีจะปฏิบตั ิได้ แต่แมเ้ ช่นน้นั ก็มีระดบั ของปัญญาแตกต่างกนั ถา้ หากวา่ มีปัญญานอ้ ย เราจกั ศึกษา มากเกินไปก็ยากท่ีจะรู้จกั ยากที่จะปฏิบตั ิไดเ้ หมือนกนั ตอ้ งมีปัญญาพอสมควรที่เรียกวา่ ภัพพ สาเหนียก กาหนดให้ บุคคล เป็ นบุคคลผูส้ มควร ก็คือมีปัญญาพอสมควร และนอกจากน้ียงั จะต้องมีกิเลสเบาบาง รู้จกั เราจกั พอสมควร ไม่ใช่กิเลสหนานกั ถา้ หากวา่ มีกิเลสหนานกั ก็ยากที่จะรู้จกั ธรรมะ รู้จกั ปฏิบตั ิธรรมะ ศกึ ษารางบั ได้ ดงั เช่นที่มีโลภโกรธหลงจดั เกินไป หรือวา่ มีทิฏฐิมานะท่ีรุนแรงเกินไป มีมิจฉาทิฏฐิความเห็น จิตตสังขาร ผิดท่ีดิ่งลงไปมากท่ีเรียกว่า นิยตมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิที่ดิ่งลงไป ก็ยากที่จะรู้จกั ธรรมะ ปฏิบตั ิ เครื่องปรุงจิต ธรรมะได้ ทาให้ไม่เป็ น ภัพพบุคคล คือบุคคลผูท้ ่ีสมควร เรียกว่าเป็ นคนอาภพั หรือ อภพั ไม่ หายใจเขา้ สมควร คือไม่อาจที่จะรู้จกั ที่จะปฏิบตั ิธรรมะให้บรรลุผลได้ หรือว่ามีกรรมที่ประกอบไวห้ นกั หายใจออก มากเกินไป ดงั ท่ียกข้นึ แสดงกค็ อื อนนั ตริยกรรม กรรมท่ีหนกั มาก กรรมน้ีเองกท็ าใหไ้ มส่ ามารถ จิตรวมเขา้ มา บรรลุผลของธรรมะที่เป็นมรรคเป็นผลได้ แมว้ า่ จะรู้จกั ธรรมะ และปฏิบตั ิธรรมะไดต้ ามสมควร มาก รู้กาย ก็ไดบ้ รรลุผลตามสมควร แต่ที่จะให้ไดม้ รรคให้ผลใหไ้ ดน้ ิพพานน้ันท่านว่าไม่ได้ ก็เป็ นอาภพั ท้งั หมด และ หรือ อภัพพบุคคล ส่วนบุคคลนอกจากน้ีไม่โง่เง่าทึบมืดเกินไป มีปัญญาท่ีเป็ นพ้ืนอยู่ตาม รางบั กาย สมควร และก็มีกิเลสท่ีไม่หนามากนัก ไม่มีทิฏฐิมานะจดั นัก ไม่มีความเห็นผิดที่ดิ่งลงไป และ สงั ขาร มิไดป้ ระกอบกรรมท่ีหนกั มากเป็นข้นั อนนั ตริยกรรม เป็นภพั พบุคคล บคุ คลผทู้ ่ีสมควรสามารถ เครื่องปรุงกาย ท่ีจะรู้จกั ธรรมะ ท่ีจะปฏิบตั ิธรรมะ จนถึงบรรลุมรรคผลนิพพานไดด้ ว้ ยกนั เพราะฉะน้นั บุคคล ส่วนใหญ่จึงกล่าวได้ว่าอยู่ในจาพวกภพั พบุคคล และภพั พบุคคลน้ีเองก็รวมอยู่ในจาพวกท่ี เรียกว่า เวไนยนิกร หรือ เวเนยนิกร แปลว่าหมู่ของคนที่จะพึงแนะนาดดั อบรมได้ และก็อยู่ใน จาพวกท่ีเรียกว่า ทัมมะปุริ-สะ หรือธรรมปุริสะบุรุษท่ีฝึ กได้ ซ่ึงพระพุทธเจา้ ทรงเป็ น ปุริสทัม สาระถิ แปลว่าฝึ กบุรุษที่พึงฝึ กได้ คือฝึ กคนท่ีพึงฝึ กได้ ก็หมายถึงที่เป็ นเวไนยนิกร หรือท่ีเป็ น ภพั พบุคคลดงั กล่าวมาน้ีนน่ั เอง และบุคคลที่เป็นภพั พบุคคล เป็นเวไนยนิกร หรือเวเนยยะ หรือ

301 เป็นธรรมะบุรุษสตรีดงั่ น้ี กล่าวไดว้ า่ ยอ่ มเป็นผูท้ ่ีมีศีลบารมี สมาธิบารมี ปัญญาบารมี ที่ไดอ้ บรม กนั มาตามสมควรแลว้ เพราะฉะน้ัน จึงไดม้ ีปัญญาท่ีรู้จกั พุทธศาสนา รู้จกั ท่ีจะฟังธรรม เขา้ ใจ ธรรม ทรงจาธรรม ปฏิบตั ิธรรม เพราะฉะน้นั จึงสามารถท่ีจะเพิ่มเติมศีลสมาธิปัญญา อนั เป็นพ้ืน น้ีใหม้ ากข้นึ ไปได้ พระพทุ ธเจ้ำได้ทรงสอนอำนำปำนสติที่จดั เป็ นข้นั กำยำนุปัสสนำ 4 ข้ันหรือ 4 ช้ัน ต่อจากน้ันก็ไดต้ รัสสอนที่เป็ นข้ันเวทนำนุปัสสนำต่อไป คือตรัสสอนให้ศึกษา สำเหนียก กำหนด ว่ำเรำจักรู้ท่ัวถึงปี ติหำยใจเข้ำหำยใจออก เป็ นข้ันที่ 1 ต่อไปข้ันที่ 2 ตรัสสอนว่ำเรำจัก ศึกษำคือสำเหนียกกำหนด รู้ท่ัวถึงสุข หำยใจเข้ำหำยใจออก ต่อไปข้ันท่ี 3 ตรัสสอนว่ำเรำจัก ศึกษำคือสำเหนยี กกำหนด ให้รู้จกั ท่วั ถงึ จิตตสังขำรเครื่องปรุงจิตหำยใจเข้ำหำยใจออก และข้นั ท่ี 4 ตรัสสอนว่ำเรำจักศึกษำสำเหนียกกำหนดให้รู้จัก เรำจักศึกษำรำงับจิตตสังขำรเคร่ืองปรุงจิต หำยใจเข้ำหำยใจออกดง่ั น้ี ในกำรปฏิบัติทำสติสำเหนียกกำหนด ปี ติ สุข จิตตสังขารเคร่ืองปรุง จิต และรางบั จิตตสงั ขารเคร่ืองปรุงจิตน้ี นบั เป็ นเวทนำนุปัสสนำ ตำมรู้ตำมเห็นเวทนำ และจะพงึ เห็นไดว้ ่าเป็ นเวทนาฝ่ ายสุขเวทนา การท่ียกฝ่ ายสุขเวทนาข้ึนน้ีก็เพราะว่า เป็ นกำรปฏิบัติท่ีสืบ ต่อมำจำก 4 ช้ัน ที่เป็ นข้ันกำยำนุปัสสนำ สติที่ตำมรู้ตำมเห็นกำย ก็เพราะว่าการปฏิบตั ิทาสติ กาหนดลมหายใจเขา้ ออกมาโดยลาดบั ต้งั แต่ข้นั แรก มีสติหายใจเขา้ มีสติหายใจออก หายใจเขา้ ออกยาวก็ให้รู้ หายใจเขา้ ออกส้ันก็ให้รู้ และให้กำหนดสำเหนียกรู้กำยท้งั หมด ซ่ึงแปล กายว่า กองลมท้งั หมดก็ได้ แปลวา่ รูปกำยนำมกำยท้งั หมดก็ได้ ซ่ึงรวมความวา่ ให้ใจกำหนดรู้ท้ังกำยและ ใจท้ังหมด ในการกาหนดรู้กายและใจท้งั หมดน้ีก็ย่อมรวมลมหำยใจเข้ำออกเข้ำดว้ ย และรวมตวั ความกาหนดเองเขา้ ดว้ ยกนั เป็ นอันว่ำรู้กำยใจท้ังหมด เหมือนอย่างว่ารู้เห็นตวั น้ี นั่งอยู่ในตัว ควำมรู้ ตวั ความรู้ครอบคลุมตวั น้ีท้งั หมด ซ่ึงตวั น้ีท้งั หมดก็คือกำยใจอนั น้ีเอง หายใจเขา้ หายใจ ออก และก็ศึกษำสำเหนียกกำหนดท่ีจะระงับเคร่ืองปรุงกำยท่ีเรียกว่ำกำยสังขำร กช็ ้ีเอาลมหายใจ เขา้ ออกน่ีแหละ ใหล้ ะเอียด สงบยิ่งข้ึนๆ ดงั ที่กล่าวมาแลว้ 144ในกำรปฏิบัติในข้ันกำยท่ีกล่าวมา โดยลาดบั น้ีย่อมจะได้ปี ติ คือควำมอ่ิมใจ อิ่มเอิบใจ ซ่ึงบางทีก็มีอาการเป็ นขนลุกซู่ซ่าไปท้งั ตวั บางทีก็มีอาการซาบซ่าน นอ้ ยบา้ งเบาบา้ ง อยทู่ ว่ั กายทวั่ ใจ ซ่ึงเป็นลกั ษณะของปี ติ และไดส้ ุขซ่ึงมี อาการเป็นความสบายกายสบายใจ ความสบายกายสบายใจอนั เรียกว่าสุขนี้มีลักษณะท่ีละเอียด กว่ำปี ติ อนั ปี ตนิ ้ันย่อมมีอำกำรทซ่ี ู่ซ่ำท้ังกำยท้ังใจ ซำบซ่ำนไปท้งั กำยท้ังใจ จงึ มลี กั ษณะที่เหมือน อย่ำงเป็ นฟ้ำแลบแปลบปลำบก็มี เหมือนอย่ำงเป็ นคลื่นกระทบฝ่ังก็มี หรือบางทีกท็ าใหม้ ีลกั ษณะ เป็นปี ติอย่างโลดโผน จนถึงท่ีท่านแสดงว่าทาให้กายลอยไปได้ ดง่ั น้ีก็มีเป็นลกั ษณะของปี ติ แต่ วา่ สุขน้ัน เป็ นควำมสบำยกำยสบำยใจที่สงบกว่ำปี ติ ละเอียดกว่ำปี ติ ท้งั ปี ติและสุขน้ียอ่ มเกิดข้ึน ต้งั แต่ในขณะท่ีปฏิบตั ิในข้นั กายน้ี เพราะเม่ือจิตรวมเข้ำมำได้ควำมสงบใจสงบกำยขึ้นแล้ว ก็จะ เริ่มมีปี ติและเริ่มมีสุขอนั เกิดจากการปฏิบตั ิในสมาธิ และก็จะมีเร่ือยๆ ไป สาหรับปี ติน้นั บางที มกั จะมีในข้นั ตน้ ๆ ทาไม่เท่าไรก็จะไดป้ ี ติ แต่เม่ือคุน้ ๆ ไปแลว้ ปี ติก็มกั จะเกิดบา้ งไม่เกิดบา้ ง แต่ อนั ท่ีจริงน้นั เป็นปี ติอย่างละเอียดเขา้ เป็นความซาบซ่านท่ีสงบเขา้ และก็เป็นความสุข สบายกาย สบายใจ สงบมากข้ึนไปโดยลาดบั และเม่ือทาทีแรกน้นั จะรู้สึกมีความปวดเมื่อยที่โน่นท่ีน่ี เป็น

302 ผล ทุกขเวทนาอยมู่ ากกวา่ สุขเวทนา แตว่ า่ เมื่อจติ ได้สมำธิขนึ้ ได้ปี ตไิ ด้สุขขนึ้ ทกุ ขเวทนำกจ็ ะลดลงๆ จนถึงเมื่อจิตรวมเข้ำมำมำก รู้กำยท้ังหมด และรำงับกำยสังขำรเครื่องปรุงกำย ที่ท่านช้ีเอาลม พบความ หายใจเขา้ ออกดงั กลา่ วน้นั ไดม้ ากข้ึน ก็มีความปลอดโปร่งมากข้ึน จนความเมื่อยขบจะไม่บงั เกิด ระงบั กาย ข้ึนไม่ปรากฏ นงั่ อยู่ไดน้ านเหมือนอยา่ งไม่มีแขง้ ไม่มีขาที่จะเมื่อย เป็นความปลอดโปร่ง เพราะ สงั ขาร เหตุว่าระงบั กายสังขารคือเคร่ืองปรุงกายไดม้ ากข้ึนๆ ที่ยงั มีเม่ือยขบอยู่มากน้ัน ก็เพราะว่ากาย เครื่องปรุงกาย สังขารเคร่ืองปรุงกายอนั น้ีเองมีอยมู่ าก ก็ทาใหม้ ีทุกขเวทนามาก เมื่อกายสังขารเครื่องปรุงกายลด มากข้นึ กายก็ นอ้ ยลงไป ท่ีต้งั ของความเม่ือยขบก็จะหายไป ความเมื่อยขบก็จะไม่ปรากฏ ปรากฏเป็นความสุข จะละเอียด เป็นความปลอดโปร่งสบายอยโู่ ดยมาก เขา้ ๆหดั 145แต่แม้เช่นน้ันในข้ันกายน้ีจิตก็ยังกาหนดอยู่ที่กาย แต่เมื่อได้พบความระงับกำยสังขำร กาหนดดูปี ติ เคร่ืองปรุงกายมากข้ึน กำยก็จะละเอียดเข้ำๆ เพราะฉะน้ันจึงเล่ือนข้ันขึ้นมำกำหนดเวทนำ ไม่ สุขวา่ มาเช่ือม กาหนดกาย กำหนดตวั ปี ตทิ บ่ี ังเกิดขึน้ กำหนดตวั สุขทบ่ี ังเกิดขึน้ โดยที่มาต้งั การปฏิบตั ิท่ีเรียกวา่ กบั จิตยงั ไง ศึกษา โดยท่ีต้งั ใจกาหนดปี ติหายใจเขา้ หายใจออก กาหนดสุขหายใจเขา้ หายใจออก เลื่อนข้ึนมา กลายเป็ นจิตต จากกาย ไม่กาหนดกาย แต่มากาหนดปี ติหายใจเขา้ หายใจออก กาหนดสุขหายใจเขา้ หายใจออก สงั ขารรางบั สติดูอยู่ท่ีปี ติ ดูอยู่ท่ีสุข และก็ต้องหัดศึกษำคือสำเหนียกกำหนดต่อไปดว้ ย คือคอยดูว่ำปี ติสุขที่ จิตตสังขาร บังเกิดขึน้ น้ันเป็ นจิตตสังขำร คือเครื่องปรุงจิตหรือเปล่ำ ปรุงจิตให้เกิดความติดใจยนิ ดีที่เรียกวา่ เครื่องปรุงจิต ราคะ ความติดใจยนิ ดี หรือฉันทะความพอใจอยใู่ นปี ติในสุขหรือเปล่า หดั กาหนดดูปี ติสุขว่ามา ความเช่ือมตอ่ เชื่อมกบั จิตยงั ไง ถา้ ปี ติและสุขมาเช่ือมเขา้ กบั จิต ทาให้จิตติด ติดในปี ติ ติดในสุข มีความเพลิน ระหว่างขนั ธ์ อยูใ่ นปี ติในสุข ก็ให้รู้จกั ว่านี่เป็นตวั จิตตสังขารเคร่ืองปรุงจิต และเมื่อดูใหร้ ู้จกั ว่าปี ติสุขมาเชื่อม กบั กิเลสจึงอยู่ เขา้ กบั จิต จิตติดในปี ติในสุข กลำยเป็ นจติ ตสังขำรเครื่องปรุงจิตขึน้ มำดง่ั น้ีแลว้ กถ็ ึงข้นั ท่จี ะต้อง ท่ีเวทนา มสี ติ หดั ศึกษำกำหนดที่จะรำงับควำมติดในปี ติสุข ซ่ึงเป็นตวั จิตตสังขารน้ีใหไ้ ด้ ไม่ให้จิตไปติดในปี ติ มาคอยระงบั ในสุขเป็ นจิตตสังขำรขึน้ คอยพรากจิตออกจากความติดใจยินดี ความเพลิดเพลินยินดีอยู่ในปี ติ ได้ คอื ระงบั ในสุข ปี ติสุขบงั เกิดก็ใหบ้ งั เกิดไป ไม่ตอ้ งไปหา้ มปราม แต่วา่ คอยระวงั ไม่ให้มาเช่ือมเขา้ กบั จิต จิตตสงั ขาร ไม่ให้จิตไปติดปี ติสุขดงั่ น้ี เป็ นการปฏิบตั ิในข้นั ท่ี 4 อนั เกี่ยวกบั เวทนา ก็คือรำงับจิตตสังขำร กิเลสจะไม่ เครื่องปรุงจิต 146ในปฏิจจสมุปบาทน้นั ไดม้ ีแสดงว่า เวทนำเป็ นปัจจัยให้เกิดตัณหำควำมดิน้ รน บงั เกิดข้นึ ทะยำนอยำก และในพระสูตรหลายพระสูตรก็มีแสดงวา่ สุขเวทนำนี้เป็ นที่ต้ังของรำคะคือควำม ติดใจยินดี เพราะฉะน้นั โดยปรกติกิเลสกองตัณหำกองรำคะ จึงบังเกิดสืบมำจำกเวทนำน้ีเอง ที่ เป็ นตวั สุขเวทนา ถา้ หากว่าไม่มีสุขเวทนาแลว้ ตณั หาหรือราคะก็จะไม่บงั เกิดข้ึน เพราะฉะน้ัน ควำมเชื่อมต่อระหว่ำงขันธ์กับกิเลสจึงอยู่ทเี่ วทนำน้ีเอง คอื ตวั สุขเวทนำก็เป็ นปัจจัยให้เกิดตัณหำ รำคะ หรือเป็ นท่ีต้งั ของตณั หาราคะ ก็เพราะเหตุว่าไม่ไดท้ าสติปัฏฐาน คือไม่ไดป้ ฏิบตั ิสติที่จะ รู้จกั ระงบั จิตตสังขาร ที่จะระงบั ที่จะพรากสุขเวทนาจากจิต มิใหจ้ ิตไปติดบงั เกิดเป็นตณั หาเป็ น ราคะข้ึน เพราะฉะน้นั การปฏิบตั ิในข้ันที่ 4 ของเวทนำน้ีจึงเป็นข้นั สาคญั และก็เป็นเรียกว่าข้ัน ท่สี ุดของข้นั เวทนำนุปัสสนำ และในข้นั ท่ีสุดของเวทนานุปัสสนาน้ี กอ็ ยา่ ไปคดิ วา่ ไมใ่ ช่เป็นเรื่อง สาคญั ดงั ที่กลา่ วแลว้ คือเป็ นเรื่องสำคัญ เพรำะเป็ นควำมเชื่อมต่อระหว่ำงขนั ธ์กับกเิ ลส ถา้ หากวา่ มีสติมำคอยระงับได้ในข้นั น้ี คือระงบั จิตตสังขารไดใ้ นข้นั น้ีแลว้ กิเลสก็จะไม่บังเกิดขึน้ เพราะ

303 สุขเวทนา สุขเวทนาก็บงั เกิดข้ึนไปตามธรรมดำของสังขำร ทุกขเวทนาก็บงั เกิดข้ึนตามธรรมดา ของสังขาร แต่ว่าเมื่อมีสติมาต้งั อยู่ตรงน้ีก็จะทาให้เวทนาน้ีไม่ไปเป็ นปัจจยั ใหบ้ งั เกิดกิเลสเป็ น ตณั หาเป็นราคะไปตา่ งๆ เพราะฉะน้นั ข้นั น้ีจึงเป็นข้นั สาคญั ผปู้ ฏิบตั ิธรรมตอ้ งราลึกถึง ต้งั ใจหัด ท่ีคอยแยกจิตมิใหไ้ ปติดในปี ติในสุขรวมเป็นตวั สุขเวทนาน้ี ตารางท่ี 4.4.13 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “อเุ บกขำ” แนวทางปฏิบตั ิสมเด็จ พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑั ฒโน) จาแนกตาม แนวคิด หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั A13] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน แนวคดิ A13-147บดั น้ี จกั แสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบตั ิอบรมจิต ในเบ้ืองตน้ กข็ อใหท้ ุกๆ ท่าน ต้งั ใจนอบนอ้ มนมสั การ พระผมู้ ีพระภาคอรหนั ตสัมมาสัมพุทธเจา้ พระองคน์ ้นั ต้งั ใจถึงพระองค์ เหตทุ ี่นิวรณ์ พร้อมท้งั พระธรรมและพระสงฆเ์ ป็นสรณะ ต้งั ใจสารวมกายวาจาใจใหเ้ ป็ นศีล ทาสมาธิในการ เกิดข้ึน กาม ฟัง เพ่ือใหไ้ ดป้ ัญญาในธรรม พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำไดต้ รัสแสดงแก่ พราหมณ์ชื่อสังคารวะ ซ่ึง ฉนั ท์ ความ ไดเ้ ขา้ เฝ้าและไดก้ ราบทูลถามว่า เพราะเหตุอะไรมนตท์ ี่ไดส้ าธยายไดแ้ ลว้ ในบางคราวก็หมด พอใจรักใคร่ ปฏิภาณคือควำมแจ่มแจ้งท่ีจะสำธยำยได้ ตอ้ งขดั ขอ้ งติดขดั ไม่จาจะตอ้ งกล่าวถึงมนตท์ ี่สาธยาย ในกาม หตุ แห่งพยาบาท ไมไ่ ด้ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ก็ไดต้ รัสตอบเป็นขอ้ ๆ ไปวา่ เพราะกำมฉันท์ ความพอใจรักใคร่ใน ความโกรธ กามบงั เกิดข้ึน จึงทาให้จิตน้ีเศร้าหมอง ไม่รู้จกั ประโยชน์ตน ไม่รู้จกั ประโยชน์ผูอ้ ื่น ไม่รู้จกั แคน้ ขดั เคือง ประโยชน์ท้งั สอง เปรียบเหมือนอย่างน้าที่ปนดว้ ยสีต่างๆ ไม่สามารถที่จะมองเห็นเงาหน้าได้ คิดม่งุ ร้ายปอง ถนดั ได้ อน่ึง เพราะเหตแุ ห่งพยำบำทคือควำมโกรธแค้นขัดเคือง คดิ ม่งุ ร้ำยปองร้ำยบังเกิดขึน้ จึง ร้ายบงั เกิดข้นึ ทาให้จิตน้ีเศร้าหมอง (เริ่ม) ไม่รู้จกั ประโยชน์ตน ไม่รู้จกั ประโยชน์ผูอ้ ่ืน ไม่รู้จกั ประโยชน์ท้งั ถีนมทิ ธะ สอง เหมือนอย่างน้าท่ีตม้ เดือดในไฟ จึงเป็ นน้าที่เดือดพล่านมีควนั ไม่อาจจะส่องดูเงาหน้าได้ ความง่วงงนุ อน่ึง เพราะเหตุท่ีถีนมิทธะควำมง่วงงุนเคลิบเคลิ้มบงั เกิดข้ึน จึงทาให้จิตน้ีเศร้าหมอง ไม่รู้จกั เคลบิ เคลิม้ ประโยชนต์ น ไมร่ ู้จกั ประโยชน์ผอู้ ่ืน ไม่รู้จกั ประโยชนท์ ้งั สอง เหมือนอยา่ งน้าที่ถูกสาหร่ายจอก บงั เกิดข้นึ แหนปกคลุม ไม่อาจจะส่องดูเงาหน้าได้ อน่ึง อุทธัจจะกุกกุจจะ ควำมฟุ้งซ่ำนรำคำญใจบงั เกิด อุทธจั จะกกุ ข้ึน จึงทาให้จิตน้ีเศร้าหมอง ไม่รู้ประโยชน์ตน ไม่รู้ประโยชน์ท่าน ไม่รู้จกั ประโยชน์ท้งั สอง กุจจะ ความ เหมือนอย่างน้าที่ถูกลมพดั ไหวกระเพื่อมเป็ นคลื่น ไม่อาจท่ีจะส่องดูเงาหน้าได้ อน่ึง วิจิกิจฉำ ฟ้งุ ซ่าน ควำมเคลือบแคลงสงสัยบังเกิดขึน้ ทาใหจ้ ิตน้ีเศร้าหมอง ไม่รู้จกั ประโยชน์ตน ไม่รู้จกั ประโยชน์ ราคาญใจ ท่าน ไม่รู้จกั ประโยชน์ท้งั สอง เหมือนอยา่ งน้าที่ข่นุ มวั ท้งั ต้งั อยู่ในที่มืด ไม่ส่องดูให้เห็นเงาหนา้ ได้ เพราะเหตทุ ี่นวิ รณ์เหลา่ น้ีบงั เกิดข้ึนจึงทาใหส้ าธยายมนตท์ ่ีเคยสาธยายได้ ไม่ได้ ตอ้ งติดขดั หลกั กำร 148อน่ึง เม่ือจิตมีนิวรณ์ครอบงำ ดงั ท่ีกล่าวมาน้ี จึงไม่สำมำรถที่จะปฏิบัตใิ นโพชฌงค์ท้ัง 7 ได้ดว้ ย ต่อเม่ือปฏิบตั ิสงบรำงับนิวรณ์ท้งั 5 น้ีได้ คือสงบกำมฉันท์ได้ จึงจะรู้ประโยชน์ตน ประโยชน์ จิตมีนิวรณ์ ท่าน ประโยชน์ท้งั สองได้ เหมือนอย่างน้าที่ใสสะอาดปราศจากสีต่างๆ อาจส่องดูเงาหน้าได้ ครอบงา ไม่ ปฏิบัติสงบรำงับพยำบำทได้ จึงจะทาให้รู้ประโยชน์ดงั กล่าว เหมือนอย่างน้าท่ีไม่ถูกตม้ เดือด สามารถ ปฏิบตั ิใน

304 โพชฌงคท์ ้งั 7 เดือดพล่านเป็นควนั อาจส่องดูเงาหนา้ ได้ เม่ือปฏิบัติรำงับถีนมิทธะควำมง่วงงุนเคลิบเคลิม้ จึง ได้ ต่อเม่อื จะรู้ประโยชนด์ งั กล่าวได้ เหมือนอยา่ งน้าที่ไม่มีสาหร่ายจอกแหนคลมุ ส่องดูเงาหนา้ ได้ และเมื่อ ปฏิบตั ิสงบ ปฏิบัตสิ งบอุทธัจจะกกุ กจุ จะควำมฟ้งุ ซ่ำนรำคำญได้ จึงจะรู้ประโยชน์ท้งั สองไดด้ งั กล่าว เหมือน รางบั นิวรณ์ อย่างน้าที่ไม่ถูกลมพดั ให้ไหวกระเพ่ือมเป็ นคลื่น ส่องดูเงาหนา้ ได้ และเม่ือปฏิบัติสงบวิจิกิจฉำ ท้งั 5 ไดย้ อ่ ม ควำมเคลือบแคลงสงสัยได้ จึงจะรู้ประโยชน์ดงั กล่าวได้ เหมือนอย่างน้าท่ีไม่ขุ่นมวั และวางอยู่ สามารถ ในที่สวา่ ง ส่องดูเงาหนา้ ไดฉ้ ะน้นั และจติ ที่ปฏบิ ตั ิสงบนวิ รณ์ท้ัง 5 ได้ดงั กลา่ วน้ี ก็ทาใหส้ าธยาย ปฏิบตั ิใน มนตไ์ ดส้ ะดวก เพราะจิตจะผอ่ งใสไมเ่ ศร้าหมอง และจิตท่ีไม่มีนิวรณ์ดงั่ น้ี ยอ่ มสามารถปฏบิ ัตใิ น โพชฌงคไ์ ด้ โพชฌงค์ได้ 149และโพชฌงคน์ ้ีเมื่อปฏิบตั ิไดจ้ นถึงอุเบกขำสัมโพชฌงค์ยอ่ มจะวางเฉยในสัตวแ์ ละ อเุ บกขาสมั สังขารได้ วางเฉยในสัตวก์ ็คือ วางเฉยในสัตวท์ ้งั หลายดว้ ยการพจิ ำรณำปลงใจลงไปในกรรม วา่ โพชฌงค์ สัตว์ท้งั หลำยมกี รรมเป็ นของๆ ตน ทาดีจกั ไดด้ ี ทาชวั่ จกั ไดช้ วั่ แตล่ ะสัตวบ์ ุคคลท้งั ตนเอง แต่ละ ยอ่ มจะวาง คนย่อมต้องเป็ นไปตามกรรมของตน ตามท่ีตนได้กระทาไว้ และย่ิงข้ึนไปกว่าน้ันก็พิจารณา เฉย พจิ ารณา จนถึงโดยปรมตั ถ์ คือโดยเน้ือความท่ีละเอียดลุ่มลึก วา่ ที่เรียกวา่ สัตวบ์ ุคคลตวั ตนเราเขาน้นั เป็ น ให้รู้จกั สจั จะ สมมติบัญญัติ แต่โดยปรมัตถ์แลว้ ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเรำเขำ เมื่อพิจารณาดง่ั น้ีจะทาให้จิตใจ คือความจริง ปล่อยวางความยึดถือในสัตว์ หรือโดยความเป็ นสัตวบ์ ุคคลตวั ตนเราเขาได้ อีกอยา่ งหน่ึง วำง วิธีกำร เฉยในสังขำรคือในพสั ดุท้งั หลายในส่ิงท้ังหลำย เช่นเมื่อเป็นบรรพชิตก็วางเฉยในปัจจยั ท้งั 4 คือ ใน จีวร บิณฑบำต เสนำสนะ ยำแก้ไข้ และสิ่งอื่นๆ บรรดาที่มีอยู่ วา่ เป็ นส่ิงท่ีมีอยู่ช่ัวครำว และ ธรรมานุปัสสนา เป็ นส่ิงที่ไม่มีเจ้ำของท่ีแท้จริง เพราะความเป็ นเจ้าของน้ันย่อมมีอยู่เพียงช่ัวคราวเท่าน้ัน สิ่ง สตปิ ัฏฐาน การ ท้ังหลำยท่ีมำถึงเข้ำ ก็จะต้องพลัดพรำกไป หรือไม่เช่นน้นั ชีวิตน้ีก็จะต้องแตกดับต้องพลดั พราก ละความยินดียิน ไป ทุกๆ อยา่ งท่ียดึ ถือวา่ เป็นของเราน้นั แมว้ า่ จะมีสิทธิอยู่ แต่ก็เป็นสิทธิช่ัวครำวเท่าน้นั ไม่เป็น ร้ายดว้ ยปัญญา สิทธิท่ีแทจ้ ริง เพราะถา้ เป็นสิทธิที่แทจ้ ริงแลว้ ก็จะตอ้ งไม่มีความพลดั พราก แต่เมื่อมีความพลดั เป็นอเุ บกขาคือ พราก ก็ไม่ใช่เป็ นสิทธิที่แทจ้ ริง พิจำรณำให้รู้จักสัจจะคือควำมจริงดงั่ น้ี จนปลงใจเห็นว่าไม่มี เขา้ ไปเพ่งเฉยอยู่ เจ้ำของ ไม่ใช่เจ้ำของ เป็นสิ่งท่ีมีอยูส่ าหรับใช้สอยชั่วครำวเท่าน้ัน เหมือนอย่างของขอยืมเขามา สติปัฏฐานกต็ อ้ ง แลว้ กต็ อ้ งส่งคืนเจา้ ของ กจ็ ะทาใหใ้ จน้ีปล่อยวำงจำกสังขำรคือส่ิงปรุงแต่ง คอื พสั ดุท้งั หลายได้ มีอุเบกขาเป็ น 150อเุ บกขำในโพชฌงค์ ทา่ นอาจารยแ์ สดงไวด้ ง่ั น้ี แมใ้ นสตปิ ัฏฐำนท้งั 4 ในขอ้ 4 คือธรรมำนุปัสส ที่สุด นำสติปัฏฐำน กแ็ สดงวา่ ข้นั สุดของธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานน้นั ยอ่ มเห็นกำรละควำมยินดียิน อเุ บกขาสมั ร้ำยด้วยปัญญำ เป็นอุเบกขำคือเข้ำไปเพ่งเฉยอยู่ซ่ึงการละน้นั ดงั่ น้ี อนั แสดงว่าแมใ้ นสติปัฏฐำน โพชฌงค์ คอื ก็ต้องมีอุเบกขำเป็ นที่สุด ในสติปัฏฐานท้งั 4 น้ีท่านแสดงรวบยอดว่า ขอ้ กำยก็คือลมหำยใจเข้ำ ความวางเฉย ออก โดยยกเอาลมหายใจเขา้ ออกเป็ นท่ีต้ัง ขอ้ เวทนำก็คือมนสิกำรใส่ใจลมหำยใจเข้ำออกน้ัน เป็ นอุเบกขาท่ี คำนึงถึงลมหายใจเข้าออกน้ันไว้ในใจ กระทำลมหายใจเข้าออกน้ันไว้ในใจ ข้อจิตก็คือ ประกอบกนั อยู่ สติสัมปชัญญะแมใ้ นลมหายใจเขา้ ออกน้นั และขอ้ ธรรมน้นั ก็คือเห็นกำรละควำมยินดียินร้ำย ด้วยปัญญำ เขา้ ไปเพ่งกำรละน้นั กด็ ว้ ยปัญญำนน่ั แหละ สงบเฉยอยู่ น้ีเป็นท่สี ุดแห่งสติปัฏฐำน ก็ ลงดว้ ยอุเบกขำเหมือนกนั 151 และมาถึงโพชฌงค์ 7 ก็ลงดว้ ยอุเบกขำสัมโพชฌงค์ ซ่ึงท่านอธิบาย ว่า วำงเฉยในสัตว์สังขำรดังกล่าวน้ัน และเมื่อพิจารณาดูโดยลาดับธรรมะในโพชฌงค์ ก็อาจ

305 กบั เอกคั คตา อนั เขา้ ใจไดว้ ่า โพชฌงค์น้นั สืบมำจำกสมำธิสัมโพชฌงค์ และสมาธิน้นั ที่เป็ นสมำธิช้ันสูง ก็ย่อม จะนาไปสู่ญาณ ประกอบดว้ ยเอกัคคตำ ควำมที่จิตมีอำรมณ์เป็นอนั เดียว และอเุ บกขำคือควำมวำงเฉย ฉะน้นั แม้ คือความหยงั่ รู้ใน ในสมาธิเองท่ีเป็นสมำธิช้ันสูง ก็ตอ้ งมีอเุ บกขำรวมอยดู่ ว้ ยโดยลาดบั จนถึงสมาธิท่ีสูงมากเช่นใน อริยสจั จ์ ญาณใน ฌำนท่ี 4 ก็เป็ นอุเบกขำท่สี งบโสมนสั โทมนสั สงบสุข สงบทุกข์ อทุกขมสุขท้งั หมด เป็ นอเุ บกขำ อริยสัจจน์ ้นั ทป่ี ระกอบกนั อย่กู บั เอกัคคตำ แมส้ มาธิเองกต็ อ้ งเป็นดง่ั น้ี และในโพชฌงคไ์ ดแ้ ยกเอาอุเบกขาข้ึน จะตอ้ งมีอเุ บกขา ไปอีกข้อหน่ึง เป็ นอุเบกขำสัมโพชฌงค์เป็ นข้อท่ี 7 ก็เพื่อเป็ นการท่ีตรัสแสดงเน้น ให้เห็น นา ตอ้ งเป็น ควำมสำคัญของอเุ บกขำ อนั จะนำไปสู่ญำณคือควำมหย่ังรู้ในอริยสัจจ์ ที่ตรัสไวเ้ ป็นอนั ดบั ไปใน อเุ บกขาท่ี ข้อธรรมำนุปัสสนำสติปัฏฐำน แห่งมหาสติปัฏฐานสูตร แสดงว่าญำณในอริยสัจจ์น้ันจะต้องมี ประกอบดว้ ย อุเบกขำนำ แต่ก็ตอ้ งเป็นอุเบกขำท่ีประกอบด้วยสมำธิ แสดงไวใ้ นองค์ฌำนท่ี 4 ว่ำเอกัคคตำและ สมาธิ อุเบกขำดงั กล่าว 152และเหตุปริยายแห่งกำรแสดงธรรมน้นั พระพุทธเจา้ ไดต้ รัสโดยปริยายน้ีบา้ ง โดยปริยายน้ันบา้ ง ยกเอำอุเบกขำออกมา เพ่ือให้เชื่อมกับอริยสัจจญำณ ดงั่ ตามแนวธรรมะใน ยกเอาอุเบกขา หมวดธรรมำนุปัสสนำ ในมหาสติปัฏฐานสูตรน้ีบา้ ง ไม่ตรัสยกอุเบกขาออกมา ตรัสเพียงสมาธิ ออกมา เพอ่ื ให้ บา้ ง เช่นพระพุทธภาษิตท่ีตรัสไวว้ ่า สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ ภิกษุท้งั หลายท่านท้งั หลายจงอบรม เชื่อมกบั อริยสจั จ สมำธิ สมาหิโต ยถาภูต ปชานาติ ผทู้ ่ีมีจิตต้งั มนั่ แลว้ ผทู้ ี่มจี ติ ต้งั มั่นเป็ นสมำธิแล้ว ย่อมรู้ตำมเป็ น ญาณ ผูท้ มี่ จี ิตต้งั จริง ตามพระพุทธภาษิตน้ีตรัสแสดงปัญญำเช่ือมกับสมำธิทีเดียว ตามลาดบั ในไตรสิกขำคือศีล มนั่ เป็นสมาธิ สมำธิปัญญำ และยงั ไดต้ รัสแสดงไวอ้ ีกว่า รู้ตามเป็นจริงน้นั คือรู้อย่างไร ก็ตรัสเป็นพระพุทธาธิ แลว้ ยอ่ มรู้ตาม บายต่อไปวา่ กค็ ือรู้ว่ำ นีท้ ุกข์ นีท้ ุกขสมทุ ยั เหตเุ กิดทุกข์ นีท้ กุ ขนิโรธ ควำมดับทกุ ข์ นที้ ุกขนโิ รธ เป็นจริง รู้ว่า น้ี คำมนิ ปี ฏปิ ทำ ข้อปฏบิ ตั ิให้ถงึ ควำมดบั ทกุ ข์ คอื ตรัสอธิบายวา่ อริยสัจจญำณ อริยสจั จปัญญา ทุกข์ น้ีทกุ ข สมุทยั เหตุเกิด 153ฉะน้นั เมื่อตรัสยกเอำโพชฌงค์ขึน้ มำสืบต่อจำกสติปัฏฐำน ก็ตรัสอุเบกขำสัมโพชฌงค์สืบต่อ ทุกข์ ทุกขนิโรธ ข้ึนมาจากสมาธิ ก็แยกสมาธิ 2 ขอ้ สมำธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขำสัมโพชฌงค์น้นั เอง แต่ก็อาจ ความดบั ทุกข์ รวมเป็นขอ้ เดียวกนั ได้ วา่ สมาธิอยา่ งสูงน้นั มีองคก์ ็คอื เอกัคคตำ ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอนั เดียว ทกุ ขนิโรธคามนิ ี และอุเบกขำ ผปู้ ฏิบตั ิธรรมนอ้ มสมาธิ น้อมจิตทเ่ี ป็ นสมำธแิ ละอเุ บกขำ ไปเพื่อรู้ โดยจับยกจิตขึน้ ปฏปิ ทา ขอ้ สู่อำรมณ์ของวิปัสสนำเพ่ือรู้ในอริยสัจจ์ คือจับพิจำรณำขันธ์ 5 รูป เวทนำ สัญญำ สังขำร ปฏิบตั ใิ หถ้ ึง วิญญำณโดยนยั ยะว่า รูปอยา่ งน้ี ควำมเกิดขึน้ แห่งรูปอย่างน้ี ควำมดับไปแห่งรูปอยา่ งน้ี เวทนา ความดบั ทุกข์ คอื อยา่ งน้ี ความเกิดข้นึ แห่งเวทนาอยา่ งน้ี ความดบั ไปแห่งเวทนาอยา่ งน้ี สัญญาอยา่ งน้ี ความเกิดข้ึน อริยสัจจญาณ แห่งสัญญาอยา่ งน้ี ความดบั ไปแห่งสัญญาอย่างน้ี สังขารอยา่ งน้ี ความเกิดข้ึนแห่งสังขารอยา่ งน้ี หรืออริยสจั จ ความดบั ไปแห่งสงั ขาร วิญญาณ ความเกิดข้ึนแห่งวิญญาณอยา่ งน้ี ความดบั ไปแห่งวญิ ญาณอย่าง ปัญญา น้ี ก็เป็นกำรปฏิบัติเพื่อรู้ในทุกขสัจจะสภำพท่ีจริงคือทุกข์ อนั เป็นอริยสัจจ์ขอ้ แรก ซ่ึงสืบต่อไป จนถึ งข้อที่ สอ งสา มสี่ เป็ น อริ ย สั จจญ ำณ ควำมหย่ังรู้ ใ นอ ริ ย สั จจ์ อ ย่ ำงส ม บู ร ณ์ ผล https://pagoda.or.th/vajirananasamvara/2019-05-24-14-02-23-4.html ผปู้ ฏิบตั ิธรรมนอ้ ม สมาธิ นอ้ มจิตเป็น สมาธิและอเุ บกขา ไปเพื่อรู้ ยกจติ ข้นึ สู่อารมณข์ อง วปิ ัสสนาเพ่อื รู้ใน อริยสจั จ์ คอื จบั พจิ ารณาขนั ธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ ปฏิบตั ิเพอ่ื รูใ้ น ทุกขสัจจะสภาพที่ จริง ความหยงั่ รูใ้ น อริยสัจจอ์ ยา่ ง สมบูรณ์

306 [5] พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษีลงิ ดำ) 4.5.1) ประวตั ิ : พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษลี งิ ดำ) พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษีลิงดำ) พระภิกษนุ ิกายเถรวาทฝ่ ายมหานิกาย เจา้ อาวาสวดั จนั ทา ราม (ท่าซุง) จงั หวดั อทุ ยั ธานี มีชื่อเสียงในดา้ นการบาเพญ็ วิปัสสนากรรมฐานจนไดว้ ชิ ามโนมยทิ ธิ (ฤทธ์ิทาง ใจ) วดั จันทาราม (ท่าซุง) จังหวดั อุทัยธานี ทาบูรณะสร้างและขยายวดั อาคารและถาวรวตั ถุต่าง ๆ สิ่งก่อสร้าง เช่น หอสวดมนต์ พระพุทธรูป อาคารปฏิบตั ิกรรมฐาน ศาลาการเปรียญ วิหาร 100 เมตร โบสถ์ ใหม่ บรู ณะโบสถเ์ ก่า ศาลา หอไตร พระจุฬามณี มณฑปทา้ วมหาราชท้งั 4 พระบรมราชานุสาวรีย์ 6 พระองค์ พระชาระหน้ีสงฆ์ โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา ศูนยส์ งเคราะห์ผูย้ ากจนในแดนทุรกนั ดารตามพระ ราชประสงค์ หลงั การมรณภาพ สังขารร่างกายของทา่ นมิไดเ้ น่าเปื่ อยอยา่ งศพของคนทว่ั ไป และไดม้ ีการเก็บ รักษาไวท้ ่ีวดั ท่าซุงจนถึงปัจจุบนั น้ี ดา้ นพระศาสนาไดส้ ั่งสอนพทุ ธบริษทั ศิษยานุศิษยใ์ หม้ ุ่งพระนิพพานเป็น หลกั โดยให้ประพฤติปฏิบตั ิสารวมกาย วาจา ใจ มุ่งในทาน ศีล สมาธิ และปัญญา ท้งั ในทางกรรมฐาน 40 และมหาสติปัฏฐานสูตร ไดพ้ มิ พห์ นงั สือคาสอนจานวนมากและบนั ทึกเทปคาสอน หลวงพ่อฤำษีลิงดำ แห่งวัดท่ำซุง64 โดย นพ.วิชยั เทียนถาวร “หลวงพ่อพระราชพรหมยาน” หรือ “หลวงพ่อฤๅษีลิงดา” วดั จนั ทาราม (ท่าซุง) อาเภอเมือง จงั หวดั อุทยั ธานี เป็นพระอริยสงฆท์ ี่มีชื่อเสียงเลื่อง ลือ ดา้ นการบาเพญ็ วิปัสสนากรรมฐาน ตามปูมประวตั ิหลงั มรภาพสังขารของทา่ นมิไดเ้ น่าเปื่ อยและไดม้ ีการ เก็บรักษาไวท้ ี่วดั ท่าซุงจนถึงปัจจุบนั น้ี ไดม้ ีการกล่าว กนั วา่ คนท่ีตอ้ งการเป็นศิษยข์ อง “หลวงพ่อฤๅษีลิงดา” ไม่ตอ้ งขออนุญาตแมว้ ่าไม่เคยเห็นหนา้ ค่าตากนั เลยสักคร้ังก็รับเป็นศิษยไ์ ด้ เพียงแต่ขอใหไ้ ดม้ ีการปฏิบตั ิตน ผา่ นตามเงื่อนไขบางประการจะไดก้ ล่าวในตอนทา้ ยบทความน้ี พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) เกิดเม่ือวนั พฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2460 ตาบลสาลี อาเภอบางปลามา้ จงั หวดั สุพรรณบุรี เดิมช่ือ สังเวียน สังข์ สุวรรณ เป็นบุตรคนท่ี 3 ในจานวน 5 คน ของนายควง (บิดา) และนางสมบุญ (มารดา) สังขส์ ุวรรณ เม่ืออายุ 6 ขวบ เขา้ เรียนหนงั สือท่ีโรงเรียนประชาบาลวดั บางนมโค อาเภอเสนา จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา จนจบช้นั ประถมปี ท่ี 4 เมื่ออายุ 15 ปี เขา้ มาอยกู่ บั ทา่ นยายที่บา้ นหนา้ วดั เรไร อาเภอตล่ิงชนั จงั หวดั ธนบุรี และไดศ้ ึกษา วิชาแพทยแ์ ผนโบราณ อายุ 19 ปี เขา้ เป็ นเภสัชกรทหารเรือ สังกัดกรมแพทยท์ หารเรือ พออายุได้ 20 ปี อุปสมบทเป็ นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2480 ท่ี.วัดบางนมโค อาเภอเสนา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูรัตนาภิรมย์ เป็ นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารยเ์ ลก็ เกสโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีคาสง่ั พระอุปัชฌาย์ ความวา่ : ขณะเขา้ บวชหลวงพ่อปาน ท่านไดบ้ อกท่านอุปัชฌายว์ ่า เจา้ น่ีหัวแข็งมาก ตอ้ งเสกดว้ ยตะพดหนกั หน่อย ท่านอุปัชฌายท์ ่านเป็นพระทรงธรรมเหมือนหลวงพ่อปาน หลวงพ่อเลก็ ก็เหมือนท่านอุปัชฌาย์ ท่านยมิ้ แลว้ 64 วชิ ยั เทียนถาวร. หลวงพ่อฤาษลี ิงดา แห่งวดั ท่าซุง. [ออนไลน]์ เขา้ ถึงไดจ้ าก https://www.matichon.co.th/article/news_2193049 . 2022

307 พูดว่า “3 องคน์ ้ีไม่สึก อีกองคต์ อ้ งสึกเพราะมีลูก เมื่อจะสึกไม่ตอ้ งเสียดายนะลูก เกษียณแลว้ บวชใหม่มีผล สมบรู ณ์เหมือนกนั 2 องคน์ ้ีพอครบ 10 พรรษา ตอ้ งเขา้ ป่ า เมื่อเขา้ ป่ าแลว้ หา้ มออกมายงุ่ กบั ชาวบา้ นจนกวา่ จะ ตาย จะพาพระและชาวบา้ นท่ีอวดรู้ตกนรก จะไปตามทางของเธอ ท่านปานช่วยสอนวิธีเขา้ ป่ าใหห้ นกั หน่อย ทา่ นองคน์ ้ี (หมายถึงฉนั ) จะเขา้ ป่ าไปกบั เขา แต่หา้ มอยไู่ ปป่ าเป็นวตั ร เพราะเธอมีบริวาร ตอ้ งอยสู่ อนบริวาร จนตาย พอครบ 20 พรรษา จงออกจากสานกั เดิม เธอจะไดด้ ี จงไปตามทางของเธอ ฉันบวชพระมามากแลว้ ไม่อ่ิมใจเทา่ บวชพวกเธอ” สอบไดน้ กั ธรรมตรี โท เอก ภายใน 3 ปี นบั ช่วง อายุ 21, 22 และ 23 ปี ตามลาดบั ตอ่ มาไดศ้ ึกษาพระกรรมฐานจากครูอาจารยห์ ลายทา่ น อาทิ หลวงพ่อปาน โสนนั โท วดั บางนมโค, หลวงพ่อ จง พทุ ธสโร วดั หนา้ ต่างนอก, พระอาจารยเ์ ลก็ เกสโร วดั บางนมโค, พระครูรัตนภิรมย์ วดั บา้ นแพน, พระครู อุดมสมาจารย์ วดั น้าเตา้ , หลวงพ่อสุ่น วดั บางปลาหมอ, หลวงพ่อเนียม วดั นอ้ ย, หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺ โณ วดั อัมพวนั (วดั คลองมะดัน) และหลวงพ่อเร่ือง วดั ใหม่พิณสุวรรณ พ.ศ.2481 เข้ามาจาพรรษาวดั ช่างเหล็ก อ.ตล่ิงชนั จ.ธนบุรี เพ่ือเรียนภาษาบาลี สอบไดเ้ ปรียญธรรม 3 ประโยค ไดย้ า้ ยมาอยู่วดั อนงคาราม หลงั จากน้ันไดเ้ ป็ นรองเจา้ คณะ 4 วดั ประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็ นเจา้ อาวาสวดั บางนมโค และยา้ ยไปอีก หลายวดั จน พ.ศ.2511 จึงมาอยู่วดั ท่าซุง บูรณะซ่อม สร้างและขยายวดั ท่าซุง จากเดิมพ้ืนที่ 6 ไร่เศษ จนกระทง่ั มีบริเวณพ้ืนที่ประมาณ 289 ไร่ พ.ศ.2527 ได้รับพระราชทานสมณศกั ด์ิเป็ นพระราชาคณะช้ัน สามญั ท่ี “พระสุธรรมยานเถร” พ.ศ.2532 ไดร้ ับพระราชทานเลื่อนสมณศกั ด์ิเป็ นพระราชาคณะช้นั ราช ท่ี “พระราชพรหมยาน ไพศาลภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี” มรณภาพ เมื่อวนั ที่ 30 ตุลาคม 2535 พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษลี ิงดา) ไดอ้ าพาธดว้ ยโรคปอดบวม อยา่ งแรงและติดเช้ือในกระแสโลหิต เขา้ รักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และมรณภาพท่ีโรงพยาบาลศิริราช เม่ือ วนั ศุกร์ท่ี 30 ตุลาคม พ.ศ.2535 เวลา 16.10 น. ตลอดระยะเวลาท่ีอุปสมบทอยู่หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดา) ได้ทาหน้าท่ีของสงฆ์ในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ ด้านชาติ สร้าง โรงพยาบาล สร้างโรงเรียน และจดั ต้งั ธนาคารขา้ ว ออกเยี่ยมทหารของชาติและตารวจตระเวนชายแดน หน่วยต่างๆ เพอ่ื ปลุกปลอบขวญั และกาลงั ใจ และแจกอาหาร ยา อปุ กรณ์อานวยความสะดวกและวตั ถุมงคล ทวั่ ประเทศ ดา้ นพระมหากษตั ริย์ ท่านไดส้ นองพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู ัว (รัชกาลที่ 9) โดยจัดต้ังศูนยส์ งเคราะห์ผูย้ ากจนในถ่ินทุรกันดารตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) ศูนย์ที่ได้ดาเนินการสงเคราะห์ราษฎรในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศมาต้ังแต่ปี พ.ศ.2520 จนกระทงั่ มรณภาพ ด้ำนพระพุทธศำสนำ ที่สาคญั ยิ่งท่านไดส้ งั่ สอนพทุ ธบริษทั ศิษยานุศิษยท์ ้งั ในประเทศ และต่างประเทศให้มุ่ง “พระนิพพาน” เป็นหลกั โดยให้ประพฤติปฏิบตั ิ…กาย วาจา ใจ ในทางในศีลและใน กรรมฐาน 10 ทิศ และมหาสติปัฏฐานสูตร ไดพ้ ิมพห์ นงั สือคาสอนกวา่ 15 เร่ืองเทปคาสอนกวา่ 1,000 เร่ือง นอกจากน้ียงั ไดธ้ รรมเทศนาทุกช่องทาง ผูเ้ ขียนไดร้ ับมอบหนงั สือ “รวมคาสอนธรรมปฏิบตั ิของหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน” เล่ม 2 จาก นพ.ปรเมษฐ์ ก่ิงโก้ นายแพทยส์ าธารณสุขจงั หวดั อุดร และมีรวม “คาสอน ธรรมปฏิบตั ิ” ที่สาคญั ที่ทรงคุณค่าแก่การเผยแพร่ “32 คาสอน” ความว่า : ขอมอบภาพน้ีไวใ้ ห้เพื่อเป็ น อนุสรณ์ ที่เคยปฏิบตั ิเพ่อื พน้ ทกุ ขร์ ่วมกนั มานบั ชาติไม่ถว้ น มาชาติน้ีกม็ ีโอกาสร่วมกนั บาบดั ทุกขบ์ ารุงสุขแก่

308 มวลชนทว่ั ไป ขอผลความดีท่ีร่วมกนั ทาไวท้ ้งั ในชาติท่ีเป็นอดีตและปัจจุบนั จงเป็นผลบนั ดาลใหถ้ ึงที่สุดของ ความทกุ ข์ คอื นิพพานในชาติปัจจุบนั น้ีเถิด สาหรับแนวการปฏิบตั ิน้ี ขอใหบ้ รรดาท่านพทุ ธบริษัทถือปฏิบตั ิอย่ำงเคร่งครัด เพราะวา่ เป็นคาสอน โดยตรงขององคส์ มั มาสมั พทุ ธเจา้ ส่ิงใดท่ีพระพทุ ธเจา้ วา่ ไมด่ ี ตอ้ งละใหเ้ ดด็ ขาด ส่ิงใดที่พระพทุ ธเจา้ วา่ ดี ทา ตามน้นั อยา่ งน้ีบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทกุ ท่านจะเขา้ พระนิพพานไดต้ ามที่ท่านตอ้ งการ และก็ขอบรรดา ภิกษสุ ามเณรท้งั หลายโปรดทราบวา่ ถอ้ ยคาในอทุ มุ พริกสูตรน้ี ใหถ้ ือเป็นระเบียบปฏิบตั ิของพระในสานกั น้ี ส่ิงใดท่ีพระพุทธเจา้ ทรงว่าไม่ดีตอ้ งพยายามละ สิ่งใดดีพยายามทาตามน้นั และถา้ ท่านยงั ละไม่ไดจ้ ริงๆ ก็ ยบั ย้งั อยแู่ ค่ใจ ใชข้ นั ติบารมี อดทนเขา้ ไว้ แลว้ ใชว้ ริ ิยบารมีเขา้ ห้ามปราม อยา่ ใหม้ นั ไหลมาทางกายและวาจา คือ ปากอยา่ พูดตามอารมณ์ชวั่ กายอย่าทาตามอารมณ์ชว่ั ใหม้ นั อยู่แค่ในใจ ไม่ชา้ กิเลสเหล่าน้ีก็จะสบายตวั ไป ในฐานะที่ท่านท้งั หลายเป็นสาวกขององคส์ มเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้ ก็จงอยา่ คิดวา่ เราจะทาวนั เดียว สาเร็จ คอ่ ยๆ ทาไป สิ่งไหนบกพร่องก็พยายามระงบั ส่ิงน้นั และต้งั ใจวา่ เราจะไมย่ อมทาสิ่งน้นั ต่อไป วนั หลงั มนั อาจจะลืมอาจจะเผลอๆ คดิ มาได้ กค็ ิดวา่ ต่อไปน้ีเราจะไม่ทาอยา่ งน้นั ใหถ้ ือเป็นอธิษฐานบารมีใหท้ รงตวั และมีสัจจบารมี และกจ็ งเป็นผมู้ ีสติสัมปชญั ญะ ใหส้ มบรู ณ์แบบ เวลาจะพูด เวลาจะทา หรือเวลาจะคิด กค็ ดิ ใคร่ครวญเสียก่อนว่าอนั น้ีมนั ดีหรือไม่ดี ถา้ ใครจะเขา้ บวชในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในวดั ของเรา นอกจากระเบียบปฏิบตั ิที่มีมาแลว้ อนั ดบั แรก ขอใหป้ ฏิบตั ิมโนมยิทธิให้ได้ ถา้ ไม่ไดม้ โนมยิทธิไม่ยอมให้ บวช ประการที่สอง ยนื ยนั รับรองเรื่องระเบียบของวดั และพระวินยั จะไม่ละเมิด และประการท่ีสาม อุปกิเลส ท้งั หลายจะตอ้ งยืนยนั ว่า ไม่ปล่อยให้มนั ไหลออกมาทางกายและวาจา ถา้ ปรากฏวา่ ไหลมาจากทางกายและ วาจา ไหลในสานกั กด็ ี ไหลนอกสานกั กด็ ี ถา้ มีหลกั ฐานใหก้ าจดั ออกไปทนั ที อยา่ ใหอ้ ยใู่ นวดั เป็นอนั ขาด พระพทุ ธเจา้ ตรัสวา่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขเป็นโลกธรรม ถา้ เราคิดเราก็มีความทุกข์ ลาภท่ีเรามีมา ได้ แลว้ มนั ก็หมดเสื่อมไปได้ ถา้ เรายินดีในการไดล้ าภไม่ชา้ กาลงั ใจก็ตอ้ งเสียใจ สลดใจเม่ือลาภหมดไป คา สรรเสริญก็เช่นเดียวกนั คาสรรเสริญไมใ่ ช่ของดี ถา้ เราติดในคาสรรเสริญ เรากจ็ ะมีแตค่ วามทกุ ข์ เพราะวา่ ไม่ มีใครเขามานั่งต้งั ตา น่ังสรรเสริญเราตลอดวนั คนท่ีเขาสรรเสริญเราได้ เขาก็ติเราได้ ฉะน้ันจงจาไวว้ ่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า นินทา ปสังสา เป็ นธรรมดาของชาวโลก ชาวโลกท้งั หมดเกิดมาตอ้ งพบนินทาและ สรรเสริญ น่ีท่านมาติดลาภ ติดสรรเสริญก็ถือเป็ นอุปกิเลสอย่างหนัก เราต้องต้ังใจมีความเคารพใน พระพุทธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์ คือ พระปกติ ไม่ใช่พระเดินขบวน พวกน้นั ไม่ใช่พระ เป็นเปรต เป็นสัตวน์ รกมาเกิด นิสยั ของสตั วน์ รก เกิดมาใชไ้ มไ่ ด้ ทาใหศ้ าสนาบรรลยั นกั บวชประเภทน้ี ถา้ เราไปไหว้ เราก็เป็นเปรตดว้ ย เพราะจริยาเขาเสีย เม่ือเรายอมรับความเสียของเขา เราก็เสียดว้ ย การเคารพพระสงฆค์ วร จะนึกเอาพระอริยเจา้ เป็นสาคญั เรายกมือไหวน้ กั บวช เราถือวา่ เราไหวพ้ ระอริยสงฆ์ ถา้ ท่านผนู้ ้นั ไม่บริสุทธ์ิ ก็เชิญเสด็จลงนรกไปเอง เพราะยอมให้ชาวบา้ นเขาไหว้ นนั่ เป็นเรื่องของท่านไม่ใช่เร่ืองของเรา จงจาไวว้ ่า อารมณ์ใดท่ีประกอบไปดว้ ยความรัก ประกอบไปดว้ ยความโลภ ประกอบไปดว้ ยความโกรธ ประกอบไป ด้วยความหลง พระพุทธเจา้ กล่าวว่าเป็ นอารมณ์ของติรัจฉาน คือมนั ขวางจากความดี ฉะน้ัน อาการของ เดรัจฉานท้งั หมดอนั พึงจะผิดทางจิตก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางกายก็ดี จงอย่ามี จงระมดั ระวงั กาลงั ใจเป็ นสาคญั

309 อยา่ เอาอารมณ์ของเดรัจฉานเขา้ มาใชใ้ นจิต และก็จงอยา่ ไปเพ่งเลง็ บุคคลอื่น จงอย่าสนใจกบั อารมณ์ของคน อื่น จงอยา่ สนใจกบั จริยาของบคุ คลอ่ืน ใหพ้ ยายามปรับปรุง “ใจตนเองเป็นสาคญั ” และใหท้ รงพรหมวิหาร 4 มีอิทธิบาท 4 ฟังแลว้ ก็ตอ้ งจา จาแลว้ ก็ตอ้ งประพฤติปฏิบตั ิ ถา้ ทาไม่ไดจ้ งรู้ตวั ว่าเลยเกินไป คนเลวเขาไม่ เรียกว่าคน เขาเรียกว่าสัตวใ์ นอบายภูมิ เรำมีควำมรู้สึกอยู่เสมอว่ำ เรำจะต้องตำยแน่ จะตายเชา้ ตายสาย ตาย บ่าย ตายเท่ียง ตายดว้ ยอาการปกติ หรือด้วยอุบตั ิเหตุก็ตาม ก็ข้ึนชื่อว่าจะตอ้ งตาย เราไม่ประมาทในชีวิต ก่อนท่ีเราจะตาย จะกอบโกยความดีใส่กาลงั ใจไวใ้ หม้ นั ครบ พระพุทธเจา้ ทรงสอนแบบไหน ปฏิบตั ิให้จบ ใหค้ รบทกุ ประการ ใหบ้ ริบรู ณ์ท้งั หมดในฐานะที่เป็นสาวกขององคส์ มเด็จพระบรมสุคต ถ้ำทกุ คนปรับปรุง ใจตนดีแล้ว มันกไ็ ม่มีเรื่องยุ่งกับคนอ่ืน ไม่สร้างคนอ่ืนให้มีความเร่าร้อน ในการจะเพ่งโทษคนอ่ืน ตอ้ งรู้ตวั วา่ เราเลวเกินไป น่ีจงรู้สึกตวั ไวเ้ สมอ รู้สึกตวั วา่ เรามนั เลว เลวมาก จนกระทง่ั ขงั ไวใ้ นใจไม่ได้ มนั จึงอุตส่าห์ ไหลออกมาทางวาจา ไหลออกมาทางกาย นี่แสดงว่าความเลวมนั ลน้ ออกมาจากจิต ในขอ้ น้ีตอ้ งคิดไวเ้ ป็ น ประจา อย่ำทะนงตนว่ำเป็ นคนดี ถา้ ดีแลว้ ปากไมเ่ สีย กายไม่เสีย ถา้ ปากเสีย กายเสีย ความเลวมนั ลน้ มีความ ดีไม่ได้ สาหรับคนท่ีเขามาสร้างความชว่ั ใหส้ ะเทือนใจเรา นนั่ เขาเป็นทาสของกิเลส ตณั หา อุปาทาน และ อกศุ ลกรรม ไม่มีทางที่จะคนื ตวั ได้ เราจงคดิ วา่ คนประเภทน้ี เขาไม่ใช่คน เขาคือสัตวน์ รกในอบายภูมินน่ั เอง เราคิดวา่ ถา้ เราจะไปต่อลอ้ ต่อเถียงจะกระทาตอบ เราก็จะเลวตามเขา เวลาน้ีจิตใจของเขาจมลงไปแลว้ ในนรก ถา้ เราทาตามแบบเขาบา้ ง เราก็จะจมนรกเหมือนกนั มนั ไม่มีประโยชน์ จิตเราก็ระงบั ความโกรธดว้ ยอานาจ ขนั ติ หรืออเุ บกขา เฉย เขาเลวกป็ ล่อยใหเ้ ขาเลวไปแต่ผเู้ ดียว เราไม่ยอมเลวดว้ ย แลว้ เราก็จะ “ดี” เอง ไงเล่า 4.5.2) ธรรมบรรยำยคำสอน : พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษลี งิ ดำ) ตารางท่ี 4.5 ขอ้ มลู ธรรมบรรยายเก่ียวกบั เรื่องมหาสติปัฏฐาน 4 ตามแนวทางปฏิบตั ิ รหัส พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษีลงิ ดำ) ผา่ นช่องทาง YouTube จาแนกตามรหสั L1 รูปภาพ และรายละเอียดแหล่งท่ีมา [รหสั L1-16] รูปภำพ แหล่งทมี่ ำ https://www.youtube.com/watch?v=Df1eNiX_3gQ “มหำสตปิ ัฏฐำนสูตร-01 มหำสตปิ ัฏฐำนสูตร” ความยาว : 27 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 22 เม.ย. 2013 จานวนการดู : 2,613 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 20 มกราคม พ.ศ. 2564

310 L2 https://www.youtube.com/watch?v=oDOrYDqiPmc “มหำสตปิ ฏั ฐำนสูตร-02.กำยำนปุ ัสสนำ-อำนำปำนบรรพ” ความยาว : 29 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 22 เม.ย. 2013 จานวนการดู : 2,327 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 20 มกราคม พ.ศ. 2564 L3 https://www.youtube.com/watch?v=iKvvxwN_aqo “มหำสตปิ ัฏฐำนสูตร-03 กำยำนุปัสสนำ -อริ ิยำบถบรรพ” ความยาว : 28 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 27 พ.ย. 2012 จานวนการดู : 2,277 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 20 มกราคม พ.ศ. 2564 L4 https://www.youtube.com/watch?v=X3DZL8H_h- U&list=PL2EA485BD71913314&index=4 “มหำสตปิ ัฏฐำน-04 กำยำนุปัสสนำ-สัมปชัญญะบรรพ” ความยาว : 29 นาที จานวนการดู : 21,995 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 17 เมษายน พ.ศ. 2564 L5 https://www.youtube.com/watch?v=woFvWIFRxss&list=PL2 EA485BD71913314&index=5 “มหำสติปัฏฐำน-05 กำยำนุปัสสนำ ปฏกิ ูลมนสิกำร บรรพ” ความยาว : 27 นาที จานวนการดู : 14,354 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 17 เมษายน พ.ศ. 2564 L6 https://www.youtube.com/watch?v=v9KF82L2Vu0 “มหำสตปิ ัฏฐำน-06 กำยำนุปัสสนำ ธำตุบรรพ” ความยาว : 28 นาที จานวนการดู : 1,124 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 17 เมษายน พ.ศ. 2564

311 L7 https://www.youtube.com/watch?v=wVUetnqXReg&list=PL GDo2Srp_1YpljEsGG2vgLDqLzRa_TYd2&index=7 “มหำสตปิ ฏั ฐำนสูตร-07 กำยำนปุ ัสสนำ นวสีถิกำบรรพ” ความยาว : 28 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 7 พ.ย. 2018 จานวนการดู : 6 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 17 เมษายน พ.ศ. 2564 L8 https://www.youtube.com/watch?v=mVV6WYXK2mk “มหำสติปัฏฐำนสูตร-08 สรุปกำยำนุปัสสนำ” ความยาว : 28 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 23 เม.ย. 2013 จานวนการดู : 5,220 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 17 เมษายน พ.ศ. 2564 L9 https://www.youtube.com/watch?v=UJHJz4fp2uc “มหำสติปัฏฐำนสูตร 09 เวทนำนุปัสสนำ” ความยาว : 27 นาที จานวนการดู : 2,281 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 17 เมษายน พ.ศ. 2564 L10 https://www.youtube.com/watch?v=Yd8p-rA8DVY “มหำสตปิ ัฏฐำนสูตร-10 จิตตำนุปัสสนำ” ความยาว : 27 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 27 พ.ย. 2012 จานวนการดู : 4,323 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 20 มกราคม 2564 L11 https://www.youtube.com/watch?v=PymWSj6UoB8 “มหำสติปัฏฐำนสูตร-11 ธัมมำนปุ ัสสนำ-นวิ รณ์บรรพ” ความยาว : 26 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 23 เม.ย. 2013 จานวนการดู : 879 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 17 เมษายน พ.ศ. 2564

312 L12 https://www.youtube.com/watch?v=7MSv99pNcaw “มหำสติปัฏฐำน - 12 ธัมมำนุปัสสนำ ขนั ธบรรพ” ความยาว : 28 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 18 ก.ค. 2011 จานวนการดู : 7,488 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 17 เมษายน พ.ศ. 2564 L13 https://www.youtube.com/watch?v=2fGf602jtoc “มหำสติปัฏฐำน-13 ธรรมำนุปัสสนำ-อำยตนะบรรพ” ความยาว : 27 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 18 ก.ค. 2011 จานวนการดู : 6,770 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 17 เมษายน พ.ศ. 2564 L14 https://www.youtube.com/watch?v=EPlfPwQ5yBQ “มหำสติปัฏฐำนสูตร-14 ธรรมำนุปัสสนำ-โพฌชงค์ 7” ความยาว : 27 นาที จานวนการดู : 4,686 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 17 เมษายน พ.ศ. 2564 L15 https://www.youtube.com/watch?v=rQ_kCz7taKg “มหำสตปิ ัฏฐำน - 15 ธรรมำนุปัสสนำ- สัจจบรรพ” ความยาว : 26 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 18 ก.ค. 2011 จานวนการดู : 6,331 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 17 เมษายน พ.ศ. 2564 L16 https://www.youtube.com/watch?v=kibZszHn-gA “มหำสตปิ ฏั ฐำน -16 ธรรมำนุปัสสนำ- สัจจบรรพ (สรุป)” ความยาว : 27 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 18 ก.ค. 2011 จานวนการดู : 7,193 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 17 เมษายน พ.ศ. 2564

313 จากตารางที่ 4.5 ขอ้ มูลธรรมบรรยายเกี่ยวกบั เร่ืองมหาสติปัฏฐาน 4 ตามแนวทางปฏิบตั ิพระราช พรหมยาน (หลวงพอ่ ฤาษีลิงดา) ผา่ นช่องทาง YouTube จาแนกตามรหสั รูปภาพ และรายละเอียดแหล่งท่ีมา [รหสั L1-16] จานวน 16 คลิปขอ้ มูล ธรรมบรรยายประกอบดว้ ย เรื่อง “มหาสติปัฏฐานสูตร-01 มหาสติปัฏ ฐานสูตร” “มหาสติปัฏฐานสูตร-02กายานุปัสสนา-อานาปานบรรพ” “มหาสติปัฏฐานสูตร-03กายานุปัสส นา-อิริยาบถบรรพ” “มหาสติปัฏฐาน-04กายานุปัสสนา-สัมปชัญญะบรรพ” “มหาสติปัฏฐาน-05กายา นุปัสสนา ปฏิกูลมนสิการบรรพ” “มหาสติปัฏฐาน-06กายานุปัสสนา ธาตุบรรพ” “มหาสติปัฏฐานสูตร-07 กายานุปัสสนา นวสีถิกาบรรพ” “มหาสติปัฏฐานสูตร-08สรุปกายานุปัสสนา” “มหาสติปัฏฐานสูตร-09 เวทนานุปัสสนา” “มหาสติปัฏฐานสูตร-10จิตตานุปัสสนา” “มหาสติปัฏฐานสูตร-11ธมั มานุปัสสนา-นิวรณ์ บรรพ” “มหาสติปัฏฐาน-12ธมั มานุปัสสนา ขนั ธบรรพ” “มหาสติปัฏฐาน-13ธรรมานุปัสสนา-อายตนะ บรรพ” “มหาสติปัฏฐานสูตร-14ธรรมานุปัสสนา-โพฌชงค์ 7” “มหาสติปัฏฐาน-15ธรรมานุปัสสนา-สัจ จบรรพ” “มหาสติปัฏฐาน-16ธรรมานุปัสสนา- สจั จบรรพ(สรุป)” จากการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ธรรมบรรยาย 16 คลิปขอ้ มลู และอาศยั เอกสารตีพมิ พเ์ รื่องมหาสติปัฏฐาน 4 อา้ งอิงจาก 1)หนังสือ รวมคาสอนธรรมปฏิบตั ิ ของ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโรมหาเถร) คำสอนมหำสติปัฏฐำน 465 2) หนงั สือ มหำสติปัฏฐำน 466 67 โดย พระมหาวีระ ถาวโร โดยนามาประกอบ การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล เพ่ิมเติมขอ้ มูลจากการฟังธรรมบรรยาย 16 คลิปขอ้ มูลขา้ งต้นแล้ว เพ่ือความ สมบูรณ์และถูกตอ้ งในการทาความเขา้ ใจเรื่องมหาสติปัฏฐาน 4 แสดงตารางท่ี 4.5.1 ถึง ตาราง 4.5.16 ผลการศึกษาพบวา่ ตารางที่ 4.5.1 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “มหำสตปิ ัฏฐำนสูตร-01 มหำสติปัฏฐำนสูตร” แนวทางปฏิบตั ิ พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษลี งิ ดำ) จาแนกตาม แนวคิด หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั L1] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน แนวคดิ L1-1คาถามวา่ บวชเพื่ออะไร “นิพฺพานสจฺฉิกิริยา” ทาพระนิพพานใหแ้ จง้ เราบวชเพ่ือดบั กิเลส ทานิพพานใหแ้ จง้ ไม่มีเช้ือเหลือ จุดมุง่ หมายการบวชเป็ นพระคือ นิพพาน บวชเพ่ือดบั ไม่มีเช้ือกิเลสหลงเหลือ 2 “นิพฺพานสจฺฉิกิริยา” การเอาใจความภาษาบาลีมาอ่านให้ฟังเพื่อใหร้ ู้เน้ือแทว้ ่า พระพุทธเจา้ ตรัสไว้ 3พระพุทธเจ้า 65 หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโรมหาเถร). รวมคำสอนธรรมปฏบิ ัติ ของ หลวงพ่อพระรำชพรหมยำน (วีระ ถำวโรมหำเถร) มหำสติปัฏฐำน 4 . เล่มที่ 1 คณะศิษยจ์ ดั พิมพเ์ ป็นธรรมบรรณาการ เน่ืองในงานบาเพญ็ กุศลทกั ษณิ า นุสรณ์ ถวาย พระเดชพระคณุ หลวงพอ่ พระราชพรหมยาน . วดั จนั ทาราม (ท่าซุง) อุทยั ธานี . 30 ตุลาคม 2536. 66 พระมหาวรี ะ ถาวโร. มหำสตปิ ัฏฐำน 4. จดั พมิ พเ์ ป็นบรรณาการเนื่องในการฌาปนกิจศพ (นางเรียม เงินดี) ณ วดั เพชรสมทุ รวรวิหาร จงั หวดั สมุทรสงคราม . วนั ท่ี 22 กรกฎาคม พุทธศกั ราช 2516. 67 พระมหาวีระ ถาวโร. มหำสติปัฏฐำน 4. จดั พมิ พเ์ ป็นอนุสรณ์ เน่ืองในงานพระราชทานเพลิงศพ (นายช่วย ชุมพรหม) ณ เมรุวดั มกุฏกษตั ริยาราม. วนั ท่ี 9 ตลุ าคม พุทธศกั ราช 2516.

314 อา่ นภาษาบาลีรู้เน้ือ ให้พจิ ารณากายในกาย พิจารณาเวทนาในเวทนา พิจารณาจิตในจิต พิจารณาธรรมในธรรม มี แท้ ตรัสไว้ ความเพียร มสี ติสัมปชัญญะ พิจารณา กาย เวทนา 4จรณะ 15 เครื่องดาเนินปฏิปทา (ทางเดิน,ความประพฤติ) ขอ้ ปฏิบตั ิอนั เห็นทางบรรลุวชิ า 15 จิต ธรรม คือ สีลสัมปทา อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 และ ฌาน4 (ความหมาย “จรณะ 15” หมายถึง ความประพฤติปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็ นทำงบรรลุวิชชำ หรือ นิพพาน ประกอบดว้ ย 1)สีล หลกั กำร สัมปทำ หมายถึง ความถึงพร้อมดว้ ยศีล คือ ประพฤติถกู ตอ้ งดีงาม สารวมในพระปาฏิโมกข์ มี มารยาทเรียบร้อย ประพฤติเคร่งครัดในสิกขาบทท้งั หลาย 2)อปัณณกปฏิปทำ 3 หมายถึง ขอ้ จรณะ 15 ประกอบ ปฏิบตั ิท่ีไม่ผิด ปฏิปทาท่ีเห็นส่วนแก่นสารเน้ือหา ซ่ึงจะนาผปู้ ฏิบตั ิใหถ้ ึงความเจริญงอกงาม สีลสมั ปทา ในธรรม เป็ นผูด้ าเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพน้ จากทุกขอ์ ย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด อปัณณกปฏปิ ทา 3 ประกอบดว้ ย 1.อินทรีย์สังวร-การสารวมอินทรีย์ คือ ระวงั ไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงาใจ สัทธรรม 7 ฌาน4 เมื่อรับรู้อารมณ์ดว้ ยอินทรีย์ 6 2.โภชเนมตั ตัญญตู ำ-ความรู้จกั ประมาณในการบริโภค คือ รู้จกั อทิ ธิบาท 4 พิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเล้ียงร่างกายให้ทากิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนาน ประกอบ ฉันทะ มวั่ เมา 3.ชำคริยำนุโยค-การหมน่ั ประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คอื ขยนั หมน่ั เพยี ร ตื่นตวั วริ ิยะ จิตตะ วมิ งั สา อยู่เป็ นนิตย์ ชาระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบตั ิกิจให้กา้ วหน้าต่อไป 3) บารมี 10 ประกอบ สัทธรรม 7 -ธรรมสัตบุรุษ ธรรมที่ทาให้เป็นสัตบุรุษ คุณสมบตั ิของคนดี 1.สทฺธมฺมสมนฺนาค ทาน ศลี เนกขมั มะ โต ประกอบดว้ ยสัทธรรม 7 ประการ มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตปั ปะ มีพหูสูต มีความเพียรอนั ป ปัญญา วริ ิยะ ขนั ติ รารถแลว้ มีสติมนั่ คง มีปัญญา 4)ฌำน 4 เท่ากบั รูปฌาน 4 1.ปฐมฌาน(ฌานท่ี1) มีองค์ 5 คือ สัจจะ อธิษฐาน วิตก วิจาร ปี ติ สุข เอกคั คตา 2.ทุติยฌาน(ฌานท่ี2) มีองค์ 3 คือ ปี ติ สุข เอกคั คตา 3.ตติยฌาน เมตตา อุเบกขา (ฌานท่ี3)มีองค์ 2 คือ สุข เอกคั คตา 4.จตุตถฌาน(ฌานท่ี4) มีองค์ 2 คือ อุเบกขา เอกคั คตา : หวั ขอ้ ธรรม เอา หนังสือพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม) 5อิทธิบำท 4 ครบถว้ น ทาใหส้ าเร็จทุก ไปวินิจฉยั ปฏิบตั ิ ประการ ฉนั ทะ ความพอใจในสิ่งที่เราทา วริ ิยะ ความเพียรต่อตา้ นอุปสรรค จิตตะ จิตจดจ่ออยู่ อยา่ งไร เสมอในสิ่งท่ีเราทา วิมงั สา ก่อนทาอะไรใชป้ ัญญาพิจารณา ใคร่ครวญ สิ่งท้งั หลายเป็นผลดี มหาสติปัฏฐาน 4 ชว่ั ประการใด 6บำรมี 10 หรือทศบารมี ปฏิปทาอนั ยวดยิ่ง คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบตั ิยง่ิ ยวด แปลงสู่ วชิ าสาม คือ ความดีที่บาเพญ็ อยา่ งพิเศษ เพ่ือบรรลุซ่ึงจุดหมายอนั สูง ไดแ้ ก่ ทำน ศีล เนกขัมมะ ปัญญำ อภญิ ญา 4 วริ ิยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐำน เมตตำ อเุ บกขำ ทาอะไรอธิษฐานบารมี ต้ังผลสูง เจตนาต้งั 7พุทธ ปฏิสัมภิทาญาณ บริษัท จดบันทึกไว้ เอาไปวินิจฉัย หัวข้อควรปฏิบัติอย่างไร ตรงหรือไม่ ตามอัธยาศัย 8มหา ได้ สติปัฏฐานสูตร ดัดแปลงขึน้ สู่วิชาสาม อภิญญา 4 ปฏิสัมภิทาญาณได้ทาตอนเจริญอานาปาน สติกรรมฐาน คาสอนพระพทุ ธเจ้าด้วยความรู้จริง เห็นจริงอานาปานสติกรรมฐาน วธิ กี ำร 9การเดินตามสติปัฏฐาน จุดหมายปลายทางถึงจุดน้นั ทางมชั ฌิมาปฏิปทา คือ ทาแค่พอเหมาะ ในการปฏิบตั ิห้ามทรมานร่างกายเดด็ ขาด ทาแต่พอดี ฝึ กกายฝึ กใจ กาลงั ใจ รักษากาลงั ใจ 10 มชั ฌมิ า การพิจารณากายในกายขึน้ แรก ท่านถือเอา กองลม เป็ นสําคัญ คือ อานาปานสติบรรพ อานา ปฏิปทา ทาแค่ ปานสตกิ รรมฐาน กําลงั มากฌาน 4 ได้ อานาปานสติกรรมฐาน คือ กรรมฐานทเี่ ข้าถงึ จุด ฌาน พอเหมาะ 4 เป็ นกรรมฐานท่ีมีความสําคัญมาก ถ้าใครไม่สามารถเข้าถึงฌาน ก็ไม่สามารถเข้าได้ อานาปานสติ กรรมฐานเขา้ ถงึ

จดุ ฌาน 4 ได้ 315 กาลงั ฌานเขา้ ถึง กรรมฐานทุกกอง กรรมฐานทุกกอง ไม่สามารถทางสมาธิไว้ได้ 11เมื่อเราหายใจเข้ามีสติ หายใจออกมีสติ “สติ” แปลว่า นึกได้ รู้อยู่ นึกเข้าไว้ ไม่ลืม กาหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเอาไว้ ต้องรู้ลมเข้าลมออก รู้ หายใจเขา้ ออก มสี ติ ตรงไหน รู้ตรงจมกู ไม่ต้องรู้มาก เวลาลมเข้ามนั กระทบจมูก เวลาลมออกมันกระทบจมูกแต่รู้ รู้ตรงจมูก เวลา ลม อย่างเดียว 12รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก อยู่เสมอ จะนั่งจะนอนจะยืน จะเดิน ทาวัตร ดู กระทบจมูก หนังสือ จะเดินไปไหน ทางานการใดกต็ าม รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก รู้แค่นดี้ เี อง 13พุทธบริษทั ตอ้ งหวังบรรลุมรรคผลในการเจริญพระกรรมฐาน ไม่ว่า โสดาบนั สกิทาคามี ผล อนาคามี อรหนั ต์ เป็นจุดหมายปลายทาง ผลการบรรลอุ ยทู่ ่ีกาลงั ใจ ไมไ่ ดอ้ ยทู่ ่ีสาเร็จทางกาย หวงั ผล โสดาบนั สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็น จดุ หมาย ตารางท่ี 4.5.2 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “มหำสติปัฏฐำนสูตร-02 กำยำนุปัสสนำ-อำนำปำนบรรพ” แนวทางปฏิบตั ิ พระรำชพรหมยำน สกดั หลกั (หลวงพ่อฤำษลี งิ ดำ) จาแนกตาม แนวคิด หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั L2] แนวคดิ ประเดน็ คำสอน ศึกษาพระสูตร 14นาเอามหาสติปัฏฐานสูตร สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้ ทรงสอนพุทธบริษทั แทนกรรมฐาน จากคาภาษาบาลี 40 ในคมั ภีร์วิสุทธิมรรคแทน หลวงพ่อฯ สอนโดยนาบาลีมาอ่านให้ฟัง จะไดไ้ ม่เขา้ ใจผิดว่า มหาสติปัฏฐาน 4 ท่านสร้างข้ึนเอง ความรู้ไม่ใช่ของท่าน เป็ นความรู้ของพระพุทธเจา้ 15มหาสติปัฏฐาน 4 สอน สอนนิพพานให้ นิพพานเป็นสาคัญ “นพิ พำนสฺส สจฺฉิกิริยำย” เพอื่ การทานิพพานใหแ้ จง้ ดบั กิเลสท้งั หมดไม่มี แจง้ เช้ือ การเข้าถึงนิพพาน ต้องค่อยๆ สะสมความดีท่ีมีการรู้ลมหายใจเข้าออก เพื่อการทรงสติ 16 ไมถ่ ือสายปฏบิ ตั ิ อย่าถือคณะ อย่าถือสายปฏิบตั ิ 17อานาปานสติบรรพ มีความสาคญั มาก ทางอารมณ์ป้องกัน อานาปานสติ ความฟ้งุ ซ่านของจิต สาคญั มาก 18จรณะ 15 ครบถว้ นตอ้ งทบทวน ประกอบด้วย สีสัมปทำ อินทรีย์สังวร โภชนมัตตัญญูตำ ชำคริยำนุโยค สัทธำ หิริ โอตตปั ปะ พำหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญำ ปฐมฌำน ทุติยฌำน ตตยิ ฌำน หลกั กำร จตุตฌำน หลกั การจรณะ 15 ความประพฤติครบถว้ น ใคร่ครวญให้เป็ นปกติ 19บำรมี 10 ให้ เป็ นปกติ กาลงั ใจรวบรวมกาลงั ใจครบ ว่า จรณะ 15 บารมี 10 สิ่งใด 25 ประการ บกพร่องไป จรณะ 15 ประพฤติ บา้ ง 20พจิ ารณากายในกาย กายของตวั เรา พิจารณากายภายนอก กายของคนอ่ืน เปรียบเทียบกนั ครบถว้ น พิจารณาความเกิดข้นึ ในเบ้ืองตน้ เป็ นธรรมดำในร่ำงกำย ความเส่ือมไปในกาย ร่างกายมีสภาพ บารมี 10 ไม่ทรงตวั เกิดข้นึ และเสื่อมไป ร่างกายเปล่ียนแปลง 21อำนำปำนสติเป็ นกรรมฐำนยกจากสมถะ รวบรวมกาลงั ใจ เป็นวิปัสสนา เจริญอานาปานสติเพียงอยา่ งเดียวเจริญกรรมฐาน 22เรียนกรรมฐานในมหาสติปัฏ พิจารณากาย ฐานสูตร หรือท่ีแบบอื่นกด็ ี ใช้ได้เหมือนกัน จงเรียนตามคาสั่งของพระพทุ ธเจ้า แบบโง่ๆ ท่าน เกิดข้ึนแลว้ เสื่อม ส่ังแค่ไหนแค่น้นั อย่าพลิกแพลงไป การสอนกรรมฐานของพระพุทธเจ้าท่านสอนเป็นระยะ คือ ไป ไม่สอนทีละมากๆ ตอนแรกบอกให้รู้แค่ลมหายใจ เข้าและลมหายใจออก เท่าน้ันเอง ท่านสอน อานาปานสติ กรรมฐานยก สมถะเป็ น วปิ ัสสนา เรียนกรรมฐาน ในมหาสติปัฏ ฐานสูตร ตามคา สอนของ พระพุทธเจา้

316 กรรมฐานกบั วิธีง่ายๆ ทาไปเรื่อยๆ 23กรรมฐานกับนิมิตเป็นของธรรมดา นักปฏิบัติกรรมฐานกับมหาสติปัฏ มหาสติปัฏฐาน ฐาน เหมือนกัน ปฏิบตั เิ หมือนกนั 24อานาปานสติบรรพ กายานุปัสสนาสอนท้งั สมถะและวิปัสสนา มีความสาคญั ทรงอารมณ์ วธิ ีกำร ป้องกนั ความฟุ้งซ่านของจิต 25รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกได้อย่างสบายเข้าถึงอานาปานสติ สอนให้มีการภาวนาด้วย เพื่อใช้อารมณ์ยึด คือ สติ ให้รู้อยู่ว่า กําหนดลมหายใจเข้าออก หรือ อานาปานสติ บรรพสอนท้งั ภาวนา ควบคุมอารมณ์เป็นหน่ึง 26หายใจเขา้ ส้ันยาวรู้ หายใจออกส้ันยาวรู้ เป็นผมู้ ีสติรู้กองลม สมถะและ หายใจเขา้ ออก ต้งั สติไว้ท่บี ริเวณรอบปำก หายใจเขา้ อยา่ งมีสติ หายใจออกอยา่ งมีสติ หายใจเขา้ วิปัสสนา รู้หายใจเขา้ มีสติ หายใจออกรู้หายใจออก มีสติ หายใจส้ันยาว รู้อยู่เราเป็ นผูม้ ีสติ 27อยากคิด อารมณย์ ดึ สติ ให้ อะไรก็เชิญคิด คิดจริงๆ ไม่เกิน 20 นาที จิตคิดปล่อยมนั คิดปล่อยมนั คิด แลว้ กลบั มา ณานดิ่ง รู้ว่าลมหายใจเขา้ อารมณ์สงบ อารมณ์ดีของจิต 28กายสักแต่วา่ เห็น อย่ำเอำจติ ใจไปผกู พนั พจิ ารณากายในกายอยู่ ออกภาวนา อยา่ งน้ี เนืองๆ เป็นปกติไม่ขาดสาย จิตใจหมดจากความยึดติด โลภ โกรธ หลง ร่างกายสังขาร ควบคมุ อารม์ ลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก เราระงบั กายสังขาร 29 สมถะภาวนา เป็นคิดหนอ คิดหนอ กลับมำ ต้งั สติไวบ้ ริเวณ ฌำนดิ่งอำรมณ์สงดั ต้งั ใจฝึกใหไ้ ด้ 30ซ้อมกาหนดรู้ลมหายใจเข้ากบั ลมหายใจออก รู้กนั แต่จมูก รอบปาก เวลาลมหายใจเข้ากระทบจมูก เวลาลมหายใจออกกระทบจมูก ทาไปเร่ือยๆ ไม่ต้องระวัง ไม่ จิตคิดปล่อยคิด ต้องต้ังท่า ไม่ต้องหาเวลา เป็ นเวลาใดกต็ าม กินข้าว ทางาน พูดคุยกัน เดินไป ยืนอยู่ นอนอยู่ แลว้ กลบั มา ทุกๆ อิริยาบถ สามารถรับรู้ลมหายใจเข้าออกได้อย่างสบาย 31สมาธิ คือ ตัวรู้อยู่ ฌาน คือ จิต กายสงั ขารระงบั ทรงสมาธิ การทรงอย่ขู องจิต 32ฌาน แปลว่า การเพ่ง การทรงอย่ขู องจติ จิตเพ่งเฉพาะอารมณ์ใด กาหนด คิดหนอ อารมณ์หนึ่ง กาหนดรู้เฉพาะลมหายใจเข้าออก จิตอยู่เฉพาะลมหายใจเข้าออก จิตไม่ส่ายไปรู้ ฌานด่ิงอารมณ์ อารมณ์อื่น 33อาการละเอียดของจิต เป็ นการทรงของจิต ถ้าจิตทรงได้มาก จัดเป็ น ฌาน 2 3 4 สงดั ซอ้ มกาหนดรู้ลม ทรงจิต มีสติสามารถรู้ลมหายใจเข้าออกท่ีกระทบออกจมูกได้ รู้แล้วเมื่อรู้ไป เข้ากร็ ู้ ออกกร็ ู้ จิต หายใจเขา้ ออก กระทบจมูก เริ่มเป็นสมาธิ ขณิกสมาธิ สมาธิเลก็ น้อย เมื่อจิตละเอียด ลมที่กระทบจมูก เร่ิมละเอียดลง รู้สึก ทุกๆอริ ิยาบถ ว่าหยาบมาก มีแรงกระทบ ลมกระทบจมูกเบาลง จิตส่ายออกไปน้อย จิตเข้าสู่อุปจารสมาธิ ถ้า สมาธิ คอื ตวั รู้ สมาธิสูงกว่านี้ ใกล้ถึงฌาน อารมณ์จิตเป็นทิพย์ปรากฏ ฌาน คือ จิตทรง 34ปฏิบตั ิอานาปานสติไม่ยากไม่ง่าย จิตของเราคุน้ เคยความฟุ้งซ่านมานาน ไม่คุน้ เคยควบคุม สมาธิ อารมณ์ ไม่สนใจลมหายใจ รู้กองลม กำหนดนำจิตเข้ำไปจับลมหำยใจ เขา้ ออกโดยปกติ จิตเป็น อาการละเอียด สมาธิ 35ละสักกำยทิฏฐิ ไมย่ ดึ มนั่ อะไรๆ ในโลก ของโลกน้ีไม่วา่ อะไรท้งั หมด มีชีวิต ไมม่ ีชีวิต จิตทรงมาก เป็น ก็ตาม 36เขตบุญอยูต่ รงท่ีจิตเป็ นสมาธิ ตัวบุญอยู่ท่ีจิตเป็ นสมาธิ ที่มีอารมณ์ตั้งม่ันไม่ใช่ตัวบุญ ฌาน อย่ทู ่ีองค์ภาวนา จิตเป็นทิพย์ คือ จิตย่อมว่างจากกิเลส จิตว่างจากนิวรณ์ทั้ง 5 ประการ เมื่อจิต ว่างจากนิวรณ์ 5 ประการ จิตจะเป็นทิพย์ มากน้อยขึน้ อย่กู บั สมาธิ จิต ผล รู้กองลมนาจิต ควบคมุ อารมณ์ ละสกั กายทิฏิฐิ บุญเป็ นจิตเป็ น สมาธิ ตารางที่ 4.5.3 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “มหำสตปิ ัฏฐำนสูตร-03 กำยำนุปัสสนำ อริ ิยำบถบรรพ” แนวทางปฏิบตั ิ พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษีลงิ ดำ) จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั L3]

317 สกดั หลกั ประเด็นคำสอน L3-37กำหนดรู้พิจำรณำกำย น่ัง นอน ยืน เดิน การต้งั ใจทรงจิตไวใ้ นอาการท่ีทรงอยู่ เมื่อเดินอยู่ แนวคดิ เราก็รู้ชดั ว่า เราเดินอยู่ เมื่อยืนอยู่ เราก็รู้ชดั วา่ เรายืนอยู่ เมื่อนงั่ อยู่ เราก็รู้ชดั ว่าเรานั่งอยู่ เม่ือเรา นอนอยู่ กร็ ู้ชดั วา่ เรานอนอยู่ มีอาการอยา่ งไรยอ่ มพิจารณาเห็นกายในกาย ยอ่ มพจิ ารณาเห็นกาย กาหนดรู้พจิ ารณา นอกกาย 38สังขำรุเปกขำญำณ ไมต่ อ้ งการทุกส่ิงทุกอยา่ งในโลก ไม่ติดในร่างกายของเรา ไมต่ ิด กาย นง่ั นอน ยืน ในร่างกายของบุคคลอ่ืน ไม่ติดในวตั ถุธาตุใดๆ ท้งั หมด คือ มีอำรมณ์วำงเฉย อนั น้ีเป็นอารมณ์ เดิน ต้งั ใจทรงจติ สังขารรุเปกขาญาณ สักกายทิฏฐิ 39ถ้าเราเรียนกับพระพุทธเจ้า กอ็ ย่าอวดรู้เป็ นพระพุทธเจ้า สงั ขารุเปกขาญาณ พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีง่ายๆ เวลาปฏิบัติต้องปฏิบัติเฉพาะท่ีเห็นว่าเหมาะ หมายถึง ทากัน ไม่ตดิ ร่างกาย ตลอด ไม่ต้องไปตั้งท่าต้ังทาง ไม่ต้องไปหาเวลาขัดสมาธิ ถ้าว่างกข็ ัดสมาธิ น่ังเหยียดห้อยขาก็ ปฏบิ ตั ิตอ้ งอยา่ ง ได้ หรือยืนเดินกไ็ ด้ จะนอนกไ็ ด้ ย่อมเอาดีในอิริยาบถท้ัง 4 ทุกอิริยาบถทาได้ดี ทั้ง ยืน เดิน น่ัง ง่ายๆ เฉพาะเห็นวา่ นอน 40ให้คล่องในมหาสติปัฏฐานสูตร โดยเฉพาะอย่างย่ิง อานาปานสติกรรมฐาน เหมาะ 41อิทธิบำท 4 จรณะ 5 บารมี 10 เป็นเรื่องสาคญั วางเฉยในขนั ธ์ 5 42ฝึ กสมาธิดว้ ยความต้งั ใจ ถา้ มหาสติปัฏฐาน อา เราเดิน ยนื นง่ั นอน เรารู้สมถะภาวนา ยนื เดิน นงั่ นอน ใหร้ ู้สึกเวลาน้ีเราทาอะไร ฝึกสมาธิเป็น นาปานสติ จุดแรก สัมปชัญญะทำสติ ทรงจิตวา่ เวลาน้ี เราอย่สู ภาพเช่นใด 43การพจิ ำรณำเห็นกำยในกำย กรรมฐาน ให้ เห็นกายภายนอก ดูตวั เราบ้าง ดูตวั บุคคลอ่ืนบา้ ง ดูกายเรากายเขา ร่างกายเต็มไปด้วยควำม คลอ่ ง สกปรก อาการ 32 ร่างกายมีความตายเป็ นที่สุด ดูแบบเต็มไปด้วยควำมอนิจจัง หำควำมเที่ยง ไม่ได้ ทุกข์ อนตั ตา ความตายเป็ นที่สุด ร่างกายเกิดเสื่อม สลายตวั ไป ให้เห็น ทาจิตให้รู้สึกวา่ หลกั กำร เป็นธรรมดา กรรมฐานการเดินเส่ือมยาก 44อานาปานสติเป็นกรรมฐานให้ สามารถทรงฌาน 4 ได้ ทรงวิชชา 3 และอภิญญา 5 ปฏิสัมภิทญาณ อารมณ์ไม่ข้องเกี่ยวกับนิวรณ์ 5 45วิชชา 3 อิทธิบาท 4 หลักสูตรสาคัญในพระพุทธศาสนา สามารถพิสูจน์คาสอนของพระพุทธเจ้า ได้ 46เข้าปฐมฌาน จรณะ 5 บารมี 10 สาคญั จิตไม่กังวล จิตเร่ิมแยกจากกาย หู เป็ นกายสัมผัสกับเสียง แต่จิตอยู่ภายในกายนีไ้ ม่สนใจกับ ต้งั ใจฝึกสมาธิ เสียง ได้ยินเหมือนกันแต่ยังไงกช็ ่าง ทรงอารมณ์สบายๆ เป็นอาการปฐมฌาน ท่านพิจารณาลม รู้อยสู่ ภาพ หายใจเข้าออก และกาหนดรู้ อย่วู ่า หายใจเข้าส้ันหรือยาว เข้าถึงปฐมฌาน เช่นใด 47กำยเกิดขนึ้ กำยเส่ือม กายสลายไปในท่ีสุด เอำจติ ให้รู้ว่ำเป็ นของธรรมดำ เป็นที่อาศยั ชว่ั คราว พิจารณาเห็นกาย อย่าติดในกาย เป็นท่ีอาศยั ชวั่ คราว ร่างกายไม่ทรงสภาพ พิจารณาร่างกายมนั เสื่อมไป ของเก่า ดูกายเรา ดกู าย เสื่อมสลายไป เกิดข้ึนมาแลว้ เส่ือมไป มนั เจริญเต็มท่ีแลว้ มนั เสื่อม ทรุดโทรม ถือว่าเป็ นเร่ือง เขา เตม็ ไปดว้ ย ธรรมดา ทาใจอุเบกขา เจริญข้ึน เป็นเร่ืองของมนั เสื่อมเป็นเร่ืองของมนั ย่อมพิจารณาธรรมดา ความอนิจจงั เป็นปกติธรรมดาเราไม่ย่งุ พิจารณาร่างกายตอนแรกจากครรภม์ ารดา อวยั วะภายใน อาการ 32 อานาปานสติ มันไม่เที่ยง 48การฟังเสียง สมาธิในฐานะเราใช้เสียงมีกำรพิจำรณำเป็ นสาคญั ขณะฟังเรา กรรมฐาน ทรง ใคร่ครวญ ช่วยใหม้ คี วำมรู้สึกเหน็ จริง ไดผ้ ลในการพจิ ารณา 49เดนิ จงกรม แปลวา่ เดิน จะต้งั ท่า ฌาน 4 ได้ แบบไหน ใชเ้ น้ือท่ียาวเทา่ ใด กวา้ งเท่าใด ตามบาลีพระไตรปิ ฏกไม่ไดก้ ล่าวไว้ เพยี งเรำเดินให้รู้ วิชชา 3 ว่ำ เรำเดิน ยืนให้รู้ว่าเรายืน นั่งให้รู้ว่าเรานั่ง นอนให้รู้ว่าเรานอน เดินจงกรม เดินตามปกติ เขา้ ถึงปฐมฌาน ธรรมดา ไม่ตอ้ งยกยา่ ง 50เราเดินอยู่ จงรู้วา่ เวลาน้ีเราเดินใช้สติสัมปชัญญะ เดินกลับไปกลับมำ จิตแยกกาย วิธกี ำร เอาจิตใหร้ ู้กาย เป็นทอ่ี าศยั ชวั่ คราวเป็นของ ธรรมดา ทา อุเบกขา สมาธิใชเ้ สียง พิจารณา รู้สึก เห็นจริง วิธีเดินจงกรม เดินปกติ เดิน ให้รู้วา่ เราเดิน เดินใชส้ ติ สมั ปชญั ญะ หรือใช้

318 กรรมฐาน หรือ ขณะเดิน ใชก้ รรมฐานควบคู่ เช่นกา้ วแรก บริกรรม “พุท” กา้ วสองบริกรรม “โธ” “พุท ควบคู่ โธ” เพ่ือสร้างอารมณ์ว่างเป็ นกุศล 51คาภำวนำ “พุทโธ” ใช้ก้ำวแรก “พุท” ก้ำวสอง “โธ” เดิน เดินใชค้ า ธรรมดาเดินไปทาธุระ อารมณ์จิตไม่วา่ งจาก กุศล ถา้ เราใชพ้ ิจารณาเป็นสาคญั ใชธ้ รรมบทใด ภาวนา “พทุ บทหน่ึง 52ซอ้ มเดินหากเราเดินไดด้ ี กร็ ู้วา่ เราเดิน ใชก้ รรมฐานกองใดกองหน่ึง ที่เราเจริญควบคู่ โธ\" อารมณ์ ไปกับการเดินท้ังเดินและคาภาวนา 53เดินใช้เครื่องบันทึกเสียงสะพำยไปด้วย หูรู้เสียง กุศล ตลอดเวลา จดั เป็ นสมำธิจำกกำรฟัง เดินหูไดย้ ินเสียง ทราบว่าเสียงอย่างไร เสียงธรรมท่ีเรา เลอื กกรรมฐาน ตอ้ งการ เดินไปดว้ ยมีสมาธิไปดว้ ย เดินสมาธิได้ เสียงพิจารณาเป็ นสาคญั เป็ นท้งั สมถะและ คู่ไปกบั การเดิน วิปัสสนา ใคร่ครวญ ไปตามเสียงน้นั ไดผ้ ลในการพิจารณา 54การเดินไม่ภาวนา หรือให้จิตเรา และคาภาวนา อยู่กองใดกองหน่ึง ถา้ ต้องการพิจารณาไปดว้ ยใชก้ รรมฐาน จะนั่ง นอน ยืน เดิน ใคร่ครวญ กรรมฐานของพระพุทธเจา้ ได้ 55เรา น่ัง ยืน นอน เดิน ควรฟังเสียงธรรมไปดว้ ย คือใช้เวลา เดินไปฟังเสียง พิจารณาไปดว้ ย ถา้ วา่ งจากการพิจารณาท่านขาดทุน จิตทรงอยู่อย่างน้ี ความรู้สึกเป็นสมาธิได้ ธรรม พิจารณา ง่าย อารมณ์วิปัสสนาญานแจ่ม ให้เรารู้ เดิน นอน นั่ง ยืน เดินเฉย เสียเวลาเปล่า ควรฝึ ก ตามเสียง เดิน กรรมฐานตอ้ งไดก้ าไร จากการเดิน นั่ง นอน ยืน ด้วยกำรภำวนำ พิจารณาสมถ กรรมฐาน เพื่อ สมาธิ จิตเป็ นสมาธิ ใช้ปัญญำพิจำรณำ 56เวลานั่งให้รู้ลมหายใจเข้าออก หูฟังไปด้วย สติได้ทรงเป็น พจิ ารณา ยนื เดิน การฝึ กสติ หรือ เป็นการฝึ กสมาธิโดยตรง รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก เวลาลมหายใจเข้าให้ นง่ั นอน จิตทรง นึกตามไปด้วย ลมหายใจออกมันสั้นหรือยาว เวลาหายใจออก มันหายใจแรงหรือเบา เป็นการ ความรู้สึกเป็ น เพ่ิมสติให้มาก ให้ซ้อมเข้าไว้ จะนง่ั ไหน ทาอะไรอย่กู ต็ าม จะนอน จะยืน จะเดิน อะไรกต็ าม ทา สมาธิ ใชป้ ัญญา ได้ทุกอิริยาบถ 57กําหนดกองลม คือ ความตั้งใจ เราจะหายใจเข้า เราจะหายใจออก หายใจออก ฝึกสติ รู้ลม หายใจเขา้ ออก หู ยาวหรือสั้น ตอนรู้เฉพาะ ไม่ต้องกาหนดกองลมทําสตใิ ห้ละเอียดเข้าไป อย่ใู นเอกัตคตารมณ์ ทา ฟังเสียง ทกุ อริ ิยาบถ ให้ถงึ ฌาน 4 กท็ รงฌาน 4 เข้าไว้ตลอดชีวิต เร่ือง การทรงฌาน กาหนดกองลม สติละเอียดเขา้ ถึง 58อานาปานสติกรรมฐาน เป็ นกรรมฐานท่ีระงับกายสังขาร มีประโยชน์มากเวลาป่ วยไข้ ไม่ ฌาน 4 ทรงไว้ สบาย ทุกขเวทนา สาหัส ถ้ากาหนดลมหายใจเข้าออกจนจิตเป็นฌาน อาการปวดเมื่อยท้ังหลาย ตลอด สลายตัวไป 59วำงเฉยในขันธ์ 5 กายเราก็ดี กายบุคคลอ่ืนก็ดี ไม่ใช่ของเรา เป็ นท่ีอาศัย เพียงชวั่ คราว วางภาระร่างกาย เราเป็ นผูไ้ ม่มีกาย เราเป็ นผูไ้ ม่ยึดถือทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ผล สลายตัวไปในที่สุด ไม่ยึดติดอะไร ๆ ทาลายความโง่เสียได้ เป็ นพระอริ ยบุคคลใน พระพทุ ธศาสนา 60เป็ นคนทมี่ ่งุ ความดี ไม่มวั เมา ในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ถ้ามตี ้องอาศัยความ ระงบั กาย ดขี องท่านเป็นบรรทัดฐาน สงั ขารจาก อา นาปานสติ กรรมฐาน กาหนด วางเฉยขนั ธ5์ มงุ่ ความดี บรรทดั ฐาน ตารางที่ 4.5.4 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “มหำสตปิ ัฏฐำน-04 กำยำนุปัสสนำ สกดั หลกั สัมปชัญญะบรรพ” แนวทางปฏิบตั ิ พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษลี งิ ดำ) จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั L4] ประเด็นคำสอน

319 แนวคดิ L4-61บวชมาเพ่ือมุ่งหวงั พระนิพพาน “นพิ ำนนสฺส สจฺฉิกิริยำย” บวชมาเพ่ือหวงั ผลนิพพาน บวช เพือ่ ความดีดบั กิเลสความชว่ั ไม่ใหม้ ีเช้ือ 62สัมปชญั ญะบรรพ แปลวา่ รู้ตวั เป็นผมู้ ีสมั ปชญั ญะ 63 มุ่งหวงั พระนิพพาน มหาสติปัฏฐาน 4 พระพุทธเจ้าทรงให้ ใช้อานาปานสติกรรมฐานเป็นภาคพนื้ ธรรมานุปัสสนา มสี มั ปชญั ญะ รู้ตวั สติปัฏฐาน ในมหาสติปัฏฐาน ท่านวางพืน้ ในด้านอารมณ์วางพืน้ บรรลุอริยมรรคอริยผล 64 อานาปานสติ แบบแผนพระพุทธเจ้า มีอยู่หลายแบบ สอนกันให้ หมด เรียนกันให้ หมดแล้ว ใครชอบ กรรมฐานเป็ น อย่างไหนเอาไปใช้อย่างนัน้ การเจริญพระกรรมฐานในพระพทุ ธศาสนากเ็ หมือนกนั ภาคพ้ืนธรรมนุปัสส นาสติ 65สร้ำงบำรมี 10 ให้ครบถว้ น ซอ้ มกาลงั ใจ 10 ประการไม่ให้บกพร่อง ตอ้ งทบทวนกาลงั เสมอ เจริญกรรมฐานมี พรหมวิหำร 4 ครบถว้ น บารมี 10 เต็มเปี่ ยม ข่มนิวรณ์สมบูรณ์ กาลงั ใจครบถว้ น จรณะ 15 หลายแบบชอบ พรหมวหิ าร 4 อิทธิบาท 4 ครบถว้ น 66“บำรมี 10” ไดแ้ ก่ ต้องเป็ นผ้ทู รงกำลงั ใจใหค้ รบถว้ นทุก อยา่ งไหนเอาไปใช้ ประการ ตรวจสอบ อิทธิบาท 4 ครบหรือไม่ ตรวจสอบ “พรหมวิหาร 4” ครบหรือไม่ 67 อยา่ งน้นั ลักษณะท่ัวไป วิชชา 3 68ในมหาสติปัฏฐาน 4 พระพุทธเจ้าทรงใช้อานาปนสติกรรมฐานเป็ น ภาคพืน้ ธรรมานุปัสสนาวางพืน้ ในด้านอารมณ์ แล้ววางพืน้ ด้านบรรลมุ รรคผล อริยมรรค อานา หลกั กำร ปานสตกิ รรมฐานเป็ นพน้ื ฐานสําคญั ในมหาสติปัฏฐาน 4 การดาเนินอาปานสติกรรมฐาน ทาให้ ฌาน 4 ปฏิบตั ิจริง เราทาเอาพระนิพพาน ซ้อมกาลงั ใจสร้าง บารมี 10 พรหรหม 69ควำมรู้ตัวทั่วพร้อม คาว่า “เผลอ” ไม่มี “ไม่รู้” ไม่มี คือ ทำสัมปชัญญะ ให้รู้ตัวพร้อม วหิ าร 4 อิทธิบาท 4 ตลอดเวลา รู้ตวั ฝึ กสติให้มีควำมว่องไว รู้ตวั ตอ้ งรู้ตวั อยู่ตลอดเวลา ย่อมเป็ นผูม้ ีสัมปชญั ญะ ตอ้ งทบทวน เป็ นผูร้ ู้ทวั่ พร้อม เป็ นผูร้ ู้พร้อม รู้ตลอดเวลา เป็ นผู้มีสัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวทวั่ พร้อมอยู่ กาลงั ใจ ตลอดเวลา 70กายเป็นท่ีอาศยั ชว่ั คราว เห็นสักแต่วา่ เห็น ไม่มีใจคิดอยู่ กายน้ีเป็นของเรา ความ วิชชา 3 ทุกขค์ วามเสื่อมเกิดร่างกาย ยอ่ มพิจารณาเห็นธรรมการเกิดข้ึนในกาย ความเสื่อมไป ไม่ติดอยู่ อานาปานสติ ไม่มีอะไร ๆ ในโลก 71ร่ำงกำยมีอยู่สักแต่ว่ำเห็นเท่าน้ัน ไม่ยึดถือวา่ มนั เป็นของเราต่อไป เป็น กรรมฐานเป็ น เรือนร่างที่เราอาศยั ชวั่ คราว ไมช่ า้ ก็พงั แลว้ เราก็ไป กายน้ีเป็นปัจจยั ใหเ้ กิดความทกุ ข์ 72เวลำเดนิ ภาคพ้นื มหาสติปัฏ ก้ำวเท้ำ ซ้ายขวา เหลียวหนา้ หลงั คูแ้ ขนซ้ายขวา รู้ตวั หรือไม่ 73วิปัสสนำภำวนำ พจิ ำรณำเห็น ฐาน 4 ทาให้ ฌาน กำยในกำย เป็นภายในภายนอก เห็นเกิดข้ึน พิจารณาเห็นธรรมดา แลว้ ความเส่ือมไป กายน้ี มี 4 ปฏบิ ตั จิ ริง อยู่เขา้ ไปต้งั อยู่ เฉพาะแต่เพียงสักที่อาศยั ไม่ติดอยู่ ไม่ติดอะไรๆ ไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลก 74 สอนลงทา้ ย อริยสัจไปดว้ ย เห็นความเสื่อมไป เห็นการเกิดข้ึน เป็นท่ีพอใจ สุข เห็นความเสื่อม วิธกี ำร ไปเป็นไมพ่ อใจ ทุกข์ กายเป็นเพียงที่อาศยั ชว่ั คราวเทา่ น้นั ไมย่ ดึ ถือ 75วำงอำรมณ์ พรหมวิหาร 4 ทรง 76ถามตวั เอง วนั หน่ึงต่ืนจนหลบั นิวรณ์ 5 กดั กินใจเขา้ ไปหรือไม่ สังโยชน์ 10 เป็ น มีสมั ปชญั ญะ เป็น อยา่ งไร ใหร้ ู้ตวั ตลอดเวลา มีอารมณ์อยา่ งไร 77ถ้าทามหาสติปัฏฐาน 4 ตลอดชีวติ ฌาน 4 เร่ือยๆ ผรู้ ู้ตวั ทว่ั พร้อม อาการฌาน 4 เกิดได้ภายใน จะนั่งจะนอนกไ็ ด้ คุมสติ สัมปชัญญะลงท้าย 78มหาสติปัฏฐาน 4 ตลอดเวลา ถ้าใครทาคล่องแล้ว พระพุทธเจ้าให้สัญญาไว้ว่า บารมีแก่กล้า หมายถึง กําลังใจสูง ระมัดระวัง พจิ ารณาเห็นธรรม การปฏิบัติเป็นปกติ ทั้งวันทั้งคืน มีอารมณ์ครุ่นคิดอย่ใู น มหาสตปิ ัฏฐาน 4 ถึงพระนิพพานได้ 79 การเกิด เส่ือมไป ทิพยจักขุญาน ปุพเพนิวาสานุสติญาน อาสวักขยญาณ ฉลภิญโญ อภิญญา ปฏิสัมภิทัปปปัตโต ในกาย กายอาศยั ชวั่ คราว ปัจจยั ทกุ ข์ มอี ยสู่ กั แต่วา่ เห็น เดินรู้สึกตวั กา้ วเทา้ วิปัสสนาพิจารณา เห็นกาย พจิ ารณาอริยสจั ตามกาย วางอารมณ์ พรหม วิหาร 4 รู้นิวรณ์ 5 สังโยชน์ 10 ทามหาสตปิ ัฏ ฐาน 4 ตลอดชีวิต อาการฌาน เกิดข้นึ ทาสตปิ ัฏฐาน 4 ให้คลอ่ ง บารมี แก่กลา้

320 ทพิ ยจกั ขญุ าน อัธยาศัย 5 เตวิชโช 80เจริญมหาสติปัฏฐานสูตร อย่าไปยุ่งกับเรื่องชาวบ้านเขา เอาเร่ืองของเรา ปุพเพนิวาสานุ อย่างเดียว ชาวบ้านชาวเมืองเขาจะดีเขาจะชั่วยังไง มันเป็นเรื่องของเขา เขาดีกเ็ รื่องของเขา เรา สติญาน ไม่ได้พลอยดีกับเขาด้วย เขาชั่วเขากช็ ั่วของเขาเอง เราไม่ได้พลอยช่ัวไปกับเขาด้วย แล้วเราจะ อาสวกั ขยญาณ ไปย่งุ กับเขาทาไม ตัวเรากเ็ หมือนกัน อย่าไปอวดดี อวดเด่นกับชาวบ้านเขา อย่าไปข่มขู่ว่า เขา เจริญมหาสติปัฏ เลวกว่าเรา เขาเสมอเรา เขาดีกว่าเรา 81ระงับนิวรณ์ 5 ออกจากจิต 1)ไม่ยินดีในรูปเสียงกล่ินรส ฐาน 4 อยา่ ไปยงุ่ สัมผัส 2)ไม่พยาบาท 3)ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในเวลาปฏิบัติความดี 4)ไม่ทาจิตยุ่งสร้ างยึดถือ กบั เร่ืองชาวบา้ น อารมณ์ภายนอก นอกจากอารมณ์ท่ีต้ังใจปฏิบัติ 5)ไม่สงสัยในคาสอนของพระพทุ ธเจ้า 82เจริญ ระงบั นิวรณ์ 5 กสิณ 10 ประการ หัดเข้าฌาน ตามลาดับฌาน ลาดับกสิณ สสับฌานสลับกสิณ ท่านจงเข้าถึง จากจิต ปฏิสัมภิทาญาณ เอากสิณเป็นภาคพืน้ แล้วเจริญอรูปฌานให้ได้ เจริญกสิณ 10 83วิชชำ 3 (คืออะไร ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ (1) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ หมายถึง ญาณเป็น เขา้ ฌาน เหตุให้ระลึกขันธ์ ที่อาศัยอย่ใู นก่อนได้ ระลึกชาติได้ 2) จตุ ปู ปาตญาณ หมายถึง ญาณกาหนดรู้ จุติและอุบัติ แห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเข้าไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ท้ังหลาย ผล เรียกอีกอย่างว่า “ทิพพจักขญุ าณ” 3) อาสวักขยญาณ หมายถึง ญาณหยงั่ รู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไป แห่งอาสวะทั้งหบาย ความรู้ที่ทาให้สิ้นอาสวะ ความตรัสรู้) 84ละสักกายะทิฏฐิ สังโยชน์ 10 ตัด ไดร้ ู้จกั วิชชา 3 กิเลส ร่างกายเกิดขึน้ ความเสื่อมปรากฏ ความสลายตวั ปรากฎ ปลดทุกข์ไม่ยึดติดอะไร ทั้งหมด ละสกั กายะทิฏฐิ 85กาจัดอุปกิเลสท่ัวไปคือ การเข้าถึงความเศร้ าหมองของจิต 86สุขวิปัสสโก เป็ นพระผู้เจริญ กาจดั อุปกิเลส วิปัสสนาล้วนสาเร็จพระอรหัตมิได้ทรงคุณวิเศษอย่างอ่ืนอีก เช่น ไม่ได้ฌานสมบัติ ไม่ได้ ความเศร้าหมอง อภิญญา เป็นต้น จิต สุขวิปัสสโก ตารางท่ี 4.5.5 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “มหำสติปัฏฐำน-05 กำยำนุปัสสนำ ปฏกิ ูลมนสิกำรบรรพ” แนวทางปฏิบตั ิ พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษีลงิ ดำ) สกดั หลกั จาแนกตาม แนวคิด หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั L5] แนวคิด ประเด็นคำสอน ปฏกิ ลู บรรพ 87ปฏกิ ลู บรรพ มที ้งั สมถะและวปิ ัสสนำ พิจารณาตามความเป็นจริง อาการ 32 ในร่างกายของเรา เป็ นสมถะและ เห็นกายในกาย เห็นนอกกาย ภายในและภายนอก พิจารณากายเป็ นของสกปรก มีน้าเลือด วปิ ัสสนา น้าเหลือง อาหารเก่าอาหารใหม่ มนั สกปรก ใชป้ ัญญาพิจารณาดู หาปัญญาพิจารณาเกิดปัญญา ใชป้ ัญญา สมาธิ 88พิจำรณำตำมควำมเป็ นจริงอาการ 32 พิจารณากาย สกปรก หรือสะอาด ใช้ปัญญา พิจารณา ร่างกาย พิจารณาดูให้เกิดปัญญำ ร่างกายของเราและร่างกายบุคคลอ่ืน 89มหาสติปัฏฐาน 4 แปลงเป็ น มหาสติปัฏฐาน วิชชา 3 เป็ นสุขวิปัสสโกวิชา เรื่องมหาสติปัฏฐาน มาดัดแปลงเป็ นวิชชา 3 (วิชชา 3 หมายถึง 4 แปลงเป็น ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ 1)ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ หมายถึง ญาณเป็นเหตุระลึก ขันธ์ท่ีอาศัย วชิ ชา 3 อยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้ 2)จุตูปปาตญาณ หมายถึง ญาณกาหนดรู้ จุติ และอุบัติแห่งสัตว์ สุขวิปัสสโก ท้ังหลายอันเป็นไปตามกรรม เห็นเวยี นว่าย สัตว์ท้ังหลายเรียกอีกอย่างว่า ทิพพจักขญุ าณ 3) อาส อภญิ ญา 6

321 หลกั กำร วักขยญาณ หมายถึง ญาณหย่ังรู้ในธรรมเป็นท่ีสิ้นไปแห่งอาสวะท้ังหลาย ความรู้ที่ทาให้สิ้นอา สวะ ความตรัสรู้ ) 90อภญิ ญำ 6 ปฏิสมั ภิทาญาณ เป็นเรื่องไมย่ าก ปฏิกูล อาการ 32 91ปฏิกูลบรรพ อำกำร 32 ของร่ำงกำย ส่ิงไม่สะอำด เป็นของสกปรกในร่างกาย มีผมบนศรีษะ ร่างกายส่ิงไม่ ขนท่ีผิวหนงั เล็บ ฟัน ผิวหนงั เน้ือ เอ็น กระดูก เย่ือในกระดูก ไต หัวใจ ตบั พงั พืด มา้ ม ปอด สะอาด ลาไส้ใหญ่ ลาไส้เล็ก กระเพาะ และของกระเพาะ อุจจาระ น้าดี เสลด น้าหนอง เลือด เหง่ือ ไมต่ ิดร่างกาย ไขมนั น้าตา มนั เหลว น้าลาย น้ามูก น้าไขขอ้ น้าปัสสาวะ ร่างกายดุลห่อของโสโครก ให้ถุง เป็ นวิปัสสนา อุจจาระเขา้ ไว้ ร่างกายสกปรก 92ร่ำงกำยสักแต่ว่ำมีอยู่ ไม่ติดใจในร่างกาย เป็นวิปัสสนำญำณ ญาณ ตำมรู้ควำมเป็ นจริง ร่างกายเป็ นของสกปรก ปลายผมจนฝ่ าเทา้ เต็มไปดว้ ยความสกปรก ใช้ บารมี 10 สารวจ ปัญญาพิจารณา 93เนน้ บารมี 10 สารวจกาลงั ใจบกพร่องหรือไม่ (บารมี 10 ประกอบดว้ ย ทาน กาลงั ใจ บารมี ศีลบารมี เนกขมั มบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขนั ติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี ตถาคตเพียงบอก เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี) 94ตถาคตเป็นเพียงผูบ้ อกทางใชป้ ัญญา วิปัสสนารู้ตามความเป็ น ทางใชป้ ัญญา จริงแค่น้นั เอง 95การใชต้ ารา หนงั สือ เทปคาสเซ็ท 96อานาปานสติกรรมฐานในมหาสติปัฏฐาน วิปัสสนารู้ตาม 4 ได้ฌาน 4 อานาปานสติกรรมฐานท่ีให้ญาน 4 ได้รวดเร็วท่ีสุด อานาปานสติ ป้องกันความ จริง ฟุ้งซ่าน แล้วเป็นกรรมฐานภาคพืน้ ใหญ่แม้ในกรรมฐาน 40 กอง 97กายคตาสติ เป็นกรรมฐาน ใชต้ ารา หนงั สือ 40 เทป อานาปานสติ 98พิจำรณำร่ำงกำยน้ี สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่ำอำศัย พิจารณาร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก กรรมฐานได้ ร่างกายเป็นของสกปรก ใช้ปัญญำพิจำรณำตำมควำมเป็ นจริง ร่างกายสกปรก มนั เป็นทุกข์ มนั ฌาน 4 ป้องกนั ไม่เท่ียง ร่างกายน้ี สักแตว่ า่ เห็น สกั แต่วา่ อาศยั 99สักกายะทิฏฐิ ตดั ใหห้ มด ตดั สงั โยชน์ 10 100ฟัง ความฟ้งุ ซ่าน จา คดิ ปฏิบตั ิ 101สักกายทิฏฐิ ตดั กิเลสหมด ตดั สงั โยชน์ 10 หมด 102ขณะกาลงั น่งั ฟังให้กาหนด เป็ นกรรมฐาน รู้ลมหายใจเข้าออกไปด้วย เอาแค่ลมหายใจเข้ากบั ลมหายใจออก แค่นจี้ ิตตง้ั อย่อู ุปจารสมาธิ ฟัง ภาคพ้นื ใหญ่ ไปด้วยมันเป็ นบุญกุศล ท้ังขณะจิตตั้งอยู่ เป็ นอุปจารสมาธิ แล้วฟังธรรมไปด้วยได้ผล 2 อย่าง ใชก้ ายคตาสติ ฟังธรรมอยู่ ภาวนาอยู่ กาหนดลมหายใจเข้าออกอยู่ 103พนื้ ใหญ่ คือ 1)อานาปานสติกรรมฐาน เป็ นกรรมฐาน 2)จิตจงอย่างเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน 3)รักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาย 40 ไม่กล่าววาจา มุสาวาท ไม่ด่ืมสุราเมรัย ด้วยตนเอง 4)ระงับนิวรณ์ 5 ประการ เสียกาลังท่ีเราทา ความดี อย่าเอาจิตไปยุ่งกับกามคุณ 5 อย่าเอาจิตไปยุ่งอยู่กับความโกรธ พยาบาท อย่าสนใจ วิธีกำร ความง่วง อย่าเอาอารมณ์อ่ืน นอกจากกาหนดรู้ลมหายใจ 5)วางอารมณ์แผ่เมตตา เรามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ขั้นแรก เข้าฌาน 4 ในอานาปานสติกรรมฐาน จับกาหนดลมหายใจแค่ ใชป้ ัญญา จมูก ก่อนจนจิตสบาย เลื่อนเข้าไปรู้ลมหายใจเข้าลมออก ยาวหรือส้ัน พอจิตสบาย กาหนดกอง พิจารณาร่างกาย ลม ว่า เราหายใจเข้า เราหายใจออก มันสั้นยาวรู้ หยาบละเอียด พอจิตสบาย จับอารมณ์เป็ นด่ิง ตามจริง มันจะหายใจหรือไม่หายใจกต็ าม พออารมณ์สบายแล้ว ลืมตาดูนิมิต กสิณ 3 อย่าง 1)โอทาตก ตดั สักกายะทิฏฐิ ฟัง จา คดิ ปฏิบตั ิ ตดั สงั โยชน1์ 0 นง่ั ฟัง ให้กาหนด ลมหายใจและ ภาวนาไป ดว้ ยกนั ไม่ยงุ่ เร่ือง ชาวบา้ น ศลี ระงบั นิวรณ์ แผ่ เมตตา อานาปานสติ กรรมฐาน ภาคพ้นื ใหญ่ ฝึ กจิตเป็ นฌาน นิมติ กสิณ

322 รักษาลมหายใจ สิณ (สีขาว) 2)อาโลกสิ (แสงสว่าง) 3)เตโซกสิณ (แสงไฟ) 104 จิตเข้าถึงฌาน 4 จิตเป็ น ฌาน เขา้ ออก ให้ นิมิต ข้อสาคัญที่สุด ยา้ ว่า อย่าลืมลมหายใจเข้าออก 105ยามปกติรักษาลมหายใจเข้าออกไว้ ถ้าจะ ภาพกสิณเกิด น่งั ท่ีไหน เดินที่ไหน นอนท่ีไหน ตามรักษานิมิตกสิณไว้ ไปนง่ั อยู่ เดินไป ไปธุระที่ไหน รักษา ภาพกสิณเข้าไว้ ให้ภาพกสิณมันปรากฎเข้าใจเป็นปกติ ผล 106อรหตั ผล 107สกั กายะทิฏฐิ ตดั กิเลสหมด ตดั สงั โยชน์ 10 หมด อรหตั ผล ตดั สังโยชน์ 10 ตารางท่ี 4.5.6 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “มหำสติปัฏฐำน-06 กำยำนุปัสสนำ ธำตุบรรพ” แนวทางปฏิบตั ิ พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษลี งิ ดำ) สกดั หลกั จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั L6] แนวคดิ ประเด็นคำสอน พิจารณา L6-108กำรพจิ ำรณำมหำสตปิ ัฏฐำน 4 ใช้กรรมฐำนหมวดใดหมวดหนึ่ง เป็นอรหตั ตไ์ ด้ เช่ือวา่ เป็น กรรมฐานหมวด โสดาบนั กไ็ ด้ 109อิทธิบาท 4 จรณะ 15 บารมี 10 สาคญั มากเป็นการรักษำกำลงั ใจใหค้ รบถว้ น 110 เดียวถึงอรหนั ต์ นกั เจริญมหำสติปัฏฐำน 4 ได้ถึงฌำน 4 แลว้ เจริญทิพยจักขุญำณ ไม่ยาก 111ธาตุบรรพ ธาตุ 4 อทิ ธิบาท 4 ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุนา้ ธาตุลม ธาตุไฟ อย่ใู นร่ างกายของเรา พระพุทธเจ้าให้พิจารณาตามความ จรณะ 5 บารมี เป็นจริง ธาตุ 4 ร่ างกายประชุมกัน สามัคคีมีร่ างกาย ถ้าไม่สามัคคี ธาตุนา้ หย่อนไป ธาตุดิน ลม 10 รักษากาลงั ใจ ไฟ หย่อนไปเกิดความป่ วยไข้ ไม่สบาย โรคเกิดขึน้ ในร่ างกาย ธาตุหย่อนไม่ครบถ้วน มีอาการ เจริญมหาสตปิ ัฏ ป่ วย 112กรรมฐานในมหาสติปัฏฐานสูตร จากอย่างเดียวคือ อานาปานสติกรรมฐานเท่านั้น ฐาน ได้ ฌาน 4 นอกนัน้ ไม่มีอะไรยาก เป็นของง่ายๆ เด๋ียวเข้าถึงนิพพาน นิพพิทาญาณ สังขารรุเบกขาญาณ ธาตุ 4 ประชุม กนั ดินน้าลมไฟ 113ธาตุ 4 ไดแ้ ก่ ธาตดุ ิน ธาตุน้า ธาตุลม ธาตไุ ฟ มีความสาคญั วา่ ธาตใุ นร่างกายมี 4 อยา่ ง ร่างกาย พจิ ารณาตาม เป็นธาตุ ร่างกายประกอบดว้ ยธาตุ 4 ให้พิจารณาว่า กายน้ีเป็นธาตุ 4 ไม่ใช่ของเรา มนั ไม่มีตวั ความเป็ นจริ ง เราเราไม่มีในมนั เห็นกายเกิดข้ึน ในร่างกายแลว้ เสื่อมไป 114พระพุทธเจา้ สอนวา่ ร่างกายน้ี เรา อานาปานสติ อยา่ ยดึ ถือเอา เป็นเพียงที่อาศยั ไมม่ ีอะไรเป็นของเรา อยา่ ยดึ ถืออะไร ๆ ในโลก เพราะทกุ สิ่งไม่ กรรมฐาน มีอะไรทรงตวั ร่างกายเป็ นของสกปรก เหมือนซากศพ 115ธาตุ 4 คือ ธาตุดิน ของแขง็ ได้แก่ หนงั เนือ้ กระดกู ธาตลุ ม ได้แก่ ลมหายใจ หรือลมท่ีพดั ไปมาในร่างกาย ธาตุนา้ ได้แก่ นา้ เลือด หลกั กำร นา้ เหลือง นา้ หนอง นา้ ปัสสาวะ นา้ ลาย ธาตไุ ฟ ได้แก่ ความอบอ่นุ ในร่างกาย ร่างกายเรามีธาตุ 4 เท่านน้ั มาประชุมกัน ธาตุ 4 เตม็ ไปด้วยความโสโครก 116นกั เจริญมหาสติปัฏฐาน ต้องเป็นผู้ พจิ ารณาร่างกาย มีสติสมบูรณ์ก่อนแล้วจึงมีสัมปชัญญะสมบูรณ์ด้วย ถา้ ขาดสติและสัมปชญั ญะ เสียแลว้ ตรงน้ี เป็นธาตุ 4 ดิน เป็นเพื่อนกนั 117ทิพยจักขุญาณ หมายถึง มีความรู้คล้ายตาทิพย์ ฌาน 4 ย่อมมีกาลังเห็นจิตแจ่ม น้า ลม ไฟ แจ้งได้ดีมาก ฌาน 4 แล้วทิพยจักขญุ าณ เห็นสวรรค์ เห็นนรก เห็นพรหม เห็นโลก 118เจโตปริยัติ อยา่ ยดึ ถือ ร่างกาย ร่างกายมธี าตุ 4 มาประชุมเป็ น เพยี งที่อาศยั มสี ติสมบรู ณ์ กอ่ นจึงมี สัมปชญั ญะ สมบรู ณ์ ทพิ ยจกั ขญุ าณมี ความรู้คลา้ ยตา ทพิ ย์

323 เจโตปริยตั ิญาณ ญาณ คอื รู้วาระจิตของคน หมายความถงึ รู้ใจคน เรื่องรู้ใจคนไม่ยาก รู้อารมณ์ธรรมดา 119ต้ังใจ คอื วาระจิตคน รู้ ฟังไว้ เวลานีก้ าหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เอาแค่จมูก รู้แค่จมูก รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก ใจคน เป็นการทรงฌานเข้าไว้ เรียกว่า อุปจาระฌาน คือ ฟังได้ด้วยจิตตามสมควร จิตไม่ไปสู่อารมณ์ ทรงฌาน อื่นๆ 120อารมณ์คิดเป็ นอารมณ์วิปัสสนาญาณ อารมณ์คิดว่า ร่ างกายเป็นธาตุ 4 ประชุมกัน แล้ว กาหนดรู้ลม มันสลายตวั เป็นสมถะกรรมฐาน สมถะทุกกองใช้เป็นวิปัสสนาญาณได้หมด ธาตุ 4 ประชุมกนั หายใจเขา้ ออก ช่ัวคราว มีการทรุดโทรมไปตามลาดบั เอาแคจ่ มกู ทรง ฌานเขา้ ไว้ 121ใช้สติปัญญำพิจำรณำธำตุ 4 ธาตุต่าง ๆ ออกไป ท่านให้จิตพิจารณา กายของเราน้ี เหมือน เอาสมถะทกุ กอง ร่างกายของโค เชือด เน้ือแท้ คือ ธาตุ 4 คอื ดิน น้า ไฟ ลม ในอาการ 32 ธาตดุ ิน แขง็ เน้ือกระดูก ใชเ้ ป็นวิปัสสนา ธาตุน้า น้าลาย ธาตุลม ลมหายใจ ธาตุไฟ ความอบอุ่นในร่างกาย ธาตุ 4 สามคั คีทรงสภาพเป็น ญาณ ปกติ 122ให้มีความรู้สึกวา่ ธาตุ 4 คือ ธาตุน้า ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ อาการ 32 แบ่งเป็นชิ้นเป็น ส่วน เอามารวมตวั กนั 11)ร่างกายท้งั หมดประกอบดว้ ยธาตุ 4 ความเกิดข้ึน ความเส่ือมไป เป็น วิธกี ำร กฎธรรมดา จิตเราถือเป็ นกฎธรรมดา ร่างกายมีสภาพไม่เท่ียง สลายตวั และตายไป 123 ฌาน 4 เจริญอานาปานสติไดฌ้ าน 4 แลว้ 124ละสกั กายะทิฏฐิ พจิ ารณาร่างกายไมใ่ ช่ของเรา ร่างกายเป็น สติปัญญา บา้ นเช่า ไปแลว้ ไปลบั ไม่กลบั มา ไมย่ ดึ ถือ ร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา ตัดอารมณ์ฟ้งุ ซ่าน ความ พจิ ารณาธาตุ 4 พอใจในร่ างกาย อย่าให้เกิดขึ้น ตัดอวิชชา ตัดสักกายทิฏฐิ 125ไม่ยึดถือร่ างกาย ให้ละสักกา ดินน้าลมไฟ ยะทิฏฐิ ตัดกิเลส พิจารณาร่ างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ละสังโยชน์ตัดวิจิกิจฉา ทรงศีลให้ อาการ 32 บริสุทธิ์ นากาลังใจให้เข้าถึงอริยบุคคล 126น่ังฟังอยู่ ลืมหายใจเข้าออกหรือยัง ลมหายใจเข้าออก กฎธรรมดา รู้เอาไว้ แค่จมูก หายใจเข้าจงรู้ไว้ หายใจออกจงรู้ไว้ หายใจเข้าหายใจออกทาเป็ นปกติ เป็ น ร่างกายไม่เท่ียง อัตโนมัติของมัน โดยไม่ต้องระวัง แค่รู้เข้ารู้ออก ทาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์ 127เร่ิมฝึ กเจริญ ทิพยจักขุญาณ ทํากรรมฐาน 40 ต้ังแต่อุปจารสมาธิ คือ ยังไม่เข้าถึงปฐมฌาน พอถึงอุปจาร ฌาน 4 เจริญอา สมาธิแล้ว จับภาพกสิณขึน้ เพิกภาพกสิณ อธิษฐาน ให้ภาพกสิณหายไป ของภาพสวรรค์ และ นาปานสติ นรกจงปรากฏ 128นักเจริญมหาสติปัฏฐานสูตร เข้าถึงฌาน 4 แล้วไม่จาเป็นต้องไปต้ังต้นกับแต่ ละสกั กายะทฏิ ฐิ อุปจารสมาธิ ถึง จตุตถฌาน เป็ นภาพนิ่ง เม่ือถอยหลังจิตมาถึงอุปจารสมาธิ อธิษฐานภาพกสิณ หายใจเขา้ ออกจง ให้หายไปแล้วอธิษฐานภาพ สวรรค์ นรก พรหมโลก หรือบคุ คลท่ีตายไปแล้วจงปรากฏ 129ท่าน รู้ ได้ ฌาน 4 ก็ได้ ทพิ ยจุกขญุ าณ สามารถจะเห็นสวรรค์กไ็ ด้ เห็นนรกกไ็ ด้ เห็นพรหมโลกกไ็ ด้ ถ้า ฝึก ทิพยจกั ขุ มีวิปัสสนาญาณพอสมควรจะรู้ภาวะนิพพานตามความจริง ไม่ใช่รู้ตามตาราที่เขาพูดกัน รู้ด้วย ญาณ อานาจของฌาน 130การเข้าถึงความดี 1)ไม่เอาจิตไปกังวลเร่ืองชาวบ้านคนอื่น คนอืน่ เขาจะยังไง เจริญมหาสตปิ ัฏ กช็ ่าง เราควบคุมของเราเท่าน้นั พอ 2)ทรงศีล 5 ไม่ละเมดิ ศีล 5 ตวั เอง 3)ระงับนวิ รณ์ 5 ประการ ฐาน 4 เขา้ ถงึ ทรงพรหมวิหาร 4 จติ เยอื กเยน็ 4)จติ ทรงฌานอยู่เสมอ ฌาน 4 131ไม่ติดอำรมณ์ ติดมานะ ความถือตวั ถือตน ทาไมตอ้ งเดือดร้อน ตอ้ งด้ินรน ดบั อำรมณ์ฟ้งุ ซ่ำน ทพิ ยจกั ขญุ าณ ไปมุ่งนพิ พำน ทกุ ส่ิงทุกอย่ำงในโลกมันเป็ นธรรมดำ เป็นเร่ืองของมนั เม่ือทกุ สิ่งมนั เป็นธรรมดา เห็นนรกสวรรค์ 132มหำสติปัฏฐำน 4 เห็นกำยในกำยในสภำพ สุขวิปัสสโก เห็นชิ้นเน้ือ เห็นอาการของกาย เห็น ได้ รู้ภาวะ นิพพาน เขา้ ถึงความดี จิตไม่ยงุ่ เรื่อง คนอื่น จิตทรง ฌานอยเู่ สมอ ผล ดบั อารมณ์ ฟ้งุ ซ่าน

เห็นกายทิพย์ 324 เห็นอาการกาย ซอ้ นกาย สุข กำยทิพย์ ที่ซ้อนกำยอยู่ ที่เข้ำมำสิงในกำยเนื้อ น้ี จะบอกชดั เวลาเราตายในระหว่างน้ี จะเป็ น วปิ ัสสโก เทวดา หรือ พรหม หรือเป็นสัตวนรก เป็นเปรตอสูรกาย เป็นสตั วเ์ ดรัจฉาน หรือ เป็นมนุษย์ ตารางที่ 4.5.7 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “มหำสตปิ ัฏฐำนสูตร-07 กำยำนุปัสสนำ นวสีถิกำบรรพ” แนวทางปฏิบตั ิ พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษีลงิ ดำ) จาแนกตาม แนวคิด หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั L7] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคดิ L7-133มหำสติปัฏฐำนสูตรเป็ นเคร่ืองมือปฏิบัติ เป็นหลกั ปฏิบตั ิ 134นวสีบรรพ ซากศพทิ้งไว้ ป่ าชา้ 9 นวสี หมายถึง ป่ าชา้ 9 มาดูซากศพร่างกายของเรา ก็มีสภาพเช่นน้ี ธาตุ 4 ดิน น้า มหาสตปิ ัฏฐาน ลม ไฟ ในร่างกาย 135หลวงพ่อฯ สอนมหาสติปัฏฐาน มาสามรอบแลว้ จะฟังกนั ก่ีรอบ เรา เคร่ืองมือปฏบิ ตั ิ ฟังกนั เท่าไร ทาไมจึงไม่ได้ 136มีพระพุทธเจ้าเป็ นพ่อ ธรรมะของพระพุทธเจ้ามาแจกกัน พิจารณาซากศพ ป่ า ระหว่างพ่ีน้อง พ่อคนเดียวกัน เป็นลูกพระพุทธเจ้า ศากยบุตร พุทธชิโนรส 137ไม่ต้องเกาะ ชา้ 9 ร่างกายมสี ภาพ ตารา อย่าไปน่ังท่องตารา เป็นนักปฏิบัติเพ่ือมรรคผล 138พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทุกส่ิงทุกอย่าง แบบเดียวกนั ในโลกเป็นอนัตตา ไม่มอี าการทรงสภาพ มนั สลายตัวไปในท่ีสุดจริง เราเคยเกิดมาก่ชี าติ ไม่ หลวงพ่อฯ สอนมหา มีเราเอง ตัวไม่มี ตัวเรามาหาในชาตินี้ มันเอาอะไรมา 139เอาตัวจิตมาก จิตที่เป็นนามธรรม สติปัฏฐาน 3 รอบ คือ กายท่ีเป็นนามธรรมเข้ามาสิงอย่ใู นร่างกายของกายในชาตินี้ ทรัพย์สินท้ังหลายในชาตินี้ แลว้ สอน ฟัง ทาได้ เราหาใหม่ทั้งหมด ถอื พระพุทธ เจา้ เป็น พ่อ 140เอาบาลีมากล่าวนาเพราะคาสอนของพระพุทธเจา้ 141จงพิจารณาเห็นกายในกาย มีสภาพ นกั ปฏิบตั ิไมเ่ กาะ อยา่ งน้ี ธาตุ 4 ขาดความสามคั คีเมื่อใด ธาตุ 4 สลายตวั คือ ร่างกายของบุคคลที่ไม่มีอาการ ตารา ปฏิบตั เิ พอื่ ทรงตวั ปราศจากโรคภยั ไขเ้ จ็บ ความอ่อนแอ 142ยอมรับกฎธรรมดา ทุกสิ่งทุกอยา่ งในโลก มรรคผล น้ีเป็ นธรรมดา มนั เป็ นเรื่องธรรมดา ส่ิงใดแกไ้ ขไม่ได้ มนั เป็ นธรรมดา รู้สึกธรรมดาเป็ น ทกุ ส่ิงในโลกเป็น ปกติ รู้กฎความเป็นธรรมดา คนเห็นกฎ จงจา จงประพฤติ กายเป็นธรรมดา ร่างกาย แก่ ป่ วย อนตั ตา ตาย ร่างกายเป็นเพียงที่อาศยั ที่ระลึก ไม่ติดอย่ใู นกาย 143เราเขามีอาการ 32 เหมือนกัน เม่ือ จิตสิงอยู่ในกาย เขาตายไปแล้ว เรารังเกียจว่า ร่ างกายเขาสกปรก เพราะสิ่งโสโครกคือ อาการ 32 ท่ีว่าใน ปฏิกลู บรรพ หรือ กายคตานสุ ติกรรมฐาน หรือ ธาตุบรรพ ปรากฏ เราตาย เราจะเหมือนเขา หลกั กำร หรือไม่ นึกดู 144พิจารณาความตายมรณานุสติกรรมฐาน 145ฌาน 4 เป็นบรรทัดฐานในการ เข้าถึงพระนิพพาน พยายามเข้าฌาน 4 ทรงฌาน 4 ให้มาก 146เจโตปริยตั ญิ าณ สภาพของจิต ศึกษาคาสอน เป็ นอย่างไร สภาวะเป็ นคนทิพย์ เป็ นกายซ้อนกาย กายในกาย เห็นกายในกาย ทิพยจักขุ พระพุทธเจา้ จาก ญาณ วิชชา 3 147นวสีในกรรมฐาน 40 เรียกว่า อสุภกรรมฐาน เป็นการตัดราคะ จริต ตัวเมา ภาษาบาลี ในร่ างกาย ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่หนัก แต่ว่าพืน้ ฐานหนัก อานา พจิ ารณาเห็นกายใน กาย มสี ภาพธาตุ 4 ขาด ความสามคั คี สลายตวั ยอมรับกฎธรรมดาใน โลก อาการ 32 ปฏกิ ูล กายค ตานุสตกิ รรมฐาน เมือ่ ตายเหมือนกนั หมด มรณานุสติกรรมฐาน ทรงฌาน 4 สภาวะคนทิพย์ เป็น กายซอ้ นกาย เจโต ปริยตั ิญาณ

325 อสุภกรรมฐาน ตดั ปานสติกรรมฐาน ต้องทาให้ได้ฌาน 4 148ถ้ารู้จักใช้ในมหาสติปัฏฐานสูตร กาไรเยอะ อย่า ราคะจริต ตวั เมาใน มัวไปติดตาราอยู่ ตาราควรถือเป็ นบรรทัดฐานเฉพาะตาราท่ีใช้ได้ แล้วเอาตาราน้ันมาฝึ ก ร่างกาย อย่าเกาะตาราเกินไป แล้วเราจะพบของจริง 149จิตของคนอ่ืน เห็นจิตของเราแล้ว กต็ ้องเห็น มหาสตปิ ัฏฐาน 4 จิตของเขา คนนมี้ คี วามทกุ ข์อะไร ขอภาพนนั้ จงปรากฎ พ้ืนฐานหนกั อานาปาน สติ ตอ้ งทาให้ไดฌ้ าน 150พจิ ำรณำซำกศพคนตำย มีลักษณะ 9 ประกำร คนตายข้นึ อืด มีกล่ินเหม็น น้าเหลือง หนงั ไม่ตดิ ตาราพบของจริง หุม้ กระดูก ซากศพท้งั ไวใ้ นป่ าชา้ กระดูก เส้นเอน็ รัดตรึงอยู่ นอ้ มมาสู่กายวา่ ถึงกายของเรา เห็นจิตเราเห็นจิตเขา ก็เป็นอยา่ งน้ี ร่างกายก็เป็นอย่างน้ี 151พิจารณาธาตุ 4 ธาตุไฟลด ขาดความอบอุ่น ไม่สบาย กาย ไม่สบายใจ ธาตุน้าลด ตอ้ งให้น้าเกลือ ร่างกายทรุดโทรมขาดกาลงั ธาตุลมหมด ธาตุ วิธกี ำร ไฟดบั น้าละลายเน้ือ ผลธาตดุ ินสู่น้าไม่ได้ กล่ินเหมน็ ปรากฏ น้าเลือด น้าหนองก็ปรากฏดิน ไม่แข็ง น้าไหลซึมออกจากร่างกายเป็ นน้าสกปรกต่างๆ ธาตุไฟสลายตวั เมื่อส้ินลมปราณ พจิ ารณาซากศพ ธาตุไฟหมด 152พิจารณาร่างกายไม่เที่ยง มีความเล่ือมไป มีความเกิดข้ึนและเส่ือมไป คนตาย 9 ลกั ษณะ พิจารณาซากศพเป็นอย่างเดียวกบั เรา ร่างกายบุคคลอื่น จะไปหลงใหลทาไม เร่ิมตน้ เส่ือม พจิ ารณาธาตุ 4 สลายไปในที่สุด มีความเกิดข้ึน และมีความเสื่อมสลายไป เป็ นวิปัสสนาญาณ 153ย่อม พิจารณาร่างกายไม่ พิจารณาเห็นความธรรมดา ความเกิดข้ึนในร่างกาย ความเส่ือมไป ส่ิงเหล่าน้นั เป็นธรรมดา เท่ียงเป็ นวิปัสสนา ในกายภายใน มนั เป็นธรรมดา จะมีอะไรเป็นทุกข์ น้อมเขา้ มาเป็นอริยสัจ 154อย่าทาจิตให้ กรรมฐาน มนั ดิ้นรน พิจารณาเป็นธรรมดา ทุกอย่างเป็นธรรมดา อารมณ์เป็นธรรมดา 155ความช่ัวของ พจิ ารณาเห็น จิตยึดถืออารมณ์ คือ ยึดสัญญาเดิม ความจดจาไว้มากเกินไป ไม่ใช่ปัญญาเป็ นเคร่ื อง ความธรรมดา พิจารณา 156เม่ือถอยหลังออกฌาน 4 แล้ว เข้าเจริญวิปัสสนาญาณ ชาระจิตให้ผ่องใส จิต นอ้ มอริยสัจ 4 แจ่มใสดี รักษาศีลให้บริสุทธิ์อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน ระงับนิวรณ์ 5 ประการ ให้ได้ จิตทรง จิตพิจารณา พรหมวิหาร 4 เอาไว้ วิชชา 3 มีคุณประโยชน์157กาลังใจเข้มแขง็ คือ คนขยัน บารมีคือ ตัว ธรรมดา ขยัน 158ยถากัมมุตาญาณ รู้กฎของกรรมว่า คนเราที่มีความสุขหรือความทุกข์ หรือสัตว์ก็ ไม่ใหจ้ ิตยดึ ถือ ตาม ในชาติปัจจุบัน มีวาสนามีบารมีมาก อาศัยกรรมที่เป็ นกุศล หรืออกุศลอะไรในชาติ อารมณส์ ญั ญา ก่อน หรือในชาตินี้ ให้ผล และคนท่ีตายไป แล้วมคี วามสุขหรือความทุกข์ ประการใดเพราะ เดิม อาศัยกฎของกรรมอะไรให้ผล 159เอาหนังสือคู่มือกรรมฐานไปฝึ กเอง ถ้าสงสัยอะไรกถ็ าม ถอยหลงั ฌาน 4 ใครอยู่ใกล้ท่านอาจารย์องค์ใด หารือกับท่าน ความรู้อย่างนีไ้ ม่ได้มีเฉพาะบุคคลใดบุคคล เจริญวิปัสสนา หน่ึง เวลานีห้ รือเมื่อก่อนนี้ ในอดีตกด็ ี ในปัจจุบันกด็ ี มีอย่เู ยอะแยะที่เท่าได้กัน 160ถ้าเราได้ กาลงั ใจเขม้ แขง็ ฌาน เรารู้ได้อย่างไร บารมีคอื ตวั ขยนั รู้กฎของกรรม มี 161สุขวิปัสสโก 162ตวั โง่คือ อวิชชา อวิชชาไม่ใช่ แปลว่า ไม่รู้ รู้เหมือนกนั แต่รู้ไม่ค่อยจะตรง วาสนาบารมีมาก รู้ไม่ค่อยหมด รู้ไม่ครบไม่ถ้วน 163จิตเล่ือมใสคาสอน ปฏิบตั ิเรื่อยไปในไม่ชา้ ละสังโยชน์ อาศยั กรรมกุศล ได้ 164กายคตานุสติกรรมฐาน ทิพยจกั ขญุ าณ ฝึกตามหนงั สือ คู่มือกรรมฐาน มี อะไรตามอาจารย์ เราไดฌ้ านรู้ได้ อยา่ งไร ผล สุขวปิ ัสสโก ตวั โง่ คอื อวิชชา จิตเลือ่ มใสคาสอน ทิพยจกั ขญุ าณ

326 ตารางท่ี 4.5.8 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “มหำสตปิ ัฏฐำนสูตร-08 สรุปกำยำนุปัสสนำ” แนวทางปฏิบตั ิ พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษีลงิ ดำ) จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั L8] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน แนวคิด L8-165กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ประกอบด้วย อานาปานสติกาหนดรู้ลมหายใจเข้าออก อิริยาบถ กาหนดรู้การเคล่ือนไหวของร่างกาย สัมปชญั ญะ ปฏิกูล พิจารณา ธาตุ 4 พิจารณา กายานุปัสสนา ธาตุ ดิน น้า ลม ไฟ นวสี 166เพียงแค่ศึกษา อานาปานสติ อิริยาบถ นวสี เลือกอยา่ งใดอย่าง ประกอบ อานา หน่ึงก็เป็นพระอรหันตไ์ ด้ หรืออานาปานสติอย่างเดียวก็เป็ นพระอรหนั ตไ์ ด้ 167ศึกษาอานา ปานสติ อิริยาบถ ปานสติกรรมฐาน ตามรู้ลมหายใจ กาหนดรู้ความเคลื่อนไหวของร่างกาย สมั ปชญั ญะ ปฏิกูล สมั ปชญั ญะ ปฏิกูล พิจารณาอาการ 32 ประการ ธาตุ 4 ป่ าชา้ 9 พิจารณาซากศพ อานาปานสติพิจารณา อิริยาบถ ธาตุ 4 นวสี ปฏิกูล ธาตุ 4 ทาให้เก่งอย่างเดียว เป็นอรหันตไ์ ดห้ มด เห็นกายในกาย เตม็ ไปดว้ ยส่ิงสกปรก ศกึ ษาอานาปานสติ ไมท่ รงตวั มีการเกิดแลว้ เสื่อมไป 168มหาสติปัฏฐานสูตร เป็นข้อวตั รปฏบิ ัติที่องค์สมเดจ็ พระ อยา่ งเดียวเป็น ผ้มู ีพระภาคเจ้าตรัสสอนเพื่อการบรรลธุ รรม อรหนั ตไ์ ด้ อานาปานสติ 169มหาสติปัฏฐานสูตร มีตาราศึกษาและสอนกนั มา 170มหาสติปัฏฐาน 4 เป็นสายสุขวิปัสสโก พิจารณา อิริยาบถ (บรรลุแลว้ ไม่เห็นผี ไม่เห็นสวรรค์ ไม่เห็นนรก มีแต่จิตสบาย กิเลสแห้งเหือดไป) 171รักษา สัมปชญั ญะ ปฏกิ ูล อารมณ์ใจทรงตวั ตลอดทาไดห้ รือไม่ อานาปานสติกรรมฐาน 172ศึกษา ฟัง ปฏิบตั ิ อาศยั ธาตุ 4 นวสี กาลงั ใจ จาก จรณะ 15 ครบ อิทธิบาท 4 173กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ข้อว่าด้วย อิริยาบถ เรา มหาสติปัฏฐานขอ้ ยืนอยู่ เรารู้ว่าเรายืน เราเดินอยู่ เรากร็ ู้ว่าเราเดิน เรานง่ั อย่เู รากร็ ู้ว่าเรานั่ง เรานอนอย่กู ร็ ู้ว่านอน ปฏิบตั เิ พือ่ บรรลุ มีอิริยาบถ 4 อย่าง เรายืน เราเดิน เรานั่ง เรานอน ความจริงอาการ ยืน เดิน น่ัง นอน เราทา ธรรม ตลอดเวลา แต่มักไม่ได้เอาสติเข้าไปกาหนดรู้ สติห่างไป มีการควบคุมน้อย ให้ระมัดระวัง คือ ควบคมุ สติให้มากขึน้ หลกั กำร 174กาหนดลมหายใจเข้าออกร่วมกับอิริยำบถ สัมปชัญญะ ปัญญา ปัญญารู้ปฏิกูลสัญญา มหาสติปัฏฐาน อาการ 32 ร่างกายเป็นของสกปรก ร่างกายปรกอบดว้ ยธาตุ 4 บงั คบั ไม่ได้ สภาพสกปรก 175 ศึกษาตาราสอน ขณะเรากาหนดลมหายใจ เขา้ ออก เราทาอะไรอยบู่ า้ ง ทาอิริยาบถทรงสติสัมปชญั ญะ เอาอา สุขวปิ ัสสโก นาปานสติเป็นตวั คุม ทาลมหายใจเขา้ ออก เอาใจไปจาวา่ เวลาน้ีหายใจเขา้ หายใจออก 176อา ทรงอารมณอ์ านา นาปานสติศึกษาทีละข้นั เวลาปฏิบตั ิจริงๆ มาพร้อมกนั กาหนดลมหายใจเขา้ ออกระงบั ความ ปานสตกิ รรมฐาน ฟุ้งซ่านของจิต 177ถา้ อิริยาบถ เดิน นงั่ นอน ยนื รู้อยู่ในอิริยาบถ มีสติ สัมปชญั ญะ ควบคุม สติทรงอยู่ นิวรณ์ไม่เกิด สัมปชญั ญะ รู้ตวั วา่ การกระทามีอะไรบา้ ง เป็นการควรหรือไมค่ วร อาศยั กาลงั ใจ ศกึ ษา รู้กิจควรหรือไม่ควร ร่างกายประกอบธาตุ 4 พิจารณาว่าเป็ นของสกปรก นวสี พิจารณา ฟัง ปฏิบตั อิ าศยั กาลงั ใจ จรณะ15 อทิ ธิบาท 4 อริ ิยาบถ 4 อาการ จริงทาตลอดเวลา วธิ กี ำร กาหนดลมหายใจ ร่วมกบั อิริยาบถ ปัญญารู้อาการกาย ทาอริ ิยาบถทรง สตสิ มั ปชญั ญะ เอา อานาปานสติเป็ นตวั คุม ศึกษาอานาปานสติ ระงบั ความฟ้งุ ซ่าน จิต

327 รู้ในอิริยาบถ มสี ติ ซากศพ พิจารณาพร้อมกนั ให้ใจทรงเอกคั คตารมณ์ อารมณ์เดียว 178การปฏิบตั ิไม่ใช้ไปไล่ สมั ปชญั ญะ เป็น เบ้ียทีละอย่าง จบั อิริยาบถโยนทิ้งไป จบั สัมปชญั ญะโยนทิ้งไป จบั ปฏิกูลคล่องตวั ดี ธาตุ 4 อารมณ์เดียว นวสี ถ้าปฏิบตั ิอย่างน้ีไม่ไดอ้ ะไร ทางออกคือ ปฏิบตั ิรวมต้องอานาปานสติยืนตวั เข้าไป ปฏิบตั ิรวมตวั อานา ระงบั นิวรณ์ 5 ประการ 179ร่างกายภายในภายนอก มีความเกิดข้ึน และความเส่ือมไป ไม่สน ปานสติเป็นตวั ยนื ร่างกาย จะไม่ยดึ ถือร่างกาย ไม่ยดึ ถืออะไร ๆ ในโลกน้ี ร่างกายมีสภาพเหมือนซากศพ ตาย ร่างกายภายใน ไป 1 วนั 2 วนั กม็ ีสีเขียว เยน็ ซืด มีน้าเหลือง ร่างกายทรุดโทรม 180กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ภายนอกไม่ยึดถือ เอาสติ กาลงั ใจต้งั ไว้ ปัญญาพิจารณา ในกายเห็นกายในกาย เห็นกายนอกกาย คุมกาลงั ใจ 6 ใดๆ อยา่ ง อานาปานสติ อิริยาบถ สัมปชญั ญะ ปฏิกูล ธาตุ 4 ดิน น้า ลม ไฟ นวสี 181สรุปใชอ้ า เอาสติกาลงั ต้งั ไว้ นาปานสติยืนทรงตวั ไว้ ระงบั นิวรณ์ 5 ทรงอารมณ์ อยู่ในอานาปานสติตลอดเวลา อิริยาบถ ปัญญาพจิ ารณา กาย เคลื่อนไหวท้งั หมดรู้ มีสติสมั ปชญั ญะ สติทรงอยู่ สัมปชญั ญะรู้ตวั ท้งั หมดวา่ มีอะไรบา้ งดีไม่ เห็นกายในกาย ดี 182จิตกบั กายพึงอาศยั กนั 183อย่าสร้างความจุกจิกในธรรม ถามใจท่านว่า เวลาน้ีกาจงั ใจ ใชอ้ านาปานสติยืน ของท่านต้งั อยู่ท่ีไหน 184ขณะกาลังน่ังฟังมหาสติปัฏฐานสูตร จับลมหายใจเข้าออก ตอนจมูก ทรงตวั อยใู่ น ไว้เพื่อให้รู้ลมหายใจเข้ารู้ลมหายใจออกเป็นอานาปานสติ หูได้ยินเพ่ือธรรม คือ คาสอนของ อิริยาบถเคล่อื นไหว พระพทุ ธเจ้าเป็นอานิสงค์ 185อารมณ์คิด ก่อนจะใช้อารมณ์คิดทุกครั้ง โปรดทาสมาธิจิตจนถึง จิตกบั กายอาศยั กนั ฌาน ให้เต็มที่ก่อน ได้ระดับไหนทาให้ถึงระดับน้ัน ปล่อยจิตสบายจึงค่อยใช้อารมณ์ คิด ไม่สร้างความจกุ จิก ปัญญาจะเกิด 186เป็นหลักการปฏิบัติพระกรรมฐาน ถ้าใช้อารมณ์คิดแล้วจิตใจฟุ้งออกนอกลู่ ในธรรม นอกทาง ก็ทั้งอารมณ์คิดกลับมาจับมาอานาปานสติ จนจิตสบายแลว้ ก็ใช้อารมณ์คิดต่อไป ฟังมหาสติปัฏฐาน เป็นหลกั การนกั ปฏิบตั ิ 187สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว ตอนต้นตง้ั แต่อานาปานสติและอิริยาบถ สูตรจบั ลมหายใจท่ี เป็ นสติ สัมปชัญญะ คาว่า “รู้ตัว” ทาความรู้สึกรู้ตัวไว้ ทุกอิริยาบถทุกอาการ จะทาอะไรก็ จมกู ตามรู้ตัวอย่เู สมอ ให้รู้ตัวไว้ 188ปฏิกูล สกปรกโสโครก น่าเกลียด ไม่น่ารัก น่าสะอิดสะเอียด กอ่ นใชอ้ ารมณ์คิด ปฏิกลู ในกายคตานุสติกรรมฐาน เป็นกรรมฐานท่ีสาคัญมาก ถ้าหากไม่ผ่านกองนหี้ รือไม่ทรง โปรดทาสมาธิจิต กองนไี้ ว้ได้ประจาใจ จะไม่เกิดอารมณ์รังเกียจในร่างกาย ไม่สามารถบรรลผุ ลใดๆ ได้เลย 189 จนถงึ ฌาน ตั้งแต่เบือ้ งบนลงมาถึงเบือ้ งเท้า ต้ังแต่เบือ้ งตา่ ขึน้ ไปถึงปลายผมหุ้มรอบไปด้วย หนัง เตม็ ไป ใชอ้ ารมณ์คิดจิตฟ้งุ ด้วยของท่ีไม่สะอาด 190ในกายนมี้ ี ขน ผม เลบ็ ฟัน หนงั เนือ้ เอน็ กระดกู เย่ือในกระดกู ม้าม กลบั มา จบั อาปนา หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหญ่ อาหารเก่า ดี เสลด นา้ หนอง เลือด ปานสติ เหง่ือ มันข้น นา้ ตา เปลวมัน นา้ ลาย นา้ มูก ไขข้อ มูตร มันอยู่ในร่ างกายของเราท่ีมีหนัง สมั ปชญั ญะ คือ กาพร้ าเป็นเครื่องห่อหุ้ม 191กายาคตาสติกรรมฐานเป็นการตัดราคะ ถ้าใครพิจารณาได้จริงๆ ความรู้ตวั ต้งั ตนอานา และเข้าถึงจริงๆ เกิด นิพพานญาณ ความเบ่ือหน่าย เป็นกรรมฐานใหญ่ ต้องค่อยพิจารณาไป ปานสติ อิริยาบถเป็น พิจารณาเห็นว่าร่ างกายเป็ นปฏิกูล เป็ นของน่าเกลียด คิดค่อยๆ คิดตามไป 192จิตมันเพ่ือ สติทาความรู้สึกตวั เข้าฌาน หลับตาจับลมหายใจเข้าออก ภาวนาให้ใจสบาย เม่ือใจสบายแล้ว ถอยหลังจิตมา คิดถึงปฏิกูลสัญญา หรือ กายคตานุสติกรรมฐาน ทาแบบนีจ้ ิตจะเข้าถึงความสังเวชสลดใจ ปฏกิ ลู เป็นกายคตา ในความรู้สึกเกิดความเบื่อหน่าย เห็นตามความเป็นจริงว่า ร่างกายของเรา ร่างกายของบุคคล นุสตกิ รรมฐาน อ่ืน เตม็ ไปด้วยความสกปรก เหมือนกับส้วมเคลื่อนที่ ส้วมเดินได้ กรรมฐานข้อนี้ ค่อยๆคิด สาคญั พจิ ารณาเบ้อื งบน ลงมาถึงเทา้ หุ้ม รอบดว้ ยของไม่ สะอาด ส่ิงในร่างกาย พิจารณากายคตา สตกิ รรมฐานตดั ราคะ เกิดเบอื่ หน่าย จิตเขา้ ฌาน หลบั ตา จบั ลมหายใจเขา้ ออก พจิ ารณา ปฏกิ ูลสญั ญา กายค ตานสุ ติกรรมฐาน ความรู้สึกเกิดความ เบื่อหน่าย

ผล 328 หูฟังธรรมจิตใจ คิดไป คิดไปอย่างช้าๆ พิจารณาเอาเหตุผล หาความจริ งให้ ได้ หากเราปฏิบัติในพระ สะอาด กรรมฐานข้อนจี้ นขึน้ ใจเป็น นิพพิทาญาณ ไมย่ ึดมนั่ 193หูฟังธรรมะ ทำจิตใจให้สะอำด จากกิเลส ทาไม่ได้ ดินแดนไปอเวจีนรก ใจหนา นิพพาน เห็นดว้ ยตา รู้ดว้ ย พูดเป็ นปี ๆ จิตใจจบั ไดห้ รือไม่ โฆษะบุรุษสตรี 194ความยึดมน่ั ยงั มีอยู่หรือไม่ ท่านเป็ นป อานาจปัญญา ถุชนคนท่ีหนาไปดว้ ยกิเลสหรือไม่ 195เห็นดว้ ยตา รู้ดว้ ยอานาจปัญญา 196ปราศจากขนั ธ์ 5 ไม่มขี นั ธ์ 5 อารมณ์ ปราศจากความโลภ โกรธ หลง ทาใหส้ ิ้นไป เพื่อไมใ่ หร้ ่างกายเตม็ ไปดว้ ยความสกปรก ความ จิตสุข เสื่อมและความทุกข์ อารมณ์จิตเป็ นสุข เป็ นพระอรหันต์ 197คนชว่ั ไม่ตอ้ งตาหนิ มนั ชว่ั อยู่ ไม่เป็ นคนชวั่ แลว้ คนจะชวั่ จะดี ไมม่ ีใครสร้างใหไ้ ดเ้ ป็นเร่ืองของตนเอง ตารางที่ 4.5.9 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “มหำสติปัฏฐำนสูตร 09 เวทนำนุปัสสนำ” สกดั หลกั แนวทางปฏิบตั ิ พระรำชพรหมยำน (หลวงพ่อฤำษีลงิ ดำ) แนวคดิ จาแนกตาม แนวคิด หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั L9] อ่านศกึ ษาบาลี ประเด็นคำสอน ธรรมะจาก L9-198อ่านพระบาลีให้ฟัง เป็ นการป้องกนั ว่า สร้างธรรมะมาสอน สร้างธรรมข้ึนมาสอน เป็ น พระพุทธเจา้ ความเขา้ ใจพลาด ธรรมะเอามาจากพระพุทธเจา้ 199เห็นไม่ยึดศัพท์แสงของตาราหนัก เอาเพ่ือ เป็นนกั ปฏิบตั ิ ความเป็นสาคัญในฐานะนักปฏิบัติ ไม่ใช่นักปริยตั ิท่ีมาวิจัยศัพท์กันเลอะเทอะ วิจัยแล้ววิจัยอีก แต่ไม่ได้ปฏิบัติผลไม่เกิด หลกั กำร 200พิจารณาเห็นเวทนา คือ ความเสวยอารมณ์ คาว่า “เวทนา” คือ อารมณ์ที่เราเขา้ ไปสัมผสั พจิ ารณา อารมณ์ในเวลาไมม่ ีอารมณ์ในเวทนาดู พจิ ารณาถึงอารมณ์ท่ีเราสัมผสั เวลาน้ีเรามีความสุข หรือ “เวทนา” คือ ความทุกข์ ให้พิจารณาถึงอารมณ์ท่ีเราสัมผสั เกิดข้ึนจากการสัมผสั 201เห็นความเป็ นธรรมดา อารมณ์ทเ่ี ขา้ ไป เกิดข้ึนเป็นธรรมดา เห็นความเส่ือมไปเป็นธรรมดา สติมีเวทนาอยู่ เขา้ ไปต้งั อยเู่ ฉพาะภายในแก่ สัมผสั เธอ สักแต่ว่าเป็ นที่อาศยั ที่ระลึกไม่ติดอะไรๆ ในโลกดว้ ย 202“เวทนำ” แปลว่ำ เสวยอำรมณ์ เห็นธรรมดา สติ อามิส คอื วตั ถทุ ี่มี ไม่มีชีวิต สิ่งของคน สัตว์ ถา้ เราไดม้ าเราดีใจ สุขเวทนาเจือไปดว้ ยอามิสกาม เขา้ ไปต้งั เวทนา คุณเป็ นส่ิงไม่ได้ ไดข้ องเขามาท้งั มีชีวิตและไม่มีชีวิต ยึดถือ ให้พิจารณาว่า เวลาน้ีจิตของเรา อยู่ เกลือกกลวั กบั กามคณุ หรือไม่ 203ทกุ สิ่งท่ีเป็นสมบัติโลก ไดม้ า“กามคณุ ”ความใคร่ รูปเสียงกล่ิน เวทนา” แปลว่า รส ถา้ รู้สึกวา่ เวทนาเกิดข้ึนไดอ้ ย่างน้ี ตดั ดว้ ยอานาจ ปฏิกูลสัญญา ธาตุ 4 นวสี 9 ยอ้ นหลงั เขา้ เสวยอารมณ์ ไปตามให้ใชส้ มถะและวิปัสสนา ร่างกายเป็ นของสกปรกไม่เท่ียงสลายตวั ประหารทนั ที จน กามคณุ เวทนา อารมณ์ไม่เกาะกามคุณ เป็ นนิพพิทาญาณ วางเฉย 204ความเสวยอำรมณ์ในเวทนำอยู่เนื่อง เกิด ตดั ดว้ ย อารมณ์ที่เราพอใจ ไม่พอใจอยใู่ น จรณะ 15 ประการ ครบหรือไม่ จิตต้งั มน่ั ในพรหมวิหาร 4 ปฏิกลู สัญญา จิตไม่เจือกามคุณ อิทธิบาท 4 ประการ จิตมีความสุข ไม่เจือปนดว้ ยอามิส 205อารมณ์คิด คิด ธาตุ 4 นวสี9 ทบทวนเข้าไว้และคิดก็จงอย่าหาเวลา ไม่มีเวลาเฉพาะ เราตั้งเวลากันท้ังวันเวลาไหนการตั้ง เสวยอารมณ์ อารมณ์อะไร 206เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นการพิจารณาอารมณ์คือ รู้ความสุข รู้ความทุกข์ เวทนาอยู่ จิตต้งั หรือความไม่สุข ความไม่ทกุ ข์ของจิตเวทนานุปัสสนา พระพุทธเจ้าให้ใช้อารมณ์คิด คือ รู้อยู่ ตัว มนั่ อารมณค์ ิด ทบทวนต้งั อารมณ์อะไร พจิ ารณาอารมณ์ คอื รู้ความสุข รู้ ความทุกข์ หรือ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook