229 ตัวตนถอยไม่ได้ เห็นจิตไม่ที่ยงเป็ นของมำยำ ไม่ใช้ตัวตนเป็ นหลักใหญ่ ท่ีมองเห็น ประโยชน์ เวทนาไม่เท่ียงหายหลงในเวทนา สิ่งที่ทาให้เกิดปัญหาท้งั หลาย คือเวทนำ เราอยู่ มีสุขเวทนาอร่อยแก่เรา เราหลงเวทนา แตเ่ ราเหน็ เวทนำเป็ นของไม่เทีย่ ง กห็ มด ทุกขห์ ลงใน สุขเวทนาในโลก เวทนาท้งั หลายเป็นของหลอกลวงไม่เท่ียง หยดุ หลงในสิ่งที่เราเคยรักเคย ชอบ สุขเวทนา ไม่ตอ้ งพูดถึงวา่ เป็นอนจิ จงั ทุกขัง อนตั ตำ ความหลงในชีวิตประจาวนั เห็น ความไม่เท่ียงของสิ่งท่ีเรียกวา่ เวทนา ต่อไปน้ี เวทนาก็ไม่มีอานาจเหนือเรา เม่ือไม่มีเวทนา แลว้ ตณั หากห็ มดอานาจไป อปุ ทาน ภพชาติไมม่ ี ความทุกขไ์ มม่ ี ตดั ตอนกนั ตรงน้ี เวทนาไม่ หลอกลวงเราไดต้ ่อไป ยอ้ นมาดูควำมไม่เท่ียง ของปี ติ สุข จติ สังขำร ภาวะท่ีจิตสงั ขารระงบั ลง ๆ ดูไปดูของจริงเหล่าน้นั แยกแยะออกก่ีสิบอย่างก็ได้ ขอใหด้ ูเหตุความไม่เท่ียงของสิ่ง เหล่าน้นั มาถึงหมวดจิต จิตตามธรรมดาเป็นอยา่ งน้ี เห็นความไม่เท่ียง จิตทาใหเ้ พลิดเพลิน ยิ่นดี มนั ไม่เที่ยง จิตบงั คบั เป็นปกติ เป็ นสมำธิทำจิตให้ต้ังม่ันก็ ไม่เท่ียง จิตที่ปล่อยไม่เที่ยง การปล่อยกไ็ มเ่ ท่ียง ทกุ อยา่ งท่ีเก่ียวกบั จิต เป็ นผู้เห็นควำมไม่เทีย่ ง ถึงขนาดอนิจจำนุปัสสนำ รอบตวั ถา้ ข้นั น้ีดูความไม่เที่ยง อนิจจานุปัสสนา เร่ือยๆ ไป เกิดคลำยกำหนัดในสิ่งที่เคย หลงรักหลงยึดถือ วิรำคำนุปัสสนำ เป็นผเู้ ห็นความจางคลายแห่งความยึดถือในส่ิงต่าง ๆ ที่ เคยยึดถือมาก่อน วิราคานุปัสสนา อยใู่ นลักษณะเห็นควำมไม่เที่ยงเบ่ือหน่ำยคลำยกำหนัด คือ วิราคานุปัสสนา กิเลสคลายออก อุปทานคลายออก คือ วิราคะ ในความหมายน้ี คือ วิราคะมี 2 ความหมาย ความหมายหน่ึง คอื การคลำยของกิเลส อีกความหมายหน่ึงเป็ นพระ นิพพำน น้นั ความเป็นไวพจน์ ในที่น้ีเห็นความจางคลายของกิเลส อุปทานเคยยดึ มน่ั ในสิ่ง ต่าง ๆ วิราคานุปัสสนา เร่ือยไปมองเห็นความหลุดออก หรือดบั ไปแห่งกิลสคือ อุปทาน ธรรมชาติคือคลายไป ๆ เด่ียวก็หมด นิโรธำนุปัสสนำ เห็นกิเลสดบั อุปทาน ทุก ๆ อุปทาน โดยเฉพาะอย่างย่ิง ตัวกูของกู ตัวตนว่ำดับไป เห็นควำมหลุดพ้น ปฏินิสสัคคำนุปัสสนำ สลดั คืน เมื่อเราเปล้ืองอะไรออกไปไดห้ มด ส่ิงน้ันกลบั ไปหาธรรมชาติ ไม่มาอยู่ในยึดถือ ของเรา เพราะเราไม่ยึดถือ หลุดออกไปธรรมชาติ ปฎินิสังจะ สลดั คืน น่ังดูจิตที่สลดั คือ ส่ิงท้ีงปวงยึดืถอมาตามสมควร ปฏิสังขำนุปัสสนำ รู้ว่าพน้ อะไรแลว้ คร้ังโบราณไม่ตอ้ งรู้ โสดำบนั สกทำคำมี อนำคำมี ไมส่ นใจเรื่องช่ือ ไม่สนใจเร่ืองปริญญาบตั ร เด่ียวน้ีมนั ออกไป แลว้ จริง ๆ อะไรท่ีเคยแผดเผาเรามนั ไดห้ ลุดออกไปแลว้ จริง ปฏิสังขานุปัสสนา เป็ นอนั สุดทา้ ยของะระบบ 16 ข้นั คือสติปัฏฐาน หมวดกายา เวทนา จิตตา ธรรมา เป็นอยา่ งน้นั เห็น ไดเ้ อง วิเศษมีประโยชน์อยา่ งไร เท่าไร เห็นไปเอง เรียกว่า ทาหนา้ ท่ีถึงที่สุดแล้วในการนา ออกเสียงซ่ึง อภิชฌาและโทมนสั ในโลกมาถึงข้นั สติมา วิเนยยะ โลเก อภิชฌาโทมนสั สัง ถา้ เป็นเร่ืองสมบูรณ์ เป็นเรื่องพระอรัหันตแ์ ลว้ ถา้ ไม่สมบูรณ์ก็รองลง มา แต่สติปัฏฐานถา้ ไม่เป็นอรหนั เป็นอานาคามี ไม่ต่าอย่างน้นั ทามาอยา่ งน้ี ถูกวิธีอยา่ งน้ี จึงมุ่งหมายความเป็น พระอรหันต์ มีหวงั ความเป็ นพระอรหันต์ ถา้ ผิดพลาดไปบา้ งเหลืออานาคามี แต่ผูป้ ฏิบตั ิ ธรรมในคร้ังโดยไม่ต้องรู้ว่าเป็ นอะไร แต่รู้ว่ำกิเลสหมดเท่ำใด ไม่มีใครต้งั เป็ น สานัก วิปัสสนาบางสานกั ต้งั ต้งั เป็นโสดาบนั สกทาคามี อนาคามี อยา่ งน้ีไม่เคยมีในคร้ังพุทธกาล
ผล 230 สตเิ ป็นสิ่งจาเป็น ตอ้ งการรู้วา่ อะไรส้ินไปรู้ว่า มนั ส้ินไป มีสูตรหน่ึงน่าขนั ช่างไมห้ รือลูกมือช่างไม้ มนั จะ ตอ้ งมสี ติทาผสั สะ รู้สึกดา้ มเครื่องมือสึกไปแลว้ ใช้เคร่ืองมือรู้ไปแลว้ จาตอ้ งวดั ว่าสึกไปแล้วเท่าใด มนั ไม่ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ จาเป็ นเสียงเวลาเปล่า ดา้ มเคร่ืองมือสึกไป มนั รู้เพียงเท่าน้ัน ในการบรรลุมรรคผล รู้เพียง เป็นผสั สะตลอด เท่าน้ีพอ มนั กร่อไปแลว้ กิเลสความทุกข์ไม่ดบั ไม่ทดสอบ ไม่ต้งั ว่า คนน้ีเป็ นโสดาบนั วนั เป็นเร่ืองสาคญั สกทาคามี อนาคามีพระพุทธเจา้ ไมพ่ งึ ประสงคแ์ ต่ถา้ ใครทลู ถามตอบได้ เป็นนอกหนา้ ที่ ไม่ ใหเ้ กิดการปรุงแต่ง ตอ้ งไปทะเลาะกนั ตามใจ แต่เราไม่อยากเป็ นโสดาบนั สกทาคามี อนาคามี ไม่อยากไดร้ ับ ตามจิต ผสั สะตอ้ ง เกียรติวา่ เป็นอยา่ งน้นั เดียวน้ีมนั กลบั คืนไปเทา่ ใด ความทุกขเ์ หลืออยเู่ ทา่ ใด หรือไมเ่ หลืออยู่ มสี ตมิ าแลว้ ปัญญา เลย ความทุกขส์ ้ินไปแลว้ เรื่องสังเขปของสติปัฏฐาน 4 เมื่อถือเอาหลกั พระบาลี อำนำปำน มาตอ้ งฝึก สติสูตร เป็ นสิ่งท่ีพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ พระพุทธองค์ใช้วิธีน้ี ถา้ ไม่ไม่เขา้ ไปเป็ น กรรมฐานเพอื่ ใหม้ ี ปฏสิ ัมภิทำมรรค สูตรอานาปานสติ มีเหลือ เราแต่งหนงั สือเรื่องอานาปานสติ ได้ ไม่ตอ้ งไป สติและมปี ัญญา จึง อาศยั อรรถกถา ฏีกาขอ้ พเิ ศษที่ไหน ทาใหม้ ากความ ถอ้ ยคามาก นี่คือ สติปัฏฐาน 4 ตอ้ งฝึกสติ 334ปัญหาเกี่ยวกบั สติปัฏฐาน 4 มีอะไร บา้ ง เอามาสนทนา ขอย้าใจความสาคญั ว่า สติเป็ น สติเป็ นเครื่ องมอื สิ่งจาเป็นอย่างยิ่ง ตอ้ งการสติ ต้องมีสติมำทำผัสสะ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ เป็นผสั สะตลอดวนั เป็นขนส่ง เป็น เป็ นเรื่องสาคญั ให้เกิดการปรุงแต่งตำมจิต ผัสสะต้องมีสติมำ แล้วปัญญำมำ ตอ้ งมีปัญญา เครื่องขนส่งเอา เราทาไม่ไดเ้ พราะไม่มีสติ เพราะไม่ไดฝ้ ึ กสติ เราตอ้ งฝึ กกรรมฐำนเพื่อให้มีสติและมีปัญญำ ปัญญามา สมาธิ 335ปัญญาหาไดม้ ากมายจากธรรมำนุปัสสนำสติปัฏฐำน เตม็ ท่ีเลย ฝึ กหมวดต้งั ตน้ เป็ นเร่ือง คอื กาลงั ทา สติ สมำธิ และมีปัญญำ อยู่น้อยมาก ให้เห็นเป็ นรื่องของสมาธิเป็ นเร่ืองของสติ ปัญญา วปิ ัสสนาทา เหมือนกบั สิ่งท่ีตอ้ งตดั ปัญหา สติเป็ นเครื่องมือ เป็ นขนส่ง เป็ นเครื่องขนส่งเอำปัญญำมำ ทาไม คอื ทาใหม้ ี ปัญญำเหมือนกับอำวุธ คมที่จะตดั ปัญหา สมำธิคือกำลังแรงท่ีฟาดอาวุธลงไป ปัญญาเป็ น สติ ขนเอาปัญญา อาวุธที่มีคม ก็จริงแต่ไม่มีน้าหนักท่ีเป็ นของมีคมลงไป ก็ไม่ตดั อะไรได้ ถ้าไม่มีน้าหนัก มาใหท้ นั กบั เวลา น้าหนกั ท่ีจะตดั คือ สมำธิ ท่านจึงเอาสมาธิไวเ้ ป็นองคส์ ุดทา้ ย ของ อัฏฐังคิกมรรคถา้ ไม่มี อะไรขนเอาปัญญามา จึงไม่มีการตดั จึงต้องฝึ กสติ ควรจะบอกใหร้ ู้ ถา้ มาทาวปิ ัสสนาบอกรู้ แบบอานาปาน ก่อนวา่ ทาทาไม ทำวิปัสสนำทำทำไม ส่วนใหญ่ท่ีสุด คือ ทำให้มีสติ ขนเอำปัญญำมำให้ทัน สติพระพุทธเจา้ กับเวลำ สมถะคือสมาธิประกอบดว้ ยสติ ชีวิตประจาวนั เรา มนั ไม่มีสติ เป็ นโอกาสที่ปรุง ทรงสรรเสริญ แต่งใหป้ ฏิจจสมุบาท ทาให้เกิดความทุกข์ ถา้ เรามีสติ สติหยุด กระแสกำรปรุงแต่งเสียตรง เหมาะสมน่ิม ผัสสะ ไม่เกิดเวทนำโง่ ไม่เกิดตณั หา ไม่เกิดปุปทาน ภพชาติไม่เกิด เด่ียวน้ีมาฝึ กกรรมฐำน นวล สะดวก เผ่ือลองดูมีประโยชน์ ความรู้รอบตวั บางทีไปสอนวิปัสสนาหากิน เมืองนอกเก็บค่าสอน มากฝร่ังบางคนมาท่ีน่ีเพื่อไปหากิน ไม่ใช่พุทธประสงค์ ปัญหามนุษยแ์ ท้ ทาถูกผิดเมื่อผิด ผสั สะ เราไม่สอนในโรงเรียนกนักธรรม กรรมดีกรรมชว่ั เกิดจากกรรม มิจฉิทิฏฐิเกิดจาก ผสั สะ เร่ืองราวเกิดจากผสั สะ ต้ังต้นเวทนำ กิเลส ผัสสะเป็ นจุดสำคัญ เป็ นตัวสำคัญ 335เรา จะเหมาะกบั ลืมตาหรือหลบั ตา เราไปอ่านในหนงั สือ โยคะ ในอินเดีย ต้ังต้นด้วยกำรลืมตำ แล้วตำหลับไปเองเมื่อมีสมำธิมำก ๆ เข้ำ ต้งั ตน้ ด้วยการลืมตา สังเหตุหลายอย่าง ไม่ง่วง หลบั ตาชวนง่วง แล้วสมำธิลืมตำทำให้ตำเย็น คือลมมันผ่ำนตำ ตาเยน็ ไม่ร้อน คนเราถ้า หลบั ตานานตาร้อน ลืมตาลมอากาศผา่ นตา ตาเยน็ สบำยตำ เป็ นสมำธิแล้วค่อยหลับของมัน
231 เอง บางคนทาไม่ได้ ลืมตาทาไม่ได้ ตำมใจชอบอย่ำงไรก็เอำอย่ำงน้ัน ชอบลืมตำหลับตำ ถา้ ถามเป็นวิทยาศาสตร์ลองสังเกตุดู ลืมตาให้ผลอย่างไร หลบั ตา ไม่ใชป้ ัญหาสาคญั ถา้ ถาม ว่าอนั ไหนง่ายกว่า ในป่ าง่ายกว่า ทำสมำธิในป่ ำง่ำยกว่ำในโรงละคร ทาสมาธิง่ายกว่าคือ สะดวกกวา่ ถามวา่ อย่างไหนเก่งกว่า ทาสมาธิไดโ้ รงละครเก่งกว่าในป่ าเยอะ คนมันโง่เป็ น อุปทำนรังเกียจเสียงอะไรแต่ต้น มันโง่ด้วยอุปทำน มนั เลือกท่ีมากเกินไป หูตาเราปิ ดได้ ถา้ เราไม่ไปฟังไมไ่ ดย้ นิ อะไร ไม่ไดเ้ ห็นอะไร อยา่ ไปพดู วา่ อนั ไหนดีกวา่ ที่ไหนง่ายกวา่ ในป่ า ง่ายกวา่ ท่ีไหนยากกว่า เก่งกว่า ท่ีในท่ีพลุกพร่าน ทาแลว้ มนั จะเก่งกวา่ ลมหำยใจ กำหนด เฝ้ำดูทจ่ี มกู ง่ำยกว่ำ เราไม่ตอ้ งถามใคร เราลองหายใจหยาบ ๆ กระทบที่ตรงไหนไปจอ้ งตรง น้ัน มีเน้ืออ่อนไหวต่อความรู้สึกต้งั ตน้ มาอย่างน้ี สมำธิทุกแบบมีผลได้ไม่มำกก็น้อยไม่มี แบบไหนไม่มผี ลเลย แตจ่ ะไปไดด้ ี ไปไดไ้ กลบรรลุผลแทจ้ ริงบางแบบ แค่น้นั เอง แบบอำนำ ปำนสติพระพทุ ธเจ้ำทรงสรรเสริญเหมาะสมนิ่มนวล สะดวก ส่วนกายคตาสติ โลดโพน น่า เกลียดรบกวน แต่ก็บรรลุได้ กายคตาสติน่าเกลียด น่ากลัว ไม่เงียบต้ังแต่แต่ต้น ท่าน สรรเสริญอานาปานสติ แบบอ่ืน ๆ ทุกแบบเป็ นสมาธิได้ เรามีหลายแบบในเมืองไทย ทุก แบบมีสมาธิได้ แต่จะไปถึงปลายทางไดห้ รือไม่ ต้องเป็ นแบบตำมกฎเกณฑ์ธรรมชำติอย่ำง แท้จริง จึงเป็นธรรมชาติถึงที่สุดได้ น้อยเกินไปไม่เอาพูดได้ ไม่รู้สึก การเจริญกายานุปัสส นา กำหนดลมหำยใจอยู่ตำมแบบแท้จริง มนั มีปัญญาน้อย ส่วนท่ีเป็ นปัญญาน้อย จนไม่ พอที่จะเอามาพูด น้อยเกินไป เอาเหล้าใส่ในแกง แต่ความเป็ นเหล้าไม่ปรากฏ อะไรหา ไม่ใช่กินเหลา้ ไม่ถึงขนาดปรากฏให้เห็นเอามาพูดไม่ได้ ไม่มีโวหารที่จะพูด ยาดองมีหลาย ชนิด ถา้ มีกลิ่นแห่งน้าเมาก็เป็นน้าเมา แตถ่ า้ ไม่แสดงน้าเมาใหป้ รากฏ แมม้ ีเหลา้ แอลกอฮอล์ อยู่บา้ ง เอาละตอ้ งปิ ดประชุม สามทุ่มคร่ึงละ สนทนาหมด สอนอย่างไม่สมบูรณ์ไม่สาเร็จ ประโยชน์ อบรมครูให้รู้จกั คน้ ควา้ ในพระไตรปิ ฎกบา้ งใหก้ ารเรียนการสอนสมบูรณ์กว่าน้ี โดยเฉพาะ ศีลสมาธิปัญญา เรื่อง อทิ ัปปัจจยตำ ปฏิจจสมุปบาท ตารางท่ี 4.3.13 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “เวทนำนุปัสสนำสตปิ ัฏฐำน” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระธรรมโกศำจำรย์ (พุทธทำสภิกขุ) จาแนกตามแนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั R13] สกดั หลกั ประเด็นคำสอน แนวคดิ R13-336ท่านสาธุชน ผูม้ ีความสนใจในธรรมท้งั หลาย ในการบรรยายประจาวนั เสาร์แห่งภาค พทุ ธศาสนา อาสาฬหบชู า เร่ือง คมู่ ือจาเป็นสาหรับการศึกษาและการปฏิบตั ิ คร้ังท่ี 5 เร่ือง เวทนำนุปัสสนำสติ หวั ใจเรื่อง ปัฏฐำน ต่อจาก การบรรยายคร้ังก่อนที่ว่า เร่ือง กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หัวขอ้ ว่า คู่มืออำนำ เวทนาเป็ น ปำนสติภำวนำสมบูรณ์แบบ ตอนท่ี 2 ว่าดว้ ยเวทนา ตอนท่ี1 กาย วา่ ดว้ ยการเสร็จไปแลว้ อนั น้ี เร่ืองใหญ่ เป็น ตอนที่สองว่า เวทนา ให้มีความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับเวทนา ในฐานเป็ นคู่มือจาเป็ นสาหรับ เรื่องเบ้ืองตน้ การศึกษาและการปฏิบตั ิ สาหรับเร่ืองเกี่ยวกบั เวทนาน้ี แมจ้ ะไม่พูดกนั ในลกั ษณะที่เป็ นสติปัฎ ของตณั หา
232 ศกึ ษาเวทนา ฐานแต่พูดเป็นเร่ืองทวั่ ไปทาง พุทธศาสนา เป็นเร่ืองหัวใจเร่ืองหน่ึง กิเลส ตัณหำ อปุทำนต้ังต้น ปัจจยั ส่วนจิต จำกเวทนำ เวทนาเป็นสุขเกิดกิเลสอย่างหน่ึง เป็นทุกขเ์ กิดกิเลสอยา่ งหน่ึง แลว้ เป็นอุปทานอย่าง ส่วนวิญญาณ หน่ึงข้นั มา เร่ืองเวทนำเป็ นเรื่องใหญ่ เป็ นเรื่องเบื้องต้นของตัณหำ เป็ นเร่ืองสมุทยั ให้เกิดทุกข์ ไดแ้ ก่ เวทนา ตัณหา สมุทัยเป็ นเรื่องเวทนา เรื่องเวทนาตัณหาเกิดข้ึนอย่างไร 337 ศึกษำเวทนำ เกิดข้ึน ฝ่ ายจิตคือ ทุกขเวทนาใหเ้ กิดประเภทหน่ึง อทกุ ขมสุขเกิดเวทนาประเภทหน่ึง ดูกนั อยา่ งธรรมดาสมญั เร่ือง ความรู้สึกเป็ น โลกๆ ยงั มีเรื่องรู้เกี่ยวกบั เวทนา คือปี ติ และสุข ส่ิงท่ีเรียกวา่ ปี ติและสุขจาเป็นสาหรับสิ่งท่ีมีชีวติ สุข รู้สึกพอใจ คือมนุษย์ ถา้ ไม่มีปี ติและสุข หล่อเล้ียงชีวิตมนั อยู่ไม่ได้ มองเห็นว่า เป็ นปัจจัยฝ่ ำยจิตวิญญำณ วทนาเป็ น อย่างยงิ่ ปัจจยั ฝ่ ายร่างกาย ปัจจยั 4 อาหาร เครื่องนุ่งหนุ่ม ที่อย่อู าศยั ยารักษาโรค เป็นปัจจยั แห่ง สิ่งจาเป็ นท่ี ชีวิตฝ่ ายร่างกาย ชีวิตมีเรื่องจิตใจ จึงตอ้ งมีปัจจยั ท่ีช่วยส่งเสริมเป็ นปัจจัยฝ่ ำยจิต ฝ่ ำยวิญญำณ จะตอ้ งมี เป็น เป็นปัจจยั ที่ 5 ปัจจยั ที่สี่อยา่ งเป็นฝ่ ายร่างกาย ตอ้ งถูกตอ้ งและสมบูรณ์ ฝ่ ำยจิตคือควำมรู้สึกเป็ น เครื่องหล่อเล้ยี ง สุข รู้สึกพอใจ ถ้าจะเรียกรวมๆ กนั เป็ นสิ่งประเร้าประโลมใจ ให้ปกติให้เป็ นสุข ถ้าขาดสิ่ง ประเร้า ประเลา้ ประโลม จิตกระสับกระส่าย ผิดปกติเป็นโรคประสาท เป็นบา้ คนเรามีส่ิงใดส่ิงหน่ึงเป็ น ประโลมใจ ท่ีพอใจๆ หล่อเลี้ยงอยู่เสมอไป ไม่ใช่ว่ามีอาหารกินมีท่ีอยู่ปัจจยั 4 ปกติอยู่ได้ จิตใจตอ้ งการ มี ส่วนหน่ึงเป็นของหลอก มีความพอใจ รู้สึกแน่ใจว่าปลอดภยั รู้สึกพอใจในชีวิต เป็นเครื่องเพลิน เวทนา เรียกวา่ เพลินฝ่ ายจิตใจ คนเล่นของเล่น เคร่ืองลายคราม อยใู่ น่วนน้ี เป็นเรื่องโลกเกินไป สูงๆ เป็นเร่ือง เครื่องปรุงแต่ง เกียรติยศ ช่ือเสียงอานาจวาสนา สิ่งประเร้าประโลมใจ เขา้ โลกเรียกวา่ บุญ ผทู้ ่ีสนใจในบุญ ดี แต่ จิต เวทนา น้ี วา่ บญุ น้ีเป็นสิ่งประเร้าประโลมใจใหส้ บายใจ พอใจนอนใจไดเ้ ท่าไร เป็นปัจจยั ท่ี 5 คอื สิ่งประเร้า เรียกว่า จิต ประโลมใจ ชูใจ ส่งเสริมใจเรียกวา่ เป็นปัจจัยส่วนจิตส่วนวิญญำณได้แก่ เวทนำ รู้จกั มนั ดีตอ้ ง สงั ขาร คอื ปรุง หามนั ให้เพียงพอ มีสิ่งประเร้าประโลมใจอยา่ งถูกตอ้ ง แลว้ จะมีความสูข แต่ส่ิงประเร้าประโลม แต่งจิต เป็นปี ติ ใจเป็ นฝ่ ายผิดก็มี เป็ นกิเลส กามารมณ์ อาหารเครื่องนุ่งหนุ่ม ยารักษาโรค เป็ นฝ่ ายผิดก็มีเป็ น และสุข กาย เหย่อื ล่อใหห้ ลงให้บา้ ตอ้ งเป็ นฝ่ ายถูกตอ้ งและพอดี ไม่เป็ นยว่ั ใหห้ ลงเป็ นอนั ตรายให้เกิดความ สังขารสงบระงบั ทุกข์ เวทนำเป็ นสิ่งจำเป็ นท่ีจะต้องมี เป็นเครื่องหล่อเล้ียงประเร้าประโลมใจให้มีสุขอยู่ได้ ช่วย มีจิตสงบระงบั มี ไม่ไดต้ ายแลว้ ก็ยงั หาสิ่งน้ีนนั่ มาเป็นเครื่องประเลา้ ประโลมใจ หาน้นั มาทาน่ีข้ึน 338เป็นส่วนของ ความเป็ นสมาธิ จิตใจเป็นเร่ืองของ เวทนำ เรียกวา่ เคร่ืองปรุงแต่งจติ เวทนา น้ีเรียกวา่ จติ สังขำร คอื ปรุงแต่งจิต มีปี ติและสุข ซ่ึง เป็นปี ติและสุข เป็นส่วนสาคญั ฝ่ ายดีฝ่ ายถูกตอ้ ง ฝ่ ายสูงสุด เราเล็งไปถึงปี ติสุข ส่ิงอื่นๆมี แต่ต่า เป็นองคข์ อง ไมเ่ ป็นความสาคญั อะไรนกั แตว่ า่ ปี ติความพอใจ สุขความเป็นสุขเป็นเรื่องสาคญั เม่ือเราประสบ ฌาน แมข้ ้นั ตน้ ความสาเร็จในกายานุปัสสนามาแลว้ กำยสังขำรสงบระงับ มีจิตสงบระงับ มีควำมเป็ นสมำธิ มี ปฐมฌาน มีวติ ก ปี ตแิ ละสุข ซ่ึงเป็ นองค์ของฌำน แมข้ ้นั ตน้ ปฐมฌาน มีวิตก วิจาร ปี ติ สุข เอกคั คตา มีปี ติสุข ตาม วจิ าร ปี ติ สุข สมควร ตอ้ งมีถา้ จิตสงบระงบั ถึงขณะท่ีเป็นฌานตอ้ งมี ปี ติและสุขเป็นส่วนประกอบั ดว้ ยเสมอไป เอกคั คตา เป็ นการง่าย ที่339ปฏิบตั ิหมวด 2 โดยเอำปี ติสุขในหมวดที่ 1 มำเป็ นอำรมณ์ จาเป็ นตอ้ งรู้เรื่องน้ี จดั การเรื่องน้ี ควบคุมเรื่องน้ีให้ได้ ปัญหามนุษยม์ ากจากเวทนา มาจากความเป็นทาสของเวทนา ปฏิบตั ิหมวด เวทนาจูงทาใหท้ าอะไรไดท้ ุกอยา่ ง เวทนาเป็นบณั ฑิต อนั ธพาล คนจ้ีปลน้ ไปหาเงินเพ่ือไปซ้ือหา 2 โดยเอาปี ติ เวทนาท่ีเป็นสุขสาหรับเขา เวทนาเป็นส่ิงท่ีมีอานาจจูงบุคคลให้ประพฤติกระทาอะไรในโลกน้ี สุขในหมวดท่ี เรามองดูว่า เป็ นส่ิงที่ปรุงแต่ควำมคิดควำมนึก ศึกษำอย่ำงเรำจะควบคุมเวทนำได้ จิตจะสงบ 1 มาเป็น อารมณ์ เป็น ส่ิงที่ปรุงแต่ ความคดิ ความ นึก ศึกษา อยา่ งเราจะ ควบคุมเวทนา ได้ จิตจะสงบ ตอ้ งศกึ ษาตาม วธิ ีของสติปัฏ ฐาน
233 หลกั กำร เป็นสุขเป็นความพกั ผอ่ นอยา่ งยงิ่ ถ้ำควบคุมไม่ได้ เวทนำกระต้นุ ผลักไส ใชค้ าหยาบคาย “มนั ไส้ หัวไป” เวทนาความตอ้ งการเวทนา ไส้หัวคนไปทำอะไร ตำมท่ีเวทนำต้องกำร หรือพูดให้ถูก ขอ้ ปฏิบตั ิ เวทนาท่ีเป็ นเหย่ือของตณั หา มนั ผลกั ไส้คนไปตามอานาจของมนั โดยใช้เวทนำเป็ นเครื่องล่อ เกี่ยวกบั เป็นเคร่ืองชกั จูง ที่เรารู้เร่ืองทว่ั ๆ ของเวทนำวา่ มีความจาเป็นที่จะตอ้ งรู้จกั เป็นความสาคญั ท่ีตอ้ ง เวทนานุปัสส รู้จกั มีผูบ้ รรลุความเป็ นพระอรหันต์ดว้ ยกำรรู้เรื่องเวทนำอย่ำงเดียว คือ พระสำรีบุตร รู้เรื่อง นาสติปัฏฐาน เวทนา เหตุใหเ้ กิดเวทนา โทษของเวทนา จนสิ้นกิเลสเป็นพระอรหนั ต์ เป็นส่วนท่ีเราตอ้ งศึกษา หมวดเวทนา ตามวธิ ีของสติปัฏฐำน เพื่อกาจดั อานาจหรืออิทธิพลของเวทนาใหไ้ ด้ เอง ปี ติ 340ข้อปฏิบัติเก่ียวกับเวทนำนุปัสสนำสติปัฏฐำน โดยตรงต่อไป เป็ นข้นั ที่ 5 ของอำนำปำนสติ ความสุข เป็น ท้งั หมด เป็ นข้นั ที่ 1 ของหมวดที่ 2 ของหมวดเวทนา ลาดบั เรียกถา้ เขา้ ใจไวก้ ็ดี ก็อย่าสับสนถา้ เครื่องปรุง นับที่เดียว 16 เป็ นท่ีเท่าไร ถ้าเรานับเฉพาะหมวดธรรมะขอ้ ที่เท่าไร อย่างเวทนา ถ้าเป็ นเร่ือง แตง่ จิต ระงบั ท้งั หมด 16 ข้ัน เป็ นช้ัน 5 ท่ี 6 ถ้าเป็ นเรื่องหมวดที่ 2 หมวดเวทนาเองเป็ นขอ้ ที่ 1 ข้อท่ี 2 3 อานาจการ ตามลาดบั ทีน้ีเราก็จะพูดกนั ถึงหมวดเวทนา ซ่ึงขอ้ แรก คือ ปี ติ ขอ้ ถดั ไปคือ สุข ขอ้ ปี ติและสุข ปรุงแตง่ จิต เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต ขอ้ ท่ี 4 คือระงบั อานาจการปรุงแต่งจิตของเวทนา ไวไ้ ด้ ควบคุมได้ ตามท่ี ของเวทนา ไว้ ควรจะเป็ นคือ ไม่ให้ปรุงแต่งก็ได้ ทางน้นั ทางน้ีอย่างน้ี ก็ได้ รู้กนั โดยทว่ั ไปก่อนว่า มหวดน้ี รู้ ได้ ควบคมุ ได้ เรื่องปี ติใหค้ รบถว้ น เป็นออยา่ งไร ข้อ 2 รู้จักควำมสุข ซ่ึงเป็นอยา่ งไร ๆ อยา่ งครบถว้ น พร้อมกนั น้นั จะรู้วา่ ได้ปี ติคือควำมสุขที่กาลงั ฟุ้งซ่าน ถา้ มนั หยุดฟุ้งซ่าน ปี ติก็กลายเป็ นสุข ถา้ ยงั ไม่สงบ วธิ ีกำร ระงับก็เรียกว่า ปี ติ ปี ติ มีลกั ษณะหวนั่ ไหวโยกโคลง ถ้าระงบั สงบลงก็เป็ นความสุข เป็ นส่ิง เน่ืองกนั เป็นสิ่งเดียวกนั แต่คนละข้นั ตอน ปี ติความสุข เกิดความทุกขอ์ ยา่ งน้นั อยา่ งน้ี ทาให้ทา หาวิธีกาจดั กรรมดีกรรมชว่ั โดยควบคมุ 341ตอ้ งกาจดั ตอ้ งควบคุม หาวิธีกำจัดโดยควบคุมกำรปฏิบัติข้ันท่ี 4 ข้นั ที่ 1 รู้จักปี ติให้ครบถ้วน การปฏิบตั ิข้นั ข้นั ท่ีสอง รู้จักควำมสุข ข้นั ที่สาม ปรุงแต่งจิต หำอำนำจควบคุมส่ิงท่ีสองอยู่ในอำนำจของเรำ ที่ 4 ข้นั ท่ี 1 หมวดเวทนา 342ข้นั ที่ 1 ปี ติ สังเวที รู้พร้อมเฉพาะซ่ึงปี ติ หลกั สาคญั ของการปฏิบตั ิกาหนดใน รู้จกั ปี ติให้ การกาหนดดว้ ยจิต เอาของจริงเข้ำมำ ไม่เอาหนงั สือเขา้ มา ความจาเขา้ มา ตอ้ งเอาปี ติตวั จริงรู้สึก ครบถว้ น ข้นั อย่ใู นใจมา รู้สึกอยู่ รู้สึกปี ติอยู่ ดว้ ยเหตุที่ว่า เราต้องมีควำมรู้สึกจิรง อยู่ในจิต กำหนดอำรมณ์อยู่ ท่ีสอง รู้จกั ในจิต ถา้ ปฏิบตั ิหมวดท่ี 1 ไดก้ ารปฏิบตั ิหมวดสุดทา้ ยของหมวดท่ี 1 ปี ติในอะไร เกิดข้ึนเพราะ ความสุข ข้นั เหตุอะไร ใชไ้ ดเ้ หมือนกนั ศึกษำตวั ปี ติ มลี ักษณะอย่ำงไร มีอิทธิพล มีความรู้สึกต่อจิตใจอย่างไร ที่สาม ปรุง ต้องเอำตัวปี ติจริง ๆ มำกำหนดอยู่ในใจ วิปัสสนาแบบเก่า ๆ ได้มาฟังหรือเห็นมารุ่นเก่า ให้ แตง่ จิต หา ความสาคญั กบั ปี ติมาก จนถึงกบั ว่า พระปี ติ อาราธนาเช้ือเชิญ ของให้พระปี ติปรากฏในจิต ทา อานาจ ต่อไปได้ ถา้ ไม่ปรากฏเป็ นเรื่องเดา ถา้ ปี ติปรากฏพอใจอย่างย่ิงเป็ นความสาเร็จ ถา้ พระปี ติมา ควบคุมสิ่งที่ ปรากฏ จึงมีพระปี ติชนิดเล็กนอ้ ย พระปี ติ ถา้ วา่ โลด อุพเพงคาปี ติ (ปี ตโิ ลดโผน) ไปท้งั เน้ือท้งั ตวั สองอยใู่ น เรียกวา่ พระปี ติ พระปี ติ มีองคไ์ หนเกิดข้ึน เกิดเป็นอยา่ งยง่ิ ตอ้ งมี ตวั ปี ติปรากฏอยใู่ นจิตพิจารณา อานาจของเรา ต่อไป การศึกษาไม่สมบรู ณ์เกิดพระปี ติ กพ็ อใจแลว้ เป็นความสาเร็จอนั ใหญ่ เอาปี ติมาเกิดในใจ หมวดเวทนา อย่างใดอย่างหน่ึงเพ่ือศึกษาพิจารณา ทาความสาเร็จในหมวดที่ 1 ข้นั 4 มาเป็ นอารมณ์ ข้นั ที่ 2 ข้นั ท่ี 1 ปี ติ สัง เวที รู้พร้อม
234 เฉพาะซ่ึงปี ติ แบบเก่าต้งั พธิ ี อาราธนา ของพระปี ติ เขา้ ใจวา่ เป็นสิ่งสูงสุด จะจบกนั ท่ีน้นั ไม่สมบูรณ์ ไม่เป็นอำ ศกึ ษาตวั ปี ติ มี นำปำนสติ เป็ นปี ติมาปรากฏรู้สึกอยู่ในใจ ในช้ันแรกเพ่ือดื่มปี ติ รู้สึกในปี ติ รู้สึกในปี ติให้ ลกั ษณะ เพียงพอเสียก่อน ชิมให้เพียงพอเสียก่อน เพ่ือมนั จะไดแ้ น่นอน แน่นแฟ้นจะไดร้ ู้จกั กนั จริง ๆ ทำ อยา่ งไร ตอ้ ง ควำมรู้สึกว่ำมีอำกำรมอี ิทธพิ ลปรุงแต่งจติ อย่ำงไรน้นั ซาบซ่านโคลงเคลง · ในลกั ษณะอยา่ งไร มี เอาตวั ปี ติจริง ๆ อาการซำบซ่ำนอย่างไร มีอิทธิพลทาให้จิตไหวส่ันอย่างไร ปรุงแต่จิตปรุงแต่งควำมคิดนึก มากาหนดอยู่ อย่ำงไร เป็ นตวั สาคญั ที่ตอ้ งศึกษาจากปี ติ ฝึ กกาหนดให้ได้ ทาให้เปิ ดความรู้สึกปี ติก็ได้ ทาให้ ในใจ ทา ความรู้สึกวา่ มี ความรู้สึกระงบั หายไป บังคับกำรเกิดกำรดับของปี ติได้ตำมต้องกำร จนกระทง่ั ให้ระงบั ไปได้ อาการมี ตามตอ้ งการ ถา้ ปี ติระงบั ลงกลายเป็นความสุข ปี ติคอื ความสุขที่ยงั ไม่เป็นความสุข เป็นความสุข อิทธิพลปรุง ที่ยงั ฟุ้งซ่านอยเู่ รียกว่า ความสุข ปี ติมาจากความพอใจท่ีประสบความสาเร็จในการะทาที่เป็นชิ้น แตง่ จติ อยา่ งไร เป็นอนั ประสบความสาเร็จในส่ิงใดมีขอบเขตเทา่ น้นั ธรรมชาติจดั ใหม้ ีเอง ถา้ พอใจต้องมีปี ติ ถา้ น้นั ปรุงแตจ่ ิต ประสบความสาเร็จตอ้ งพอใจเป็ นเร่ืองเป็ นไปตามธรรมชาติ เป็ นเรื่องทาให้เกิดข้ึนมาได้เป็ น ปรุงแต่ง ความสาเร็จ เปิ ดเป็นปี ติแน่นอน ตอ้ งทาให้เหตุปัจจยั ของมนั เห็นเกิดข้ึน เกิดความพอใจเรียกว่า ความคิดนึก เกิดปี ติ จนกระทงั่ รู้จกั วา่ ปี ติน้ีให้เกิดความคิดอยา่ งฟุ้งซ่าน ทาใหเ้ กิดความสุขเม่ือระงบั ลง ปรุง อยา่ งไร บงั คบั แต่งความคิดต่อไป เวทนานุปัสสนาขอ้ ท่ี 1 ศึกษารู้ความสุขที่ยงั หวน่ั ไหว ความสุขที่ยงั หยาบ ๆ การเกิดการดบั เรียกว่า ปี ติให้รู้เป็ นอย่ำงไร มีอำนำจอิทธิพลอย่ำงไร ปรุงจิตอย่ำงไร ข้นั ท่ี 1 ของหมวดที่ 2 คือ ของปี ตไิ ดต้ าม เวทนา 343 ปี ติเป็นอย่างไร ชนิดไหนกาหนดอย่างน้นั กาหนดจะใช้ “หนอ” ตอ้ งหนอใหถ้ ูก ปี ติ ตอ้ งการ หนอ ปี ติหนอ หนอ ใหถ้ ูกวา่ ไม่ใช่ตวั ตนอะไร เป็นความรู้สึกตามธรรมชาติปรุงแต่ง เป็นกฎอปิ กฎเป็ น ทัปปัตยตำเกิดข้ัน มาเท่าน้ันหนอ เป็ นความรู้สึก กฎเป็ นควำมรู้สึกที่เกิดขึ้นตำมกฎเกณฑ์ ความรู้สึกท่ี ธรรมชำติ เท่าน้ี หนอ ปี ติเป็นตวั ตนข้ึนมาเป็นความผิด สักแต่ว่า ความรู้สึกพอใจตามธรรมชาติ เกิดข้นึ ตาม เท่าน้นั หนอ ของหนอ ปี ติหนอ ปี ติหนอ ถา้ ฟังไม่ดี เขา้ ใจไม่ดี เป็ นตวั เป็นตนไป เป็ นความรู้สึก กฎเกณฑ์ ตามธรรมชาติเป็ นตวั เป็นตนเท่าน้นั หนอ หนอได้ทุกข้ันตอนปี ติที่เกิดขึน้ ท่ีปรำกฏอยู่ในใจ โดย ธรรมชาติ หนอ หลกั ใหญๆ่ รู้อาการของมนั รู้อิทธิพลรู้อาการ เป็นข้นั ท่ี 1 ของเวทนานุปัสสนา 344ข้นั ที่ สอง สุขะ ไดท้ ุกข้นั ตอน ปะฏิสังเวที จะเอาเปรียบความสุขเป็ นสิ่งที่มีประโยชน์ความตอ้ งการ ปี ติ ความพอใจ ความสุข ปี ตทิ ี่เกิดข้ึน ที่ เป็นผลท่ีปรารถนา เสวยความสุข ความสุขสักพกั เป็นรู้จกั ความสุขอยา่ งถูกตอ้ งในชีวติ ประจาวนั ปรากฏอยใู่ นใจ เราตอ้ งการความสุขโดยรีบด่วน เกิดปี ติตามตอ้ งการในชีวิตประจาวนั ได้ เอาความสุ ข ไม่ได้ กาหนดจะใช้ ปฏิบตั ิให้ก้าวหน้า ถา้ เป็ นกำรปฏิบัติให้ก้ำวหน้ำ ก็รู้ว่ำ มีลักษณะอย่ำงไร มีอาการอย่างไร มี “หนอ” ตอ้ ง อิทธิพลอย่างไร เพื่อให้เห็นชัดยิ่งข้นั มาอีก เห็นชัดเจนยิ่งกว่า ปี ติ ครอบงำจิตให้เป็ นไปตำม หนอใหถ้ ูก ปี ติ อำนำจของสิ่งท่ีเรียกว่ำ ควำมสุข จึงจาเป็ นที่ตอ้ งมีความสุขท่ีแท้จริง รู้สึกเป็ นสุขแท้จริงอยู่ใน หนอ จิตใจอย่ำงเดียวกับ ปี ติ เป็นสุขโดยคาดคะแน เป็นสุขโดยความจา ใชไ้ มไ่ ด้ ต้องเป็ นสุขทีเ่ กิดขึน้ ในจิตใจจริง ๆ เสน่ห์ครอบงำจิตใจได้มำกเป็ นสุข เกิดความพอใจในความสุข จะปฏิบตั ิต่อไป ข้นั ท่ี สอง ไม่ได้ จะปฏิบตั ิเห็นอนิจจงั ทุกขงั อนัตตา ต่อไปไม่ได้ พอใจในความสุข ถา้ มีลกั ษณะอย่างน้ี สุขะปะฏิสังเว ควำมสุขกลำยเป็ นข้ำศึกของวิปัสสนำ ท่ีทาตอ่ ไป อินิจจงั ทุกขงั อนตั ตา ถูกสกดั ดว้ ยความสุข ถา้ ที จะเอา อย่างน้ี ความสุขกลายเป็ นวิปัสสนูปกิเลส ทาให้ทาวิปัสสนาต่อไปไม่ได้ ดูดดื่มแต่ความสุขไม่ เปรียบ ความสุขเป็ น สิ่งที่มี ประโยชน์ ความตอ้ งการ ข้นั ที่ 3 จิต ตะสังขาระ ปะฏิสงั เวที รู้ พร้อมเฉพาะ เคร่ืองปรุง แตง่ จิต เรียกวา่ จิต สังขาร รู้จกั
การที่ปี ติและ 235 สุขปรุงแต่ง จิตอย่างไร นอ้ มไปวปิ ัสสนา อยา่ หลงความสุขกลายเป็นขา้ ศึกวิปัสสนา ในตวั มีเสน่หข์ นาดน้ี รู้สึกใหด้ ี อยา่ ปี ติปรุงแตง่ ใหห้ ลงได้ ความสุขรู้จกั ใหด้ ี อยา่ ใหห้ ลงความสุขได้ ไม่เกิดขา้ ศึกของวิปัสสนา อยา่ ใหเ้ กิดความ จิตอย่างไร เศร้าหมองของวิปัสสนา เร่ืองความสุขเป็นอยา่ งน้ี สืบต่อมาจากปี ติ เป็นความสุขแลว้ สบาย และ เราก็มกั หลง หลงจนเป็นที่ต้งั ไม่กา้ วหน้าต่อไป สรุปความว่า หมวดรู้เรื่องความสุขเป็นอย่างดี ผล รู้เร่ืองความสุข สามารถควบคุมได้ ไม่ให้เกิดเป็ นอนั ตราย ลาบากยุ่งยาก ความรู้สึกท่ีเรียกว่า ควำมสุข ปี ติเป็ นขา้ ศึกได้ ปี ติแลว้ ฟุ้งซ่านวิปัสสนาเป็นไปไม่ได้ เป็ นความสุขความพอใจหยดุ การใชห้ นอ แต่ถา้ เป็นผรู้ อบรู้ท้งั ปี ติ และความสุข ก็รู้เร่ืองรองตวั เป็นไปไป 345หมวดเวทนารู้จกั ความสุข รู้จกั ใชห้ นอใหถ้ กู ขอ้ เท็จจริงต่าง ๆ รู้จกั กาพืดของมนั สามารถปฏิบตั ิใหล้ ุล่วงไปได้ มาถึงข้นั ท่ี 3 ของหมวดน้ี จิต ตะสังขำระ ปะฏิสังเวที รู้พร้อมเฉพาะเครื่องปรุงแต่งจิต เรียกวา่ จิตสังขำร รู้จกั การท่ีปี ติและสุข ปรุงแต่งจิตอย่างไร ปี ติปรุงแต่งจิตอย่างไร กาหนดอนั หน้ีอยู่ในใจทุกลมหายใจ ปี ติปรุงต่าง อย่างไร ความสุขปรุงแต่งอย่างไร สนใจอาการปี ติปรุงแต่งจิต สุขปรุงแต่งจิตทุกลมหายใจเขา้ ออก เป็นหัวใจกำรปฏิบัติในข้ันที่ 3 ปรุงแต่งจิต ให้เกิดควำมคิดแล้วแต่ว่ำ ปี ติ สุข มีเหตุมีปัจจัย อย่ำง ถา้ มีสติปัญญาปรุงไปทางหน่ึง ปี ติปัญญาควบคุมปี ติ สุข อยา่ งไรหรือไม่ ควบคุมดา้ นไหน พลาดผดิ ไปส่วนไหน รู้จกั กนั ใหด้ ีในเช่นน้ี จนกระทงั่ เห็นวา่ โลกเป็นไปตามอานาจการปรุงแต่ง ปี ติ สุข กวา้ งขวาง มนุษยท์ ้งั โลกเป็ นไปตามอานาจปรุงแต่งปี ติ สุข เป็ นไปตามอานาจเวทนา โลกท้งั โลกเป็ นไปตามอานาจตามการปรุงแต่งปี ติสุข ของแต่งจะคน เรียกว่า การกะทาเรียกว่า กรรม กรรมดีกรรมชวั่ กรรมอยา่ งน้ีอยา่ งน้ี ใหป้ รุงแตง่ กรรมดี เกิดดีก็ดีไป เกิดชวั่ ชวั่ ไป ถา้ เบ่ือดี เบื่อชว่ั กไ็ ปหาเหนือดีเหนือชวั่ ปรุงแตง่ ทางดีกย็ งุ่ ไปอยา่ งหน่ึง ทางชว่ั ก็ยงุ่ ไปทางหน่ึง กค็ อยจอ้ ง คน้ หาวิธีการไม่ใหม้ ีการปรุงแต่ง เห็นจิตความคิดระงบั ได้ เราระงบั ปี ติและสุขได้ โดยวิธีต่าง ๆ กนั เป็นคนละวิธีต่าง ๆ กนั ตามแบบวธิ ีการปฏิบตั ิวิปัสสนา ลุกซ้ึงแยกคลายเป็นวิธีสุจริต ไม่ได้ เป็นวิธีทุจริต พิจารณาโดยเฉพาะวา่ เสนห์ของปี ติและสุข ที่ครอบงาใจ ชวนใหห้ ลง เสนห์ของ ปี ติและสุข และส่วนที่หลอก อำทีนวะ ความมีเสน่ห์หลอกลวงให้ชอบ อัสสำทะ อำทีนว นิสสรณะ หลอกให้โง่ รู้จกั ใจความสาคญั ของปี ติและสุข ซ่ึงจะสาเร็จไดด้ ว้ ยการพิจารณาเห็น อานิจจลกั ษณะ ปี ติมีลกั ษณะอนิจจลักษณะไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง จิต การปรุงแต่งจิตไม่เที่ยงและ เปล่ียนแปลง เป็ นความไม่เท่ียงเปล่ียนแปลง ปี ติและสุข ลดกาลงั ของปี ติและสุขไดพ้ อสมควร ไมม่ ากและไม่ถึงที่สุด มากท่ีสุดหมวดท่ี 4 อนิจจำนุปัสสี เห็นอยา่ งยงิ่ เห็นอิจจาลกั ษณะ ปี ติ สุข เบ่ือหน่าย แลว้ ลดอานาจในการปรุงแต่งน้ันเอง เป็ นหัวใจของการปฏิบตั ิ ข้นั ที่ 3 ของหมวดน้ี ความเห็นแจง้ ทางปัญญาเร่ิมตรงน้ี หมวดท่ี 1 สมาธิ หมวดท่ี2 เริ่มเป็ นวิปัสสนำเป็ นปัญญำ เห็น วิธีการลดกาลงั ของปี ติ และสุข แมใ้ นหมวดกาย พิจารรณากายเป็ นของไม่เท่ียง ลดอานาจการ ปรุงแต่ง เป็ นปัญญาวิปัสสนาไดบ้ า้ งข้นั น้อย ๆ พอข้นั ปี ติและสุข เต็มข้นั รุนแรง เพราะทายาก มาก พิจารณาเป็นความไม่เท่ียงความเปลี่ยนแลงอานาจ เหตุปัจจยั แลว้ ปัญญาวปิ ัสสนาเริ่มตน้ 346กำรใช้หนอ ใช้หนอให้ถูก ปรุงแต่งจิตหนอ ปี ติและสุข มนั ปรุงแต่งจิตหนอ ปี ติสุขไม่ใช่ตน จิตก็ถูกการปรุงแตง่ อยา่ งน้ี ไม่ใช่ ตน เรียกว่าปี ติ สุข ไม่ใช่ตน จิตที่ถูกปรุงแต่งทางเวทนา ไม่ใช่ ตน เป็ นสตปิ ัฐำนในข้ันที่เกีย่ วกบั เวทนำ ของใหเ้ รา รู้จกั หลกั เกณฑ์ ในปฏิบตั ิเวทนานุปัสสนา 347
236 ปรุงแต่งจิต เริ่มกนั ต้งั แตข่ ้นั น้ีมาถึงข้นั ท่ี 4 หมวดน้ี ระงบั จิตสังขำรได้ ระงบั ปี ติสุข ถา้ ระงบั สุขได้ ระงบั การ หนอ ปี ติและ ปรุงแต่ง ปี ติสุขได้ รู้จักจิตตสังขำร ระงับจิตสังขำรให้ได้ จะเห็นชัดยิ่งข้ึนไป จิตสังขำร คือ สุข คาว่า เวทนำน้ี เป็ นของไม่เท่ียง หลอกลวงอนั ตรายทาให้เกิดความทุข์ เห็น อสั สรภะ เสนห์ ใช้ควำม “หนอ” ถา้ ใช้ เป็ นมำยำ ภาวะหลอกลวงของมนั เห็นอิจจงั ความไม่เท่ียง ควำมต้องเปลี่ยนแปลงไปตำมเหตุ ผิดวิธีเพ่ิมตวั กู ปัจจัยของมนั อัสสำทะ อำทีนวะ เป็นของท่ีซ่อนอยมู่ องไม่เห็น เห็นมายา ของมายาที่หลอกลวง เพ่ือความเป็ น เป็ นของเปลี่ยนแปลงเรื่อย ถูกหลอกแล้ว ถา้ พิจำรณำให้เห็นว่ำ ปี ติ และสุข เป็ นจิตตสังขำร ตวั ตนข้ึนมา เปลี่ยนแปลงไปตำมเหตุปัจจัยไม่มีควำมเป็ นตัวตน ละควำมเป็ นตัวตนในเวทนำ ในจิตได้ ข้นั ท่ี 4 ระงบั ตามลาดบั ท่ีตอ้ งเห็นใหช้ ดั ลงไป เม่ือมีความยดึ ถือ มนั หลงมนั โง่ในปี ติสุข มนั เกิดความทุกข์ ให้ จิตสังขารได้ รู้สึกต่อความทุกขท์ ่ีเกิดเพราะการหลงในปี ติและสุขให้ชดั เจน เอาความทุกขท์ ่ีเกิดจากเวทนามา ระงบั ปี ติสุข ทาไวใ้ นใจอย่างชดั เจน กาหนดว่าอยา่ งน้นั ๆ บรรเทาเวทนา เห็นอนิจจงั เป็นทุกขงั เห็นอนตั ตา ถา้ ระงบั สุขได้ เห็นอนิจจงั ในบาลีพูด เห็นอนิจจงั เป็นอนตั ตา เป็นทกุ ขไ์ ปในตวั ใหเ้ ห็นอนิจจงั ของปี ติ และสุข ระงบั การปรุง จะบรรเทาอานาจ กาลงั การปรุงแต่งของปี ติและสุข ได้ ปัญหาท้งั หมดมาจากคนมนั โง่ มนั ตก แตง่ ปี ติสุขได้ เป็นทาสของเวทนาท่ีปรุงแต่ง พูดส้ันๆ สาคญั เหมือนพูดเล่น ปัญหาต่าง ความยุ่งยากความทุกข์ รู้จกั จิตต ท้งั ปวงมาจากเวทนา เป็นเหตุใหก้ ิเลสตณั หาต่อไป กาจดั เวทนาไดก้ ็ไม่มีกิเลสตณั หา ต่อไป อสั สังขาร ระงบั สาทะ ความอร่อยเวทนาก็เกลียดกลวั เป็นโทษ อาทีนวะ ก็เกลียดกลวั ตรงขา้ ม เกลียดกลวั ส่ิงท่ี จิตสังขารให้ เป็นความสุขของเวทนา หลอกลวง เกลียดกลวั ท้งั มหวดของปี ติและสุข ลกั ษณะต่างๆ มาเห็น ได้ จะเห็นชดั เราสามารถควบคมุ เวทนำได้ ควบคุมปี ติควำมสุข เรำเป็ นผู้มีอำนำจเหนือปี ติและสุข รู้สึกว่ำ จิต ยง่ิ ข้นึ ไป จิต อยู่เหนืออำนำจปรุงแต่งจิต อยา่ เป็นตวั กูของกู ยกหัวชูหาง จิตรู้เท่าทนั ไม่ถูกหลอกลวงดว้ ยปี ติ สังขาร คือ และสุขอีกต่อไป พิจารณาหนอ หนอ ก็ได้ ระงบั แลว้ หนอ ระงบั แลว้ หนอ คือ อำนำจปี ติสุข เวทนา เป็น ระงับไปแลว้ “หนอ” ระงบั หนอ ระงบั หนอ พดู ส้นั พดู ใหเ้ ตม็ ท่ี อานาจอทิ ธพิ ลปรุงแต่งจติ ระงับ ของไม่เที่ยง ไปแล้วหนอ พูด ระงบั หน่อ ระงบั แลว้ หนอ กาหนดอยู่ทุกลมหายใจเขา้ ออก ระงบั แลว้ หนอ ๆ ควบคุมเวทนา เป็นข้นั ท่ี 4 หนอ หนอ ถ้ำใช้ผิด ผิดให้โทษ ถา้ ใชถ้ ูก มีประโยชน์ มนั เป็นสักวา่ เช่นน้นั เองหนอ ได้ ควบคมุ ไม่ใช่มนั เป็นตวั เป็นตนเช่นน้นั หนอ ในภาษาไทย มีคาวา่ “หนอ” ในภาษาบาลี ไม่มีคาว่า หนอ ปี ติความสุข แต่เอามาใชไ้ ด้ เพ่ือง่ายข้ึน เพ่ือใชถ้ ูกวิธีมีประโยชน์ ถา้ ใช้ผิดวิธีเพิ่มตัวกู เพื่อความเป็ นตวั ตน เราเป็นผมู้ ี ข้ึนมา เราทามาท้งั 4 ข้นั รู้จกั ปี ติ รู้จกั ปี ติ เป็ นความรู้สึกจริง ๆในจิตใจอย่างไร รู้ว่ามีอิทธิพล อานาจเหนือ อยา่ งไร เอาปี ติมาชิมให้เป็ นสุข ไม่หวงั วา่ อะไร มาก เอาปี ติมาดูดดื่ม มาชิม เป็นสุข 348ตอ้ งศึกษา ปี ติและสุข ต่อไปว่า ปี ติเป็ นอย่ำงนี้ ไม่เท่ียงหลอกลวงปรุงแต่งจิต พอระงบั เป็นสุข ก็สุขหนอ อยา่ ไปหลง รู้สึกว่า จิตอยู่ เป็ นตวั ตน เป็ นการปรุงแต่งจิตให้ยุ่ง แต่เป็ นความสุขชว่ั คราว เป็ นกาไร อย่างไปหลง วิปัสสนู เหนืออานาจ กิเลส จิตจะหลงในความสุข ตอ้ งระวงั ถ้าปฏิบตั ิถูกต้องไม่หลงในความสุข ใช้ควำมสุขเป็ น ปรุงแต่งจิต บทเรียน ให้รู้จักควำมไม่เท่ียง ไม่เห็นตัวตน เห็นปี ติและสุขเป็ นเวทนำปรุงแต่งจิต เห็นควำมไม่ ปี ติเป็นอยา่ งน้ี หลงในความหลอกลวงของมนั สร้างเร่ืองให้เกิดความลาบาก สร้างให้เกิดความลาบาก ได้ ไมเ่ ท่ียง เคร่ืองมือหรืออานาจบางอบ่าง สาหรับควบคุมจิต ก็ระงับอานาจอิทธิ พลเวทนา หรือกำรใช้ หลอกลวงปรุง เคร่ืองมือควบคุมจิต ควบคุมจิตได้ เป็ นเรื่องใหญ่ เป็ นเรื่องมนุษยท์ ้งั โลกไม่พ่ายแพแ้ ก่เวทนา แตง่ จิต ใช้ ขอให้ศึกษาปี ติ ความสุข มีเสนห์มาก หลงไดง้ ่าย เป็นเร่ือง ดี เป็นเร่ืองร้าย คือ ปรุงแต่งความคดิ ความสุขเป็ น บทเรียน ให้ รู้จกั ความไม่ เทย่ี ง ไมเ่ ห็น ตวั ตน เห็นปี ติ และสุขเป็ น เวทนาปรุงแต่ง จิต เห็นความ ไมห่ ลง การใช้ เครื่องมือ
237 ควบคมุ จิต ใหเ้ ป็นไปยงุ่ เหยิง่ ไหลไปอยา่ งไม่มีที่สิ้นสุด ไหลไปตามวฏั ฎะ อานาจเวทนา ผลกั ไสจิตปมนุษย์ ควบคมุ จิตได้ ไหลไป มองเห็นควำมไม่เท่ียง ปี ติ สุข จิตถูกปรุงแต่งให้ถูกตอ้ ง ให้ปรุงแต่งไม่ได้ มนั หลอก มองเห็นความ ไม่ได้ ปรุงแต่งไม่ได้ สำมำรถควบคุมเวทนำได้ ควบคุมปรุงแต่งจิตได้ สามารถบงั บบั จิตให้ได้ ไมเ่ ท่ยี ง ปี ติ สุข ตอ่ ไป ถา้ เราบงั คบั การปรุงแตง่ ของจิตได้ เราบังคับจิตโดยตรงได้ ประโยชน์ของเวทนานุปัสสนา จิตถกู ปรุงแตง่ อนั เป็นหมวดท่ี 2 ของอานาปานสติ มี 4 ข้นั ข้นั ที่ 5 6 7 8 หมวดท่ี 2 แลว้ เป็นคู่มือจาเป็นตอ้ งรู้ ให้ถูกตอ้ ง ไว้ สาหรับการปฏิบตั ิอานาปานสติ หรือ ศึกษา ยงั ไม่ปฏิบตั ิ ต้องมีควำมรู้ควำมเข้ำใจถูกต้อง สามารถ ตอ้ งมีคู่มือท่ีถูกตอ้ ง แสดงคู่มือท่ีถูกตอ้ งแสดงมาแลว้ คร้ังที่ 5 คู่มือจาเป็นสาหรับการปฏิบตั ิอา ควบคมุ เวทนา นาปานสติ ได้ ควบคมุ ปรุง แตง่ จติ ได้ สามารถบงั บบั จิตใหไ้ ด้ ตารางท่ี 4.3.14 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “จิตตำนุปัสสนำสตปิ ัฏฐำน” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระธรรมโกศำจำรย์ (พุทธทำสภิกข)ุ จาแนกตามแนวคิด หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั R14] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน แนวคดิ R14-349การบรรยายประจาวนั เสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา ในวนั น้ี เป็ นการบรรยายต่อจากเร่ืองท่ี บรรยายคา้ งไว้ ต้งั แต่ภาควนั อาสาฬหบูชา ปี ที่แลว้ มาน้นั คือการบรรยายในชุดที่เรียกวา่ คู่มือ เร่ืองจิตสาคญั จาเป็นสาหรับการศึกษาและปฏิบตั ิ การบรรยายคร้ังที่ 5 ในวนั น้ีเป็ นการบรรยายตอนท่ี 6 ได้ มาก ถา้ ไม่มี บรรยายมาถึงคู่มืออำนำปำนสติภำวนำ และไดบ้ รรยายไปแลว้ ในส่วนที่เป็ นกายานุปัสสสนา จิตเพยี งอยา่ ง และเวทนานุปัสสนา ดงั น้ี ในวนั น้ีบรรยายส่วนท่ีเป็ นจิตตาปัตตสนา ขอให้ต้งั ใจฟังสาเร็จ เดียวเร่ือง ประโยชน์ ถา้ ต้งั ใจฟังให้สำเร็จประโยชน์เก่ียวกับเร่ืองเก่ียวกับจิต โดยเฉพาะการบรรยายเร่ือง ท้งั หลายไม่มี จิต เรียกว่า เห็นการบรรยายเรื่องท้งั หมด ก็ว่าได้ เพราะว่าถา้ ไม่มีจิตเพียงอย่างเดียว แลว้ จะมี จิตไปศึกษา อะไร ถา้ วา่ คนเราไม่มีจิต ก็เท่ากบั ว่าไม่ไดเ้ กิดมา โลกน้ีก็เท่ากบั ว่า ไม่มีอะไร เพราะถา้ ไม่มีจิต เห็นการ เพราะจิตรู้จกั ทุกอยา่ งจึงมี เหมือนกบั มนั มี ถา้ จิตไมม่ ีเหมือนกบั ไม่มี จงสงั เกตวา่ เรื่องจิตสำคัญ ปฏิบตั ิ เกี่ยวกบั จิต มำก ถ้ำไม่มีจิตเพียงอย่ำงเดียวเรื่องท้ังหลำยไม่มี ตอ้ งศึกษาในลกั ษณะว่า เป็นเรื่องสาคญั ท่ีสุด ควบคุมจิต มีขอบเขตกวา้ งขวางสูงต่ารอบดา้ น ปัญหาต่าง ๆ เกิดข้ึนมาเพราะไม่รู้เรื่องเก่ียวกบั จิต เร่ืองจิต บงั คบั จิต เป็นเรื่องทวั่ ไปเป็ นหลกั ธรรมท่ีพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องจิตไปศึกษา เห็นกำรปฏิบัติเก่ียวกับ อบรมจิต จิต ควบคุมจิต บังคับจิต อบรมจิตสูงสุดเหนือ อิทธิพลของสิ่งท้ังปวง ความดีความชว่ั เห็น สูงสุดเหนือ ความเป็นบวกเป็นลบเหนือความเป็นปัญหาไม่มี แมว้ า่ ไม่ใช่เร่ืองธรรมในศาสนาตอ้ งเป็นเรื่องท่ี อทิ ธิพลของ คนทุกคนตอ้ งรู้ ตนธรรมดาตอ้ งรู้ในฐานะ ตอ้ งประกอบกิจการต่างๆ ไดด้ ี ประกอบไดด้ ี ถา้ จิต ส่ิงท้งั ปวง ไดด้ ี จาไดด้ ี ระลึกไดด้ ี ตดั สินใจได้ ดี มนุษย์ แมแ้ ต่สัตวเ์ ดรัชฉาน มีเรื่องราวเก่ียวกบั จิต ความ เรื่องจิต ขอให้ เจริญเก่ียวกับกับจิต สัตวเ์ ดรัจฉาน ฝึ กดี ย่อมมีจิตดีกว่าสัตว์เดรัจฉา ท่ีไม่ไดฝ้ ึ ก 350เรื่องทาง รู้จกั ตวั จริง ศาสนา เร่ืองธรรมดาสามญั ทว่ั ไป เร่ืองจิต ขอให้รู้จักตัวจริง อย่ารู้จกั แต่ช่ือแลว้ ไม่รู้ว่าอะไร จิตกเ็ ป็นธาตุ แลว้ ก็พูดผิดเถียงกนั ยุ่งกนั ไปหมด ขอให้รู้จกั ตวั จริงของมนั จิตเป็นทาสชนิดหน่ึง แต่เป็นทาง ชนิดหน่ึง เป็น วิญญาณธาตุ เป็นธาตแุ ห่ง ความว่าง “นา มะรูปัง” จิต
เป็นธาตตุ าม 238 ธรรมชาติ ทา หนา้ ท่ีคดิ นึก ไม่มีรู้ร่าง เป็ นธาตุฝ่ ายนาม คนเรียนรู้เรื่อง ธาตุดิน น้า ลม ไฟ แมจ้ ิตก็เป็ นธาตุชนิดหน่ึง เป็ น หนา้ ท่ีรู้สึก วิญญำณธำตุเป็ นธาตุแห่งความว่าง ขอทาความเขา้ ใจกนั ให้ดี ขอให้เข้าใจว่า จิตเป็ นธำตุชนิด รู้สึกสุข ทกุ ข์ หน่ึงเป็ นธำตุฝ่ ำยนำมไหลได้เร็ว รู้สึกได้เร็ว อาศยั ธาตุเป็ นรูปหรือวตั ถุที่เป็ นร่างกาย แสดง เรียกว่า มโน บทบาทไดเ้ ตม็ ที่ ไม่อำจอย่ไู ด้ตำมลำพงั ต้องอำศัยร่ำงกำย จะเรียกว่ำ เป็ นทีท่ ำงำน ที่พกั อาศยั ที่ แปลว่า รู้ หรือ แสดงบทบาท อะไรได้ เป็ นธาตุชนิดหน่ึงแลว้ ก็อาศยั อยู่กับธาตุอีกชนิดรวมกนั เป็ นสองธาตุ รู้สึก แต่ถา้ แลว้ เรียกส้ัน ๆ ว่า นำมรูป คนที่ไม่รู้เรื่องก็คิดว่า เป็ นสองส่ิงเป็ นนามอย่างหน่ึง รูปอย่างหน่ึง รับรู้อารมณ์ โดยนติ ินยั สาหรับพดู จาแต่ถา้ สาหรับพฤตนิ ยั แยกกนั ไม่ไดส้ าหรับรูปกบั นำม รวมกนั เป็นนาม ตามตาหูกาย รูป รวมกนั เป็ นนามรูปทาอะไรได้ ภาษาบาลี ดูเห็นได้ง่ายฟังไดง้ ่าย เป็ นศพั ท์ นำมะรูปัง เป็ น เรียกวา่ เอกพจน์ เป็นสิ่งเดียวไม่ไดส้ องส่ิง นำมะรูปัง คือ กายใจ เป็นส่ิงเดียวไม่ใช่สองสิ่ง แยกจากกนั วิญญาณ ทาอะไรไม่ได้ รวมกนั เป็ นสิ่งเดียว เป็ นส่วนสาคญั ดลบนั ดาล เป็ นส่วนรูปหรือส่วนร่างกาย เคล่ือนไหว เป็นไป กระทาแลว้ แต่ ส่วนท่ีเป็นรูป ก็จดั เป็นส่วนหน่ึง โดยหลกั ทว่ั ไปเรียกวา่ รูป จิตทาหนา้ ที่ ขันธ์ โดยส่วนร่างกาย แต่โดย พฤตินัย อยู่กับร่างกายไม่ได้ เหลือแต่ร่างกายเป็ นซากศพ ถา้ รู้สึกอารมณ์ รวมกนั อยูเ่ รียกวา่ ส่ิงท่ีเรียกวา่ จิต เป็ นธำตุตำมธรรมชำติ ทำหน้ำท่ีคิดนึก ก็เรียกว่า จิต ถา้ ทา ทางตา หู จมกู หนา้ ที่รู้สึก รู้สึกสุข ทุกข์ เรียกวา่ มโน แปลว่ำ รู้ หรือรู้สึก แต่ถา้ รับรู้อารมณ์ตามตาหูกาย เรียกวา่ ลิ้น กายใจ วิญญำณตามหลกั พุทธศาสนา ถา้ ศาสนาอื่นหมายถึงตวั ตน เจตภูตวิญญำณ สิงสถิตร่างกายเขา้ เป็ นวิญญาณ ออกไปเกิดชาติหนา้ เป็นในความน้นั ของลทั ธิ อื่น 351คาวา่ พทุ ธศาสนา ความหมาย วญิ ญาณ ได้ ความรู้สึก ใหค้ วามหมาย จิตทาหน้า เมื่อจิตทำหน้ำที่รู้สึกอำรมณ์ทำงตำ หู จมูก ลิน้ กำยใจ เป็ นวิญญำณ กระทบจิต ไม่ไดเ้ กิดเป็ นประจา ไม่ไดม้ ีกระทบทางอายตนะ เสียงกระทบตา เสียงกระทบหูเรียกว่า กล่ิน เรียกวา่ มโน กระทบ รสกระทบลิ้นเรียกวา่ ความรู้สึกกระทบจิตเรียกว่า มโนวิญญำณ เรียกว่า การกระทบ วิญญาณ ฝ่ ายเขา้ ใจฝ่ ายขา้ งนอก รูป เสียงกล่ิน รส ธมั มารมณ์ เรียกว่าวิญญำณ ตามช่ือน้นั เป็นวิญญาณ ทางพุทธศาสนา ถา้ ภูติผวี ิญญาณในศาสนาอ่ืนเขา้ ๆ ร่างกาย ทางพุทธศานาไม่ถือวา่ มี ถา้ จิตทำ หน้ำท่ีคิดนึกเรียกว่า จิต จิตทาหน้าท่ีรู้สึกเรียกวา่ มโน ถา้ จิตทำหน้ำท่ีรู้แจ้งทำงอำยตนะเรียกวา่ วิญญาณ จาคาว่า จิต มโน วิญญำณ ลกั ษณะต่ำงกันอย่างน้ี มีส่วนที่แยกออกไป โดยละเอียด จากน้นั ถา้ จิตทาหน้าท่ีสาหรับรู้สึกอารมณ์ ทาสของอารมณ์ เช่นสุขและทุกข์ เป็ นตน้ เรียกว่า เวทนา ถา้ ทาหนา้ ที่หมายมนั่ ทาหนา้ ที่หมายมน่ั อะไร เรียกวา่ สัญญำ ถา้ ทาหนา้ ที่ปรุงแตง่ อะไร ได้ เรียกว่า สังขาร ทาหน้าท่ีทางอายตนะ เรียกว่า วิญญำณ เหมือนกัน แต่เรียกว่า เจตสิก ส่วนประกอบของจิต จิตเป็ นธาตุ เจตสิกไม่เป็ นทาส จิตทาสทาหน้าที่ ต่าง ๆ กนั เมื่อรู้สึก อารมณ์เรียกวา่ เวทนำ รู้สึกสุขทกุ ข์ ทาหนา้ ท่ีจา หมายมน่ั วา่ เป็นอะไร เรียกวา่ สัญญำ จิตไดป้ รุง แต่งเรียกวา่ สังขำร ปรุงแต่งทำงอำรมณ์เรียกวา่ วญิ ญำณ หน้ำทีก่ ำรงำนหรือกำรกระทำขอสิ่งที่ เรียกว่ำ จิต มาดูกนั ถึงส่ิงที่เรียกว่า จิต เป็นคารวมทวั่ ๆ ไปที่ใชก้ นั อยู่ เป็นปกติ หมายความได้ หลายอย่างหลายอาการหน้าที่ การงานอย่างน้ี แต่ทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องของคนเรา ใน ชีวิตประจาวนั ถา้ ว่าประพฤติทากนั มนั อย่างทุกตอ้ งรับผลเป็ นที่พอ ถา้ ทาไม่ถูกต้องก็ไดร้ ับ ผลร้าย กลายเป็ นโทษ หรือเป็ นโรคข้ึนมา เป็ นโรคทำงจิตข้ึนมา แลว้ แต่ว่าไปกระทากับมนั
239 หลกั กำร อยา่ งไร ใชก้ บั มนั อย่างไร ผิดถูกอยา่ งไร แลว้ กน็ ึกดูแลว้ ก็น่าเห็นใจที่วา่ ช่วยตวั เอง ไอห้ ลกั ที่ว่า ช่วยตวั เอง เป็นที่พงึ แก่ตวั เองมีความสาคญั จิตตอ้ งรู้จกั 352จิตต้องรู้จักตัวเอง รู้จักแก้ไขปรับปรุงตัวเอง รู้จักคลอดแต่มารดารู้มากข้ึนแล้วค่อย ตวั เอง แกไ้ ข เปล่ียนแปลงไป รู้สึกเขด็ หลาบ หวงั ใหป้ ลอดภยั แลว้ เปล่ียนแปลงไปตามลาดบั แมจ้ ะไดร้ ับการ ปรับปรุง สั่งสอนจากภายในไม่สาเร็จประโยชน์ ถา้ จิตไม่ยอมรับเปลี่ยนแปลงตวั เอง ก็ไม่สาเร็จอะไร ก็ ตวั เอง ไดร้ ับคาส่ังสอน ตอ้ งเขา้ ไปเขา้ ใจเป็นเร่ืองของจิต เป็ นจิตรับเอำไปเป็ นเร่ืองของตนโดยเฉพำะ การปฏิบตั ิ คดิ นกึ อย่ำงไร เป็นเรื่องปฏิบตั ิใหไ้ ดอ้ ยา่ งน้นั มนั ช่วยตวั เอง คนนอกช่วยอะไรไมไ่ ด้ เราจะตอ้ งรู้ เก่ียวกบั จิตที่ ตกั จิตท่ีเรียกวา่ จิต เราไหน ที่มี คือส่ิงท่ีเรียกวา่ จิต แต่เรามีเรียกวา่ เรา เป็นคาพูดท่ีประหลาด เรียกวา่ จิตตา อันตัวเรำ ตัวตนของเรำขึน้ มำ ในภาษาที่ใชพ้ ดู จากกนั ทาใหง้ งไป ในส่ิงที่เรียกวา่ เรามนั ไม่ได้ นุปัสสนา มี มนั ลมแลง้ อะไรไม่รู้มีแต่สิ่งที่เรียกว่า จิต ท่ีมีการรู้จากการท่ีไดส้ ัมผสั รู้ต่อไปตามลาดบั เกิด เรียกวา่ การรู้ การเปล่ียนแปลงภายในร่างกาย ภายในจิตเอง ภาษาพูดมนั หลอก ให้พูดว่า เราเป็ นเจา้ ของ ทวั่ ถึงในส่ิงที่ ร่างกาย เราบงั คบั กายบงั คบั จิต ถา้ มองเห็นความจริง เป็นคาพูดท่ีบา้ บอท่ีสุด โดยแทจ้ ริง รู้สึกคิด เรียกว่า จิต ทา นึก เขด็ หลาบ กลวั แลว้ กเ็ ปลี่ยนแปลง ไปในทางไมเ่ ป็นความกุ ขไ์ ม่เป็นอนั ตราย ตวั เราเป็นเร่ือง การกาหนด ลมแลง้ มนั คามาพูดมาใช้ ไปที่จิต หรือการกระทาของจิต ขอใหร้ ู้จกั สิ่งที่เรียกกวา่ ตัวเรำ หรือ จิต ส่ิงที่เรียกวา่ จิต ใหด้ ี ๆ ดูกนั ต่อไป 353ถึงกำรปฏิบัติเก่ียวกับจิตท่ีเรียกวา่ จิตตำนุปัสสนำ เป็น การปฏิบตั ิ หมวดที่ 3 ของอานาปานสติภาวนา และแบ่งออกเป็ น 4 ข้ันตอน หมวดจิตตำนุปัสส วิธกี ำร นำ ตอนแรก เรียกว่า การรู้ทวั่ ถึงในส่ิงท่ีเรียกว่า จิต การปฏิบตั ิข้นั น้ี หลงั จากไปปฏิบตั ิเวทนา กายานุปัสสนามาแลว้ มาถึงจิตตานุปัสสนา ทาการกาหนดจิต ข้นั แรกของหมวดน้ี เป็นข้นั ท่ี 9 ข้นั ที่ 1กาหนด ของท้งั หมด แต่เป็นข้นั ท่ี 1 ของหมวดที่ 3 เรียนกวา่ ข้นั ที่ 9 เป็นอยา่ งเดียวกนั จิตเป็นอยา่ งไร 354กาหนดสิ่งที่เรียกว่า จิต เดี๋ยวน้ี จิตเป็ นอย่ำงไร มีหลักเกณฑ์ให้กำหนดว่ำ จิต มีโลภะ หรือ มหี ลกั เกณฑใ์ ห้ ปราศจากโลภะ อย่างไร จิตมีโทสะ หรือปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ หรือปราศจากโมหะ จิต กาหนดว่า จิต ฟ้งุ ซ่านหรือสงบ จิตประกอบดว้ ยคณุ อนั ใหญ่หลวง หรือไมป่ ระกอบดว้ ยคุณใหญ่หลวง จิตมีจิต มโี ลภะ หรือ อ่ืนยิ่งกว่า หรือไม่มีจิตอื่นย่ิงกล่าว จิตต้งั มนั่ หรือจิตไม่ต้งั มนั่ จิตหลุดพน้ จากอารมณ์หรือไม่ ปราศจากโลภะ หลุดพน้ เป็ น 8 ลักษณะ คู่สาหรับการพิจารณา มีโลภะ โทสะ โมหะ จิตฟุ้งซ่านหรือไม่ จิตมี อยา่ งไร จิตมี คุณธรรมอนั ใหญ่หลวงหรือไม่ มีสมำธิจิตเป็ นรูปฌำนหรือ อรูปฌานเป็ นตน้ จิตมีคุณธรรม โทสะ หรือ อนั ใหญ มีหรือไม่ จิตมีจิตอ่ืนยิ่งกว่าหรือไม่ เรามีจิตชนิดสูงสุดหรือยงั หรือมีสูงกว่าอยู่ให้รู้วา่ ปราศจากโทสะ เป็ นจิตที่ยงั ต่าอยู่ จิตต้งั มน่ั ก็ต้งั มนั่ ในลกั ษณะท่ีเป็ นสมาธิ บงั คบั จิตได้ หรือหมดกิเลสก็ได้ มี จิตมีโมหะ หรือ ควำมต้งั มนั่ หรือไม่ต้งั ม่ัน พอรู้จกั หรือรู้สึก ได้ จิตหลุดพน้ แลว้ หรือจิตยงั ไม่หลุดพน้ มนั ยากอยู่ ปราศจากโมหะ คุณธรรมจิตยงั ไม่หลุดพน้ จะไปรู้จกั จิตไม่รู้พน้ ไดอ้ ยา่ งไร เป็นเรื่องการคานวณเป็นทุกขท์ รมาน จิตฟ้งุ ซ่านหรือ อยา่ งไร ถา้ เป็นตรงขา้ ม ใหร้ ู้วา่ จิต หลุดพน้ หรือจิตยงั ไม่หลุดพน้ พยายามศึกษาจิตโดยลกั ษณะ สงบ จิต อย่างน้ี จนเป็ นผู้รู้จิตดี รู้จกั ดีในสิ่งท่ีเรียกว่า จิตอย่างครบถว้ นเป็นอะไรไดก้ ี่อยา่ ง มีลักษณะ ประกอบดว้ ยคณุ อย่ำงไร ไดก้ ่ีอยา่ ง เป็นอยา่ งไหนก็รู้จกั ดี เป็นข้นั ท่ี 1 ของการปฏิบตั ิในหมวดจิต 355สิ่งท่ีกำหนด อนั ใหญห่ ลวง รู้ไว้เป็ นหลัก สาหรับโลภะ โทสะ โมหะ บางทีเรียกวา่ ราคะ โลภ โกรธ หลง ถา้ จิตมีลกั ษณะดึง หรือไม่ เขา้ มาหาตวั ดึงอำรมณ์เข้ำมำหำตัว เรียกวา่ จิตมีราคะ หรือมีโลภะ ตอ้ งการ กาหนดั ในสิ่งใดสิ่ง ประกอบดว้ ยคณุ ใหญ่หลวง จิตมี จิตอน่ื ยิง่ กว่า
240 หรือไมม่ จี ิตอ่นื หน่ึง ดึงเขา้ มาหาตวั โลภะ หรือราคะ ถา้ หากผลกั ออกหรือทาลาย เป็นจิตหมวดโทสะ ถา้ โง่ว่ิง ยงิ่ กล่าว จิตต้งั วนดว้ ยความสงสัย เรียกว่า โมหะ ไม่รู้ทาอยา่ งไร จะดึงเขา้ มาจะว่ิงวนอยรู่ อบ ๆ จงรู้จกั ลกั ษณะ มน่ั หรือจิตไมต่ ้งั จิตคนเราจะทาต่ออารมณ์ในลกั ณะอย่างน้ี ดึงเข้ำมำ ผลักออกไป วิ่งอยู่รอบ ถึงแมว้ า่ มีชื่อเรียก มน่ั จิตหลดุ พน้ เป็ นอย่างอื่น ฟุ้งซ่าน ก็อาการอย่างน้ี แหละ ถ้ำคุณธรรมสูง ก็ปรำศจำกอำกำรอย่างน้ี หรือ จากอารมณ์ กระทาลกั ษณะท่ีถูกตอ้ งมีประโยชน์ ในลกั ษณะเป็ นประโยชน์ วนอยู่รอบ ก็มีลกั ษณะในการ หรือไม่หลุดพน้ เขา้ ถึงความจริงอยา่ งน้ี ถา้ เป็นจิตที่ต้งั มน่ั ไม่มีการดึงเขา้ หรือผลกั ออก ไมว่ ่ิงวนอยรู่ อบ ๆ ถา้ จิต เป็น 8 ลกั ษณะ หลุดพน้ แลว้ ไม่มีอาการเหล่าน้นั ขอใหส้ ังเกตวา่ จิตคนเรำผลักออก ดึงเข้ำมำ หรือวิ่งอยู่รอบ ๆ เป็นผูร้ ู้จิตดี รู้จกั ไม่ไปจากอาการท้งั 3 น้ี เม่ือเราอยากรู้จิตท้งั หมด ใคร่ครวญ วนั น้ีกาหนดลงเฝ้าดู เห็นไดเ้ ป็น ดีในส่ิงทเี่ รียกวา่ อยา่ งน้ี ถา้ อยากรู้จิตตรงขา้ ม ตอ้ งคานวณวา่ ตรงขา้ มวา่ เป็นอย่างไร ทาให้รู้ไดเ้ หมือนกนั เม่ือรู้ จิตอยา่ ง ในลกั ษณะ 8 คู่ มีโลภะ มีโมหะ มีฟุ้งซ่าน สงบ คุณธรรมหรือไม่มี มีต้งั มน่ั หรือไม่ กาลงั หลุด ครบถว้ นเป็น พ้นจำกอำรมณ์ หรือระคนอยกู บั อารมณ์ ขอใหจ้ าไว้ 8 อยา่ ง เป็นเครื่องทดสอบเก่ียวกบั 356จิต รู้ อะไรไดก้ ่ีอยา่ ง เร่ืองจิตเก่ียวกบั การปฏิบตั ิข้นั ท่ี 1 หมวดที่ 3 จติ ตปฏสิ ังเวที เป็นผรู้ ู้พร้อมเฉพาะจิตท้งั ปวง สรุป มลี กั ษณะ ได้ 8 คู่ จิตต่าที่สุด จิตสูงสุด หลุดพน้ เป็นจิตทส่ี ัมผัสต่อพระนิพพำน เป็ นผู้รอบรู้จิตด้วยอำกำร อยา่ งไร ต่ำงๆ อย่างน้ี เป็นผูร้ ู้จิตอยา่ งดีที่สุด เป็นข้นั 9 ของท้งั เป็นข้นั ที่ 1 หมวดท่ี 3 เล่ือนไป 357 ข้นั ที่ ส่ิงที่กาหนดรู้ 10 ของท้งั หมดเรียกว่า อำกำรกระทำจิตให้บันเทิง ให้จิตมีควำมปรำโมทย์ บังเทิง หำยใจเข้ำ ก็ ไวเ้ ป็นหลกั ปรำโมทย์บันเทิง ท้ังหลายใจเขา้ ออก ปราโมทยบ์ ันเทิง ทาจิตให้ปราโมทยบ์ ันเทิง เป็ นที่ สาหรับโลภะ ตอ้ งการอยแู่ ลว้ พอใจ ตอ้ งการ เรียกวา่ ปี ติ ก็ได้ ปรำโมทย์ รู้จกั กนั วา่ พอใจ พอใจบันเทิง อ่ิมใจ โทสะ โมหะ เรียกกนั รวมกนั วา่ บนั เทิง ปราโมทย์ ไมห่ ดหู่ ไม่เห่ียวแหง้ ทกุ คนชอบจิตท่ีบนั เทิง ไมช่ อบจิตที่ เห่ียวแหง้ ไม่เป็นไปตามตอ้ งการ ไม่เป็นอานาจของจิต ปรุงแต่งไปทางแห้งเหี่ยว 358 กำรฝึ กฝน จิตตปฏิสังเวที เป็นผรู้ ู้พร้อม จติ ทำจิตให้ปรำโมทย์บันเทิง ความบนั เทิงแห่งจิตมีค่า ในทางโลกและทางธรรม ในทางโลกทุก เฉพาะจิตท้งั คนตอ้ งการมีจิตปราโมทย์ บงั เทิง ตอ้ งการกนั อย่ไู ม่ตอ้ งขอร้องอะไร ในทางธรรมน้ัน มีความ ปวง สรุปได้ 8 ตอ้ งการ เฉพาะมุ่งหมายเฉพาะ จิตท่ีปรำโมชย์บันเทิงเท่าน้ัน ท่ีเป็ นปัจจัยแต่สมำธิท่ีสูงขึ้นไป คู่ จิตต่าที่สุด เป็ นวิปัสสนำ เป็ นปัญญำ การทาบรรลุญาณวิปัสสนาอย่างใดอย่างหน่ึง ตอ้ งเป็นจิตผา่ นมาจาก จิตสูงสุด หลุด ควำมปรำโมทข์บังเทงิ เป็นสุข มีความสสงบระงบั คนทว่ั ไปไม่รู้วา่ วปิ ัสสนำญำณท้งั หลายอยา่ ง พน้ เป็นจิตท่ี ใดอย่างหน่ึง ปรากฏออกโดยการกะทาผ่านมาทางจิต ตอ้ งมีความปี ติ ปราโมทย์ บันเทิง เป็ น สัมผสั ต่อพระ ตอ้ ง จิตเป็นสุขมีหวงั เกิดสมาธิ ยถำภูตญำณทสั สนะ ตามความเป็นจริง ผเู้ ป็นนกั สังเกตุมองเห็น นิพพาน เป็นผู้ ไดด้ ว้ ยตนเอง สบายใจเทา่ น้นั จะคดิ อะไร กท็ าไดด้ ี เม่ือจิตมนั สบายใจ เท่าน้นั มนั จาทาอะไรได้ รอบรู้จิตดว้ ย ดี จะฟ้ื นความจาตดั สินใจ เม่ือทาไดด้ ี จิตมีความสบายใจ คือความบนั เทิง หรือ ปราโมทย์ ทาง อาการต่างๆ ธรรมะตอ้ งการ มีจิตอย่างน้ันอย่างน้ี เกิดสมาธิโดยอตั โนมตั ิ น่าสนใจอย่าง คากล่าวในรัตนะ สูตร 359คนที่บรรลุพระอรหันต์ได้หลำยทำง มีไดห้ ลายอย่างหลายทาง ฟังธรรมะท่ีผู้อื่นแสดง อาการกระทา ถูกกบั จิตใจของตนพอใจเป็ นสุข เกิดควำมปรำโมทย์ เห็นอนิจจัง ทุกขังง อนัตตำ หรือ ตน จิตให้บนั เทิง แสดงคนอื่นฟัง รู้คความรู้สึกของตน เกิดปี ติปราโมทย์ บนั เทิง ตนเองเป็นผแู้ สดงเอง ผอู้ ่ืนฟัง ใหจ้ ิตมีความ เอำหัวข้อธรรมะมำท่อง มำสำธยำย เกิดปี ติปรำโมทย์ ท่องบ่นอยู่ ถูกกับเรื่องของตน ปราโมทย์ บงั เทิง หายใจ เขา้ ก็ปราโมทย์ บนั เทิง การฝึ กฝนจิต ทาจิตให้ ปราโมทย์ บนั เทิงเป็น ปัจจยั แต่สมาธิ ที่สูงข้ึนไป เป็นวปิ ัสสนา เป็นปัญญา จิต
241 เป็ นสุขมีหวงั ยถาภูตญาณทสั สนะ เห็นปัญญารู้แจง้ หรือ มี หรือ เอามาใคร่ครวญอยู่เกิดปี ติ หรือ เอำหลักข้อ เกิดสมาธิ ธรรมะมำท่องบ่นอยู่ เกิดปี ติปรำโมยท์เป็ นสุข เกดิ ปัญญำเห็นแจ้ง กม็ ี หรือ ใคร่ครวญอยเู่ กิดปี ติ ยถาภตู ญาณทสั ปราโมยท์ พอใจ หรือ 360ปฏิบัติอยู่ตำมหลักเกณฑ์วิธีกำรปฏิบัติ เกิดปี ตีปราโมทย์ บนั เทิงเห็น สนะ แจ้งตำมควำมเป็ นจริง แสดงวา่ กำรท่จี ติ เกิดปัญญำลกุ ขึน้ มำเห็นปัญญำตำมควำมเป็ นจริง เป็น จิตเป็นสมาธิ มีจิตปราโมทย์ ร่ืนเริง เป็นเดิมพนั ถา้ มีจิตหดหู่ กระวนกระวาย ทาไม่ได้ ทาใหเ้ กิด ปฏิบตั ิอยตู่ าม สมาธิไม่ได้ เกิดความเป็ นตามท่ีเป็ นจริงไม่ได้ ตอ้ งมีเดิมพนั เป็ นความบนั เทิง ปี ติ ปราโมทย์ หลกั เกณฑ์ อยา่ งในโพชฌงค์ 7 ไดแ้ ก่ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปี ติสัม วธิ ีการปฏิบตั ิ โพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมำธิสัมโพชฌงค์ อเุ บกขำสัมโพชฌงค์ 361ตอ้ งมีส่ิงท่ีเรียกวา่ ปี ติ เกิดปี ตี พอใจบนั เทิง เป็นสุข จึงมีปัสสัทธิ ความท่ีจิตเขา้ รูปเขา้ รอย พร้อมเป็นจิตเดียวอารมณ์เดียว เกิดรู้ ปราโมทย์ แจง้ ดว้ ยจิตน้นั เป็ นกำรบรรลุธรรม เรียกว่ำ ทำงธรรมะ เป็ นเทคนิคทำงธรรม ทำงจติ ช้ันสูง เป็น บนั เทิงเห็นแจง้ อย่างน้ี คนธรรมดารู้จัดไดง้ ่าย เม่ือสบายใจดี ทาอะไรได้อีก เม่ือสบายใจดี ทาอะไรได้ กิน ตามความเป็ น อาหารอร่อย นอนหลบั ดี เม่ือสบายใจปี ติปราโมทย์ จึงเป็นอนั วา่ ควำมบันเทิงแห่งจิต เป็นส่ิงที่ จริง แสดงว่า ต้องการ เป็ นส่ิงที่ตอ้ งการท้งั ทางโลกทางธรรม เดียวน้ีตอ้ งการปี ติ ปราโมทย์ ข้ึนมา ถา้ เคย การท่ีจิตเกิด ปฏิบตั ิอานาปานสติ มาแลว้ หมวดเวทนานุปัสสนา ง่ายนิดเดียว เพราะหมวดเวทนุปัสสนา ทา ปัญญาลุก จิตใหเ้ ป็นสุข สุขะปะฏิสัง เวที เป็นบทเรียน ตอ้ งฝึ กตอ้ งหัดอยแู่ ลว้ ในหมวดสอง สาม ตอ้ งการ ข้นึ มาเห็น หมวดน้ี ไปทาปะฏิสัง เวที ยอ้ นลงไปกายา ก็ทาให้ลมหำยใจสงบระงับควำมพอใจ เป็ นปี ติ ปัญญาตาม ควำมเป็ นสุขอำศัยข้อปฏิบัติในหมวดท่ี 1 หมวดท่ี 2 หมวดที่ 3 บงั คบั จิตให้บนั เทิง ทาไดเ้ มื่อ ความเป็ นจริ ง น้ันขับไล่ควำมหดหู่ออกไป 362เมื่อมีจิตบนั เทิงก็ทาไดเ้ ม่ือน้ัน ท่ีเป็ นหลกั ทวั่ ไป ให้นึกถึงคา เป็ นจิตเป็ น บรรยาย ธรรมะชีวิต มีชีวิตอยู่ด้วยธรรมะ คือ มีหลกั การที่ว่า ทาอะไรหน้าท่ีท้งั ปวงด้วยสติ สมาธิ มจี ิต สัมปชัญญะ ปัญญำ สมำธิ จนมีควำมถูกต้อง ถูกตอ้ ง เม่ือถูกต้องก็พอใจ พอใจ เป็ นสุข เป็ นสุข ปราโมทย์ มปี ี ติ ปรำโมทย์ บนั เทิง เป็นชีวติ ประจาวนั ง่ายดี ฝึกอยแู่ ลว้ ขอใหท้ กุ คนมีหลกั ปฏิบตั ิ ทาหนา้ ที่ ทกุ หนา้ ที่ไม่วา่ อะไร ใหส้ ติปัญญา สมาธิ มีควำมรู้สึกพอใจ ๆ ว่ำ ถกู ต้อง แลว้ อิ่มอกความพอใจ เป็ นการบรรลุ วา่ ถกู ตอ้ งเสมอไป มีการยกมือไหวเ้ อง ได้ ความถกู ตอ้ งพอใจ เป็นพอใจเป็นหลกั การประจาอยู่ ธรรม เรียกวา่ ในทุก ๆ หนา้ ที่ ท้งั วนั มีแตค่ วามถูกต้องหน้ำท่ีหาเล้ียงชีวติ ทาไร่ ทานา คา้ ขาย ขา้ ราชการ ทาให้ ทางธรรมะ ถูกตอ้ ง ถูกตอ้ ง พอใจ มีปี ติ ปราโมยท์ บนั เทิง หรือหน้าที่บริหารชีวิตประจาวนั เช่นว่า ต่ืนมา เป็ นเทคนิคทาง ลา้ งหนา้ ถูฟัน ถ่ายปัสสาวะ กวาดบา้ น ลา้ งส้วม มีสติสัมปชญั ญะ ทาหนา้ ท่ีถูกตอ้ งพอใจ ๆ มี ธรรม ทางจิต ลกั ษณะพอใจ ลกั ษณะ ธรรมชีวีตความถูกตอ้ ง พอใจ มีปี ติ ปราโทย์ บนั เทิงถูกตอ้ งตลอดเวลา ช้นั สูง ความ คนโง่ทาไม่ได้ คิดว่าสิ่งบ้าๆ บอๆ ให้มีสติสัมปชัญญะอยู่ท่ีถูกต้องพอใจ น่ังถ่ายปัสสาวะ บนั เทิงแห่งจิต อุจจาระ มีความถูกต้องพอใจ ทุกคร้ัง อย่างน้ี คนโง่ ทาไม่ได้ มีแต่คนพอใจที่รู้เร่ือง ทาให้ เป็ นสิ่งท่ี ถูกตอ้ งพอใจ ทาไดไ้ ปทุกอย่าง จะกวาดบา้ น มีสติ มีสติอยทู่ ่ีการกระทา มีความถูกตอ้ ง มีความ ตอ้ งการ ขบั ไล่ พอใจเป็นส่ิงท่ีทาได้ 363โดยระบบ ธรรมะชีวิต เป็นผมู้ ีชีวิตอยดู่ ว้ ยธรรมะ เป็นความถูกตอ้ ง หรือ ความหดหู่ เรานึกถึงจริยธรรมสำกล ยกย่องต้องการ เรียกว่า ควำมเคำรพตัวเอง Self-respect สากล ออกไป ให้มี ต้องการให้ทุกคนอยู่มีชีวิตเคำรพตัวเอง พอใจตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ อย่างน้ี ถูกต้อง สติสมั ปชญั ญะ ประเสริฐ ถา้ เกลียดน้าหนา้ ตวั เอง ตกนรก ไมม่ ีความเคารพตวั เอง ถือหลกั จริยธรรมสากล ทาตวั อยทู่ ่ีถกู ตอ้ ง พอใจ จริยธรรมสากล เรียกว่า ความ เคารพตวั เอง Self-respect ทุกคนอยมู่ ีชีวิต เคารพตวั เอง พอใจตวั เอง ยก มอื ไหวต้ วั เอง ได้ เป็นพ้นื ฐาน
242 จิตกา้ วหนา้ ข้นั เห็นเป็นท่ีเคารพตวั เองเสอนตวั เอง มีปี ติ ปราโมชย์ หล่อเล้ียงจิตใจตลอดเวลา ทาจิตให้บนั เทิง ไปตาม อยู่ไดก้ ัน เป็ นความหมายเก่ียวเนื่องเหมือนกันหมด จิตต้องการพ้ืนฐาน คือ ความปี ติ พอใจ วิปัสสนา ตวั เอง พอใจตวั เอง เคารพ ตวั เอง อยู่เป็นพ้ืนฐานความสงบสุข หรือเป็ นพื้นฐำนจิตก้ำวหน้ำข้นั ปัญญาบรรลุ ไปตำมวิปัสสนำ ปัญญาบรรลุมรรคผล นิพพาน แมห้ ยุดอยู่ท่ีน่ี มีความสุขก็เป็ นกาไร ช่วยให้ มรรคผล กา้ วหนา้ บรรลุมรรคผลนิพพาน มีค่ามาสูงสุด ขอใหเ้ ราสนใจ วา่ ควำมพอใจจนเคำรพตัวเอง นิพพาน นับถือตวั เอง ช่ืนใจตวั เอง ยกมือใหวต้ วั เองได้ พงึ ปรารถนาอยา่ งยงิ่ แงธ่ รรมะ ช่วยโลก ชาวบา้ น ทวั่ ไป หรือ เป็นจริยธรรมสากลทวั่ โลกตอ้ งการอยา่ งน้ี เรียกว่า ควำมเครำรพตัวเอง หลักธรรม ทาจิตให้ต้งั มน่ั ตรงกันหมดไม่ว่า ศาสนาไปเรามีนิพพานน้อย นิพพานตวั อย่างอยู่ตลอเวลา ท่ีเรามีความ สมาหิโต ยถา ปราโมทย์ บนั เทิงอย่างถูกตอ้ ง ตามหลกั ของธรรมะ ปราโมทย์ ทางกามรมณ์เป็ นอีกเร่ืองหน่ึง ภูต ปชานาติ ไม่ถูกตอ้ ง ไม่บริสุทธ์ิ เรื่องของกิเลส ซ่อนไวด้ ้วยอนั ตราย เป็ นปราโมทยบ์ นั เทิง หลอก ๆ หายใจเขา้ สาหรับคนโง่ ถา้ มีสติปัญญา ก็ไม่หลงในลกั ษณะน้นั ถ้ำมีธรรมะ คือควำมถูกต้องเป็ นพื้นฐำน หายใจออก คาว่า ถูกตอ้ ง ถา้ มนั ทาความเยน็ ไม่เดือดร้อยใจ ให้ถือว่าเป็ นความถูกตอ้ ง พิสูจน์ดว้ ยเหตุผล บริสุทธ์ิ ต้งั มน่ั เป็นทาจิตให้บนั เทิงอยู่ เป็นขอ้ ปฏิบตั ิ ท่ี 10 ท้งั หมด364มาถึงขอ้ 11 ของท้งั หมด ทาจิตใหต้ ้งั มน่ั ไม่มอี ะไร ข้นั ที่ 11 สมำหโิ ต ยถำภูต ปชำนำติ ต้งั มนั่ ชื่อภาษา ทาจิตใหต้ ้งั มนั่ อยู่ หายใจเขา้ หายใจออก จิต รบกวน จิต ต้งั มน่ั หายใจเขา้ หายใจออก ดว้ ยลกั ษณะจิตท่ีมีลกั ษณะต้งั มน่ั มีความหมายมาก จิตเป็นสมาธิ พร้อมทาหนา้ ที่ ต้งั มนั่ ในท่ีน้ี ไดก้ าหนดไว้ เป็นท่ีบญั ญติไดง้ ่ายวา่ ขอ้ 1 จิตบริสุทธ์ิไม่มีอะไรรบกวน บริสุทธ์ิ นอ้ มจิตเป็น ต้ังมั่น ไม่มีอะไรรบกวน จิตชนิดน้ี มนั่ คงที่สุด เพราะรวมกาลงั ธรรมดากระแสจิตพร่า ออก สมาธิประกอบ รอบตวั เหมือนดวงไฟ ไม่แรง แต่ว่ารวมกระแสเข้ำเป็ นจุดเดียวมันแรง แก้วรวมแสงแบบ 3 อยา่ ง 1. เขม้ ขน้ ลุกเป็นไฟจากแสงแดดธรรมดา ถูกรวมกาลงั เป็นจุดเดียว มีลกั ษณะต้งั มน่ั เรียกวา่ จติ ต้งั บริสุทธ์ิ 2.ต้งั มั่นด้วยอานาจ ด้วยกาลังอย่างถึงที่สุด เป็ นคุณสมบัติของจิตเป็ นสมาธิ อย่างที่ 3 กัมมนีโย มนั่ รวมกาลงั เหมาะสมที่จะทาหนา้ ท่ี กมั มนีโย เหมาะสมที่จะทาหนา้ ที่ การงาน ภาษาเรียกวา่ Activeness มี เป็นปึ กเดียว 3. ความเหมาะสมทาหน้าที่ กัมมนีโย นิ่มนวลอ่อนโยนพร้อมทาหน้าท่ี ก่อนน้ีจิตแขง็ กระดา้ ง ทา พร้อมจะทา อะไรไม่ได้ จิตน่ิมนวลน้อมไปทำงไหนก็ได้ พิจารณาอนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา จิตพร้อมทำหน้ำที่ หนา้ ท่ี ถา้ มาถงึ น้อมจิตเป็ นสมำธิประกอบ 3 อย่าง 1.บริสุทธ์ิ 2.ต้งั มน่ั รวมกาลงั เป็ นปึ กเดียว 3.พร้อมจะทา ข้นั น้ี ปริสุทโธ หนา้ ที่ ถา้ มาถึงข้นั น้ี ปริสุทโธ สมำหิโต กมั มนีโย ลกั ษณะของสมาธิ เป็นสามอยา่ งน้ี คดิ ดูวา่ เรา สมาหิโต มีหรือไม่มี จิตบริสุทธ์ิ จิตต้งั มนั่ จิตพร้อมทาหน้าท่ี เป็ นสมาธิในพุทธศาสนา แมจ้ ะไม่เคยเล่า กมั มนีโย เรียน เป็นจิตเป็ นคาสามคา ปริสุทโธ สมำหิโต กัมมนีโย จาคาสามอย่าง ไว้ 365นึกดูบางคราว อยากทาอะไร จิตไม่ทา จิตฟุ้งไปทางอื่น ถา้ อย่างน้ีเขียนจดหมายให้ดี ทาไม่ได้ อึดอดั ขดั ใจ ตอ้ งการจิต เพราะไมร่ ้อมทาการ ถา้ มนั พร้อมเขา้ รูป ทำสนุกไป แมแ้ ตก่ ารปฏิบตั ิเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ชนิด Active ตอ้ งการจิตชนิด Active ในหน้าท่ี เป็นคุณสมบตั ิ เป็นต้ังม่ันหรือเป็นสมำธิ ต้งั มนั่ เป็นสมาธิ มี ในหนา้ ที่ ความสุข ทาเพื่อความสุขก็ได้ หรือเป็นเพ่ือปฏิบัติธรรมสูงข้ึนไปเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานได้ คณุ สมบตั ิ เป็น มีควำมสุขในชีวิตประจำวันก็กำไร เป็ นเหตุให้มีควำมก้ำวหน้ำทำงจิต บรรลุมรรคผลนิพพาน ต้งั มน่ั หรือเป็น เป็นผลมาข้ึนไปอีก จะดูใหต้ ้งั มนั่ ไดอ้ ยา่ งไร ขอ้ น้ีมีการพูดอยา่ งเดียวกนั อีก วา่ 366ถา้ เคยปฏิบตั ิ สมาธิ ต้งั มนั่ เป็นสมาธิ มี ความสุข มี ความสุขใน ชีวติ ประจาวนั กก็ าไร เป็นเหตุ ใหม้ ี ความกา้ วหนา้ ทางจิต บรรลุ มรรคผล นิพพานเป็ นผล
243 เวทนานุปัสส หมวดท่ี 1 กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มาแลว้ ก็คือ ขอ้ ท่ี 4 กายานุปัสสนา ทำกำยสังขำรให้ระงับ นา ทาปี ติและ ทำลมหำยใจให้ระงับ ร่างกายระงบั ความต้งั มนั่ โดยกาย สังขารระงบั หมวดที่ 2 เวทนานุปัสส สุข อนั ลุก นา ทาปี ติและสุข อนั ลุกโพรงให้ระงบั เป็นจิต จิตสังขำรระงับ โดยระงับกำยสังขำร จิตสังขาร โพรงให้ระงบั ทาให้ต้งั มน่ั เพียงแต่ยอ้ นกลบั ไปกำรปฏิบัติเบื้องต้น เอำจิตไปต้ังม่ันได้ดีท่ีสุด คาว่า จิตต เป็นจิต จิต สังขำร คือ ปี ติ และสุข มีเป็นดาบสองคม ถ้ำปี ติ บังคับไม่อยู่ก็ฟุ้งซ่ำนเหมือนกนั มีปี ติฟุ้งซ่าน สงั ขารระงบั อยใู่ นใจกท็ าอะไรไมไ่ ด้ หลงใหลในความสุข สนุกสนานกท็ าอะไรไมไ่ ด้ ปี ติ และสุขตอ้ งบงั คบั โดยระงบั กาย ได้ สงบระงับ และต้ังมั่นสงบระงับแล้วต้องทาอะไรได้ดี ท่ีมันบังคับไม่ได้ ปี ติก็ใช้ไม่ได้ สังขาร จิต ความสุขก็ใชไ้ ม่ได้ กลายเป็นกิเลส ไม่มีความแจ่มใส ไม่มีสมถะ ไม่มีความมน่ั คงอะไร คาว่า สังขารทาใหต้ ้งั เป็ นสมำธิ สมาธิ มีความหมายกวา้ งขวางท่ีสุด สูงสุด น่าพอใจที่สุด แต่วา่ คนรู้แคบๆ แมแ้ ต่พระ มนั่ เพยี งแต่ เรียนนักธรรม เมื่อจิตกำหนดอำรมณ์แล้วก็เป็ นสมาธิ รู้เพียงเท่าน้ี ความหมายเกินกว่าน้ัน ยอ้ นกลบั ไป มากกวา่ น้นั บทนิยาม ของคาวา่ สมำธทิ ่ีถูกต้อง สมบรู ณ์ที่สุด มีวา่ เอกัคคตำ ความมีอารมณ์เป็น การปฏิบตั ิ อนั เดียว จิต ที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ ฟังดูแปลก ราราญ เอกคั คตาจิต มีนิพพานเป็นอารมณ์ จิตมี เบ้ืองตน้ เอาจิต อารมณ์เดียว จิตท่ีมีอารมณ์เดียว มียอดเดียว เอกัคคตำ ความมียอดเดียวอารมณ์เดียว จิตมีความ ไปต้งั มนั่ ไดด้ ี มงุ่ มน่ั อยา่ งเดียว จุดเดียว โดยมีพระนิพพนานเป็นอารมณ์ กวา้ งขวางใชไ้ ดห้ มดท้งั โลก ครอบงา ท่ีสุด จิต โลก 367ควำมต้งั จติ ที่พบกบั ความสงบเยน็ ใชค้ าวา่ นิพพำน แทนใช้ สงบเย็น จิตท่ีมีความมุ่งมน่ั กาหนดอารมณ์ ไปสู่ความสงบเยน็ แห่งชาติ คอื สิ่งเรียกวา่ สมำธิ อยา่ งโง่ วา่ ตอ้ งนงั่ หลบั ตา ท่ีวดั ในวดั กาหนด แลว้ ก็เป็น นน่ั กาหนดนี่ มีอารมณ์เป็นกสิณ เป็นซากศพ เป็นอะไรไม่รู้ มนั มากมายหลายสิบอย่าง เป็นแต่ สมาธิ คาพูดหรือรูปแบบที่พูด แต่หัวใจแท้ๆ ของมนั จิตท่ีมีรวมเป็ นจุดเดียว มุ่งแต่ควำมสงบเย็นของ จิตเป็ นอำรมณ์ ไม่เห็นไดว้ ่า ไม่เฉพาะทางศาสนา เดียวกบั ทางธรรมดาสามญั เป็นความนึกคิด ความต้งั จิต จิต แบบมนุษย์ ทาได้ มีความมุ่งมน่ั จ่ออยู่ ในความสงบเยน็ ในชีวิต เป็ นความหมายเดียวของชีวิต ที่มีรวมเป็ นจุด “นิพพำน” แปลว่ำ เย็น ไม่ได้ว่ำ ตำย ในโรงเรียนสอนโง่ ว่า นิพพาน แปลว่า ตายของ พระ เดียว มงุ่ แต่ อรหันต์ นิพพานไม่แปลว่า ตาย นิพพานท้งั พระไตรปิ ฎกไม่ไดว้ ่า ตาย เก่ียวกบั คาว่า เย็นไม่ ความสงบเยน็ เกี่ยวกบั กิเลส นิพพาน ของเยน็ ของอะไรกไ็ ด้ เยน็ ของจิตใจไม่มีไฟ คือ เยน็ เมื่อใดจิตไมม่ ีกิเลส ของจิตเป็ น รบกวน จิตเย็น มีความมุ่งหมายนิพพาน คือ ความเยน็ ควำมสงบเย็นแห่งชีวิต คือ นิพพาน ถา้ อารมณ์ จิตเยน็ จิตมงุ่ มหายถึงส่ิงน้ี คือ สมาธิ ถกู ตอ้ งตามความหมายวา่ สมำธิ แต่เราเอามาใชล้ งทาเป็นพธิ ีรีตอง มีความมงุ่ อะไร ต่าง ๆ มาเรื่อง มาราว จนไม่เกิดประโยชน์อะไร ขอให้มุ่งหมาย จิตมุ่งม่ันต่อควำมเย็น หมายนิพพาน แท้จริง ของสิ่งท่ีเรียกว่า ชีวิตจิตใจ เรียกว่า สมาธิ ขอให้มุ่งม้นั หมายมน่ั มุ่งอยู่ท่ีจะเป็นอยา่ งน้ี คือ ความเยน็ มีความเยือกเยน็ แห่งจิตใจเรียกวา่ สมำธิ ในบทนิยาม เรียกวา่ เอกัคคตำจิต มีพระนิพพำน เป็ น ความสงบเยน็ อำรมณ์ เป็นบทนิยาม จิตที่ม่งุ มั่นเพียงอยา่ งเดียวตอ่ พระนพิ พำน คือ ความสงบเยน็ แห่งชีวิต ทกุ แห่งชีวิต คอื คนควรมีควำมรู้เร่ืองสมำธิ จิตมุ่งมั่นต่อควำมเหยือกเย็นต่อชีวิต มีพระนิพพำนเป็ นอำรมณ์ นิพพาน ในขณะน้นั มีประโยชน์ มีความสุขอยูใ่ นตวั มนั เอง จิตชนิดน้นั เป็นความสุขในตวั มนั เอง ทาให้ เกิดปัญญาสูงข้นึ ไป บรรลมุ รรคผลนิพพาน สมำธิ จติ ล้วน ๆ ก็เป็นความสงบเป็นความสุขแต่ยงั จิตเป็ นสมาธิ ไม่สูงสุด ถา้ สูงสุดแต่ถา้ สูงสุด 368 จิตเป็ นสมำธิเป็ นปัจจัยแก่กำรบรรลุมรรคผลนิพพำน คือ เป็นปัจจยั แก่ การบรรลุมรรค ผลนิพพาน คือ วปิ ัสสนาญาณ จิตมสี ติมี ปัญญาสลดั อารมณ์ร้าย ออกไปจากจิต จิตหลุดจาก อารมณ์ จะตอ้ ง มอี านาจเหนือ
244 จิต กไู ม่เอากบั วิปัสสนำญำณ อนั สุดทา้ ยดบั กิเลสท้งั หลายได้ เป็ นเรื่องสมาธิท่ีแทจ้ ริง ดบั กิเลส ขอให้สนใจ มึงแลว้ โวย๊ เร่ือง ทำจิตให้ต้งั ม่นั เป็นส่ิงท่ียดึ ถือเป็นหลกั ประจาใจอยโู่ ดยทว่ั ๆ ไป ดว้ ยกนั ทุกคน สมาธิจิต สมาธิภาวนา พร้อมกบั การดบั กิเลส เป็ นเร่ืองของสมาธิท่ีแทจ้ ริง ขอให้ท่านสนใจ ทาจิตให้ต้งั มนั่ เป็ นส่ิงที่ แปลวา่ ทาจิต ยดึ ถือเป็นหลกั ประจาใจดว้ ยกนั ทกุ คน 369ข้นั ที่ 12 ของท้งั หมด ข้นั ท่ี 4 หมวดท่ี 3 ทาจิตใหป้ ลอ่ ย ใหเ้ จริญโดยวิธี ทาจิตใหป้ ล่อย หายใจออก อยู่ หายใจเขา้ อยู่ ดว้ ยการใหจ้ ิตมีการปล่อย เป็น 2 โวหาร ที่หน่ึง จติ ของสมาธิก็ได้ เป็ นฝ่ ำยปล่อย อำรมณ์ร้ำยมนั ปล่อยตวั เองไปจากจิต จิตมีสติมีปัญญำสลัดอำรมณ์ร้ำยออกไป ทาจิตใหป้ ล่อย จำกจิต พร้อมท้งั เหตุกิเลสน้ัน จิตเป็นฝ่ ายปล่อยดว้ ยกิเลสปัญญา เกิดกิเลสกาลงั เกิดอยู่ จิตเป็ น จากอารมณ์ ฝ่ ายปลอ่ ย อารมรณ์ร้ายเป็นนิวรณ์ 5 เป็นปริยุฏฐำนกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ทาใหม้ นั ระงบั ไป บงั คบั จิต หลุดไปจากจิตเป็นอารมณ์ร้ายหลุดไปจากจิต หรือ จิตหลุดจำกอำรมณ์ จะมองในแง่ไหนก็ได้ สังขารใหร้ ะงบั ผลก็เท่ากนั จะตอ้ งมีอำนำจเหนือจิต มีการะทาท่ีมีอานาจเหนือจิตอย่างถูกตอ้ ง โดยวิธีธรรมดา ได้ ของคนทวั่ ไป ก็ทาได้ โดยวิธีทางเทคนิคทาอย่างละเอียด ประณีตของทางธรรมะ ของทาง ศาสนากไ็ ด้ เหมือนอยา่ งคนธรรมดามีเร่ืองกลมุ้ จิตใจ ราคาญ กไู ม่เอำกับมึงแล้วโว๊ย สลดั ออกไป แลว้ ก็ได้ และเป็นความจริงอยา่ งเน้น เป็นเคลด็ อยา่ งหน่ึงสาคญั มาก ถ้ำอะไรจะรบกวนจิตใจให้ เป็ นทุกข์ ก็ต้องสลัดไปล่วงหน้ำ ยกตวั อย่างเกิดเรื่องข้ึนมาที่จะทาให้ตอ้ งเสียเงินหรือเสียของ มนั ตอ้ งแสดงทาใหเ้ สียเงินเสียของ อยา่ ใหท้ รมานจิตใจออกไป ยอมเสียแลว้ สิ่งท่ีมีเง่ือนไขตอ้ ง เสีย เสียไปเสียสลดั ไป อยา่ ใหเ้ ป็นทุกขร์ บกวนจิตใจอยู่ เป็นประโยชน์มีความสาคญั มาก คนไม่ เขา้ ใจไม่ยอมใช้ เอามาเป็ นเร่ืองทุกขร์ ้อนนอนไม่หลบั เพราะสลดั ออกไปจากจิตไม่ได้ สลดั ยงั คงกระทาต่อสู้ป้องกนั ทุกอย่าง ไม่ให้มนั กาลงั มาทาอยู่ ในจิตใจยอมเสียสละไปแลว้ เสียไป แล้ว เพ่ือจะไม่เป็ นทุกข์ กระทาต่อไปในลักษณะท่ีถูกต้อง ยอมกระทาไม่ต้องเป็ นทุกข์ ตลอดเวลา มิฉะน้นั เป็นทุกขท์ นั ที เสียไปดว้ ยเป็นทุกขไ์ ปดว้ ย ถึงแมว้ า่ จะเสียไปจริงๆ กไ็ ม่เป็น ทกุ ข์ ไม่ตอ้ งเสีย เป็นการต่อสู้ที่ถูกตอ้ ง รักษาเอาไวไ้ ดไ้ มต่ อ้ งเสีย ควรตอ้ งสนใจ 370การปล่อยสิ่ง ท่ีรบกวนจิตใจให้ออกไปเสีย ให้พ้น เป็ นศิลปะ ยอดสุดของศิลปะท่ีพุทธบริษทั ควรจะให้ ไดเ้ ปรียบ ขอให้ทุกคนสนใจท่ีรู้จกั การเร่ิมปลดปล่อยสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในจิตให้หลุดพ้นออกไป จำกจิตไม่ให้รบกวนต่อไป ทาตามไป แต่เราจะไม่เป็ นทุกข์ ยอมสลดั ออกไปเสียก่อนแล้ว เรียกวา่ เรำมีอำนำจเหนือจิต เป็ นอำนำจเป็ นนำยเหนือจิต สมารถบงั คบั จิตใหท้ าในลกั ษณะท่ี ตอ้ งการ คือ ไมเ่ ป็นทกุ ข์ มิฉะน้นั เราจะตอ้ งเป็นทกุ ข์ เป็ นทุกข์มำกกว่ำเกินควำมจำเป็ น เรื่องไม่ เป็นทุกขก์ ็เอามาเป็นทุกข์เพรำะควำมโง่ เร่ืองเป็ นทุกข์สลัดออกไป ยอมไปเสียก่อน ทาการแกไ้ ข ตามหลงั ก็ได้ อย่ใู นจาพวกทาจิตให้ปล่อย สิ่งใดในอารมณ์ร้าย เลก็ นอ้ ย สลดั ออกไปเป็ นเร่ือง นวิ รณ์ท้ัง 5 กำมฉันทะ สลัดออกไปเสียก่อนไดจ้ ิตท่ีปล่อยอารมณ์แลว้ มาแลว้ ก็ดาเนินต่อไป ทา ไดว้ ิธีธรรรมดา ตามวิธีท่ีวา่ มาแลว้ สลดั ความรู้สึกที่ไม่ตอ้ งการออกไป เป็นวิธีคนคิดตามแบบ พุทธศาสนา ตอ้ งศึกษาเอาจิต สนใจจริง จึงทาได้ 371เร่ืองอำนำปำสติภำวนำ ก่ีปี ใครทาไดก้ ่ีคน ไม่ได้สนใจโดยแท้จริง ไม่ได้จับฉวยเอาถูกต้องแท้จริงสมบูรณ์ ทาไมไม่ได้ ควรทาได้ มี ประโยชน์ท่ีสุด เวลำว่ำงมีเอำมำสนใจ คือ กำรพัฒนำจิตให้สูงขึ้นไป จะเรียกว่า สมำธิภำวนำ แปลว่า ทาจิตให้เจริญโดยวิธีของสมาธิก็ได้ เกิดมาเป็ นคนท้งั ที ขอให้มีโอกาสพฒั นาจิตให้
ผล 245 การปฏิบตั ิอา สูงสุด ๆ ยง่ิ ข้ึนไป ก็ไมเ่ สียเทีเกิดมาเป็นมนุษยท์ ี่พบกบั พุทธศาสนา ขอใหส้ นใจในการที่เรียกวา่ นาปานสติ ทำจิตให้ปล่อยจำกอำรมณ์ หรือ ทาอารมณ์ใหป้ ล่อยไปจากจิตแลว้ แต่ กำรปฏบิ ตั ิเวนำนุปัสสนำ ข้นั น้ี เรียกว่า บังคับจิตสังขำรให้ระงับได้ เอามาใช้ ปฏิบัติหมวด 2 เวทนำชำนำญแล้ว ถึงข้ัน เรียกว่า สมบูรณ์ การ ปะฏิสังขำ ทำจติ สังขำรระงับอยู่ หำยใจออกหำยใจเข้ำ เอามาใชใ้ นหมวดข้นั น้ี ทาได้ พดู งา่ ยวา่ ที่ปล่อย ทำจิตเป็ นสติได้ปล่อยได้โดยอำนำจของสมำธิ ปล่อยด้วยอำนำจของวิปัสสนำ การปล่อยดว้ ย อารมณจ์ าก อานาจของสมาธิชวั่ คราว ปล่อยดว้ ยอานาจวิปัสสนา เด็ดขาด ตลอดกาล การกระทางจิตเป็นไม่ จิต หรือ ถอด อยแู่ คส่ มาธิ ควรทาใหก้ า้ วหนา้ ข้นั วปิ ัสสนา จิตจาก 372เด่ียวน้ี กำรปฏิบัติอำนำปำนสติ ข้นั น้ี เรียกวา่ สมบูรณ์ กำรท่ีปล่อยอำรมณ์จำกจิต หรือ ถอด อารมณ์ หรือ จิตจำกอำรมณ์ หรือ ปล่อยอำรมณ์จำกจิต ถ้ำเรำทำไม่ได้ต้องทนอยู่กับสิ่งท่ีรบกวนจิต ทา ปล่อยอารมณ์ อันตรายจิต ถ้ามากเกินไปก็เป็ นบ้า นอนหลับยาก หาความสงบสุขไม่ได้ ขอให้รู้จักปล่อย จากจิต ถา้ เรา อำรมณ์ ระงับอำรมณ์ อย่ามีเรื่องที่รบกวนจิต เม่ือทางานก็ทางาน เลิกงานก็ไม่มีอะไร ที่มา ทาไม่ไดต้ อ้ ง ยุง่ ยากลาบากอยู่ในจิต เมื่อเวลาทางานเปิ ดลิ้นชกั โต๊ะทางานยุง พอเลิกงานปิ ดลิ้นชกั ใส่กุญแจ ทนอยกู่ บั สิ่งที่ ไม่มีอะไรอยู่ในจิตใจ อยู่เป็ นสุขภาพอนามยั ของจิตใจ จะทาให้สบาย มีความเยน็ อกเยน็ ใจ มี รบกวนจิต ความเจริญกา้ วหนา้ ในการงาน เป็นการไดท้ ี่ดี ไดค้ วามสุข ไดค้ วามเจริญงอกงาม พร้อมกนั ไป ขอใหร้ ู้จกั ขอใหส้ นใจลกั ษณะอยา่ งน้ี เรียกวา่ เป็นข้นั ทาจิตใหป้ ล่อย ถา้ บงั คบั ท้งั หมดข้นั ท่ี 12 ของ 16 ข้นั ปลอ่ ยอารมณ์ ข้นั 4 หมวด 2 หมวดจิตตานุปัสสนา เราไดบ้ รรยายหมวดจิต เป็นอานาปานสติภาวนาสมบูรณ์ ระงบั อารมณ์ ตามความมุ่งหมายการบรรยาย แสดงส่ิงท่ีเป็ นคู่มือจาเป็ นการศึกษาและการปฏิบตั ิ ดว้ ยอานา ปานสติสมบูรณ์แบบมาดว้ ย 3 หมวดแลว้ หมวดกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสส สรุปความ ข้นั นา ท่ีบรรยายอยนู่ ้ี 373เป็นอนั วา่ สรุปความไดส้ ้ันๆ วา่ ข้นั ที่ 1 รู้จักจิตทุกชนิดโดยอาศยั หลกั 8 คู่ ท่ี 1 รู้จกั จิตทุก มาเป็ นเครื่องกาหนด จิตมีโลภะ จิตเมีโทสะหรือไม่มี จิตมีโมหะ จิตฟุ้งซ่านหรือสงบ จิตมี ชนิดโดยอาศยั คุณธรรมอนั สูงหรือไม่มี จิตมีจิตอ่ืนดีกว่า หรือไม่มีแล้ว จิตต้งั มน่ั หรือไม่ต้งั มน่ั จิตหลุดพน้ หลกั 8 คู่ มา หรือไม่หลุดพน้ เป็นเคร่ืองทดสอบจิตใจไดด้ ี รอบรู้กระบวนการของจิตครบถว้ น ทุกมุม ข้นั ท่ี เป็ นเครื่อง 2 บังคับจิตให้บังเทิง ปรำโมทย์ได้ตำมควำมต้องกำร เพื่อความเป็ นสุข เพ่ือความเป็ นฐาน กาหนด ข้นั ที่ 2 วิปัสสนาไปบรรลุมรรคผลนิพพนาน ตอ้ งการจิตท่ีเป็นปราโมทย์ บนั เทิง ข้ันท่ี 3 บังคับจิตให้ บงั คบั จิตให้ ต้งั มน่ั โดยควำมเหมำะสมแก่หน้ำทกี่ ำรงำน จิตเป็ นสมำธิ มีความเหมาะสมจะทาการงาน ทาได้ บงั เทงิ ดี ทานาทาสวน พอ่ คา้ ขา้ ราชการทาไดด้ ี เป็นนรรมกรทาไดด้ ี มีจิตเหมาะสมแก่หนา้ ที่การงานท่ี ปราโมทยไ์ ด้ ตอ้ งกระทาน้ัน ขอให้เป็ นอย่างน้ี เรียกว่า ไดแ้ กว้ สารพดั นึก จะใช้อะไรก็ได้ เพราะจิตที่เป็ น ตามความ กัมมนีโย เหมาะสม ทาหน้าท่ีการรงานโลกน้ี จากโลกน้ีก็ได้ ข้นั ต่า กลาง สูง บงั คบั จิตให้แยก ตอ้ งการ เพอ่ื อารมณ์ร้าย มีอยู่ในจิตเม่ือใดอยูไ่ ดป้ ล่อยไดเ้ ม่ือน้นั ป้องกนั ไม่ให้เกิดข้ึนมา อารมณ์ร้าย ความ ความเป็ นสุข ไม่เป็นสุขใจ ทุกชนิด ออกมาสุขกาย ถา้ ไม่เป็นสุขใจ กร็ บกวนทางกายดว้ ย ม่งุ หมาย ไม่รบกวน เพือ่ ความเป็น ทางจิตใจ ไม่มอี ำรมณ์ร้ำยรบกวนทำงจติ ใจ ถา้ เผลอก็สลดั อออกไปไดท้ นั ที ก็สลดั ไดเ้ หมือนกนั ฐานวปิ ัสสนา สลดั อยู่ในตวั สลดั อารมณ์ร้ายใดๆ ไม่มีอยู่ในจิตใจ แมแ้ ต่ความหม่นหมอง แมแ้ ต่ความราราญ ข้นั ท่ี 3 บงั คบั ไม่มี ราราญตวั เองไม่มี ใครก็ไม่ทาให้ราราญได้ ไม่มีอารมณ์ร้ายรบกวน ขอให้ทางท้งั หลาย จิตใหต้ ้งั มน่ั สนใจในเร่ืองการอบรมจิต เป็ นส่ิงเดียวสูงสุด ทุกอย่างสาเร็จอยู่ท่ีจิต ขอให้เป็ นผู้รอบรู้ใน โดยความ
เหมาะสมแก่ 246 หนา้ ที่การงาน จิตเป็ นสมาธิ กระบวนกำรของจิต ทำให้ได้กำรทำ รู้จักจิตทุกชนิด บังคับให้บังเทิง เหมาะสมหน้าท่ี ปล่อย ไม่มีอารมณ์ ไม่ใหม้ ีในจิตใจเม่ือใดก็ได้ อำนำปำนสตภิ ำวนำ หมวดท่ี 3 คอื จิตตำนุปัสสนำสตปิ ัฏฐำน เรื่อง ร้ายรบกวนทาง กาย เป็นกายานุปัสสนา เรื่องทางเวทนา ปรุงแต่งจิตเป็นเรื่องเวทนานุปัสสนา เรื่องจิต เรียกว่า จิตใจ จิตตานุปัสสนา เป็นหมวดที่ 3 แลว้ บรรยาย ตารางท่ี 4.3.15 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “ธัมมำนุปัสสนำสตปิ ัฏฐำน” ตามแนวทางปฏิบตั ิ พระธรรมโกศำจำรย์ (พทุ ธทำสภกิ ขุ) จาแนกตามแนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั R15] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน แนวคิด R15-374ท่านสาธุชน ผูม้ ีความสนใจในธรรมท้งั หลาย การบรรยายประจาวนั เสาร์ ว่าดว้ ย หมวดธรรมสาคญั ของ คมู่ ือจาเป็นสาหรับการศึกษาและการปฏิบตั ิ เป็นคร้ังที่ 7 วนั น้ี บรรยายอำนำปำนสติอย่ำง อานาปานสติ ควรจะ สมบูรณ์แบบในหมวดท่ี 4 คือ ธรรมำนุปัสสนำสติปัฏฐำน ขอให้ท่านท้งั หลาย กาหนด ใจความน้ีไวใ้ หด้ ีๆ เป็นหมวดธรรมสาคญั ของอานาปานสติ ควรจะปฏิบัติมำตำมลำดับ ปฏิบัติมำตำมลำดับ ต้งั แต่หมวด 1 2 3 และมาหมวดที่ 4 หรือ ปฏิบตั ิแบบลัดส้ันปฏิบตั หิ มวด 1 พอสมควรลดั หรือ ปฏิบตั แิ บบลดั มำหมวดที่ 4 ก็ได้สะดวกดี ประหยัดได้อย่ำงมำก จึงนบั วา่ มีความหมายสาคญั 375สาหรับ ส้นั ปฏบิ ตั หิ มวด 1 คาวา่ ธรรม โดยทว่ั ไปหมายถึงทกุ ส่ิงทุกอย่ำง ไม่ยกเวน้ อะไร แต่ว่าในกรณีอานาปานสติ พอสมควรลดั มาหมวด หมวดท่ี 4 น้ี ในข้นั น้ี คาว่า ธรรม หมำยถึง สิ่งท่ีปรำกฏอยู่ในควำมรู้สึก ปรำกฏใน ท่ี 4 ไดส้ ะดวกดี ควำมรู้สึก ขอให้ทาความเขา้ ใจว่า สิ่งน้นั กำลังรู้สึกอยู่ในภำยใน ซ่ึงเป็นการสะดวก หรือ ประหยดั ไดอ้ ยา่ งมาก เป็ นไปได้กำหนดพจิ ำรณำสิ่งน้ัน ๆ ว่ำเป็ นอย่ำงไร โดยแท้จริง เป็ นเรื่องจริง แต่โดยเหตทุ ี่ จึงนับวา่ มีความหมาย ทุกส่ิงไม่วา่ อะไร นำเอำควำมหมำยคุณค่ำของมันกำหนดไว้ในใจ ให้เป็ นสิ่งที่ปรำกฎอยู่ สาคญั ในใจ พจิ ำรณำลงไปในส่ิงน้ัน ก็จะรู้ควำมจริงของสิ่งน้ันได้ ส่ิงถกู ส่ิงมีคุณค่ามีความหมาย เอาคุณค่าหรือความหมายหรือส่ิงน้ัน เอำเท่ำที่เรำรู้สึกมำกำหนดอยู่แลว้ พิจารณาดูว่ามนั อานาปานสติ คาวา่ เป็นอยา่ งไร โดยเฉพาะอย่างย่งิ มีลักษณะอย่ำงไร ยึดถือแลว้ เกิดผลอยา่ งไร ขอใหส้ นใจ ธรรม หมายถึง สิ่งท่ี ในขอ้ น้ี 376ทาอย่างน้ี ก็เรียกว่า เป็ นอำรมณ์ ภายนอก ธรรมที่เป็ นภายในมีอยู่ในตวั เอง ปรากฏอยใู่ น ธรรมะเป็ นภายนอกกำหนดสิ่งท่ีอยู่ภำยนอก มำทำสิ่งท่ีเป็ นภำยใน มาทาส่ิงที่เรียกว่า ความรู้สึก ทาความ ธรรมะน้ัน ท้ังเป็ นภำยในและภำยนอก เรื่องของผอู้ ่ืนกาหนดเป็นภายในเร่ืองของเรากท็ า เขา้ ใจวา่ ส่ิงน้ัน กาลงั ได้ เพ่ือว่าไม่ตอ้ งยดึ ถือทุกอย่าง ท้งั ที่เป็ นภายในและเป็ นภายนอกเรา อำศัยควำมสัมผัส รู้สึกอยใู่ นภายใน ซ่ึง ทำงตำ หู จมูก ลิน้ กำย ใจ เพราะสิ่งน้นั มากระทาเป็นภายนอกภายในได้ หรือ สัมผสั โดย เป็นการสะดวก หรือ มะโนสัมผัสทำงใจอยา่ งเดียว ก็นำมำเป็ นอำรมณ์ ก็รู้สึกได้ ก็เอาโลกท้งั โลก ท้งั ภายนอก เป็นไปไดก้ าหนด และภายในมาทาเป็นอารมณ์ของการกาหนดน้ีได้ จนกระทง่ั ว่า ไม่มีควำมยึดถือในส่ิงใด พิจารณาส่ิงน้นั ๆ วา่ โดยควำมเป็ นตัวตนหรือ ของตน เป็นอยา่ งไร โดย แทจ้ ริง เป็นเรื่องจริง ธรรมะเป็ นภายนอก กาหนดส่ิงทอี่ ยู่ ภายนอก มาทาส่ิงท่ี เป็นภายใน อาศยั ความ สมั ผสั ทางตา หู จมกู ล้ิน กาย ใจ กระทาเป็น ภายนอกภายในได้ หรือ สมั ผสั โดย มะโน สัมผสั ทางใจอยา่ งเดียว นามาเป็นอารมณ์ ก็ รู้สึกได้
247 หลกั กำร 377ซ่ึงมีหลกั เฉพาะ สติปัฏฐาน โดยเฉพาะ ไม่เกิดอภิชชาและโทมนสั ในสิ่งใด ๆ ไม่เกิด หลงรักพอใจ ยดึ มนั่ ในสิ่งใด ไม่ยินดียินร้ำยในสิ่งใด ภำษำวิทยำศำสตร์ ไม่เห็นส่ิงใดโดย สตปิ ัฏฐาน โดยเฉพาะ ควำมเป็ นบวกหรือเป็ นลบ ไม่มีอะไรน่ารัก ไม่มีอะไรน่าเกลียด มนั เป็นเช่นน้นั เอง เป็นอ ไมเ่ กิดอภิชชาและ ผลที่ตอ้ งการสาหรับการศึกษาพิจารณาโดยการปฏิบตั ิในขอ้ น้ี พูดถึงตัวกำรปฏิบัติแห่ง โทมนสั ในส่ิงใด ๆ หมวดนี้ ท้ัง 4 ข้ัน ไปตำมลำดับ ข้ันที่ 13 แห่งอำนำปำนสติท้ัง 16 ข้ัน 378เป็นข้นั ที่ 1 แห่ง ไมเ่ กิดหลงรกั พอใจ หมวดท่ี 4 หมวดธรรม กาหนดช่ือไวด้ ี ถือว่ำอำนำปำนสติมี 16 ข้ัน ข้นั ท่ีกล่าว ข้นั ที่ 13 ยึดมนั่ ในสิ่งใด ไม่ ถ้าหมวดที่ 4 หมวดข้นั ท่ี 1 คือ พิจำรณำโดยควำมเป็ นของไม่เที่ยง มีหัวข้อเรียากว่า ยินดียนิ ร้ายในสิ่งใด อนิจจำนุปัสสี มีปกติ ตามเห็นซ่ึงควำมไม่เทยี่ งอยู่หำยใจเข้ำ หำยใจออก เป็นความไม่เที่ยง ภาษาวทิ ยาศาสตร์ ไม่ อยู่ในความรู้สึก หายใจเขา้ หายใจออกอยู่โดยความรู้สึกว่า มนั ไม่เที่ยงอย่างน้ัน โดยถือ เห็นสิ่งใดโดยความ เป็ นหลกั ส่ิงน้ันต้องเข้ำไปมีอยู่ในควำมรู้สึกเฉพำะเจำะจง ซ่ึงไดแ้ ก่ สิ่งท้งั 12 สิ่ง ในหมวด เป็ นบวกหรือเป็ นลบ ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ไปยอ้ นกาหนดลมหายใจยาว ที่กาลงั รู้สึกวา่ หายใจยาว รู้สึกถึงความไม่เท่ียง ลมหายใจยาว เห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจส้ัน เห็นความไม่เท่ียงของการที่ลมหายใจ ข้นั ท่ี 1 คอื พจิ ารณาโดย ปรุงแต่งร่างกาย เร่ือง กำยลมหำยใจและกำยเนื้อ เห็นควำมไม่เที่ยงทำให้ลมหำยใจระงับ ความเป็นของไมเ่ ทย่ี ง ลงไป กายเน้ือระงบั ลงไป แมใ้ นตัวควำมระงับมีลักษณะควำมไม่เท่ียง ควำมรู้สึกที่รู้สึก ความไม่เทย่ี งอยหู่ ายใจ จริงอยู่ในจิตใจ วา่ ลมหายยาวก็ไม่เที่ยง ลมหายใจส้ันก็ไม่เท่ียง การปรุงแต่งก็ไม่เที่ยง ลม เขา้ หายใจออก เป็น หายใจระงบั ลงไปไม่เที่ยง ไดไ้ มเ่ ที่ยงใน379หมวดที่ 1 หมวดเวทนำ ปี ตเิ กิดขนึ้ ไม่เที่ยง สุข ความไมเ่ ทีย่ งอยใู่ น ไม่เท่ียง ปี ติ สุข ปรุงแต่งจิตก็ไม่เท่ียง การทาใหป้ ี ติและสุขระงบั ลง ก็ไม่เที่ยง กำรระงับ ความรู้สึกเห็นความไม่ ลงแห่งปี ติสุขก็ไม่เที่ยง ไดเ้ ป็น 4 อย่างในหมวดเวทนำ จิตในอำกำรปกติ ไม่เท่ียง ควำม เทย่ี งของการที่ลมหายใจ ปรำโมทย์ บันเทิง ก็ไม่เที่ยง ทาจิตให้ต้ังม่ันควำมต้ังม่ันไม่เที่ยง ควำมปล่อยก็ไม่เท่ียง ได้ ปรุงแต่งร่างกาย เร่ือง 4 อย่างในหมวดจิตตานุปัสสนาแต่ละอย่างกาหนดไดภ้ ายในเห็นชดั เห็นความไม่เท่ียง กายลมหายใจและกาย เห็นความเปล่ียนแปลง เอาอะไรท้งั โลกเห็นความไม่เท่ียง ต้องเอำมำทำในควำมรู้สึก รู้สึก เน้ือ เห็นคณุ คา่ ในสิ่งน้นั รู้สึกเห็นความไมเ่ ที่ยงของสิ่งน้นั เวทนา ปี ตเิ กิดข้ึนไม่ 380ความหมาย อนิจจัง ความไม่เที่ยง ความหมาย เป็ นจุดต้งั ต้นของการเห็น ประเภท เท่ยี ง สุขไมเ่ ที่ยง ปี ติ สุข ธรรมะ ความต้งั อยู่ตามธรรมดา ธัมมัฏฐิติญำน คือ การต้งั อยู่ตามธรรมดา ความจริงของ ปรุงแต่งจิตกไ็ มเ่ ท่ียง สิ่งท่ีต้งั อยู่ธรรมดา อย่างแรกคือ ควำมไม่เท่ียงเห็นอยู่ เห็นความไม่เท่ียงเห็นได้ มีการ การทาให้ปี ติและสุข เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีควำมผูกพันอยู่กับสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลำเป็ นความ ระงบั ลง จิตให้ต้งั มน่ั ทุกข์ ไม่มีอะไรต้ำนทำนควำมไม่เที่ยงควำมทุกข์ได้ เป็ นอนัตตำ เห็นความไม่เท่ียงเป็ น ความต้งั มน่ั ไม่เทย่ี ง ทุกขอ์ นตั ตา อยู่ในควำมรู้สึก เห็นเปล่ียนแปลงเร่ือย เป็ นอนิจจัง ไม่มีอะไรต่อตา้ น ความ ความปล่อยก็ไมเ่ ท่ียง ไม่เที่ยง และความเป็ นทุกข์ เป็ นอนัตตาไม่เที่ยง เป็ นทุกข์และเป็ นอตั ตา แยกแยะให้ ตอ้ งเอามาทาใน ละเอียด ไม่ค่อยพูดกนั นกั ให้เห็นชดั เอาหลกั ท่ีมีอยใู่ นพระบาลี ว่า 381เม่ือเห็นอนิจจัง ทุก ความรู้สึก ขัง อนัตตำ ก็ย่อมจะเห็น คือ ความต้งั อยู่ ตามธรรมชาติ ธรรมดา ความต้งั อยู่ตามธรรมดา ของธรรมชาติ ความต้งั อยู่โดยธรรมชาติตามธรรมดา ลักษณะไม่เท่ียงเป็ นทุกข์เป็ น วธิ กี ำร อนตั ตำ เป็น ธัมมฏั ฐิตตตำ คอื ความต้งั อยโู่ ดยธรรมชาติธรรมดาเห็นลึกลงไปโดยมีกฎอยู่ อนิจจงั ความไมเ่ ที่ยง เป็นจดุ ต้งั ตน้ ของการ เห็น ความไม่เที่ยง เห็นอยู่ การ เปลยี่ นแปลงอยู่ ตลอดเวลา เห็นอนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา ยอ่ มจะเห็น คอื ความต้งั อยู่ ตาม ธรรมชาติ ธรรมดา ว่างจากอตั ตา วา่ ง ความหมายแห่งตวั ตน ไมม่ สี ่วนใดเห็นยดึ
248 มนั่ ถือมน่ั ว่า เป็น อย่างน้ัน เรียกว่า ธัมมนิยำมตำ โดยกฎบงั คบั ของธัมมนิยาม ควำมเป็ นกฎธรรมชำติที่ ตวั ตน เป็นอยา่ งน้นั เห็นชดั อยา่ งน้ี เรียกวา่ เห็นธรรมะนิยำมมตำ ดูไปเห็นเป็นไปตามเหตุปัจจัย อยู่เนืองนิจ มีเหตุให้เกิดผล มีเหตุให้เกิดผล ผลกลายเป็ นเหตุให้เกิดผล ไม่มีที่สิ้นสุด อานาปานสติภาวนา กาหนดนบั เรียกว่า อิทัปปัจจยตำ ความท่ีตอ้ งเป็นไปตามเหตุปัจจยั อย่เู น่ืองนิจ เห็น แยก เห็นความไม่เท่ียง มงุ่ หมายไปถงึ เห็น ไดเ้ ป็ น 3 ธัมมัฏฐิตตตำ เห็นความเป็ นไปตามกฎธรรมดา ธัมมนิยำมตำ มีกฎบงั คบั อยู่ อนตั ตา เป็นส่วนใหญ่ เห็นอนิจจงั ทกุ ขงั อยา่ งน้นั อิทปั ปัจจยตำ ความเป็นไปตามเหตุตามปัจจยั ดูต่อไปเห็น วา่ ว่ำงจำกอัตตำ วา่ ง อนตั ตา เป็นถงึ ที่ ความหมายแห่งตวั ตน ไม่มีส่วนใดเห็นยดึ มนั่ ถือมน่ั ว่า เป็นตวั ตน น้ีเรียกวา่ เป็นสุญญตำ ใจความสาคญั เมื่อเห็นสุญญตาเป็นไปท่ีสุด เห็นตถาตา วา่ โอเ้ ป็นเช่นน้นั เอง ๆ สรุปควำม อนจิ จตำ เห็น เป็นเช่นน้นั เอง เห็นตถำตำ เห็นตถาตา ถึงที่สุดแลว้ ก็รู้สึกว่า อาศยั มนั ไม่ไดอ้ ีกแลว้ จะ เห็นใหห้ ยดุ ยึดมน่ั ถอื ผูกพนั กับมนั ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เลิกกันท่ี พอกันที มนั่ คอื เห็นเป็นเพยี ง เรียกว่า อตัมมยตำ เป็ นคาที่แปลกใหม่ ได้ยินได้ฟัง เป็ นหมนั ในพระบาลี อตัมมยตำ นามรูป เป็นไปตาม แปลว่า ความพอกนั ที ในการท่ีผกู พนั ยดึ มนั่ อาศยั ปรุงแต่งกนั ท่ีแลว้ มา พอกนั ที พอกนั ที ปัจจยั ไมเ่ ป็นตวั เป็น ขอพดู เป็นภาษาชาวบา้ น ธรรมดาวา่ มีความรู้สึกข้ึนมาเตม็ ที่วา่ กูไม่เอำกับมึงต่อไปแล้ว กู ตนอะไร การเห็นน้ี ไม่เอากบั มึงตอ่ ไปแลว้ เขา้ ใจงา่ ยดี ความรู้สึกอนั สุดทา้ ยน้ี เห็น ธมั มัฏฐิตญำน ตามลาดบั เป็นไป ตามระบบ จิต จบลงกับเห็นว่า กูไม่เอากับมึงต่อไป กูอยู่กับมึงไม่ได้ต่อไปแล้ว กูผูกพนั กบั มึงไม่ได้ ลาพงั จิต อบรมดีแลว้ ตอ่ ไปแลว้ จาไวว้ า่ เป็นธรรมะศกั ด์ิสิทธ์ิสูงสุดในการที่ละ จากส่ิงใด ตอ้ งประพฤติกระทา เกิด ปัญญา หรือ รู้สึก อตัมมยตำ ข้ึนมาในสิ่งน้ัน นักแต่ว่า อยากขาดจากบุหร่ี ขวดเหล้า ต้องพิจารณา ญาณทสั สนะตาม เห็นชดั ที่เดียวว่า กูเอากบั มึงไม่ไดต้ ่อไปแลว้ โดยแน่นอน จึงจะทิ้งบุหร่ี ทิ้งเหลา้ ได้ อยา่ ความเป็นจริง เห็นได้ ผวั เมียอยา่ ถา้ มนั อยา่ ขาดกนั ไดจ้ ริง ไม่ไหวถึงข้นั ไมไ่ หว เก่ียวขอ้ งกนั ไมไ่ ดอ้ ีกไปแลว้ จะ ตามลาพงั จิต อนิจจงั ละอะไรก็ตาม จะละความชว่ั ชนิดไหน ตอ้ งมีถึงข้นั ที่ตอ้ งเห็นวา่ เอำกับมันไม่ไหวต่อไป ขอ้ เดียว ธมั านุปัสส แลว้ 382อยากขาดจากสงั ขารท้งั ปวง จากโลกท้งั ปวง ที่เคยยดึ ถือมน่ั เป็นตวั ตนเป็นของตน นาสติปัฏฐาน มาตลอดกาล บดั น้ีมาถึงข้นั วา่ ขาดจากกนั ไม่มีอุปทานในสิ่งน้นั ต่อไปแลว้ ตอ้ งพิจารณา โดยลาดบั จนถึงเห็น อตมั มยตำ ความรู้สึกวา่ เกี่ยวขอ้ งกนั ไม่ไดต้ ่อไปแลว้ ทบทวนดูเห็น การปฏิบตั ิเห็นอนิจจงั ในอะไร กาหนด อนจิ จงั ทุกขัง อนัตตำ ชุดสามอยา่ ง แลว้ จะเห็น ธัมมฏั ฐิตตำ ธัมมนยิ ำมตำ อิทัปปัจจยตำ ความรู้สึกอนิจจงั ใน แลว้ เป็น สุญญตำ ตถำตำ อตัมมยตำ อีกชุด รวมเป็นสามชุด ชุดละสาม คือ เกา้ ตา ตา ตา ส่ิงน้นั หายใจเขา้ อยู่ เกา้ ตา อตัมมยตำ อยูก่ นั ไม่ไหวอีกแลว้ มาจากการเห็นอนิจจงั เป็นจุดต้งั ตน้ แลว้ การเห็น หายใจออกอยู่ เห็น ลึกซ้ึงขยายตวั ออกไป จนเห็น อตมั มยตา เป็นช่ือท่ีแปลกประหลาดไม่มีใครมาพูดให้ได้ อนิจจงั ในสิ่งใดใน ยินไดฟ้ ัง ให้เห็นรู้จกั การละส่ิงสุดทา้ ย เป็ นส่ิงต้งั อุปทานสูงสุด ละดว้ ยอุปทาน ละดว้ ย ความรู้สึกในภายใน อตัมมยตำ เป็ นลดลงมมาในระดบั สามญั ก็ได้อะไร ตอ้ งละ ไดด้ ว้ ยการเห็นเช่นน้ันเอง กาหนดอนิจจงั เห็นเช่นน้นั เอง ตถำตำ เอากบั มนั ไม่ไดต้ ่อไป ขอให้ยกตวั อยา่ ง พวกทศั นาจรท้งั หลาย วา่ กาหนดในความรู้สึก เกาะสมยุ เกาะ พพี ี บา้ ง เมืองน้นั น้ี โนน้ ยงั ไม่เห็นตะถาตา ก็ไป มนั ยงั ไมเ่ ห็นเห็นวา่ เช่น หายใจเขา้ อนิจจงั น้นั เอง มนั ก็ไป ก็ไปเท่ียวเกาสะสมุย มนั โง่ มนั ก็ไปเอีก จะไปเที่ยวเมืองนอกไปไหนก็ หายใจออกก็อนิจจงั ตามใจ ถา้ มนั ไม่เห็นเช่นน้นั เอง ตถำตำ ก็ไปอีก มาสวนโมกข์ ถา้ ไม่เห็นเช่นน้นั เอง ก็มา หายใจเขา้ ก็อนิจจงั อีก ถา้ เห็นเช่นน้นั เอง มนั ก็หยดุ มา กเ็ ห็นวา่ พอกนั ที ไมเ่ อากบั มึงต่อไปแลว้ ช่วยเขา้ ใจกนั เป็นการเห็นดว้ ย ความรู้สึก ว่า อนิจจงั ความคลาย คลาย กาหนดั คลายความ ยึดมนั่ เพราะเห็น อนิจจงั กาหนดความจาง คลายออก คลายออก
249 หายใจเขา้ อยู่ หายใจ ไวด้ ี ๆ พวกชอบทศั นาจรเสียเทา่ ไรไม่วา่ ไปแตท่ ศั นาจร มนั น่าสงสารที่วา่ ไปเทา่ ไร ก็ไม่ ออก รู้สึกดว้ ยจิตใจ เห็นเช่นน้นั เอง ไมเ่ ห็น เม่ือไม่เห็นเช่นน้นั เองก็ไปอีก ไปอีกก็ไปที่เดียวกนั กไ็ ปอีก เช่นน้ี ดว้ ยความจางคลาย อีก เช่นน้นั เอง ไป ถา้ เห็นก็หยดุ ไป ตถำตำมีความหมายมากที่เดียวท่ีละ อยา่ ขาดจากสิ่ง หายใจเขา้ หายใจออก ใด ๆ ถา้ มนั เกิดตถาตา แลว้ เกิด อตัมมยตำ ในความหมายท่ีว่า พอกันที กูไม่เอากบั มึงอีก ไม่ไดพ้ ูดดว้ ยปาก แต่ ต่อไปแลว้ ก็ไม่ลาบาก ก็หยดุ ก็หมดเร่ือง ไม่ลาบากท่ีไม่ตอ้ งว่ิงไปวิ่งมา หรือ ไปเกาะติด รู้สึกดว้ ยจิต รู้สึก อยทู่ ่ีไหนไม่ตอ้ งเที่ยวแสวงหาอะไร ไมเ่ ที่ยวหลงยดึ มน่ั อยใู่ นอะไร ในที่ใด อยา่ งน้ีเรียกวา่ ความจางคลาย หายใจ อตัมมยตำ เห็นผลมากจาการเป็นอนิจจงั เป็นขอ้ แรก ไลท่ บทวนเห็นอนิจจตำ เห็นไม่เท่ียง เขา้ ก็รู้สึก หายใจออก กร็ ู้สึกจางคลาย เห็นทกุ ขตา ความไม่ใช่ตน เหน็ ธมั มฏั ฐิตตำ ความต้งั อยตู่ ามธรรมดา ธัมมนยิ ำมตำ เพราะ กาหนดความจาง มนั มีกฎธรรมชาติบงั คบั อยอู่ ยา่ งน้นั อิทปั ปัจจยตา คือตอ้ งเป็นไปตามเหตุปัจจยั สุญญตำ คลายในความรู้สึก ว่างจากตวั ตน ตถาตา เช่นน้ัน อตัมมยตำ พอกันทีสาหรับการเก่ียวข้อง ด้วยอุปทาน อยา่ งน้ี อยตู่ ลอดเวลา พอกนั ที หยุดกนั ที ข้นั เดียว เป็น อนิจจำนุปัสสี เห็นความไม่เท่ียง ขยายความออกไปได้ ท่ีปฏิบตั ิอานาปานสติ อยา่ งน้ี โดยเฉพาะอานาปานสติภาวนา เห็นความไมเ่ ท่ียง มงุ่ หมายไปถึงเห็นอนตั ตา เป็น ส่วนใหญ่ เห็นอนิจจัง ทุกขงั อนัตตา เป็ นถึงที่ใจความสาคญั เห็นเช่นน้ันเอง เห็นเช่น กาหนดความจาง น้นั เอง เป็นนามรูป อะไร ๆ จะสวยจะไม่สวยจะอร่อยไมอ่ ร่อย จะคดิ ไหนกต็ าม เป็นเพียง คลาย แห่งอุปทานท่ี นามรูป เป็ นเพียงนามรูป ไม่มีอะไรมากไปกว่า น้ัน หรือถา้ ชัดไปกว่าน้ัน เป็ นอนัตตา ยดึ มน่ั ถอื มน่ั จาง ไม่ใช่ตน เป็ นเช่นน้ันเอง เป็ นเช่นน้นั เอง เป็ นอนตั ตา ไม่มีอนตั ตาอยู่ในส่ิงน้นั ใช้คาว่า คลายแห่งกิเลส จาง เห็นเป็นเพียงนามรูป จะให้เห็นเป็นอนตั ตา มีผล เห็นนามรูปไม่ใช่อตั ตา ไม่มีอตั ตา เป็น คลายแห่งความทุกข์ เพียงนามรูป 383กาหนดไวด้ ีๆ ว่า เห็นให้หยุดยึดม่ันถือมั่น คือ เห็นเป็ นเพียงนำมรูป จางคลายแห่งความยึด เป็ นไปตำมปัจจัย ไม่เป็ นตัวเป็ นตนอะไรได้ได้ กำรเห็นนี้เป็ นไปตำมระบบของจิต จิต มนั่ นิโรธานุปัสสี สามารถทาอยา่ งน้นั ไดร้ ับแวดลอ้ มมีปัญญำ มีคุณสมบัติทำงปัญญำ ข้ึนมาแลว้ มนั ก็เห็น แปลว่า การเห็นความ ไดเ้ ช่นน้นั โดยจิตนน่ั เอง ไมต่ อ้ งมีตวั อตั ตาที่ไหนเขา้ มาส่ิงสู่ ในกายในจิตแลว้ ไดเ้ ห็น จิต ดบั อยู่ หายใจเขา้ ลาพงั จิต เมื่ออบรมดีแลว้ เกิดส่ิงเรียกวา่ ปัญญำ หรือ ญาณทสั สนะตามความเป็นจริง เห็น หายใจออก ตามเห็น ไดต้ ามลาพงั จิต ไม่ตอ้ งเอาอตั ตาเขา้ มาช่วย มนั ก็เห็นได้ แกข้ อ้ สงสัยวา่ ทาไมพระพุทธเจา้ ความดบั อยู่ แห่ง ตรัสระบุแต่ อนิจจังข้อเดียว ในธมั านุปัสสนาสติปัฏฐาน ระบุแต่ อนิจจงั ไปตดั วิราคะ นิ อุปทาน แห่งความ ทุกข์ หายใจเขา้ โรธะ ปฏินิสสังคะ ไปเลย ขอให้เขา้ ว่า ตรัสว่า อนิจจัง คาเดียว อนิจจงั คลอดลูกออกไป หายใจออก พฤติกรรมอยา่ งน้ี จนถึงท่ีสุด จนครบหมดพวก ธมั มฐิติญำณ 384ญาณแบ่งออก 2 พวก ธมั มฐิติญำณ เบ้ืองตน้ เรียกวา่ นิโรธานุปัสสี ใหเ้ ห็นความเป็นจริงของสังขารท้งั ปวงว่า เป็นอยา่ งไร มีกี่ญาณๆ ก็เรียกวา่ ธัมมฐิติญำณ ดบั ลงแห่งกิเลส คือการต้งั อยตู่ ามธรรมดา เป็นไปถึงที่สุด ญาณทาใหน้ พิ ำนญำณ เพราะเห็นตามความเป็น โลภะ ราคะ โทสะ จริงของส่ิงท้งั ปวงตามธรรมดา ก็ปล่อยวาง หลุดพน้ เป็นนิพพาน เป็นมรรคผลนิพพาน โมหะ ดบั ลง เห็นอนิจจงั ทุกขงั อนัตตา เร่ือยมา จนถึง อตัมมยตำ ไม่เอำกับมันอีกแล้วโว้ย ต่อไปก็ ปล่อยวาง ปล่อยวาง เป็นมรรค ผล นิพพาน สังเกตดูให้เขา้ ใจเร่ืองธรรมดำสำมัญ เอากบั มนั ไม่ไดต้ ่อไปแลว้ โวย้ แลว้ หยา่ ขาดจากส่ิงน้นั อตมั มยตา อยูต่ รงกลาง คน่ั แดนอย่ตู รง แดนปั่นแดน ขาขา้ งหน่ึงอยู่ในโลก ขาขา้ งหน่ึงอยู่ในโลกุตระ มนั ปันแดนกนั ที่ตรงน้ัน เดียวน้ี อนิจจงั เห็นตามลาดบั มาถึง อตัมมยตำ ก็เห็นว่า หมดครบถว้ นในฝ่ าย ธัมมฐิติ
250 ญาณ ต่อมาเป็ นฝ่ าย นิพพำนญำณ การปฏิบตั ิในข้อน้ี เดี่ยวนี้เห็นอนิจจังในอะไร ก็ กำหนดควำมรู้สึกอนิจจังในสิ่งน้ัน หำยใจเข้ำอยู่ หำยใจออกอยู่ เห็นอนิจจงั ในส่ิงใดใน ควำมรู้สึกในภำยใน กาหนดอนิจจงั กำหนดในควำมรู้สึก หำยใจเข้ำอนิจจัง หำยใจออกก็ อนิจจัง หายใจเข้าก็อนิจจัง แต่ไม่ใช่ว่าปากว่า ไม่ใช่ท่องบ่น แต่เป็ นการเห็นด้วย ความรู้สึก ว่า อนิจจัง ว่า อนิจจัง ลมหายใจยาวเป็ นอนิจจงั เห็นชดั หายใจเขา้ เห็นอยู่ หายใจออกเห็นอยู่ อย่างน้ีทุก ๆ อารมณ์ ท่ีเป็ นอนิจจงั หายใจยาวก็อนิจจงั ลมหายใจก็ อนิจจงั ความยาวก็อนิจจงั ลกั ษณะอาการอินิจจัง เห็นอนิจจัง ซึมซำบแก่จิตใจ แลว้ รู้สึก อนิจจงั หายใจเขา้ อยู่ หายใจออกอยู่ คือ กำรปฏิบัติอนิจจัง ทามาอย่างน้ีจนหมดท้งั 12 อารมณ์ของสามหมวด หมวดละ 4 อยา่ งที่พูดมาแลว้ โดยหัวขอ้ ขอ้ ลมหำยใจยำวอนิจจัง ลมหายใจส้ันอนิจจงั ลมหำยใจกำยลม และกำยเนื้อสัมพันธ์กันอยู่เป็ น อนิจจัง กำยลม ระงับอนิจจัง ปี ติสุขระงับลง จิตระงับลงก็อนิจจัง จิตทุกชนิด อนิจจัง จิตปรำโมทยช์ อนิจจัง จิตต้ังมั่น อนิจจงั จิตปล่อยวางอนิจจงั อนิจจงั ไม่ใช่ปากว่า แต่รู้สึกเห็นอย่ำง แจ่มแจ้ง หายใจเขา้ อยู่หายใจออกอยู่ ในขอ้ น้ีหายใจเขา้ หายใจออกอยู่ ดว้ ยควำมเห็นว่ำ อนิจจงั มาถึงข้นั 14 ของท้งั หมด 16 ข้นั ถือวา่ เป็น 385ข้นั ท่ี 2 หมวดที่ 4 คอื หมวดธรรมาฯ ขอ้ น้ีเห็นวิรำคะ ความจางคลายแห่งความยดึ มน่ั เรียกวา่ วิรำคำนุปัสสี มีปกติตามเห็นอยู่ ซ่ึงวิรำคะ หำยใจเข้ำอยู่ หำยใจออกอยู่ เห็นความจางคลายแห่งความยดึ มน่ั ของตน ของ จิต ถา้ พูดวา่ ของตน หมายถึง ของจิต ภาษาช่วยบา้ น ตนไม่มี มแี ต่จิต เห็นความจางคลาย หายใจเขา้ อยู่ หายใจออกอยู่ ขอ้ ถดั มา คือ รู้นิพพำนญำณ วิราคะ คลายกาหนดั เริ่มตน้ มา แตน่ ิพพทิ า ความรู้สึกเป็นนพิ พทิ ำนญำน เร่ิมจากการเห็นธมั มฐิตญิ ำณ ถึงท่ีสุดแลว้ เกิด นิพพิทานญาณ จะเห็นไดง้ ่ายว่า ต้งั ตน้ ความรู้สึกนิพพิทา เบื่อหน่าย อัตตัมยตำ มนั คาบ เก่ียวกนั ต้งั แต่เร่ิมเบื่อหน่าย เร่ิมเห็น อัตตัมยตำ เอำกับมันไม่ได้อีกแล้ว คือ เบ่ือหน่าย มี ความคิดที่ถอนตวั ออกจากนั วิราคะ วิราคะ เราจะใหม้ ีความหมายลงไปถึง นพิ พทิ ำน ดว้ ย พอเบ่ือหน่ายก็คลายกาหนัด ความยึดมนั่ ถือมนั่ ด้วยอุปทานนะ เห็นกามุปาทานก็เบ่ือ หน่าย ทิฏฐุปาทานก็เบ่ือหน่าย สีลพั พตุปาทาน ก็ เบ่ือหน่าย อตั ตวาทุปาทานก็เบ่ือหน่าย คลายนะ ความยึดมน่ั ถือมนั่ ดว้ ยอุปทาน ควำมคลำย คลำยกำหนัด คลำยควำมยึดม่ัน เพรำะเห็นอนิจจัง จนกระทง่ั เห็นอตั ตมยตา เห็นครบต้งั 9 ตา 9 ตา อย่างท่ีวา่ มาแลว้ เห็น ครบมันคลำยควำมยึดมั่น มนั จะคลายมากน้อย แลว้ แต่กรณี ของการปฏิบตั ิ ของบุคคล น้ันในโอกาสน้ันในเวลาน้ัน ถ้ามีราคะมาก คลายมาก คลายหมดเป็ นพระอรหันต์ ถา้ คลายไมห่ มดคลายในบางระดบั ระยะ ก็เป็นพระโสดำบัน สกิทำคำมี อำนำคำมี แลว้ แตว่ า่ มีวิราคะ รุ่นแรงเท่าไร ได้เท่าไรเนื่องมาจากกำรเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ มากน้อย เพยี งไร เห็นธัมมฐิติญำณมากน้อยเทา่ ไร ถา้ เห็นธมั มฐิติญาณมากที่สุดคลายหมด ถา้ เห็น ธัมมฐิติญาณก็หลายเป็ นอริยบุคคลข้นั หน่ึง ๆ วิราคะหรือความคลายเป็ นไปได้ ตาม ลกั ษณะที่เราใชแ้ บ่งเป็ นมรรคผล มรรค 4 ผล 4 ใหเ้ ป็น 4 แบ่งให้ละเอียดไปกว่าน้ัน มนั
251 ไม่แปลกที่จะแบ่งเป็น 4 วริ าคะไดห้ ลายข้นั ตอน ตามลกั ษณะตามลักษณะกำรบรรลุมรรค ผลในข้ันไหน เพราะอานาจวิราคะเพียงเท่าน้ัน เพราะมันมีเพียงเท่าน้ัน รู้ไวอ้ ย่างน้ี นิพพิทามีมากเท่าไรก็วิราค เทา่ น้นั วริ าคะมากเท่าไรไดผ้ ลข้นั ถ้ำวิรำคะท้ังหมดก็เป็ นพระ อรหันต์ 386คาว่า วิรำคะ เป็นคาที่ใชก้ ากวม บางทีหมายถึง คลำยกำหนัดเพื่อบรรลุมรรค ผล บางกรรณีเอาวิราคะไปใช้ ความหมาย นิพพาน แทนชื่อ เพราะเป็นนิพพานญาณ รำโค นิโรโธ นิพฺพำน ถา้ อยา่ งน้ี วิราคะ หมายถึง คาไวพจน์ คาแทนชื่อพระนิพพาน แต่วิราคะ หมายถึง วิราคะ ในอานปานสติข้นั น้ี หมายถึง วิราคะ ท่ีเป็นเหตุใหน้ ิพพาน วิรำคะเท่ำไร ก็นิพพำนเท่ำน้ัน วิราคะแบบพระโสดาบนั ก็นิพพานแบบโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี วิราคะในข้นั อรหนั ตก์ ็เป็นพระอรหันต์ วิราคะอย่างน้ี ก็ถือว่า เป็นบุพพภำคของนิพพำน หรือเป็นปัจจยั แห่งการบรรลุนิพพาน จะเรียกวา่ เป็นปัจจยั แห่งนิพพานไม่ได้ เป็นคาพูด ใช่ไม่ได้ เพราะพระนิพพานแทๆ้ ไม่มีปัจจยั ปัจจยั มีไดเ้ พื่อการบรรลุนิพพาน มีวิราคะ เท่าไรก็เป็ นปัจจยั ให้มีการบรรลุนิพพานไดเ้ ท่าน้นั มีวิราคะเท่าใด ขอให้เขา้ ใจบางกรณี วิราคะเป็นคาแทนช่ือ นิโรธ กไ็ ด้ ของนิพพานก็ได้ แตท่ ่ีใชอ้ ยโู่ ดยมากหมายถึง อริยมรรค ตวั มรรค ตวั อริยมรรค เรียกว่า วิราคะ ควำมคลำยแห่งควำมยึดม่ันถือม่ัน เป็ นส่ิงสูงสุด ของธรรม ท้งั สังขะตะและอสังขตะ เป็นธรรมะท่ีมีค่า มีของเลิศ ถา้ ไม่มีวิราคะ สังขะตะ กไ็ มด่ บั อสงั ขะตะกไ็ มเ่ กิด เราจะมุ่งหมายไปถึงวิราคะ ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุดโดยพฤตินยั ใหค้ ลายออกแห่งความยึดมน่ั ถ่ือมน่ั ดว้ ยอุปทาน กำรปฏิบัติข้ันนี้ เป็ นกำหนดให้มัน จำง คลำย แห่งอปุ ทำน เหน็ อนจิ จัง เห็นอตมั มยตาแลว้ มีความจางคลายแห่งอปุ ทานหรือกิเลส ก็ตาม ความทุกขก์ ็ตาม มนั คลายออกๆ คลายออก กำหนดควำมจำงคลำยออก คลำยออก หำยใจเข้ำอยู่ หำยใจออก รู้สึกด้วยจิตใจด้วยควำมจำงคลำย หำยใจเข้ำ หำยใจออก ไม่ได้ พูดดว้ ยปาก แต่รู้สึกด้วยจิต รู้สึกความจางคลาย หายใจเขา้ ก็รู้สึก หายใจออกก็รู้สึกจาง คลาย กำหนดควำมจำงคลำยในควำมรู้สึกอยา่ งน้ี อยูต่ ลอดเวลาท่ีปฏิบตั ิอานาปานสติ ข้นั น้ี 387อานาปานสติข้นั น้ีคือ ข้นั ที่ 14 แห่งท้งั หมด ข้นั 2 หมวดที่ 4 กำหนดควำมจำงคลำย แห่งอุปทำนที่ยึดมั่นถือม่ัน จางคลายแห่งกิเลส จำงคลำยแห่งควำมทุกข์ จำงคลำยแห่ง ควำมยดึ ม่นั เป็ นเรื่องเดียวกัน มีความจางคลายแห่งกิเลส จางคลายแห่งอุปทาน ความจาง คลายแห่งส่ิงน้ี หายใจเขา้ อยู่ หายใจออกอยูต่ ลอดเวลา เป็นการปฏิบตั ิอยู่ในข้นั น้ี 388 ข้ัน ต่อไป ข้ัน 15 ของท้ังหมดเป็ นข้ันท่ี 3 หมวดธรรมำนุปัสสนำ ข้นั น้ีช่ือ นิโรธำนุปัสสี แปลวา่ การเห็นความดบั อยู่ หายใจเขา้ หายใจออก ตำมเห็นควำมดับอยู่ แห่งอปุ ทาน แห่ง ความทุกข์ หายใจเขา้ หายใจออก พฤติกรรมอย่างน้ี เรียกว่า นิโรธำนุปัสสี ดับลงแห่ง กิเลส โลภะ ราคะ โทสะ โมหะ ดบั ลง อุปทานดบั ลง ความดบั ลงหรือสิ้นสุดลงแห่งสิ่งน้นั ตามอานาจของวิราคะมากน้อยเพียงใด วิราคะมากก็ดบั มาก วิราคะนอ้ ยดบั ลงบางส่วน บางอตั รา ดบั ลงดว้ ยวิราคะ จะดบั ลงไดถ้ ึงไหนแลว้ แต่กรณี แห่งการทาให้การทาวิราคะ เกิดข้นึ มา ดงั น้นั นโิ รธะ มีหลายคร้ังหรือหลายระดบั ตามเร่ืองการบรรลุมรรคผล นิโรธะ
252 สาหรับเป็นโสดาบนั นิโรธะ สาหรับจะเป็นอานาคามี สาหรับจะเป็นอรหนั ต์ ถา้ มีความ แก่กลา้ สามารถถึงท่ีสุดคราวเดียวก็เป็นพระอรหันต์ ถา้ ไม่ถึงเป็นไปตามลาดบั นิโรธะ มี ไดห้ ลายคร้ังหลายระดบั ถา้ บรรลุมรรคผล ควำมดับ จะดูกิริยำควำมดับก็ได้ ดูที่ผลความ ดบั ก็ได้ ถา้ ผลควำมดับคือ นิพพำน นิโรธะ คือ นพิ ำน ผลการดบั คอื นิพาน ถา้ ดูกิริยาแห่ง การดบั ความท่ีอุปทานสิ้นไป ความทุกสิ้นไปดบั ไป เป็ นการเห็นการดบั ถา้ “ดู” ท่ีผล การดบั คือ ควำมเย็นคือนิพพำน เหมือนกบั เราเห็นไฟดบั ดูท่ีผลการที่ไฟมนั ดบั กริยาที่ ไฟดบั มีอยอู่ ยา่ งหน่ึง ไมร่ ้อน กาหนดความดบั แห่งความร้อน ดบั แห่งความทุกข์ ดบั แห่ง กิเลส หายใจเขา้ อยู่ หายใจออกอยู่ รู้สึกต่อควำมดับแห่งอุปทำนเป็นตอ้ นหายใจเขา้ อยู่ ไม่ พูด ไม่ใช่ออกเสียง ไม่ท่อง แต่มีควรความรู้สึกอยู่ ดบั อยู่ หายใจเขา้ หายใจออก ดบั อยู่ ไม่ใช่ปากว่า เป็ นควำมรู้สึกต่อควำมดับจริง หายใจเขา้ อยู่ หายใจออกอยู่ เป็นความรู้สึก เป็น ผลของการดบั เรียกวา่ นิโรธำนุปัสสี เป็นข้นั ท่ี 15 แห่งท้งั หมด มนั ข้นั ที่ 16 คือข้นั สุดทา้ ย ข้นั ที่ 4 หมวดที่ 4 ปฏินิสสัคคำนุปัสสี ช่ือยาว ปฏินิสสังคานุปปัสสี ขยันเรียกช่ือ มันบา้ งจะไดค้ ุน้ ๆ กำรตำมเห็นซึ่งควำมสลัดคืนไป หำยใจเข้ำอยู่หำยใจออกอยู่ อนั เป็น ส่ิงท่ีว่า ไม่ต้องปฏิบตั ิแลว้ ปฏิบตั ิสาเร็จแล้ว มองดูความสาเร็จอีกทีหน่ึง ไม่ใช่ตวั การ ปฏิบตั ิแต่เป็ นตวั ความสาเร็จของการปฏิบตั ิอนั อีกที เป็ นการย้าให้แน่นแฟ้น ย้าตะปูให้ แน่นแฟ้น เห็นความสลดั คืน สลัดคืนแห่งอะไร สลัดคืนแห่งกำรยึดถือว่ำเป็ นตัวตนส่ิงท่ี ยดึ ถือวา่ เป็นตวั ตน สสดั คืนอารมณ์กิเลส แห่งความทกุ ขท์ ่ียดึ ถือวา่ เป็นตวั ตน อุปมาความ เปรียบเขา้ ใจไดง้ ่าย แตก่ ่อนเราเป็นคนโกง เป็นโจร ไปปลน้ ขา้ วของธรรมชาติมาเป็ นตวั กู ของกู เอาของธรรมชาติเป็ นตวั กู ชีวิตเป็นของกู ความแก่เป็นของกู ความตายเป็นของกู เป็นของธรรมชาติ ไปปลน้ มาเป็นของกู เอาของธรรมชาติมาเป็นของตน เดียวน้ีปฏิบัติถึง ที่สุดท้ำยแลว้ ก็ดับควำมยึดมั่นถือม่ัน ความที่เอามายดึ ไวเ้ ป็นของตนดบั ไป ไม่ยดึ มนั่ ว่า เป็นของตนอีกต่อไป เท่ากบั คืนให้กับเจ้ำของเดิม คือธรรมชำติ ไม่เป็นโจร ไม่เป็นขโมย ไม่เป็ นนกั ปลน้ อะไรต่อไปแลว้ เรียกว่า ควำมสลัดคืน ดูในกรณีทว่ั ไปเล็กน้อยต่าต้อย เหมือนกนั ไปเอามาเป็ นของตน เป็ นของตนกดั เอา กดั เอา เพราะสลัดคืนกูไม่เอำกับมึง แล้ว ก็เลิกกนั มนั ไม่กดั ให้ทรมานใจ หายใจเขา้ หายใจเขา้ ออก อยู่สลดั คืนไป ไม่เอามนั เราจะตอ้ งรู้วา่ ความสลดั คืน โยนทิง้ คือให้เจ้ำของเป็ นหัวใจของกำรปฏบิ ัติ เป็นข้นั สุดทา้ ย ประสบความสาเร็จในการสลัดคืนให้เจ้ำของเดิม น่ากลวั แมแ้ ต่ชีวิตน้ีเป็นของธรรมชาติ เอามาเป็นของกู มนั หนกั อกหนกั ใจ กดั เอา คืนธรรมชำติ ชีวิตน้ีไม่เป็นของกู มนั ไม่ถูก กดั เงินทองขา้ วของ ทรัพยส์ มบตั ิ ววั ควายไร่นา อานาจวาสนา บารมี ธรรมชาติเป็นของกู มนั กดั เอา นอนไม่หลบั เปฯบา้ ไป ถา้ มนั ไม่เอาคืนให้เจา้ ของเดิม คือธรรมชาติ มนั ไม่กดั เอา เรียกวา่ สลดั คืน มีความหมายอยา่ งน้ี สลัดคืน เมื่อมองเห็นดบั ลงแห่งอุปทาน ควำม ยึดม่นั ถือม่ันแลว้ ดบั ลง นิโรธะ ดบั ลงคอื การสลดั ลง ดบั แห่งความยดึ มนั่ เป็นการสลดั คืน กลบั ไปหาเจา้ ของเดิม เหมือนสัตว์ ผูกมดั พอเราตดั เคร่ืองจองจบั ก็ไปตามเร่ืองของมนั ถา้ เราตัดควำมยึดม่ันถือมั่นควำมเป็ นตัวตนของตน ในสิ่งที่ยึดมนั่ ถือมนั่ เป็นตวั ตนของตน
ผล 253 หมวดธรรมนุปัสส เป็นการปล่อยไปหาธรรมชาติเดิมหาเจา้ ของเดิม พจิ ารรณาในแง่ความหายของคาวา่ สลัด นา พจิ ารณาส่ิง คืน ได้ หรือพจิ ารณาในแงว่ า่ ปล่อยวำง วิมุตติ หลุดพ้น วิโมกข์ ปล่อยวา่ ง หลุดพน้ จาก ท้งั หลายท้งั ปวงโดย ความผูกพนั ซ่ึงกนั และกนั กูไม่เอากบั มึงอีกแลว้ โวย้ สังขารท้งั หลาย โลกท้งั หลาย หลุด ความเป็ นเพียงนาม พร้อมจากกนั ในแง่ของวิมุตติ อย่างน้ี ก็ไดเ้ หมือนกนั ดูอาการที่วิมตั ติ หลุดพร้อมจากกนั รูป เป็นอนตั ตา ดูท่ีคืนเจา้ ของเดิมโยนกลบั เจา้ ของเดิม ดูแง่ วิมุตติ อออกจากกนั ได้ หรือ พิจารณาในแง่ ไมใ่ ช่ตวั ตน เป็น นิพพาน คือผลของการที่สลดั คือ คืนหลุดพน้ คือความเยน็ เยน็ อกเยน็ ใจ ไม่มีกิเลสมาเผา่ อนตั ตา นบั แตก่ าร ให้เร่าร้อน พิจารณาในแง่ความเยน็ เป็นผลแห่งการสัดคืน ในแง่นิพพาน ในการพิจารณา เห็นอนิจจงั ทุกขงั ในแง่ของการจบพรหมจรรย์ จบการประพฤติพรหมจรรย์ การปฏิบตั ิธรรมะปฏิบัติ อนตั ตา ศาสนา เรียกว่า ประพฤติพหรมจรรย์ จบพรหมจรรย์ หมดเรื่องท่ีตอ้ งประพฤติ เรียนจบท่ี สูก้ นั ดว้ ยการเห็น ตอ้ งศึกษา ไม่ตอ้ งประพฤติปฏิบตั ิต่อไป รู้สึกว่า จิตตอ้ งไม่ตอ้ งทาอย่างน้ีไม่มี ชำติที่แล้ว อนิจจงั ทุกขงั กิจที่ต้องทำสิ้นชำติ ไม่มีอีกแล้ว ทาจบแลว้ ทาหมดแล้ว เรียกกว่า จบพรหมจรรยใ์ น อนตั ตา เป็นหวั ใจ พระพทุ ธศาสนา ขอให้ ปฏินสิ สัคคำนุปัสสี หมายวา่ จบพรหมจรรย์ แลว้ มาทาความรู้สึก พระพุทธศานา วา่ ออกจากกนั แลว้ หลุดอออกจากกนั แลว้ คืนเจา้ ของเดิมแลว้ หายใจเขา้ อยู่ หายใจออกอยู่ ดว้ ยความรู้สึกวา่ สลดั คืนออกไปหมดแล้ว สุดทา้ ย ข้นั ท่ี 16 ของอานาปานสติ 389สรุปความหมวดน้ี 4 ข้นั หมวดธรรมนุปัสสนา พิจารณาสิ่งท้งั หลายท้งั ปวงโดยความเป็ นเพียงนาม รูป เป็ นอนตั ตา ไม่ใช่ตวั ตน เป็ นอนตั ตา นบั แต่กำรเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ เร่ือยไปถึง อตัมมยตำ เป็ นการพิจารณาเห็นอนตั ตา เอากบั มนั ไม่ไดเ้ ลิกกนั ที แลว้ เกิดความคลายความยึดมนั่ ในส่ิงท่ีเคยเคย ยึดมนั่ คลายออก หลายออก ดบั ลงแห่งความนึดมนั่ ดับลงแห่งควำมยึดม่ันสิ้นสุดแห่งการทาความดบั ทุกข์ ทาความดบั ทุกข์ สิ้นสุดลง การประพฤติพรหมจรรย์ เพ่ือการทาที่สุดแห่งความทุกขม์ าถึงที่สุด แห่งความทุกข์ กิจในที่ตอ้ งการ ผลในท่ีตอ้ งการออกมาประพฤติพรหมจรรรยถ์ ึงท่ีสุดแลว้ ลกั ษณะ อย่างน้ี มองเห็นชัดเป็ น ปฏินิสสัคคะ โยนคืน ส่ิงท่ียึดมน่ั ถือม่ันประการท้ังปวง ขันธ์ 5 รูป เวทนำ สัญญำ สังขำร วิญญำณไม่ถูกยึดมน่ั โดยความเป็ นตวั ตน ของตนอีกต่อไป ไม่มีอุปทำนขันธ์ แล้วไม่มี ทุกข์ ไม่มีทุกขท์ ้งั ปวง สรุปลง อุปทานขนั ธ์ สรุปลง อุปทานขนั ธ์ บาลี สังขิตเตน ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา เสยยถีถัง รูปูปาทานักขันโธ เวทนูปาทานักขันโธ ขนั ธ์ท้งั 5 โยนคืน สลดั คืนไปหมดแลว้ ไม่มี โอกาสเกิดข้นึ ไดต้ ่อไป 390ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดที่ 4 หมวดสุดทา้ ย จบพรหมจรรยล์ กั ษณะ อยา่ งน้ี เคา้ โครงอานาปานสติหมวดสุดทา้ ย สาคญั ที่สุด ปฏบิ ัตลิ ดั ส้ัน ปฏิบตั ิตรงมาท่ีหมวดน้ี ปฏิบตั ิไม่ ลดั ส้ันปฏิบตั ิตามลาดบั ท้งั 4 ถา้ ปฏิบตั ิลดั ส้ันตรงกนั มา สู้กันด้วยกำรเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ เป็ น หวั ใจพระพทุ ธศานา เป็นสิ่งตอ้ งรู้ จาเป็นตอ้ งรู้
254 [4] สมเดจ็ พระญำณสังวร สมเด็จพระสังฆรำช สกลมหำสังฆปริณำยก (เจริญ สุวฑฺตโน) 4.4.1) ประวัติ : สมเด็จพระญำณสังวร สมเดจ็ พระสังฆรำช สกลมหำสังฆปริณำยก (เจริญ สุวฑฺตโน) สมเด็จพระญำณสังวร สมเดจ็ พระสังฆรำช สกลมหำสังฆปริณำยก (เจริญ สุวฑฺตโน)63 เจา้ พระคุณ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวฑฺฒนมหาเถร) มีพระนามเดิมว่า เจริญ นามสกลุ คชวตั ร ทรงมีพระชาติภูมิ ณ จงั หวดั กาญจนบุรี ประสูติเม่ือวนั ที่ 3 ตุลาคม พุทธศกั ราช 2456 ทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อพระชนมายุ 14 พรรษา ณ วดั เทวสงั ฆาราม กาญจนบุรี จากน้นั ทรงเขา้ มาศึกษา พระปริยตั ิธรรม ณ วดั บวรนิเวศวิหาร จนพระชนมมายุครบอุปสมบท และทรงอุปสมบท ณ วดั บวรนิเวศ วิหาร เม่ือวนั ท่ี 15 กมุ ภาพนั ธ์ พทุ ธศกั ราช 2476 โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจา้ กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรง เป็ นพระอุปัฌาย์ ไดป้ ระทบั อยู่ศึกษา ณ วดั บวรนิเวศวิหารตลอดมาจนกระทงั่ สอบไดเ้ ป็ นเปรียญธรรม 9 ประโยค เมื่อพุทธศกั ราช 2494 สมเด็จพระญาณสังวรทรงดารงสมณศกั ด์ิมาโดยตามลาดบั ดงั น้ี ทรงเป็ น พระราชาคณะช้นั สามญั พระราชคณะช้นั ราช และพระราชคณะ ช้นั เทพ ในราชทินนามที่ พระโศภณคณา ภรณ์ ทรงเป็นพระราชคณะช้นั ธรรม ที่ พระธรรมวราภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะช้นั เจา้ คณะรอง ท่ี พระสา สนโสภณ ทรงเป็นสมเด็จพระราชคณะ ท่ี สมเด็จพระญาณสังวร และทรงไดร้ ับพระราชทานสถาปนาเป็ น พระสังฆราช ในราชทินนามที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวนั ท่ี 21 เมษายน พทุ ธศกั ราช 2532 นบั เป็นสมเดจ็ พระสงั ฆราช พระองคท์ ี่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 4.4.2) ธรรมบรรยำยคำสอน : สมเด็จพระญำณสังวร สมเดจ็ พระสังฆรำช สกลมหำสังฆปริณำยก (เจริญ สุวฑฺตโน) ตารางท่ี 4.4 ขอ้ มลู ธรรมบรรยายเกี่ยวกบั เร่ืองมหาสติปัฏฐาน 4 ตามแนวทางปฏิบตั ิสมเดจ็ รหัส พระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายก (เจริญ สุวฑั ฒโน) A1 ผา่ นช่องทาง YouTube จาแนกตาม รหสั รูปภาพ และรายละเอียดแหล่งท่ีมาขอ้ มลู รูปภำพ แหล่งข้อมูล https://www.youtube.com/watch?v=-xYsl9ThboU “สรุปมหาสติปัฏฐานสูตร” ความยาว : 42 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 6 กรกฎาคม 2014 จานวนการดู : 9071 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 3 มกราคม พ.ศ. 2564 63 สมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺตโน). 2556. ฝึ กใจ. อมรินทร์ธรรมะ บริษทั อมรินทร์พร้ินติง้ แอนดพ์ บั ลิซซ่ิง : กรุงเทพ.
255 A2 https://www.youtube.com/watch?v=kiQP2dbRHC4 “แนวทางปฏิบตั ิสติปัฏฐาน 4 โดยอาศยั ลมหายใจ” ความยาว : 50 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 6 พฤษภาคม 2013 จานวนการดู : 13,314 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 3 มกราคม พ.ศ. 2564 A3 https://www.youtube.com/watch?v=aaxVf9f_U-Q “สติปัฏฐานส่ี โสฬสปัญหา 16” ความยาว : 1 ชวั่ โมง 7 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 18 พฤษภาคม 2016 จานวนการดู : 136 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 3 มกราคม พ.ศ. 2564 A4 https://www.youtube.com/watch?v=Rm5Aa6aP_nE “สรุปสติปัฏฐาน4” ความยาว : 38 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 17 ต.ค. 2019 จานวนการดู : 5 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 11 มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 A5 https://www.youtube.com/watch?v=wzM2AwOr9Qk “พจิ ารณากาหนดดูภายในภายนอกกาย เวทนา จิต ธรรม” ความยาว : 18 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 2 ม.ค. 2017 จานวนการดู : 49 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564 A6 https://www.youtube.com/watch?v=hVat14-iDe0 “สมาธิในสติปัฏฐาน” ความยาว : 42 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 8 ม.ค. 2013 จานวนการดู : 3,570 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564
256 A7 https://www.youtube.com/watch?v=t5Xbvk-gi-Y “สัมปชญั ญบรรพ” ความยาว : 34 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 19 ก.ค. 2017 จานวนการดู : 153 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564 A8 https://www.youtube.com/watch?v=5ESeGD0fDL4 “พจิ ารณากายโดยความเป็นธาตุ ธาตบุ รรพ” ความยาว : 46 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 19 ธ.ค. 2016 จานวนการดู : 818 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564 A9 https://www.youtube.com/watch?v=kiQP2dbRHC4 “แนวปฏิบตั ิสติปัฏฐาน 4 โดยอาศยั ลมหายใจ” ความยาว : 50 นาที วนั ท่ีเผยแพร่ : 6 พ.ค. 2013 จานวนการดู : 15,339 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 11 มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 A10 https://www.youtube.com/watch?v=KDtgcS1H45g “สรุปธมั มานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ความยาว : 35 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 4 ส.ค. 2012 จานวนการดู : 8,872 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 11 มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 A11 https://www.youtube.com/watch?v=7sUIH9womGI “สรุปมหาสติปัฏฐานสูตร” ความยาว : 42 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 25 ม.ค. 2016 จานวนการดู : 2,458 คร้ัง วนั ท่ีคน้ หา : 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564
257 A12 https://www.youtube.com/watch?v=r8xJogstYiU “การบริหารจิตสติปัฏฐาน 4” ความยาว : 1 ชวั่ โมง 37 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 30 มกราคม 2013 จานวนการดู : 32,127 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 5 มกราคม พ.ศ. 2564 A13 https://www.youtube.com/watch?v=laLlzPh6F7M “อุเบกขา” ความยาว : 32 นาที วนั ที่เผยแพร่ : 16 พ.ค. 2015 จานวนการดู : 5,810 คร้ัง วนั ที่คน้ หา : 22 มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 จากตารางท่ี 4.4 แสดงรหัส ภาพ และแหล่งข้อมูล ธรรมบรรยายเรื่องมหาสติปัฏฐาน 4 ตาม แนวทางปฏิบตั ิสมเดจ็ พระญาณสังวร สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑั ฒโน) จานวน 18 คลิปขอ้ มูล ประกอบดว้ ยเร่ือง “สรุปมหาสติปัฏฐานสูตร” “แนวทางปฏิบตั ิสติปัฏฐาน 4 โดยอาศยั ลม หายใจ” “สติปัฏฐานส่ี โสฬสปัญหา 16” “สรุปสติปัฏฐาน4” “พิจารณากาหนดดูภายในภายนอกกาย เวทนา จิต ธรรม” “สมาธิในสติปัฏฐาน” “สมั ปชญั ญบรรพ” “พจิ ารณากายโดยความเป็นธาตุ ธาตบุ รรพ” “แนว ปฏิบตั ิสติปัฏฐาน 4 โดยอาศยั ลมหายใจ” “สรุปธมั มานุปัสสนาสติปัฏฐาน” “สรุปมหาสติปัฏฐานสูตร” “การบริหารจิตสติปัฏฐาน 4” “อุเบกขา” ดงั แสดงตารางท่ี 4.4.1 ถึงตารางที่ 4.4.13 ผลการศึกษาพบวา่ ตารางที่ 4.4.1 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “สรุปมหำสตปิ ัฏฐำนสูตร” แนวทางปฏิบตั ิสมเดจ็ พระญำณสังวร สมเดจ็ พระสังฆรำช สกลมหำสังฆปริณำยก (เจริญ สุวัฑฒโน) จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั A1] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน แนวคิด A1-1ต้งั ใจนอบน้อมพระพุทธเจา้ พระธรรม และพระสงฆ์เป็ นสรณะ ทาสมาธิในการฟัง เพื่อใหไ้ ดป้ ัญญาในธรรม สรุปธรรมะตามแนวพระสูตรใหญ่ “มหำสติปัฏฐำนสูตร” ถือ ธรรมะพระสูตรใหญ่ “มหาสติ ปัฏฐานสูตร” ทางปฏิบตั ิอนั เป็ นหลกั ปฏิบตั ิของผูป้ ฏิบตั ิธรรมทวั่ ไป พระบรมศาสดาช้ีทางปฏิบตั ิอนั เดียว “เอกย เดยี ว “เอกยนมรรค” คือทาง นมรรค” ทางไปอนั เดียว คือทางปฏิบตั ิอนั เดียว เพ่ือความบริสุทธ์ิของสัตวท์ ้งั หลาย เพ่ือ ปฏิบตั ิอนั เดยี ว เพือ่ ความ กา้ วล่วงความโศก ความรัญจวน คร่าครวญใจท้งั หลาย เพ่ือดบั ทุกขท์ ้งั หลาย เพื่อบรรลุ บริสุทธ์ิของสตั วท์ ้งั หลาย เพอ่ื ธรรมะอนั ถูกชอบที่พงึ บรรลเุ พ่อื ทาใหแ้ จง้ ซ่ึงนิพพานคือความดบั กิเลสและกองทุกข์ กา้ วลว่ งความโศก ความ รัญจวน คร่าครวญใจท้งั หลาย เพอ่ื ดบั ทกุ ขท์ ้งั หลาย เพ่ือ บรรลธุ รรมะอนั ถกู ชอบท่ีพงึ บรรลุเพ่ือทาใหแ้ จง้ ซ่ึงนิพพาน คอื ความดบั กเิ ลสและกองทกุ ข์
258 หลกั กำร 2ทางปฏิบตั ิอนั เดียว คือ “สติปัฏฐำน” คือ พิจารณากายสติปัฏฐานพิจารณาเวทนา สติปัฏ ฐานพิจารณาจิต สติปัฏฐานพิจารณามรรค คือเร่ืองในจิต 3และแสดงอุปกำระปฏิบัติ คือ “สติปัฏฐาน” คอื ขอ้ ปฏิบตั ิที่เป็นอุปการะในการปฏิบตั ิสติปัฏฐาน ดงั กล่าว คือ 1) “อำตำปี ” มีความเพียร พจิ ารณากาย พิจารณา ปฏิบตั ิ 2) “สัมปชำโน” คือ มีความรู้พร้อม คือมีความรู้ตวั เรียกว่า 3) “สัมปชัญญะ” คือ เวทนา พจิ ารณาจิต ความรู้ตวั ความระลึกได้ กาหนดพิจารณา 4)วิเนยยะ โลเก อะภิชชำ โทมนัสสัง กาจัด พจิ ารณามรรค ความยินดียินร้ายในโลกเสีย และขอบเขตสติปัฏฐานท้งั 4 วา่ ต้งั สติพิจารณากายในกาย ต้งั สติพิจารณาเวทนาในเวทนา ต้งั สติพิจารณาจิตในจิต ต้งั สติพิจารณาธรรมในธรรม อนั อุปการะปฏิบตั ิ คือขอ้ เป็นการเตือนขอบเขตของการต้งั สติพิจารณาใน 4 ขอ้ พิจำรณำกำยต้องพจิ ำรณำในกำย ปฏบิ ตั ทิ ี่เป็นอุปการะใน ไม่ใช่ในที่อื่น เมื่อจะปฏบิ ตั ขิ ้อไหนให้ต้งั สตพิ จิ ำรณำในข้อน้นั ๆ การปฏิบตั ิสติปัฏฐาน ดงั กล่าว คอื 1) “อาตาปี ” 4สถานท่ีสาหรับปฏิบตั ิไว้ คือ ป่ า โคนไม้ เรือนวา่ ง อนั เป็นสถานท่ีสงบสงดั กลา่ ววา่ เป็น มคี วามเพยี รปฏิบตั ิ 2) เรือนว่าง คาว่า “ว่ำง” คือ สูญญตำ ในกำรปฏิบัติต้องกำรสถำนท่ีปฏิบัติในควำมว่ำง คือ “สมั ปชาโน” คือ มี สถานที่ในความว่าง จะเป็ นป่ า โคนไม้ เรือนว่าง ที่ ๆ มีความว่าง สงบสงัด ได้ตรัสถึง ความรู้พร้อม คือมคี วาม อิริยาบถ แห่งการปฏิบตั ิ ซ่ึงใชโ้ ดยมาก คือ น่ังขัดบังลังค์ เรียกว่ำ กำรน่ังขัดสมำธิ น่ังขัด รู้ตวั เรียกวา่ 3) สะมำด ในบาลีไม่ไดบ้ อก แต่อาจารยส์ อนเพิ่มเติม การนงั่ ขดั สะมาดเทา้ ขาวทบั เทา้ ซา้ ย “สมั ปชญั ญะ” คอื ความ แต่การวางมือบาลีไม่ได้บอกรายละเอียด แต่อาจารย์ผูส้ อนปฏิบตั ิ ให้วางมือจะเป็ น รู้ตวั ความระลกึ ได้ อย่างไร สุดแต่สัปปำยะ ของแต่ละคน แนะให้น่ังต้ังกำยตรง ดำรงสติจำเพำะหน้ำ คือ กาหนดพิจารณา 4)วิ รวมจิตเข้ำมำกาหนดอยูเ่ ฉพาะหน้า เป็นการเตรียมปฏิบตั ิและในท่ีอ่ืนไดม้ ีสอนให้ต้งั ใจ เนยยะ โลเก อะภิชชา ถึงพระพุทธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ เป็ นสรณะ ต้ังใจสำรวมกำย วำจำ ใจ ให้เป็ น “ศีล” โทมะนสั สงั กาจดั ความ อนั ศีลเป็ นพ้ืนของสมาธิ ผูป้ ฏิบตั ิธรรมเป็ นธรรมจารี โดยปกติมกั จะมีศีลประจาอยู่ใน ยนิ ดียินร้ายในโลกเสีย ตนเอง ปกติ คือ ศีล 5 ในโอกาสพิเศษ คือ ศีล 8 ออกบวช ศีลของสามเณร เป็ นภิกษุศีล ของภิกษุ 5ศีลในขณะทาสมาธิ หรือวิปัสสนาทางปัญญา แมผ้ ทู้ ี่มิไดม้ ีศีลเป็นธรรมจารีอยู่ วิธกี ำร เป็นปกติดงั กลา่ ว เม่ือมีความสำรวมกำย วำจำ ใจ เป็ นศีลข้นึ มาทนั ที แมว้ า่ จะไมร่ ู้จกั คาวา่ ศีล ขอ้ ของศีล ต่าง ๆ เป็ นศีลข้ึนทนั ที เป็ นพื้นฐำนทำงภำวนำ ทำงจิตใจ ทำงปัญญำได้ การปฏิบตั ติ อ้ งการสถานท่ี และความสารวมกาย วาจา ใจ เป็นขอ้ สาคญั เป็ นท่ีต้ังของสมำธิ แมจ้ ะสมาทานศีลไม่ได้ ปฏิบตั ิในความวา่ ง คอื ละเมิดศีล แตไ่ มไ่ ดม้ ีการสารวมกายวาจาใจ ขณะนง่ั ปฏบิ ตั ิ คือ “ใจไม่สำรวม คือ ใจไม่เข้ำ สถานท่ีในความว่าง จะ มำ ไม่ทำสติจำเพำะหน้ำ กำรปฏิบัติก็ไม่ได้” ทางกายวาจาเหมือนกนั เช่น ทาการงานอยู่ เป็นป่ า โคนไม้ เรือนวา่ ง นง่ั พกั ผอ่ นอยู่ เหยยี ดมือเหยียดเทา้ ไปตามสบาย ไม่ไดส้ ารวมวาจาพูดคยุ อยู่ ไม่ไดส้ ารวม ที่ ๆ มคี วามวา่ ง สงบสงดั ใจ ใจคิดเร่ืองอะไร แปลวา่ ยงั ไม่มีศีลเพ่ือสมาธิ ศีลเพ่ือสมำธิต้องมีควำมสำรวมกำยต้อง นง่ั ขดั บงั ลงั ค์ เรียกว่า การ มีร่ำงกำยพร้อม สารวมปฏิบตั ิ อาจนง่ั เดินจงกรม นอน แต่นอนปฏิบตั ิไม่เป็นที่นิยมใกล้ นงั่ ขดั สมาธิ นง่ั ขดั สะมาด สุดแตส่ ปั ปายะ ของแตล่ ะ คน แนะให้นง่ั ต้งั กายตรง ดารงสติจาเพาะหนา้ คือ รวมจิตเขา้ มากาหนดอยู่ เฉพาะหนา้ ให้ต้งั ใจถึง พระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ ต้งั ใจ สารวมกาย วาจา ใจ ให้ เป็น “ศลี ” อนั ศลี เป็นพ้นื ของสมาธิ ศีลเพื่อสมาธิตอ้ งมีความ สารวมกายตอ้ งมีร่างกาย พร้อม สารวมปฏิบตั ิ อาจ นงั่ เดินจงกรม นอน ตอ้ ง มีการสารวจกาย สารวม วาจา สารวมใจ เป็นเร่ือง ของสมาธิ ตอ้ งสารวมจึง ทาสมาธิได้ เตรียมพร้อมปฏิบตั ิสมาธิ ทาปัญญา เรียกวา่ “กรรมฐาน” ตามท่ี พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงสง่ั สอนได้ เม่ือไดต้ ้งั เลอื กสติ
259 ปัฏฐาน คอื ต้งั สติ กาหนด กบั ความง่วง โดยมากใช้จงกรม มีความพะวงมากกวา่ นง่ั อิริยาบถนง่ั ต้งั กายตรงย่อมได้ กายเวทนาจิตธรรม นอ้ ม ง่าย น่ังเก้ำอีก้ ็ใช้ได้ แต่ต้องน่ังกำยตรง ต้องมีกำรสำรวจกำย สารวมวาจา สารวมใจ เป็ น นาสตปิ ัฏฐานที่ เร่ืองของสมาธิ ตอ้ งสารวมจึงทาสมาธิได้ 6เป็นศีลเพื่อสมำธิ และมีสรณะ เป็ นเคร่ืองกำจัด พระพุทธเจา้ แสดงเอาไว้ ภัยแห่งสมำธิ เพราะจิตถึงสรณะเป็ นจิตถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็ น และครูบาอาจารยไ์ ดส้ ง่ั สมมติแห่งพระพุทธเจา้ พระธรรมพระสงฆ์ เมื่อจิตถึงย่อมได้ควำมสงบควำมเย็น ได้ สอนต่อมากาหนดปฏิบตั ิ ศรัทธำ เป็ นศีลสำรวมกำยวำจำใจได้เป็ นกำรอัตโนมัติควบคู่กันไปถึงสรณะ เมื่อเป็นดงั น้ี ที่จิตไดต้ ้งั ข้ึนจาเพาะหนา้ เป็ นการเตรียมตนพร้อมปฏิบัติทำสมำธิทำปัญญำ จนถึงการเรียกข้อปฏิบตั ิ เรียกว่า อาจปฏิบตั ไิ ดต้ ามขอ้ ตา่ ง “กรรมฐำน” ตามท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงสงั่ สอนได้ เมื่อไดต้ ้งั เลือกสติปัฏฐำน คือ ต้งั สติ ๆ แสดงไว้ กำหนดกำยเวทนำจติ ธรรม นอ้ มนาสติปัฏฐานที่พระพทุ ธเจา้ ที่ทรงแสดงเอาไวแ้ ละครูบา อาจารยไ์ ดส้ ง่ั สอนต่อมากาหนดปฏิบตั ิที่จิตไดต้ ้งั ข้นึ จาเพาะหนา้ อาจปฏิบตั ิไดต้ ามขอ้ ต่าง จากขอ้ กาย ต้งั สติกาหนด ๆ แสดงไว้ 7เริ่มจากข้อกำย ต้ังสติกำหนดลมหำยใจเข้ำ ออก ต้ังสติกำหนดอิริยำบถ ยืน ลมหายใจเขา้ ออก ต้งั สติ เดินนัง่ นอน ต้งั สติกาหนดอิริยาบถน้อย แห่งอิริยาบถใหญ่เหล่าน้นั เช่นเดินไปขา้ งหนา้ กาหนดอิริยาบถ ยืนเดิน หรือถอยได้ข้างหลัง เรียกว่ำ ทำสัมปชัญญะคือควำมรู้ตัว อันที่จริงคือ ทาคู่กันไป นงั่ นอน ต้งั สตกิ าหนด สติสัมปชญั ญะตอ้ งคู่กนั ไป 8ต้ังสติกำหนดกำยน้ีว่า ประกอบดว้ ยอาการส่ิงที่ปฏิกูลไม่ อิริยาบถนอ้ ย แห่ง สะอาดตา่ ง ๆ ขน เลบ็ หนงั แยกออกไป อาการ 32 ต้งั สติกาหนดพิจารณาธาตุท้งั 4 อนั มี อิริยาบถใหญ่ เรียกวา่ ทา อยใู่ นกายน้ี คอื ธาตุดิน น้า ไฟลม อากาศธาตุ เป็นต้งั สติกาหนด 9ต้งั สติกาหนดป่ าชา้ ท้งั 9 สัมปชญั ญะคือความรู้ตวั คือ พิจำรณำศพที่ทิ้งไวใ้ นป่ าชา้ วา่ วนั หน่ึงสองวนั สามวนั พิจารณาศพทิ้งไวใ้ นป่ าชา้ ถกู สัตว์ท้งั หลายกันกิน พิจารณาศพโครงร่างกระดูก ฯ ไม่มีเส้นเอ็นรัด กระดูกกระจัด ต้งั สติกาหนดกาย สิ่ง กระจาย พิจารณากระดูกฯ เป็นกองๆ เป็นอนั ว่าพิจารณากาย เร่ิมแต่กายยงั มีชีวิตหายใจ ปฏิกูลไม่สะอาด ไป เขา้ ออก ผลดั เปล่ียนอิริยาบถใหญ่นอ้ ย 32 เป็นธาตุท้งั ส่ีประกอบกนั อยู่ พจิ ำรณำเป็ นกำย อาการ 32 กาหนด ยังดำรงชีวิต และพจิ ำรณำกำยสิ้นชีวิตเป็ นซำกศพ กายอนั น้ีก่อนเกิดก็ไม่มี เม่ือเกิดเป็ น พิจารณาธาตุท้งั 4 ในกาย ชาติมีข้นึ มา และที่สุดก็ ไมม่ ี อีกตามเดิม 10พจิ ำรณำเป็ นเวทนำ ความรู้สึกเป็นสุขทุกข์ ไม่ น้ี คอื ธาตุดิน น้า ไฟ ลม สุขไม่ทุกขท์ างกายกายใจ มีอามิส ไม่มีอามิส เป็นกิเลสเป็นเร่ืองล่อ มีอารมณ์ไม่มีกิเลส อากาศธาตุ เป็นต้งั สติ เป็ นเครื่องล่อ บงั เกิดข้ึนบา้ ง 11จากน้ัน พิจำรณำจิตราคะ โทสะ โมหะ ก็ให้รู้ว่ามี จิตท่ี กาหนด ต้งั สติ ฟ้งุ ซ่าน จิตที่หดหู่ อยา่ งไรก็ให้รู้ จิตท่ีไดส้ มาธิ จิตเป็นจิตใหญ่ หรือจิตไมไ่ ดส้ มาธิเป็ นจิต กาหนดป่ าชา้ ท้งั 9 คือ ท่ีคับแคบอย่างไรก็ให้รู้ จิตท่ียิ่งหรือไม่ย่ิงด้วย จิตที่หลุดพน้ หรือไม่หลุดพ้นก็ให้รู้ พิจารณาศพท่ีทิ้งไวใ้ นป่ า กาหนดความรู้จิตของตนข้ึนมา ความที่มีหรือไม่มี ธรรมปฏิบตั ิ ก็ให้รู้ จิตที่เป็ นสมาธิ ชา้ พิจารณาเป็นกายยงั หรือไมเ่ ป็นสมาธิก็ใหร้ ู้ กำหนดทำควำมรู้จติ ของตน 12ปฏิบตั ิใหก้ าหนดดูธรรมในจิต คือ ดารงชีวิต และพิจารณา มีอกุศลธรรม นิวรณ์ 5 มีไม่มีก็ให้รู้ หัดปฏิบตั ิใหร้ ู้วา่ นิวรณ์เกิดข้ึนไดอ้ ย่างไร ละอย่างไร กายสิ้นชีวติ เป็นซากศพ และสอนให้ต้งั สติกาหนดดูขันธ์ อำยตนะ พร้อมท้งั สังโยชน์เกิดข้ึนได้อย่างไร เกิดข้ึน พิจารณาเป็ นเวทนา อยา่ งไรใหร้ ู้ ไม่เกิดข้นึ อยา่ งไรใหร้ ู้ ขนั ธอ์ ายตนะ เป็นอพั ยากตธรรม ธรรมเป็นกลางๆ ไม่ ความรู้สึกเป็นสุขทกุ ข์ ไม่ เป็นกุศลหรืออกุศล ไดม้ าชาติก่อนเกิด 13และต้ังสติกำหนดโพชฌงค์ องคค์ วามรู้ คือ ตวั สุขไม่ทุกขท์ างกายกายใจ มอี ามสิ ไมม่ อี ามิส เป็น สติ เมื่อกาหนดมาโดยลาดบั เป็นสติกาหนด สติเลื่อนเป็นโพชฌงค์ ได้เป็ นองค์ควำมรู้ทำ กิเลสเป็นเรื่องล่อ มี อารมณไ์ ม่มกี ิเลสเป็น เคร่ืองล่อ บงั เกิดข้นึ บา้ ง พิจารณาจิตราคะ โทสะ โมหะ กใ็ ห้รู้วา่ มี กาหนด ทาความรู้จิตของตน กาหนดดูธรรมในจิต คอื มอี กุศลธรรม นิวรณ์ 5 มี ไม่มี เกิดข้ึนไดอ้ ยา่ งไร ต้งั สติกาหนดดขู นั ธ์ อายตนะ สงั โยชนเ์ กิดข้ึนไดอ้ ยา่ งไร ต้งั สตกิ าหนดโพชฌงค์ องคค์ วามรู้ คือ ตวั สติ เป็น องคค์ วามรู้ไดธ้ รรมวิจยั เลือกเฟ้นธรรมในจิตใจ อะไรเกิดรู้ทนั ที เป็นธรรม วิจยั และมเพยี รละข้ึนเอง เป็นชว่ั อกุศล ละดบั หายไปได้
260 สติ สมาธิ ญาณปัญญา จิต ให้ได้ธรรมวจิ ยั เลือกเฟ้นธรรมทเ่ี กดิ ขนึ้ ได้ในจิตใจ อะไรเกิดข้นึ ใจใจรู้ไดท้ นั ที เป็นธรรม ผ่องใส เป็นสมาธิต้งั มน่ั วจิ ยั และเกิดความเพยี รละข้ึนเอง เป็นชว่ั อกศุ ลกล็ ะดบั หายไปได้ และไดป้ ี ติ คือควำมอ่มิ อเุ บกขาเป็นโพฌงค์ ใจ จิตเริ่มบริสุทธ์ิไปตามลาดบั จากเคร่ืองเศร้าหมอง 14 เม่ือจิตบริสุทธิจิตเริ่มอิ่มอยู่ใน สมบูรณ์ เป็นมรรคองค์ 8 ธรรมะ ท่ีเป็นความดี ดูดื่มในความรู้เขา้ ไปในจิต สติสมำธิญำณเขา้ ไปซึมซาบเป็นอนั หน่ึง รู้ทุกข์ ดบั ทกุ ข์ เป็นญาณ อนั เดียวกนั จิต เหมือนดื่มน้าเขา้ ไปในร่างกายน้าดบั ร้อน เมื่อละส่วนที่เศร้าหมอง รับเอา ความหยง่ั รู้ในสัจจะท้งั 4 ส่วนท่ีดี สติ สมำธิ ญำณปัญญำ จิตผอ่ งใสดูดดื่ม อ่ิมเอิบ และมีความสุขท้งั ทางกายและใจ เป็นต้งั สตกิ าหนดธรรม จิตเป็ นสมำธิมำกขึน้ เป็ นควำมต้ังม่ันอยู่ภำยใน เป็นความสงบอยูภ่ ายใน อารมณ์ผ่านเขา้ ครบ 4 เป็นทางปฏิบตั ิ มาตกอย่ภู ายใน อารมณ์อะไรผา่ นมา ตาหูลิ้นกายใจ จิต รู้อย่ภู ายในจิตไม่ออกรับ อาการ แบบน้ี คือ อุเบกขำเป็ นโพฌงค์ ข้ึนมาสมบูรณ์ ความรู้ที่มีสติ สมาธิ ปัญญา ประมวลกนั ผล รวมกนั เขา้ ทาให้เป็ นมรรคองค์ 8 ทาให้รู้ทุกข์ ความดบั ทุกข์ เป็ นญำณควำมหยั่งรู้ใน สัจจะท้งั 4 ข้ึนไปโดยลาดบั เป็ นต้ังสติกำหนดธรรม ครบ 4 เป็ นทางปฏิบตั ิอันเดียว อานิสงคผ์ ปู้ ฏบิ ตั สิ ติปัฏ เป็นไปเพื่อความบริสุทธ์ิของตวั ท้งั หลาย และดบั ทกุ ข์ ทาใหแ้ จง้ นิพพาน ฐาน บรรลปุ ัญญา 15อำนิสงค์ผู้ปฏิบัติสติปัฏฐำน บรรลุปัญญา อรหัตผล ความเป็ นอานาคามี สุดแต่ว่ำผู้ อรหตั ผล ความเป็นอานา ปฏิบัติเป็ นบุคคลประเภทใด เป็นผรู้ ู้เร็วรู้ชา้ รู้ปานกลาง เป็นตน้ เป็นทศั นะ 7 ปี จนถึง 7 คามี สุดแตว่ า่ ผูป้ ฏิบตั เิ ป็น วนั ตวั อยา่ งแสดงว่า กำรปฏิบัติต้องได้รับผลไม่เร็วก็ชา้ แมจ้ ะชา้ กวา่ น้ัน เมื่อปฏิบตั ิโดย บคุ คลประเภทใด การ ไม่ละเวน้ ย่อมบรรลุเขา้ ไดส้ ักวนั หน่ึง ในปัจจุบันภพไม่ได้ ก็อนำคตภพกำรปฏิบัติย่อม ปฏิบตั ติ อ้ งไดร้ บั ผลไม่เร็ว เป็ นอุปนิสสัยเป็ นนสิ ัย เป็ นอนิ ทรีย์ เป็ นบำรมี เป็ นพื้น และปฏิบตั เิ พ่ือเตมิ ยงิ่ ๆ ขนึ้ ไป พระ กช็ า้ ตอ้ งมคี วามเพียร ไม่ สูตรประกอบหลกั การ ยกปฏิบตั ิขอ้ ใดขอ้ หน่ึง เม่ือปฏิบตั ิไป ๆๆ ทุกขอ้ ยอ่ มประมวลเขา้ หยดุ ทาทุก ๆ วนั มี มาปฏิบตั ิอนั เดียว ขอ้ สาคญั ตอ้ งมีควำมเพียร ไม่หยุด ทำทุก ๆ วัน มีสัมปชัญญะ มีสติ สัมปชญั ญะ มีสติ กาจดั กาจดั ความยนิ ดียนิ ร้ายในโลก ความยนิ ดียินร้ายในโลก ตารางท่ี 4.4.2 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “แนวทำงปฏบิ ัติสติปัฏฐำน 4 โดยอำศัยลมหำยใจ” แนวทางปฏิบตั ิสมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑั ฒโน) จาแนกตาม แนวคิด หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั A2] สกดั หลกั ประเดน็ คำสอน แนวคิด A2-16แสดงธรรมะอบรมในการปฏิบัติอบรมจิตเบ้ืองต้น ขอให้ทุกคนต้งั ใจนอบน้อม พระพุทธเจา้ ต้งั ใจถึงพระองค์ พร้อมท้งั พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นสรณะ ต้งั ใจสารวม สตปิ ัฏฐาน 4 คือ ต้งั สติ กายวาจาใจเป็นศีล ทาสมาธิในการฟังเพ่ือใหไ้ ดป้ ัญญาแห่งธรรม สติปัฏฐำน 4 คือ ต้งั สติ พิจารณากาย เวทนา จติ พจิ ำรณำกำย เวทนำ จิตธรรม อธิบายในพระสูตรใหญ่ สติปัฏฐำน ต้งั ตน้ แต่ อำนำปำน ธรรม ต้งั ตน้ แต่ อานาปาน บรรพว่ำด้วยลมหำยใจเข้ำออก ในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐานคือ ต้ังสติตามดู บรรพว่าดว้ ยลมหายใจเขา้ พิจารณากาย และได้มีอีกพระสูตรแสดงสติปัฏฐำนท้ัง 4 ต้ังสติพิจำรณำกำยเวทนำจิต ออก หมวดกายานุปัสสนา ธรรม ดว้ ยยกเอา ลมหำยใจเข้ำออกเป็ นแนวทำงปฏิบัติท้ัง 4 ข้อ คือ กำรปฏิบัติต้ังสติ สตปิ ัฏฐานคือ ต้งั สตติ ามดู พจิ ารณากาย สติปัฏฐาน 4 ขอ้ ลมหายใจ เขา้ ออกจึงเป็นส่ิงสาคญั ทุก คนกาหนดต้งั สติดลู ม
หายใจเขา้ ออกสาเร็จเป็น 261 สตปิ ัฏฐานไดต้ ้งั แตข่ อ้ กาย เวทนา จิต ธรรม ปฏิบตั ิ กำหนดลมหำยใจเข้ำออกเพยี งอย่ำงเดียวนี้ เป็นสติปัฏฐานท้งั 4 ขอ้ 17ลมหำยใจเข้ำออก ตอ่ เนื่อง อาศยั ต้งั สติ จึงเป็นส่ิงสาคญั ทุกคนสามารถกำหนดต้ังสติดูลมหำยใจเข้ำออกสาเร็จเป็นสติปัฏฐำน กาหนดลมหายใจเขา้ ออก ไดต้ ้งั แต่ขอ้ กาย ต่อไป เวทนา จิต ธรรม เป็นการปฏิบตั ิต่อเนื่อง อธิบายแนวทางปฏิบตั ิ เป็ นท่ีต้งั สติปัฏฐานท้งั 4 ขอ้ โดยอำศัยต้ังสติ กำหนดลมหำยใจเข้ำออก เป็ นท่ีต้งั ทุกคนมีลม กายวิเวก สงบกาย เรือนวา่ ง หายใจเขา้ ลมหายใจออกของตนเองแลว้ เป็นประจา 18จึงให้ปฏิบตั ิในเบ้ืองตน้ ตามท่ีตรัส ในจติ ใจ คือ ทาจติ ใจสงบ แนะนาในพระสูตร คือ เขา้ สู่ป่ า โคนไม้ เรือนว่าง อนั เป็ นที่เรียกว่า กำยวิเวก สงบกำย ไม่กงั วล ใหว้ ่าง สงบสงดั ขอ้ น้ีเป็นจุดตอ้ งการ แมว้ ่าจะไม่อาจไปสู่ป่ าสู่โคนไมห้ รือเรือนวา่ งไดก้ ็ปฏิบตั ิทาจิต น้ี และนงั่ ขดั บงั ลงั ค์ คือขดั เอง ใหม้ ีโคนไม้ มีเรือนว่าง ในจิตใจ ว่างในจิตใจ ใหเ้ ป็นป่ า เป็นโคนไม้ เป็นเรือนว่าง สมาด ต้งั กายตรง ทาสตใิ ห้ ในจิตใจ คือ ทำจิตใจให้สงบ ไม่กงั วล ถึงส่ิงต่าง ๆ ถึงบุคคลต่าง ๆ ท่ีเรียกว่า เป็ นบา้ น ต้งั อยจู่ าเพาะหนา้ หรือจะ เป็ นมวลชน แต่ให้ว่ำงจำกส่ิงต่ำง ๆ ที่ไหนก็ได้ อันเป็ นที่ตนอำจหำได้ ในวัดก็ตำม ใน นง่ั ในอริ ิยาบถไหน บ้ำนตนเอง สร้ำงควำมเป็ นป่ ำ โคนไม้ ควำมเป็ นเรือนว่ำง ในจิตใจ ทาจิตใจให้วา่ ง สงบ สงดั และนงั่ ขดั บงั ลงั คค์ ือขดั สมาด หรือจะนงั่ ในอิริยาบถไหน นง่ั พบั เพียบ นง่ั บนเกา้ อ้ี หลกั กำร แต่ใหพ้ ยายามต้ังกำยตรง ทำสตใิ ห้ต้งั อย่จู ำเพำะหน้ำ ไม่ใหฟ้ ้งุ ซ่านไปขา้ งไหน 19มีสติหำยใจเข้ำ มีสติหำยใจออก หน่ึงหำยใจเข้ำยำวก็รู้ว่ำเรำหำยใจเข้ำยำว หายใจออก มีสตหิ ายใจเขา้ มีสติ ยาวเรากร็ ู้วา่ เราหายใจออกยาว หายใจเขา้ ส้นั ก็รู้วา่ เราหายใจเขา้ ส้ัน หายใจออกส้นั กร็ ู้วา่ หายใจออก ต้งั จดุ กาหนด หายใจออกส้ัน อนั ลมหำยใจเข้ำออกน้ีเม่ือยงั ไม่ไดป้ ฏิบตั ิย่อมเป็ นปกติ เรียกวา่ หำยใจ 3 จุด หายใจเขา้ จุดแรก ท่ัวท้อง คือ หำยใจถึงท้องท่ีพองขึ้นเมื่อหำยใจเข้ำและยุบลงเมื่อหำยใจออก ซ่ึงพระ คือ ปลายจมูกหรือริม อาจารยไ์ ด้ต้ังจุดสาหรับกำหนดไว้ สาหรับ 3 จุด เมื่อหายใจเขา้ จุดแรก คือ ปลายจมูก ฝีปากเบ้ืองบน จดุ กลาง หรือริมฝี ปากเบ้ืองบน จุดกลางคือ อุระ ทรวงอกภายใน จุดสาม คือ นาภี และ ในขณะ คือ อุระ ทรวงอกภายใน หายใจออก จุดท่ีหน่ึงคือนาภี จุดท่ีสอง คือ อรุ ะ จุดสามคอื ปลายจมูก หรือริมฝีปากเบ้ือง จุดสาม คือ นาภี และ บน ขณะหายใจออก จุดหน่ึง 20ปลำยจมูกและริมฝี ปำก ทุกคนอาจรู้ได้ด้วยกำรกระทบของลม เมื่อหายใจเขา้ และเม่ือ คือนาภี สอง คือ อุระ หายใจออก ลมหำยใจกระทบที่จุดน้ีทาให้รู้ได้ จึงกำหนดลมหำยใจได้ท่ีกำรกระทบ สามคอื ปลายจมกู หรือ จดั เป็นอำยตนะภำยในและภำยนอกมำกระทบกัน ก็จดั ไดก้ ายและโอตปั พะเป็นส่ิงท่ีกาย ริมฝีปากเบ้อื งบน ถกู ตอ้ ง ริมฝีปากเบ้ืองบนและปลายจมูกเป็นกาย ลมหายใจเป็นโอตปั ปพะ เป็นสิ่งที่กาย ถูกตอ้ งเป็นสิ่งที่ถูกตอ้ งกาย กายและโอตปั พะมากระทบจุดน้ีในการหายใจ 21ส่วนอุระ วธิ กี ำร กบั นาภีไมท่ ราบถึงความกระทบเป็นเพยี งควำมรู้สึกว่ำ นาภีพองข้นึ และยบุ ลงเท่าน้นั อนั ที่จริงตามกายวภิ าควา่ ลมหายใจเขา้ สู่ปอดแตว่ า่ ไม่สามารถกาหนดรู้ได้ จะกาหนดรู้ไดท้ ี่ ปลายจมกู และริม “ควำมเคลื่อนไหวของนำภีที่พองขึ้นและยุบลง” ในการปฏิบตั ิกรรมฐาน จาเป็นตอ้ งมี ฝีปาก รู้กระทบลม นิมิต หรือเคร่ืองกำหนดหมำย จึงกาหนดเอาที่นาภีที่พองหรือยบุ ว่าเป็นจุดท่ีสุดของการ กาหนดลมหายใจได้ หายใจเขา้ และเป็ นจุดต้งั ตน้ ของกายหายใจออก กำหนดอุระสมมุติเอำว่ำเป็ นจุดกลำง ท่ีกระทบ เป็น ของกำรหำยใจ ส่วนท่ีริมฝี ปากเบ้ืองบนหรือปลายจมูกเป็นจุดเดียวท่ีกาหนดลมหายใจ อายตนะภายใน เขา้ ออกกไ็ ดด้ ว้ ย กาหนดทางกายและโอตปั พะอ่ืน ๆ ที่กายถูกตอ้ ง 22พระอาจารยแ์ ละนกั ภายนอกมากระทบ ปฏิบตั ิกรรมฐาน จึงมีความนิยมกำหนดลมหำยใจเข้ำออกท่ีปลำยจมูกหรือริมฝี ปำกเบื้อง อุระกบั นาภไี มท่ ราบ ถงึ ความกระทบเป็น เพียงความรู้สึกวา่ นาภีพองข้ึนและยบุ ลงเทา่ น้นั กาหนดรู้ “ความเคลือ่ นไหว นาภพี องข้นึ ยบุ ลง” กาหนดลมหายใจเขา้ ออกท่ีปลายจมูกหรือ
ริ มฝี ปากเบ้ืองบน 262 หรือ กาหนดนาภี ที่ พองหรือยบุ หรือว่า บน หรือ กาหนดนาภี ที่พองหรือยุบ หรือว่า กาหนดท่ีอุระเอง ท่ีทรวงอกขา้ งใน พระ กาหนดท่ีอรุ ะทรวง อาจารยป์ ฏิบตั ิบางทา่ นกาหนดอุระ ทรวงอกขา้ งใน สุดแต่ผ้ปู ฏบิ ตั จิ ะพอใจ หรือจะทำให้ อกขา้ งใน ใหก้ าหนด สะดวก ในจุดไหนแต่ท่านก็สอนใหว้ า่ ในเบ้ืองตน้ ให้กำหนดสำมจุด คือ ให้ทำสติตำมดู สามจุด คือ ให้ทาสติ ลมหำยใจเขา้ จุดแรกคือ ปลายจมูกหรือริมฝี ปากเบ้ืองบน จุดสองอุระ ทรวงอกขา้ งใน ตามดูลมหายใจเขา้ จุดสาม คือ นาภี และเม่ือหายใจออกตามดูจากนาภีเป็นจุดท่ี 1 อุระเป็นจุดที่ 2 ปลายจมูก เดินตามลมหายใจเขา้ กบั ริมฝี ปากเบ้ืองบน จุดที่สาม ให้ตามดูลมหายใจเขา้ ดูลมหายใจออกอย่บู ่อย ๆ จนจิต ออกไปมา ไปมาท้งั รวม จึงยตุ ิการตามดูท้งั สามจุดน้นั ให้เหลือจุดเดียวเหมือนอย่างวา่ ในที่แรกเดินตำมลม สามจุด หยดุ น่ิงดูจุด หำยใจเข้ำออกไปมำ ไปมำท้ังสำมจุด แต่ว่าเมื่อคุน้ เคยกบั การหายใจให้หยุดนัง่ ดูอยจู่ ุด เดียว เดียว บางอาจารยส์ อนให้ดูปลายจมูก บางอาจารยส์ อนใหน้ งั่ ดูนาภี บางอาจารยส์ อนให้ นง่ั ดูอุระภายใน แต่เพียงจุดเดียวการปฏิบตั ิแรกเหมือนสติเดินเขา้ ออกสามจุด ก็หยุดน่ิง หายใจทวั่ ทอ้ ง ดูจดุ เดียว คนนง่ั ดูเดก็ ท่ีนอน คนนง่ั ดูชิงชา้ ไกวเด็กไปมา ก็มองเห็นเปลหรือชิงชา้ หรืออู่ เรียกวา่ หายใจเขา้ ยาว เปล ที่แกว่งไปมาได้ตลอด แม้จะน่ิงดูจุดเดียวก็มองเห็นลมหายใจ เข้าออก ๆ อยู่ หายใจออกยาว ต้งั ตลอดเวลา เมื่อต้งั อย่เู ห็น จึงเป็น สติ ต้งั อยูเ่ ป็นสมาธิในการดูลมหายใจ 23ในช้นั ตน้ ลม สติดู ร่างกายสงบ หายใจเขา้ ออกก็จะยาวเป็นปกติ เรียกว่า หำยใจจำกต้นทำงปลำยจมูกหรือริมฝี ปำกเบือ้ ง จิตใจสงบเขา้ รวม บน จนถึงนำภีออกจำกนำภีจำกปลำยจมูก ริมฝี ปากเบ้ืองบนอย่างน้ี หำยใจท่ัวท้อง จิตใจได้ เรียกว่ำ หำยใจเข้ำยำวหำยใจออกยำว เพื่อต้ังสติดู ร่ำงกำยสงบเข้ำ จิตใจสงบเข้ำ ก็ สำมำรถรวมจิตใจได้ เม่ือเป็นดงั น้ี ลมหายใจจะละเอียดเขา้ หรือส้ันเขา้ ต้งั ตน้ ดว้ ยอาการ ใหค้ วามรู้สึกอยตู่ าม ร่างกายหรือนาภีที่พองยบุ เคลื่อนไหวน้อยเข้ำ พองยบุ น้อยเข้ำ จึงถึงการหายใจออก กจ็ ะ ความเป็นจริง หายใจ เป็ นคลา้ ยเป็ นคร่ึงทอ้ งไม่เตม็ และเมื่อร่างกายละเอียดจิตใจสงบมากข้ึนอีก การหายใจ ทวั่ ทอ้ งตามปกติ ลมหายใจเหมือนไปจรดนาภี การเคลื่อนไหวของนาภีน้อยเขา้ จนไม่เคลื่อนไหว แต่ การปฏิบตั ิเบ้ืองตน้ ความจริงน้นั หายใจเขา้ ออกอยอู่ ยา่ งละเอียด ส้ันเขา้ เป็นไปเอง 24ในควำมเป็ นจริง หำยใจ จาเป็นตอ้ งกระทาให้ เข้ำออกอย่ำงละเอียด ส้ันเข้ำ เข้ำไปเอง ในการปฏิบตั ิข้นั น้ีจึงปล่อยไปเอง ไม่ต้งั ใจจะทา ยาว เวลาหายใจเขา้ ให้ลมหายใจส้ันลง ลมหายใจเป็ นไปโดยปกติ ซ่ีงทีแรกหายใจยาว หายใจท่ัวท้อง เริ่มต้งั แต่ ลมถงึ ปลาย ตามปกติ จึงให้ควำมรู้สึกอยู่ตำมควำมเป็ นจริง หายใจเขา้ ออกก็รู้วา่ ยาว หายใจออกส้นั จมูก ริมฝีปากเบ้ือง ก็รู้ว่าส้ัน เป็ นไปโดยปกติ อีกอย่างเป็ นการทาการหายใจ ให้ยาวหรือส้ัน ในกำรปฏิบัติ บน นบั หน่ึงเร่ือย ๆ 1 เบื้องต้น จำเป็ นต้องกระทำให้ยำว เวลำหำยใจเข้ำเร่ิมต้ังแต่ ลมถึงปลำย จมูก ริมฝี ปำก 2 3 4 5 6 7 8 9 ถงึ 9 เบื้องบน นับหน่ึงเรื่อย ๆ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 เม่ือถึง 9 ให้ถึงท้องพอดีท่ีพอง ขึน้ เป็ นกำร ให้ถึงทอ้ งพอดีพอง หำยใจเข้ำ ส่วนการหายใจออกนบั 1 เริ่มหายใจจากนาภีเร่ือยข้ึนมา ครบ 9 เม่ือถึงปลาย ข้ ึนเป็ นการหายใจเขา้ จมูกริมฝี ปากเบ้ืองบนนบั 1 ถึง 9 ไปๆมาๆ การทาให้หายใจส้ันก็นบั อย่างน้นั แต่ให้นบั การปฏิบตั ิเป็นประจา แบบเดียวกนั 1-6 หายใจเขา้ ออก เรียกว่า หายใจส้ัน หายใจให้ส้ันลงอีก นับถึง 1 2 3 ตอ้ งเป็นไปตาม และ 1 2 3 หายใจออก ปฏิบตั ิดงั น้ี เบ้ืองตน้ เป็นทาการหายใจให้ยาวให้ส้ันตามตอ้ งการ ธรรมดาของการ 25การทาหายใจหากตอ้ งการทาดูต้องทาได้ แต่กำรปฏิบัติเป็ นประจำต้องเป็ นไปตำม หายใจ ปฏิบตั ิรวม ธรรมดำของการหายใจ อย่างธรรมดา และเม่ือปฏิบตั ิรวมจิต รวมใจให้ส้ันข้ึนมาเอง จิต รวมใจส้ันข้นึ มา เอง ปล่อยเป็นไปตาม ธรรม ตอ้ งมีการศกึ ษา คือ สาเนียกกาหนด ดว้ ยเจตนาคอื ความจง ใจวา่ จะรู้กายท้งั หมด พร้อมไปกบั หายใจ เขา้ พร้อมไปกบั หายใจออก
263 รูปกายคอื กาย ปล่อยเป็นไปตามธรรม ข้นั ที่ 1-2 คอื ข้นั ท่ี 1 ยาว ข้นั ท่ี 2 ส้ัน เป็นการปฏิบตั ิในเบ้ืองตน้ ประกอบ ดินน้าลม และเมื่อสามารถรวมใจไดด้ ี ข้นั ที่ 3 สาเหนียกว่า เรำจะรู้กำยท้ังหมดว่าเรารู้กายท้งั หมด ไฟ ทุกคนมกี าย เบ้ือง หายใจเขา้ เรารู้กายท้งั หมด หายใจออก ขอ้ น้ีต้องมีการศึกษา คือ สาเนียกกาหนดดว้ ย บนพ้นื เทา้ ข้นึ มา มี เจตนาคือความจงใจว่า จะรู้กำยท้ังหมด พร้อมไปกับหำยใจเข้ำพร้อมไปกับหำยใจออก หนงั หุม้ อยโู่ ดยรอบ อนั กายท้งั หมดทา่ นอธิบายอยเู่ ป็น 2 อยา่ งหน่ึงเป็นคาอธิบายของอาจารยเ์ ดิมช้นั เดิม กาย กาย นามกาย ไดแ้ ก่ มี 2 อยา่ ง คือ กายรูป นามกาย คือ รูปนาม 26รูปกำยคือ กำยที่เข้ำส่งประกอบด้วย ดินน้ำ ใจ จาแนก เวทนา ลมไฟ เหมือนทุกคนมีกาย เบ้ืองบนพ้ืนเท้าข้ึนมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบกาย นามกาย สญั ญา สังขาร ไดแ้ ก่ ใจ จาแนกออกเป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ “ใจ” ประกอบด้วยควำมรู้และ วญิ ญาณ “ใจ” ควำมคิด เรียกว่า วิตก คือ ควำมคิดนึกต่ำง ๆ ควำมรู้ควำมคิดนึกต่ำง ๆ คือใจ ให้รู้กาย ประกอบ ความรู้และ และใจน้ีท้งั หมดว่า บดั น้ี รูปกายเป็ นอย่างน้ี รูปกายน่ังอยู่น้ี นำมกำย คือใจของตนใน ความคดิ ให้รู้ใจของ บดั น้ีเป็นอยา่ งน้ี ผแู้ สดงกาลงั อยผู่ ูฟ้ ังต้งั ใจอยู่ หรือว่า ใจคิดไปทางไหนก็รู้ ใจคิดอยู่ใน ตน ถา้ คิดออกไปขา้ ง หน้าท่ี ผูฟ้ ังมีหน้าท่ีฟัง ต้งั ใจฟังใจปฏิบตั ิหน้าที่ด้วย ใจมีหน้าท่ีแสดง ให้รู้ใจของตน นอกก็เอาใจเขา้ มา ท้งั หมดคิดไปอย่างไรก็รู้ ถ้ำคิดออกไปข้ำงนอกก็เอำใจเข้ำมำ พร้อมท้ังกำยน่ังอยู่ตำม พร้อมท้งั กายนงั่ อยู่ อิริยำบถ 27ศึกษาสาเหนียกกาหนดวา่ รู้กายท้งั หมดรูปกาย นามกาย หายใจเขา้ หายใจออก ตามอริ ิยาบถ อย่างหน่ึงลมหายใจเขา้ ออก ใหร้ ู้สองอย่างพร้อมกนั การรู้อยา่ งน้ี บงั เกิดผลทาให้ใจไม่ ศึกษากาหนดว่า รู้กาย ไปไหน เพราะมีหน้าที่ตอ้ งรู้อยู่ถึง สองอยา่ งตอ้ งรู้ กำยท้ังหมดด้วย รู้ลมหำยใจเข้ำออก ท้งั หมดรูปกาย นาม ด้วย พระอาจารยอ์ ธิบายอย่างน้ี พระอาจารย์ภายหลังท่านอธิบายแคบเข้ามาว่า คาว่า กาย หายใจเขา้ หายใจ “กำยท้ังหมด” หมำยถึง กองลม กายแปลว่า กองหมู่ประชุม จึงหมายถึงกองของลมหำย ออก กายท้งั หมดดว้ ย หมู่ลมหำยใจ ประชุมลมหำยใจ จึงใหท้ าความรู้ลมหายใจท้งั หมด ดว้ ยวิธีที่อธิบายมาใน รู้ลมหายใจเขา้ ออก เบ้ืองตน้ ท้งั สามจุดเม่ือเดินไปมาดูจิตรวมตวั นงั่ ดูให้รู้เห็นท้งั สามจุดในขณะหายใจเขา้ ลมหายใจถือเป็ นกาย หายใจออก การอธิบายแบบแคบ ลมหำยใจถือเป็ นกำยอย่ำงหนง่ึ อย่ใู นหมวดกำย ปฏิบตั ิ อยา่ งหน่ึงอยใู่ นหมวด ด้วยสติ เดินดูน่ังดูลมหำยใจเข้ำออกท้ังสำมจุด ในการหายใจเข้าออก ให้ศึกษา กาย ปฏิบตั ิดว้ ยสติ สาเหนีกยกวา่ เราจะรู้กายท้งั มหายหายใจเขา้ หายใจออก เดินดูนง่ั ดูลมหายใจ 28เราจะสงบกำยสังขำรหำยใจเข้ำ เรำจะสงบหำยใจออก กำยสังขำรคือเครื่องปรุงใจ เขา้ ออกท้งั สามจุด ไดแ้ ก่ ลมหายใจลมหายใจออก ร่างกายดารงอยู่ไดด้ ว้ ยมีลมหายใจเขา้ ออก ชีวิตของกาย ดารงอยู่ ดับลมเมื่อใดชีวิตแตกสลำย ปรุงแต่งกำยให้ดำรงอยู่มีชีวิตอยู่ในการระงบั กาย ผล สังขารทาอยา่ งไร ไม่ไดม้ ุ่งกล้นั ลมหายใจเขา้ ออก ทุกคนตอ้ งหายใจเขา้ ออกหยดุ เมื่อใด ร่างกายแตกสลายส้ินชีวิต ระงบั กายสังขารมีความหมายว่า ระงับกำรปรุงแต่งในกำร สงบกายสังขาร หายใจ หำยใจ ระงบั อาการส่วนหยาบ มีสองอย่าง ส่วนหยาบ คนปกติไม่ไดป้ ฏิบตั ิ กำรหำยใจ เขา้ สงบหายใจออก ท่ัวท้องโดยปกติชื่อว่ำเป็ นปกติไม่ใช่หยำบ ขณะวิ่งเหน่ือยหอบเรียกวา่ หยาบ ผูป้ ฏิบตั ิแม้ กายสังขาร คือ การหายใจ ที่หายใจอยู่ปกติหายใจทวั่ ทอ้ งก็ยงั หยาบ ในกำรปฏิบัติระงับหมายถึง คอย เคร่ืองปรุงใจ ระงบั กาย ควบคุมกำรหำยใจขณะปฏิบัติให้เป็ นไปตำมปกติอย่างเป็นข้นั ตอน ไม่บงั คบั หายใจส้ัน สังขารมีความหมายว่า ยาวแต่ใหเ้ ป็นไปตามปกติ เมื่อลมหายใจละเอียดเขา้ จิตระเอียดหายใจก็สงบเขา้ อำกำร ระงบั การปรุงแตง่ ใน การหายใจ ระงบั อาการ ส่วนหยาบ การปฏิบตั ิ ระงบั คอยควบคุมการ หายใจขณะปฏิบตั ิให้ เป็ นไปตามปกติอย่าง เป็นข้นั ตอน
264 ร่ำงกำยปรำกฏท้องพองยบุ เม่ือจิตสงบร่างกายสงบ อยา่ งมีปฏิกิริยา ทาใหเ้ กิดอาการเช่น หอบ หรือเกิดอาการ เช่นร่างกายโอนเอนไปขา้ งหนา้ บา้ งขา้ งหลงั หรือ เกิดอาการเม่ือย เจ็บต่าง ๆ เป็นเร่ืองกำยสังขำร ปรุงแต่งทางกายท้งั น้นั อนั เกิดจากการปฏิบตั ิ ตอ้ งต้งั ใจ ระงบั ไม่ใหม้ ีอาการเช่นน้นั เม่ือมีอาการเช่นน้นั ต้องให้ทำควำมรู้แล้วจัดร่ำงกำยของตน ไม่ให้ขัดข้องอึดอดั เม่ือยเจ็บต้องเปล่ียนอิริยำบถหรือเพ่งดูเวทนำ ให้ร่ำงกำยดำรง ตำมปกติ ไม่ให้มีอาการปกติ สงบไป ๆ ลมหำยใจส้ัน ๆ จนถึงรู้สึก ไปท้องไม่พองยุบ ถึง อุระ จำกอุระออก ต่อไปหายใจแค่ปลายจมูกหายใจ หรือต่อไปลมหายใจท่ีปลายจมูกก็ไม่ ปรากฏ ตอ่ ไปท่ีปลายจมูกไม่ปรากฎ แตว่ ่าหายใจ เพราะร่างกายละเอียด ประณีตละเอยี ด สงบ สมาธิ จิตรวมเป็นหน่ึงไม่วอกแวก ดงั น้ีจึงถึงข้นั ท่ีสุด ขอ้ กายานุปัสสนาอนั เก่ียวกบั ลมหายใจ เขา้ ออก ตารางท่ี 4.4.3 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “สติปัฏฐำนสี่ โสฬสปัญหำ 16” สกดั หลกั แนวทางปฏิบตั ิสมเด็จพระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายก แนวคิด (เจริญ สุวฑั ฒโน) จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั A3] ปฏบิ ตั เิ ป็นอรูป ประเด็นคำสอน สมาบตั ิ ซ่ึงเป็น สมาธิ ยงั ไม่ A3-29 เบ้ืองต้นขอนอบน้อมพระพุทธเจ้า พระองค์น้ัน ต้ังใจถึงพระองค์พร้อมท้ังพระธรรม เป็ นไปในทาง พระสงฆ์ สำรวมกำยวำจำใจให้เป็ นศีล ทำสมำธิในกำรฟัง ได้แสดง โลพส ปัญหานาสติปัฏฐาน ปัญญาอนั จะ มาโดยลาดบั จนถึงปัญหาที่ 6 น้ี อุปสีวมาณพไดก้ ราบทูลถามพระผูม้ ีพระภาคเจา้ มีใจความว่า เป็ นเหตุให้ละ ตวั เขาผเู้ ดียวไม่อาศยั พระองค์ พระพุทธเจา้ ไม่อาจขา้ โอฆะ คอื หว้ งน้าใหญไ่ ด้ จึงขอใหพ้ ระบรม กิเลสและกอง ศาสนาตรัสบอกอารมณ์ ตวั เขาไดอ้ าศยั ขา้ มห้วงน้าไดด้ งั น้ี พระผูม้ ีพระภาคเจา้ ไดต้ รัสตอบมี ทุกขไ์ ด้ แม้ ใจความวา่ ใหม้ ีสติ เพ่งอำกญิ จัญญำยตนะอาศยั อารมณ์วา่ ไมม่ ี ขา้ มโอฆะคอื หว้ งน้าใหญ่ จงละ ปฏิบตั ิไดถ้ ึงอำ กามท้งั หลาย เวน้ จากความสงสยั ท้งั หลาย ดูใหเ้ ห็นชดั ซ่ึงความสิ้นไปแห่งตณั หา ท้งั กลางคืนท้งั กิญจัญญำยต กลางวนั ดงั น้ี อุปสีวมำณพไดท้ ูลถามต่อไปว่า บุคคลซ่ึงมีราคะ คือ ความติดใจยินดีในกามท้งั นะ ยงั มีกิเลส ปวง สิ้นไปแลว้ อาศยั อากิญจญั ญายตนะละอารมณ์อ่ืน ๆ น้อมใจไป ในอากิญจญั ญายตนะซ่ึง และทุกขอ์ ยู่ เป็นเคร่ืองปลดเปล้ืองสัญญาเป็นอยา่ งย่ิง จะพ่ึงต้งั อย่โู ดยไม่เส่ือมไป ในอากิญจญั ญายตนะน้นั หรือ พระบรมศาสดา ตรัสตอบมีใจความว่า ผซู้ ่ึงมีราคะในกามท้งั ปวง ปราศจาก คือส้ินไปแลว้ อาศยั อากิญจญั ญายตนะละอารมณ์อย่างอ่ืน น้อมใจไป เครื่องปลดเปล้ืองสัญญาอย่างยิ่ง พีง ต้งั อยู่ไม่เสื่อมอากิญจญั ญายตนะดงั น้ี เป็นคาถามและคาตอบสองตอนที่ไดแ้ สดงแลว้ และ ก็ได้ แสดงแลว้ วา่ อากิญจญั ญายตนะเป็นอรูปฌานที่ 3 ซ่ึงทา่ นแสดงวา่ อปุ สีวมำณพได้ปฏิบตั ิ ถึงอรูป ฌานท่ีสาม น้ี แต่ว่า ทางที่ปฏิบตั ิไดม้ าน้นั เป็ นอรูปสมาบตั ิ ซ่ึงเป็ นสมาธิ ยงั ไม่เป็ นไปในทาง ปัญญาอนั จะเป็นเหตุใหล้ ะหว้ งน้าคือกิเลสและกองทุกขไ์ ด้ แมว้ า่ จะปฏิบตั ิไดถ้ ึงอากิญจญั ญายต นะไดแ้ ลว้ แต่ยงั ขา้ มกิเลสและหว้ งทุกขไ์ มไ่ ด้ ยงั มีกิเลสและทุกขอ์ ยู่ เพอ่ื กราบทลู ถามเพอ่ื ใหท้ รง แนะนาบอกอารมณ์ขา้ มหว้ งกิเลสหว้ งทกุ ขไ์ ด้
265 หลกั กำร 30พระบรมศาสนาตรัสสอนแนะอารมณ์ อุปสีวมาณพได้ปฏิบัติมาแล้ว แต่ปฏิบตั ิเพื่อสมาธิ อารมณ์สืบมาจากที่บริกกรรมวา่ “อากาศไม่มีที่สุด” และ “วิญญาณไม่มีที่สุด” จนมาถึงนอ้ ยหน่ึง ปฏิบตั ดิ บั กรรม นิดหน่ึงก็ไม่มี อาศยั อารมณ์ว่าไม่มีน้นั เป็ นที่ต้ังของสมำธิ และก็ได้เพยี งสมำธิท่ีแนบแน่น เป็ น ดบั สงสัย ดบั อรูปสมำบตั ทิ ี่ 3 จึงตรัสให้ใช้อำรมณ์ทีว่ ่ำ ไม่มี มำกำหนดธรรม กาม คือ ความใคร่ กาหนด ความ ตณั หา คือ สงสยั กาหนดตณั หาคอื ความดิ้นรนทยานอยาก ทาใหใ้ หก้ ามไมม่ ี ความสงสัยไม่มี ความทะยาน ปลอ่ ยวาง ไม่ ยากไม่มี ดูเขา้ ไปท่ีจิต น้อยหน่ึงนิดหน่ึงก็ไม่มี เป็นตวั สมาธิน้นั แมว้ า่ จะไม่มี กาม คือความใคร่ ยึดถอื ปลอ่ ย ไม่มีความสงสัย ไม่มีตัณหาอยู่ ในกามท่ีเป็ นรูปท้งั หลาย ในตณั หาที่เป็ นรูปท้งั หลาย เป็ น วางอารมณข์ อง กามาวจร รูปาวจร ก็ยงั มีกามอยใู่ นอารมณ์ของอรูปขอ้ น้ี มีความสงสัย มีตณั หาอยู่ อารมณืน้อย อรูป กามไมม่ ี หน่ึงนิดหน่ึงก็ไม่มี อนั จริงก็ยงั มีอยู่ ต้องมำปฏิบัติดับกรรม ดับควำมสงสัย ดับตัณหำ คือทำ สงสัยไม่มี ทาง วิปัสสนา ควำมปล่อยวำง ไม่ยึดถือ ปล่อยวำงในอำรมณ์ของอรูปขอ้ น้ี กามไม่มี ความสงสัยไม่มี ข้อฏิบัติ ปัญญา เห็น เป็ นไปในทำงวิปัสสนำปัญญำ เม่ือพระพุทธเจา้ ไดส้ ะกิดถกู จุด ซ่ึงมานพ ติดอยู่ แกป้ ัญหา อุปสีว เป็ นมรรค ปัญญา กาจดั มาณพมีความเขา้ ใจเป็นธรรม เม่ือเป็นดงั น้ี จึงกราบทูลถาม ว่า เม่ือได้ปฏิบัติธรรม กำรทำควำม สงั โยชน์ กิเลส ผกู จิตใจ นอ้ ม สงสัยทำตัณหำ ให้สิ้นไป ดูให้เห็นควำมสิ้นไปแห่งตัณหำในจิต ให้ชัดท้ังกลำงวันและกลำงคืน ไปในอา และ เมื่อแสดงตามหลักทางพุทธศาสนา เมื่อกำรเห็นเป็ นมรรคปัญญำ กำจัดสังโยชน์ กิเลส ผูก กิญจญั ญายต จิตใจ ใหส้ ้ินเชิง เม่ือเป็นดงั น้ี อุปสีวมาณพกราบถาม ถือวา่ ผ้ทู ่ีปรำศจำกรำคะควำมติดใจยินดีใน นะอาศยั กำมท้ังหลำยท้ังปวง อำศัยอำจิณกันยำยรัตนะ อำศัย อำรมณ์ว่ำไม่มี น้อมมำเป็ นอำรมณ์สมำธิ อารมณ์ท่ไี ม่มี นอ้ มธรรม เป็ นปัญญำ คือ กำหนดธรรมควำมสงสัยตณั หำให้สิ้นไป อนั เชื่อวา่ นอ้ มไปในอากิญจญั ญายตนะ ธรรม ขอ้ ปลด เปล้ืองสญั ญา อาศยั อารมณ์ท่ีไม่มี อนั ชื่อว่า เป็ นเคร่ืองปลดเปล้ืองสัญญา กำหนดหมำยควำมจำท้งั หลาย ท้งั ใชว้ ิมุตเิ ป็น ส่วนกามสัญญา รูปสัญญา อรูปสัญญา ปลดเปล้ืองสัญญาน้อมใจไปในธรรม ธรรมอนั เป็ นขอ้ หลุดพน้ ดว้ ย ปลดเปล้ืองสัญญา ใชค้ าวา่ วิมุติเป็นว่า หลุดพน้ และควำมหลุดพ้น ด้วยมรรค เป็นหลุดพน้ จาก มรรค กิเลสดว้ ยเดด็ ขาด พีงต้งั อยใู่ นอากิญจญั ญายตนะไมเ่ ส่ือมอยา่ งไร ต้งั อยไู่ มเ่ ส่ือม 31เม่ือไดน้ ้อมจิตที่เป็นสมาธิกาหนด อารมณ์วา่ ไม่มีเป็นทางปัญญา ธรรมกายตามความสงสัยไม่ วธิ กี ำร มี ตณั หาไม่มี ดว้ ยมรรคปัญญา ข้ึนมา ต้งั อยู่ไม่เสื่อม เพราะความหลุดพน้ เป็ นไม่เสื่อม ต้งั อยู่ แน่นอน อปุ สีวมาณพไดถ้ าม เมื่อเป็นดงั น้ี จะพ่ึงต้งั อยู่ อำกญิ จัญญำยตนะไม่เส่ือม ต้งั อยู่ไม่เส่ือม อากิญจญั ญายต เพระว่ำ เม่ือได้ น้อมจติ ที่เป็ นสมำธิอันกำหนดอำรมณ์ว่ำ ไม่มีน้นั เป็ นทำงปัญญำ กามไมม่ ี ความ นะไมเ่ สื่อม สงสัยไม่มี เป็นมรรคปัญญา ข้ึนมา ต้งั อยไู่ มเ่ สื่อม ความหลุดพน้ ไม่กาเริบ ไมเ่ ส่ือมต้งั อยแู่ น่นอน ต้งั อยไู่ มเ่ สื่อม อุปสีวะมานพ กราบทูลถามต่อไปอีกซ่ึงมีใจความว่า ผูน้ ้ัน พึงต้งั อยู่ในอากิญจัญญายตนะไม่ เพระวา่ เมื่อได้ เสื่อมส้ินปี ท้งั หลาย เป็นอนั มาก คือ ต้งั อยไู่ มเ่ สื่อมนานปี ขา้ แตพ่ ระองคผ์ มู้ ีสัพพญั ญู รู้ธรรมะท้งั นอ้ มจิตท่ีเป็น ปวง ผนู้ ้นั ก็จะพึงยง่ั ยืน อยใู่ นภูมิน้นั แหละ วิมุตติหลุดพน้ วิญญาณของบุคคลผเู้ ช่นน้นั จะเป็น สมาธิอนั ฉันใด พระบรมศาสดา ตรัสตอบ มีใจความวา่ เปลวไฟท่ีถูกกาลงั แห่งลมพดั เปล่าถึงความดบั ไป กาหนดอารมณ์ คือ ดบั ไป ย่อมไม่ถึงความนบั ว่าไฟ ไฟไหนฉันใด มุนีคือผูร้ ู้น้นั ก็ฉันท์ คือ วิมุตติหลุดพน้ แลว้ วา่ ไมม่ นี ้นั เป็น จากกองนามกองรูปยอ่ มดบั ไม่ถึงความนบั ว่า เป็นฉันใด หรือไปไหนฉันทน์ ้นั ดงั น้ี ตามคาถาม ทางปัญญา คาตอบในขอ้ ท่ี 3 ของปัญหาน้ี แมว้ า่ คาถามน้นั คนท้งั ปวง จะยงั ฟังไม่ชดั วา่ ขอ้ ที่วา่ ผู้ท่ีต้งั อยู่ ใน ภูมิน้ัน ตลอดเวลำ หลายสิบหลายร้อยหลายพนั หลายหม่ืนไป ก็จะพ่ึงต้งั อยยู่ งั่ ยนื วิมุตติหลุดพน้
266 ผล ในภูมิน้นั ซ่ึงความหลุดพน้ มหายถึง นิพพานอยใู่ นภูมิน้นั นิพพานน้นั มี สองอยา่ ง คือ นิพพนาน ดบั กิเลศ นิพพานคือดบั ขนั ธ์ อีกอย่างหน่ึง สัมมาสัมพุทธเจา้ พระธรรมแห่งโคตรพติ คือ ดับ การปฏิบตั ิเพง่ กิเลส แต่ยงั ไม่ดบั ขนั ธ์ คือ ประกาศศาสนาอีก 45 ปี จึงดบั ขนั ธ์ ในกรุงกุสินานา อนั เรียกว่า เสร็จ อารมณ์สมาธิ ดบั นิพพานธาตุ เป็นส่งบรรลนุ ิพพานคอื ดบั ขนั ธ์ ทรงบรรลนุ ิพพานคือดบั กิเลสก่อน ต้งั ประกาศ เพง่ ทางปัญญา พุทธศาสนา คือ บรรลุนิพพาน คือ ดบั ขนั ธ์ ตามท่ีอุปสีมานพ กราบถาม เม่ือดับกิเลส บรรลุ ใชไ้ ด้ ในสตปิ ัฏ นิพพาน ดบั กิเสล ยงั ดารงขนั ธ์อยู่ ก็ต้งั อยู่ยงั่ ยนื ในภูมิน้นั คือ ในภูมิอาจินรันตฯไม่เสื่อม เมื่อดบั ฐาน สอนทา ขนั ธ์บรรลุนิพพานดงั ขนั ธ์ เมื่อปกปิ ดวิญญาณเคล่ือนออก ไปถือปฏิสนธิ เรียกวา่ อปุ าบตั ิ เกิดใน สตติ ามดกู าย ภพชาติน้นั ๆ เป็นไปตามกรรม แต่วา่ ท่านที่ไดด้ บั กิเลส ไดห้ มดสิ้นแลว้ คอื พระอรหนั ต์ เวทนาจิต 32สิ้นอาสวะกิเลสท้งั หมด ท่านดารงชีวิตอยตู่ ลอดเวลาที่ขนั ธ์ดารงอยู่ จนในท่ีสุดก็บรรลุนิพพาน ธรรม ต้งั สติ คือ ดับขันธ์ เมื่อเป็นดงั น้ีวิญญาณทา่ นพระอรหนั ตจ์ ะเป็นฉันใด พระพทุ ธเจา้ ตรัสตอบโดยอุปมา กาหนดดกู าย อุปมยั เทียบกบั ไฟท่ีติดเช้ือ ไฟตะเกียง ไฟเทียน ถูกลมเป่ าดบั ไป ไม่นบั ไปไหน มุนี คือ ผรู้ ู้ก็ฉัน เวทนา จิต น้นั คือ ผูพ้ ้นแล้วจำกนำมรูป คือ พ้นจำกควำมยึดถือปล่อยวำงในนำมรูปแล้ว สิ้นอำสวะกิเลส ธรรม ต้งั ข้ึน ยึดถือหมดแล้ว ดับขันธ์ไปไม่ถือควำมนับว่ำ วิญญำณเป็ นฉันใดว่ำไปไหน ว่ำวิญญำณเป็ นฉันท์ เป็นอารมณ์ ต้งั กายมอี ยู่ เวทนา ใดไปไหน ไม่พูดไม่เรียกไม่กล่าวถึงท้งั น้นั ตามพุทธภาษิตตรัสตอบน้ี เป็นอนั ตอบให้ ตดั ถอ้ ยคา มอี ยู่ เพ่อื เป็น วา่ พึงพูดกล่าวเสียท้งั ส้ิน ไม่ตอ้ งพูดไม่ตอ้ งเรียกไม่ตอ้ งกล่าว ว่าไฟไปไหนอย่างไร เป็นอนั หา้ ม ท่ตี ้งั ของสมาธิ ไม่ใหก้ ลา่ วถึงวา่ พระอรหนั ตด์ บั ขนั ธ์ วิญญาณไปไหน พระอรหนั ตว์ ญิ ญาณมาร่องรอยอยู่ เป็นผู้ เป็นท่ตี ้งั ของ นบั ถือพุทธศาสนาพึงทาความเขา้ ใจคิดทางพุทธศาสนา พระพุทธเจา้ พระอรหัต์สาวก ไม่มีการ สติ นบั การพูดการกล่าวระบุต่อไปวา่ ท่านมีวิญญาณมากล่าวในภาพน้นั น้ี เป็นอยา่ งน้นั อยา่ งน้ี และ ในเร่ืองน้ี ยงั ไดม้ ีขอ้ ที่แสดงไวใ้ นท่ีอื่นอีก ว่า พระอรหันต์รูปหนึ่งดับขันธ์ปริพพำน มำรเท่ียว ค้นหำวิญญำณท่ำนไปไหน ก็ไม่พบ มำรไม่สำมำรถค้นหำวิญญำณของท่ำนได้ จึงไม่มีวิญญำณ และไม่มีอะไรจะอา้ งจะกล่าวถึงอย่างน้ันท้งั สิ้น ดงั น้ีเป็ นคติทางพุทธศาสนา พระพุทธเจา้ ได้ กล่าวไวเ้ อง อุปสีมานพกราบทูลถาม ให้บอกอารมณ์อาศยั ขา้ มน้า ห้วงกิเลส ให้มีสติเพ่ง อำจิณ จัญญำรัตนะว่ำ เพ่งอำรมณ์ว่ำไม่มีในทำงปัญญำ อนั ได้แสดงไวแ้ ลว้ น้ัน แม้การปฏิบัติเพ่ง อำรมณ์สมำธิในขอ้ อ่ืนเพ่งทางปัญญา ก็ใชไ้ ด้ ดงั ในสติปัฏฐำน สอนทำสติตำมดูกำยเวทนำจิต ธรรม ต้ังสติกำหนดดูกำย เวทนำ จิต ธรรม ต้ังขึน้ เป็ นอำรมณ์ ต้ังกำยมีอยู่ เวทนำมีอยู่ เพ่ือเป็ น ท่ตี ้งั ของสมำธิ เป็ นที่ต้งั ของสติ แต่วา่ ไม่ยดึ ถือ เป็นคติในการทาสมาธิในทางพุทธศาสนา แมว้ า่ จะสอนใหก้ าหนดอารมณ์ของสมาธิ กาหนดกาย เวทนา จิต ธรรม ในขอ้ กาย กาหนดลมหายใจ เขา้ ออก กาหนดวา่ ลมหายใจเขา้ สมหายใจออกมีอยู่ ขอ้ ท่ีว่ามีอยู่ จิตต้งั อยู่กบั ลมหายใจ หายใจ เขา้ รู้ หายใจออกรู้ จิตต้งั อยูร่ ู้อยู่ ลมหายใจมีอยใู่ นความรู้ ลมหายใจเม่ือยงั ไม่ตายหายใจเขา้ ออก ดงั น้นั มีอยกู่ บั กาย หายใจเขา้ ออก แต่วา่ ถา้ ใจไม่ต้งั กาหนดจึงไม่มีอยูใ่ นความรู้ เมื่อใจต้งั กาหนด มีอยใู่ นความรู้ ความรู้ท่ีมีอยคู่ ือ ตัวสติ ตัวสมำธิ เม่ือใจไมต่ ้งั กาหนด ก็ไมร่ ู้ เม่ือไม่ต้งั กาหนดไม่รู้ ไม่เป็นสมาธิ ไมเ่ ป็นสติ เมื่อรู้เป็ นสมำธิ เป็ นสติ หากวา่ เป็นการปฏิบตั ิภายนอกทางพุทธศาสนา ต้องยึดอยู่ในตัวรู้ส่ิ งที่รู้ตลอดในผลท่ีควรได้ เช่น รู ปภพ อรู ปภพ เป็ นต้น สมาธิใน
267 พระพุทธศาสนา ไม่ยึด รู้แต่ไม่ยึด ไม่มีตณั หากาม ไม่มีตวั สงสัยอยใู่ นตวั สมาธิน้นั เมื่อมีตณั หา มีความ สงสยั อยู่ ผปู้ ฏิบตั ิตอ้ งทาความเขา้ ใจอยู่ นอกพุทธศาสนากเ็ ป็นสมาธิอยู่ ทางพทุ ธศาสนาไม่มุ่งไม่หวงั ตารางท่ี 4.4.4 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเรื่อง “สรุปสตปิ ัฏฐำน4” แนวทางปฏิบตั ิสมเด็จพระญาณสังวร สมเดจ็ พระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สกดั หลกั (เจริญ สุวฑั ฒโน) จาแนกตาม แนวคิด หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั A4] แนวคดิ ประเดน็ คำสอน การปฏบิ ตั ิ A4-33บดั น้ีจกั แสดงธรรมะเป็ นเครื่องอบรมในการปฏิบตั ิอบรมจิต ในเบ้ืองตน้ ก็ขอให้ทุกๆ ท่าน กรรมฐาน ใช้ ต้งั ใจนอบนอ้ มนมสั การ พระผมู้ ีพระภาคอรหนั ตสัมมาสมั พทุ ธเจา้ พระองคน์ ้นั ต้งั ใจถึงพระองค์ หลกั สติปัฏฐาน พร้อมท้งั พระธรรมและพระสงฆเ์ ป็นสรณะ ต้งั ใจสารวมกายวาจาใจให้เป็ นศีล ทาสมาธิในการ เป็ นส่วนใหญ่ ฟัง เพอ่ื ใหไ้ ดป้ ัญญาในธรรม กำรปฏิบัติกรรมฐำน ผปู้ ฏิบตั ิใช้หลักปฏิบัติในสติปัฏฐำนเป็นส่วน และพระสูตร ใหญ่และพระสูตรท่ีแสดงสติปัฏฐานซ่ึงเป็ นพระสูตรใหญ่ท่ีเรียกว่า มหำสติปัฏฐำนสูตร ก็ได้ ใหญ่ เรียกว่า ประมวลข้อกรรมฐำนไวเ้ ป็ นอนั มาก ซ่ึงไดถ้ ือเป็ นหลักในกำรอบรมกรรมฐำนในสานกั น้ี และ มหาสตปิ ัฏฐาน สาหรับในพรรษากาลท่ีแลว้ มาจนถึงบดั น้ี ก็ไดถ้ ือหลักสติปัฏฐำน แต่ว่าได้แสดงแทรกธรรมะ สูตรประมวล จำกพระสูตรต่ำงๆ ไดอ้ ธิบายธรรมะจากพระสูตรต่างๆ น้ัน มิไดแ้ สดงอธิบายสติปัฏฐาน 4 ขอ้ กรรมฐาน โดยตรง โดยพิสดาร เพราะว่าไดเ้ คยอธิบายไวโ้ ดยพิสดารและได้พิมพ์เป็ นเล่มไว้ ผูต้ ้องการ ไวเ้ ป็นอนั มาก ทราบอธิบำยในสติปัฏฐำนโดยตรงก็อาจท่ีจะหาอ่านได้ และแมว้ ่าธรรมะที่แสดงอธิบายแทรก เป็นหลกั การ เขา้ มาน้นั จะเป็นธรรมะจากพระสูตรอื่นแต่ก็รวมเข้ำได้ในมหำสติปัฏฐำนสูตรท้งั สิ้น ดงั เช่นท่ีได้ กรรมฐาน ยกเอาขอ้ สัมมำทิฏฐิควำมเห็นชอบจากสัมมาทิฏฐิสูตร ท่ีท่านพระสำรีบุตรไดแ้ สดงมาอธิบาย ติดต่อกนั มากคร้ัง จนจบกระแสความในสัมมำทิฏฐิสูตรน้นั ก็รวมเข้ำได้ในมหำสติปัฏฐำนสูตร หลกั กำร เช่นเดียวกนั เพราะในมหาสติปัฏฐานสูตรน้นั กไ็ ดแ้ สดงมรรคมอี งค์ 8 ในหมวดอริยสัจจ์ 4 มรรค มีองค์ 8 น้นั ก็มีสัมมาทิฏฐิเป็นขอ้ แรก เพราะฉะน้นั เมื่อจบั แสดงสัมมำทิฏฐิ ก็เป็นอนั วา่ ไดแ้ สดง สตปิ ัฏฐาน 4 คอื ขอ้ ธรรมำนุปัสสนำสตปิ ัฏฐำน ต้งั สติ คอื ความ 34ในวนั น้ีจะไดแ้ สดงสรุปสติปัฏฐำน 4 ตามท่ีพระพุทธเจ้ำได้ตรัสเอำไว้ในพระสูตรหน่ึงแต่ ระลึกไดห้ รือ ก่อนที่จะแสดง ก็ขอกล่าวใหท้ ราบวา่ ขอ้ ท่ีแสดงจากพระสูตรท่ีกล่าวน้ี มิไดย้ กขอ้ ต่างๆ ตรงกบั ความระลกึ รู้ใน มหำสติปัฏฐำนสูตรท้งั หมด แต่เลือกหยิบยกมาทรงแสดงและทรงแสดงในทำงปัญญำ แต่ก็พึง กาย ในเวทนา ทราบว่าแม้ในทางสมาธิก็ย่อมรวมอยู่ในแนวเดียวกนั สติปัฏฐำนท้ัง 4 น้ีที่จะแสดงในวนั น้ี จึง ในจิต ในธรรม อาจจะยากไปสาหรับผูท้ ี่มาอยู่ใหม่ ผูท้ ่ีเขา้ มาใหม่แต่ว่าให้ถือว่าเป็ นการแสดงสรุปในคราว สุดทา้ ยของพรรษกาลท่ีแลว้ เมื่อเริ่มแสดงใหม่เมื่อเขา้ พรรษาน้ีแลว้ จึงจะไดแ้ สดงต้งั ตน้ ซ่ึงเป็น รวบรวมพจิ ารณากาย ขอ้ ท่ีจะฟังไดง้ ่ายข้ึน สติปัฏฐำนท้ัง 4 คือต้ังสติ คือควำมระลึกได้หรือควำมระลึกรู้ไว้ ในกำย ใน คือ ขอ้ ว่าดว้ ยลม เวทนำ ในจิต และในธรรม 35ในมหาสติปัฏฐานสูตรไดร้ วบรวมขอ้ ที่พึงพิจำรณำในกำยไว้ ก็คือ หายใจเขา้ ออก ดว้ ย ขอ้ ว่าดว้ ยลมหำยใจเข้ำออก ขอ้ วา่ ดว้ ยอิริยำบถท้ัง 4 ยืนเดินนั่งนอน ขอ้ วา่ ดว้ ยสัมปชัญญะควำม อิริยาบถท้งั 4 ยนื เดิน รู้ตัว ในความเย้อื งกรายอิริยาบถท้งั 4 น้ี และอิริยาบถประกอบท้งั หลาย ขอ้ วา่ ดว้ ยกายน้ีจาแนก นง่ั นอน สัมปชญั ญะ ความรู้ตวั ในความ เยื้องกรายอิริยาบถท้งั 4 น้ี และอริ ิยาบถ ประกอบท้งั หลาย ดว้ ยกายจาแนก
268 ออกเป็ นอาการ ออกเป็นอาการท้งั หลายมี ผม ขน เลบ็ ฟัน หนงั เป็นตน้ ขอ้ ว่าดว้ ยธำตุ 4 ดินน้ำไฟลม ขอ้ วา่ ดว้ ย ท้งั หลายมี ผม ขน ป่ ำช้ำ 9 คือพิจารณาศพที่เขาทิ้งไวใ้ นป่ าชา้ แยกออกเป็น 9 ขอ้ ต้งั ตน้ แต่ศพที่ตายแลว้ วนั หน่ึงสอง เลบ็ ฟัน หนงั เป็นตน้ วนั สามวนั เป็นตน้ ไป จนถึงเป็นกระดูกผปุ ่ น ดว้ ยธาตุ 4 ดนิ น้าไฟ ลม ขอ้ วา่ ดว้ ยป่ าชา้ 9 36ต้งั สติ พจิ ำรณำเวทนำ คอื ต้งั สติกำหนดเวทนำ ควำมรู้เป็ นสุขเป็ นทุกข์ หรือเป็ นกลำงๆ ไม่ทุกข์ พจิ ารณาศพท่เี ขาทงิ้ ไม่สุข ท้งั ที่เป็นสามิสคือมีกิเลสเป็นเคร่ืองล่อใหเ้ กิดข้ึน ท้งั ท่ีเป็นนิรามิสคือไม่มีกิเลสเป็นเครื่อง ไวใ้ นป่ าชา้ ล่อ หรือเป็นเคร่ืองนาใหเ้ กิดข้ึน 37 ต้งั สติ พจิ ำรณำจติ กค็ อื ต้งั สติกาหนดดูจิตใจน้ี ที่มีรำคะควำม ติดใจยินดี หรือปราศจากราคะความติดใจยินดี ท่ีมีโทสะหรือปราศจากโมสะ ท่ีมีโมหะความ วิธกี ำร หลงหรือปราศจากโมหะความหลง เป็นตน้ 38ต้ังสติพจิ ำรณำธรรม ก็คือต้ังจิตกำหนดดูธรรมะ ท้ังหลำยท่ีบังเกิดขึน้ ในจิต ต้งั ตน้ แต่กำหนดดูนิวรณ์ท้งั 5 คือ กิเลสที่เป็นเครื่องก้นั จิต บงั เกิดข้ึน ต้งั สติ พิจารณา กลมุ้ รุมจิต มีกามฉนั ทค์ วามพอใจรักใคร่อยใู่ นกาม พยาบาทความมงุ่ ร้ายปองร้ายเป็นตน้ กำหนด เวทนา คือต้งั สติ ดขู ันธ์ 5 คอื รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กำหนดดูควำมเกดิ ของขันธ์ 5 ควำมดับของขนั ธ์ กาหนดเวทนา 5 ต้ังสตกิ ำหนดดูอำยตนะภำยในท้งั 6 ที่รับอายตนะภายนอกท้งั 6 อายตนะภายในภายนอกที่รับ ความรู้เป็ นสุข กนั ก็คือ ตำกับรูปทป่ี ระจวบกัน หูกบั เสียงท่ีประจวบกนั จมูกกบั กล่ินที่ประจวบกนั ลิ้นกบั รสที่ เป็นทกุ ข์ หรือ ประจวบกนั กายและส่ิงถูกตอ้ งกายท่ีประจวบกนั มโนคือใจกับธรรมะคือเร่ืองรำวทปี่ ระจวบกัน เป็นกลางๆ ไม่ เกิดสัญโญชน์คือความผูกใจ และก็ใหร้ ู้จกั ความเกิดของสัญโญชน์ ความดบั ของสัญโญชน์ และ ทุกขไ์ มส่ ุข สัญโญชน์ที่ดบั แลว้ จะไม่เกิดข้ึน ต้ังสติกำหนดดูโพชฌงค์ท้ัง 7 มีสติโพชฌงคอ์ งคแ์ ห่งความรู้ คือสติ ธัมวิจยโพชฌงค์องค์แห่งควำมรู้ คือธรรมวิจัยควำมเลือกเฟ้นธรรมเป็ นต้น ต้ังสติ ต้งั สติ พจิ ารณา กำหนดดูอริยสัจจ์ท้งั 4 คือทุกข์ เหตุเกิดทกุ ข์ ความดบั ทกุ ข์ ทางปฏิบตั ิใหถ้ ึงความดบั ทุกข์ กร็ วม จิต คอื ต้งั สติ เป็ นต้งั สติ ในกำย ในเวทนำ ในจติ ในธรรม ท่ีตรัสไวใ้ นมหาสติปัฏฐานสูตร 39วิธีปฏิบตั ิต้งั สติใน กาหนดดจู ิตใจน้ี กาย เวทนา จิต ธรรม และไดต้ รัสสรุปไวใ้ นพระสูตรอีกแห่งหน่ึง ซ่ึงไดต้ รัสอธบิ ำยวธิ ีปฏิบัติต้ัง ท่มี ีราคะความตดิ สติ ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม รวมความเขา้ มาวา่ ให้ปฏิบตั ิต้งั สติ คือความระลึกได้ ความ ใจยินดี กาหนดได้ ในกาย ก็คอื ใน ปฐวกี ำย กายที่เป็นส่วนดิน อำโปกำย กายท่ีเป็นส่วนน้า เตโชกำย กาย ปราศจากราคะ ที่เป็ นส่วนไฟ วำโยกำย กายท่ีเป็ นส่วนลม เกสำกำย กายที่เป็ นส่วนผม โลมำกำย กายที่เป็ นขน ความติดใจยนิ ดี ฉวกิ ำย กายที่เป็นส่วนผิว จมั มะกำย กายที่เป็นส่วนหนงั มังสะกำย ท่ีเป็นส่วนเน้ือ นหำรูกำย กาย ที่มีโทสะ ที่เป็นส่วนเส้นเอ็น อฏั ฐิกาย ที่เป็นส่วนกระดูก อฏั ฐิมิญชะ กายกายที่เป็นส่วนเยอ่ื ในกระดูก ต้ัง ปราศจากโมสะ สติกำหนดเวทนำ ก็คือใน สุขเวทนา เวทนำควำมรู้ที่เป็ นสุข ทุกขเวทนา ควำมรู้ที่เป็ นทุกข์ อทุก ท่มี ีโมหะความ ขมสุขเวทนา เวทนำที่มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ต้งั สติกาหนดเวทนาที่เกิดทางสัมผัสทางตำ เวทนาที่เกิด หลง ปราศจาก จากสัมผสั ทางหู เวทนาที่เกิดจากสัมผสั ทางจมูก เวทนาที่เกิดจากสัมผสั ทางลิน้ เวทนาท่ีเกิดจาก โมหะความหลง สัมผสั ทางกำย เวทนาที่เกิดจากสัมผสั ทางมโนคือใจ ( เร่ิม) ต้งั สติ กำหนดจิตใจ ก็คอื กำหนดดูจิต ท่ีมีรำคะคือความติดใจยินดี หรือท่ีปราศจากราคะคือความติดใจยินดี จิตที่มีโทสะหรือจิตที่ ต้งั สติ ปราศจากโทสะ จิตที่มีโมหะหรือจิตที่ปราศจากโมหะ จิตท่ีฟุ้งซ่ำนหรือจิตที่หดหู่ จิตท่ีถึงความ พิจารณาธรรม ใหญ่ดว้ ยเมตตาภาวนาสมาธิเป็ นตน้ หรือจิตท่ีไม่ถึงความใหญ่ จิตที่ย่ิงคือยิง่ ดว้ ยสมำธิปัญญำวิ กค็ ือต้งั จิต กาหนดดู ธรรมะ ท้งั หลายที่บงั เกิดข้ึนในจิต ต้งั ตน้ แต่ กาหนดดู นิวรณ์ 5 ต้งั สติกาหนดดู อายตนะ ภายในท้งั 6 ต้งั สติกาหนด ดโู พชฌงคท์ ้งั 7 ต้งั สติ กาหนดดู อริยสัจจท์ ้งั 4 วธิ ีปฏิบตั ติ ้งั สติ ใน กาย เวทนา จิต ธรรม ให้
269 ปฏบิ ตั ิต้งั สติ มุติหลุดพ้น หรือจิตท่ีไม่ยิ่ง จิตที่มีสมาธิหรือจิตที่ไม่มีสมาธิ จิตที่หลุดพน้ หรือจิตที่ไม่หลุดพน้ คือความระลึก 40ต้ังสติ กำหนดดูธรรม คอื ธรรมะที่เป็นกศุ ล หรือเป็นอกุศล หรือท่ีเป็นกลางๆ ตา่ งๆ อนั นอกไป ได้ ความ จากขอ้ ท่ีกล่าวแลว้ ในกายในเวทนาและในจิตท้งั 3 ขา้ งตน้ และได้ตรัสทำงปฏิบัติเพื่ออะไร หรือ กาหนดได้ ให้ โดยวิธีอย่ำงไรไวว้ า่ ในกำรปฏิบัติต้ังสติดง่ั กล่าวน้ัน ก็ให้ปฏิบัติพจิ ำรณำกำย เวทนำ จิต ธรรม ปฏบิ ตั พิ ิจารณา ท้ังหมด โดยเป็ น “อนิจจะ” คือไม่เท่ียง เป็นสิ่งที่เกิดดบั มิใช่โดย “นิจจะ” คือเป็นของเท่ียง โดย กาย เวทนา จิต เป็นทุกข์คือเป็นส่ิงที่ตอ้ งแปรปรวนเปล่ียนแปลงไม่ต้ังอยู่คงที่ มิใช่โดยเป็นสุข โดยเป็นอนตั ตา ธรรม ท้งั หมด มิใช่ตวั ตน มิใช่เป็นเรา มิใช่เป็นของเรา ไม่ใช่โดยอตั ตาคอื โดยเป็นตวั ตน เป็นตวั เราเป็นของเรา โดยเป็น “อนิจ มีความหน่ายมิใช่มีความเพลิดเพลิน มีความคลายความติดใจ มิใช่ติดใจ มีควำมดับคือดับตณั หำ จะ” คือไม่เทย่ี ง ควำมดิน้ รนทะยำนอยำกของใจ มิใช่ก่อตณั หา มีความสละวางมิใช่มีความยดึ ถือ กำรปฏิบัติต้งั เป็ นส่ิงที่เกิดดบั สติก็โดยวิธีดงั ท่ีกล่าวมาน้ี เพ่ือให้เห็นว่าไม่เท่ียง ต้องเกิดดับ เป็ นทุกข์ ต้องมีควำมแปรปรวน ต้งั สติ กาหนด เปล่ียนแปลง เป็ นอนัตตำ มิใช่ตวั เราของเรา และเพื่อหน่ายไม่เพลิดเพลิน เพื่อคลายความติดใจ ดูธรรม คอื มิใช่ติดใจ เพ่อื ดบั ตณั หาดบั ทุกข์ มิใช่ก่อใหเ้ กิดตณั หาก่อทุกข์ เพ่อื ปล่อยวางมิใช่เพ่อื ยดึ ถือ 41และ ธรรมะท่ีเป็ น ไดต้ รัสสอนถึงวิธีปฏิบตั ิ วา่ การปฏิบตั ิน้นั เรียกวา่ “ภำวนำ” ท่ีแปลวา่ ทาให้เกิดข้ึน ทาให้มีข้ึน กศุ ล หรือเป็น และภาวนาน้ันจะทาอย่างไร ก็ไดต้ รัสสอนเอาไวอ้ ีกว่า ภาวนาอนั หมายถึง ปฏิบตั ิ น้ัน ก็คือ อกุศล หรือท่ี ปฏิบัติทำสติ ควำมระลึกได้ หรือควำมกำหนด ทำญำณควำมหย่ังรู้ท่ีเป็ นตัวปัญญำให้บังเกิดขึน้ เป็ นกลางๆ ให้มีขึน้ ทันในธรรมะที่เกิดขึน้ ในเวลำน้ัน โดยไม่ให้พลาด ไม่ให้ล่วงเลยเผลอเรอในธรรมะท่ี ตา่ งๆ บงั เกิดข้นึ ในเวลาน้นั ยกตวั อยา่ งเช่นวา่ เมื่อต้งั จิตกาหนดดูกาย เช่นลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก ก็หมายถึงว่ากาหนดลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก ท่ีบงั เกิดข้ึนอยู่ในปัจจุบนั ดง่ั เช่นกาหนดลม วธิ ีปฏบิ ตั ิ วา่ หายใจเขา้ ลมหายใจออก ที่บงั เกิดอยู่ในบดั น้ี หำยใจเข้ำในบดั น้ี ก็มีสติมีญำณกำหนดรู้ หำยใจ “ภาวนา” ทแี่ ปลว่า ออกในบดั น้ี ก็มีสติมีญำณกำหนดรู้ มิใช่ว่าเผลอ หายใจเขา้ หายใจออกอยใู่ นบดั น้ี แต่วา่ จิตมิได้ ทาให้เกิดข้นึ ทาให้ กำหนด หรือกาหนดไม่ทนั จึงไม่มีสติไม่มีญาณอยูใ่ นลมหายใจเขา้ ลมหายใจออกน้นั เพราะวา่ มขี ้นึ หมายถึง เผลอสติ หรือวา่ จติ ไม่ต้ังกำหนด ไม่ต้ังเพ่ือทีจ่ ะรู้ ปฏิบตั ิทาสติ ความ 42ฉะน้นั หน้ำทีข่ องภำวนำคอื การปฏิบตั ิประการแรก ก็คือกำหนดให้มสี ติ ให้มีปัญญำหรือญำณ ระลกึ ได้ ความ กาหนดทันต่อธรรมะที่เกิดขึ้นในเวลำน้ัน นี่เป็ นหน้าที่ของภาวนาประการที่ 1 และให้รวม กาหนด ทาญาณ อินทรีย์ท้ังหลำยมำปฏิบัติกิจคือหน้าท่ีพร้อมกนั ไดแ้ ก่รวมตำ หู จมูก ลิน้ กำย และ มนะ คือใจ ความหยงั่ รูท้ เี่ ป็น ให้มาปฏิบตั ิหน้าท่ีกาหนด อยู่ในธรรมะที่เกิดข้ึนในเวลาน้ัน สุดแต่ว่าจะยกเอาขอ้ ไหน กายขอ้ ตวั ปัญญาให้ ไหน เวทนาขอ้ ไหน จิตขอ้ ไหน ธรรมะขอ้ ไหน ข้ึนมา ก็ให้ท้งั ตา ท้งั หู ท้งั จมูก ท้งั ลิ้น ท้งั กาย บงั เกิดข้ึน ใหม้ ขี ้นึ ท้งั มนะคือใจ มาปฏิบตั ิหน้าท่ีกาหนดรู้พร้อมกนั ไม่ใช่ว่าท้งั 6 น้ีจะแยกยา้ ยกันไปทางานทา ทนั ในธรรมะท่ี หน้าท่ีต่างๆ กนั ตาไปดูเสียทางหน่ึง หูไปฟังเสียทางหน่ึง จมูก ลิ้น กาย มนะคือใจไปเสียทาง เกิดข้ึนในเวลาน้นั หน่ึงๆ ตอ้ งรวมกนั กล่าวยอ่ ก็คือวา่ ต้องรวมกำยใจนที้ ้ังหมดเข้ำมำเป็ นอันเดียวกัน 43นี่เป็นหนา้ ที่ ของภาวนาประการท่ี 2 และนำควำมเพียรพยำยำมปฏิบัติ โดยเร่ิมดาเนินและกา้ วหนา้ ไป จน ผล บรรลุถึงเป้ำหมำย บรรลุถึงความสาเร็จ เป็นสติเป็นญาณ กำหนดรู้อยู่ในธรรมะที่เกดิ ขึน้ ในเวลำ น้ัน คือในกายในเวทนาในจิตในธรรมที่กาหนดน้ัน นี่เป็ นหน้าท่ีของภาวนาเป็ นประการท่ี 3 หนา้ ท่ีภาวนาให้ รวมอินทรียป์ ฏบิ ตั ิ กิจพรอ้ มกนั รวม ตา หู จมกู ลิ้น กาย และ มนะ คอื ใจ ใหม้ าปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี สุดแต่ว่าจะยกเอา ขอ้ ไหน กายขอ้ ไหน เวทนาขอ้ ไหน จติ ขอ้ ไหน ธรรมะขอ้ ไหน ข้ึนมา นาความเพยี ร พยายามปฏบิ ตั ิ กา้ วหนา้ ไป จน บรรลถุ ึงเป้าหมาย สตเิ ป็นญาณ
270 กาหนดรู้อยใู่ น และใช้ควำมเพียรปฏิบตั ิส้องเสพอยู่ในขอ้ ท่ีปฏิบตั ิน้ีเนืองๆ เสมอๆ ให้สม่ำเสมอไม่ทอดทิง้ และ ธรรมะที่เกิดข้ึน ความสอ้ งเสพน้ีกห็ มายความวา่ ให้รับเอำข้อทป่ี ฏบิ ตั ินเี้ ข้ำไปให้ถึงใจ ใหต้ ้งั อยใู่ นใจ เหมือนอยา่ ง บริโภคอาหาร ส้องเสพอาหารบริโภคอาหาร ก็ให้นาเขา้ ปาก เค้ียวกลืนเขา้ ไปให้เขา้ ถึงในทอ้ ง ใชค้ วามเพยี ร เพ่ือยอ่ ยไปเล้ียงร่างกาย ในการปฏิบตั ิก็เช่นเดียวกนั 44ตอ้ งรับเอาขอ้ ที่ปฏิบตั ิ กรรมฐำนที่ปฏิบัติ ปฏิบตั ใิ ห้ ให้เข้ำไปถึงใจ ให้ต้ังอยู่ในใจ ให้แผ่สร้ำนไปในใจ ดังเช่นที่ให้ปรำกฏเป็ นปี ติเป็ นสุขขึ้นในใจ สมา่ เสมอไม่ เหมือนอยา่ งบริโภคอาหารเขา้ ไปยอ่ ยเล้ียงร่างกาย ใหร้ ่างกายอ่ิมเอิบ ก็ส้องเสพเอาขอ้ ท่ีปฏิบตั ิน้ี ทอดทิ้ง ให้รบั เอา เขา้ ไปให้ถึงใจ ให้ใจอ่ิมเอิบ เป็ นปี ติเป็ นสุขข้ึน เป็ นผลท่ีได้รับ ดั่งน้ีเป็ นหน้าของภาวนาเป็ น ขอ้ ที่ปฏบิ ตั ิน้ีเขา้ ประการที่ 4 ซ่ึงพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเอาไว้ ก็เป็ นอันว่าจบสรุ ปในสติปัฏฐำน ไปใหถ้ ึงใจ ให้ https://pagoda.or.th/vajirananasamvara/2019-05-24-13-58-32.html ต้งั อยใู่ นใจ กรรมฐานปฏบิ ตั ิ ใหเ้ ขา้ ไปถงึ ใจ ต้งั อยใู่ นใจ ให้ แผส่ รา้ นในใจ ปรากฏเป็นปี ตเิ ป็น สุขข้ึนในใจ ตารางท่ี 4.4.5 การสกัดหลักคาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “พิจำรณำกำหนดดูภำยในภำยนอกกำย เวทนำ จิต ธรรม” แนวทางปฏิบตั ิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา สกดั หลกั สงั ฆปริณายก (เจริญ สุวฑั ฒโน) จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วธิ ีการและผล [รหสั A5] แนวคดิ ประเดน็ คำสอน วิธีปฏิบตั ิสติ A5-45บดั น้ี จกั แสดงธรรมะเป็นเคร่ืองอบรมในการปฏิบตั ิอบรมจิต ในเบ้ืองตน้ ก็ขอให้ทุกๆ ท่าน ปัฏฐานท้งั 4 ต้ังใจนอบน้อมนมัสการ พระผูม้ ีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์น้ัน ต้งั ใจถึง คือใหต้ ้งั สติ พระองค์พร้อมท้งั พระธรรมและพระสงฆ์เป็ นสรณะ ต้งั ใจสารวมกายวาจาใจให้เป็ นศีล ทา พจิ ารณาตาม สมาธิในการฟัง เพ่ือให้ไดป้ ัญญาในธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจา้ ผูพ้ ระบรมศาสดา ไดท้ รง ดูตามรู้ตาม สอนวิธีปฏิบัติสติปัฏฐำนท้ัง 4 คือให้ต้ังสติพิจำรณำตำมดูตำมรู้ตำมเห็น กำยในกำย เวทนำใน เห็น กายใน เวทนำ จิตในจิต ธรรมในธรรม ท่ีมีบทวา่ ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม ก็มีความหมายวา่ ให้ กาย เวทนาใน ต้ังสติพิจำรณำกำยในกำย หรือที่กายน้นั เอง ไม่ใช่ที่อื่น เช่น ท่ีเวทนา ท่ีจิต หรือที่ธรรม ในข้อ เวทนา จิตใน เวทนำก็เช่นเดียวกนั ต้ังสติพจิ ำรณำเวทนำ ก็ในเวทนา หรือท่ีเวทนา ไม่ใช่ในท่ีอ่ืน เช่น ในกาย จิต ธรรมใน ในจิต ในธรรม ขอ้ จิตก็เช่นเดียวกนั ให้ต้ังสติพจิ ำรณำจิตในจิต หรือที่จิต ไม่ใช่ในท่ีอ่ืน เช่นใน ธรรม กาย ในเวทนา หรือในธรรม แมข้ อ้ ธรรมก็เช่นเดียวกนั ให้ต้งั สติพจิ ำรณำธรรมในธรรม หรือท่ี ธรรม ไมใ่ ช่ในท่ีอ่ืน เช่นในกาย ในเวทนา หรือในจิต เป็นคาจากดั ความใหช้ ดั เจน หลกั กำร 46วิธีต้ังสติพจิ ำรณำ 6 ประกำร อน่ึง ตรัสสอนใหต้ ้งั สติพจิ ำรณำกำยในกำยในภำยใน พจิ ำรณำ กำยในกำยในภำยนอก พิจำรณำกำยในกำยในท้ังภำยในท้ังภำยนอก พิจารณาในกายวา่ มีเกิดข้นึ วธิ ีต้งั สติพจิ ารณา 6 เป็ นธรรมดา พิจารณาในกายว่ามีเสื่อมดบั ไปเป็ นธรรมดา พิจารณากายในกายว่ามีท้งั เกิดข้ึน ประการ ต้งั สตพิ จิ ารณา และเส่ือมดบั ไปเป็นธรรมดา แมใ้ นข้อเวทนำ ข้อจิต และข้อธรรม ก็เช่นเดียวกัน คือ ให้ต้ังสติ กายในกายในภายใน พิจำรณำในทุกๆ ข้อ ในภำยใน ในภำยนอก ในท้ังภำยในท้ังภำยนอก ต้งั สติพิจารณาในทุกขอ้ วา่ พิจารณากายในกายใน มีเกิดข้ึนเป็ นธรรมดา มีเสื่อมดับไปเป็ นธรรมดา มีท้งั ความเกิดข้ึนท้งั ความเส่ือมดบั ไปเป็ น ภายนอก พจิ ารณากาย ธรรมดา ดง่ั น้ี เป็น 6 ประการดว้ ยกนั เป็ นวิธตี ้งั สตพิ จิ ำรณำในสติปัฏฐำนท้งั 4 ในกายในท้งั ภายในท้งั ภายนอก พจิ ารณาใน กายวา่ มเี กดิ ข้นึ เป็น ธรรมดา พิจารณาในกาย วา่ มเี สื่อมดบั ไปเป็น ธรรมดา พจิ ารณากายใน กายวา่ มที ้งั เกดิ ข้นึ และ เสื่อมดบั ไปเป็นธรรมดา
271 วธิ กี ำร 47ข้อพจิ ำรณำภำยในภำยนอก จึงจะอธิบายท้งั 6 ขอ้ น้ีไปโดยลาดบั ขอ้ ว่า “ในภำยใน” ก็คือใน กายที่เป็ นภายใน ท่านอธิบายว่าคือ กำยตนเอง “ในภายนอก” ก็คือในภำยนอกจำกกำยตนเอง ขอ้ พิจารณา คือกำยผู้อ่ืน น้ีเป็ นอธิบายอย่างชนิดที่เห็นไดง้ ่าย แต่ก็อาจพิจำรณำในทำงปฏิบัติไดอ้ ีกว่า ใน ภายในภายนอก ภายในน้นั ก็ คือในจิตใจ ในภายนอกน้นั ก็ คือในอำรมณ์ท่ีเป็ นภำยนอก ดงั เช่นขอ้ ต้ังสติกำหนด ขอ้ วา่ “ใน พิจำรณำลมหำยใจเข้ำออก การกาหนดตวั ลมเขา้ ออกท่ีเป็นวำโยธำตุอนั มากระทบท่ีปลำยจมูก ภายใน” กค็ อื หรือที่ริมฝี ปำกเบือ้ งบน โดยสมั ผสั เรียกวา่ เป็นภายนอก ส่วนกำรกำหนดอำรมณ์ของลมหำยใจ ในกายทเ่ี ป็น ภายใน ท่าน เข้ำออกภำยในจิตใจ ซ่ึงนอ้ มอารมณ์ภายนอกหรืออาการภายนอกที่เป็นวาโยธาตนุ ้นั เขา้ มาเป็น อธิบายว่าคือ อารมณ์ภายในของจิตใจ ดง่ั น้ีก็เป็ นภายใน 48พจิ ำรณำท้ังภำยในท้ังภำยนอก ในการปฏิบตั ิน้ัน กายตนเอง “ใน ท่านให้กำหนดพจิ ำรณำในภำยใน ใหก้ าหนดพจิ ารณาในภำยนอก เป็น 2 ใหก้ าหนดพิจารณาท้งั ภายนอก” ก็คอื ภายในท้งั ภายนอก เป็น 3 การที่ไดม้ ีขอ้ ท่ี 3 ไวอ้ ีก คือท้งั ภายในท้งั ภายนอกก็เป็ นการแสดงว่า ในภายนอกจาก ต้องมที ้งั 2 อย่ำง จะมแี ต่ภำยในไม่มภี ำยนอก หรือว่ำมแี ต่ภำยนอกไม่มภี ำยใน ดง่ั นไี้ ม่ได้ ต้องมี กายตนเอง คือ ท้ัง 2 อย่ำงคู่กัน แลว้ ก็ตอ้ งรู้จกั ว่า น่ีเป็ นภายใน น่ีเป็ นภายนอก การกาหนดท้งั 2 อย่างน้ี ก็มี กายผูอ้ ่ืน ความหมายวา่ ต้องให้พร้อมกนั ไปดว้ ย กล่าวคอื ยกตวั อยา่ ง การกาหนดลมหายใจเขา้ ออกท่ีวำโย พจิ ารณาในทาง ธำตุอนั มากระทบท่ีปลำยจมูกหรือริมฝี ปำกเบื้องบน น่ีเป็น ภำยนอกนำเข้ำมำเป็ นอำรมณ์ของ ปฏิบตั ไิ ดอ้ ีกวา่ จิตใจในภำยในพร้อมกัน ในขณะเดียวกนั คือ กำหนดให้ถึงจิตใจ ไม่ใช่ว่ากาหนดภายนอกคือ ในภายในน้นั ก็ ลมหายใจที่ปลายจมูกหรือที่ริมฝี ปากเบ้ืองบน แต่จิตใจคิดไปอีกเร่ืองหน่ึง แทรกเขา้ มา ดง่ั น้ีก็ คอื ในจิตใจ ใน ไมเ่ ป็นสติปัฏฐาน จะต้องคิดถึงลมหำยใจเข้ำออก ให้ลมหำยใจเข้ำออกมำเป็ นอำรมณ์ของจิตใจ ภายนอกน้นั ก็ อยู่ในภำยใน พร้อมกันไปกับลมหำยใจเข้ำออกท่ีเป็ นวำโยธำตุในภำยนอก ใหก้ าหนดภายนอก คอื ในอารมณท์ ี่ ถึงภายใน ภายในถึงภายนอก เพราะฉะน้นั เม่ือกาหนดให้รู้จกั ว่าน่ีเป็ นภายนอก นี่เป็ นภายใน เป็ นภายนอก หรือน่ีเป็นภายใน นี่เป็นภายนอกแลว้ ก็ตอ้ งกาหนดใหร้ ู้จกั ท้งั ภายในท้งั ภายนอกพร้อมกันไป เพราะฉะน้ัน จึงตอ้ งมี 3 ขอ้ ด้วยกัน คือต้ังสติกำหนดภำยใน ต้ังสติกำหนดภำยนอก ต้ังสติ พิจารณาท้งั ภายใน กำหนดท้งั ภำยในท้ังภำยนอก ภำยในภำยนอกในภำวนำ 49อน่ึง อาจอธิบายภายในภายนอกได้ ภายนอก การ ดว้ ยภาวนา คือการอบรมสมาธิ อนั มี 3 คือ บริกรรมภำวนำ ภาวนาในบริกรรม อุปจารภาวนา ปฏบิ ตั ิ ใหก้ าหนด ภาวนาในอุปจาร อปั ปนาภาวนา ภาวนาในความแนบแน่น “บริกรรมภาวนา” ภาวนาใน พิจารณาในภายใน บริกรรม น้นั ก็คือการเร่ิมปฏิบตั ิ ซ่ึงต้องมีสติหำยใจเข้ำ มีสติหำยใจออก คือ มีสติกาหนดอยู่ที่ ให้กาหนด ลมหายใจซ่ึงเป็ นวาโยธาตุ ดงั กล่าว เข้ำก็รู้ ออกก็รู้ ซ่ึงเป็ นการเริ่มปฏิบตั ิในทีแรก ต้องต้ังสติ พจิ ารณาใน กำหนดอยู่ท่ีลมหำยใจเข้ำออกท่ีเป็ น วำโยธำตุ ซ่ึงในเบ้ืองตน้ น้ีอาจจะตอ้ งใชว้ ิธีนบั ลมหายใจ ภายนอก เป็น 2 ให้ ช่วย เช่นหายใจเขา้ นบั 1 หายใจออกนับ 1 ไปจนถึง 5 แลว้ เริ่มตน้ ใหม่ไปจนถึง 6 แลว้ เร่ิมตน้ กาหนดพจิ ารณา ใหมไ่ ปจนถึง 7 เร่ิมตน้ ใหมไ่ ปจนถึง 8 เร่ิมตน้ ใหมไ่ ปจนถึง 9 เร่ิมตน้ ใหมไ่ ปจนถึง 10 แลว้ กลบั ท้งั ภายในท้งั ใหม่ 1-5 หรือจะใชว้ ิธีนบั อย่างอ่ืนเช่น 1-10 ทีเดียว หรือเกินกวา่ 10 เป็นการช่วยค้าจุนจิต หรือ ภายนอก เป็น 3 สติให้ต้งั มน่ั (เริ่ม) หรือว่าใช้ “วิธีพุทโธ” หำยใจเข้ำพุท หำยใจออกโธ ซ้ำไปซ้ำมำ ดงั่ น้ี เป็ น การทีไ่ ดม้ ขี อ้ ท่ี 3 บริกรรมภาวนา อย่างน้ีนบั ว่าเป็นภายนอก ต้งั สติกาหนดกายในกาย ในภายนอก 50 เมื่อเร่ิมได้ ไวอ้ กี คอื ท้งั สมาธิข้ึน สมำธิต้ังมั่นขึ้นบ้ำง แต่ยังไม่แนบแน่น การภาวนาคือการปฏิบตั ิในระยะน้ีก็เป็ น ภายในท้งั ภายนอก เป็ นการแสดงว่า ตอ้ งมที ้งั 2 อยา่ ง จะมีแต่ภายในไม่มี ภายนอก หรือวา่ มี แต่ภายนอกไมม่ ี ภายใน ดงั่ น้ีไม่ได้ ตอ้ งมที ้งั 2 อยา่ งคู่ กนั “บริกรรม ภาวนา” ตอ้ งมี สตหิ ายใจเขา้ มี สติหายใจออก คอื มีสตกิ าหนด อยทู่ ลี่ มหายใจ ตอ้ งใชว้ ธิ ีนบั ลม หายใจช่วย 1-10 หรือวา่ ใช้ “วิธี พุทโธ” หายใจ
272 เขา้ พทุ หายใจ อุปจำรภำวนำ สติที่กำหนดลมหำยใจเข้ำออกก็เป็ นภำยในมำกขึน้ คือเข้ำมำถึงจิตใจในภำยใน ออกโธ ซ้าไปซ้า เร่ิมไดส้ มาธิคือลมหำยใจมำเป็ นอำรมณ์แห่งสมำธิอยู่ในจิต จิตไม่คิดไปถึงเรื่องอื่น แต่ยังไม่ มา ดง่ั น้ี เป็น แนบแน่น 51ก็เป็นอุปจารภาวนา การปฏิบตั ิจนถึงข้นั จิตแนบแน่นเป็นสมาธิต้งั มนั่ แนบแน่นอยู่ บริกรรมภาวนา ในภายใน ก็เป็ น อัปปนำภำวนำ ดั่งน้ี ก็เป็ นภายใน ภำยในภำยนอกรวมอยู่ท่ีผู้ปฏิบัติ เพราะฉะน้ัน คาว่าภายในภายนอก หรือว่าภายนอกภายในน้นั จึงรวมอยู่ท่ีผูป้ ฏิบตั ิน้ีเอง 52แต่ สมาธิต้งั มน่ั แต่ เม่ือกำรปฏบิ ัตทิ ำสติปัฏฐำนสมบูรณ์ขึน้ จนถงึ ข้นั รู้เกิด รู้ดับ เมื่อถึงข้นั นี้ กร็ ู้คลุมไปได้หมดท้ัง ยงั ไม่แนบแน่น กำยเวทนำจิตธรรมของตนเอง ท้งั กายเวทนาจิตธรรมของผูอ้ ่ืน เพราะฉะน้ัน แมจ้ ะอธิบายว่า การภาวนาคอื กายผอู้ ่ืนเป็นภายนอก กายตนเองเป็ นภายใน หรือเวทนาจิตธรรมผอู้ ื่นเป็นภายนอก เวทนาจิต การปฏิบตั ิใน ธรรมตนเองเป็นภายใน ดง่ั น้ีกไ็ ดเ้ หมือนกนั น้ีเป็น 3 ขอ้ 53สมาธิเพื่อปัญญาเห็นท้งั เกิดท้งั ดบั อีก ระยะอุปจาร 3 ขอ้ การปฏิบตั ิสติปัฏฐานน้นั มุ่งสติเพ่ือสมำธดิ ้วย มุ่งสติเพ่ือปัญญำด้วย เพราะฉะน้นั แม้ เมื่อ ภาวนา เขา้ มาถึง ได้สติเพื่อสมำธิ ภำยในภำยนอก ท้ังภำยในท้ังภำยนอก ก็ดำเนินสติเพื่อปัญญำ ต้งั สติพิจารณา จิตใจในภายใน ในกายเวทนาจิตธรรม ว่ามีเกิดขึน้ เป็นธรรมดาขอ้ หน่ึง วา่ มีเส่ือมดับไปเป็นธรรมดาขอ้ หน่ึง ว่า มีท้งั เกิดเส่ือมดบั ไปเป็นธรรมดาอีกขอ้ หน่ึง อีก 3 ขอ้ น้ีเป็ นสติเพ่ือปัญญำ หรือเพื่อญำณควำม การปฏบิ ตั จิ นถงึ หยงั่ รู้ ต้งั สตเิ พ่ือปัญญำดงั่ น้ี กต็ อ้ งมี 3 เหมือนกนั คือ รู้ว่ำมเี กิดขึน้ เป็ นธรรมดำขอ้ หน่ึง รู้ว่ำดับ ข้นั จติ แนบแน่น เป็ นธรรมดำขอ้ หน่ึง และรู้ว่ำท้ังเกิดท้ังดับเป็ นธรรมดำอีกขอ้ หน่ึง ซ่ึงเป็นกำรสติเพื่อปัญญำที่ เป็นสมาธิต้งั มนั่ แยกดูเกิด และก็ดูดบั ถา้ มีเพียง 2 ขอ้ เท่าน้ี ก็อาจจะเห็นแตเ่ กิดไมเ่ ห็นดบั หรือเห็นดบั ไมเ่ ห็นเกิด ในภายใน กเ็ ป็น ตอ้ งการใหเ้ ห็นท้งั เกิดท้งั ดบั คู่กนั ไป จึงตอ้ งมีขอ้ 3 ใหร้ ู้ท้งั เกิดท้งั ดบั คู่กนั ไป เพราะฉะน้นั วิธี อปั ปนาภาวนา ปฏิบัติสติปัฏฐำน จึงมี 6 ประกำรดว้ ยกนั 54อน่ึง พระพุทธเจา้ ไดต้ รัสว่า ก็หรือว่า สติเข้ำต้ังอยู่ เป็นภายใน ภายใน จำเพำะหน้ำ วา่ กำยมอี ยู่ ในขอ้ กาย เวทนามีอยูใ่ นขอ้ เวทนา จิตมีอยใู่ นขอ้ จิต ธรรมะมีอยูใ่ นขอ้ ภายนอกรวมอยทู่ ่ีผู้ ธรรม เพื่อเพยี งเพ่ือรู้ เพยี งเพ่ือต้งั สติ ฉะน้นั สติจึงไมห่ ลงลืม ญำณควำมหยั่งรู้ก็ไมห่ ลงใหล สติ ปฏิบตั ิ ย่อมต้ังกำหนด ญำณย่อมต้ังรู้ ว่ากายมีอยู่ เวทนาจิตธรรมมีอยู่ ถา้ กายเวทนาจิตธรรมหายไป เมื่อใด สติก็หลงลืมเม่ือน้นั ญาณกห็ ลงใหลไปเม่ือน้นั เพราะฉะน้นั ในขณะที่ปฏิบตั ิน้นั จะต้อง การปฏิบตั ิทาสติปัฏฐาน ประคองสติให้ต้ังมั่น ประคองญำณคือควำมหยั่งรู้ ให้ต้ังกำหนดอยู่ท่ีกำยเวทนำจิตธรรม ท้งั สมบรู ณ์ข้ึน จนถงึ ข้นั รู้ ภำยในภำยนอก ท้ังภำยในท้ังภำยนอก ไม่ให้หลงลืม ไม่ใหห้ ลงใหลไป แต่ท้งั น้ีก็ไม่อาศยั คือ เกดิ รู้ดบั เม่อื ถึงข้นั น้ี กร็ ู้ ไม่ตดิ ไม่ยดึ มนั่ อะไรๆ ในโลก ก็คือในกำย ในเวทนำ ในจิต ในธรรม น้นั เอง คลุมไปไดห้ มดท้งั กาย 55น้ีเป็นวิธปี ฏบิ ัตสิ ตปิ ัฏฐำน และกต็ อ้ งอาศยั อปุ การะธรรม 4 ประการ คือ “อำตำปี ” ตอ้ งมีความ เวทนาจิตธรรมของ เพียรปฏิบตั ิไม่ยอ่ หยอ่ นเกียจคร้าน “สัมปชำโน” มีสัมปชญั ญะคือความรู้ตวั ความรู้พร้อม “สติ ตนเอง ท้งั กายเวทนาจติ มำ” มีสติความระลึกไดค้ วามระลึกรู้ที่กาหนด วินัยโลเก อภิชฌำ โทมนัสสัง กาจดั ความยินดี ธรรมของผอู้ ่ืน ความยินร้ายในโลก คือในกายในเวทนาในจิตในธรรมท่ีปฏิบตั ิน้ัน ฉะน้ัน เม่ือประกอบดว้ ย อปุ การะธรรมท้งั 4 ประการน้ี และปฏิบตั ิอยตู่ ามทางปฏิบตั ิท้งั 6 ประการ ดงั กลา่ วมาแลว้ จึงจะ มุง่ สติเพือ่ สมาธิดว้ ย สาเร็จเป็ นสติปัฏฐานภาวนา คือการอบรมปฏิบตั ิต้งั สติ ให้สติต้งั ข้ึนเป็ นสติปัฏฐาน ต่อไปน้ี มงุ่ สติเพ่อื ปัญญาดว้ ย ขอใหต้ ้งั ใจฟังสวดและต้งั ใจทาความสงบสืบต่อไป ไดส้ ตเิ พื่อสมาธิ https://pagoda.or.th/vajirananasamvara/2019-05-24-14-02-59-2.html ภายในภายนอก ท้งั ภายในท้งั ภายนอก ดาเนินสติเพื่อปัญญา เป็ นสติเพ่ือปัญญา เพือ่ ญาณความหยง่ั รู้ สตเิ ขา้ ต้งั อยจู่ าเพาะหน้า ว่ากายมอี ยู่ ในขอ้ กาย เวทนามีอยู่ในขอ้ เวทนา จิตมีอยูใ่ นขอ้ จติ ธรรมะ มอี ยใู่ นขอ้ ธรรม เพอ่ื รู้ เพื่อต้งั สติ สตไิ ม่หลงลมื ญาณความหยงั่ รูไ้ ม่ หลงใหล สตยิ อ่ มต้งั กาหนด ญาณย่อมต้งั รู้ คือไม่ติดไมย่ ึดมน่ั อะไรๆ ในโลก ผล วิธีปฏบิ ตั ิสตปิ ัฏฐาน ตอ้ งอาศยั อปุ การะ ธรรม 4 ประการ คือ “อาตาปี ” ตอ้ งมคี วาม เพียร “สมั ปชาโน” มี สมั ปชญั ญะคอื ความ รู้ตวั ความรูพ้ รอ้ ม “สติมา” มีสติความ ระลึกได้ “วินยั โลเก อภิชฌา โทมนสั สัง” กาจดั ความยนิ ดีความ ยนิ ร้ายในโลก
273 ตารางท่ี 4.4.6 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “สมำธิในสติปัฏฐำน” แนวทางปฏิบตั ิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สกดั หลกั (เจริญ สุวฑั ฒโน) จาแนกตาม แนวคิด หลกั การ วธิ ีการ และผล [รหสั A6] แนวคดิ ประเด็นคำสอน การปฏิบตั ติ ้งั สติ A6-56บดั น้ีจกั แสดงธรรมะเป็ นเคร่ืองอบรมในการปฏิบตั ิอบรมจิตในเบ้ืองตน้ ก็ขอให้ทุกๆ ท่าน ตอ้ งมีท่ตี ้งั สติ ให้ ต้งั ใจนอบนอ้ มนมสั การ พระผมู้ ีพระภาคอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พระองคน์ ้นั ต้งั ใจถึงพระองค์ ต้งั สติ ท่ีกาย พร้อมท้งั พระธรรมและพระสงฆเ์ ป็นสรณะ ต้งั ใจสารวมกายวาจาใจใหเ้ ป็ นศีล ทาสมาธิในการ เวทนาจิต ธรรม ฟัง เพ่ือให้ได้ปัญญาในธรรม จะแสดงสมำธิในสติปัฏฐำน สติปัฏฐานน้ันไดเ้ คยแสดงแล้วว่า จึงเป็นที่ต้งั สติ แปลว่า ต้ังสติ อนั หมายถึงการปฏิบตั ิ แปลว่า สติต้งั อนั หมายถึงผลของกำรปฏิบัติ ว่าถึงในการ “สต”ิ แปลกนั ว่า ปฏิบตั ิต้งั สติ ก็จะต้องมีที่ต้ังของสติ พระพุทธเจา้ ตรัสสอนให้ต้ังสติ ที่กำยเวทนำจิตและธรรม ความระลกึ ได้ ท้งั 4 น้ีจึงเป็ นที่ต้ังสติ “สติ” น้นั แปลกนั ว่าความระลึกได้ ซ่ึงมีความหมายว่า ระลึก คือ นึกถึง ความหมายว่า และก็นึกได้ดว้ ย “สติ” คือ ความระลึกได้ น้ีไดม้ ีพระพุทธอธิบายไวโ้ ดยความว่า ระลึกถึงกำรท่ี ระลกึ คอื นึกถึง ทำ คำท่ีพูดแม้นำนได้ คลา้ ยกบั สัญญำท่ีแปลวา่ ควำมกำหนดหมำยหรือความจาหมาย แตส่ ญั ญา และนึกไดด้ ว้ ย น้นั ใชใ้ นความหมายดงั กลา่ วในอารมณ์ คอื เรื่อง ท่ีมาประสบพบพานทางอายตนะโดยปรกติ เป็น “สต”ิ คือ ความ ควำมรู้ จำรูปจำเสียง จำกล่ิน จำรส จำโผฏฐัพพะส่ิงถูกต้อง และจำธรรมะคือเร่ืองราวท่ีประสบ ระลกึ ได้ พบผา่ นทางตาหูจมูกลิน้ กายและมนะ คอื ใจ เมื่อรู้จาดงั กล่าวก็ผา่ นไปๆ ในเรื่องน้นั ๆ แต่ สติคือ ควำมระลกึ ได้น้ี แมผ้ า่ นไปแลว้ ผา่ นไปแลว้ ในเร่ืองน้นั ๆ แมน้ านกย็ งั ระลึกได้ คือ เม่ือนึกถึงก็ยงั หลกั กำร นึกถึงได้ จึงมีความหมายท่ีเป็นควำมกำหนดจดจำ อันยำวนำนกว่ำสัญญำ สัญญาน้นั รู้จาในเร่ือง ท่ีประสบพบผา่ นน้นั ๆ ดงั กล่าว แลว้ ก็ผ่านไปๆ จะเรียกวา่ เกิดดับไป เกิดดบั ไป ก็ได้ แต่สติน้ีแม้ สตใิ นสตปิ ัฏ จะเป็นเร่ืองที่มีสัญญาความรู้จาเกิดดบั ๆ ไปแลว้ สติก็ยงั ระลึกได้ เพราะสตินีต้ ้ังอยู่ในจิตซ่ึงเป็ น ฐาน เป็นสติ ธำตรุ ู้ อนั เรียกวา่ วิญญำณธำตุ อนั เป็นตวั เดิม “สติ” ดงั กล่าว ไดม้ ีพระ พุทธาธิบายตรัสไว้ ทตี่ ้งั ในกาย 57ส่วน สติในสติปัฏฐำน เป็ นสติท่ีตรัสสอนให้ต้ังในกำยเวทนำจิตธรรมด้วย “อนุปัสสนำ” คือ เวทนาจิตธรรม ตามดูหรือดูตาม มุ่งถึงอนุปัสสนา ดูตำมกำยเวทนำจิตธรรมที่เป็ นปัจจุบัน ส่วนสติท่ีกล่าวมาใน ดว้ ย เบ้ืองตน้ ระลึกไดถ้ ึงการที่ทาคาท่ีพูดแมน้ านไดน้ ้นั เป็นสติระลึกไดใ้ นเรื่องที่เป็นอดีต คอื ท่ีล่วง “อนุปัสสนา” ไปแลว้ แมน้ าน ทาอะไรไว้ พูดอะไรไว้ ในอดีตที่ล่วงไปนานๆ ก็ยงั ระลึกได้ ส่วนสติในสติ คอื ตามดหู รือดู ปัฏฐำนมีพระพุทธาธิบายใหต้ ้งั สติดว้ ย อนุปัสสนา คือดว้ ยวิธีตามดู หรือดูตาม กำย เวทนำ จิต ตาม ม่งุ ถงึ ธรรม โดยตรงก็หมายถึง ท่ีเป็ นปัจจุบนั ธรรม ธรรมะที่เป็ นปัจจุบัน คือ กำยเวทนำจิตธรรมที่ อนุปัสสนา ดู เป็ นไปอย่ใู นปัจจุบัน เพราะฉะน้นั สติในสติปัฏฐำน น้ีจึงมุ่งถึงสติในปัจจุบนั ธรรม ธรรมะท่เี ป็ น ตามกายเวทนา ปัจจบุ ัน อนั คาวา่ ปัจจุบนั ธรรมท่ีนามาใชใ้ นท่ีน้ี ก็หมายรวมถึงท้งั 4 น้นั นน่ั แหละ คือ ท้งั กาย ท้งั จิตธรรมท่ีเป็ น เวทนา ท้งั จิต ท้งั ธรรม รวมเรียกว่า ปัจจุบนั ธรรม ธรรมะท่ีเป็ นปัจจุบนั คือ เร่ืองที่เป็ นปัจจุบนั ปัจจบุ นั ธรรม คาน้ีจึงเป็นคาคลุมถึงท้งั 4 และเม่ือจาแนกปัจจุบันธรรมในที่น้ีออกเป็น 4 58คาว่า “ธรรมะ” ขอ้ ที่ 4 น้ันจึงมีความหมายถึง ภำวะหรือว่าเร่ืองที่บังเกิดขึ้นเป็ นไปอยู่ในจิต วิธกี ำร ปรำกฏเป็ นควำมคิด เป็นส่ิงท่ีคิด เป็นส่ิงท่ีประกอบอยใู่ นจิต ในความคิด อนั เป็นภำวะในจิต ซ่ึง “ธรรมะ” หมายถงึ ภาวะ
274 เร่ืองเกิดข้ึน ทุกๆ คนมีอยเู่ ป็นส่วนดีก็มี เป็นส่วนชวั่ ไมด่ ีก็มี เป็นกลางๆ ก็มี ที่เป็นส่วนดีน้นั คือเป็ นกุศลธรรม เป็ นไปอยู่ในจิต ธรรมะท่ีเป็นกุศลท้งั หลาย เป็นตน้ วา่ สติควำมระลึกได้ สมาธิความต้งั ใจมนั่ เมตตาความรักใคร่ ปรากฏเป็ น ปรารถนาใหเ้ ป็นสุข กรุณาความสงสารคิดช่วยใหพ้ น้ ทุกข์ หรือกุศลเจตนาความต้งั ใจความจงใจ ความคดิ ส่ิงที่คิด ที่เป็นกุศลท้งั หลาย ในการบุญการกุศลท้งั หลาย อนั สาเร็จดว้ ยทานบา้ ง ดว้ ยศีลบา้ ง ดว้ ยภาวนา เป็ นส่ิงท่ี บ้าง เหล่าน้ีเป็ นกุศลธรรม ธรรมะที่เป็ นกุศล หรือว่าจะรวมเขา้ ว่าเป็ นกุศลมูล มูลของกุศล ประกอบอยใู่ น ท้งั หลาย คือความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง ก็ได้ ส่วนที่เป็นตรงกนั ขา้ มคือ ส่วนที่ จิต ภาวะในจิต ชว่ั ท่ีไม่ดี ก็คือ อกุศลธรรมท้ังหลำย ธรรมะท่ีเป็ นอกุศล เป็ นตน้ ว่า นิวรณ์ท้งั 5 กามฉันท์ความ ธรรมะบงั เกิดข้นึ พอใจรักใคร่ในกาม คือ รูปเสียงกล่ินรสโผฏฐัพพะท่ีน่ารักใคร่น่าปรารถนาพอใจท้งั ปวง ต้งั อยู่ เป็นไปอยู่ พยำบำทความกระทบกระทง่ั โกรธแคน้ ขดั เคอื ง จนถึงม่งุ ร้ายหมายทาลาย ถนี มิทธะ ความงว่ งงุน ในจิต เคลิบเคลิ้ม อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านราคาญ วิจิกิจฉำ ความเคลือบแคลงสงสัย ซ่ึงสรุปเขา้ ในกิเลสกองราคะหรือโลภะ กองโทสะ กองโมหะ อนั เป็นอกศุ ลมูล มูลของอกศุ ลท้งั หลาย ส่วน จิต เป็น ที่เป็ นกลำงๆ น้นั ก็ คือ เป็ นควำมคิดควำมนึกเร่ืองต่ำงๆ ไปโดยปรกติธรรมดาไม่เป็นความดี ไม่ ธรรมชาติ ไม่มี เป็ นความช่วั อย่างไร เช่น ความคิดที่จะทะนุบารุงกาย อาบน้าชาระกาย ความคิดที่จะบริโภค สรีระสัณฐาน มี อาหาร ใช้สอยเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศยั ยาแกไ้ ขต้ ่างๆ ก็เป็ นเรื่องธรรมดาทว่ั ๆ ไป สาหรับท่ีจะ คูหา คือ กายเป็น ทานุบารุงกาย หรือว่าที่จะประกอบอาชีพการงาน ไปในทางท่ีถูกที่ชอบโดยปรกติ เหล่าน้ีก็เป็น ท่อี าศยั จิตใจ อัพยำกตธรรมธรรมะที่เป็ นกลำงๆ ไม่ใช่ดี ไม่ใช่ช่ัว รวมเขา้ ก็คือ ธรรมะท้ังหลำยดังกล่าว ที่ เป็นตวั ธาตุรู้ และมีลกั ษณะทร่ี ู้ บงั เกิดข้ึนเป็ นไปอยู่ในจิต นี่แหละคือ ธรรมะอันเป็ นสติปัฏฐำนข้อที่ 4 ซ่ึงทุกคนก็มีธรรมะ ที่คดิ คิดคอื รู้ รู้ ดงั กล่าวน้ีบังเกิดขึ้น ต้ังอยู่ เป็ นไปอยู่ในจิต เป็ นเรื่องน้ันบา้ ง เป็ นเรื่องน้ีบา้ ง อยู่เป็ นประจา 59 คอื คิดกไ็ ด้ มาถึงขอ้ 3 คือ จิต ก็เป็ นธรรมชำติที่ทุกคนมีอยู่ เป็นส่ิงท่ีไม่มีสรีระสัณฐำน มีคูหา คือ กำยน้ีเป็ น ปรากฏเป็ นรู้ ที่อำศัย แมว้ า่ ไม่มีสรีระสัณฐาน แต่ทุกคนก็รู้วา่ ทุกคนมีจิตใจ ก็โดยรู้จกั จิตใจท่ีตวั ความรู้ ท่ีตวั ข้นึ มาดว้ ย ความคิด ของตนเองน้ีเอง เพราะจิตใจเป็นตวั ธาตุรู้ และมีลกั ษณะท่ีรู้ท่ีคิด อนั ความรู้ความคิดน้ี ความคิด และ เป็นส่ิงท่ีอาศยั กนั จะกล่าววา่ คดิ ก็คือรู้ รู้ก็คือคิดก็ได้ เพราะวา่ ทีป่ รำกฏเป็ นรู้ขนึ้ มำกด็ ้วยควำมคิด ปรากฏความคิด และท่ีปรำกฏเป็ นควำมคิดก็ด้วยควำมรู้ เพราะวา่ ใครจะคิดในสิ่งที่ไม่รู้น้นั ไมไ่ ด้ จะคิดไดใ้ นสิ่งท่ี ดว้ ยความรู้ รู้เท่าน้ัน และความรู้ก็เช่นเดียวกนั จะปรากฏหรือจะแสดงเป็ นความรู้ข้ึนมาได้ก็ดว้ ยความคิด เพราะฉะน้นั คิดกบั รู้นี่จึงเป็ นส่ิงท่ีอยดู่ ว้ ยกนั และทุกๆ คนก็ยอ่ มรู้ความคิด รู้ควำมรู้ของตนเอง เวทนาเป็ น ตนรู้อะไร ตนคิดอะไรก็ย่อมรู้ ว่าเรำกำลังคิด เรำกำลังรู้ เร่ืองน้นั เร่ืองน้ี เพราะฉะน้ันแม้ไม่มี ความรู้อยา่ งหน่ึง สรีระสัณฐาน ทุกคนก็รู้จิตใจของตนเองได้ที่ควำมรู้ควำมคิดดงั กล่าว และนอกจากน้ี ย่อมรู้จิต ของจิตเป็ นสุข ของตนว่ำเป็ นอย่ำงไร จิตมีรำคะความติดใจยินดี หรือโลภความโลภ หรือว่าจิตมีโทสะโกรธ เป็นทุกข์ หรือ เป็นกลางๆ ไม่ แคน้ ขดั เคือง หรือวา่ จิตมโี มหะ คอื ความหลงใหล กย็ อ่ มรู้วา่ จิตของเราเป็นอยา่ งน้ีๆ หรือวา่ จิตไม่ ทุกขไ์ ม่สุข อนั มีราคะโลภะ ไมม่ ีโทสะ ไม่มีโมหะ คือ กาลงั สงบ ก็ย่อมรู้จติ ของตนวา่ เป็นอยา่ งน้ีๆ เช่นเดียวกนั เป็ นไปทางกาย 60และเวทนำอนั เป็นขอ้ ที่ 2 อนั ไดแ้ ก่ เป็ นควำมรู้อย่ำงหนึ่งของจิตนน่ั แหละ ซ่ึงเป็ นควำมรู้ท่ีเป็ น เป็ นไปทางจิต สุข เป็ นทุกข์ หรือเป็ นกลำงๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข อนั เป็ นไปทำงกำยเป็ นไปทำงจิตเอง ท่ีบงั เกิดข้ึน เป็นความรู้ รู้ถึง เป็นไปอยู่ ทุกคนก็รู้ เมื่อความเยน็ มาสัมผสั กบั ร่างกาย หรือความร้อนมาสัมผสั กบั ร่างกาย ซ่ึงทา ความสัมผสั แห่ง ส่ิงหรือเรื่อง น้นั ๆ ทางกาย ทางใจ กาย คอื ร่างกาย ประกอบดว้ ย ธาตเุ ป็นวตั ถุ ต่างๆ ดิน น้า ไฟ ลม ทกุ ๆ คนมอี ยู่ เบ้ืองบนแต่พ้นื เทา้ ข้นึ มา เบ้ือง ต่าแตป่ ลายผมลง ไป มหี นงั หุม้ อยู่ โดยรอบ เอาเร่ืองหรือ เอาส่ิง เอา ภาวะ เกิดข้นึ
275 ในจิต เป็น ใหเ้ ป็นสุขบา้ ง ทาให้เป็นทุกขบ์ า้ ง หรือแมเ้ หลือบยุงมากดั ท่ีร่างกายทำให้รู้สึกแสบคนั เป็ นทุกข์ อยา่ งไร จิต ซ่ึงเป็นทกุ ขเวทนำทำงกำย ทุกคนก็รู้ หรือเม่ือเห็นอะไรไดย้ ินอะไรทางตาทางหูท่ีนาใหไ้ ม่สบาย เป็ นไปตาม ใจ หรือทาให้สบายใจ อนั เป็ นสุขเป็ นทุกข์ทางใจ ทุกคนก็รู้ หรือว่าสิ่งท่ีมาประสบพบผ่าน และเวทนา ดงั กล่าว ทางกายบา้ ง ทางใจบา้ ง อนั เป็นกลางๆ ไมพ่ อจะใหเ้ ป็นสุข ไมพ่ อจะใหเ้ ป็นทุกข์ กเ็ ฉยๆ เป็ นไปตาม ซ่ึงก็มีอยู่เป็นอนั มาก ก็เป็นเวทนาเหมือนกนั เป็นเวทนาท่ีเป็นกลางๆ ไม่ใช่ทุกขไ์ ม่ใช่สุข เพราะ กายเอง เป็ นควำมรู้ รู้ถึงควำมสัมผัสแห่งส่ิงหรือเรื่องน้ันๆ ทำงกำยทำงใจ แต่วา่ ไม่พอที่จะให้เป็นสุข ไม่ เป็ นไปตาม พอท่ีจะใหเ้ ป็นทุกข์ ก็เฉยๆ ท่ีเรียกวา่ เป็นกลางๆ ทุกคนก็รู้ 61มาถึงขอ้ ท่ี 1 คือ กำย เอง คอื ร่ำงกำย อันประกอบด้วยธำตุที่เป็ นวัตถุต่ำงๆ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ทุกๆ คนมีอยู่ เบื้องบนแต่พื้นเท้ำขึ้นมำ ผล เบือ้ งต่ำแต่ปลำยผมลงไป มหี นังหุ้มอย่โู ดยรอบน้ี ทุกคนก็รู้ สำหรับร่ำงกำยท่เี ป็ นอวัยวะภำยนอก กายเป็นท่ตี ้งั เมือ่ น้ัน ทุกคนก็เห็นด้วยตำได้ ส่วนท่ีเป็ นอวัยวะภำยใน ภำยในหนังหุ้ม ทุกคนไม่เห็นด้วยตำ แต่ก็รู้ กายสัมผสั กบั ท่ีต้งั ได้พิสูจน์ได้ อย่างเอ็กซ์เรยส์ ่องดูได้ เป็นอวยั วะภายในต่างๆ ร่างกายน้ีที่หายใจเขา้ หายใจออกอยู่ ของสุข ก็เกิดสุข ท่ีผลัดเปลี่ยนอิริยาบถยืนเดินนั่งนอน อนั เป็ นอิริยาบถใหญ่ ประกอบด้วยอิริยาบถเล็กน้อย เวทนาสุขเวทนา รวมเขา้ ก็เป็นอาการ 31 หรือ 32 รวมเขา้ ก็เป็นธำตุ 4 เม่ือธาตุ 4 น้ียงั คุมกนั อยู่ก็เป็ นร่างกายท่ียงั ปรุงจติ ใหเ้ ป็น ดารงชีวิต เมื่อธำตุ 4 น้ีแตกสลำยก็กลายเป็นศพ ตอ้ งนาไปเผาไปฝัง เพราะฉะน้นั กำยเวทนำจิต ตณั หาราคะในสุข ธรรม หรือวา่ ธรรมจิตเวทนาและกาย ท้งั 4 น้ี จึงเป็นอตั ภาพ คือสมมตบิ ญั ญัติว่ำเป็ นอัตภำพ เป็น หรือวา่ เม่อื กาย ท่ียึดถือว่าตวั เราของเราอย่างหน่ึงตามที่กล่าวมาแลว้ กายเวทนาจิตธรรมท้งั 4 น้ี ทุกๆ คนท่ียงั สมั ผสั กบั สิ่งอนั ดารงชีวติ อยู่ ยอ่ มประกอบกนั อยู่ ยอ่ มเป็นไปอย่ทู ุกขณะ และกต็ อ้ งอาศยั ซ่ึงกนั และกนั เป็นไป 62 เป็นที่ต้งั ของความ หากจะจบั เอาธรรมะขอ้ ที่ 4 ข้ึนเป็ นตน้ คือเอาเรื่องหรือเอาส่ิง เอำภำวะที่บังเกิดขึน้ ในจิต เม่ือ ทกุ ขเ์ กิด ภาวะหรือส่ิงที่บงั เกดิ ขึน้ ในจิตเป็ นอย่ำงไร จิตเองก็เป็นไปตาม และเวทนำก็เป็ นไปตำม กำยเองก็ ทุกขเวทนา เป็ นไปตำม ยกตวั อย่างเม่ืออกุศลธรรมบงั เกิดข้ึนในจิตเช่นโทสะพยาบาท จิตเองก็เป็ นจิตท่ี ทุกขเวทนาปรุงจิต ประกอบดว้ ยโทสะพยาบาท เป็นจิตท่ีร้าย เวทนำเองก็ต้องเป็ นทุกข์ คือ เป็ นควำมไม่สบำยกำยไม่ สบำยใจ ร้อนรุ่มไปตำมจิตอันประกอบด้วยโทสะพยำบำท กายเองก็วิปริตแปรปรวนไปตาม ดงั เช่น อาการร่างกายของคนโกรธ แสดงออกมาทางสายตา ทางหน้า ทางอวยั วะร่างกาย ทาง วาจา ดงั อาการของคนโกรธท้งั หลายที่ทกุ ๆ คนก็เห็น แมต้ นเองกย็ อ่ มรู้ตนเอง น้ียกเอาธรรมะขอ้ ที่ 4 เป็นท่ีต้งั อีก 3 ขอ้ กต็ ามกนั มาหมด 63หรือวา่ จะยกเอาขอ้ ที่ 3 ขึน้ เป็ นที่ต้ังก็ไดเ้ หมือนกนั คือเม่ือจิตน้ีเป็นจิตท่ีร้ำย หรือว่าเป็นจิตที่ คิดในทางร้ายเช่นคดิ ไปในเรื่องที่เป็นที่ต้งั ของโทสะก็ทาให้ธรรมะอกุศลธรรมกองโทสะบงั เกิด ข้ึนในจิต เวทนาก็เป็นทุกขเวทนำ คือทาให้รุ่มร้อนกายรุ่มร้อนใจ กำยเองก็วิปริตไปตามดงั กลา่ ว หรือจะยกเอำข้อเวทนำขึน้ เป็ นที่ต้งั ก็ได้ เม่ือเวทนำเป็ นสุข เวทนาน้ีเองก็ปรุงจิตให้ชอบให้ติดใน สุข จึงปรำกฏเป็ นควำมติด เป็ นตัณหำเป็นราคะในสุข ร่างกายเองก็ปรากฏทางตาทางหน้าทาง กิริยาต่างๆ ไปตามอาการของกิเลสกองตณั หาราคะดงั กลา่ วน้นั หรือจะยกเอาขอ้ ที่ 1 คือกำย ขึน้ เป็ นท่ีต้ังก็ได้ คือเม่ือกายน้ีไดส้ ัมผัสทำงกำยกับส่ิงท่ีเป็ นที่ต้ังของสุข ก็เกิดสุขเวทนา สุขเวทนาก็ ปรุงจิต ให้เป็นตณั หาราคะในสุข หรือว่าเมื่อกายน้ีสัมผสั กบั ส่ิงอนั เป็นที่ต้งั ของความทุกขก์ ็เกิด
276 ทุกขอ้ เป็นตน้ เป็น ทุกขเวทนา ทุกขเวทนำก็ปรุงจิต ใหเ้ กิดโทสะ ปฏิฆะ หงุดหงิดโกรธแคน้ ขดั เคือง ในส่ิงอนั เป็น ปลายของกนั และ ท่ีต้งั ของทุกขน์ ้นั 64ก็เป็ นอันว่ำทุกข้อน้ันเป็ นต้นเป็ นปลำยของกันและกันได้ต่ำงต้องอำศัยซ่ึงกัน กนั ไดต้ ่างตอ้ ง และกันเป็ นไปอยู่ดงั่ น้ี เพราะฉะน้นั พระพุทธเจา้ จึงไดต้ รัสสอนให้ใช้สติ ด้วยวิธี อนุปัสสนำ คือ อาศยั ซ่ึงกนั และกนั ตำมดู ตำมดูตำมรู้ตำมเห็นกำยเวทนำจิตธรรมว่ำเป็ นไปอยู่อย่ำงไรในปัจจุบัน ต่อจากน้ีก็ขอให้ เป็นไปอยสู่ อนให้ ต้งั ใจฟังสวดและต้งั ใจทาความสงบสืบตอ่ ไป ใชส้ ติ ดว้ ยวิธี https://pagoda.or.th/vajirananasamvara/2019-05-24-13-59-19-3.html อนุปัสสนา คอื ตาม ดู ตามรู้ตามเห็น กายเวทนาจติ ธรรม วา่ เป็นไปอยู่ อยา่ งไรในปัจจุบนั ตารางท่ี 4.4.7 การสกดั หลกั คาสอนจากธรรมบรรยายเร่ือง “สัมปชัญญบรรพ” แนวทางปฏิบตั ิสมเด็จพระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สกดั หลกั (เจริญ สุวฑั ฒโน) จาแนกตาม แนวคดิ หลกั การ วิธีการ และผล [รหสั A7] แนวคิด ประเดน็ คำสอน ปฏิบตั ิสติปัฏ A7-65แสดงธรรมะเป็นเคร่ืองอบรมในการปฏิบตั ิอบรมจิต ในเบ้ืองตน้ กข็ อใหท้ ุกๆ ทา่ นต้งั ใจนอบ ฐานทา น้อมนมสั การ พระผมู้ ีพระภาคอรหนั ตสัมมาสมั พุทธเจา้ พระองคน์ ้นั ต้งั ใจถึงพระองคพ์ ร้อมท้งั สมั ปชญั ญะ พระธรรมและพระสงฆเ์ ป็นสรณะ ต้งั ใจสารวมกายวาจาใจใหเ้ ป็นศีล ทาสมาธิในการฟัง เพือ่ ให้ ความรู้ตวั ไดป้ ัญญาในธรรม ในมหำสติปัฏฐำนสูตร พระพุทธเจา้ ไดต้ รัสอำนำปำนปัพพะ ขอ้ ว่าดว้ ยลม หายใจเขา้ ออก อิริยำบถปัพพะ ขอ้ ว่าด้วยอิริยาบถ แล้วก็ตรัสสัมปชัญญะปัพพะ ขอ้ ว่าดว้ ย หลกั กำร สัมปชญั ญะคือความรู้ตวั ซ่ึงมีใจความวา่ ภิกษุหรือผู้ปฏิบัติสติปัฏฐำนทาสัมปชญั ญะความรู้ตวั ในการกา้ วไปขา้ งหนา้ ในการถอยมาขา้ งหลงั ทำสัมปชัญญะคือควำมรู้ตัว ในการแลไปขา้ งหนา้ “สัมปชญั ญะ” ในการเหลียวขา้ งซ้ายขา้ งขวา ทาความสัมปชญั ญะคือความรู้ตวั ในการคูอ้ วยั วะเขา้ มา ในการ แปลกนั วา่ ความ เหยียดอวยั วะออกไป ทาสัมปชญั ญะคอื ความรู้ตวั ในการทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร ทาสัมปชญั ญะ รู้ตวั ค่กู บั สติ คอื ความรู้ตวั ในการกิน การดื่ม การเค้ยี ว การลิม้ ทาสมั ปชญั ญะคือความรู้ตวั ในการถ่ายอุจจาระ ความระลึกได้ ปัสสาวะ ทาสมั ปชญั ญะคือความรู้ตวั ในการเดิน ยนื นง่ั หลบั ต่ืน พูด และในความน่ิง ดงั่ น้ี สตคิ วามระลึก 66คาว่า “สัมปชัญญะ” แปลกันว่า ควำมรู้ตัว คู่กับสติควำมระลึกได้ ดังท่ีแสดงในธรรมะมี ได้ และ อปุ การะมาก 2 อยา่ ง คอื สตคิ วำมระลกึ ได้ และสัมปชัญญะควำมรู้ตวั ไดม้ ีการแสดงสัมปชญั ญะ สมั ปชญั ญะ ไวเ้ ป็ น 4 ขอ้ คือ 1) สำตถกสัมปชัญญะ สัมปชญั ญะความรู้ตวั ในส่ิงท่ีมีประโยชน์ 2) สัปปำย ความรู้ตวั สัมปชัญญะ ความรู้ตวั ในสิ่งที่เป็นสัปปายะคือสบาย 3) โคจรสัมปชัญญะ ความรู้ตวั ในโคจรคือ ท่ีเที่ยวไป หรืออารมณ์ของใจ ซ่ึงเป็นท่ีเที่ยวไปของใจ 4) อสัมโมหสัมปชัญญะ สัมปชญั ญะคือ วธิ ีกำร ความรู้ตวั ในความไม่หลง 1)“สาตถก 67ขอ้ แรก “สำตถกสัมปชัญญะ” ความรู้ตวั ในส่ิงที่มีประโยชน์ ยกตวั อยา่ งเช่น เกิดความคิดวา่ จะ สมั ปชญั ญะ” ก้าวไปข้างหน้า หรือจะเดินไป ก็ให้มีความรู้ด้วยว่าที่ๆ จะไปน้ัน หรือการท่ีจะไปน้ัน มี ความรู้ตวั ใน ประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ เม่ือเป็ นการไปที่มีประโยชน์ เช่น การไปฟังอบรมกรรมฐาน ปฏิบตั ิกรรมฐาน การไปเพื่อฟังธรรม หรือการไปเพ่ือประกอบกิจที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ในทาง
277 ส่ิงท่ีมี ดารงชีวิต เมื่อรู้ว่ำเป็ นประโยชน์หรือมีประโยชน์จึงไป แต่เมื่อไม่เป็นประโยชน์ไม่มีประโยชน์ ประโยชน์ เช่นคิดไปเลน่ การพนนั หรือการไปประกอบกรรมชวั่ มีฆ่าสัตวต์ ดั ชีวิตลกั ทรัพยเ์ ป็นตน้ หรือแม้ การไปท่ีไม่เป็ นประโยชน์ต่างๆ ท่ีไม่มีประโยชน์ แต่ว่าให้เกิดโทษดัง่ น้ีก็เวน้ เสียไม่ไป ดงั่ น้ี 2) สปั ปาย เรียกว่าสาตถกสัมปชัญญะรู้ตัวในส่ิงที่มีประโยชน์ หรือเป็ นประโยชน์ 68 ข้อว่า “สัปปำย สัมปชญั ญะ ความรู้ตวั ใน สัมปชัญญะ” รู้ตัวในสิ่งท่ีเป็ นสัปปำยะคือส่ิงที่สบำย ก็คือรู้ว่ำกำรไปน้ันเป็ นสัปปำยะคือเป็ น สิ่งที่เป็ นสปั สบำย ไม่มีอนั ตรายต่างๆ ดง่ั น้ีก็ไป เม่ือรู้ว่าเป็น อสัปปำยะ คือไม่เป็นสบาย หรือไม่สบายเช่นมี ปายะคอื สบาย อนั ตรายตา่ งๆ ก็ไมไ่ ป แมว้ า่ มงุ่ จะไปทาประโยชนก์ ต็ าม หรือมุ่งจะไปรับประโยชน์ก็ตาม แต่เมื่อ เป็นอสปั ปายะคือไมเ่ ป็นสบาย เช่นจะเกิดเป็นอนั ตรายต่างๆ กง็ ดเสียไมไ่ ป ตอ่ เม่ือเป็นสบายไม่มี 3) โคจร อนั ตรายต่างๆ จึงไป และยงั มีควำมหมำยในทำงจิตใจอีกด้วย เช่น ในการไปที่ใดที่หน่ึงเป็ นตน้ สัมปชญั ญะ จะตอ้ งไปพบกบั อารมณ์ หรือสิ่งท่ีจะยวั่ ยวนให้เกิดราคะความติดใจยินดี โลภะความโลภอยาก ความรู้ตวั ใน ได้ ใหเ้ กิดปฏิฆะความกระทบกระทง่ั หรือโทสะความโกรธแคน้ ขดั เคือง ใหเ้ กิดโมหะคือความ โคจรคอื ที่ หลง ที่เหล่าน้ันก็ช่ือว่าเป็ นอสัปปายะคือไม่เป็ นสบาย แต่ว่าถา้ เป็ นที่ๆ ส่งเสริมให้เกิดความไม่ เท่ียวไป หรือ โลภไม่โกรธไม่หลง ให้เกิดเมตตากรุณา ให้เกิดบุญกุศลต่างๆ ที่น้นั ก็นบั วา่ เป็นสบาย (เร่ิม) ไม่ อารมณข์ องใจ เป็ นอนั ตรายแก่จิตใจในทางดี น้ีก็เป็ นอธิบายในข้อสัปปายสัมปชัญญะ 69ข้อต่อไป “โคจร ซ่ึงเป็ นท่ีเที่ยว สัมปชัญญะ” รู้ตวั ในในโคจร คือที่เท่ียวไปของกาย และในอารมณ์อนั เป็ นที่เท่ียวไปของจิต ไปของใจ โคจรคือท่ีเท่ียวไปของกายท่ีมีประโยชน์ และเป็ นสบายดังกล่าวมาแล้ว ก็ชื่อว่าเป็ นโคจร อารมณ์ 2 สัมปชญั ญะได้ ส่วนอารมณ์อนั เป็ นที่เท่ียวไปของจิตน้นั ก็หมายถึงวา่ อารมณ์น้นั มี 2 อย่าง คือ อยา่ ง คือ อำรมณ์ท่ีเป็ นที่ต้ังหรือนำให้เกิดโลภโกรธหลง กับอำรมณ์ที่เป็ นกรรมฐำน อนั เป็นเคร่ืองดบั โลภ อารมณ์ที่เป็ น โกรธหลง อารมณ์จึงมี 2 อย่าง อารมณ์อนั เป็ นท่ีต้งั ของโลภโกรธหลงน้ันไม่ควรดาเนินไป ไม่ ท่ีต้งั นาให้ ควรรับเขา้ มาไว้ เพราะจะก่อใหเ้ กิดโลภโกรธหลง ก่อใหเ้ กิดอกศุ ลกรรมต่างๆ แต่อำรมณ์อันเป็ น เกิดโลภโกรธ ที่ต้ังของกุศลต่ำงๆ เป็ นเคร่ืองดับโลภโกรธหลง เช่น อารมณ์ของกรรมฐาน ท้งั สมถะกรรมฐำน หลง กบั กรรมฐานเป็นเหตุให้ใจสงบ ท้งั วิปัสสนำกรรมฐำน กรรมฐานท่ีทาให้เกิดปัญญารู้แจง้ เห็นจริง อารมณท์ ี่เป็น เป็นอารมณ์ท่ีควรรับเขา้ มา ควรไปสู่ มีเรื่องแสดงถึงภิกษุโดยเฉพาะไวก้ ็มี เช่น ท่ีมีแสดงถึงว่า กรรมฐาน ภิกษุผูบ้ วชปฏิบตั ิเพื่อส้ินกิเลสและกองทุกข์ โดยปรกติก็ย่อมอยู่กบั อำรมณ์ของกรรมฐำน ใน อิริยาบถท้งั 4 คือ เดิน ยืน นั่ง นอน และแมว้ า่ เม่ือเขา้ ไปบิณฑบาตในละแวกบา้ น จาพวกหน่ึงก็ 4) อสมั โมห นาไปและนากลบั นาไปกค็ อื ไปกบั กรรมฐาน นากลบั กค็ อื กลบั กบั กรรมฐาน จาพวกหน่ึงนากลบั สัมปชญั ญะ แต่ไม่นาไป ก็คือว่ากลับกับกรรมฐำน แต่เมื่อไปน้นั ไม่ไปกบั กรรมฐาน จาพวกหน่ึงไม่นาไปไม่ สมั ปชญั ญะ นากลบั ก็คือไปก็ไม่ไปกับกรรมฐาน กลบั ก็ไม่กลับกับกรรมฐาน จาพวกหน่ึงท้ังนาไปท้ัง คือความรู้ตวั นากลบั ก็คือวา่ ไปกบั กรรมฐำน แล้วก็นำกรรมฐำนกลับมำด้วย ก็มีลกั ษณะเช่นเดียวกนั กบั พวกที่ ในความไม่ 1เพราะฉะน้นั กำรปฏิบัติในกรรมฐำนจึงควรปฏิบัติ แมใ้ นการเที่ยวไปบิณฑบาตดงั กล่าว แต่ถา้ หลง หากวา่ จิตไม่มีกรรมฐำนกเ็ ป็ นจิตที่ว้ำเหว่ไม่มีหลักของใจ แมผ้ ปู้ ฏิบตั ิธรรมะทว่ั ไปท่ีไม่ใช่ภิกษุก็ ควรจะอยู่กบั กรรมฐานตามสมควร ดงั เช่นมาฟังอบรมกรรมฐาน และปฏิบตั ิกรรมฐาน 70อีกขอ้ หน่ึง อสัมโมหสัมปชัญญะ รู้ตวั ในความไม่หลง หรือด้วยความไม่หลง ซ่ึงมีอธิบายว่าในขอ้ สัมปชญั ญปัพพะขอ้ ว่าดว้ ยสัมปชญั ญะน้ี ก็คือกำรทำควำมรู้ตัวในการกา้ วไปขา้ งหน้า ในการ
278 ผล ถอยมาขา้ งหลงั เป็นตน้ ดงั ที่ตรัสสอนไวน้ ้นั แมใ้ นกำรทำควำมรู้ตวั น้นั ถา้ นึกแลว้ เขา้ ใจวา่ ตวั เรา กา้ วไปขา้ งหนา้ ตวั เราถอยไปขา้ งหลงั คือยงั ยึดม่ันอยู่ในขันธ์เป็นที่ยดึ ถือท้งั 5 ประการน้ี วา่ ตวั เขา้ ใจวา่ คาสอน เราของเรา ดงั่ น้ี ก็ยงั เป็ นโมหะคือความหลง แต่เมื่อพิจารณาว่า กำยกระดูก หรือร่ำงกระดูกน้ี ต่างๆ สาหรบั กา้ วไปขา้ งหนา้ ถอยมาขา้ งหลงั เป็นตน้ หรือวา่ ธำตุดินน้ำไฟลมทป่ี ระชุมกนั อยู่เป็ นกำยน้ี กา้ วไป ฝึกหดั ปฏิบตั ิดว้ ย ขา้ งหนา้ ถอยมาขา้ งหลงั เป็นตน้ จึงจะช่ือวา่ ไม่หลง อสัมโมหะคือไม่หลง ควำมรู้ตัวด้วยควำมไม่ ตนเอง หดั ฝึกหัด หลง และนอกจากน้ีก็ยงั มีวิธีพิจารณา เช่นวา่ ในการกา้ วไปขา้ งหนา้ น้นั วำโยธำตุ ธาตุลมซ่ึงเกิด ปฏิบตั ิจนมคี วาม มาจาก จิต ทาให้เกิด วิญญัติ คือควำมเคลื่อนไหว ในกิริยาที่กา้ วไป หรือถอยมา และความรู้ตวั ชานาญแลว้ อาจจะ มีความรู้ทนั ว่า ด้วยความไม่หลงน้ียงั อาจพิจำรณำให้ละเอียดเข้ำอีก เช่นว่า เม่ือยกเท้ำขึ้น ปฐวีธาตุธาตุดิน รูปธรรมอรูปธรรม อาโปธาตุธาตุน้า ออ่ นกาลงั แตเ่ ตโชธาตธุ าตไุ ฟ วาโยธาตุธาตุลม มีกาลงั เม่ือวำงเท้ำลง ปฐวธี าตุ หรือนามรูปอนั น้ี ธาตุดิน อาโปธาตุธาตุน้า มีกาลงั แต่เตโชธาตุธาตุไฟ วาโยธาตุธาตุลม อ่อนกาลงั เกิดดับใน เกิดข้นึ ดบั ไปอยู่ อิริยาบถอยา่ งละเอียด และท่านสอนใหท้ าสัมปชัญญะ คือ ความรู้ตวั ดว้ ยความไม่หลงยง่ิ ข้ึนไป ทุกระยะ กวา่ น้ี คือ ให้รู้ถึงควำมเกิดดับของรูปธรรมและอรูปธรรมท้งั หลายอย่างละเอียด เช่น เมื่อยกเทา้ ข้นึ กเ็ ป็นรูปธรรมอรูปธรรมอนั หน่ึงท่ีเกิดดบั เมื่อยน่ื เทา้ ออกไปก็เป็นรูปธรรมอรูปธรรมอนั หน่ึง ขอ้ สมั ปชญั ญะ ที่เกิดดบั เมื่อหยอ่ นเทา้ ลงกเ็ ป็นรูปธรรมอรูปธรรมอีกอนั หน่ึงที่เกิดดบั และเมื่อจรดเทา้ ลงกบั พ้ืน สรุปในอริยสจั จ์ 4 ก็เป็ นรูปธรรมอรูปธรรมอีกอนั หน่ึงท่ีเกิดดบั เพราะฉะน้ัน จึงพิจำรณำให้เห็นควำมเกิดดับใน ไดก้ ายคอื ธาตทุ ้งั 4 ควำมเคล่ือนไหวอิริยำบถทุกๆ ระยะดงั่ น้ี ก็นบั เขา้ เป็นอสัมโมหสัมปชญั ญะความรู้ตวั ดว้ ยความ เป็ นทุกขสัจจะ ไม่หลง อยใู่ นความไม่หลง สภาพทจี่ ริง คือ 71คำสอนเพื่อฝึ กปฏิบัติ แต่ก็พึงเขา้ ใจว่า คาสอนต่างๆ เหล่าน้ีสาหรับฝึ กหัดปฏิบตั ิดว้ ยตนเอง เช่น ทกุ ข์ กระทา ในขณะที่เดินไปเดนิ มำในเวลำจงกรม ไม่ใช่ประกอบธุรกิจการงานอยา่ งอ่นื จึงมีช่วงเวลาและสถานที่ที่ สตสิ ัมปชญั ญะ จะหัดกำหนดทำสัมปชัญญะ พร้อมท้งั สติ พร้อมท้งั ญำณคือควำมหย่ังรู้ได้ แต่เม่ือจะไปไหนมาไหน เป็นสติปัฏฐาน สติ ในขณะปฏิบตั ิธุรกิจน้นั จะพิจารณาดงั่ น้ีก็ย่อมไม่ทนั แต่ว่าผูท้ ี่หัด ฝึ กหัดปฏิบัติจนมีควำมชำนำญแลว้ คือความระลึกได้ ก็อาจจะมีควำมรู้ทนั ว่ำรูปธรรมอรูปธรรม หรือนำมรูปอนั น้ี เกิดขึน้ ดับไปอยู่ทกุ ระยะ สัมปชญั ญะท้งั 4 สัมปชญั ญะความ ประการน้ี คือสาตถกสัมปชญั ญะ รู้ตัวในสิ่งท่ีเป็ นประโยชน์ สัปปายสัมปชญั ญะ รู้ตัวในสิ่งที่เป็ นสบำย รูต้ วั พรอ้ มท้งั โคจรสัมปชัญญะ รู้ตัวอยู่ในโคจรคือท่ีเท่ียวไปของร่ำงกำยและจิตใจ และอสัมโมหสัมปชัญญะ รู้ตัว ญาณคอื ความหยงั่ ในอสัมโมหะคือควำมไม่หลง หรือดว้ ยความไม่หลง จึงเป็นขอ้ ท่ีควรจะศึกษาทาความเขา้ ใจ และถึงข้นั รู้ ปฏิบัติในข้อสัมปชัญญะน้ี 72และแมใ้ นข้อสัมปชัญญะน้ีก็สรุปเขา้ ในอริยสัจจ์ท้งั 4 ได้ กำยคือธำตุท้งั 4 ที่กา้ วไปขา้ งหนา้ ถอยมาขา้ งหลงั เป็นตน้ เป็นทุกขสัจจะสภำพทจ่ี ริงคือทุกข์ ตณั หาท่ีมีอยใู่ นก่อนที่เป็น เหตใุ หก้ ระทาสติสัมปชัญญะเป็ นสติปัฏฐำน เป็นสมทุ ัยสัจจะ สภาพที่จริงคือ สมทุ ยั เหตุให้เกิดทุกข์ ไม่ เกิดทกุ ขไ์ ม่เกิดตณั หา คอื ดบั ทุกขด์ บั ตณั หา จึงเป็นนิโรธสัจจะ สภาพที่จริงคือนโิ รธความดบั ทกุ ข์ มรรค มีองค์ 8 หรือยกเอาเพียงขอ้ สตสิ ัมปชัญญะ สติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้ตวั พร้อมท้งั ญำณ คือควำมหย่ังรู้ แมใ้ นขอ้ ที่ตรัสสอนใน ปัพพะ คือในขอ้ น้ี คือ แมส้ ัมปชญั ญะท้งั 4 ประการดงั กลา่ ว เป็น มรรคคือทำงปฏิบัติให้ถึงควำมดับทุกข์ ต่อไปน้ีขอให้ต้งั ใจฟังสวดและต้งั ใจทาความสงบสืบต่อไป https://pagoda.or.th/vajirananasamvara/2019-05-24-14-02-53-2.html
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 756
Pages: