Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนเกาะคาวิทยาคม

หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนเกาะคาวิทยาคม

Published by kru.aromaomam, 2022-06-16 13:04:41

Description: โรงเรียนเกาะคาวิทยาคม มีความพร้อมในการใช้หลักสูตรในปีการศึกษา ๒๕๖๕ โดยนำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง 2560) มาตรฐานการเรียนรู้และความต้องการของท้องถิ่นมาเป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

Search

Read the Text Version

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 148 คำอธิบำยรำยวชิ ำพนื้ ฐำน รำยวชิ ำ วทิ ยำศำสตร์โลกและอวกำศ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ ำ ว๓๓๑๐๑ ชั้นมธั ยมศกึ ษำปที ่ี ๖ เวลำ ๖๐ ช่ัวโมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกติ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ศึกษา วิเคราะห์ เกี่ยวกับองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแลก็ ซี ดาวฤกษ์ และระบบสุรยิ ะ ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุรยิ ะที่ส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ องค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิภาคอากาศโลก รวมท้ังผลต่อสงิ่ มชี ีวติ และสง่ิ แวดลอ้ ม โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสบื ค้นข้อมลู การสังเกต วิเคราะห์ เปรยี บเทยี บ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพ่ือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง วิทยาศาสตร์ รวมท้ังทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการ แกป้ ัญหา ด้านการส่อื สาร สามารถส่ือสารส่งิ ที่เรยี นรแู้ ละนาความรไู้ ปใช้ในชีวิตของตนเอง มจี ิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม ตวั ชี้วดั ว ๓.๑ ม.๖/๑ ม.๖/๒ ม.๖/๓ ม.๖/๔ ม.๖/๕ ม.๖/๖ ม.๖/๗ ม.๖/๘ ม.๖/๙ ม.๖/๑๐ ว ๓.๒ ม.๖/๑ ม.๖/๒ ม.๖/๓ ม.๖/๔ ม.๖/๕ ม.๖/๖ ม.๖/๗ ม.๖/๘ ม.๖/๙ ม.๖/๑๐ ม.๖/๑๑ ม.๖/๑๒ ม.๖/๑๓ ม.๖/๑๔ รวมทงั้ หมด ๒๔ ตวั ชี้วัด

โครงสร้างรายวชิ าพนื้ ฐาน ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 149 รำยวชิ ำ วทิ ยำศำสตร์โลกและอวกำศ กล่มุ สำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหัสวชิ ำ ว๓๓๑๐๑ ชน้ั มัธยมศกึ ษำปที ี่ ๖ เวลำ ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกติ ลำดับ ชอื่ หน่วย มำตรฐำน/ตัวชี้วดั สำระสำคญั เวลำ คะแนน ท่ี กำรเรียนรู้ ๖ ๑ เอกภพ (ชวั่ โมง) ๖ ๒ ดาวฤกษ์ ว ๓.๑ ม.๖/๑-๓ การกาเนดิ และการเปลี่ยนแปลง ๖ ๖ ๓ กาเนดิ ระบบ พลังงาน สสาร ขนาด อุณหภูมขิ องเอก ๖ สุริยะ ภพหลงั เกิดบิกแบงในชว่ งเวลาต่าง ๆ ๔ เทคโนโลยี อวกาศ ตามววิ ฒั นาการของเอกภพ หลักฐานที่ สนบั สนนุ ทฤษฎีบิกแบง จาก ความสมั พันธร์ ะหวา่ งความเร็วกับ ระยะทางของกาแลก็ ซี การคน้ พบ ไมโครเวฟพน้ื หลงั จากอวกาศ โครงสร้างและองค์ประกอบของ กาแลก็ ซที างชา้ งเผอื ก ตาแหนง่ ของ ระบบสรุ ิยะเชอื่ มโยงกบั การสงั เกตเห็น ทางช้างเผือกของคนบนโลก ว ๓.๑ ม.๖/๔-๗ กระบวนการเกดิ ดาวฤกษ์ การ ๘ เปล่ยี นแปลงความดัน อณุ หภูมิ ขนาด จากดาวฤกษก์ อ่ นเกดิ จนเป็นดาวฤกษ์ ปจั จยั ที่ส่งผลต่อความสอ่ งสวา่ งของ ดาวฤกษ์ ความสมั พันธร์ ะหวา่ งความ ส่องสว่างกบั โชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสี อณุ หภูมผิ วิ และสเปกตรัมของดาวฤกษ์ ลาดบั วิวฒั นาการที่สมั พันธ์กบั มวลต้ังต้น การ เปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของ ดาวฤกษ์ ว ๓.๑ ม.๖/๘-๙ กระบวนการเกิดระบบสุรยิ ะ การแบ่ง ๖ เขตบริวารของดวงอาทิตย์ ลกั ษณะของ ดาวเคราะห์ทเี่ อือ้ ตอ่ การดารงชีวติ โครงสร้าง ของดวงอาทติ ย์ การเกิดลม สุรยิ ะ พายสุ รุ ิยะ ปรากฏการณ์หรือ เหตกุ ารณ์ที่เกยี่ วขอ้ งกับผลของลม สุรยิ ะ และพายุสรุ ยิ ะทม่ี ีตอ่ โลกรวมท้งั ประเทศไทย ว ๓.๑ ม.๖/๑๐ การสารวจอวกาศ โดยใชก้ ล้อง ๑๐ โทรทรรศนใ์ นชว่ งความยาวคลน่ื ตา่ ง ๆ

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 150 ดาวเทียม ยานอวกาศ สถานีอวกาศ แนวคิดการนาความรู้ทางด้าน เทคโนโลยอี วกาศมาประยุกตใ์ ช้ ใน ชวี ติ ประจาวนั หรอื ในอนาคต ๕ โครงสรา้ งโลก ว ๓.๒ ม.๖/๑ การแบง่ ชั้นและสมบตั ขิ องโครงสรา้ ง ๔ ๔ ๑๐ ๖ โลก ๖ ๖ ๖ โลกและการ ว ๓.๒ ม.๖/๒-๓ หลกั ฐานทางธรณวี ิทยาทส่ี นบั สนนุ การ ๑๐ ๑๐ เปลย่ี นแปลง เคล่ือนท่ขี องแผ่นธรณี รูปแบบแนวรอยตอ่ ของแผ่นธรณที ี่ สัมพันธก์ บั การเคลอื่ นทีข่ องแผ่นธรณี หลกั ฐาน ทางธรณวี ทิ ยาท่ีพบ ๗ ปรากฏการณ์ ว ๓.๒ ม.๖/๔-๖ กระบวนการเกดิ ภเู ขาไฟระเบดิ พื้นท่ี ทางธรณวี ทิ ยา เสย่ี งภัย กระบวนการเกิด ขนาดและ ความรนุ แรง และผลจากแผน่ ดนิ ไหว พืน้ ทเี่ สี่ยงภยั กระบวนการเกดิ และผล จากสึนามิพ้นื ทีเ่ สยี่ งภยั แนวทางการ เฝา้ ระวังและการปฏบิ ตั ติ นให้ปลอดภัย ๘ ลมฟ้าอากาศ ว ๓.๒ ม.๖/๗-๑๔ ปจั จยั สาคญั ทีม่ ีผลต่อการได้รับ และภูมิอากาศ พลงั งานจากดวงอาทิตย์แตกตา่ งกันใน โลก แต่ละบรเิ วณของโลก การหมนุ เวยี นของอากาศ ที่เป็นผลมา จากความแตกต่างของความกดอากาศ ทศิ ทางการเคล่ือนทขี่ องอากาศ ท่ีเป็น ผลมาจากการหมุนรอบตัวเองของโลก การหมุนเวยี นของอากาศตามเขต ละติจูด และผลท่ีมีตอ่ ภูมอิ ากาศ ปจั จัยท่ีทาใหเ้ กิดการหมนุ เวียนของน้า ผิวหนา้ ในมหาสมุทร และรูปแบบการ หมุนเวยี นของนา้ ผิวหน้าในมหาสมุทร ผลของการหมนุ เวียนของอากาศและ น้าผวิ หน้าในมหาสมุทรท่ีมตี ่อลักษณะ ภูมอิ ากาศ ลมฟา้ อากาศ ส่ิงมชี วี ิต และ สง่ิ แวดลอ้ ม ปจั จยั ทมี่ ีผลตอ่ การเปล่ียนแปลง ภมู อิ ากาศของโลก พรอ้ มทัง้ นาเสนอ แนวปฏิบตั ิเพอื่ ลดกิจกรรมของมนุษย์

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 151 ท่สี ่งผลตอ่ การเปล่ียนแปลงภมู อิ ากาศ ๖๐ ๒๐ โลก ๒๐ สญั ลักษณล์ มฟ้าอากาศ ทสี่ าคัญจาก ๑๐๐ แผนท่อี ากาศ ข้อมลู สารสนเทศในการ วางแผนการดาเนนิ ชีวติ ให้สอดคล้อง กับสภาพลมฟ้าอากาศ กลำงภำค ปลำยภำค รวม

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 152 คำอธิบำยรำยวชิ ำเพิม่ เตมิ กลมุ่ สำระกำรเรยี นร้วู ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รำยวิชำฟสิ กิ ส์ 1 รหสั วชิ ำ ว31201 จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต ช้นั มธั ยมศกึ ษำปีที่ 4 เวลำเรยี น 60 ช่วั โมง ศึกษาการคน้ หาความรูท้ างฟิสกิ ส์ ประวตั ิความเปน็ มา รวมท้งั พัฒนาการของหลกั แนวคิดทางฟิสิกสท์ ่มี ผี ลต่อ การแสวงหาความร้ใู หม่และการพัฒนาเทคโนโลยี การวดั และการรายงานผลการวัดปริมาณทางฟิสิกส์ หลกั การของ กลศาสตร์ในเรือ่ งการเคล่อื นที่ของวัตถใุ นแนวตรง แรงการหาแรงลพั ธข์ องแรงสองแรงท่ีทามมุ ต่อกนั การเขียนแผนภาพ วตั ถุอสิ ระ กฎการเคลอ่ื นที่ของนิวตนั กฎความโน้มถว่ งสากล แรงเสยี ดทานระหว่างผิวสมั ผสั ของวตั ถุคหู่ นึง่ ๆ ในกรณที ่ี วัตถุหยุดนิง่ และวัตถเุ คลอ่ื นท่ี โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสบื ค้นข้อมลู การสังเกต วเิ คราะห์ เปรียบเทยี บ อภิปราย และสรปุ เพ่ือใหเ้ กิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามรถในการตดั สนิ ใจ มีทกั ษะปฏิบตั ิการทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ในดา้ นการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ ดา้ นการคิดและการแก้ปัญหา ดา้ นการส่ือสาร สามารถสือ่ สารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรไู้ ปใช้ในชีวติ ของตนเอง มีจติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และคา่ นยิ มท่ี เหมาะสม ผลกำรเรยี นรู้ 1. สบื ค้นและอธิบายการคน้ หาความรูท้ างฟิสิกส์ ประวัตคิ วามเป็นมา รวมทั้งพฒั นาการของหลักการและ แนวคิดทางฟิสิกส์ทีม่ ีผลต่อการแสวงหาความรใู้ หม่และการพัฒนาเทคโนโลยี 2. วดั และรายงานผลการวัดปริมาณทางฟิสกิ สไ์ ด้ถูกตอ้ งเหมาะสม โดยนาความคลาดเคลือ่ นในการวัดมา พจิ ารณาในการนาเสนอผล รวมทงั้ แสดงผลการทดลองในรปู ของกราฟวิเคราะห์และแปลความหมายจาก กราฟเส้นตรง 3. ทดลอง และอธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตาแหนง่ การกระจัด ความเร็ว และความเร่งของการเคล่ือนท่ี ของวตั ถใุ นแนวตรงทีม่ ีความเรง่ คงตัวจากกราฟและสมการ รวมทงั้ ทดลองหาค่าความเร่งโน้มถ่วงของโลก และคานวณปริมาณต่างๆ ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง 4. อธิบายแรง รวมทงั้ ทดลองและอธิบายการหาแรงลัพธข์ องแรงสองแรงทที่ ามุมตอ่ กัน 5. เขยี นแผนภาพวตั ถอุ ิสระ ทดลองและอธิบายกฎการเคล่ือนท่ีของนิวตนั และการใช้กฎการเคลือ่ นทขี่ องนวิ ตนั กบั สภาพการเคลื่อนทีข่ องวัตถุ รวมทงั้ คานวณปรมิ าณตา่ งๆ ท่ีเก่ียวขอ้ ง 6. อธิบายกฎความโน้มถ่วงสากลและผลของสนามโน้มถ่วงทีท่ าให้วตั ถมุ นี า้ หนกั รวมทั้งคานวณปริมาณตา่ งๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง 7. วิเคราะห์ อธิบาย และคานวณแรงเสียดทานระหวา่ งผิวสมั ผัสของวัตถคุ หู่ นง่ึ ๆ ในกรณที ว่ี ตั ถุหยุดน่งิ และ วตั ถเุ คล่อื นท่ี รวมทงั้ ทดลองหาสมั ประสทิ ธค์ิ วามเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวตั ถคุ หู่ น่งึ ๆ และนา ความรูเ้ รอ่ื งแรงเสยี ดทานไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั รวมทงั้ หมด 7 ผลกำรเรยี นรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 153 โครงสรำ้ งรำยวชิ ำเพ่ิมเติม กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รำยวชิ ำฟิสิกส์ เลม่ 1 รหัสวิชำ ว31201 ชั้นมธั ยมศกึ ษำปที ี่ 4 ภำคเรียนที่ 1 เวลำเรยี น 60 ชัว่ โมง จำนวน 1.5 หน่วยกติ ท่ี ชื่อหนว่ ยกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ สำระสำคญั เวลำ น้ำหนัก 1 ธรรมชาติและพัฒนาการ (ชว่ั โมง) คะแนน ทางฟิสิกส์ 2 การเคล่อื นทแ่ี นวตรง 1-2 - ธรรมชาตทิ างฟิสิกส์ 9 10 3 แรงและกฎการเคลื่อนท่ี - การวัดและรายงานผลการวัด ปรมิ าณทางฟิสิกส์ - การทดลองทางฟิสกิ ส์ 3-5 - ตาเเหน่ง 24 25 - การกระจัดและระยะทาง - อตั ราเร็วและความเรว็ - ความเร่ง - กราฟของการเคลื่อนทแ่ี นว ตรง - สมการสาหรับการเคล่อื นท่ี แนวตรง - การตกแบบเสรี 6-7 - แรง 27 25 - การหาแรงลัพธ์ - มวล แรง และกฎการ เคล่อื นท่ี - แรงเสยี ดทาน - แรงดึงดดู ระหวา่ งมวล - การประยกุ ต์ กฎการ เคลอื่ นที่ กลำงภำค 20 ปลำยภำค 20 รวม 60 100

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 154 คำอธิบำยรำยวชิ ำเพ่ิมเตมิ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รำยวชิ ำฟสิ กิ ส์ 2 รหสั วชิ ำ ว31202 ช้ันมัธยมศึกษำปีที่ 4 เวลำเรยี น 80 ชั่วโมง จำนวน 2.0 หน่วยกติ ศกึ ษาหลักการของกลศาสตรใ์ นเรื่องของสมดุลกลและเง่ือนไขท่ีทาใหว้ ัตถุหรือระบบอยใู่ นสมดุลกล ศนู ยก์ ลาง มวลของวัตถุและผลของศูนยถ์ ว่ งทม่ี ตี ่อเสถียรภาพของวตั ถุ งาน พลังงาน ความสมั พนั ธ์ระหว่างงานและพลังงานจลน์ ความสัมพันธ์ระหวา่ งงานกบั พลงั งานศักยโ์ น้มถ่วง และความสมั พนั ธร์ ะหว่างขนาดของแรงที่ใชด้ ึงสปรงิ กบั ระยะที่สปรงิ ยดื ออก แรงอนุรกั ษ์ กฎการอนรุ กั ษ์พลังงาน กาลัง เครอื่ งกลอย่างงา่ ยประสิทธิภาพและการไดเ้ ปรียบเชงิ กลของ เครอื่ งกลอย่างงา่ ยบางชนิด โมเมนตมั การชนกันของวัตถุในหน่ึงมติ ิ การดล แรงดล และกฎการอนรุ ักษโ์ มเมนตัม การ เคลอื่ นที่แบบโพรเจกไทล์ และการเคล่ือนทแี่ บบวงกลมในระนาบระดบั โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สืบเสาะหา ความรู้ การสืบคน้ ขอ้ มูล การสังเกต การวเิ คราะห์ เปรยี บเทียบ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพือ่ ให้เกดิ ความรู้ ความ เขา้ ใจ มคี วามสามารถในการตดั สนิ ใจ มีทกั ษะปฏิบตั ิการทางวทิ ยาศาสตร์ รวมทงั้ ทักษะการเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี 21 ใน ด้านการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ ดา้ นการคิดและแก้ปัญหา ด้านการสอื่ สาร สามารถสื่อสารสงิ่ ท่ีเรียนร้แู ละนาความร้ไู ป ใชใ้ นชวี ิตของตนเอง มจี ิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรมและคา่ นิยมที่เหมาะสม ผลกำรเรยี นรู้ 1. อธบิ ายสมดุลกลของวัตถุ โมเมนต์และผลรวมของโมเมนต์ทีม่ ีต่อการหมนุ แรงคคู่ วบและผลของแรงคคู่ วบ ทม่ี ตี ่อสมดุลของวตั ถุ เขยี นภาพวตั ถอุ ิสระเมื่อวัตถุอยู่ในสมดลุ กลและคานวณปรมิ าณต่างๆ ท่เี ก่ยี วข้อง รวมทงั้ ทดลองและอธิบายสมดุลของแรงสามแรง 2. สังเกตและอธิบายสภาพการเคลอ่ื นท่ีของวตั ถุ เมอื่ แรงทกี่ ระทาตอ่ วตั ถุผ่านศูนยก์ ลางมวลของวตั ถุ และผล ของศนู ย์ถว่ งที่มตี ่อเสถียรภาพของวัตถุ 3. วเิ คราะห์ และคานวณงานของแรงคงตัว จากสมการและพนื้ ที่ใตก้ ราฟความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งแรงกบั ตาแหน่ง รวมท้ังอธิบายและคานวณกาลังเฉล่ีย 4. อธิบายและคานวณพลังงานจลน์ พลังงานศกั ย์ พลังงานกล ทดลองหาความสมั พันธร์ ะหว่างงานกับ พลังงานจลน์ ความสัมพนั ธ์ระหว่างงานกบั พลงั งานศกั ยโ์ นม้ ถว่ ง ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งขนาดของแรงทใี่ ช้ ดึงสปรงิ กบั ระยะที่สปรงิ ยืดออก และความสัมพนั ธ์ระหว่างงานกบั พลังงานศกั ย์ยืดหยุน่ รวมทัง้ อธิบาย ความสมั พันธ์ระหวา่ งงานของแรงลัพธ์และพลงั งานจลน์ และคานวณงานทีเ่ กดิ ขึ้นจากแรงลพั ธ์ 5. อธิบายกฎการอนรุ กั ษพ์ ลังงานกล รวมทั้งวเิ คราะห์ และคานวณปรมิ าณตา่ งๆท่ีเก่ยี วขอ้ งกับการเคล่ือนที่ ของวัตถใุ นสถานการณ์ต่างๆ โดยใชก้ ฎการอนุรักษพ์ ลังงานกล 6. อธิบายการทางาน ประสิทธิภาพการไดเ้ ปรยี บเชิงกลของเครอ่ื งกลอยา่ งง่ายบางชนดิ โดยใช้ความรูเ้ รอื่ งงาน และสมดุลกล รวมทั้งคานวณประสิทธภิ าพและการไดเ้ ปรยี บเชงิ กล 7. อธบิ าย และคานวณโมเมนตมั ของวตั ถุ และการดลจากสมการและพน้ื ท่ใี ต้กราฟความสัมพันธร์ ะหวา่ งแรง ลพั ธ์กับเวลา รวมท้งั อธบิ ายความสัมพันธร์ ะหวา่ งแรงดลกบั โมเมนตมั 8. ทดลอง อธิบายและคานวณปรมิ าณตา่ งๆ ท่ีเกี่ยวกับการชนของวตั ถใุ นหน่ึงมติ ทิ ัง้ แบบยดื หยนุ่ ไม่ยืดหยุ่น และการดดี ตัวแยกจากกันในหนึง่ มติ ซิ ึง่ เป็นไปตามกฎการอนรุ ักษโ์ มเมนตมั

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 155 9. อธิบาย วเิ คราะหแ์ ละคานวณปรมิ าณต่างๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับการเคลอ่ื นที่แบบโพรเจกไทล์และทดลองการ เคล่อื นทแ่ี บบโพรเจกไทล์ 10.ทดลอง และอธบิ ายความสมั พันธร์ ะหว่างแรงส่ศู ูนย์กลาง รัศมีของการเคลื่อนท่ี อตั ราเรว็ เชิงเส้น อตั ราเรว็ เชิงมมุ และมวลของวตั ถใุ นการเคลอื่ นทแี่ บบวงกลมในระนาบระดับรวมทง้ั คานวณปรมิ าณตา่ งๆ ท่ี เกีย่ วขอ้ ง และประยุกตใ์ ชค้ วามรกู้ ารเคล่อื นที่แบบวงกลมในการอธิบายการโคจรของดาวเทยี ม รวมท้งั หมด 10 ผลกำรเรยี นรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 156 โครงสร้ำงรำยวิชำเพมิ่ เติม กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี รำยวชิ ำฟิสกิ ส์ 2 รหสั วิชำ ว31202 ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 4 เวลำเรียน 80 ช่วั โมง จำนวน 2.0 หน่วยกิต ท่ี ช่อื หน่วยกำรเรียนรู้ ผลกำรเรยี นรู้ สำระสำคัญ เวลำ นำ้ หนกั 1 สมดุลกล (ช่ัวโมง) คะแนน 2 งานเเละพลงั งาน 1-2 - สมดุลกล - ศนู ยก์ ลางมวลเเละศูนยถ์ ่วง 20 15 3 โมเมนตมั เเละการชน 3-6 - สมดุลตอ่ การเลื่อนท่ี - สมดุลต่อการหมุน 20 15 4 การเคล่อื นทีแ่ นวโคง้ 7-8 - เสถียรภาพของวัตถุ 20 15 9-10 - งานเนอื่ งจากเเรงคงตวั กลำงภำค - งานเน่ืองจากเเรงไมค่ งตัว 20 15 ปลำยภำค - กาลงั 20 - พลงั งานกล 20 รวม - การอนุรกั ษพ์ ลังงานกล - เคร่ืองกล 80 100 - โมเมนตัม - แรงเเละการเปลี่ยนโมเมนตมั - การดล - การอนุรักษ์โมเมนตมั - การชนและการดดี ตัวแยกออก จากกนั - การเคลื่อนทีเ่ เบบโพเจกไทล์ - การเคล่อื นทเ่ี เบบวงกลม

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 157 คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพิม่ เติม กลมุ่ สำระกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี รำยวชิ ำฟสิ ิกส์ 3 รหัสวิชำ ว32203 ชนั้ มธั ยมศึกษำปที ี่ 5 เวลำเรียน 80 ช่ัวโมง จำนวน 2.0 หนว่ ยกิต ศึกษาลักษณะการเคล่อื นท่แี บบฮาร์มอนกิ อย่างง่าย ปริมาณที่เกีย่ วขอ้ งกับการเคลอื่ นท่แี บบฮารม์ อนกิ อยา่ ง ง่าย แรงกบั การสน่ั ของมวลตดิ ปลายสริงและลกู ตุ้มอย่างงา่ ย ความถีธ่ รรมชาติและการส่ันพอ้ ง ธรรมชาติของคลน่ื อัตราเร็วของคลืน่ หลกั การท่ีเก่ยี วกับคลน่ื พฤติกรรมของคลืน่ แนวคิดเกี่ยวกับแสงเชิงคล่ืน การแทรกสอดของแสง ผา่ นสลิตคู่ การเลย้ี วเบนของแสงผ่านสลิตเด่ยี ว การเล้ียวเบนของแสงผ่านเกรตติง การสะทอ้ นและการหักเหของแสง การมองเห็นและการเกิดภาพ ภาพจากเลนสแ์ ละกระจกเงาทรงกลม แสงสแี ละการมองเหน็ แสงสี ปรากฏการณ์ ธรรมชาตแิ ละการใชป้ ระโยชนเ์ กย่ี วกับแสงโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบคน้ ขอ้ มลู การสงั เกต วิเคราะห์ เปรียบเทยี บ อธิบาย อภิปราย และสรปุ เพ่ือใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจ มีความสามารถในการ ตัดสนิ ใจ มที ักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ในดา้ นการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคดิ และการแก้ปัญหา สามารถส่อื สารสงิ่ ท่ีเรียนรแู้ ละนาความรไู้ ปใช้ในชวี ติ ของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และคา่ นิยมท่เี หมาะสม ผลกำรเรียนรู้ ๑. ทดลองและอธิบายการเคลอื่ นท่ีแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของวตั ถตุ ดิ ปลายสริงและลกู ตุ้มอย่างงา่ ยรวมทง้ั คานวณ ปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่เี กีย่ วข้อง ๒. อธบิ ายความถธี่ รรมชาติของวัตถุและการเกดิ การส่ันพอ้ ง ๓. อธบิ ายปรากฏการณ์คล่ืน ชนดิ ของคลืน่ สว่ นประกอบของคลน่ื การแผข่ องหน้าคลื่นดว้ ยหลกั การของฮอยเกนส์ และการรวมกนั ของคลนื่ ตามหลกั การซ้อนทับ พรอ้ มทัง้ คานวณอตั ราเรว็ ความถี่และความยาวคลื่น ๔. สังเกตและอธิบายการสะทอ้ น การหักเห การแทรกสอด และการเลีย้ วเบนของคลืน่ ผวิ น้า รวมทง้ั คานวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเก่ยี วขอ้ ง ๕. ทดลอง และอธบิ ายการแทรกสอดของแสงผา่ นสลิตคแู่ ละเกรตตงิ การเลีย้ วเบนและการแทรกสอดของแสงผา่ นสลิต เด่ยี ว รวมท้ังคานวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ที่เก่ียวขอ้ ง ๖. ทดลอง และอธิบายการสะทอ้ นของแสงท่ผี วิ วัตถตุ ามกฎการสะทอ้ น เขียนรังสีของแสงและคานวณตาแหน่งและ ขนาดภาพของวัตถุ เมือ่ แสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลมรวมทั้งอธบิ ายการนาความรูเ้ รอื่ งการ สะทอ้ นของแสงจากกระจกเงาราบ และกระจกเงาทรงกลมไปใช้ประโยชนใ์ นชวี ิตประจาวัน ๗. ทดลอง และอธิบายความสัมพันธร์ ะหว่างดรรชนหี กั เห มมุ ตกกระทบ และมมุ หักเหรวมท้ังอธิบายความสมั พันธ์ ระหวา่ งความลึกจรงิ และความลกึ ปรากฏ มมุ วิกฤตและการสะท้อนกลับหมดของแสง และคานวณปริมาณตา่ ง ๆ ท่ี เกีย่ วข้อง ๘. ทดลอง และเขียนรงั สีของแสงเพื่อแสดงภาพท่ีเกดิ จากเลนสบ์ าง หาตาแหนง่ ขนาด ชนิดของภาพ และความสมั พนั ธ์ ระหว่างระยะวตั ถุ ระยะภาพและความยาวโฟกสั รวมทง้ั คานวณปริมาณตา่ ง ๆ ท่เี กีย่ วข้อง และอธิบายการนาความรู้ เรอ่ื งการหกั เหของแสงผ่านเลนส์บางไปใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจาวนั ๙. อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติท่เี ก่ียวกับแสง เชน่ รงุ้ การทรงกลด มริ าจ และการเห็นท้องฟ้าเป็นสตี ่าง ๆ ในช่วง เวลาต่างกนั ๑๐. สงั เกต และอธิบายการมองเหน็ แสงสี สีของวัตถุ การผสมสารสี และการผสมแสงสี รวมท้งั อธบิ ายสาเหตขุ องการ บอดสี รวมท้ังหมด ๑๐ ผลกำรเรยี นรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 158 โครงสรำ้ งรำยวชิ ำเพ่ิมเติม กลุม่ สำระกำรเรยี นรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รำยวิชำฟสิ กิ ส์ เลม่ 3 รหัสวิชำ ว32203 ช้นั มัธยมศึกษำปีที่ 5 เวลำเรียน 80 ชวั่ โมง จำนวน 2.0 หนว่ ยกิต ท่ี ชื่อหน่วยกำรเรยี นรู้ ผลกำรเรียนรู้ สำระสำคัญ เวลำ น้ำหนัก 1 การเคลอื่ นที่แบบฮาร์มอนิ 1-2 คะแนน (ช่วั โมง) กอยา่ งงา่ ย 3-4 15 5 - ลกั ษณะการเคลอ่ื นทแี่ บบฮาร์มอ 20 2 คลนื่ 10 3 แสงเชิงคลน่ื 6-10 นิกอยา่ งงา่ ย 10 4 แสงเชงิ รงั สี กลำงภำค - ปรมิ าณที่เก่ียวขอ้ งกบั การ 25 ปลำยภำค เคล่ือนที่แบบฮาร์มอนกิ 20 รวม 20 อยา่ งง่าย 100 - แรงกบั การสนั่ ของมวลติดปลาย สปริงและลกู ตุ้ม อยา่ งงา่ ย - ความถ่ีธรรมชาตแิ ละการส่นั พอ้ ง - ธรรมชาติของคลื่น 20 - อตั ราเร็วของคลืน่ - หลักการที่เก่ียวกับคลนื่ - พฤติกรรมของคลื่น - แนวคดิ เกยี่ วกบั แสงเชิงคลืน่ 12 - การแทรกสอดของแสงผ่านสลิต คู่ - การเล้ยี วเบนของแสงผ่านสลิต เดยี่ ว - การเล้ียวเบนของแสงผ่านเกรต ติง - การสะท้อนและการหกั เหของ 28 แสง - การมองเห็นและการเกดิ ภาพ - ภาพจากเลนส์บางและกระจกเงา ทรงกลม - แสงสีและการมองเหน็ แสงสี - การอธิบายปรากฏการณ์ ธรรมชาติ 80

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 159 คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพิ่มเตมิ กลุม่ สำระกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รำยวชิ ำฟิสกิ ส์ 4 รหัสวิชำ ว32204 ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีที่ 5 เวลำเรยี น 80 ชัว่ โมง จำนวน 2.0 หนว่ ยกิต ศึกษาการเกิดเสยี ง การเคลอื่ นทีข่ องเสยี ง การสะทอ้ น การหกั เห การแทรกสอด และการเลีย้ วเบนของคลน่ื เสยี ง การไดย้ ินเสียง ความเขม้ เสยี ง คุณภาพเสียง มลพิษทางเสียง คลื่นนงิ่ ของเสยี ง การสน่ั พ้องของเสยี ง การเกดิ บีต ปรากฏการณด์ อปเพลอร์ คลืน่ กระแทกของเสยี ง ธรรมชาตขิ องไฟฟ้าสถติ การเหนยี่ วนาไฟฟา้ สถิต กฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศกั ย์ไฟฟา้ ความต่างศกั ย์ ความจุและพลังงานสะสมในตัวเกบ็ ประจุ การต่อตวั เก็บประจุ กระแสไฟฟ้าใน ลวดตัวนา กฎของโอห์ม สภาพตวั ตา้ นทาน การต่อตวั ตา้ นทานอีเอม็ เอฟของแหล่งกาเนิดไฟฟา้ กระแสตรง พลงั งาน ไฟฟ้า กาลังไฟฟ้า การต่อแบตเตอรี่ การวิเคราะห์วงจร ไฟฟ้ากระแสตรง การเปลยี่ นพลังงานทดแทนเป็นพลงั งานไฟฟ้า และเทคโนโลยีดา้ นพลังงาน โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบคน้ ขอ้ มลู การสังเกต วเิ คราะห์ เปรียบเทียบอธบิ าย อภิปราย และสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ มี ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ รวมท้ังทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ในด้านการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศด้านการคิด และการแก้ปญั หา สามารถส่อื สารสง่ิ ทเ่ี รยี นรูไ้ ปใช้ในชวี ติ ของตนเอง มจี ิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และคา่ นยิ ม ทเี่ หมาะสม ผลกำรเรยี นรู้ 1. อธิบายการเกิดเสยี ง การเคลอื่ นทขี่ องเสียง ความสัมพันธ์ระหว่างคลนื่ การกระจัดของอนุภาคกับคล่ืนความ ดนั ความสัมพนั ธร์ ะหว่างอัตราเรว็ ของเสียงในอากาศท่ขี น้ึ กบอณุ หภูมใิ นหน่วยองศาเซลเซยี ส การสะท้อน การหักเห การแทรกสอด การเลี้ยวเบน ของคลน่ื เสยี ง รวมท้ังคานวณปรมิ าณต่างๆ ที่เกีย่ วข้อง 2. อธบิ ายความเขม้ เสียง ระดับเสยี ง องคป์ ระกอบของการได้ยิน คุณภาพเสยี ง และมลพษิ ทางเสยี งรวมทั้ง คานวณปริมาณตา่ งๆท่ีเกยี่ วข้อง 3. ทดลอง และอธิบายการเกิดการสัน่ พ้องของอากาศในทอ่ ปลายเปิดหน่งึ ด้าน รวมทง้ั สงั เกตและอธิบายการ เกิดบีต คลน่ื นิง่ ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ คลื่นกระแทกของเสยี ง คานวณปริมาณต่างๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง และ นาความร้เู รื่องเสียงไปใช้ในชวี ติ ประจาวัน 4. ทดลอง และอธิบายการทาวตั ถุทเ่ี ป็นกลางทางไฟฟ้าใหม้ ปี ระจไุ ฟฟ้าโดยการขดั สีกนั และการเหนี่ยวนา ไฟฟา้ สถติ 5. อธิบาย และคานวณแรงไฟฟ้าตามกฎของคลู อมบ์ 6. อธบิ าย และคานวณสนามไฟฟา้ และแรงไฟฟา้ ทกี่ ระทากับอนภุ าคทีม่ ีประจุไฟฟ้าท่ีอย่ใู นสนามไฟฟา้ รวมทงั้ หาสนามไฟฟ้าลพั ธเ์ นื่องจากระบบจดุ โดยรวมกันแบบเวกเตอร์ 7. อธิบาย และคานวณพลงั งานศกั ยไ์ ฟฟ้า ศกั ยไ์ ฟฟ้า และ ความตา่ งศักย์ระหว่างสองตาแหน่งใดๆ 8. อธบิ ายสว่ นประกอบของตวั เกบ็ ประจุ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งประจุไฟฟ้า ความตา่ งศักย์ และความจุของตัว เก็บประจุและอธบิ ายพลังงานสะสมในตวั เก็บประจุ และความจสุ มมูล รวมท้ังคานวณปรมิ าณต่างๆ ท่ี เก่ยี วขอ้ ง

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 160 9. นาความรูเ้ ร่อื งไฟฟา้ สถติ ไปอธิบายหลักการทางานของเครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ บางชนิด และปรากฏการณใ์ น ชวี ติ ประจาวนั 10.อธิบายการเคลอ่ื นที่ของอิเลก็ ตรอนอิสระและกระแสไฟฟา้ ในลวดตวั นา ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกระแสไฟฟา้ ในลวดตัวนากับความเร็วรอยเลือ่ นของอเิ ล็กตรอนอิสระ ความหนาแน่นของอเิ ลก็ ตรอนในลวดตัวนาและ พื้นที่หน้าตดั ของลวดตัวนา และคานวณปรมิ าณต่างๆ ทีเ่ กี่ยวข้อง 11.ทดลอง และอธิบายกฎของโอห์ม อธิบายความสัมพันธร์ ะหวา่ งความตา้ นทานกับความยาวพืน้ ทหี่ นา้ ตดั และสภาพต้านทานของตวั นาโลหะทอี่ ุณหภมู คิ งตัว และคานวณปริมาณต่างๆที่เกี่ยวขอ้ ง รวมทัง้ อธบิ าย และคานวณความตา้ นทานสมมูลเม่ือนาตัวตา้ นทานมาต่อกันแบบอนุกรมและแบบขนาน 12. ทดลอง อธบิ าย และคานวณอเี อ็มเอฟของแหลง่ กาเนิดไฟฟา้ กระแสตรง รวมท้ังอธิบายและคานวณ พลงั งานไฟฟา้ และกาลงั ไฟฟ้า 13. ทดลอง และคานวณอเี อม็ เอฟสมมลู จากการต่อแบตเตอรแี่ บบอนกุ รมและขนาน รวมทั้งคานวณปริมาณ ต่างๆ ท่เี ก่ียวขอ้ งในวงจรไฟฟา้ แระแสตรงซึง่ ประกอบดว้ ยแบตเตอร่แี ละตวั ตา้ นทาน 14. อธบิ ายการเปลย่ี นพลังงานทดแทนเป็นพลงั งานไฟฟ้า รวมทั้งสืบค้นและอภิปรายเกยี่ วกับเทคโนโลยีที่ นามาแก้ปญั หาหรือตอบสนองความต้องการทางด้านพลงั งาน โดยเนน้ ด้านประสิทธิภาพและความคุ้มคา่ ด้านคา่ ใช้จ่าย รวมทั้งหมด 14 ผลกำรเรียนรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 161 โครงสร้ำงรำยวิชำเพ่ิมเตมิ กล่มุ สำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รำยวชิ ำฟสิ กิ ส์ เลม่ 4 รหัสวิชำ ว32204 ชนั้ มัธยมศึกษำปที ่ี 5 เวลำเรยี น 80 ชวั่ โมง จำนวน 2.0 หน่วยกติ ท่ี ชอื่ หนว่ ยกำรเรียนรู้ ผลกำรเรยี นรู้ สำระสำคญั เวลำ น้ำหนัก 1 เสยี ง (ชว่ั โมง) คะแนน 2 ไฟฟ้าสถติ 1-3 - ธรรมชาตขิ องเสยี ง - การได้ยินเสยี ง 24 16 3 ไฟฟ้ากระแส - ปรากฏการณเ์ กย่ี วกบั เสยี ง - การประยกุ ตใ์ ชค้ วามร้เู รื่อง 28 22 เสียง 28 22 4-9 - ธรรมชาติของไฟฟา้ สถติ - กฎของคูลอมบ์ 20 - สนามไฟฟ้า 20 - ศกั ย์ไฟฟ้าและความตา่ งศกั ย์ 80 100 - ตวั เก็บประจุ - การนาความรเู้ ก่ียวกับไฟฟ้า สถิตไปใชป้ ระโยชน์ 10-14 - กระแสไฟฟ้า - ความสัมพนั ธ์ระหว่าง กระแสไฟฟา้ กบั ความตา่ งศกั ย์ - พลงั งานในวงจรไฟฟา้ กระแสตรง - แบตเตอร่แี ละวงจรไฟฟา้ กระแสตรงเบือ้ งตน้ - พลังงานไฟฟา้ จากพลังงาน ทดแทนและเทคโนโลยี ดา้ นพลงั งาน กลำงภำค ปลำยภำค รวม

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 162 คำอธิบำยรำยวชิ ำเพิ่มเติม กล่มุ สำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รำยวิชำฟิสิกส์ 5 รหัสวิชำ ว33205 ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 6 เวลำเรยี น 80 ช่วั โมง จำนวน 2.0 หนว่ ยกิต ศกึ ษาสนามแม่เหลก็ แรงแมเ่ หลก็ โมเมนต์ของแรงคู่ควบกระทากบั ขดลวดท่มี กี ระแสไฟฟ้าผา่ นเม่ืออยใู่ น สนามแมเ่ หลก็ กระแสไฟฟ้าเหนยี่ วนา อเี อ็มเอฟเหนย่ี วนา ไฟฟา้ กระแสสลับ ความรอ้ น แก๊สอุดมคติทฤษฎีจลน์ของ แกส๊ ของแข็ง สภาพยืดหยุน่ ของของแข็ง ความตึงผิว ความหนืดของของเหลว ความดนั ในของไหล แรงพยงุ ของไหลใน อุดมคติ สมการความตอ่ เนอ่ื ง และสมการแบรน์ ูลี โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การ สืบค้นข้อมลู การสงั เกต วเิ คราะห์ เปรยี บเทียบ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพอ่ื ให้เกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ มี ความสามารถในการตัดสนิ ใจ มีทกั ษะปฏบิ ัตกิ ารทางวิทยาศาสตร์ รวมทงั้ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในดา้ นการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคดิ และการแกป้ ัญหา ดา้ นการสือ่ สาร สามารถส่อื สารสงิ่ ท่ีเรยี นรูแ้ ละนาความรู้ไปใชใ้ น ชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และคา่ นิยมท่เี หมาะสม ผลกำรเรยี นรู้ 1. สงั เกตและอธิบายเส้นสนามแม่เหล็ก อธิบายและคานวณฟลักซแ์ มเ่ หลก็ ในบริเวณท่ีกาหนด รวมท้ังสังเกต และอธิบายสนามแม่เหลก็ ที่เกิดจากกระแสไฟฟา้ ในลวดตวั นาเส้นตรงและโซเลนอยด์ 2. อธิบายและคานวณแรงแมเ่ หล็กทก่ี ระทาต่ออนุภาคที่มปี ระจไุ ฟฟ้าเคล่อื นท่ีในสนามแมเ่ หลก็ แรงแม่เหล็ก ที่กระทาตอ่ เส้นลวดท่ีมกี ระแสไฟฟ้าผ่านและวางในสนามแม่เหลก็ รศั มีความโคง้ ของการเคล่ือนทีเ่ มื่อ ประจุเคลือ่ นท่ีตั้งฉากกบั สนามแม่เหล็ก รวมท้ังอธบิ ายแรงระหว่างเสน้ ลวดตัวนาคู่ขนานทม่ี กี ระแสไฟฟ้า ผ่าน 3. อธิบายหลักการทางานของแกลแวนอมิเตอร์และมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง รวมท้งั คานวณปริมาณตา่ งๆท่ี เก่ยี วข้อง 4. สังเกตและอธิบายการเกิดอีเอ็มเอฟเหนีย่ วนา กฎการเหนี่ยวนาของฟาราเดย์ และคานวณปริมาณต่างๆที่ เกี่ยวขอ้ ง รวมทงั้ นาความรู้เร่อื งอเี อ็มเอฟเหน่ียวนาไปอธิบายการทางานของเครื่องใชไ้ ฟฟา้ 5. อธิบายและคานวณความตา่ งศักย์อาร์เอ็มเอส และกระแสไฟฟ้าอาร์เอม็ เอส 6. อธบิ ายหลกั การทางานและประโยชน์ของเคร่อื งกาเนิดไฟฟา้ กระแสสลบั 3 เฟส การแปลงอเี อ็มเอฟของ หม้อแปลง และคานวณปรมิ าณตา่ งท่ีเกีย่ วขอ้ ง 7. อธบิ ายและคานวณความร้อนที่ทาให้สสารเปลยี่ นอุณหภูมิ ความรอ้ นที่ทาให้สสารเปล่ียนสถานะ และ ความรอ้ นท่ีเกดิ จากการถ่ายโอนตามกฎการอนุรกั ษ์พลังงาน 8. อธิบายกฎของแก๊สอุดมคติและคานวณปรมิ าณตา่ งๆ ท่เี กยี่ วข้อง 9. อธบิ ายแบบจาลองของแก๊สอดุ มคติ ทฤษฎจี ลน์ของแกส๊ และอตั ราเรว็ อาร์เอ็มเอสของโมเลกลุ ของแกส๊ รวมทง้ั คานวณปริมาณต่างๆ ท่ีเก่ียวข้อง 10.อธิบายและคานวณงานทท่ี าโดยแกส๊ ในภาชนะปิดโดยความดันคงตัวและอธิบายความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง ความร้อน พลงั งานภายในระบบ และงาน รวมทั้งคานวณปริมาณตา่ งๆ ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง และนาความร้เู ร่ือง พลงั งานภายในระบบไปอธิบายหลักการทางานของเครอื่ งใช้ในชวี ิตประจาวนั

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 163 11.อธิบายสภาพยืดหยุ่นและลกั ษณะการยดื และการหดตัวของวัสดุทเี่ ป็นแทง่ เมือ่ ถกู กระทาด้วยแรงคา่ ต่างๆ รวมท้งั ทดลอง อธบิ ายและคานวณความเคน้ ตามยาว ความเครยี ดตามยาว และมอดุลัสของยัง และนา ความรูเ้ รอ่ื งสภาพยดื หยนุ่ ไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั 12.อธิบายและคานวณความดนั เกจ ความดนั สมั บรู ณ์ และความดันบรรยากาศ รวมทงั้ อธิบายหลกั การทางาน ของแมนอมเิ ตอร์ บารอมเิ ตอร์ และเครือ่ งอดั ไฮดรอลกิ 13.ทดลอง อธิบายและคานวณขนาดแรงพยงุ จากของไหล 14.อธิบาย อธิบายและคานวณความตึงผวิ ของของเหลว รวมทง้ั สงั เกตและอธิบายแรงเหน่ยี วของของเหลว 15.อธบิ ายสมบตั ิของของไหลอุดมคติ สมการความต่อเน่ือง และสมการแบร์นูลลี รวมท้ังคานวณปรมิ าณตา่ งๆ ทเ่ี กยี่ วข้อง และนาความรเู้ กยี่ วกบั สมการต่อเนอ่ื งและสมการแบร์นูลลไี ปอธบิ ายหลกั การทางานของ อุปกรณ์ต่างๆ รวมทงั้ หมด 15 ผลกำรเรยี นรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 164 โครงสร้ำงรำยวชิ ำเพ่ิมเตมิ กลุ่มสำระกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี รำยวิชำฟสิ กิ ส์5 รหัสวิชำ ว33205 ช้ันมธั ยมศึกษำปที ่ี 5 เวลำเรยี น 80 ชัว่ โมง จำนวน 2.0 หน่วยกติ ท่ี ช่ือหน่วยกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ สำระสำคญั เวลำ น้ำหนัก 1 แมเ่ หล็กและไฟฟ้า (ช่ัวโมง) คะแนน 1-6 - สนามแมเ่ หลก็ 2 ความร้อนและแกส๊ - แรงแม่เหล็ก 28 22 3 ของแข็งและของไหล - โมเมนตข์ องแรงคูค่ วบกระทา ตอ่ ขดลวดทมี่ ีกระแส 24 16 ไฟฟา้ ผา่ น เมอื่ อย่ใู น 28 สนามแมเ่ หล็ก 22 - กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนาและ 80 อเี อ็มเอฟเหน่ยี วนา 20 - ไฟฟา้ กระแสสลับ 20 100 7-10 - ความรอ้ น - แกส๊ อุดมคติ - ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส - กฎข้อท่ีหนง่ึ ของอุณหพล ศาสตร์ 11-15 - ของแขง็ และสภาพยืดหยนุ่ ของ ของแข็ง - ความตงึ ผวิ และความหนดื ของ ของเหลว - ของไหลสถติ - พลศาสตร์ของของไหล กลำงภำค ปลำยภำค รวม

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 165 คำอธิบำยรำยวิชำเพ่มิ เติม กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี รำยวิชำฟิสิกส์ 6 รหัสวิชำ ว33206 ชัน้ มธั ยมศึกษำปีท่ี 6 เวลำเรยี น 80 ช่วั โมง จำนวน 2.0 หนว่ ยกิต ศกึ ษาการเกดิ คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า สเปกตรัมของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้ โพลาไรเซชนั ของคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า การ ส่ือสารโดยอาศยั คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า สมมติฐานของพลงั ค์ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเลก็ ทริกทวภิ าวะ ของคลน่ื และอนุภาค เสถียรภาพของนวิ เคลียส กัมมนั ตภาพรังสี ปฏิกริ ยิ านิเคลยี ร์ พลงั งานนวิ เคลียรแ์ ละฟิสิกส์อนุภาค โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นขอ้ มูล การสังเกต วิเคราะห์ เปรียบเทยี บ อธิบาย อภิปราย และสรปุ เพื่อให้เกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ มคี วามสามารถในการตัดสินใจ มีทกั ษะปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ รวมทง้ั ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในดา้ นการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ดา้ นการคิดและการแก้ปัญหา ดา้ นการสอ่ื สาร สามารถสื่อสารสง่ิ ที่เรียนรู้และนาความร้ไู ปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจิตวทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านิยมท่ี เหมาะสม ผลกำรเรยี นรู้ 1. อธบิ ายการเกิดและลักษณะเฉพาะของคล่นื แม่เหล็กไฟฟ้า แสงไม่โพลาไรส์ แสงโพลาไรสเ์ ชิงเส้น และแผน่ โพลารอยด์ รวมทงั้ อธบิ ายการนาคลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้าในชว่ งความถ่ีต่างๆ ไปประยกุ ตใ์ ชแ้ ละ หลักการ ทางานของอปุ กรณท์ ่ีเกย่ี วขอ้ ง 2. สืบคน้ และอธิบายการสอื่ สารโดยอาศยั คล่นื แม่เหล็กไฟฟ้าในการส่งผ่านสารสนเทศ และเปรียบเทยี บการ ส่ือสารด้วยสญั ญาณแอนะล็อกกบั สญั ญาณดจิ ทิ ัล 3. อธบิ ายสมมติฐานของพลังค์ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ และการเกดิ เสน้ สเปกตรัมของอะตอมไฮโรเจน รวมทง้ั คานวณปริมาณต่างๆ ท่ีเกยี่ วขอ้ ง 4. อธบิ ายปรากฏการณโ์ ฟโตอเิ ลก็ ทริกและคานวณพลงั งานโฟตอน พลงั งานจลนข์ องโฟโตอเิ ล็กตรอนและ ฟงั ก์ชันงานของโลหะ 5. อธิบายทวิภาวะของคลื่นและอนภุ าค รวมทง้ั อธิบายและคานวณความยาวคล่ืนเดอบรอยล์ 6. อธบิ ายกมั มนั ตภาพรังสแี ละความแตกตา่ งของรังสแี อลฟา บีตาและแกมมา 7. อธบิ ายและคานวณกมั มันตภาพของนวิ เคลยี สกัมมนั ตรังสี รวมท้ังทดลอง อธบิ ายและคานวณจานวน นวิ เคลยี สกัมมันตรังสที ่เี หลือจากการสลายและคร่ึงชีวติ 8. อธิบายแรงนวิ เคลยี ร์ เสถยี รภาพของนิวเคลียส และพลังงานยดึ เหน่ยี ว รวมท้ังทดลอง อธิบาย และ คานวณปรมิ าณต่างๆ ที่เก่ียวขอ้ ง 9. อธิบายปฏิกิริยานวิ เคลยี ร์ ฟิชชัน และฟวิ ชนั รวมทั้งคานวณพลงั งานนิวเคลียร์ 10.อธิบายประโยชนข์ องพลงั งานนิวเคลยี รแ์ ละรงั สี รวมทง้ั อนั ตรายและการปอ้ งกันรงั สใี นด้านต่างๆ 11.อธิบายการค้นคว้าวจิ ยั ด้านฟิสกิ สอ์ นุภาค แบบจาลองมาตรฐาน และการใชป้ ระโยชนจ์ ากการค้นคว้าวจิ ัย ดา้ นฟิสิกส์อนุภาคในด้านต่างๆ รวมท้ังหมด 11 ผลกำรเรยี นรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 166 โครงสร้ำงรำยวชิ ำเพิ่มเตมิ กลุ่มสำระกำรเรยี นรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รำยวิชำฟสิ กิ ส์ เล่ม 6 รหสั วิชำ ว33206 ชั้นมัธยมศกึ ษำปีท่ี 6 เวลำเรียน 80 ชั่วโมง จำนวน 2.0 หน่วยกติ ท่ี ช่ือหนว่ ยกำรเรียนรู้ ผลกำรเรยี นรู้ สำระสำคัญ เวลำ นำ้ หนัก 1 คลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ (ช่วั โมง) คะแนน 1-6 - การเกดิ คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้า 2 ความรอ้ นและแก๊ส - สเปกตรัมของคลน่ื 28 22 3 ของแข็งและของไหล แมเ่ หล็กไฟฟา้ - โพลาไรเซชันของคล่ืน 24 16 แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ 28 - การประยุกตใ์ ช้คล่นื 22 แม่เหลก็ ไฟฟ้า 80 - การส่อื สารโดยอาศยั คล่ืน 20 แมเ่ หล็กไฟฟ้า 20 100 7-10 - ความร้อน - แก๊สอุดมคติ - ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส - กฎข้อท่ีหน่ึงของอณุ หพล ศาสตร์ 11-15 - ของแขง็ และสภาพยืดหยนุ่ ของ ของแข็ง - ความตงึ ผวิ และความหนืดของ ของเหลว - ของไหลสถติ - พลศาสตร์ของของไหล กลำงภำค ปลำยภำค รวม

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 167 คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่มิ เติม รำยวิชำ เคมี ๑ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ ำ ว๓๑๒๒๑ ชั้นมธั ยมศกึ ษำปที ่ี ๔ เวลำ ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกติ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ศกึ ษาเกยี่ วกับสัญลักษณแ์ สดงความเป็นอันตรายของสารเคมีในระบบ GHS และ NFPA ขอ้ ควรปฏิบัติในการ ทาปฏิบัติการเคมี ท้ังก่อนทาปฏิบัติการ ขณะทาปฏิบัติการ และหลังทาปฏิบัติการ การกาจัดสารเคมี และการปฐม พยาบาลเมือ่ ได้รับอุบตั เิ หตุจากสารเคมี ศึกษาการพิจารณาความน่าเชื่อถอื ของขอ้ มูลทไี่ ด้จากการวดั จากความเท่ียงและ ความแม่น อุปกรณ์วัดปริมาตรและวัดมวล เลขนัยสาคัญ หน่วยวัดในระบบ เอสไอ แฟกเตอร์เปล่ียนหน่วย รวมทั้ง วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และจิตวทิ ยาศาสตร์ ศึกษาแบบจาลองอะตอมของดอลตัน ทอมสัน รัทเทอร์ฟอร์ด โบร์ และแบบกลุ่มหมอก เขียนและแปล ความหมายสัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ เลขอะตอม เลขมวล ไอโซโทป เขียนการจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม ศึกษา ความหมายของระดับพลังงานของอิเล็กตรอน ออร์บิทัล เวเลนซ์อิเล็กตรอน วิวัฒนาการของการสร้างตารางธาตุและ ตารางธาตุในปัจจุบัน แน้วโน้มสมบัติบางประการของธาตุในตารางธาตุตามหมู่และตามคาบ เก่ียวกับขนาดอะตอม ขนาดไอออน พลังงานไอออไนเซชัน สมั พรรคภาพอเิ ลก็ ตรอน อิเล็กโทรเนกาตวิ ิตี ศึกษาสมบัตขิ องธาตุแทรนซิชนั ธาตุ กัมมันตรังสี การเกิดกัมมันตภาพรังสี การสลายตัวและอันตรายจากไอโซโทปกัมมันตรังสี คานวณคร่ึงชีวิตของธาตุ กัมมันตรังสี ศึกษาปฏิกิริยานิวเคลียร์และเทคโนโลยีท่ีเก่ียวข้องกับการใช้สารกัมมันตรังสี การนาธาตุไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งผลกระทบต่อสงิ่ มชี ีวิตและส่งิ แวดล้อม ศกึ ษาพนั ธะเคมี สญั ลกั ษณแ์ บบจุดและกฎออกเตต การเกดิ พนั ธะไอออนิก สูตรเคมแี ละชอ่ื ของสารประกอบไอ ออนิก เลขออกซเิ ดชัน พลังงานกบั การเกดิ สารประกอบไอออนิก สมบัติของสารประกอบไอออนกิ สมการไอออนิกและ สมการไอออนิกสุทธิ การเกิดพันธะโคเวเลนต์ โครงสร้างลิวอิส สูตรโมเลกุลและช่ือของสารประกอบโคเวเลนต์ ความ ยาวและพลังงานพันธะ เรโซแนนซ์ การคานวณพลังงานพันธะและพลังงานของปฏิกิริยา รูปร่างและสภาพข้ัวของ โมเลกุลโคเวเลนต์ แรงยึดเหน่ยี วระหวา่ งโมเลกุลและสมบัตขิ องสาร โคเวเลนต์ สารโคเวเลนต์โครงร่างตาข่าย การเกดิ พันธะโลหะและสมบัตขิ องโลหะ และการนาสารประกอบชนดิ ตา่ ง ๆ ไปใชป้ ระโยชน์ของสารประกอบ โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสบื ค้นข้อมูล การสงั เกต วเิ คราะห์ เปรียบเทยี บ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง วิทยาศาสตร์ รวมท้ังทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการ แกป้ ัญหา ด้านการส่อื สาร สามารถสอื่ สารส่ิงที่เรยี นรแู้ ละนาความรูไ้ ปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านิยมท่ีเหมาะสม ผลกำรเรยี นรู้ ๑. บอกและอธบิ ายข้อปฏบิ ัตเิ บ้ืองต้น และปฏบิ ัติตนทีแ่ สดงถงึ ความตระหนกั ในการทาปฏบิ ัตกิ ารเคมเี พื่อให้มคี วาม ปลอดภัย ทง้ั ต่อตนเอง ผอู้ ื่นและส่งิ แวดล้อม และเสนอแนวทางแก้ไขเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ๒. เลอื กและใช้อปุ กรณ์หรือเครื่องมอื ในการทาปฏบิ ัติการ และวัดปรมิ าณต่าง ๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม ๓. ระบหุ นว่ ยวดั ปรมิ าณตา่ ง ๆ ของสาร และเปลี่ยนหนว่ ยวัดให้เป็นหน่วยในระบบเอสไอด้วยการใช้แฟกเตอรเ์ ปลี่ยน หน่วย ๔. นาเสนอแผนการทดลอง ทดลองและเขียนรายงานการทดลอง ๕. สบื ค้นข้อมูลสมมติฐาน การทดลองหรอื ผลการทดลองทเ่ี ป็นประจักษ์พยานในการเสนอ แบบจาลองอะตอมของ นกั วทิ ยาศาสตร์ และอธบิ ายวิวฒั นาการของแบบจาลองอะตอม

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 168 ๖. เขียนสญั ลกั ษณ์นวิ เคลยี ร์ของธาตุ และระบุจานวนโปรตอน นวิ ตรอน และอิเล็กตรอนของอะตอม จากสัญลักษณ์ นิวเคลยี ร์ รวมท้ังบอกความหมายของไอโซโทป ๗. อธิบายและเขียนการจัดเรยี งอิเลก็ ตรอนในระดบั พลังงานหลกั และระดบั พลังงานย่อยเมื่อทราบเลขอะตอมของธาตุ ๘. ระบุหมู่ คาบ ความเป็นโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ของธาตเุ รพรีเซนเททฟี และธาตแุ ทรนซิชนั ในตารางธาตุ ๙. วิเคราะห์ และบอกแนวโนม้ สมบตั ขิ องธาตเุ รพรีเซนเททีฟตามหม่แู ละตามคาบ ๑๐. บอกสมบตั ขิ องธาตุโลหะแทรนซชิ นั และเปรียบเทยี บสมบตั กิ บั ธาตุโลหะในกลมุ่ ธาตุเรพรีเซนเททฟี ๑๑. อธบิ ายสมบัติและคานวณครึ่งชวี ิตของไอโซโทปกัมมันตรงั สี ๑๒. สบื ค้นข้อมูลและยกตัวอยา่ งการนาธาตมุ าใช้ประโยชน์ รวมทงั้ ผลกระทบต่อสงิ่ มีชวี ติ และ สง่ิ แวดล้อม ๑๓. อธิบายการเกิดไอออนและการเกดิ พนั ธะไอออนิก โดยใช้แผนภาพหรอื สัญลักษณแ์ บบจุดของลิวอสิ ๑๔. เขยี นสูตรและเรียกชื่อสารประกอบไอออนิก ๑๕. คานวณพลังงานทีเ่ ก่ียวขอ้ งกบั ปฏิกิรยิ าการเกิดสารประกอบไอออนกิ จากวฏั จกั รบอรน์ -ฮาเบอร์ ๑๖. อธบิ ายสมบัติของสารประกอบไอออนิก ๑๗. เขยี นสมการไอออนิกและสมการไอออนกิ สุทธิของปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนกิ ๑๘. อธิบายการเกิดพันธะโคเวเลนต์แบบพนั ธะเดีย่ ว พันธะคู่ และพนั ธะสาม ดว้ ยโครงสร้างลวิ อสิ ๑๙. เขยี นสตู รและเรียกช่ือสารโคเวเลนต์ ๒๐. วิเคราะห์และเปรยี บเทยี บความยาวพนั ธะและพลังงานพนั ธะในสารโคเวเลนต์ รวมทง้ั คานวณพลังงานทเ่ี กย่ี วข้อง กับปฏกิ ิรยิ าของสารโคเวเลนต์จากพลังงานพนั ธะ ๒๑. คาดคะเนรูปร่างโมเลกลุ โคเวเลนตโ์ ดยใชท้ ฤษฎีการผลักระหวา่ งคู่อเิ ลก็ ตรอนในวงเวเลนซ์ และระบสุ ภาพข้ัวของ โมเลกลุ โคเวเลนต์ ๒๒. ระบุชนดิ ของแรงยึดเหน่ียวระหวา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์ และเปรียบเทียบจุดหลอมเหลว จุดเดือด และการละลายน้า ของสารโคเวเลนต์ ๒๓. สืบคน้ ขอ้ มูลและอธบิ ายสมบตั ขิ องสารโคเวเลนตโ์ ครงรา่ งตาข่ายชนิดต่าง ๆ ๒๔. อธิบายการเกดิ พนั ธะโลหะและสมบตั ิของโลหะ ๒๕. เปรียบเทียบสมบัติบางประการของสารประกอบไอออนกิ สารโคเวเลนต์ และโลหะ สบื คน้ ข้อมูลและนาเสนอ ตัวอย่างการใชป้ ระโยชนข์ องสารประกอบไอออนกิ สารโคเวเลนต์ และโลหะ ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งหมด ๒๕ ผลกำรเรียนรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 169 โครงสรำ้ งรำยวิชำเพิ่มเติม รำยวชิ ำ เคมี ๑ กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้วทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ ำ ว๓๑๒๒๑ ชน้ั มัธยมศกึ ษำปที ี่ ๔ เวลำ ๖๐ ช่ัวโมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต ลำดบั ท่ี ช่อื หน่วย ผลกำรเรยี นรู้ สำระสำคัญ เวลำ คะแนน กำรเรียนรู้ ๑-๕ (ชั่วโมง) ๑๐ ความปลอดภยั ในการทางาน ๒๕ ๑ ความปลอดภัยและ กับสารเคมี อุบัติเหตจุ าก ๑๕ ทกั ษะการปฏิบัติการ สารเคมี การวัดปริมาณสาร ๒๐ ๑๕ เคมี หนว่ ยวัด วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ๒๕ ๒๐ ๒ อะตอมและสมบัติ ๖-๑๒ แบบจาลองอะตอมของ ดอล ๓๐ ของธาตุ ตัน ทอมสนั รทั เทอรฟ์ อร์ด ๑๐๐ โบรแ์ ละแบบจาลองอะตอม ๓ พันธะเคมี ๑๓-๒๕ แบบกลุม่ หมอก อนภุ าคมูลฐาน เลขอะตอม เลขมวล ไอโซโทน ไอโซบาร์ การจัดอเิ ลก็ ตรอนในอะตอม ตารางธาตุและสมบัติของธาตุ หม่หู ลัก ธาตทุ รานซิชนั ธาตกุ ัมมันตรังสี ธาตุและสารประกอบใน สงิ่ มชี วี ติ และสิง่ แวดล้อม สญั ลักษณ์แบบจุดของลิวอิส และกฎออกเตต พนั ธะไอออนกิ พันธะโคเวเลนต์ พนั ธะโลหะ การใช้ประโยชน์ของ สารประกอบไอออนกิ สาร โคเวเลนต์ และโลหะ กลำงภำค ปลำยภำค รวม

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 170 คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพมิ่ เติม รำยวิชำ เคมี ๒ กลมุ่ สำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ ำ ว๓๑๒๒๒ ช้ันมธั ยมศึกษำปที ี่ ๔ เวลำ ๖๐ ช่วั โมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกติ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ศึกษาความหมายและคานวณมวลอะตอม มวลอะตอมสัมพัทธ์ มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ โมล มวลต่อโมล มวลโมเลกุลและมวลสูตร ศึกษาความสัมพันธร์ ะหวา่ งจานวนโมล อนุภาค มวลและปริมาตรของแก๊สท่ี STP ศึกษากฎ สัดส่วนคงท่ี คานวณอัตราสว่ นโดยมวล อตั ราส่วนโดยโมล รอ้ ยละโดยมวล สูตรโมเลกลุ และสตู รเอมพิริคลั ศกึ ษาหน่วยความเขม้ ข้นและการคานวณความเข้มขน้ ของสารละลายในหน่วยร้อยละ ส่วนในล้านสว่ น สว่ นใน พันล้านส่วน โมลาริตี โมแลลิตี และเศษส่วนโมล ศึกษาการเตรียมสารละลายจากสารบริสุทธิ์และจากการเจื อจาง สารละลายเข้มข้น เปรียบเทยี บจดุ เดือดและจดุ หลอมเหลวของสารบรสิ ุทธแิ์ ละสารละลาย ศึกษาการเขียนและดุลสมการเคมี อัตราส่วนโดยโมลของสารในปฏิกิริยาเคมี แปลความหมายสัญลักษณ์ใน สมการเคมี คานวณปริมาณของสารในปฏิกริ ิยาเคมีตามกฎทรงมวล ศึกษากฎของเกย์-ลูสแซกและสมมติฐานของอาโว กาโดร คานวณปริมาณของสารในปฏิกิริยาเคมีโดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างโมล มวล ความเข้มข้น และปริมาตรแก๊ส คานวณปรมิ าณสารในปฏิกิรยิ าเคมีหลายขน้ั ตอน ปรมิ าณสารเมือ่ มสี ารกาหนดปริมาณ และผลไดร้ ้อยละ โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสบื ค้นข้อมูล การสังเกต วเิ คราะห์ เปรียบเทยี บ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง วิทยาศาสตร์ รวมทั้งทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการ แกป้ ญั หา ด้านการส่ือสาร สามารถสอื่ สารสง่ิ ท่ีเรยี นรูแ้ ละนาความร้ไู ปใช้ในชวี ิตของตนเอง มีจิตวทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และคา่ นิยมที่เหมาะสม ผลกำรเรียนรู้ ๑. บอกความหมายของมวลอะตอมของธาตุ และคานวณมวลอะตอมเฉล่ยี ของธาตุ มวลโมเลกุล และมวลสูตร ๒. อธบิ ายและคานวณปริมาณใดปริมาณหนง่ึ จากความสัมพนั ธข์ องโมล จานวนอนภุ าค มวล และปริมาตรของแก๊สที่ STP ๓. คานวณอตั ราสว่ นโดยมวลของธาตุองคป์ ระกอบของสารประกอบตามกฎสัดสว่ นคงที่ ๔. คานวณสตู รอยา่ งงา่ ยและสูตรโมเลกุลของสาร ๕. คานวณความเข้มขน้ ของสารละลายในหน่วยตา่ ง ๆ ๖. อธิบายวิธกี ารและเตรียมสารละลายใหม้ ีความเขม้ ขน้ ในหนว่ ยโมลาริตี และปรมิ าตรของสารละลายตามท่กี าหนด ๗. เปรยี บเทียบจดุ เดือดและจุดเยือกแข็งของสารละลายกบั สารบริสุทธิ์ รวมทั้งคานวณจุดเดือดและจุดเยอื กแขง็ ของ สารละลาย ๘. แปลความหมายสัญลกั ษณ์ในสมการเคมี เขียนและดุลสมการเคมขี องปฏกิ ิรยิ าเคมบี างชนิด ๙. คานวณปริมาณของสารในปฏกิ ิรยิ าเคมีที่เกย่ี วขอ้ งกับมวลสาร ๑๐. คานวณปริมาณของสารในปฏกิ ิริยาเคมีที่เกี่ยวขอ้ งกบั ความเขม้ ขน้ ของสารละลาย ๑๑. คานวณปริมาณของสารในปฏิกิริยาเคมีทเี่ กี่ยวข้องกับปรมิ าตรแกส๊ ๑๒. คานวณปรมิ าณของสารในปฏิกริ ยิ าเคมีหลายขน้ั ตอน ๑๓. ระบุสารกาหนดปริมาณ และคานวณปริมาณสารตา่ ง ๆ ในปฏกิ ิริยาเคมี ๑๔. คานวณผลไดร้ ้อยละของผลิตภัณฑ์ในปฏิกริ ิยาเคมี รวมทั้งหมด ๑๔ ผลกำรเรยี นรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 171 โครงสรำ้ งรำยวิชำเพมิ่ เตมิ รำยวิชำ เคมี ๒ กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้วทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ ำ ว๓๑๒๒๒ ชัน้ มธั ยมศกึ ษำปีที่ ๔ เวลำ ๖๐ ชว่ั โมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกติ ลำดบั ท่ี ชือ่ หน่วย ผลกำรเรียนรู้ สำระสำคญั เวลำ คะแนน กำรเรียนรู้ ๑-๔ (ชั่วโมง) ๑๐ มวลอะตอม ๑๕ ๑ โมลและสตู รเคมี โมล ๑๐ สูตรเคมี ๒๕ ๒ สารละลาย ๕-๗ ความเขม้ ขน้ ของ ๒๐ สารละลาย ๒๐ ๓ ปรมิ าณสมั พนั ธ์ ๘-๑๔ การเตรยี มสารละลาย ๓๐ ๓๐ สมบตั ิบางประการของ ๑๐๐ สารละลาย ปฏิกริ ิยาเคมี สมการเคมี การคานวณปริมาณสาร ในปฏกิ ิรยิ าเคมี สารกาหนดปริมาณ ผลได้รอ้ ยละ กลำงภำค ปลำยภำค รวม

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 172 คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพม่ิ เติม รำยวชิ ำ เคมี ๓ กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้วทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหสั วิชำ ว๓๒๒๒๓ ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปีท่ี ๕ เวลำ ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ศึกษาพฤตกิ รรมของแกส๊ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งปริมาตร ความดนั อุณหภมู ขิ องแก๊สตามกฎของบอยล์ กฎของ ชาร์ล กฎของเกย์–ลูสแซก กฎรวมแก๊ส คานวณปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ จานวนโมล หรือมวลของแก๊ส จาก ความสัมพนั ธ์ตามกฎของอาโวกาโดร และกฎแกส๊ อุดมคติ คานวณและอธบิ ายการเปลี่ยนแปลงทีเ่ กี่ยวข้องกบั จานวนโม ลของแก๊สที่ภาวะต่าง ๆ ในธรรมชาติ แก๊สผสม คานวณความดันย่อยหรอื จานวนโมล ของแก๊สในแกส๊ ผสม โดยใช้กฎ ความดนั ย่อยของดอลตัน อธบิ ายการแพรข่ องแก๊ส ทฤษฎจี ลน์ของแกส๊ อัตราการแพรข่ องแกส๊ กฎการแพรผ่ า่ นของเก รแฮม สมบัติและกฎต่าง ๆ ของแก๊ส อธิบายปรากฏการณ์ หรอื ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวันและในอุตสาหกรรม ศึกษาทดลองและเขียนกราฟการเพ่ิมขึ้นหรือลดลงของสารท่ีทาการวัดในปฏิกิริยา คานวณอัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี และเขียนกราฟการลดลงหรือเพิ่มข้ึนของสารที่ไม่ได้วัดในปฏิกิริยา เขียนแผนภาพ และอธิบายทิศ ทางการชนกันของอนภุ าคและพลังงานที่ส่งผลต่ออัตรา การเกิดปฏิกิริยาเคมี ทดลอง และอธิบายผลของความเข้มขน้ พืน้ ทผ่ี ิวของสารตั้งต้น อุณหภมู ิ และตัวเร่งปฏิกิรยิ าทีม่ ีตอ่ อัตราการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี เปรียบเทียบอัตราการเกิดปฏิกิริยาเม่ือมีการเปล่ียนแปลงความเข้มข้น พื้นที่ผิวของสารต้ังต้น อุณหภูมิ และตั วเร่ง ปฏกิ ิริยา ยกตวั อย่าง และอธิบายปจั จยั ทม่ี ผี ลต่ออตั ราการเกิดปฏิกิรยิ าเคมใี นชวี ิตประจาวันหรอื อุตสาหกรรม ทดสอบและอธิบายความหมายของปฏิกิริยาผันกลับได้และภาวะสมดุล อธิบายการเปลี่ยนแปลงความเข้มขน้ ของสาร อัตราการเกิดปฏกิ ริ ิยาไปข้างหน้า และอตั ราการเกดิ ปฏิกิริยายอ้ นกลับ เม่อื เรมิ่ ปฏิกิริยาจนกระทง่ั ระบบอยู่ใน ภาวะสมดุล คานวณค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา คานวณความเข้มข้นของสารท่ีภาวะสมดุล คานวณค่าคงที่สมดุลหรือ ความเข้มข้นของปฏิกริ ิยาหลายข้ันตอน ระบุปัจจัยท่ีมีผลต่อภาวะสมดุลและค่าคงที่สมดุลของระบบ รวมทั้งคาดคะเน การเปลยี่ นแปลงท่ีเกดิ ข้ึนเมื่อภาวะสมดลุ ของระบบถูกรบกวน โดยใชห้ ลกั ของเลอชาเตอลเิ อ ยกตัวอย่าง อธบิ ายสมดุล เคมีของกระบวนการทเ่ี กิดข้นึ ในสิ่งมชี วี ิต ปรากฏการณ์ในธรรมชาติและกระบวนการในอตุ สาหกรรม โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสืบคน้ ข้อมลู การสงั เกต วิเคราะห์ เปรียบเทียบ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง วิทยาศาสตร์ รวมท้ังทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการ แกป้ ัญหา ด้านการส่อื สาร สามารถส่ือสารส่งิ ที่เรยี นร้แู ละนาความรไู้ ปใช้ในชวี ิตของตนเอง มีจิตวทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และคา่ นยิ มทีเ่ หมาะสม ผลกำรเรียนรู้ ๑. อธบิ ายความสัมพนั ธ์และคานวณปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิของแกส๊ ท่ภี าวะตา่ ง ๆ ตามกฎของบอยล์ กฎของ ชาร์ล กฎของ เกย์–ลูสแซก ๒. คานวณปริมาตร ความดัน หรอื อุณหภมู ิ ของแกส๊ ทีภ่ าวะตา่ ง ๆ ตามกฎรวมแก๊ส ๓. คานวณปริมาตร ความดัน อุณหภมู ิ จานวนโมล หรือมวลของแก๊ส จากความสัมพนั ธต์ ามกฎของอาโวกาโดร และกฎ แก๊สอุดมคติ ๔. คานวณความดนั ย่อยหรือจานวนโมล ของแก๊สในแกส๊ ผสม โดยใช้กฎความดันย่อยของดอลตัน ๕. อธิบายการแพรข่ องแก๊สโดยใช้ทฤษฎจี ลนข์ องแกส๊ คานวณและเปรียบเทียบอัตรา การแพรข่ องแก๊ส โดยใชก้ ฎการ แพรผ่ า่ นของ เกรแฮม

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 173 ๖. สืบคน้ ขอ้ มูล นาเสนอตัวอยา่ ง และอธบิ ายการประยกุ ต์ใช้ความรูเ้ ก่ยี วกับสมบตั ิและกฎตา่ ง ๆ ของแกส๊ ในการ อธบิ ายปรากฏการณ์ หรอื แก้ปญั หาในชีวติ ประจาวนั และในอตุ สาหกรรม ๗. ทดลอง และเขยี นกราฟการเพม่ิ ข้ึนหรอื ลดลงของสารท่ีทาการวัดในปฏกิ ริ ยิ า ๘. คานวณอตั ราการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี และเขียนกราฟการลดลงหรือเพ่ิมข้ึนของสารท่ีไมไ่ ด้วัดในปฏกิ ิริยา ๙. เขยี นแผนภาพ และอธบิ ายทิศทางการชนกันของอนภุ าคและพลังงานทสี่ ่งผลตอ่ อตั รา การเกิดปฏิกริ ิยาเคมี ๑๐. ทดลอง และอธิบายผลของความเข้มข้น พ้นื ทีผ่ ิวของสารตง้ั ตน้ อณุ หภูมิ และตวั เรง่ ปฏกิ ิริยาที่มีต่ออตั ราการ เกิดปฏิกริ ิยาเคมี ๑๑. เปรียบเทียบอัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเมื่อมีการเปล่ยี นแปลงความเขม้ ข้น พ้นื ท่ีผวิ ของสารต้งั ต้น อุณหภูมิ และตวั เร่ง ปฏกิ ิริยา ๑๒. ยกตัวอย่าง และอธิบายปจั จัยท่ีมผี ลต่ออตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมีในชวี ิตประจาวันหรอื อตุ สาหกรรม ๑๓. ทดสอบ และอธบิ ายความหมายของปฏิกิรยิ าผันกลบั ได้และภาวะสมดุล ๑๔. อธบิ ายการเปลี่ยนแปลงความเขม้ ขน้ ของสาร อัตราการเกิดปฏกิ ริ ิยาไปข้างหน้า และอตั ราการเกดิ ปฏกิ ิริยา ย้อนกลบั เมอื่ เร่มิ ปฏกิ ริ ิยาจนกระทัง่ ระบบอยใู่ นภาวะสมดุล ๑๕. คานวณคา่ คงที่สมดุลของปฏิกริ ิยา ๑๖. คานวณความเขม้ ข้นของสารทีภ่ าวะสมดุล ๑๗. คานวณคา่ คงท่ีสมดุลหรอื ความเขม้ ข้นของปฏกิ ริ ยิ าหลายขัน้ ตอน ๑๘. ระบุปัจจยั ทมี่ ผี ลตอ่ ภาวะสมดุลและค่าคงที่สมดุลของระบบ รวมท้ังคาดคะเน การเปล่ียนแปลงทีเ่ กดิ ขึ้นเม่ือภาวะ สมดลุ ของระบบถูกรบกวน โดยใช้หลกั ของเลอชาเตอลเิ อ ๑๙. ยกตวั อยา่ ง และอธิบายสมดุลเคมีของกระบวนการทีเ่ กิดขนึ้ ในส่งิ มชี วี ิต ปรากฏการณ์ในธรรมชาติและกระบวนการ ในอตุ สาหกรรม รวมท้งั หมด ๑๙ ผลกำรเรยี นรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 174 โครงสร้ำงรำยวชิ ำเพิ่มเติม รำยวชิ ำ เคมี ๓ กล่มุ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ ำ ว๓๒๒๒๓ ช้นั มธั ยมศกึ ษำปที ่ี ๕ เวลำ ๖๐ ชวั่ โมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต ลำดับ ชอ่ื หน่วย ผลกำรเรียนรู้ สำระสำคัญ เวลำ คะแนน ท่ี กำรเรียนรู้ ขอ้ ที่ ๑-๖ (ชัว่ โมง) ๒๐ ๑ ของแขง็ ของเหลว พฤติกรรมของแก๊ส และความ แกส๊ สมั พนั ธ์ระหวา่ งปริมาตร ความ ๒๐ ดนั และอุณหภมู ิของแกส๊ อธิบายได้ดว้ ยกฎของบอยล์ กฎ ของชารล์ กฎของเกย์–ลสู แซก และกฎรวมแกส๊ ซ่งึ สามารถ นามาใชใ้ นการคานวณปริมาตร ความดนั หรอื อุณหภมู ขิ องแกส๊ ท่ภี าวะต่าง ๆ ได้ ความสัมพันธ์ ระหวา่ งปริมาตร และจานวน โมลหรือมวลของแก๊ส อธบิ าย ความสมั พนั ธ์ไดด้ ว้ ยกฎของอา โวกาโดร สาหรบั ความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งปรมิ าตร ความดัน อุณหภูมิ และจานวนโมลของ แกส๊ อธิบายไดด้ ว้ ยกฎแก๊สอุดม คติ ซ่ึงสามารถนามาใช้ในการ คานวณและการอธบิ ายการ เปลยี่ นแปลงที่เกย่ี วขอ้ งกบั จานวนโมลของแกส๊ ทภ่ี าวะตา่ ง ๆ ได้ แก๊สสามารถแพร่ได้ การ แพร่ของแก๊สอธิบายได้ดว้ ย ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส ทีอ่ ณุ หภมู ิ เดียวกนั แก๊สจะแพร่ได้ช้าหรือ เรว็ ขึ้นอยูก่ ับมวลโมเลกุลของ แก๊ส อตั ราการแพร่ของแก๊สเปน็ สัดส่วนผกผันกบั รากท่ีสองของ มวลโมเลกุลของแกส๊ สมั พนั ธ์ กบั กฎการแพรผ่ า่ นของเกรแฮม สมบตั ิและกฎตา่ ง ๆ ของแกส๊ สามารถนาไปใชอ้ ธิบาย ปรากฏการณ์ หรอื ประยุกตใ์ ช้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 175 ๒ อตั ราการเกดิ ปฏิกิรยิ า ข้อที่ ๗-๑๒ ในชีวิต ประจาวันและใน ๒๐ ๑๕ เคมี ขอ้ ท่ี ๑๓-๒๑ อตุ สาหกรรม ๒๐ ๑๕ ๓ สมดลุ เคมี ปฏิกริ ยิ าเคมีแต่ละปฏิกิริยามี อตั ราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี ต่างกนั โดยอาจวัดจากการ ลดลงของสารต้งั ต้นหรือการ เพ่ิมขึน้ ของผลติ ภณั ฑต์ อ่ หนึ่ง หนว่ ยเวลา และหารด้วยเลข สมั ประสิทธข์ิ องสารนั้น ๆ ใน สมการเคมี เพือ่ ใหไ้ ดอ้ ตั ราการ เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมีท่เี ท่ากนั ไมว่ า่ จะเปน็ การวดั จากสารต้งั ตน้ หรือ ผลติ ภัณฑ์ ปฏิกริ ิยาเคมจี ะ เกดิ ขึน้ ไดก้ ต็ ่อเมื่ออนุภาคของ สารตัง้ ตน้ ชนกนั ในทศิ ทางที่ เหมาะสมและมพี ลงั งานอยา่ ง นอ้ ยเท่ากับพลังงานก่อกัมมนั ต์ ดังน้ันอัตราการเกิดปฏิกริ ยิ าจึง ขนึ้ กบั ทศิ ทางการชน และ พลงั งานทีเ่ กดิ จากการชน อตั รา การเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีของสาร หน่ึง ๆ ขึ้นอยกู่ บั ความเข้มขน้ พื้นท่ีผวิ อุณหภูมิ ตัวเร่งและตวั หนว่ งปฏิกริ ยิ า นอกจากน้อี ัตรา การเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมยี งั ข้ึนอยู่ กบั ชนดิ ของสารท่ีทาปฏิกริ ิยา ดว้ ย ความรู้เกยี่ วกบั ปัจจัยทมี่ ี ผลต่ออตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี สามารถนามาใชอ้ ธบิ าย กระบวนการ ทีเ่ กดิ ข้ึนใน ชีวติ ประจาวนั หรืออตุ สาหกรรม ปฏิกริ ิยาเคมีท่ีสามารถดาเนนิ ไป ข้างหน้าและย้อนกลับได้ เรยี กว่า ปฏิกิริยาผนั กลบั ได้ เมอื่ ปฏกิ ิรยิ าดาเนนิ ไปความเขม้ ข้น ของสารต้ังต้นและอัตราการ เกดิ ปฏิกิรยิ าไปข้างหนา้ จะลดลง ส่วนความเขม้ ข้นของผลิตภัณฑ์

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 176 กลำงภำค และอัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ า ๒๐ ปลำยภำค ย้อนกลบั จะเพมิ่ ข้นึ เมื่ออตั รา ๓๐ การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาไปขา้ งหนา้ ๑๐๐ รวม เทา่ กบั อัตราการเกิดปฏิกริ ยิ า ยอ้ นกลบั ระบบจะอยใู่ นภาวะ สมดลุ ทีม่ คี วามเข้มขน้ ของสาร ตง้ั ตน้ และผลติ ภัณฑ์คงที่ เรียกว่า สมดลุ พลวตั ณ ภาวะ สมดลุ ความสัมพนั ธ์ระหว่าง ความเข้มข้นของผลติ ภัณฑก์ บั สารตั้งตน้ แสดงไดด้ ้วย คา่ คงท่ี สมดุล ซ่ึงเป็นค่าคงที่ ณ อณุ หภูมิหน่งึ คา่ คงทสี่ มดุลของ ปฏกิ ิรยิ าหลายข้นั ตอน หาได้ จากผลคณู ของคา่ คงที่สมดุลของ ปฏกิ ริ ิยาย่อยที่นาสมการเคมีมา รวมกนั โดยถ้ามกี ารคณู สมการ ยอ่ ยให้ยกกาลังค่าคงท่สี มดุล ดว้ ยตวั เลขทีค่ ณู และหากมกี าร กลับขา้ งสมการ ให้กลับค่าคงที่ สมดุลเปน็ ตัวหาร เมื่อระบบท่ี อยูใ่ นภาวะสมดลุ ถูกรบกวน โดย การเปลย่ี นแปลงความเข้มขน้ ของสาร ความดนั หรอื อณุ หภูมิ ระบบจะเกดิ การเปล่ยี นแปลง เพอื่ เข้าสูภ่ าวะสมดลุ อีกคร้ังตาม หลกั ของเลอชาเตอลเิ อทงั้ นก้ี าร เปลย่ี นแปลงอุณหภูมมิ ผี ลทาให้ คา่ คงท่ีสมดุลเปล่ียนแปลง ความรู้เกยี่ วกบั สมดุลเคมี สามารถนามาใชอ้ ธบิ าย กระบวนการทเี่ กิดขน้ึ ใน ส่งิ มีชีวิต ปรากฏการณ์ ใน ธรรมชาตแิ ละกระบวนการใน อุตสาหกรรม ๖๐

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 177 คำอธิบำยรำยวิชำเพ่มิ เติม รำยวชิ ำ เคมี ๔ กลุ่มสำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ ำ ว๓๒๒๒๔ ช้ันมธั ยมศกึ ษำปที ี่ ๕ เวลำ ๖๐ ช่วั โมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกติ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ศกึ ษาสารในชีวิตประจาวันหลายชนิดมีสมบัติเป็นกรดหรือเบส ระบุและอธิบายว่าสารเป็นกรดหรอื เบส โดยใช้ ทฤษฎีกรด–เบสของอาร์เรเนยี ส เบรินสเตด–ลาวรี และลิวอิส ระบุคู่กรด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ ส เตด-ลาวรี คานวณ และเปรียบเทียบความสามารถ ในการแตกตัวหรอื ความแรงของกรดและเบส คานวณค่า pH ความ เข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออนหรือไฮดรอกไซด์ไอออนของสารละลายกรดและเบส เขียนสมการเคมีแสดงปฏิกิริยา สะเทิน และระบุความเปน็ กรด-เบสของสารละลาย หลังการสะเทนิ เขียนปฏิกริ ยิ าไฮโดรลิซิสของเกลือ และระบุความ เปน็ กรด-เบสของสารละลายเกลอื ทดลอง และอธิบายหลักการการไทเทรต และเลือกใชอ้ นิ ดเิ คเตอร์ทีเ่ หมาะสมสาหรับ การไทเทรตกรด-เบส คานวณปรมิ าณสารหรอื ความเข้มขน้ ของสารละลายกรดหรือเบสจากการไทเทรต อธบิ ายสมบัติ องค์ประกอบ และประโยชน์ของสารละลายบัฟเฟอร์ สืบค้นข้อมูล และนาเสนอตัวอย่างการใช้ประโยชน์และการ แกป้ ัญหาโดยใช้ความรูเ้ กย่ี วกบั กรด–เบส ศึกษาเก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงระหวา่ งพลังงานไฟฟา้ และการเกิดปฏิกิริยาเคมี คานวณเลขออกซิเดชัน ระบุ ปฏิกิริยาท่ีเป็นปฏิกิริยารีดอกซ์ วิเคราะห์การเปล่ียนแปลงเลขออกซิเดชันและระบุตัวรีดิวซ์และตัวออกซิไดส์ รวมท้ัง เขยี นครง่ึ ปฏกิ ริ ิยาออกซิเดชนั และครงึ่ ปฏิกิรยิ ารีดกั ชนั ของปฏิกิริยารีดอกซ์ ทดลอง และเปรยี บเทยี บความสามารถใน การเปน็ ตวั รีดิวซ์หรือตัวออกซิไดส์ และเขียนแสดงปฏิกิรยิ ารดี อกซ์ ดุลสมการรีดอกซด์ ว้ ยการใช้เลขออกซิเดชัน และวธิ ี คร่ึงปฏิกิริยา ระบุองค์ประกอบของเซลล์เคมีไฟฟ้า เขียนสมการเคมีของปฏิกิริยาท่ีแอโนดและแคโทด ปฏิกิริยารวม และแผนภาพเซลล์ คานวณค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์ ระบุประเภทของเซลล์เคมีไฟฟ้า ข้ัวไฟฟ้าและปฏิกิริยา เคมีที่เกิดขึ้น อธิบายหลักการทางาน และเขียนสมการแสดงปฏิกิริยาของเซลล์ปฐมภูมิและเซลล์ทุติยภูมิ ทดลองชุบ โลหะและแยกสารเคมีด้วยกระแสไฟฟ้า อธิบายหลักการทางเคมีไฟฟ้าท่ีใช้ในการชุบโลหะ การแยกสารเคมีด้วย กระแสไฟฟ้า การทาโลหะให้บริสุทธ์ิ และการป้องกันการกัดกร่อนของโลหะ สืบค้นข้อมูล นาเสนอตัวอย่าง ความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยีท่เี กยี่ วข้องกับเซลลเ์ คมไี ฟฟ้าในชวี ิตประจาวนั โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต วเิ คราะห์ เปรียบเทยี บ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพ่ือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง วิทยาศาสตร์ รวมท้ังทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการ แกป้ ัญหา ด้านการสื่อสาร สามารถส่อื สารสง่ิ ท่ีเรยี นร้แู ละนาความรไู้ ปใช้ในชวี ิตของตนเอง มีจติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านยิ มทีเ่ หมาะสม ผลกำรเรียนรู้ ๑. ระบุ และอธิบายวา่ สารเปน็ กรดหรือเบส โดยใชท้ ฤษฎกี รด–เบสของอารเ์ รเนยี ส เบรนิ สเตด–ลาวรี และลิวอสิ ๒. ระบคุ กู่ รด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี ๓. คานวณ และเปรยี บเทียบความสามารถ ในการแตกตัวหรือความแรงของกรดและเบส ๔. คานวณค่า pH ความเข้มขน้ ของไฮโดรเนยี มไอออนหรือไฮดรอกไซดไ์ อออนของสารละลายกรดและเบส ๕. เขียนสมการเคมแี สดงปฏกิ ิรยิ าสะเทนิ และระบุความเป็นกรด-เบสของสารละลาย หลงั การสะเทนิ ๖. เขียนปฏิกิริยาไฮโดรลิซสิ ของเกลอื และระบุความเปน็ กรด-เบสของสารละลายเกลือ ๗. ทดลอง และอธิบายหลกั การการไทเทรต และเลอื กใช้อินดิเคเตอรท์ ่เี หมาะสมสาหรับ การไทเทรตกรด-เบส ๘. คานวณปรมิ าณสารหรอื ความเขม้ ขน้ ของสารละลายกรดหรือเบสจากการไทเทรต ๙. อธิบายสมบัติ องคป์ ระกอบ และประโยชน์ของสารละลายบัฟเฟอร์

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 178 ๑๐. สืบคน้ ขอ้ มูล และนาเสนอตวั อย่างการใช้ประโยชนแ์ ละการแกป้ ัญหาโดยใช้ความรเู้ กยี่ วกับกรด–เบส ๑๑. คานวณเลขออกซเิ ดชัน และระบุปฏิกริ ยิ าที่เป็นปฏิกิรยิ ารีดอกซ์ ๑๒. วิเคราะหก์ ารเปลย่ี นแปลงเลขออกซเิ ดชนั และระบุตวั รีดิวซ์และตวั ออกซไิ ดส์ รวมทัง้ เขียนครึง่ ปฏิกิริยาออกซเิ ดชัน และครึ่งปฏิกริ ยิ ารีดักชันของปฏกิ ิริยารีดอกซ์ ๑๔. ทดลอง และเปรียบเทยี บความสามารถในการเป็นตัวรีดิวซห์ รอื ตัวออกซไิ ดส์ และเขียนแสดงปฏกิ ิรยิ า รดี อกซ์ ๑๖. ดุลสมการรดี อกซ์ดว้ ยการใชเ้ ลขออกซเิ ดชนั และวิธีครึ่งปฏิกิริยา ๑๘. ระบุองคป์ ระกอบของเซลล์เคมีไฟฟา้ และเขียนสมการเคมขี องปฏกิ ริ ิยาทแ่ี อโนดและแคโทด ปฏกิ ริ ิยารวม และ แผนภาพเซลล์ ๑๘. คานวณคา่ ศักยไ์ ฟฟา้ มาตรฐานของเซลล์ และระบุประเภทของเซลลเ์ คมไี ฟฟา้ ขั้วไฟฟา้ และปฏกิ ริ ยิ าเคมที ีเ่ กิดขึน้ ๑๙. อธบิ ายหลกั การทางาน และเขียนสมการแสดงปฏกิ ริ ิยาของเซลลป์ ฐมภมู ิและเซลล์ทตุ ยิ ภมู ิ ๒๐. ทดลองชบุ โลหะและแยกสารเคมีดว้ ยกระแสไฟฟ้า และอธิบายหลักการทางเคมีไฟฟ้าท่ีใชใ้ นการชุบโลหะ การแยก สารเคมีดว้ ยกระแสไฟฟา้ การทาโลหะใหบ้ ริสุทธ์ิ และการปอ้ งกันการกดั กร่อนของโลหะ ๒๑. สบื ค้นข้อมูล และนาเสนอตัวอยา่ งความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยีท่เี กยี่ วขอ้ งกบั เซลล์เคมีไฟฟ้าในชีวติ ประจาวนั รวมท้งั หมด ๒๑ ผลกำรเรยี นรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 179 โครงสรำ้ งรำยวชิ ำเพ่มิ เตมิ รำยวิชำ เคมี ๔ กล่มุ สำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตร์ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) รหัสวชิ ำ ว๓๒๒๒๔ ช้นั มธั ยมศกึ ษำปที ี่ ๕ เวลำ ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกิต ลำดบั ชอ่ื หน่วย ผลกำรเรยี นรู้ สำระสำคญั เวลำ คะแนน ท่ี กำรเรียนรู้ (ชว่ั โมง) ๑ กรด-เบส ขอ้ ท่ี ๑-๑๐ สารในชีวิตประจาวนั หลายชนิด ๓๐ ๒๕ มสี มบัติเปน็ กรดหรอื เบส พจิ ารณาไดโ้ ดยใชท้ ฤษฎกี รด- เบสของอาร์เรเนยี ส เบรินส เตด–ลาวรี หรือลิวอสิ ตาม ทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด– ลาวรี สารทเี่ ป็นคู่กรด-เบสกัน จะมีโปรตอนตา่ งกนั ๑ โปรตอน กรดและเบสแตล่ ะชนิดสามารถ แตกตวั ในน้าไดแ้ ตกต่างกนั ความสามารถในการแตกตวั หรือ ความแรงของกรดหรอื เบสอาจ พิจารณาได้จากค่าคงทก่ี ารแตก ตวั ของกรดหรอื เบส เมือ่ กรด หรอื เบสแตกตัวในน้า ค่าความ เปน็ กรด-เบสของสารละลาย แสดงไดด้ ว้ ยค่า pH ซึ่งสัมพนั ธ์ กับความเข้มขน้ ของไฮโดรเนยี ม ไอออน เกลอื ที่ไดจ้ ากการ สะเทินของกรดแก่ดว้ ยเบสออ่ น เมือ่ ละลายในน้าจะเกดิ ปฏิกริ ิยา ไฮโดรลซิ ิสไดส้ ารละลายท่มี ี สมบตั ิเป็นกรด ส่วนเกลือทไี่ ด้ จาก การสะเทินของกรดอ่อน ด้วยเบสแก่ เม่อื ละลายในน้าจะ เกิดปฏกิ ริ ยิ าไฮโดรลซิ ิสได้ สารละลายทม่ี สี มบัตเิ ปน็ เบส การไทเทรตเป็นเทคนิคในการ วิเคราะห์หาปริมาณหรอื ความ เข้มขน้ ของสารที่ทาปฏิกิรยิ า พอดกี นั จุดท่ีสารทาปฏกิ ริ ิยา พอดกี ันเรยี กว่า จุดสมมลู อนิ ดิ เคเตอร์ท่ีเหมาะสมในการ

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 180 ๒ ไฟฟา้ เคมี ขอ้ ท่ี ๑๑-๒๑ ไทเทรตกรด-เบส ควรเปน็ อินดิ ๓๐ ๒๕ เคเตอร์ที่เปล่ยี นสีในชว่ ง pH ตรงกบั หรือใกล้เคียงกบั pH ของสารละลาย ณ จุดสมมูล ปรมิ าณกรดและเบสท่ีทา ปฏิกิรยิ าพอดกี ันจาก การ ไทเทรตกรด-เบส สามารถนาไป คานวณความเขม้ ขน้ ของกรด หรอื เบสที่ตอ้ งการทราบความ เขม้ ข้นได้ สารละลายบฟั เฟอร์ เปน็ สารละลายของกรดออ่ นกบั เกลือของกรดออ่ นนั้น หรือเบส อ่อนกับเกลอื ของเบสออ่ นน้นั เมอ่ื เติมกรด เบส หรือนา้ จะมี ผลต่อการเปลีย่ นแปลงค่า pH น้อยกวา่ สารละลายทั่วไป สมบัตเิ ฉพาะของสารละลาย บฟั เฟอร์เปน็ ประโยชนต์ อ่ การ ควบคุม pH ของระบบใน สิ่งมีชวี ิตและสิ่งแวดลอ้ ม ความรู้ เก่ียวกับกรด-เบส สามารถ นามาใชป้ ระโยชนแ์ ละแก้ปัญหา ในชวี ติ ประจาวนั เกษตรกรรม อตุ สาหกรรม และการแพทย์ เคมีไฟฟา้ เป็นการศกึ ษาเกย่ี วกบั การเปลีย่ นแปลงระหว่าง พลงั งานไฟฟ้าและการ เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีท่ีมีการถ่ายโอน อเิ ลก็ ตรอนแล้วทาให้เกดิ การ เปล่ยี นแปลงเลขออกซิเดชนั เรยี กปฏกิ ิริยาชนิดนว้ี ่า ปฏิกิริยา รดี อกซ์ สารท่ีใหอ้ ิเลก็ ตรอนจะมี เลขออกซเิ ดชันเพม่ิ ขึน้ เรียกว่า ตวั รดี วิ ซ์ สว่ นสารท่รี บั อิเล็กตรอนจะมีเลขออกซเิ ดชัน ลดลง เรียกวา่ ตวั ออกซไิ ดส์ ปฏิกิรยิ ารีดอกซ์เขียนแทนได้ ดว้ ยสมการรีดอกซ์ ซงึ่ การดลุ

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 181 กลำงภำค สมการรีดอกซท์ าไดโ้ ดยการใช้ ๒๐ ปลำยภำค เลขออกซเิ ดชนั และวิธคี รง่ึ ๓๐ ปฏิกริ ยิ า เซลล์เคมีไฟฟ้า ๑๐๐ รวม ประกอบด้วยแอโนด แคโทด และสารละลายอเิ ล็กโทรไลต์ ซึง่ อาจเช่อื มต่อกนั ด้วยสะพาน เกลือ โดยที่แอโนดเกิดปฏกิ ริ ิยา ออกซเิ ดชนั และแคโทด เกิดปฏกิ ิริยารีดกั ชัน ทาให้ อิเล็กตรอนเคล่อื นท่ีจากแอโนด ไปแคโทด ถ้าค่าศกั ย์ไฟฟา้ ของ เซลลเ์ ป็นบวก แสดงวา่ ปฏกิ ิรยิ า รีดอกซเ์ กิดขน้ึ ได้เอง ซึง่ ทาให้ เกดิ กระแสไฟฟ้า เรียกเซลล์ ชนิดนีว้ า่ เซลล์กัลวานิก แตถ่ า้ คา่ ศักยไ์ ฟฟ้าของเซลลเ์ ปน็ ลบ แสดงวา่ ปฏกิ ริ ิยารีดอกซ์ไม่ สามารถเกิดได้เอง ตอ้ งมีการให้ กระแสไฟฟ้าจงึ จะเกิดปฏกิ ริ ิยา ได้ เซลล์ชนิดนี้เรยี กวา่ เซลลอ์ ิ เลก็ โทรลิตกิ เซลลเ์ คมไี ฟฟา้ สามารถนาไปใช้ ประโยชน์ไดใ้ นชีวติ ประจาวัน เชน่ แบตเตอร่ี ซึ่งมีทง้ั เซลลป์ ฐม ภมู แิ ละเซลล์ทุติยภมู ิ เซลล์อเิ ล็ก โทรลติ กิ สามารถนาไปใช้ ประโยชน์ไดท้ ้งั ในชวี ิตประจาวัน และในอตุ สาหกรรมหลาย ประเภท ซึง่ ความร้เู รอ่ื งเซลลเ์ คมไี ฟฟ้า และความกา้ วหน้าทาง เทคโนโลยีท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั เซลล์ เคมีไฟฟา้ นาไปสู่นวตั กรรม ดา้ นพลังงานท่เี ปน็ มิตรตอ่ สง่ิ แวดล้อม ๖๐

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 182 คำอธิบำยรำยวชิ ำเพ่มิ เติม รำยวชิ ำ เคมี ๕ กล่มุ สำระกำรเรียนรูว้ ทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ ำ ว๓๓๒๒๕ ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ ๖ เวลำ ๖๐ ช่ัวโมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ศึกษาสารประกอบอินทรีย์ที่มีพันธะเดี่ยวพันธะคู่หรือพันธะสามที่พบในชีวิตประจาวัน การเขียนสูตร โครงสร้างลิวอิสสูตรโครงสร้างแบบย่อและสูตรโครงสร้างแบบเส้นของสารประกอบอินทรีย์ ประเภทของสารประกอบ อินทรีย์จากหมู่ฟังก์ชัน การเขียนสูตรโครงสร้างและเรียกช่ือสารประกอบอินทรีย์ประเภทต่างๆที่มีหมู่ฟังก์ชันไม่เกิน๑ หมู่ตามระบบ IUPAC การเขียนไอโซเมอร์โครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์ประเภทต่างๆ การวิเคราะห์และ เปรียบเทียบจุดเดือดและการละลายในน้าของสารประกอบอินทรีย์ท่ีมีหมู่ฟังก์ชันขนาดโมเลกุลหรือโครงสร้างต่างกัน การระบุประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและเขียนผลิตภัณฑ์จากปฏิกิริยาการเผาไหม้ปฏิกิริยากับโบรมีนหรือ ปฏิกิริยากับโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต การเขียนสมการเคมีและอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชันปฏิกิริยา การสังเคราะห์เอไมด์ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสและปฏกิ ิรยิ าสะปอนนิฟเิ คชัน การทดสอบปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชันปฏิกิริยา ไฮโดรลิซสิ และปฏิกิรยิ าสะปอนนิฟิเคชัน การนาสารประกอบอินทรยี ์ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวันและอุตสาหกรรม ศึกษาประเภทของปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอร์จากโครงสร้างของมอนอเมอรห์ รือพอลิเมอร์ การวิเคราะห์และ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์รวมทั้งการนาไปใช้ประโยชน์ การทดสอบและระบุ ประเภทของพลาสตกิ และผลติ ภณั ฑ์ยางรวมท้งั การนาไปใชป้ ระโยชน์ การปรับเปลีย่ นโครงสร้างและการสงั เคราะห์พอลิ เมอร์ทีม่ ตี อ่ สมบัติของพอลเิ มอร์ ผลกระทบจากการใชแ้ ละการกาจดั ผลติ ภัณฑ์พอลิเมอร์และแนวทางแกไ้ ข โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสืบคน้ ขอ้ มลู การสังเกต วเิ คราะห์ เปรียบเทียบ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพ่ือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง วิทยาศาสตร์ รวมทั้งทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการ แก้ปัญหา ดา้ นการสือ่ สาร สามารถสือ่ สารส่งิ ท่ีเรียนรแู้ ละนาความรไู้ ปใช้ในชวี ิตของตนเอง มจี ติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นิยมที่เหมาะสม ผลกำรเรียนรู้ ๑. สบื ค้นข้อมลู และนาเสนอตัวอยา่ งสารประกอบอินทรีย์ทม่ี ีพนั ธะเดีย่ วพันธะคู่หรือพนั ธะสามทีพ่ บใน ชีวติ ประจาวนั ๒. เขียนสูตรโครงสร้างลวิ อิสสตู รโครงสร้างแบบยอ่ และสตู รโครงสรา้ งแบบเส้นของสารประกอบอนิ ทรีย์ ๓. วเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งและระบุประเภทของสารประกอบอินทรยี ์จากหม่ฟู งั ก์ชัน ๔. เขยี นสตู รโครงสร้างและเรียกชือ่ สารประกอบอนิ ทรยี ์ประเภทต่างๆท่ีมหี มฟู่ ังกช์ นั ไม่เกิน๑หมตู่ ามระบบ IUPAC ๕. เขยี นไอโซเมอรโ์ ครงสร้างของสารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทตา่ งๆ ๖. วิเคราะหแ์ ละเปรยี บเทียบจดุ เดอื ดและการละลายในน้าของสารประกอบอินทรีย์ทมี่ ีหม่ฟู ังก์ชนั ขนาดโมเลกลุ หรือโครงสรา้ งตา่ งกัน ๗. ระบปุ ระเภทของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนและเขยี นผลติ ภัณฑจ์ ากปฏกิ ิริยาการเผาไหม้ปฏิกริ ยิ ากับโบรมีน หรือปฏกิ ิรยิ ากับโพแทสเซียมเปอรแ์ มงกาเนต ๘. เขียนสมการเคมแี ละอธิบายการเกดิ ปฏกิ ิริยาเอสเทอริฟิเคชันปฏกิ ิรยิ าการสังเคราะหเ์ อไมด์ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลซิ สิ และปฏิกริ ยิ าสะปอนนิฟิเคชนั ๙. ทดสอบปฏิกริ ิยาเอสเทอริฟิเคชันปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสและปฏิกริ ยิ าสะปอนนิฟิเคชัน ๑๐.สืบคน้ ข้อมลู และนาเสนอตัวอย่างการนาสารประกอบอนิ ทรยี ไ์ ปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวันและอุตสาหกรรม

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 183 ๑๑.ระบปุ ระเภทของปฏิกิรยิ าการเกิดพอลิเมอรจ์ ากโครงสร้างของมอนอเมอร์หรือพอลเิ มอร์ ๑๒.วเิ คราะหแ์ ละอธิบายความสัมพันธร์ ะหว่างโครงสรา้ งและสมบตั ิของพอลเิ มอร์รวมทั้งการนาไปใชป้ ระโยชน์ ๑๓.ทดสอบและระบุประเภทของพลาสตกิ และผลิตภัณฑย์ างรวมทงั้ การนาไปใช้ประโยชน์ ๑๔.อธิบายผลของการปรับเปลยี่ นโครงสรา้ งและการสังเคราะหพ์ อลิเมอรท์ ีม่ ตี อ่ สมบัตขิ องพอลเิ มอร์ ๑๕.สบื ค้นขอ้ มูลและนาเสนอตวั อย่างผลกระทบจากการใชแ้ ละการกาจัดผลิตภณั ฑพ์ อลิเมอรแ์ ละแนวทางแกไ้ ข รวมท้ังหมด ๑๕ ผลกำรเรยี นรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 184 โครงสร้ำงรำยวิชำเพม่ิ เตมิ รำยวชิ ำ เคมี ๕ กล่มุ สำระกำรเรยี นร้วู ทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหัสวชิ ำ ว๓๓๒๒๕ ชน้ั มธั ยมศึกษำปีท่ี ๖ เวลำ ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกิต ลำดบั ชือ่ หน่วย ผลกำรเรียนรู้ สำระสำคญั เวลำ คะแนน ท่ี กำรเรยี นรู้ ข้อ ๑- ๑๐ (ช่ัวโมง) ๓๐ ๑ เคมีอินทรยี ์ - สารประกอบอินทรยี ใ์ น ข้อ ๑๑- ๑๕ ชีวิตประจาวัน ๔๐ ๒๐ ๒ พอลิเมอร์ - การเขียนสตู รโครงสร้างของ กลำงภำค สารประกอบอินทรีย์ ๒๐ ๒๐ ปลำยภำค - ประเภทของสารประกอบ ๓๐ อินทรีย์ ๑๐๐ รวม - การเขยี นสูตรโครงสร้างและ เรยี กช่อื สารประกอบอินทรยี ์ ประเภทต่างๆตามระบบ IUPAC - ไอโซเมอร์ - สมบัตขิ องสารประกอบ อนิ ทรยี ์ - ปฏิกิรยิ าของสารประกอบ อินทรีย์ - การนาสารประกอบอนิ ทรยี ์ ไปใช้ประโยชนใ์ นชวี ิต ประจาวันและอุตสาหกรรม - ปฏกิ ิริยาการเกิดพอลเิ มอร์ - โครงสรา้ งและสมบัติของ พอลเิ มอร์ - ประเภทของพอลเิ มอร์ - การปรบั ปรงุ คุณภาพของ พอลเิ มอร์ - ผลกระทบจากการใช้และ การกาจดั ผลิตภณั ฑ์พอลิ เมอร์ ๖๐

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 185 คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่มิ เติม รำยวชิ ำ เคมี ๖ กลุ่มสำระกำรเรยี นร้วู ทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหัสวชิ ำ ว๓๓๒๒๖ ช้นั มัธยมศึกษำปีท่ี ๖ เวลำ ๖๐ ช่ัวโมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกติ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ทางเคมีจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจาวัน การประกอบ อาชีพหรืออุตสาหกรรม การบูรณาการความรู้ทางเคมีร่วมกบั สาขาวิชาอ่ืนรวมท้ังทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรอื กระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม โดยเนน้ การคดิ วิเคราะห์การแกป้ ัญหาและความคิดสรา้ งสรรคเ์ พอ่ื แก้ปญั หาใน สถานการณ์หรือประเด็นที่สนใจ การนาเสนอผลงานหรือชิ้นงานท่ีได้จากการแก้ปัญหาในสถานการณ์หรือประเด็นท่ี สนใจโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การเขา้ ร่วมการสัมมนาการเข้ารว่ มประชมุ วิชาการหรือการแสดงผลงานสง่ิ ประดิษฐ์ ในงานนิทรรศการ โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสบื ค้นขอ้ มูล การสังเกต วเิ คราะห์ เปรยี บเทียบ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง วิทยาศาสตร์ รวมท้ังทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการ แกป้ ญั หา ดา้ นการส่อื สาร สามารถส่อื สารสงิ่ ที่เรียนรแู้ ละนาความรูไ้ ปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และคา่ นิยมท่เี หมาะสม ผลกำรเรยี นรู้ ๑. กาหนดปัญหาและนาเสนอแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ทางเคมีจากสถานการณ์ที่เกิดข้ึนใน ชวี ิตประจาวัน การประกอบอาชีพหรืออุตสาหกรรม ๒. แสดงหลกั ฐานถงึ การบรู ณาการความรู้ทางเคมรี ว่ มกับสาขาวิชาอ่นื รวมทั้งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมโดยเน้นการคิดวิเคราะห์การแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์เพ่ือ แกป้ ญั หาในสถานการณห์ รือประเด็นทส่ี นใจ ๓. นาเสนอผลงานหรือชิ้นงานท่ีได้จากการแก้ปัญหาในสถานการณ์หรือประเด็นที่สนใจโดยใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ ๔. แสดงหลักฐานการเข้าร่วมการสัมมนาการเข้าร่วมประชุมวิชาการหรือการแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์ในงาน นิทรรศการ รวมท้ังหมด ๔ ผลกำรเรียนรู้

รำยวชิ ำ เคมี ๖ ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 186 รหสั วิชำ ว๓๓๒๒๖ โครงสรำ้ งรำยวชิ ำเพ่ิมเตมิ กลุ่มสำระกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษำปีที่ ๖ เวลำ ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกติ ลำดับ ช่อื หน่วย ผลกำรเรยี นรู้ สำระสำคญั เวลำ คะแนน ท่ี กำรเรยี นรู้ ข้อ ๑- ๒ (ชว่ั โมง) ๒๐ ๑ เคมปี ระยกุ ต์ - การประยุกตค์ วามร้เู คมไี ป ในชวี ิตประจาวนั ขอ้ ๓- ๔ ใช้ในชีวติ ประจาวัน/การ ๒๐ ๓๐ ประกอบอาชพี /อตุ สาหกรรม ๒ การสร้างสรรค์ผลงาน - การบูรณาการความร้ทู าง ๔๐ เคมปี ระยุกต์ เคมีรว่ มกับสาขาอื่น เพ่ือ แก้ปญั หาในสถานการณ์ หรือประเด็นที่สนใจ - การนาเสนอผลงานหรือ ชิน้ งานโดยใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ - การสัมมนาและการ แสดงผลงานส่ิงประดษิ ฐ์ กลำงภำค ๒๐ ปลำยภำค ๓๐ ๖๐ ๑๐๐ รวม

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 187 คำอธิบำยรำยวิชำเพ่ิมเตมิ รำยวิชำ ชีววทิ ยำ ๑ กลุ่มสำระกำรเรียนร้วู ทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี รหสั วิชำ ว๓๑๒๔๑ ชน้ั มัธยมศึกษำปีที่ ๔ เวลำ ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกิต ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ศกึ ษาเกีย่ วกบั ธรรมชาติของส่งิ มีชีวติ ลักษณะเฉพาะของส่งิ มีชวี ติ แขนงวชิ าทเี่ กยี่ วข้องกับชวี วิทยาและการใช้ ความรทู้ างชีววิทยาทเี่ ปน็ ประโยชน์ตอ่ มนุษยแ์ ละส่งิ แวดลอ้ ม ชวี วทิ ยากับการดารงชีวิตของสง่ิ มีชีวิต ความตระหนักใน เรื่องของชีวจริยธรรม การศึกษาชีววิทยาโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ รวมท้ังการศึกษาวิธีการทางานของ นกั วทิ ยาศาสตร์ และการนาความรเู้ ก่ยี วกบั ชวี วิทยามาประยกุ ตใ์ ช้ในชีวิตประจาวัน การทากจิ กรรมสะเต็มศึกษาโดยใช้ กระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรมเพื่อแก้ปัญหาในชีวติ จรงิ ศึกษาเคมีท่เี ปน็ พ้ืนฐานของส่งิ มีชวี ิต โครงสรา้ งและหน้าท่ี ของสารต่าง ๆ ที่เปน็ องค์ประกอบในเซลล์ของสงิ่ มีชวี ิต และปฏกิ ริ ยิ าเคมีในเซลลข์ องส่งิ มชี ีวิต ศกึ ษาสว่ นประกอบของ กล้องจุลทรรศนใ์ ช้แสง หลักการทางาน วิธีการใช้ รวมทั้งการดูแลและเก็บรักษา ศึกษาโครงสรา้ งและหน้าท่ีของส่วนที่ ห่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส การลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ การหายใจระดับเซลล์ซ่ึงเป็น กระบวนการที่เซลล์สร้างพลังงานจากการสลายสารอาหารสาหรับนาไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของเซลล์ และการแบ่ง เซลล์ โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสืบค้นขอ้ มลู การสังเกต วเิ คราะห์ เปรยี บเทยี บ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง วิทยาศาสตร์ รวมท้ังทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการ แก้ปญั หา ดา้ นการสอ่ื สาร สามารถสื่อสารสง่ิ ที่เรียนรแู้ ละนาความรไู้ ปใช้ในชวี ิตของตนเอง มจี ิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และคา่ นยิ มที่เหมาะสม ผลกำรเรียนรู้ ๑. อธิบายและสรุปสมบตั ิท่สี าคัญของสง่ิ มชี ีวิต และความสัมพนั ธข์ องการจัดระบบในสงิ่ มชี วี ิตท่ที าให้ส่ิงมีชีวติ ดารงชีวิตอยูไ่ ด้ ๒. อภิปรายและบอกความสาคัญของการระบุปัญหา ความสมั พันธ์ระหวา่ งปัญหา สมมติฐาน และวิธีการ ตรวจสอบสมมตฐิ าน รวมทัง้ ออกแบบการทดลองเพอ่ื ตรวจสอบสมมติฐาน ๓. สืบค้นขอ้ มูล อธบิ ายเกยี่ วกับสมบตั ิของน้าและบอกความสาคญั ของนา้ ทม่ี ีตอ่ สง่ิ มีชวี ิต และยกตวั อยา่ งธาตุ ชนดิ ต่างๆ ทม่ี คี วามสาคญั ตอ่ รา่ งกายสงิ่ มชี ีวิต ๔. สบื ค้นข้อมูล อธิบายโครงสรา้ งของคารโ์ บไฮเดรต ระบกุ ลมุ่ ของคารโ์ บไฮเดรต รวมท้ังความสาคัญของ คารโ์ บไฮเดรตทีม่ ีต่อสง่ิ มชี ีวติ ๕. สบื ค้นขอ้ มูล อธิบายโครงสรา้ งของโปรตนี และความสาคัญของโปรตีนทม่ี ีต่อส่ิงมชี วี ติ ๖. สบื คน้ ข้อมูล อธบิ ายโครงสรา้ งของลิพดิ และความสาคัญของลพิ ิดทมี่ ีตอ่ ส่ิงมชี วี ิต ๗. อธบิ ายโครงสร้างของกรดนวิ คลิอกิ และระบุชนิดของกรดนวิ คลิอิกและความสาคญั ของกรดนิวคลอิ ิกท่ีมตี อ่ สงิ่ มีชวี ิต ๘. สืบค้นขอ้ มูลและอธบิ ายปฏิกิริยาเคมีท่ีเกิดขึ้นในสง่ิ มชี ีวิต ๙. อธบิ ายการทางานของเอนไซมใ์ นการเร่งปฏกิ ริ ยิ าเคมใี นส่งิ มีชีวิตและระบุปจั จยั ทม่ี ีผลต่อการทางานของ เอนไซม์ ๑๐. บอกวธิ ีการและเตรียมตัวอยา่ งสิ่งมีชีวิตเพื่อศึกษาภายใตก้ ล้องจุลทรรศน์ใช้แสง วดั ขนาดโดยประมาณ

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 188 และวาดภาพทปี่ รากฏภายใต้กลอ้ ง บอกวิธีการใช้ และการดแู ลรักษากลอ้ งจลุ ทรรศน์ใช้แสงท่ีถกู ต้อง ๑๑. อธิบายโครงสร้างและหนา้ ท่ขี องส่วนทห่ี ่อหุ้มเซลลข์ องเซลลพ์ ชื และเซลลส์ ัตว์ ๑๒. สบื คน้ ขอ้ มูล อธิบาย และระบุชนิดและหน้าทีข่ องออรแ์ กเนลล์ ๑๓. อธบิ ายโครงสร้างและหน้าที่ของนิวเคลียส ๑๔. อธิบายและเปรียบเทยี บการแพร่ ออสโมซสิ การแพร่แบบฟาซิลเิ ทต และแอกทีฟทรานสปอร์ต ๑๕. สืบคน้ ขอ้ มูล อธิบาย และเขยี นแผนภาพการลาเลยี งสารโมเลกุลใหญอ่ อกจากเซลล์ด้วยกระบวนการเอก โซไซโทซสิ และการลาเลยี งสารโมเลกุลใหญเ่ ขา้ สู่เซลล์ดว้ ยกระบวนการเอนโดไซโทซิส ๑๖. สงั เกตการแบง่ นวิ เคลยี สแบบไมโทซิสและแบบไมโอซิสจากตวั อยา่ งภายใตก้ ล้องจลุ ทรรศนพ์ ร้อมทัง้ อธิบายและเปรียบเทียบการแบ่งนวิ เคลยี สแบบไมโทซิสและแบบไมโอซิส ๑๗. อธบิ าย เปรียบเทยี บ และสรปุ ข้นั ตอนการหายใจระดับเซลล์ในภาวะทมี่ อี อกซเิ จนเพียงพอและภาวะท่มี ี ออกซเิ จนไมเ่ พยี งพอ รวมทงั้ หมด ๑๗ ผลกำรเรียนรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 189 โครงสร้ำงรำยวิชำเพิ่มเตมิ รำยวิชำ ชีววทิ ยำ ๑ กลมุ่ สำระกำรเรียนร้วู ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ ำ ว๓๑๒๔๑ ชั้นมัธยมศกึ ษำปีท่ี ๔ เวลำ ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกิต ลำดับ ชอื่ หน่วย ผลกำรเรยี นรู้ สำระสำคัญ เวลำ คะแนน ท่ี กำรเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) ๑ การศกึ ษา ๑. อธิบายและสรุปสมบัติท่ีสาคญั ชีววิทยาเปน็ วิชาที่ศกึ ษา ๑๐ ๑๐ ชวี วทิ ยา ของสิ่งมชี ีวิต และความสมั พันธข์ อง เกยี่ วกับการดารงชวี ิตของ การจัดระบบในส่ิงมชี ีวิตที่ทาให้ ส่ิงมชี ีวิต ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ ง สิง่ มชี ีวิตดารงชวี ติ อยู่ได้ สิ่งมีชวี ิตกบั ส่ิงมชี วี ิต และ ๒. อภปิ รายและบอกความสาคญั สิ่งแวดลอ้ ม ของการระบุปัญหา ความสมั พนั ธ์ กระบวนการในการศกึ ษา ระหวา่ งปัญหา สมมตฐิ าน และ หาความรูช้ วี วิทยาเร่มิ จาก วิธีการตรวจสอบสมมติฐาน รวมทัง้ การต้งั ปัญหา การ ออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบ ตัง้ สมมตฐิ าน การออกแบบ สมมตฐิ าน สารวจตรวจสอบสมมติฐาน การเก็บรวบรวมข้อมลู วิเคราะห์ขอ้ มลู และการ สรปุ ผลการศึกษา ๒ เคมีทเ่ี ป็น ๓. สบื คน้ ขอ้ มูล อธิบายเก่ียวกบั ในเซลลร์ า่ งกายคน ๒๕ ๒๐ พ้ืนฐานของ สมบัตขิ องน้าและบอกความสาคญั ประกอบด้วยนา้ โปรตนี สิง่ มชี ีวติ ของน้าทม่ี ีต่อส่ิงมชี ีวิต และ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ยกตัวอย่างธาตชุ นิดตา่ งๆ ท่มี ี สารอนิ ทรยี ์ และสารอนินท ความสาคญั ต่อรา่ งกายส่ิงมชี ีวิต รยี ์ สารอินทรยี ท์ พ่ี บใน ๔. สบื ค้นข้อมูล อธบิ ายโครงสร้าง สง่ิ มีชวี ติ เรยี กว่าสารชีว ของคาร์โบไฮเดรต ระบุกลุม่ ของ โมเลกลุ สว่ นใหญ่ คาร์โบไฮเดรต รวมทั้งความสาคญั ประกอบด้วยคารบ์ อน และ ของคาร์โบไฮเดรตท่ีมตี ่อสิ่งมชี วี ิต ไฮโดรเจน ๕. สบื คน้ ข้อมูล อธบิ ายโครงสร้าง ปฏกิ ิริยาเคมีในรา่ งกายมี ของโปรตนี และความสาคัญของ 2 ชนดิ คอื ปฏกิ ิริยาคาย โปรตีนทม่ี ีตอ่ สงิ่ มชี ีวติ พลังงานและปฏิกิรยิ าดดู ๖. สืบค้นขอ้ มูล อธิบายโครงสรา้ ง พลังงาน ของลพิ ิด และความสาคัญของลิพดิ ท่ี เอนไซม์จะทาให้ มีต่อสิ่งมชี ีวติ เกิดปฏิกริ ยิ าเคมีเร็วขนึ้ หลัง เสรจ็ ส้นิ ปฏกิ ิรยิ าแลว้ เอนไซม์จะแยกตังออกมา เหมอื นเดิม

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 190 ลำดับ ช่ือหน่วย ผลกำรเรยี นรู้ สำระสำคัญ เวลำ คะแนน ท่ี กำรเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) ๗. อธิบายโครงสร้างของกรดนิวคลิอิก และระบชุ นดิ ของกรดนวิ คลอิ กิ และ ความสาคัญของกรดนิวคลิอิกทมี่ ีตอ่ ส่งิ มีชวี ิต ๘. สบื ค้นขอ้ มูลและอธบิ ายปฏกิ ิรยิ าเคมี ทีเ่ กิดขน้ึ ในสิง่ มชี วี ิต ๙. อธบิ ายการทางานของเอนไซม์ในการ เรง่ ปฏิกิรยิ าเคมีในสงิ่ มีชวี ิตและระบุ ปจั จัยที่มีผลตอ่ การทางานของเอนไซม์ ๓ เซลล์และ ๑๐. บอกวิธกี ารและเตรียมตวั อย่าง กลอ้ งจุลทรรศน์เป็น ๒๕ ๒๐ การทางาน สง่ิ มีชีวิตเพื่อศกึ ษาภายใต้กล้อง เครือ่ งมือท่ีใชศ้ กึ ษา ของเซลล์ จลุ ทรรศน์ใชแ้ สง วดั ขนาดโดยประมาณ ส่งิ มีชีวติ ขนาดเลก็ ทไี่ ม่ และวาดภาพทป่ี รากฏภายใต้กล้อง บอก สามารถเหน็ ไดด้ ว้ ยตา วิธีการใช้ และการดูแลรักษากลอ้ ง เปล่า จลุ ทรรศน์ใช้แสงทีถ่ ูกต้อง เซลลเ์ ปน็ หน่วย ๑๑. อธิบายโครงสร้างและหนา้ ท่ีของ พื้นฐานทเี่ ล็กท่ีสุดของ สว่ นทหี่ ่อหุม้ เซลล์ของเซลล์พืชและเซลล์ สิ่งมีชีวติ ประกอบดว้ ย สัตว์ สว่ นท่หี ่อหุ้มเซลล์ ไซ ๑๒. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และระบุชนดิ โทพลาซึม และนิวเคลียส และหนา้ ทข่ี องออร์แกเนลล์ สารตา่ ง ๆ มกี าร ๑๓. อธิบายโครงสรา้ งและหนา้ ที่ของ เคลอื่ นที่เขา้ และออก นิวเคลียส จากเซลล์ โดย ๑๔. อธิบายและเปรยี บเทียบการแพร่ กระบวนการต่าง ๆ ออสโมซสิ การแพรแ่ บบฟาซิลิเทต และ ได้แก่ การแพร่ ออสโม แอกทีฟทรานสปอรต์ ซสิ การแพรแ่ บบฟาซิลิ ๑๕. สบื ค้นข้อมูล อธิบาย และเขียน เทต แอกทฟี ทรานส แผนภาพการลาเลียงสารโมเลกุลใหญ่ ปอร์ต กระบวนการเอก ออกจากเซลล์ดว้ ยกระบวนการเอกโซไซ โซไซโทซสิ กระบวนการ โทซิสและการลาเลยี งสารโมเลกุลใหญ่ เอนโดไซโทซิส เขา้ สู่เซลล์ด้วยกระบวนการเอนโดไซโท การแบ่งเซลล์ของ ซสิ สง่ิ มีชวี ติ เป็นการเพมิ่ ๑๖. สงั เกตการแบ่งนิวเคลียสแบบไมโท จานวนเซลล์ ซง่ึ เปน็ ซิสและแบบไมโอซสิ จากตวั อย่างภายใต้ กระบวนการที่เกดิ ข้ึน กล้องจุลทรรศนพ์ รอ้ มท้งั อธบิ ายและ ต่อเนื่องกนั เป็น วฏั จักร เปรียบเทียบการแบง่ นวิ เคลียสแบบไม โดยวฏั จักรของเซลล์ โทซิสและแบบไมโอซิส

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 191 ลำดบั ช่อื หน่วย ผลกำรเรียนรู้ สำระสำคัญ เวลำ คะแนน ท่ี กำรเรียนรู้ (ชว่ั โมง) ๑๗. อธบิ าย เปรยี บเทียบ และสรปุ การหายใจระดับเซลล์ ขนั้ ตอนการหายใจระดับเซลลใ์ นภาวะท่ี เปน็ การสลายสารอาหาร มีออกซิเจนเพียงพอและภาวะทม่ี ี ท่มี ีพลังงานสงู โดยมี ออกซิเจนไมเ่ พียงพอ ออกซิเจนเป็นตัวรับ อเิ ลก็ ตรอนตัวสดุ ท้าย ประกอบด้วย 3 ขน้ั ตอน คือ ไกลโคลิซิส วฏั จักรเค รบส์ และกระบวนการ ถา่ ยทอดอเิ ลก็ ตรอน กลำงภำค ๒๐ ปลำยภำค ๓๐ รวม ๖๐ ๑๐๐

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 192 คำอธบิ ำยรำยวิชำเพิ่มเตมิ รำยวิชำ ชวี วทิ ยำ ๒ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหัสวิชำ ว๓๑๒๔๒ ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปที ่ี ๔ เวลำ ๖๐ ช่วั โมง จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกติ ศึกษาเก่ียวกับโครโมโซมและสารพันธุกรรม โครงสร้างของ DNA การจาลอง DNA การควบคุมลักษณะทาง พันธุกรรมของ DNA มิวเทชนั และการเกิดมวิ เทชนั ศกึ ษาการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม การศกึ ษาพนั ธุกรรมของ เมนเดล การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม ยีนบนโครโมโซมเดียวกัน ศึกษาเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ พันธุวิศวกรรมและการ โคลนยีน การหาขนาดของ DNA และการหาลาดับนิวคลีโอไทด์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอและเทคโนโลยี ทางดีเอ็นเอกับความปลอดภัยทางชีวภาพและชีวจริยธรรม ศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการ หลักฐานและข้อมูลที่ใช้ใน การศกึ ษาวิวฒั นาการของส่งิ มชี ีวติ แนวคดิ เกี่ยวกับวิวฒั นาการของสง่ิ มชี ีวิตพันธุศาสตรป์ ระชากร ปัจจยั ทที่ าให้เกิดการ เปลยี่ นแปลงความถีแ่ อลลีลและกาเนดิ สปชี ีส์โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และการสบื เสาะหาความรู้ การสืบค้น ขอ้ มูล การสังเกต วเิ คราะห์ เปรยี บเทยี บ อธิบาย อภปิ รายและสรุปเพอื่ ให้เกดิ ความรู้ ความเข้าใจมีความสามารถในการ ตดั สนิ ใจ มีทกั ษะปฏบิ ตั ิการทางวิทยาศาสตร์ รวมท้งั ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ในดา้ นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้าน การคิดและ การแก้ปัญหา ด้านการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ในชีวิตของตน มีจิต วทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นยิ มทเ่ี หมาะสม วัดผลประเมนิ ผลด้วยวธิ ีการท่ีหลากหลายตามสภาพความเปน็ จรงิ ของเนื้อหาและทักษะกระบวนการที่ตอ้ งการ วดั ผลให้สอดคล้องกบั ผลการเรยี นรู้ที่คาดหวงั ผลกำรเรียนรู้ 1. สืบค้นข้อมูล อธิบายสมบัติและหน้าท่ีของสารพันธุกรรม โครงสร้างและองค์ประกอบทางเคมีของ DNA และสรุปการจาลองดีเอ็นเอ 2. อธิบายและระบุข้ันตอนในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนและหน้าท่ีของ DNAและ RNA แต่ละชนิดใน กระบวนการสงั เคราะหโ์ ปรตีน 3. สืบค้นข้อมูลและอธิบายการเกิดมิวเทชันระดับยีนและระดับโครโมโซมสาเหตุการเกิดมิวเทชัน รวมท้ัง ยกตัวอยา่ งโรคและกลุม่ อาการทเ่ี ปน็ ผลของการเกิดมวิ เทชนั 4. สืบค้นขอ้ มลู อธบิ ายและสรุปผลการทดลองของเมนเดล 5. สรุปความสัมพันธ์ระหว่างสารพันธุกรรม แอลลีล โปรตีน ลักษณะทางพันธุกรรม และเชื่อมโยงกับความรู้ เรอ่ื งพนั ธศุ าสตร์เมนเดล 6. อธิบายและสรปุ กฎแหง่ การแยกและกฎแห่งการรวมกลุม่ อย่างอิสระ และนากฎของเมนเดลน้ีไปอธิบายการ ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และใช้ในการคานวณโอกาสในการเกิดฟีโนไทป์และจีโนไทป์แบบต่างๆ ของรุ่น F1 และ F2 7. สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมท่ีเป็นส่วนขยายของ พันธุศาสตร์เมนเดล 8. สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ และเปรียบเทียบลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการแปรผันไม่ต่อเนอ่ื งและลักษณะทาง พนั ธุกรรมท่มี กี ารแปรผนั ตอ่ เน่อื ง

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 193 9. อธิบายการถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม และยกตัวอย่างลักษณะทางพนั ธุกรรมที่ถูกควบคุมด้วยยีนบนออโต โซมและยนี บนโครโมโซมเพศ 10. อธิบายหลกั การสร้างสงิ่ มชี วี ิตดัดแปรพนั ธุกรรมโดยใช้ดีเอน็ เอรคี อมบแิ นนท์ 11. สืบค้นข้อมูล ยกตัวอย่าง และอภิปรายการนาเทคโนโลยีทางดีเอน็ เอไปประยกุ ต์ทั้งในด้านสงิ่ แวดลอ้ ม นติ ิ วิทยาศาสตร์ การแพทย์ การเกษตร และอุตสาหกรรมและข้อควรคานงึ ถงึ ดา้ นชีวจรยิ ธรรม 12. สืบค้นข้อมูลและอธิบายเก่ียวกับหลักฐานท่ีสนับสนุนและข้อมูลท่ีใช้อธิบายการเกิดวิวัฒนาการของ สิ่งมชี วี ติ 13. อธิบายและเปรียบเทียบแนวคิดเก่ียวกับวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิตของชอง ลามาร์กและทฤษฎีเกี่ยวกับ ววิ ฒั นาการของสิง่ มีชีวติ ของชาลส์ ดารว์ ิน 14. ระบุสาระสาคัญและอธิบายเงื่อนไขของภาวะสมดลุ ของฮารด์ ี-ไวนเ์ บิรก์ ปจั จัยทท่ี าใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลง ความถ่ีของ แอลลีลในประชากร พร้อมทั้งคานวณหาความถี่ของแอลลีลและจีโนไทป์ของประชากรโดยใช้หลักของฮาร์ ดี-ไวน์เบิร์ก 15. สืบค้นข้อมูล อภปิ ราย และอธบิ ายกระบวนการเกดิ สปชี สี ใ์ หมข่ องส่ิงมีชีวิต จำนวน 15 ผลกำรเรยี นรู้

ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 194 โครงสรำ้ งรำยวิชำเพิ่มเติม รำยวิชำ ชวี วทิ ยำ ๒ กลุม่ สำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ ำ ว๓๑๒๔๒ ช้ันมัธยมศกึ ษำปที ี่ ๔ เวลำ ๖๐ ชั่วโมง จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต หน่วย ชอื่ หนว่ ย มำตรฐำน สำระสำคัญ/ควำมคดิ รวบยอด เวลำ คะแนน ท่ี กำรเรยี นรู้ กำรเรยี นร้/ู ตวั ช้ีวัด (ช่ัวโมง) 1 โครโมโซมและสำร 1. อธบิ ายการถ่ายทอดยีน - โครโมโซมของสิง่ มชี ีวติ แต่ละส 18 15 พันธุกรรม บนโครโมโซม พร้อมท้ัง ปีชีส์มีจานวนคงท่ี โครโมโซม ยกตัวอย่างลักษณะทาง ประกอบด้วย DNA และโปรตีน พันธุกรรมที่ถูกควบคุม นักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีการทาง ด้วยยีนบนออโตโซมและ วิทยาศาสตร์ค้นพบว่า DNA ยนี บนโครโมโซมเพศ เป็นสารพันธุกรรม ส่วนของ 2. สืบค้นข้อมูล อธิบาย DNA ที่ควบคุมลักษณะ ทาง สมบัติและหน้าที่ของสาร พันธุกรรมของส่ิงมีชีวิตเรียกว่า พันธุกรรม โครงสร้างและ ยีน และสารพนั ธุกรรมทัง้ หมดที่ องค์ประกอบทางเคมีของ อยู่ในสิ่งมีชีวิต เรียกว่า จีโนม DNA และสรุปการจาลอง DNA เป็นพอลินิวคลีโอไทด์ 2 DNA สายบิดเป็นเกลียวเวียนขวา แต่ 3. อธิบายและระบุข้ัน ละสายเกดิ จากนิวคลโี อไทด์ ต อ น ใ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ต่อกันเป็นสายยาว นวิ คลีโอไทด์ สังเคราะห์โปรตีนและ ประกอบด้วยน้าตาลดีออกซีไร หน้าท่ีของ DNA และRNA โบส หมู่ฟอสเฟต และไนโตร แตล่ ะชนดิ ในกระ บวนการ จนี ัสเบส ซึ่ง DNA แต่ละโมเลกุล สังเคราะห์โปรตีน มจี านวนและลาดับของนวิ คลีโอ 4. สืบค้นข้อมูล อธิบาย ไทดท์ ีแ่ ตกต่างกนั การเกิดมิวเทชันระดับยีน - DNA สามารถจาลองตัวเองขึ้น แ ล ะ ร ะ ดั บ โ ค ร โ ม โ ซ ม ได้ใหม่ โดยมีโครงสร้างทางเคมี สาเหตุการเกิดมิวเทชัน และลาดับของนิวคลีโอไทด์ รวมทั้งยกตัวอย่างโรคและ เหมือนเดิม DNA ควบคุมการ กลุ่มอาการที่เป็นผลของ สังเคราะห์โปรตีน โดยถ่ายทอด การเกดิ มวิ เทชนั รหัสพันธกุ รรม

หน่วย ช่อื หน่วย ผลกำรเรียนรู้ ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 195 ท่ี กำรเรยี นรู้ สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด เวลำ คะแนน (ช่วั โมง) 5. สรปุ ความสมั พนั ธ์ ให้แก่ mRNA เพอื่ กาหนดลาดับ ระหวา่ งสารพนั ธกุ รรม ของกรดแอมิโนในโมเลกุลของ แอลลีล โปรตนี ลักษณะ โปรตีน โปรตีนเกี่ยวข้องกับการ ทางพันธุกรรม และ แสดงลักษณะทางพันธุกรรม เชอื่ มโยงกับความรู้เรื่อง เ ช่ น เ อ น ไ ซ ม์ ท่ี ท า ง า น ใ น พนั ธศุ าสตร์เมนเดล กระบวนการเมแทบอลิซึมที่ เกยี่ วข้องกับการดารงชีวิต - มวิ เทชนั เปน็ การเปล่ยี น แปลง ของลาดับหรือจานวนนิวคลีโอ ไทดใ์ น DNA ซง่ึ อาจนา ไปสูก่ าร เปล่ยี นแปลงโครง สร้างและการ ทางานของโปรตีนซึ่งเกิดได้ทั้ง ในระดบั ยนี และระดับโครโมโซม มิวเทชันสามารถเกิดได้ท้ังเซลล์ รา่ งกายและเซลลส์ บื พันธ์ุ ซ่งึ มิว เ ท ชั น ท่ี เ กิ ด ใ น เ ซ ล ล์ สื บ พั น ธ์ุ สามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อไป ได้ จงึ อาจก่อให้เกิดลกั ษณะใหม่ ในส่ิงมีชีวิตรุ่นต่อไป มนุษย์ ประยุกต์ใช้การเกิดมิวเทชันใน การชักนาให้สิ่งมีชีวิตมีลักษณะ ที่แตกต่างไปจากเดิมโดยการใช้ รงั สีและสารเคมตี า่ ง ๆ

หน่วย ชอ่ื หน่วย ผลกำรเรียนรู้ ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 196 ท่ี กำรเรยี นรู้ สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด เวลำ คะแนน (ชวั่ โมง) 2 กำรถำ่ ยทอดลกั ษณะ 6. อธบิ ายและสรปุ กฎแห่ง - กฎการแยกมีใจความว่าแอล 16 10 ทำงพนั ธุกรรม การแยกและกฎแห่งการ ลีลท่ีอยู่เป็นคู่จะแยกออกจาก รวมกลมุ่ อยา่ งอิสระ และ กัน ในระหว่างการสร้างเซลล์ นากฎของเมนเดลไป สบื พันธ์ุ โดยเซลล์สบื พันธ์ุแต่ละ อธบิ ายการถ่ายทอด เซลล์จะมีเพียงแอลลีลใดแอล ลักษณะทางพันธกุ รรม ลีลหนึ่ง กฎการรวมกลุ่มอย่าง และใช้ในการคานวณ อิสระมีใจความว่า หลังจากคู่ โอกาสในการเกิดฟีโนไทป์ ของแอลลลี แยกออกจากกนั แต่ และจโี นไทป์แบบตา่ ง ๆ ละแอลลีลจะจดั กลุ่มอย่างอิสระ ของรุ่น F1 และ F2 กบั แอลลีลอ่ืน ๆ ทีแ่ ยกออกจาก 7. สืบคน้ ขอ้ มูล วเิ คราะห์ คู่เช่นกันในการเข้าไปอยู่ใน อธบิ าย และสรปุ เกยี่ วกับ เซลล์สบื พนั ธุ์ การถา่ ยทอดลกั ษณะทาง - การถ่ายทอดลักษณะทาง พนั ธกุ รรมทีเ่ ปน็ สว่ นขยาย พั น ธุ ก ร ร มบ า ง ลั ก ษ ณ ะ ใ ห้ ของพันธศุ าสตร์เมนเดล อัตราส่วนที่แตกต่างจากผล 8. สบื ค้นข้อมูล วิเคราะห์ การศึกษาของเมนเดล เรียก และเปรยี บเทียบลักษณะ ลักษณะเหล่านี้ว่า ลักษณะทาง ทางพนั ธุกรรมที่มกี ารแปร พันธุกรรมที่เป็นส่วนขยายของ ผันไม่ตอ่ เน่ืองและลักษณะ พันธศุ าสตรเ์ มนเดล ทางพนั ธุกรรมที่มกี ารแปร - ลักษณะทางพันธุกรรมบาง ผนั ต่อเนอื่ ง ลั ก ษ ณ ะ มี ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง กั น 9. อธบิ ายการถา่ ยทอดยนี ชัดเจน เช่น การมีต่ิงหูหรือไม่มี บนโครโมโซม พร้อมท้ัง ต่ิ ง หู ซึ่ ง เ ป็ น ลั ก ษ ณ ะ ท า ง ยกตวั อยา่ งลักษณะทาง พันธุกรรมท่ีมีการแปรผันไม่ พนั ธุกรรมทีถ่ ูกควบคุม ต่อเน่ือง แต่บางลักษณะมีความ ด้วยยนี บนออโตโซมและ แตกตา่ งกันเล็กนอ้ ย ยนี บนโครโมโซมเพศ และลดหลน่ั กันไป เชน่ ความสูง ถูกควบคุมโดยยีนหลายคู่ ซ่ึง เป็นลักษณะทางพันธุกรรมท่ีมี ก า ร แ ป ร ผั น ต่ อ เ น่ื อ ง แ ล ะ ส่ิ ง แ ว ด ล้ อ ม อ า จ มี ผ ล ต่ อ ก า ร แสดงลกั ษณะน้ัน

หน่วย ชือ่ หนว่ ยกำรเรยี นรู้ ผลกำรเรียนรู้ ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า | 197 ท่ี สำระสำคัญ/ควำมคดิ รวบยอด เวลำ คะแนน (ช่ัวโมง) - โครโมโซมภายในเซลล์ร่างกาย แ บ่ ง เ ป็ น อ อ โ ต โ ซ ม แ ล ะ โครโมโซมเพศ ยีนบนโครโมโซม จะถ่ายทอดสู่รุ่นถัดไปผ่านเซลล์ สืบพันธ์ุ ลักษณะทางพันธุกรรม ส่วนใหญ่ถูกควบคุมด้วยยีนบน อ อ โ ต โ ซ ม ซึ่ ง ยี น ที่ ค ว บ คุ ม ลักษณะต่าง ๆ จะอยู่กันเป็นคู่ บางลักษณะถูกควบคุมด้วยยีน บนโครโมโซมเพศ ซึ่งทาให้ โอกาสในการแสดงลักษณะใน เพศชายและเพศหญิงแตกต่าง กนั - เม่ือมีการสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ ยีนบนโครโมโซมเดียวกันที่อยู่ ใ ก ล้ กั น มั ก จ ะ ถู ก ถ่ า ย ท อ ด ไ ป ด้วยกัน แต่การเกิดครอสซิงโอ เวอร์ในการแบ่งเซลล์แบบไมโอ ซิสอาจทาให้ยีนบนโครโมโซม เดยี วกนั แยกจากกนั ได้ สง่ ผลให้ รูปแบบของเซลล์สืบพันธ์ุที่ได้ แตกต่างไปจากกรณีท่ีไม่เกิดค รอสซงิ โอเวอร์


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook