100 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ในระดับดีมาก คือ ด้านการสร้างวินัยในชั้นเรียน ระดับดี คือ ด้านการดำเนินการสอนอย่าง เป็นระบบและด้านการจัดส่ิงแวดล้อมที่เอ้ือต่อการเรยี นรู้ ครูที่มีเพศต่างกันมีประสทิ ธิภาพใน การจัดการชั้นเรียนโดยภาพรวมไม่แตกต่างกันเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบความแตกต่างใน ด้านการจัดส่ิงแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ครูท่ีมีวุฒิ การศึกษาต่างกันมีประสิทธิภาพในการจัดการชั้นเรียนโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่าง กนั ครูที่มปี ระสบการณ์ในการสอนต่างกนั มปี ระสิทธิภาพในการจดั การชั้นเรียนโดยภาพรวม แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการสร้างวินัยในช้ันเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านการดำเนินการสอนอย่างเป็นระบบและด้าน การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ครูท่ีสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างกันมีประสิทธิภาพในการจัดการชั้นเรียนโดยภาพรวมและ รายด้านไม่แตกต่างกนั 1.5 การคำนงึ ถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล จากการศกึ ษาพบว่า สถานศกึ ษา มกี ารคำนงึ ถึงความแตกต่างระหวา่ งบคุ คลอยใู่ นระดับมาก ( X = 4.39) แสดงให้เห็นวา่ มีการ เรยี กช่ือนักเรยี นและจำช่ือนักเรียนแต่ละคนได้ถูกตอง มกี ารยอมรับการอยู่ร่วมกนั ในชั้นเรยี น และมีการใหคำปรึกษา แกไขปญหา ติดตาม นักเรียนเป็นรายบุคคลอย่างใกลชิดและแสดง ความหวงใยอย่างจริงใจ ซ่ึงสอดคล้องกับวิชัย วงษใหญ่และมารุต พัฒผล ได้กลาวถึงการ จัดการเรียนรูไววาการจัดการเรียนรู ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงใหผู้เรียนได้องคความรูและ สามารถเรยี นรูการเปลี่ยนแปลงจากโลกภายนอก โดยการปรบั เปลี่ยนใหผู้เรียนเรียนรูโดยเนน กระบวนการคิดท่ีเป็นระบบซ่ึงผู้เรียนจะตองมีโอกาสที่จะคิดใครครวญ ทำกิจกรรมทบทวน พิสูจน์และนำไปประยุกตใชในชีวิตจริง ซ่ึงแนวคิดสำคัญประกอบด้วย 1) การจัดการศึกษา และกิจกรรมที่สงเสริมใหผู้เรียน เกิดการเรียนรูตลอดชีวิต 2) ความรูจะตองมาจากการปฏิบัติ จริง สวนทฤษฎีหลักการเป็นการสงเสริม 3) การเรียนรูเร่ิมตนท่ีตัวผู้เรียน จากสภาพจริง 4) ความก้าวหนา้ ทางการเรียนรูขึ้นอยู่กับความสามารถ ของผู้เรียนและเวลาท่ีเหมาะสม 5) การ เรียนรูคือเวลาที่ผูเรียนตองการส่ิงน้ัน และ 6) การเรียนรูตองมีจุดหมายมีระบบการ ดำเนนิ การทีช่ ดั เจน 2. การบริหารจัดการช้ันเรียนไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ท่ี ระดบั นัยสำคัญ .05 เนอื่ งจากมีปัจจัยอื่นทเ่ี ป็นองคป์ ระกอบนอกเหนือจากการบริหารจดั การ
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 101 ช้ันเรียน เช่น การให้ความสำคัญกับการทดสอบ O–NET สถานศึกษาไม่พร้อมในการพัฒนา คุณภาพวิชาการ สภาพแวดล้อมของโรงเรียน ความพร้อมของนักเรียน ความเอาใจใส่ของ ผู้ปกครอง ซึ่งสอดคล้องกับสุรวิทย์ พลมณี ได้ศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียน โรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดชัยภูมิ พบว่า ปัจจัยระดับครู ประกอบดว้ ยตัวแปร ต้น 3 ตัวแปร คือ พฤติกรรมการสอนของครู เจตคติต่อการสอนของครูและแรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของครูส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี ระดับ.01,.05 และ.05 ตามลำดับและสอดคล้องกับชนิดา ยอดสาลีและกาญจนา บุญส่ง ได้ ศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการ เรียนของนักเรียนในสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ประจวบคีรขี ันธ์ เขต 2 ได้แก่ ปัจจัยด้านครูผ้สู อน ปัจจัยด้านนกั เรียน และปัจจัยด้านผู้บริหาร มีประสิทธิภาพในการทำนายร้อยละ 48.30 และสอดคล้องกับอรวรรณ อ่อนสิงห์ พบวา ปัจจัย ที่สงผลต่อผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์ อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .01 ดา้ น สติปัญญา ได้แกการคิดเอกนัยทางภาษาแบบการประยุกต ด้านท่ีไม่ใชสติปัญญา ได้แก การ รบั รูความสามารถของตนเอง ด้านคณิตศาสตร์ องค์ความรู้ทไ่ี ด้จากการศึกษา จากผลการวิจัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการช้ันเรียนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึ กษา สุราษฎร์ธานี เขต 3 พบว่าการเห็นตนเองในแง่มุมท่ีแตกต่างจากเดิม สังเกตได้จากที่มี ค่าเฉลย่ี ต่ำท่สี ุด ครูผูส้ อนควรการสรา้ งกจิ กรรมทีท่ ำให้นักเรียนได้ค้นพบตัวตนและเห็นคุณค่า ในตนเองมากข้ึน และค่าเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพ้ืนฐาน (O - NET) วิชาคณิตศาสตร์ของสำนักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธ์ านี เขต 3 ยังต่ำกว่า ค่าเฉล่ียระดับประเทศ จึงมีข้อเสนอแนะให้โรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาเร่งรัดการจัดการ เรยี นการสอนโดยเฉพาะ การบริหารจัดการชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ผลสัมฤทธิ์สูงขึ้นได้ ดังน้ันครูผู้สอนควรนำรูปแบบการบริหารจัดการชั้นเรียน นวัตกรรมและสื่อเทคโนโลยีมา ประยกุ ต์ใช้ควบคไู่ ปกบั การบรหิ ารจัดการชนั้ เรียน
102 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) เอกสารอา้ งองิ กลุ นษิ ฐ์ชา รานอก. (2554), “การศึกษาปญั หาและแนวทางการแกป้ ัญหาการจดั การชั้นเรียน ของครูประจำชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4-6 สังกดั สำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษา นครราชสมี า เขต 5”. บณั ฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า. ฆนัท ธาตุทอง. (2552), การจดั การช้ันเรียน :หอ้ งเรยี นแห่งความสุข. กรงุ เทพฯ :เพชรเกษม. จันทราภาศ จิตรแก้ว. (2559), “ประสทิ ธภิ าพการจดั การชน้ั เรยี นของครูโรงเรยี นระดับ ประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดตรัง”. วารสารเทคโนโลยีภาคใต้. ปที ่ี 9 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม-มิถุนายน 2559) : 31-36. ชนิดา ยอดสาลี และกาญจนา บญุ สง่ . (2559), “ปัจจัยทสี่ ่งผลต่อผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนในสงั กดั สำนักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษาประจวบครี ีขันธ์ เขต 2”. วารสารวชิ าการ Veridian E-Journal.Silpakorn University. ปีท่ี 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2559) : 1208-1223 วิชัย วงษใหญแ่ ละมารตุ พฒั ผล. (2552), จากหลกั สตู รแกนกลางสหู่ ลักสตู รสถานศกึ ษา: กระบวนทัศน์ใหม่การพฒั นา. กรงุ เทพฯ : จรัญสนิทวงศการพมิ พ. สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน. (2557), แนวปฏิบตั กิ ารวดั และประเมินผลการ เรียนรตู้ ามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551. พิมพ์ครั้งท่ี 4. กรุงเทพฯ : โรงพิมพชมุ นมุ สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จาํ กดั . สรุ วทิ ย์ พลมณ.ี (2558), “ปจั จยั ท่ีสง่ ผลต่อผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนโรงเรียน มธั ยมศึกษา จงั หวัดชัยภมู ิ”. วารสารบรหิ ารการศึกษา มศว. ปที ่ี 12 ฉบับที่ 23 (กรกฎาคม-ธนั วาคม 2558) : 60-70 อรทยั เลาอลงกรณ.์ (2560), “การศกึ ษาการจัดการช้นั เรียนของผูด้ ูแลเด็ก ศูนย์พฒั นาเด็กเลก็ เทศบาลเมืองเขลางค์นคร จังหวัดลำปาง”. วารสารวชิ าการ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎ ลำปาง. ปีที่ 6 ฉบับท่ี 1 (มกราคม-มิถนุ ายน 2560) : 185-198 อรวรรณ ออ่ นสิงห.์ (2553),“ทำการศึกษาปจจัยดา้ นสตปิ ญญาและไม่ใชสตปิ ญญาท่ีสงผล ตอผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวิชาคณิตศาสตรและวิชาภาษาไทย ของนกั เรยี นชั้น มธั ยมศึกษาปที่ 3 ในโรงเรยี นสงั กัดสำนกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต 2”. บัณฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร.
การบริหารเชิงกลยุทธข์ องผบู้ รหิ ารสถานศึกษาสังกัดสำนกั งานเขตพ้นื ท่ี การศกึ ษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธ์ านี เขต 3 A Strategic Administration of the Educational Institution Administrators under the Primary Educational Service Area Office 3, Surat Thani province 1วรรณิศา บรุ ินทร์กลุ , 2พระครพู ิจติ รศุภการและ3มะลวิ ัลย์ โยธารักษ์ 1Vannisa Burinkul, 2Phrakru Pijitsupakarn, and 3Maliwan Yotharak มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, วิทยาเขตนครศรีธรรมราช, ประเทศไทย Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Nakhon Si Thammarat, Thailand. [email protected] Received May 10, 2020; Revised July 12, 2020; Accepted August 25, 2020 บทคดั ยอ่ การวิจัยในครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 2) เปรียบเทียบการ บริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 และ3) เสนอแนวทางในการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงาน เขตพ้ืนที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Research) กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 96 คน โดยใช้วิธีสุ่ม แบบชนั้ ภูมอิ ย่างเป็นสดั ส่วน ผลการวิจยั พบว่า
104 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) 1.ระดับการบริหารเชิงกลยุทธ์โดยร่วมการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดย ภาพรวมการบรหิ ารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศกึ ษาอยู่ในระดับมากเม่ือพิจารณาเป็นราย ดา้ น พบว่า ทกุ ดา้ นอยใู่ นระดับมาก ด้านการวางแผนกลยทุ ธ์ ผู้บริหารสถานศกึ ษาขนาดใหญ่ ได้ให้ความเห็นเก่ียวกับการวางแผนกลยุทธ์ จะต้องมีการจัดทำแผนกลยุทธ์ มีการประเมิน การ วิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โดยการมีส่วนร่วมของผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อนำมากำหนด แผนกลยุทธ์ในการบริหารโรงเรียน กำหนดแผนกลยุทธ์และกำหนดแผนปฏิบัติท้ังสองส่วน ส่งผลตอ่ คุณภาพของผู้เรียนเปน็ สำคญั 2. ผลการเปรียบเทียบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 1) มีประสบการณ์การทำงาน แตกต่างกันมีการบริหารเชิงกลยุทธ์โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาตามรายด้านพบว่า ด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ.05 ส่วน ด้านอื่นๆไม่แตกต่างกัน 2) ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดแตกต่างกันมีการบริหารเชิงกล ยทุ ธโ์ ดยรวมไม่แตกตา่ งกนั เมื่อพจิ ารณาเป็นรายด้าน พบว่า ไมแ่ ตกต่างกันในทุกดา้ น 3. แนวทางการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พ้นื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 พบวา่ 1) ด้านการวางแผนกลยทุ ธ์ ผู้บริหาร สถานศึกษาขนาดใหญ่ได้ให้ความเห็นเก่ียวกับการวางแผนกลยุทธ์ จะต้องมีการจดั ทำแผนกล ยุทธ์ จะต้องมีการประเมินการ วิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โดยการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วน เก่ียวข้อง เพ่ือนำมากำหนดแผนกลยุทธ์ในการบริหารโรงเรียน กำหนดแผนกลยุทธ์ และ กำหนดแผนปฏิบัติท้ังสองส่วนส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ 2) ด้านการนำกลยุทธ์ ไปปฏิบตั ิ ผบู้ ริหารควรมีแนวทางในการขับเคลื่อนแผนปฏบิ ัตกิ ารประจำปีอย่างชัดเจนทั้งเป็น เอกสารและมีการประชุมช้ีแจง มีการนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่อง ท้ังก่อนทำระหว่างทำและ หลังทำการนำกลยุทธ์ไปใช้เป็นกระบวนการ PDCA และ3) ด้านการควบคุมและประเมินกล ยุทธ์ ผู้บริหารมีการกำกับ ติดตามการดำเนินการด้านต่างๆที่สนองต่อกลยุทธ์ต่างๆที่กำหนด อย่างตอ่ เนอ่ื งจะชว่ ยให้บรรลเุ ป้าหมายทก่ี ำหนดไวไ้ ด้ คำสำคญั : การบรหิ ารเชิงกลยทุ ธ์, ผูบ้ ริหารการศึกษา
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 105 Abstract The objectives of this research included: 1) to study the strategic management of school administrators under Surat Thani Primary Educational Service Area Office 3; 2) to compare the strategic management of school administrators under Surat Thani Primary Educational Service Area 3; and 3) to propose guidelines in the strategic management of school administrators under the Surat Thani Primary Educational Service Area Office 3. It was a mixed methods research. The sampling groups of 96 people in the research were the school administrators under Surat Thani Primary Educational Service Area Office 3 in the academic year 2018. They were selected through random method. Findings of this In research were as follows. 1. The overall strategic management level of school administrators under the Surat Thani Primary Educational Service Area Office 3 was at a high level. When considered by aspect, it was found that all aspects were at a high level. In strategic planning, administrators of large schools gave opinion on strategic planning that strategic plan should be made by assessing and analyzing strengths and weaknesses through the participation of all related parties. Then both the strategic plan and operation plan would focus and enhance the quality of the learners. 2. The results of comparison of the strategic management of the school administrators under the Surat Thani Primary Educational Service Area Office 3 were as the followings: 1) Even different work experience, there was no difference in overall strategic management. Considering by aspect, it was found that the control and assessment of strategies were significantly different in statistics at .05 level while other aspects were not different; 2) School administrators in different size of schools had no difference in overall strategic management. Considering by aspect, it was found that there was no difference in all aspects. 3. The strategic administration guidelines of the educational institution administrators under the Surat Thani Primary Educational Service Area Office 3, were obviously shown that: 1) In the strategic planning; the administrators of the large educational institutions gave their opinion that strategic plan should be made by assessing and analyzing strengths and weaknesses through the participation of all related parties. Then both the strategic plan and operation plan would focus and enhance the quality of the learners; 2) In the implementation of strategy in practice, the
106 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) administrators should have guidelines to clearly drive the annual operation plan in both documents and meetings. There should also be continuous supervision and follow-up before, during and after the utilization of the strategy by the PDCA process; and 3) In controlling and assessing the strategy, the administrators should continuously supervise and monitor all implementations responding the defined strategies in order to achieve the specified goals. Keyword: Strategic Administration, Educational Administrators บทนำ การศึกษาเปน็ สิทธขิ นั้ พ้นื ฐานของคนไทยทกุ คนท่ีรฐั ตอ้ งจัดให้เพื่อพัฒนาคนไทยทุก ช่วงวัยให้มีความเจริญงอกงามทุกด้านเพ่ือเป็นต้นทุนทางปัญญาท่ีสำคัญในการพัฒนาทักษะ คณุ ลักษณะและสมรรถนะในการประกอบสัมมาชีพและการดำรงชวี ิตร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมได้ อย่างเป็นสขุ อันจะนำไปสูเสถียรภาพและความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติท่ีต้องพัฒนา ให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศในเวทีโลกท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วของโลกศตวรรษที่21 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 (2546:4) และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546ได้กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษามีหน้าท่ีในการพิจารณาเสนอ แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติที่บรู ณาการศาสนาศลิ ปะวัฒนธรรมและกีฬากับการศึกษาทุกระดับซ่ึง เป็นแผนระยะยาว20ปี เพ่ือเป็นแผนแม่บทสำหรับหน่วยงานที่เก่ียวข้องนำไปใช้เป็นกรอบ แนวทางในการพัฒนาการศึกษาในชว่ งระยะเวลาดังกล่าว ปัญหาสำคัญของผู้บริหารคือ ปัญหาประสิทธิภาพทางการบริหาร สำนักงานเขต พื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเป็นหน่ วยงานท่ีอยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามอำนาจหน้าท่ี ของคณะกรรมการเขตพื้นท่ีการศึกษา ตามมาตรา38แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 37 แหง่ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการพ.ศ.2546 (2546:20) และ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2553 ซ่ึงมีภารกิจและ
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 107 อำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุนและการจัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐานจัดทำนโยบาย แผนพัฒนาและมาตรฐานการศึกษาโดยเฉพาะในการจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปี แผน กลยุทธ์ แผนพฒั นาคุณภาพการศึกษาของสถานศกึ ษา ก็ต้องใช้การบริหารเชิงกลยุทธม์ าใช้ใน การวางแผนและปฏบิ ตั งิ านโครงการ หรอื กจิ กรรมใหป้ ระสบความสำเรจ็ บรรลตุ ามเป้าหมาย จากความสำคญั ของการบริหารเชิงกลยุทธแ์ ละสภาพปัญหาการบริหารเชิงกลยุทธ์ ผวู้ ิจัยมคี วามสนใจการบริหารเชิงกลยทุ ธ์ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา ใน 3ด้าน คือ การวางแผน กลยุทธ์ การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ และการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ ทั้งน้ีเพ่ือให้ผู้บริหาร สถานศึกษาและผู้สนใจได้นำผลการวิจัยเป็นข้อมูลในการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ใน สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ให้มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลต่อไป วัตถปุ ระสงค์การวจิ ยั 1. เพื่อศึกษาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 2. เพอื่ เปรียบเทียบการบริหารเชิงกลยทุ ธ์ของผบู้ ริหารสถานศึกษา สงั กดั สำนักงาน เขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษาสุราษฎรธ์ านี เขต 3 3. เพ่ือศึกษาแนวทางในการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาสุราษฎรธ์ านี เขต 3 วธิ ดี ำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ี การศกึ ษาประถมศึกษาสรุ าษฎรธ์ านีเขต 3 จำนวน 152 โรงเรียน จำนวน 168คน กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 119 คนจากสถานศึกษาจำนวน 152 โรงโดยจำแนกออกเป็น 3 ขนาดคือ ผู้บริหารสถานศึกษาใน สถานศึกษาขนาดเล็ก 59 โรง ผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดกลาง 73โรง ผบู้ ริหาร สถานศกึ ษาในสถานศกึ ษาขนาดใหญ่ 20 โรง
108 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) 2. เครื่องมือทีใ่ ช้ในการรวบรวมข้อมลู 2.1 การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เพื่อศึกษาระดับ การบรหิ ารเชิงกลยุทธข์ องผู้บริหารสถานศกึ ษา โดยแบ่งออกเปน็ 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกบั สถานภาพท่ัวไปประกอบด้วยประสบการณ์ การทำงาน ขนาดสถานศึกษา โดยมีลักษณะเป็นแบบสำรวจรายการ (Check-list) ตอนท่ี 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร สถานศึกษา จำนวน 48 ข้อ 2.2 การวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์แบบกงึ่ โครงสร้าง(Semi-structured interview) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาแบ่งออกเป็น2 ตอน ดงั น้ี ตอนที่ 1 สถานภาพทว่ั ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม ตอนท่ี 2 เป็นแบบสัมภาษณ์ มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาแนวทางในการบริหาร เชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ใน 3 ด้านคือ 1) การวางแผนกลยุทธ์ 2) การนำกลยุทธ์ ไปปฏบิ ตั ิ 3) การควบคุมและประเมินกลยทุ ธ์ 3. การเกบ็ รวบและการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาใน สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3 ปีการศึกษา 2561 จำนวนท้ังสน้ิ 168คนจากสถานศกึ ษาจำนวน 152 โรงโดยจำแนกออกเปน็ 3 ขนาดคือ ผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดเล็ก 59 โรง ผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา ขนาดกลาง 73โรง ผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดใหญ่ 20 โรง ซ่ึงได้กำหนดขนาด ของกลุ่มตัวอยา่ ง โดยใช้สูตร Yamane 3.2 การวเิ คราะหข์ ้อมูลในการวจิ ยั เชิงปรมิ าณ ซ่งึ ดำเนินการตามขั้นตอนดังน้ี ตอนที่ 1 เก่ยี วกับข้อมลู ท่วั ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม ทำการวเิ คราะห์โดยแยก ข้อมูล ตามประสบการณ์การทำงาน ขนาดสถานศึกษา โดยวิธีคำนวณหาค่าร้อยละ (Percentage) ตอนที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารเชิงกลยุทธ์ผู้บริหารสถานศึกษา โดยวิธีหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic mean) และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) เป็นรายด้านและโดยภาพรวมทั้ง 3 ด้าน เพ่ือต้องการทราบระดับการบริหาร
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 109 เชิงกลยุทธ์ผู้บริหารสถานศึกษาเมื่อหาค่าได้แล้ว นำค่าไปเปรียบเทียบเกณฑ์การวิเคราะห์ และการประเมินผล โดยวิธีการแปลผลตามเกณฑ์สมบูรณ์ (Absolute criteria) (ชูศรี วงค์ รัตนะ, 2546) 3.3.หาค่าการทดสอบเอฟ (F-test)เพื่อเปรียบเทียบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของ ผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน ขนาดสถานศกึ ษา แลว้ นำเสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูลในรูปตาราง เมื่อพบความแตกต่างจะวิเคราะห์ตารางด้วยระบบ LSD(Least Significant Difference) 3. การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดย ดำเนินการตามขน้ั ตอนดงั นี้ 3.1 จำแนกและจัดระบบขอ้ มลู เป็นการนำข้อมลู ท่ไี ด้มาจำแนกและจดั หมวดหมู่ แยกใหเ้ ปน็ ระบบ 3.2 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความ สร้างข้อสรุปแบบอุปนัย(Analytic induction)โดยการนำขอ้ มลู ท่ีได้จากการสัมภาษณม์ าวเิ คราะห์ เพอ่ื หาขอ้ สรุปรว่ มกัน 3.3 นำเสนอข้อมูลเป็นข้อความแบบบรรยาย ผลการวจิ ยั การบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ผูว้ ิจยั สามารถสรปุ ผลการวจิ ยั ได้ ดงั นี้ 1. การบริหารเชิงกลยุทธ์โดยร่วมการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา จากตารางท่ี 1 ดงั นี้ การบรหิ ารเชิงกลยทุ ธ์ของผู้บริหารสถานศกึ ษา SD. ระดับ 1. การวางแผนกลยุทธ์ 4.32 0.55 มาก 2. การนำกลยทุ ธไ์ ปปฏบิ ตั ิ 4.35 0.53 มาก 3. การควบคมุ และประเมนิ กลยุทธ์ 4.27 0.57 มาก 4.31 0.48 มาก รวม จากตารางท่ี 1 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศกึ ษาสรุ าษฎร์ธานี เขต 3 มีระดบั การบรหิ ารเชิงกลยุทธ์ โดยรวมอยู่ในระดบั มาก
110 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =4.35) รองลงมาด้านการวางแผนกลยุทธ์ ( =4.32) ส่วนด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ มี คา่ เฉลี่ยตำ่ สุด ( =4.27) 1.1 ด้านการวางแผนกลยุทธ์ ผู้บริหารสถานศึกษา มีการบริหารเชิงกลยุทธ์ ใน ด้านการวางแผนกลยุทธ์ โดยภาพรวมการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ใน ระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าอยู่ในระดับมากทุกข้อ ท้ังน้ีในข้อท่ีผู้บริหารเปิด โอกาสให้บุคลากรทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ของสถานศึกษาอย่างท่ัวถึงและ เปิดกว้าง มีค่าเฉล่ียสูงสุด รองลงมาผู้บริหารได้นำผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายใน และภายนอกมากำหนดเปน็ กลยทุ ธ์ของสถานศึกษาและผู้บรหิ ารให้บุคลากรไดร้ ะดมความคิด เพื่อหากลยุทธโ์ ดยอาศัยข้อมูลจากปัจจัยภายในและภายนอกเพื่อนำความสัมพันธ์มากำหนด กลยุทธ์ของสถานศึกษา ส่วนข้อท่ีผู้บริหารได้นำมุมมองของบุคลากรมาเชื่อมโยงกันแล้ว เรียงลำดบั ความสำคญั เพ่ือกำหนดเป็นวสิ ัยทัศน์อย่างเปน็ รปู ธรรมและสามารถปฏิบตั ิได้จริงมี คา่ เฉล่ียตำสดุ 1.2 ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ในภาพรวมและรายข้อพบว่าผู้บริหาร สถานศกึ ษาการบรหิ ารเชิงกลยทุ ธ์ของผ้บู ริหารสถานศกึ ษาในดา้ นการนำกลยุทธ์ไปปฏบิ ตั ิโดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ผู้บริหารได้มีการประชุมวางแผน ช้ีแจงให้บุคลากรได้รับทราบอย่างทั่วถึงก่อนนำแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติ มีค่าเฉล่ียสูงสุด รองลงมาคือ ผู้บริหารได้ร่วมกับบุคลากรจัดทำแผนปฏิบัติการโดยมีโครงการกิจกรรมท่ีจะ ดำเนินงาน ระยะเวลา งบประมาณ และผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ส่วนผู้บริหารมีการทบทวน หรือปรับกลยุทธ์ที่ได้กำหนดไว้เหมาะสมกับสังคมภายในประเทศหรือสังคมโลกที่มีการ เปลยี่ นแปลงไปตามสภาวการณ์มคี า่ เฉลยี่ ต่ำสดุ 1.3 ด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ ในภาพรวมและรายข้อ พบว่า การ บริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ โดย ภาพรวมการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ ทง้ั น้ีในข้อท่ีผู้บริหารมีการทบทวนสถานภาพของสถานศึกษาที่เป็นจุด แข็ง จดุ อ่อน โอกาส อุปสรรคหลังจากประเมินกลยุทธข์ องสถานศึกษาแลว้ มี และผบู้ ริหารได้
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 111 มีการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ของสถานศึกษา โดยใช้เคร่ืองมือท่ีสร้างขึ้นตามปฏิทินท่ี กำหนด มีค่าต่ำสุด ส่วนข้อที่ผู้บริหารได้วิเคราะห์ผลการควบคุมและประเมิน กลยุทธ์ของ สถานศกึ ษาจากการใชเ้ ครือ่ งมือทสี่ รา้ งข้ึน มีคา่ เฉลย่ี ตำ่ สดุ 2. ผลการเปรียบเทียบการผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎร์ธานี เขต 3 ตารางที่ 2 ดงั นี้ ด้านที่ การบริหารเชิงกล แหล่งความ SS df MS F Sig. ยุทธ์ แปรปรวน .619 2 .310 1.002 .371 1. การวางแผนกลยทุ ธ์ ระหว่างกลุม่ 28.751 93 .309 1.860 .161 ภายในกล่มุ 29.371 95 5.330* .006 รวม 1.051 2 .525 2.834 .064 26.265 93 .282 2. การนำกลยุทธไ์ ป ระหวา่ งกลุ่ม 27.316 95 ปฏิบัติ ภายในกลุ่ม 3.716 2 1.588 รวม 27.708 93 .298 30.884 95 3. การควบคมุ และ ระหว่างกลุ่ม 1.288 2 .644 ประเมนิ กลยุทธ์ ภายในกลมุ่ 21.130 93 .227 รวม 22.418 95 ระหวา่ งกลุ่ม รวม ภายในกลมุ่ รวม จากตารางที่ 2 พบว่า ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาในสถานศึกษา สังกดั สำนักงานเขตพน้ื ท่ี การศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ซ่งึ มีประสบการณ์การทำงานตา่ งกันมีการบริหาร เชิงกลยุทธโ์ ดยรวมไม่แตกตา่ งกัน เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธ์ านี เขต 3 ซ่ึงมีประสบการณ์การทำงาน ต่างกันมีการบริหารเชิงกลยุทธ์ด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์แตกต่างกันอย่างมี นยั สำคญั ทางสถติ ิที่ระดับ.05 สว่ นด้านอ่นื ๆ ไม่แตกต่างกนั 1) ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสถานศึกษา ซ่ึงมีประสบการณ์การทำงานแตกตา่ งกัน มีการบรหิ ารเชงิ กลยทุ ธไ์ มแ่ ตกต่างกนั อย่างมีนยั สำคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ.05 ตามรางที่ 3 ดังน้ี
112 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ด้านที่ การบริหารเชงิ กลยุทธ์ แหล่งความ SS df MS F Sig. แปรปรวน .155 1. การวางแผนกลยทุ ธ์ ระหว่างกลุ่ม 29.216 2 .077 .247 .782 29.371 93 .314 .956 ภายในกลุ่ม 95 .660 .027 2 .013 .045 .815 รวม 27.289 93 .293 27.316 95 2. การนำกลยุทธไ์ ป ระหว่างกลุม่ 2 .137 .417 .274 93 .329 ปฏิบัติ ภายในกลมุ่ 30.610 95 30.884 2 .049 .204 รวม 93 .240 .098 95 3. การควบคุมและ ระหว่างกลมุ่ 22.320 22.418 ประเมินกลยทุ ธ์ ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลมุ่ รวม ภายในกลุ่ม รวม จากตารางที่ 3 พบว่า ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาในสถานศกึ ษา สังกดั สำนกั งานเขตพนื้ ที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ท่ีปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดแตกต่างกันมี การบริหารเชิงกลยุทธ์โดยรวมไม่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านก็พบว่าไม่แตกต่างกัน ในทุกด้าน 2) ผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาด แตกต่างกันมีการบริหารเชิงกลยุทธ์โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ไมแ่ ตกตา่ งกันในทกุ ดา้ น 3. แนวทางการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พ้นื ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎร์ธานี เขต 3 1) ด้านการวางแผนกลยุทธ์ ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่ได้ให้ความเห็น เกี่ยวกับการวางแผนกลยุทธ์ \"จะต้องมีการจัดทำแผนกลยุทธ์ จะต้องมีการประเมินการ วิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โดยการมีส่วนร่วมของผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้อง ในเร่ืองของการจัด การศึกษาของโรงเรียน ทีมฝ่ายบริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน คณะกรรมการ สถานศึกษา เพื่อที่จะนำมากำหนดแผนกลยุทธ์ในการบริหารโรงเรียน โดยเฉพาะในการจัด การศึกษาว่าเป้าหมายเป็นอย่างไร ต้องการให้ผู้เรียนเป็นอย่างไร เพราะฉะน้ันเรื่องการ
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 113 วางแผนกลยุทธ์จึงเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์มันต้องส่งผลถึงคุณภาพผู้เรียนเป็น สำคญั ถา้ เรากำหนดแผนกลยุทธ์และกำหนดแผนปฏบิ ัตกิ าร เราก็ต้องรู้วา่ ท้ังแผลกลยทุ ธแ์ ละ แผนปฏิบัติการจะส่งผลต่อผู้เรียนอย่างไร ท้ังสองส่วนต้องส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนเป็น สำคญั 2) ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ การนำกลยุทธ์สู่การปฏิบัติผู้บริหารควรมี แนวทางในการขับเคล่ือนแผนปฏิบัติการประจำปีอย่างชัดเจนทั้งเป็นเอกสารและมีการ ประชุมช้ีแจง ส่ิงที่สำคัญก็ดีจะต้องมีการนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำการนำกลยุทธ์ไปใช้จะต้องมีกระบวนการในการดำเนินงาน ซ่ึงท่ีนิยมใช้คือ กระบวนการ PDCA 3) ด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์การกำกับ ติดตาม การดำเนินการด้าน ต่างๆ ท่ีสนองตอ่ กลยทุ ธต์ า่ งๆท่กี ำหนด อยา่ งต่อเนอ่ื งจะช่วยใหบ้ รรลเุ ป้าหมายทกี่ ำหนดไวไ้ ด้ เปรียบเทียบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยจำแนกตามประสบการณ์การทำงาน ตารางที่ 4 ดังนี้ ดา้ น การบริหารเชงิ กลยุทธ์ แหล่งความ SS df MS F Sig. ท่ี แปรปรวน 1. การวางแผนกลยุทธ์ ระหว่างกลุ่ม .619 2 .310 1.002 .371 28.751 93 .309 ภายในกลุ่ม 29.371 95 1.051 2 .525 1.860 .161 รวม 26.265 93 .282 27.316 95 2. การนำกลยทุ ธไ์ ปปฏิบตั ิ ระหวา่ งกลุ่ม 3.716 2 1.588 5.330* .006 27.708 93 .298 ภายในกลุ่ม 30.884 95 1.288 2 .644 2.834 .064 รวม 21.130 93 .227 22.418 95 3. การควบคมุ และ ระหวา่ งกลุม่ ประเมินกลยุทธ์ ภายในกลุ่ม รวม ระหว่างกลุ่ม รวม ภายในกลุม่ รวม
114 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) จากตาราง 4 พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ซ่ึงมีประสบการณ์การทำงานแตกต่างกันมีการ บรหิ ารเชิงกลยุทธ์โดยรวมไมแ่ ตกตา่ งกัน เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธ์ านี เขต 3 ซึ่งมีประสบการณ์การทำงาน แตกต่างกันมีการบริหารเชิงกลยุทธ์ด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์แตกต่างกันอย่างมี นยั สำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดบั .05 ส่วนด้านอน่ื ๆไม่แตกตา่ งกนั เปรียบเทียบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎร์ธานีเขต 3 โดยจำแนกตามขนาดสถานศึกษา ตารางท่ี 4 ดา้ น การบรหิ ารเชิงกลยทุ ธ์ แหลง่ ความ SS df MS F Sig. ท่ี แปรปรวน 1. การวางแผนกลยุทธ์ ระหวา่ งกล่มุ .155 2 .077 .247 .782 29.216 93 .314 ภายในกลมุ่ 29.371 95 2 .013 .045 .956 รวม .027 93 .293 27.289 95 2. การนำกลยุทธไ์ ป ระหว่างกลมุ่ 27.316 2 .137 .417 .660 93 .329 ปฏิบตั ิ ภายในกลุ่ม .274 95 30.610 2 .049 .204 .815 รวม 30.884 93 .240 95 3. การควบคุมและ ระหว่างกลมุ่ .098 22.320 ประเมนิ กลยทุ ธ์ ภายในกลุ่ม 22.418 รวม ระหว่างกลมุ่ รวม ภายในกลุ่ม รวม จากตารางที่ 4 พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา สงั กัดสำนักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดแตกต่างกันมี การบริหารเชิงกลยุทธ์โดยรวมไม่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านก็พบว่าไม่แตกต่างกัน ในทกุ ด้าน
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 115 อภิปรายผล จากผลการวิจัยเร่ืองการบริหารจัดการช้ันเรียนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ ธานี เขต 3 ผวู้ ิจัยไดอ้ ภิปรายผลของการวจิ ัย ดังนี้ 1. ระดับการบริหารเชิงกลยุทธ์โดยร่วมการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร สถานศกึ ษา สงั กัดสำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสรุ าษฎร์ธานี เขต 3 ดงั นี้ 1.1 ด้านการวางแผนกลยุทธ์จากผลวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีการ บริหารเชิงกลยุทธ์ ในด้านการวางแผนกลยุทธ์โดยภาพรวมการบริหารเชิงกลยุทธ์ของ ผบู้ ริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าครูและผู้บริหารมีความตระหนัก และให้ความสำคัญต่อการวางแผนกลยุทธ์มากขึ้น นอกจากน้ันการวางแผนกลยุทธ์เกี่ยวข้อง กับ ก าร วิเค ร าะห์ ทุ ก ปั จ จั ย ที่ ค าด ว่าจ ะก่ อ ให้ เกิ ดก าร เป ล่ี ย น แ ป ล งใน อน าคต แ ล ะท่ี จ ะมี ผลกระทบต่อหน่วยงาน ท้ังในแง่โอกาสและอุปสรรคเพื่อจะบอกถึงทิศทางที่หน่วยงาน กำหนดข้ึนอย่างชัดชัดเจนเพ่ือการปฏิบัติในอนาคตซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยวสันต์ นนทะ สัน (2550,137)ได้ศกึ ษาประสิทธิภาพการบริหารเชงิ กลยุทธ์ของผบู้ ริหารองค์การบริหารสว่ น ตำบล ตามทัศนะของพนักงานส่วนตำบล ในเขตอำเภอบึงสามพันจังหวัดเพชรบูรณ์ ผลการวิจัยพบว่า พนักงานส่วนตำบลในเขตอำเภอบึงสามพันจังหวัดเพชรบูรณ์มีทัศนะ เกี่ยวกับประสิทธิภาพการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลภาพ รวมอยใู่ นระดบั มาก 1.2 ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ จากผลการวิจัยพบว่าผู้บริหารสถานศึกษา มี การบริหารเชิงกลยุทธ์ในด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติโดยภาพรวมการบริหารเชิงกลยุทธ์ของ ผู้บริหารอยู่ในระดับมากผลการวิจัยเป็นเช่นนี้เน่ืองจากผู้บริหารมีความตระหนักและให้ ความสำคัญกับการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติมากขึ้นเพื่อให้การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้เป็นไปตาม เป้าหมายการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายจึงทำให้แผนกล ยุทธ์นำไปสู่การปฏิบัติบรรลุสำเร็จตามแผนท่ีวางไว้ซ่ึงสอดคล้องกับทรงศักดิ์ ศรีวงษา (2550:78) ได้ศึกษาเร่อื ง การบรหิ ารเชิงกลยุทธใ์ นโรงเรยี นประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พืน้ ท่กี ารศึกษาอดุ รธานี ผลการวจิ ัยพบวา่ 1) การบริหารเชิงกลยุทธ์ในโรงเรียนประถมศึกษา ตามการรับรู้ของผู้บริหาร โรงเรียนและครูผู้สอนอยู่ในระดับมาก ท้ังโดยภาพรวมและรายด้านและเม่ือทดสอบความ
116 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) แตกต่างระหว่างกลุ่มพบว่า ผ้บู ริหารโรงเรยี นรับรู้ว่าโรงเรียนมีการบรหิ ารเชิงกลยุทธ์มากกว่า ครูผ้สู อน 2) การบริหารเชิงกลยุทธ์ในโรงเรียนประถมศึกษา ตามการรับรู้ของผู้บริหาร โรงเรียน ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มกี ารรับรู้อยู่ในระดับมาก 3) การบริหารเชิงกลยุทธ์ในโรงเรียนประถมศึกษาตามการรับรู้ของครูผู้สอนใน โรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ มกี ารรบั รูอ้ ยใู่ นระดับมาก 1.3 ด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์จากผลวจิ ัยพบวา่ ผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าอยู่ในระดับมากทุกข้อ ผลการวิจัยเป็นเช่นน้ีเนื่องจากผู้บริหารได้ตระหนักถึง ความสำคัญในการควบคุมและประเมินกลยุทธ์มกี ารรายงานผลการปฏิบตั ิงานตามกลยุทธ์ให้ หน่วยงานตน้ สังกัดและสาธารณะชนได้รับทราบทุกปีการควบคุมกลยุทธ์จะมีประสทิ ธิภาพได้ ผ้บู ริหารจะต้องไดร้ บั การป้อนขอ้ มูลกลบั ทีช่ ัดเจนและทนั ทจี ากผู้ใต้บงั คับบญั ชา ซงึ่ สอดคลอ้ ง กับผลการวิจัยของสมบูรณ์ จันต๊ะคาด (2554:72) ได้ศึกษาเร่ืองการบริหารงานบุคลากร เชิงกลยุทธ์โรงเรียนขนาดเลก็ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชยี งรายผลการวิจยั พบวา่ โรงเรยี นขนาด เล็กมีการบริหารบุคลากรเชิงกลยทุ ธ์ โดยภาพรวมมกี ารปฏิบตั ยิ ู่ในระดับมาก ซึ่งทุกดา้ นมกี าร ปฏิบตั ิอยู่ในระดับมาก 2. การเปรียบเทยี บการบรหิ ารเชิงกลยทุ ธข์ องผ้บู รหิ ารสถานศึกษา สงั กัดสำนกั งาน เขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎร์ธานี เขต 3 2.1 ผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาซ่ึงมีประสบการณ์การทำงานแตกต่าง กันมีการบริหารเชิงกลยุทธ์โดยรวมไม่แตกต่างกันเพ่ือพิจารณาตามรายด้านพบว่า ด้านการ ควบคุมและประเมินกลยุทธ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ.05 ส่วนด้านอ่ืนๆ ไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า สถานศึกษาขั้นพื้นฐานทุกแห่งต้องปฏิบัติตามนโยบาย ของกระทรวงศึกษาที่กำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งต้อง จัดทำแผนกลยุทธ์ จากน้ันก็ ดำเนินการประเมินผล เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาแผนกลยุทธ์ซึ่งสอดคล้องกับ ผลการวจิ ัยของวสันต์ นนทะสนั (2550:137)ได้ศกึ ษาประสิทธิภาพการบริหารเชงิ กลยุทธข์ อง ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลตามทรรศนะของพนักงานส่วนตำบลในเขตอำเภอบึกสาม พัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ผลการศึกษาพบว่า การเปรียบเทียบประสิทธิ์ภาพการบริหารเชิงกล
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 117 ยุทธ์ของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน โดย ภาพรวมไม่แตกต่างกนั 2.2 ผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาด แตกตา่ งกนั มีการบรหิ ารเชงิ กลยุทธโ์ ดยรวมไม่แตกต่างกันเมือ่ พิจารณาเปน็ รายดา้ น พบว่า ไม่ แตกต่างกันในทุกด้านทั้งนี้อาจเป็นเพราะหลังจากการปรับเปลี่ยนการบริหารงานใน สถานศึกษาและสถานศึกษาเป็นนิติบุคคล จึงทำให้การบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ให้ความสำคัญกับการวางแผนกลยุทธ์ ทำให้สถานศึกษา ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ที่มีบุคลากรไม่เท่ากันก็สามารถวางแผนกลยุทธ์ของ สถานศึกษาไปในทิศทางเดียวกันได้ จึงทำให้ความคิดเห็นของบุคากรในสถานศึกษาที่มีขนาด ตา่ งกันไม่แตกตา่ งกัน สอดคลอ้ งกับงานวจิ ัยของประยรู ดอกลำไย (2552:บทคัดย่อ) ไดศ้ ึกษา เรื่องสภาพและปัญหาการดำเนินการวางแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด สำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาสุพรรณบรุ ี ผลการศกึ ษาพบว่า สภาพและปัญหาการดำเนินการ วางแผนกลยุทธ์ของสถานศกึ ษา จำแนก ตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายข้นั ตอน ไม่แตกต่างกัน องค์ความรู้ทีไ่ ดจ้ ากการศึกษา การบรหิ ารเชิงกลยุทธ์ของผ้บู ริหารสถานศึกษา สังกดั สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 1) ด้านการวางแผนกลยุทธ์ ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ทุก คนมีสว่ นร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ของสถานศึกษา เพ่อื วางกลยุทธ์ จุดแขง็ จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค วา่ ส่วนใดบ้างทเ่ี ป็นปัญหาของสถานศึกษาที่ต้องได้รบั การแก้ไขอย่างเร่งด่วน 2) ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ผู้บริหารควรมีการทบทวน หรือปรับกลยุทธ์ท่ีกำหนดไว้ให้มี ความเหมาะสม กับนโยบายของสถานศึกษาหรอื นโยบายของหน่วยงานต้นสังกดั ก่อนนำแผน กลยุทธ์ไปปฏิบัติให้มีความสอดคล้องกับหน่วยงานต้นสังกัด 3) ด้านการควบคุมกลยุทธ์ ผบู้ ริหารควรสง่ เสรมิ ให้ครแู ละบุคลากรได้มสี ่วนร่วมในการการออกแบบ และประเมินกลยุทธ์ โดยให้เคร่ืองมือท่ีมีความทันสมัยมีการพัฒนาระบบการวางแผนการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ กำกับติดตามตรวจสอบและการประเมินผลเพ่ือการบริหารจัดการที่มีความสอดคล้องกับของ เขตพื้นที่การศึกษา 4) ผู้บริหารควรจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา และจัดทำแผนใช้
118 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) จ่ายงบประมาณสอดคล้องแนวทางการดำเนินงานโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัด การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานให้มคี ณุ ภาพตามมาตรฐานที่เขตพืน้ ท่ีการศึกษาไดก้ ำหนดนโยบายไว้ เอกสารอา้ งอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2546), พระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ.และทแี่ ก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับ ที่ 2). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ ุรุสภาลาดพรา้ ว. ชูศรี วงศ์รตั นะ. (2546), เทคนคิ การใชส้ ถิตเิ พ่ือการวจิ ยั . พมิ พค์ รัง้ ที่ 9.กรุงเทพฯ :เทพเนรมิต การพิมพ์. ทรงศักดิ์ ศรีวงษา.(2550), การบรหิ ารเชิงกลยทุ ธใ์ นโรงเรียนประถมศกึ ษา สงั กัดสำนักงาน เขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาอุดรธานี. บณั ฑติ วิทยาลัย :มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี. ประยรู ดอกลำไย. (2552), สภาพและปญั หาการดำเนินการวางแผนกลยทุ ธ์ของสถานศึกษา ขนั้ พื้นฐานสังกัดสำนกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาสุพรรณบุรี, บณั ฑิตวทิ ยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี. วสันต์ นนะสัน. (2550), ประสทิ ธภิ าพการบริหารเชงิ กลยุทธ์ของผบู้ ริหารองคก์ ารปกครอง สว่ นตำบล ตามทรรศนะของพนักงานส่วนตำบล ในเขตอำเภอบึงสามพัน จังหวัด เพชรบูรณ์, วทิ ยาลัยการปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น : มหาวทิ ยาลยั ของแกน่ . สมบูรณ์ จันต๊ะคาด.(2554), การบรหิ ารงานบุคลากรเชงิ กลยุทธ์ โรงเรยี นขนาดเลก็ อำเภอแม่ สาย จังหวดั เชียงราย.บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม่.
รปู แบบการพัฒนาผ้เู รยี นตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรยี นในศูนย์ เครือข่ายการศึกษา ที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนกั งานเขตพน้ื ที่ การศกึ ษา ประถมศกึ ษานครศรีธรรมราช เขต 2 A Model of Learners’ Development according to Bhavana 4 of Schools in Chawang Phutapi Network Center No.7 under the Nakhon Sithammarat Primary Educational Service Area Office 2 1ยพุ าพรรณ ชูชาติ, 2พระมหาสุพจน์ สเุ มโธและ 3พระครูพิจิตรศุภการ 1Yupapan Chuchat, 2Phramaha Supot Phanthong, and 3Phrakru Pijitsupakarn มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, วิทยาเขตนครศรธี รรมราช, ประเทศไทย Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Nakhon Si Thammarat, Thailand. [email protected] Received May 10, 2020; Revised July 12, 2020; Accepted August 25, 2020 บทคดั ยอ่ การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงคเ์ พ่อื 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการพัฒนาผู้เรียน 2) เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 และ 3) เพ่ือนำเสนอรูปแบบการ พัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรยี นศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัด สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการศึกษาสภาพปัจจุบัน จำนวน 15 คน สัมภาษณ์เชิงลกึ ในการร่างรูปแบบ จำนวน 5 คน สนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบวา่
120 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) 1. สภาพปัจจุบันการพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนจากการจัดกิจกรรมตามหลักสูตร และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ส่วนใหญ่ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนสอนครบตามโครงสร้าง ของหลักสูตรโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ กิจกรรมเสรมิ หลักสูตรโรงเรียนส่วนใหญ่ดำเนินการจัด กิจกรรมตามนโยบายกำหนดเท่านั้น ท้ังน้ีเป็นเพราะในการดำเนินการจัดกิจกรรมในเร่ืองน้ี ตอ้ งครบตามนโยบาย 2. รปู แบบการพัฒนาผเู้ รียนตามหลกั ภาวนา 4 ประกอบดว้ ย 1) หลักการ เป็นรูปแบบที่เน้นการดำเนินการพัฒนาผู้เรียนโดยการจัดกิจกรรม ตามหลักสูตร กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและกิจกรรมเสริมหลักสูตร อย่างมีระบบเพ่ือพัฒนา ผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญาและมีความสุข โดยการนำหลักธรรมทางพุทธศาสนา ท่ีเรียกว่า ภาวนา 4 ประกอบด้วย กายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา และปัญญาภาวนา ซึ่งเป็น หลักธรรมท่ีฝกึ อบรมพัฒนามนุษย์ ให้เป็นผู้ท่ีมีความเจรญิ ท้งั ทางดา้ นร่างกาย สังคม อารมณ์ จติ ใจและสตปิ ัญญา มกี ารดำเนนิ การอย่างเป็นขน้ั ตอน 2) วัตถปุ ระสงค์ (1) เพื่อนำหลักภาวนา 4 มาพฒั นาผู้เรียนให้มคี ณุ ลกั ษณะตาม เป้าหมายการจัดการศึกษา (2) เพื่อกำหนดกิจกรรมในการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียน (3) เพอื่ พัฒนาผเู้ รียนให้เกิดคุณลักษณะตามเป้าหมายการจดั การศึกษา 3) การดำเนินการของรูปแบบ โดยบูรณาการเข้ากับกิจกรรม (1) กิจกรรมการ จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร (2) กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น (3) กิจกรรมเสรมิ หลักสูตร (4) การติดตามผลและประเมินผล 4) ผู้ทรงคุณวุฒิได้ตรวจสอบรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของ โรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษาท่ี 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 พบวา่ มคี วามเหมาะสมและสามารถนำไปใชป้ ฏบิ ัติได้ คำสำคัญ : รปู แบบ, การพัฒนาผเู้ รยี น, หลกั ภาวนา 4 Abstract The objectives of this research included: 1 ) to study the current state of learners’ development; 2) to study the model of learners’ development according to Bhavana 4; 3) to present the model of learners’ development according to Bhavana 4 of the schools in education network center no.7 under Nakhon Si Thammarat Primary
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 121 Educational Area Office 2. This research was a qualitative research. The data were collected from: in-depth interviews of 15 persons studying the current state of leaners’ development; in-depth interviews of 5 persons on drafting the model; and a focus group discussion with 8 experts. The results of the research found that: 1. For the current state of the development of learners’ attributes, most of the activities following the curriculum and learner development were implemented in accordance with the structure of the curriculum focusing on the importance of learners. Extracurricular activities were mainly implemented only as defined by the policy and the implementation must be complete in accordance with the policy. 2. The model of learners’ development following the principle of Bhavana 4 was composed of: 1) Principle: It was a model focusing on learners’ development by systematically organizing activities following the curriculum, learners’ development activities and extracurricular activities provided that the learners had attributes, intelligence and happiness. This could be achieved by applying Buddhist principle of Bhavana 4 including Gaya-Bhavana, Sila-Bhavana, Citta-Bhavana and Panya-Bhavana. This Dhamma principle helped humans step by step develop one’s own self in physical, social, mental, and intellectual aspects. 2) Objectives: (1) to apply Bhavana 4 in developing learners to have attributes in accordance with the goal of education; (2) to define the activities in developing the attributes of learners; (3) to develop learners to have attributes as specified by the goal of education 3) Model implementation: by integrating activities including (1) learning and teaching activities following the curriculum; (2) activities for developing learners; (3) extracurricular activities; and (4) monitoring and evaluation 4) As proved by the experts, the model of learner development according to Bhavana 4 in schools of Chawang Phutapi education network center no.7 under Nakhon Si Thammarat Primary Educational Area Office 2 was applicable and practical in education. Key word : Model, Learners’ Development, Bhavana 4
122 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) บทนำ การจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มีจุดมุ่งหมาย และหลักการของการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จติ ใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิต สามารถอยู่ ร่วมกบั ผู้อื่นได้อย่างมคี วามสขุ (พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2542,2542 : 4) มิใช่ พัฒนาเพียงด้านหน่ึงเดียวเมื่อเติบโตขึ้นจะได้เป็นผู้ที่มีคุณภาพเป็นกำลังหลักในการพัฒนา ประชาติต่อไป ซ่ึงตรงกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ.2560– 2564) ทีม่ ีวตั ถุประสงค์เพือ่ วางรากฐานให้คนไทยเปน็ มนุษย์ที่สมบูรณ์ มีคุณธรรมจรยิ ธรรม มี ระเบียบวินัย ค่านิยมท่ีดีงาม มีจิตสาธารณะและมีความสุข โดยมีสุขภาวะและสุขภาพท่ีดี ครอบครัวอบอุ่น ตลอดจนเป็นคนเก่งที่มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้ อยา่ งตอ่ เนื่องตลอดชีวติ (สำนกั คณะกรรมการแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ, 2560 : 63) เช่ือมโยงกับบทบาทและอำนาจหน้าท่ีของกระทรวงศึกษาธิการมาเป็นกรอบแนวคิดใน การดำเนินการโดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ มุ่งให้คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคณุ ภาพเป็น คนดี คนเก่ง มีความสุขมีภูมิคุ้มกันรู้เท่าทันสังคมโลก สอดคล้องกับจุดหมายของหลักสูตร แกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ระบุว่า“มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มี ปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมาย เพือ่ ใหเ้ กิดกบั ผู้เรยี น เมือ่ จบการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551 : 5) ในการพัฒนาให้ผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ จำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ครูผู้สอน ครูที่ปรึกษาหรือครูประจำชั้น ผู้ปกครอง และชุมชนต้องร่วมมือกันปลูกฝัง คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ให้เกิดแก่ผู้เรียนอย่างต่อเน่ือง จึงต้องพิจารณาถึงกิจกรรมต่างๆ ท่ี สถานศึกษากำหนดจัดขึ้น เพื่อเป็นการพัฒนาผู้เรียนเพ่ิมเติมจาก คุณลักษณะที่กำหนดไว้ใน กลุ่มสาระการเรียนรู้ทุกกลุ่ม สร้างเอกลักษณ์เกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมในการ ดำรงชวี ิตของผูเ้ รยี นให้สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่นและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อยา่ งมี ความสุข เพ่ือให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะท่ีดีตามท่ีกำหนดไว้ในหลักสูตร ควรนำหลัก ธรรมทาง พระพทุ ธศาสนาท่ีเรียกว่า หลักภาวนา 4 ซง่ึ ประกอบด้วยกายภาวนา สีลภาวนาจิตภาวนา ปญั ญา ภาวนามาพัฒนาคุณลกั ษณะของผู้เรียน (พระธรรมปฎก, 2544: 371)
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 123 ส ภ าพ ปั จ จุ บั น ค วา มเจ ริ ญ ก้าว ห น้ าขอ งเท คโน โล ยี แ ล ะส่ื อต่ า งๆ ท ำ ให้ นั กเรีย น เยาวชนเข้าถึงมูลต่างๆ ได้โดยง่าย รบั มาใช้โดยขาดการกล่ันกรอง ทำให้นักเรยี นมีพฤติกรรม ตา่ งๆ ทีเ่ ปลี่ยนแปลงไป โรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษาท่ี 7 ฉวางภูตาปี สงั กัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ ซึ่ง ส่งผลกระทบต่อการเรียน การอยู่ร่วมกนั ของนักเรียนเปน็ วงกวา้ งออกไป เพ่ือป้องกันปัญหาที่ จะตามจึงได้มีการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณธรรมให้แก่นักเรียนในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องและ หลากหลาย เพื่อสงเสริมและปลูกฝงั ให้นกั เรียนมีลักษณะเปน็ คนดี มปี ัญญา และมคี วามสขุ มี ศักยภาพในตนเอง สามารถอยู่ร่วมกับบคุ คลอื่นในสังคมอย่างมีความสุข ไมก่ อ่ ปัญหาให้บคุ คล อ่ืนและสังคม ทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะใช้หลักภาวนา 4 พัฒนาคุณลักษณะของนักเรียน โรงเรียนศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 เพื่อให้ได้รูปแบบการใช้หลักภาวนา 4 พัฒนา คุณลักษณะของนักเรียนท่ีผ่านการประเมินรูปแบบที่มีความเหมาะสมกับบริบทและมี มาตรฐานความเป็นไปได้ในนำไปการพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีคุณลักษณะเป็นคนดี มีปัญญา และมีความสุขเป็นท่ียอมรบั ของสังคมต่อไป วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั 1. เพ่ือศึกษาสภาพปัจจุบันของการพัฒนาผู้เรียน ของโรงเรียนในศูนย์เครือข่าย การศึกษาท่ี 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 2. เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในศูนย์ เครือข่ายการศึกษาท่ี 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครศรธี รรมราช เขต 2 3. เพ่ือนำเสนอรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในศูนย์ เครือข่ายการศึกษาที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครศรธี รรมราช เขต 2
124 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) วิธีดำเนินการวจิ ยั การวิจัยน้ี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผู้วิจัยได้ดำเนินการ วจิ ัยเปน็ 3 ข้ันตอน ดงั นี้ 1. ข้นั ตอนการศกึ ษาสภาพปจั จบุ ัน การศึกษาสภาพปัจจุบันการพัฒนาการผู้เรียน ได้กำหนดดังน้ี การศึกษาเอกสาร และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposeful Selection) เป็นการเลือกแบบไม่มีโครงสร้างที่เคร่งครัด มีขั้นตอนและวิธีการ ดำเนินการท่ีไม่ซับซ้อนเพ่ือท่ีจะได้ตัวอย่างท่ีเหมาะที่สุด โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) จากผู้มีส่วนเก่ียวข้อง จำนวน 15 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 3 คน ครูฝ่ายวิชาการ จำนวน 5 คน ครฝู ่ายกิจการ จำนวน 3 คน ครูผู้สอน จำนวน 4 คน โดย ผู้วิจัยได้ใชเ้ คร่ืองมือในการวิจัย ได้แก่ แบบการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ซึ่ง มีลำดับขั้นในการสร้างเครื่องมือ ดังน้ี 1) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องเกี่ยวกับ 2) กำหนดประเด็นการ ร่างรูปแบบ 3) นำร่างรูปแบบ ที่ได้ไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาและ ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ 4) ปรับร่างรูปแบบพัฒนาผู้เรียน เป็นประเด็นคำถาม ในการ สมั ภาษณ์เชิงลึก 2. ขั้นตอนการศกึ ษารปู แบบการพัฒนาผู้เรยี นตามหลักภาวนา 4 การศึกษารูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในศูนย์ เครือข่ายการศึกษาท่ี 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 2 ได้กำหนด การร่างแบบการสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์เชิงลึก ผ้เู ชย่ี วชาญ จำนวน 5 คน ประกอบดว้ ย พระภิกษุ จำนวน 1 รูปศึกษานิเทศก์ จำนวน 1 คน ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 1 คน ครูฝ่ายวิชาการ จำนวน 1 คน ครูฝ่ายกิจการนักเรียน จำนวน 1 คน โดยผู้วิจัยได้ใช้เคร่ืองมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับรูปแบบการ พัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ซึ่งมีลำดับข้ันในการสร้างเคร่ืองมือ ดังน้ี 1) รา่ งรูปแบบการ พัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 จากการค้นคว้าเอกสารเพ่ิมเติม 2) นำร่างแบบที่ได้ไป สัมภาษณ์ผู้เช่ยี วชาญ และปรับปรงุ ตามขอ้ เสนอแนะ 3. ขน้ั ตอนการนำเสนอรูปแบบ
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 125 การนำเสนอรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในศูนย์ เครือข่ายการศึกษาที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 2 โดยใช้เอกสารสนทนากลมุ่ ดำเนินการจดั การสนทนากลุ่ม โดยการใช้ ห้องประชุมหรือสถานท่ีท่ีพิจารณาเห็นว่ามีความเหมาะสมในการจัดการสนทนากลุ่ม โดยมี การบันทึกภาพเคล่ือนไหว ภาพน่ิง เทปเสียง และจดบันทึกในดำเนินการการสนทนากลุ่ม และสรุปผลการศึกษาการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในศูนย์เครือข่าย การศึกษาท่ี 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 จากข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒทิ ่ีไดจ้ ากการสนทนากลมุ่ ผลการวจิ ยั ผลการวิจัยการศึกษารูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนใน ศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราชเขต 2 สรุปผลไดด้ ังนี้ 1. สภาพปัจจุบันการพัฒนาผู้เรียน ของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 7 ฉวางภตู าปี สงั กัดสำนักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษานครศรีธรรมราชเขต 2 พบวา่ 1.1 กิจกรรมตามหลักสูตร โรงเรียนส่วนใหญ่ ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียน สอนครบตามโครงสรา้ งของหลักสูตรโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคล เน้นให้ความสำคัญทั้งความรู้และคุณธรรม มีการออกแบบการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับ ศักยภาพและบริบทของผู้เรียน การใช้ส่ือการเรียนรู้ท่ีหลากหลายและการออกแบบการวัด และประเมินผล 1.2 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โรงเรียนส่วนใหญ่จัดครบตามโครงสร้างหลกั สูตรทั้ง กิจกรรมแน ะแน ว กิจกรรมนั กเรียน และกิจกรรม และกิจกรรมเพื่ อสังคมและ สาธารณประโยชน์ ตามแนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 อย่างเป็นกระบวนการด้วยรูปแบบ วิธีการท่ี หลากหลาย 1.3 กิจกรรมเสริมหลักสูตร พบวา่ โรงเรียนส่วนใหญ่ดำเนินการจัดกิจกรรมตาม นโยบายกำหนดเท่านั้นท้ังน้ีเป็นเพราะในการดำเนินการจัดกิจกรรมในเร่ืองนี้ต้องครบตาม นโยบาย
126 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) 2. รูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในศูนย์เครือข่าย การศึกษาท่ี 7 สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 เป็น รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนให้เป็นดี มีปัญญา และมีความสขุ ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วตั ถุประสงค์ 3) การดำเนินการ 4) การติดตาม และประเมินผล 2.1 หลักการ เป็นรูปแบบท่ีเน้นกระบวนการดำเนนิ การพัฒนาผู้เรียนโดยการจัดกิจกรรมตาม หลักสูตร กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มี ปัญญาและมีความสุข โดยการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่าหลักภาวนา 4 ประกอบด้วย กายภาวนาคือการพัฒนาทางกาย ศีลภาวนาคือการพัฒนาทางสังคม จิตต ภาวนาคือการพัฒนาจติ ใจและปัญญาภาวนา คือการพฒั นาสติปัญญา ใหเ้ ป็นผูท้ ่ีมคี วามเจริญ ท้ังทางด้านร่างกาย สังคม อารมณ์จิตใจและสติปัญญา มีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน มี ความเช่ือถือได้ เน้นประสิทธิผลในการดำเนินงาน โดยการกำหนดเป้าหมาย หาแนวทาง ร่วมกันในการบรรลุเป้าหมายและดำเนินงานตามแผนเพ่ือไปสู่เป้าหมาย ตลอดจนมีการ ตดิ ตามผลเพ่อื นำขอ้ มลู ทไ่ี ด้ ไปหาแนวทางพัฒนาท่ดี ีและเหมาะสมกบั ผเู้ รยี น 2.2 วัตถปุ ระสงคข์ องรูปแบบ 1) เพ่ือนำหลักภาวนา 4 มาพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะ เป็นคนดี มีปัญญา และมี ความสุขตามเปา้ หมายการจัดการศกึ ษา 2.) เพ่อื กำหนดกิจกรรมในการพฒั นาคณุ ลกั ษณะของผู้เรียนให้ เป็นคนดี มีปญั ญาและ มีความสุข 3) เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดคุณลักษณะ เป็นคนดี มีปัญญา และมีความสุขตาม เปา้ หมายการจดั การศึกษา 2.3 การดำเนนิ การ วิธีการจดั กจิ กรรม 1) ศึกษาเอกสารหลกั สูตร และออกแบบการจัดการเรยี นรู้ 2) จดั ทำหน่วยการเรยี นรู้ แผนการเรียนรู้ โดยบูรณาการคุณลกั ษณะของผู้เรียน
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 127 3) วิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล นำข้อมูลท่ีได้มาออกแบบการเรียนรู้และ จัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ตามความแตกต่างและพัฒนาการทาง สมองของผ้เู รยี น 4) จัดการเรียนการสอนด้วยวธิ แี ละเทคนคิ ท่ีหลากหลาย 5) จัดสภาพแวดล้อมทง้ั ภายในและนอกหอ้ งเรยี นใหเ้ อื้อต่อการเรยี นรู้ 6) จดั เตรียมและใช้สอื่ การสอนต่างๆ 7) ประเมินผลด้วยวธิ ีการตา่ งๆ ทห่ี ลากหลาย 8)นำผลการประเมนิ ผู้เรยี นมาพฒั นาผู้เรียนตลอดจนปรับปรุงกิจกรรมอยา่ งเป็นระบบ กิจกรรมตามหลักสูตร นำหลักภาวนา 4 บูรณาการกับกิจกรรม ดังนี้ 1) ด้านกาย ภาวนาหรือการพัฒนาด้านร่างกายกับกลุ่มสาระสุขศึกษา พลศึกษา โดยการจัดกิจกรรม กิจกรรมส่งเสรมิ สุขบัญญัติ กิจกรรมทดสอบสมรรถนะทางร่างกาย และกิจกรรมลานกีฬา 2) ศีลภาวนาหรือ การพัฒนาด้านสังคมกับกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประกอบด้วย กิจกรรมสุดสัปดาห์รักษาศีล 5 กิจกรรมเสียงตามสายบรรยายธรรม และ กิจกรรมกฎมีไว้ให้รักษา 3) จิตตภาวนาหรือการพัฒนาด้านจิตใจ อารมณ์ บูรณาการกับกลุ่ม สาระศิลปะประกอบด้วย กิจกรรมค่ายศิลปะ คิด ป้ัน แคมป์ กิจกรรมงานศิลป์ท้องถ่ินและ กิจกรรมฝึกจิตกับงานศิลป์ บูรณาการกับทุกกลุ่มสาระ ประกอบด้วย กิจกรรมใจพร้อมเข้า ก่อนเรียน เก็บเด็กตามเทคนิคผู้สอนและกิจกรรมกล่อมใจ 4) ปัญญาภาวนา คือ การพัฒนา ด้านสติปัญญา บูรณาการกับทุกกลุ่มสาระ ประกอบด้วย กิจกรรมการสอนตามมาตรฐาน ตัวชี้วัด กิจกรรมค่ายวิทย์–คณิต นักคิดรุ่นเยาว์ กิจกรรมค่ายส่งเสริมทักษะด้านภาษาและ กจิ กรรมสอนเสรมิ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นำหลักภาวนา 4 บูรณาการกับกิจกรรม ดังน้ี 1) กาย ภาวนา คือการพัฒนาด้านร่างกาย พัฒนาผู้เรียนโดย กิจกรรมแนะแนวบุคลิกภาพ กิจกรรม ฐานการเรียนรู้วิชาลูกเส่ือเนตร-เนตรนารี และชุมนุมกีฬาพาสุข 2) ศีลภาวนาคือการพัฒนา ด้านสังคม พัฒนาผู้เรียนโดย กิจกรรมแนะแนวอาชีพ กิจกรรมอยู่ค่ายพักแรมลูกเสือ-เนตร นารี กิจกรรมจิตอาสาทุกวันพระและชุมนุมจิตอาสาพัฒนาสังคม 3) จิตตภาวนาคือการ พัฒนาด้านจิตใจ พัฒนาผู้เรียนโดย ชุมนุมดนตรีไทย ชุมนุมขับร้องทำนองสรภัญญะ และ ชมุ นุมคนดีศรีโรงเรียน 4) ปัญญาภาวนาคือการพัฒนาสติปัญญา พัฒนาผู้เรียนโดย กิจกรรม
128 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ฐานการเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี ชุมนุมวิทยาศาสตร์ ชุมนุมคณิตศาสตร์ และชุมนุม ห้องสมุด กิจกรรมเสริมหลักสูตร นำหลักภาวนา 4 บูรณาการกับกิจกรรม ดังนี้ 1) กาย ภาวนาคือการพัฒนาทางกาย พัฒนาผู้เรียนโดย กิจกรรมขยับกายสบายชีวี ห้านาทีชีวิสดใส โครงการ อย.น้อย โครงการอาหากลางวัน โครงการอาหารเสริมและกจิ กรรมนาฏลีล 2) ศีล ภาวนาคือการพฒั นาด้านสังคม พัฒนาผู้เรียนโดยกิจกรรม กิจกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียน โครงการวันสำคัญต่าง โครงการตลาดนัดโรงเรียน กิจกรรมวันกตัญญูรู้คุณทำบุญบรรพบุรุษ เดินจงกรมเข้าห้องเรียน 3) จิตตภาวนาคือการพัฒนาจิตใจ อารมณ์ พัฒนาผู้เรียนโดย กิจกรรมวนั สำคัญทางศาสนา โครงการโรงเรียนคุณธรรม และโครงการโรงเรยี นสจุ รติ ปัญญาภาวนา คือพัฒนาด้านสติปัญญา พัฒนาผู้เรียนโดย โครงการรักการอ่าน โครงการ ห้องสมดุ มีชวี ติ โครงการสง่ เสรมิ ทักษะวชิ าการ และกิจกรรมนทิ านจากผปู้ กครอง 2.4 ติดตามและประเมินผล (1) ประชุมชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจการ ดำเนินการพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียน (2) แต่งต้ังคณะกรรมการ ติดตามและประเมิน คุณลักษณะผู้เรียน (3) วิเคราะห์พฤติกรรมสำคัญเพ่ือให้เห็นพฤติกรรมที่สามารถประเมินได้ ชดั เจนข้ึน (4) กำหนดวิธกี าร เกณฑ์และเคร่ืองมือการประเมนิ คุณลักษณะผู้เรียน (5)ประเมิน ติดตามและประเมินผลด้วยวิธีที่หลากหลาย (6) สรุปผลและรายงาน เพื่อหาแนวทาง ปรบั ปรงุ พฒั นาผเู้ รียนท่ีเหมาะสมตอ่ ไป (7) จดั ทำรายงานผบู้ ริหารสถานศึกษา 3. การนำเสนอรูปแบบ ผู้ทรงคุณวุฒิได้ตรวจสอบรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตาม หลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษาท่ี 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขต พื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 พบว่ามีความเหมาะสมและสามารถ นำไปใช้ปฏิบัติได้โดยให้ปรับเป็นรูปแบบเชิงระบบ มีข้อมูลนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) ผลที่เกิดข้ึน (Output) และใส่กรอบให้เห็นข้อมูลเด่นชัดขึ้น กิจกรรมที่ใช้จัดเพ่ือ พฒั นาคณุ ลกั ษณะผ้เู รยี นควรสงั เคราะหใ์ ห้เป็นเอกลักษณ์ของรปู แบบ โดยรูปแบบทป่ี รับปรงุ แลว้ ดังภาพประกอบที่ 1
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 129 Input Proces Output s ผบู้ รหิ าร วางแผน Plan ดำเนินการ (Do) คณุ ลกั ษณะ ผู้สอน - ศกึ ษาหลหักสตู ร จดั กจิ กรรมตามหลกั สูตร ผ้เู รียน ผเู้ รยี น - แต่งตั้งคณะกรรม กิจกรรมพฒั นาผู้เรียนและ เปน็ คนดี สอื่ - กำหนดกจิ กรรม/โครงการ กิจกรรมโดยการนำหลกั มปี ญั ญา สภาพแวดล้อม - ออกแบบการเรียนรู้ ภาวนา 4 มาบรู ณการ มคี วามสุข แล่งเรยี นรู้ ตามหลัก งบประมาณ พัฒนาและปรับปรงุ (Act) ตรวจสอบ (Check) ภาวนา 4 - รวบรวมข้อมลู - กำหนดวธิ ีการและเกณฑ์ - วิเคราะหข์ อ้ มูล เครอ่ื งมอื ประเมินผล - สรุปผลรายงานผล - ประเมินผลจากสภาพจรงิ - สรุปผลรายงานผล ภาคเรยี นละ 2 ครั้ง - ปรบั ปรงุ และพัฒนาผเู้ รียน - เกบ็ ขอ้ มลู จากการประเมนิ - การใหข้ อ้ มูลยอ้ น ภาพท่ี 1 รูปแบบการพัฒนาผเู้ รียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรยี นในศูนยเ์ ครอื ขา่ ยการศกึ ษาท่ี 7 ฉวางภตู าปี สังกดั สำนักงานเขตพื้นการศกึ ษาประถมศึกษานครศรธี รรมราช เขต 2 อภิปรายผล การศึกษาวิจัยเร่ือง รูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนใน ศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนการศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 2 ผวู้ ิจยั พบประเดน็ สำคญั นำมาอภปิ รายผลดังนี้ 1. สภาพปัจจุบันการพัฒนาผู้เรียน ของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษาท่ี 7 สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 2 การจัดกิจกรรมตาม หลักสูตรและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน พบว่าโรงเรียนสว่ นใหญ่ ดำเนินการจดั กจิ กรรมการเรียน สอนครบตามโครงสร้างของหลักสูตรโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นความแตกระหว่างบุคคล คำนึงถึงพัฒนาทางสมองของผู้เรียน ส่วนกิจกรรมเสริมหลักสูตร พบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ ดำเนินการจัดกิจกรรมตามนโยบายกำหนดเท่านั้นท้ังนี้เป็นเพราะในการดำเนินการจัด กิจกรรมในเรื่องนี้ต้องครบตามนโยบายสอดคล้องกับงานวิจัยของสุจิตตา บัวขันธ์ (2558 : 842) ได้ศึกษารูปแบบคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียน
130 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) เอกชน สังกดั สำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาอดุ รธานี เขต 1 พบว่า สภาพปัจจบุ ัน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ที่ปรากฏผลดังกล่าวอาจ เนื่องมาจากการพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นส่ิงท่ีทุกโรงเรียนได้ ดำเนินการตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551อยู่แล้ว โดยจัด บูรณาการในการเรียนการสอนท้ัง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรม พิเศษ กิจรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมประกวดห้องเรียน กิจกรรมเขตรับผิดชอบกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน กิจกรรมห้าห้องชีวิตและมีการติดตาม ประเมนิ ผลเพ่ือดูพฒั นาการคณุ ลักษณะอันพึงประสงคท์ กุ ภาคเรียน การพัฒนาคุณลักษณะเรียนต้องบูรณาการกับกิจกรรมตามหลักสูตร กิจกรรม พัฒนาผู้เรียนยังสอดคล้องกับงานวิจัยของพระมหาอาจริยพงษ์ คำตั๋น (2554 : 68) ได้ศึกษา การปฏิบัติตนด้านคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียน มัธยมศึกษาในเขตจังหวัดนครปฐม ผลการศึกษา พบว่าแนวทางในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีพึงประสงค์มี 5 แนวทาง คือ 1) การพัฒนาด้วยกระบวนการในการ จัดการเรียนการสอน 2) การพัฒนาด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดี 3) การพัฒนาด้วยการจัด กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีพึงประสงค์ 4) การพัฒนาด้วยการจัด กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมและ 5) การพัฒนาด้วยการสร้างความมีส่วนร่วมที่ปรากฏผล ดังกล่าวอาจเนื่องมาจากในการพัฒนา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนสำหรับ สถานศึกษานั้น ผู้บริหารและครูได้ยึดแนวทางการ พัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2552 นอกจากนี้ยังได้ใช้ทฤษฎีที่ เกี่ยวกับการ พัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประกอบด้วย ทฤษฎีการรู้คิดของเพียเจต์ ซ่ึง โคลเบิร์ก ถือเป็นหลักในการวัดพัฒนาการทางจรยิ ธรรม ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของ โคลเบิร์ก กล่าวไว้ว่า การเกิดจริยธรรมหรือความเข้าใจเกี่ยวกับความถูก ผิด เกิดจากการคิด ไตร่ตรองตามเหตุผลของแต่ละ บุคคล ทฤษฎีด้านจิตพิสัยของแคธโวลและคณะ ได้กล่าวถึง ลำดับการเกิดนิสัยของบุคคล ขั้น ได้แก่ ข้ันรับรู้ ขั้นตอบสนอง ข้ันเห็นคุณค่า ข้ันจัด ระบบ และขั้นกิจนิสัย ซ่ึงนำมาใช้ในการประเมิน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน และทฤษฎี ต้นไม้จริยธรรม ได้ระบุจิตลักษณะ 8 ประการ ท่ีเป็นสาเหตุของคนดี คนเก่งและมีความสุข ของคนไทย แนวคิดนี้นำมาใช้ใน การออกแบบแนวทางในการพัฒนาคุณลักษณะอันพึง
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 131 ประสงค์ด้านส่ิงแวดล้อมเชิงคุณธรรมและกระบวนการในการสร้างความตระหนัก ตลอดจน การปลกู ฝัง คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ 2. รูปแบบการพัฒนาผเู้ รยี นตามหลักภาวนา 4 โรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศกึ ษา ที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) การดำเนินการ 4) การติดตามและประเมนิ ผล ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการสัมภาษณ์เชิงลึก พระภิกษุ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครูฝ่ายวิชาการและครูฝ่ายกิจการนักเรียน ซึ่ง ผลการวิจัยพบว่าผู้เชี่ยวชาญ ได้ตรวจสอบรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของ โรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษาท่ี 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 2 มีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง ท้ังนี้ เน่ืองจากรูปแบบการพัฒนาผู้เรียน ท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึ้นโดยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เอกสาร และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับ การพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระครูสมุห์ทิพย์ สิริธมฺโม (2561 : 151) ได้ศึกษาวิจัยรูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของอาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พบว่ารูปแบบการพัฒนา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของอาจารย์มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประกอบด้วย 1) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของอาจารย์ คือ ความสามารถในการสอน บุคลิกภาพ คุณธรรมจริยธรรม การให้คำปรึกษา 2) มาตรฐานวิชาชีพครู คือ ค่านิยมและ คุณลักษณะความเป็นครู ความรู้และศาสตร์การสอนการปฏิบัติงานในหน้าท่ี ความสัมพันธ์ กับผู้ปกครองและชุมชน 3) กระบวนการพัฒนา (1) การพัฒนา ประกอบด้วย การพัฒนา ความสามารถในการสอน โดยสร้างหลักสูตร ฝึกอบรม การพัฒนาบุคลิกภาพ โดยสร้าง โครงการพัฒนาอบรมคุณธรรมจริยธรรม โดยออกข้อบังคับระเบียบหรือประกาศฝึกอบรม การพัฒนาการให้คำปรึกษากับนิสิต โดยสร้างหลักสูตรหรือสร้างโครงการ อบรมพัฒนา ขบวนการ (2) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของอาจารย์ ประกอบด้วย ความสามารถในการ สอน ลักษณะของอาจารย์ยุคศตวรรษท่ี 21 ต้องมี เรียกว่า E-Teacher บุคลิกภาพ บุคลิกภาพท่ีดีของอาจารย์ที่ดี คุณธรรมจริยธรรม การประเมิน คุณธรรมและจริยธรรมของ ครูอาจารย์ผู้ที่เป็นบุคลากรทางการศึกษา การให้คำปรึกษากับนิสิต ครู อาจารย์สามารถ เป็นได้ทั้งผู้สอนผู้เรียนรูแ้ ละผู้ให้คำปรึกษาได้ทุกแนวทางแก่ผู้เรียน (3) หลักธรรมที่ใช้ในการ พัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของอาจารย์ ประกอบด้วย ความสามารถในการสอน คือ
132 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) พุทธลีลาในการสอน 4 บุคลิกภาพ คือ กัลยาณมิตรธรรม 7 คุณธรรมจริยธรรม คือ มชั ฌมิ าปฏปิ ทา หรืออริยมรรคมอี งค์ 8 การให้คำปรึกษา คอื อรยิ สจั 4 การพัฒนารูปแบบยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ พระณรงค์เดช อธิมุตฺโต (2560 : 271) ได้ศึกษาวิจัยรูปแบบการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ พบว่าการพัฒนา รูปแบบการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ ได้ดังน้ี รูปแบบการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ โรงเรียนวิถีพุทธ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ ส่วนนำ,กระบวนการ, และการนำไปใช้ มีรายละเอียด อธิบายได้ดังนี้ 1) ส่วนนำ ประกอบด้วย หลักการ ,วัตถุประสงค์, สภาพแวดล้อม, ตัวชี้วัดศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ 2) กระบวนการ ประกอบด้วยได้แก่ องค์ประกอบของศูนย์การเรียนรู้โรงเรยี นวิถีพุทธ, การดาเนินงานศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถี พุทธ, การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ, กิจกรรมพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถี พุทธ 3) การนารูปแบบไปใช้ ประกอบด้วย การเตรียมการดำเนินงาน, การนำไปใช้, การ ติดตามและประเมินผล ผลการนำเสนอรูปแบบการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ จากวเิ คราะห์ค่าความเหมาะสม โดยภาพรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดบั มาก เม่อื พิจารณา ในแต่ละหัวข้อ พบว่าส่วนกระบวนการ องค์ประกอบด้านอาคารสถานที่ มีความเหมาะสม มากที่สุด รองลงมา ส่วนการนำรูปแบบไปใช้ ส่วนกระบวนการด้านกิจกรรม มีความ เหมาะสมเป็นลาดับท่ี 3 เช่นเดียวกับการวิจัยของพระปลัดบุญเจิด สุจิตฺโต (2561 : 134) ได้ ศึกษาวิจัยเร่อื ง รปู แบบการบริหารจัดการที่มปี ระสทิ ธภิ าพของโรงเรยี นพระปริยตั ิธรรมแผนก สามัญศึกษา พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการท่ีมีประสิทธิภาพของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประกอบดว้ ย 1) หลักการ ส่งเสรมิ ระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนก สามัญศึกษามีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของสังคม เพ่ือเผยแผ่และทำนุบำรุง พระพุทธศาสนาให้มีความเจริญงอกงาม และสังคมเข้มแข็งอุดมปัญญาพุทธธรรม 2) จุดมุ่งหมาย (1) พัฒนาระบบบริหารโรงเรียนให้เข็มแข็งและมีมาตรฐานเป็นโรงเรยี นคุณภาพ ท่ยี ัง่ ยนื (2) จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามญั ศกึ ษา เพ่อื ผลิตและพัฒนาศาสนทายาท ท่ีเปี่ยมปัญญาพุทธธรรม (3) พัฒนาผู้เรียนเป็นศาสนทายาทที่เปี่ยมปัญญาพุทธธรรมและมี คุณลักษณะปริยัติสามัญตามที่พึงประสงค์ 3) กระบวนการบริหาร (1)หลักการบริหารของ ผูบ้ ริหารตามหลักการบริหารจัดการ (2) หลักการบริหารปัจจัยพ้นื ฐานที่สำคัญ ได้แก่ คนหรือ บุคลากร เงิน การบริหารจัดการและทรัพยากรหรือวัตถุ (3) หลักการบริหารจัดการเพื่อ ประสิทธภิ าพ ไดแ้ ก่ ความสามารถด้านความรู้ความคิด ความสามารถทางกระบวนการปฏบิ ตั ิ
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 133 และคุณลักษณะทางจิตใจ ผู้ทรงคุณวุฒิได้ตรวจสอบรูปแบบการบริหารจัดการที่มี ประสิทธิภาพของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พบว่า มีความเหมาะสมและ สามารถนำไปใช้ในการปฏบิ ัตไิ ด้จริง 3. ผลการนำเสนอรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนศูนย์ เครือข่ายการศึกษาที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 2 พบว่ามีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จรงิ โดยให้ปรับ เป็นรูปแบบเชิงระบบ (System Approach) เพ่ือความชัดเจนและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติ ได้ง่ายข้ึนและหาแนวปฏิบัติที่ดีเพ่ือให้งานประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และปรับ ข้อมูลส่วนผลท่ีเกิดขึ้น (Out put) ให้เป็นคุณลักษณะผู้เรียน เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข ปรับขั้นตอนการดำเนินงานให้มีการปฏิบัติที่ต่อเนื่องเป็น เพ่ือให้กระบวนการพัฒนา คณุ ลักษณะผู้เรยี นเป็นระบบต่อเน่ืองและเช่ือถอื ได้ สว่ นกิจกรรมและโครงการท่ีจัดเพ่ือพัฒนา คุณลักษณะผู้เรียนควรเป็นกิจกรรมที่ผ่านการสังเคราะห์ข้ึนเพื่อให้เกิดความเด่นชัดมากข้ึน และเป็นเอกลักษณ์ของรูปแบบ ขั้นตอนควรมีความกระซับขึ้น วิธีการการจัดกิจกรรมควร สังเคราะห์รวบรวมเข้าด้วยกันโดยไม่ต้องแยกเป็น แต่ละกิจกรรม เพ่ือความเหมาะสมด้าน งบประมาณและเวลา สอดคล้องกับแนวคิดของวาโร เพ็งสวสั ดิ์(2553) ท่ีกล่าวว่า รูปแบบ เป็นกรอบแนวคิด ทางด้านหลักการ วิธีการดา เนินงานและเกณฑ์ต่างๆ ของระบบที่สามารถ ยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงคข์ องงาน องคค์ วามรทู้ ่ไี ด้จากการศกึ ษา รูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในศูนย์เครือข่าย การศึกษาท่ี 7ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 มีการนำรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับ บริบทสถานศึกษาและนำไปสู่การปฏิบัติจริง ผู้บริหารสถานศึกษาในศูนย์เครือข่ายการศึกษา ที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 เป็นแกนในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เก่ียวข้องกับการพัฒนาคุณลักษณะ ผู้เรียน มีการส่งเสริมให้นำรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ไปใช้ในสถานศึกษา อย่างจรงิ จัง สนับสนุนบคุ ลากรและงบประมาณเพอื่ ส่งเสรมิ การพัฒนาผู้เรียนตามหลกั ภาวนา 4 และสง่ เสริมให้มีการจัดกิจกรรมเพอื่ พัฒนาคุณลกั ษณะผเู้ รียนตามหลักภาวนา 4
134 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) เอกสารอ้างอิง กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรงุ เทพฯ : สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย. ราชกจิ จานเุ บกษา.(2542), พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542. เลม่ ที่ 116 ตอนที่ 74 ก, 2542. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาต.ิ (2559). แผนพฒั นา เศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาตฉิ บบั ที่ 12 (2560-2564) กรุงเทพฯ : สำนัก นายกรัฐมนตรี. พระครสู มุห์ทิพย์ สริ ิธมโฺ ม (การเพียร). (2561). รูปแบบการพฒั นาคณุ ลกั ษณะอันพึง ประสงคข์ องอาจารย์มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. บัณฑติ วิทยาลัย : มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . พระณรงค์เดช อธิมุตโฺ ต (2560). รปู แบบการพัฒนาศนู ยก์ ารเรยี นรโู้ รงเรียนวิถพี ุทธ. บัณฑติ วทิ ยาลัย : มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต).(2544). พทุ ธธรรม (ฉบับเดมิ ). พิมพครั้งที่ 11. กรงุ เทพฯ : ดวงแกว. พระปลดั บุญเจดิ สจุ ิตฺโต (สนุ ทรสุข). (2561). รปู แบบการบริหารจดั การที่มปี ระสิทธภิ าพของ โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรมแผนกสามญั ศกึ ษา. บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระมหาอาจริยพงษ์ คำตัน๋ . (2554). การปฏบิ ัตติ นด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและค่านยิ มทีพ่ ึง ประสงคข์ องนักเรียนโรงเรียนมธั ยมศึกษาในเขตจังหวดั นครปฐม. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปากร. วาโร เพ็งสวสั ดิ. (2553). การวิจยั พัฒนารปู แบบ. วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสกลนคร, 2(4) 9-10. สจุ ติ ตรา บัวขันธ์. (2558). รปู แบบคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ของนกั เรียนมัธยมศกึ ษา ตอนตน้ โรงเรยี นเอกชนสังกัดสำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาอุดรธานี เขต 1. วารสารศึกษาศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 9 (พเิ ศษ).
รูปแบบการสง่ เสรมิ การอนุรกั ษ์พทุ ธศลิ ป์ของอุโบสถ ในจงั หวัดนครราชสีมา Model for Promoting Buddhist Art Conservation of Chapels in Nakhon Ratchasima Province. 1พระครูภทั รจติ ตาภรณ์, 2พระมหาสุพร รกขฺ ิตธมโฺ ม และ 3พระยทุ ธนา อธจิ ติ โต 1Phrakhruputtharajitthaporn, 2PhramahaSuporn Rukkittadammo and 3Phra Yutthana Athichitto มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ประเทศไทย Mahachulalongkornrajavidyalaya, University, Thailand. [email protected], [email protected] [email protected] Received May 10, 2020; Revised July 12, 2020; Accepted August 25, 2020 บทคดั ย่อ พื้นที่เป้าหมายโดยเฉพาะอุโบสถ ย่อมมีความสำคัญต่อชุมชนอย่างย่ิงในการ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่มีส่ิงหนึ่งที่ประดับตกแต่งให้เข้ากับเร่ืองราวใน พระพุทธศาสนา คือพุทธศิลป์ของโบสถ์ที่จะส่งเสริมให้เกิดความเชื่อ ความศรัทธา วิจิตร ตระการงดงามทางด้านจติ ใจ สภาพปัญหาสำคัญของพุทธศิลป์ของอุโบสถคือ งานช่างที่มีรูปแบบท่ีหลากหลาย และไม่สามารถที่จะอนุรักษ์แบบพุทธศิลป์ด้ังเดิมได้ มีการเปล่ียนแปลงไปตามยุคสมัย ทั้งยัง ไม่มีคนสืบทอด ความสำคัญของพุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา พุทธศิลป์ของ
136 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) โบสถ์ท่ีปรากฏมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับความเช่ือ ความศรัทธาและประวัติ เร่ืองราวของพุทธศิลป์ที่นำมาประดับในโบสถ์หรือสร้างสรรค์จะต้องไม่ผิดเพี้ยนและสามารถ พัฒนารูปแบบไปสู่โบสถ์อื่นๆได้ ความสำคัญจึงอยู่ท่ีการกำหนดรูปแบบพุทธศิลป์ท้ังทางด้าน สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรมก็เป็นส่ิงหนึ่ง ในพุทธศิลป์น้ีจะมีร่องรอยทาง ประวัติศาสตร์ซ่ึงสอดคล้องกับแนวความคิด ความเช่ือของบุคคลในท้องถ่ินนั้นๆในแต่ละยุค แตล่ ะสมัย การอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา พุทธศิลป์จำแนกประเภท ใหญ่ๆ ก็จะแบ่งได้ 3 ประเภท ได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรม งานด้าน พุทธศิลป์นั้นคำว่าศิลป์เป็นศิลปกรรมท่ีเกิดขึ้นตามคติความเช่ือความศรัทธาในศาสนา อิทธิพลคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งศิลปะที่สำคัญได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรมและ จิตรกรรม การอนุรักษ์พุทธศิลป์ที่ปรากฏในโบสถ์ คือ พุทธศิลป์ที่มีลักษณะความสำคัญด้าน จิตรกรรม ทำให้เห็นคุณค่า ด้านพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะได้สะท้อนคำสอนออกมาที่ สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา จิตรกรรมส่วนมาก จะอธิบายภาพ ประวัติศาสตร์โดยเฉพาะอธิบายการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ที่ได้ส่ังสมบารมี จนกว่า จะเปน็ พระพทุ ธเจ้า เป็นพุทธศิลป์ลักษณะ ที่ให้คณุ ค่า ทางดา้ นจิตใจมากกวา่ สังคม รูปแบบการส่งเสริมการอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา พบว่า รูปแบบข้ึนอยู่กับ 1) รูปแบบการก่อสร้าง 2) ความเชื่อเก่ียวกับสถานท่ี ในการก่อสร้าง 3) ความเช่ือเก่ียวกับวัสดุในการกอ่ สร้าง 4) ความเชือ่ เกี่ยวกบั การตกแต่ง คือ เพ่ือความสวยงาม เพือ่ ป้องกนั ภยั อนั ตราย จากสงิ่ ที่มองไม่เหน็ คำสำคญั : อโุ บสถ, พุทธศิลป์ Abstract Target areas especially the chapels are inevitably very important for the community in performing religious rituals. However, there is one thing that adorns with the stories in Buddhism i.e. Buddhist art of the chapels that encourages belief, faith and the spiritual exquisite beauty. The important problems of Buddhist art of the chapels are artisan work with various styles but unable to conserve the traditional Buddhist art. There have been
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 137 changes according to the eras and lack people to inherit. Importance of Buddhist art of the chapels in Nakhon Ratchasima, the Buddhist art of the chapels that appears to be important for Buddhism regarding beliefs, faith, and history of the story of Buddhist art that can be adorned or created in the chapels or must not be distorted and the model can be developed and extended to other chapels. The importance, therefore, depends on the determination of Buddhist art models including architecture, sculpture, and painting. In this Buddhist art there are historical traces which are consistent with the ideas and beliefs of the local people in each era. In Buddhist art conservation of the chapels in Nakhon Ratchasima province, Buddhist art can be classified into 3 major categories, which are architecture, sculpture and painting. In the Buddhist art, the word art means a work of art based on beliefs and faiths in the religion influenced by the teachings of the Lord Buddha. The important art is architecture, sculpture and painting. The conservation of Buddhist art appearing in this Buddhist art which has important features in painting that appreciates Buddhism specially reflecting the teachings that are in accordance the Buddha Dhamma. Most paintings explain the historical images, in particular, the acts of the Bodhisattva who had accumulated prestige till becoming a Buddha. This Buddhist art has more psychological than social value. For the Buddhist art conservation promotion model of the chapels in Nakhon Ratchasima province, it was found that the model depended on: 1) the construction model; 2) beliefs concerning the establishment of construction; 3) beliefs concerning the materials used in construction; 4) beliefs concerning decoration whether for beauty or for protection from invisible dangers. Key words: Chapels, Buddhist Art บทนำ สถานท่ีสําคัญในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะศาสนสถานโบสถ์ท่ีสําคัญของวัด เป็นมรดกเชิงประวัติทำพระพุทธศาสนา พุทธศิลป์เป็นงานศิลปะที่ช่าง/ศิลปิน สร้างข้ึน เก่ียวข้องกับพุทธศาสนา หรือสร้างขึ้นเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนาโดยเฉพาะที่เป็นงาน จิตรกรรม ได้แก่ ภาพเขียนฝาผนังโบสถ์ วิหาร งานปฏิมากรรมได้แก่ พระพุทธรูปและงาน
138 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) สถาปัตยกรรม ได้แก่ ศาสนสถานท่ีเป็นโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญสถูป เจดีย์ที่มีเน้ือหา เก่ียวกับพระพุทธศาสนา พุทธประวัติ พระธรรมคำสอน วิถีชีวิตชาวบ้าน ส่งผลให้งานพุทธ ศิลป์เป็นสว่ นสำคัญส่วนหน่ึงของวัฒนธรรมไทย สะท้อนลักษณะนิสัย บุคลิกภาพของคนไทย ที่มีความสุภาพ อ่อนน้อม รักสงบ แจ่มใส สนุกสนาน เป็นสื่อการเรียนรู้ท่ีสร้างความรู้ ความ เข้าใจและจินตนาการท่ีส่งผลเชิงบวกต่อพฤติกรรมของคนในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุข ร้อยพุบพากล่าวว่า พุทธศิลป์หมายถึง งานศิลปะประเภทต่างๆท้ังด้าน สถาปัตยกรรมประติมากรรม และจิตรกรรม ซ่ึงสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการเผยแพร่และการ ปฏิบัติทำพุทธศาสนาโดยตรง และเป็นส่ิงช่วยโน้มน้ำจิตใจของพุทธศาสนิกชน ให้เกิดความ ศรทั ธา ประพฤตปิ ฏิบตั ติ นในแนวทำที่ดงี ามตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา องค์ประกอบหน่ึงของความเป็นวัด โดยเฉพาะที่เป็นงานศิลปะแขนงทัศนศิลป์ (Visual Art) ประกอบด้วย 1) งานสถาปัตยกรรม (Architecture) เชน่ สิ่งก่อสรา้ งหรอื ศาสน สถานในวัด ได้แก่โบสถ์ วิหาร กุฏิ สถูป เจดีย์ ศาลาการเปรียญ หอไตร หอระฆัง 2) งาน ประติมากรรม (Sculpture) เช่น พระพุทธรูปหรือพระปฏิมา ท้ังท่ีมีลักษณะเป็นงานนูนต่ำ นูนสูง ลอยตัว รวมทั้งลวดลายประดับศาสนสถานด้วย และ 3) งานจิตรกรรม (Painting) เช่น ภาพเขียนประดับฝาผนังของศาสนสถาน ได้แก่ ภาพเขียนบนผนังโบสถ์ วิหาร ศาลา รวมทั้งภาพประกอบในสมุดไทยที่แสดงเน้ือหาเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนา พุทธประวัติ วรรณกรรม ปริศนาธรรมฯลฯ งานพุทธศิลป์ไทยในอดีตมีลักษณะเป็นแบบอุดมคติ (Idealistic) แสดงเนื้อหาเร่ืองราวทำพระพุทธศาสนา พุทธประวัติความหมายเกี่ยวกับพุทธ ศิลป์มีเนื้อความสรุปได้ว่ายอดของศิลปะนั้น เป็นเร่ืองการดำรงชีวิตจิตใจ ให้อยู่เหนือความ ทุกข์ เป็นศิลปะสูงสุดในพระพุทธศาสนา เรียกว่า เป็นศิลปะของชาวพุทธ ในการท่ีช่วยกัน ปลดเปล้ืองความทุกข์ในทำจิตใจหรือปัญหาสงั คมในปัจจุบันเปลี่ยนไปเปน็ เรือ่ งทำวตั ถุ ศิลปะ ของชาวพุทธเลยกลายเป็นเร่ืองโบสถ์เจดีย์และพระพุทธรูป งานพุทธศิลป์มีพ้ืนฐานมาจาก พุทธศาสนา ถึงแม้ว่าสังคมโลก สังคมไทยในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแส ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างต่อเน่ืองอย่างไรก็ตาม ศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะงานพุทธศิลป์ก็ยังคงมีพ้ืนฐานแนวคิดมาจากพุทธศาสนาและ พทุ ธศิลป์กับพุทธรรม พทุ ธศลิ ป์ เป็นศิลปะสำหรบั ชาวพทุ ธทุกคน สภาพปัญหาการละเลยการอนุรักษ์และพุทธศิลป์ของโบสถ์ในจังหวัดนครราชสีมา คือ เรอ่ื งของการอนรุ ักษ์พทุ ธศลิ ป์ท่ีมีสว่ นรว่ มของภาคประชาชนและชมุ ชนอย่างแท้จรงิ สว่ น
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 139 ใหญ่จะเป็นการอนุรักษ์ของพระภิกษุและขาดงบประมาณในการดูแลซ่อมแซม ทำให้พุทธ ศลิ ป์บางอย่างท่ีเกิดชำรุดเสียหายไม่ไดร้ ับการบูรณะซ่อมแซมได้อย่างทันถ่วงที ทั้งชุมชนขาด ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปกรรมของชุมชนและวัดจอมศรี จึงเกิด ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดูแลรักษาโบราณสถาน ตลอดจนขาดจิตสำนึกในด้านการ อนุรักษ์และรักษาแหล่งมรดกทำวัฒ นธรรมของชุมชน เช่น ในช่วงวันสำคัญ ทำ พระพุทธศาสนาหลังการเวยี นเทียนรอบโบสถแ์ ลว้ ชาวบา้ นมักจะนำเทยี นทีจ่ ุดมาต้ังวางไว้บน ฐานโบสถ์ติดกับผนงั ด้านนอกของโบสถ์ ซง่ึ ความร้อนจากเปลวเทยี นส่งผลทำให้ปูนท่ีฉาบผนัง โบสถ์ผุกร่อนได้ง่าย เป็นต้น การท่ีชาวบ้านไม่ได้ให้ความสำคัญกับโบราณสถานเหล่าน้ีถือได้ ว่าเป็นสิง่ ท่ีน่าวิตกเป็นอยา่ งยง่ิ อันจะทำให้โบสถว์ ดั จอมศรชี ำรดุ ทรุดโทรมถกู ปล่อยปะละเลย และถูกทำให้ทิ้งร้างในที่สุดท้ังน้ี อาจเป็นเพราะชุมชนเองไม่เข้าใจบทบาทหรือหน้าที่ท่ีตนเอง สามารถปฏิบัติต่อโบราณสถานได้ ทั้งกลัวการกระทำที่ขัดต่อข้อกฎหมายโบราณสถานและ การละเมดิ หรือลบหลู่ความเปน็ สถานทศ่ี กั ด์ิสทิ ธ์ขิ องชุมชน ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษาความสำคัญของพุทธศิลป์ของอุโบสถ การอนุรักษ์ พุทธศิลป์ของอุโบสถ และแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัด นครราชสีมา เกี่ยวกับวิธีการ กฎระเบียบข้อบังคับและแนวทางการอนุรักษ์พุทธศิลป์ของ อโุ บสถอยา่ งไร สง่ เสริมการอนุรักษ์อย่างเป็นรปู ธรรมและถูกตอ้ งไดอ้ ย่างไร จงึ จำเป็นอย่างยิ่ง ทจ่ี ะเรียนรู้และเสนอแนวทางการอนุรกั ษ์ต่อไป วตั ถุประสงคก์ ารวิจยั 1. เพอ่ื ศึกษาความสำคญั ของพทุ ธศิลปข์ องอโุ บสถในจังหวัดนครราชสีมา 2. เพอื่ ศึกษาการอนรุ ักษ์พุทธศิลปข์ องอโุ บสถในจังหวัดนครราชสีมา 3. เพอื่ เสนอรูปแบบการสง่ เสริมการอนรุ ักษ์พทุ ธศิลป์ของอุโบสถในจงั หวัด นครราชสีมา
140 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) วธิ ีดำเนนิ การวจิ ยั การวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ(Qualitative research) โดยการสัมภาษณ์ (interview) และการศึกษาภาคสนาม (Field study) เป็นวิธีวิจัยเสนอรูปแบบการส่งเสริม การอนุรักษ์พทุ ธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา ความสำคัญของพทุ ธศิลป์ของอโุ บสถ ในจังหวัดนครราชสีมา การอนุรักษ์พทุ ธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา เสนอรูปแบบ การส่งเสริมการอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา ควรเป็นอย่างไรโดย ศกึ ษาจากเอกสารและการสัมภาษณ์ ขอบเขตการวจิ ยั แยกเป็นดังน้ี 1. ขอบเขตดา้ นประชาการ งานวิจัยเร่ือง“รูปแบบการส่งเสริมการอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัด นครราชสีมา”มกี ล่มุ เปา้ หมาย 2 กลุ่ม คือ 1.1 กลุ่มประชากรเป้าหมายที่ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) และการสนทนากลุ่ม (focus group) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Information) 1.2 กลมุ่ ประชากรทใี่ ช้แบบสมั ภาษณ์ 2. ขอบเขตด้านเน้อื หา/พ้ืนที่ เน้ือหาท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ประกอบด้วย ศึกษารูปแบบการส่งเสริมการอนุรักษ์ พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา ความสำคัญของพุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัด นครราชสีมา การอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา เสนอรูปแบบการ สง่ เสรมิ การอนรุ ักษพ์ ุทธศิลปข์ องอโุ บสถในจังหวดั นครราชสมี า ควรเป็นอยา่ งไร การวิจัยคร้ังนมี้ ีขอบเขตด้านพน้ื ท่ี ดังน้ี ได้แก่ นครราชสมี า 3. เครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นการวิจัย จากการต้ังประเด็นหลักในการศึกษาแนวคิด รูปแบบการส่งเสริมการอนุรักษ์พุทธ ศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ท่ีเก่ียวข้อง เพ่อื ดำเนินการวิจยั จึงใช้เครอ่ื งมือทส่ี ำคัญ ไดแ้ ก่ 3.1 การสัมภาษณ์ ผู้วิจัยได้ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) เป็นแบบสัมภาษณ์จากเอกสาร รายงานวิจัยที่เก่ียวข้อง เพื่อหาแนวคิด หลักการและ กระบวนการส่งเสริมการอนุรกั ษพ์ ุทธศิลป์ของอุโบสถ
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 141 3.2 ศึกษาและติดตามการใช้นโยบายการส่งเสริมการอนุรักษ์พุทธศิลป์ของ อโุ บสถของหน่วยงานในพ้ืนท่เี ปา้ หมาย เพอ่ื รวบรวมปัญหาและการหาแนวทางร่วมกันในการ สง่ เสริมการอนรุ กั ษ์พทุ ธศิลปข์ องอุโบสถใหด้ ยี ิ่งขน้ึ จากการต้ังประเด็นหลักในการศึกษาแนวคิด กระบวนการการส่งเสริมการอนุรักษ์ พุทธศลิ ปข์ องอุโบสถ จงึ ใช้เครอ่ื งมอื ที่สำคัญ ดังนี้ วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ความสำคัญของพุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา เครื่องมือวิจัย คือ การสัมภาษณ์ และการประชุมกลุ่มย่อยระหว่างตัวแทนองค์กรด้าน ศลิ ปกรรมทัง้ จากภาคเอกชนและรัฐบาล วัตถุประสงค์ข้อท่ี 2 การอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา เคร่ืองมือการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์ การจัดสนทนากลุ่ม เพ่ือวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและ ลักษณะพิเศษของชุมชนในแต่ละแห่ง และเครื่องมืออุปกรณ์ประกอบการวิจัย ได้แก่ เคร่ือง บันทึกภาพและเสียงและการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการลงภาคสนามและอุปกรณ์ เคร่อื งมอื ทางศลิ ปะ วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 รูปแบบการส่งเสริมการอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถใน จงั หวดั นครราชสีมา ได้แก่ แบบประเมิน การสมั ภาษณ์และการจดั สนทนากลุ่ม เพื่อวเิ คราะห์ ข้อมูลเชิงลึก อุปกรณ์ท่ีใช้ประกอบการวิจัย ได้แก่ เคร่ืองบันทึกภาพและเสียงในการลง ภาคสนาม 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยไดด้ ำเนินการวิจยั เน่ืองจากประเดน็ เร่ืองรปู แบบการส่งเสรมิ การอนุรกั ษ์พทุ ธ ศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา ยังไม่ปรากฏงานวิจัยท่ีชัดเจนอีกท้ังข้อมูลเร่ือง ดังกล่าวมีอยู่กระจัดกระจายทั่วไป และมิได้ถูกเก็บรวบรวมเอาไว้อย่างเป็นระบบ ดังนั้น จึง ต้องลงสำรวจข้อมูลในพ้ืนท่ีเบื้องต้นเพื่อแสวงหาข้อมูลที่จำเป็นต่อการกำหนดเป็นประเด็น คำถามสมั ภาษณ์ ผวู้ จิ ัยแบ่งการเก็บรวบรวมขอ้ มูลวิจัยออกเปน็ 4 ระยะ ระยะที่ 1เป็นการสัมภาษณ์ กลุ่มเป้าหมาย 2 แห่งก่อน พร้อมทั้งสำรวจพ้ืนที่ทางกายภาพซึ่งในระยะนี้ใช้เวลา 3 เดือน (เนื่องจากเผื่อเวลาเลื่อนนัดของกลุ่มเป้าหมาย) วัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลวิจัยระยะนเ้ี พ่ือ ศึกษาแนวคิดของกลุ่มเป้าหมายที่เก่ียวข้องกับรูปแบบการส่งเสริมการอนุรักษ์พุทธศิลป์ของ อุโบสถในจังหวัดนครราชสมี า ควรเป็นอยา่ งไร
142 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ในระยะนี้ ผู้วิจัยทำหนังสือราชการเข้าไปที่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อขออนุญาตเข้า สมั ภาษณ์ และใชเ้ วลาสัมภาษณ์ 1-2 ชั่วโมง ณ พ้ืนที่เป้าหมาย จะนัดให้เข้าสัมภาษณ์ตามวัน และเวลาที่สะดวก ระยะที่ 2 เป็นการสัมภาษณ์กลุ่มกลุ่มเป้าหมายที่เหลือ พร้อมทั้งสำรวจพื้นท่ีทาง กายภาพ ซ่ึงในระยะนี้ใช้เวลา 1 เดือน (เน่ืองจากเผ่ือเวลาเล่ือนนัดของกลุ่มเป้าหมาย) วัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลวิจัยระยะนี้เพื่อศึกษาแนวคิดของกลุ่มเป้าหมายท่ีเกี่ยวข้องกับ วัตถปุ ระสงค์การวจิ ยั ระยะที่ 3 รวบรวมประเด็นที่ได้จากการเก็บข้อมูลระยะที่ 1-2 แล้วนำไปประมวล เป็นคำถามซำ้ กับกล่มุ เปา้ หมายเป็นคร้ังท่ี 2 แหล่งทุตยิ ภูมิ ข้อมูลในแหล่งนี้มาจากหน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล จากรายงานวิจัย และสถิติท่ีเก่ียวข้อง สำหรับข้อมูลและรายงานท่ีเก่ียวข้องกับวัตถุประสงค์ การวจิ ยั 5. การวิเคราะห์ขอ้ มลู การศึกษาวิจัยคร้งั น้ี ได้มีการศึกษาเอกสาร(Documentary Research) และขอ้ มูล เชิงประจักษ์ การสัมภาษณ์ ซ่ึงเป็นกระบวนการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยคณะผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามเนื้อหา(Content analysis) แล้ว สรุปตามวตั ถปุ ระสงคท์ ต่ี ั้งไว้ ดังนี้ การ วิเค ร าะห์ ข้ อ มู ล เชิ งคุ ณ ภ าพ เม่ื อ ได้ รั บ ข้ อ มู ล จ าก ก าร สั ม ภ าษ ณ์ จ าก ก ลุ่ ม เป้าหมาย ผู้วิจัยจะนำข้อมูลจากการวิเคราะห์จากเอกสาร ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากการ สมั ภาษณ์แบบเจาะลกึ (Depth Interview) ผู้วจิ ยั ยนื ยันความน่าเชื่อถอื ได้ของขอ้ มลู ด้วยการ ให้ บุคคลที่อยู่ในปรากฏ การณ์ ท่ีศึกษาและบุคคลที่มีความรู้เกี่ยวกับเร่ืองท่ี ทำการศึกษา ตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง โดยการอ่านข้อมูลดังกล่าว พร้อมให้ข้อคิดเห็นเพ่ิมเติม ทักท้วงหรือยอมรับข้อมูลท่ีนำเสนอ ซ่ึงการตรวจสอบความน่าเช่ือถือได้ของข้อมูลด้วยวิธีน้ี ผู้วิจัยใช้ กับ ข้อมูลเบ้ื องต้น และข้อมูลท่ี เป็ นส่ วน ที่ผู้ วิจัยได้ ตีความแล้ ว น ำข้อมู ลจากการ สมั ภาษณโ์ ดยผู้ใหข้ ้อมลู สำคญั (Key Information) นำมาวเิ คราะหเ์ ชิงพรรณนาต่อไป
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 143 ผลการวจิ ยั 1. ความสำคัญของพุทธศิลปข์ องอุโบสถในจงั หวัดนครราชสีมา พทุ ธศิลป์ของโบสถ์ท่ีปรากฏมีความสำคญั ต่อพระพุทธศาสนาเป็นอยา่ งย่ิง กลา่ วคือ ความเชื่อ ความศรัทธาและประวัติเร่ืองราวของพุทธศิลป์ท่ีนำมาประดับในโบสถ์หรือ สร้างสรรค์จะตอ้ งไมผ่ ดิ เพี้ยนและสามารถพัฒนารปู แบบไปสู่โบสถอ์ น่ื ๆได้ การกำหนดรูปแบบพุทธศิลป์ท้งั ทางด้านสถาปตั ยกรรม ประตมิ ากรรม จิตรกรรมก็ เป็นส่ิงหน่ึงท่ีมีความสำคัญในพุทธศิลป์นี้จะมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ซ่ึงสอดคล้องกับ แนวความคิด ความ เช่ือของบคุ คลในท้องถนิ่ นั้นๆ ในแตล่ ะยุคแต่ละสมยั ช่างเขยี นในสมัยใด ย่อมถ่ายทอดความเป็นไปและส่ิงแวดล้อมในสมัยน้ันเอาไว้ในจิตรกรรมท่ีท่านสร้างข้ึนด้วย อุโบสถน้ันมี พุทธศิลป์เป็นท่ีน่าสนใจเช่น ทางด้านสถาปัตยกรรม ตัวฐานอาคารอุโบสถ หน้า อุโบสถมีธาตุเจดีย์ ด้านจิตรกรรมมีรูปภาพแสดงถึงวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองท้องถ่ิน ทางดา้ นประติมากรรมก็มีพระพทุ ธรูปองค์พระประธานโบราณ มกี ารแกะสลักหน้าบนั อโุ บสถ การให้ความสำคัญกับพทุ ธศิลป์เปรียบเสมือนการใหค้ วามสำคัญกับการรกั ษา ดูแลวัดอนรุ ักษ์ ทางศาสนสถานโบราณของจังหวัดนครราชสีมา และจัดเป็นวัดสถานที่ท่อง เทียวทางพุทธ ศาสนาดว้ ย ความสำคัญของพุทธศิลป์ปรากฏ คือ พุทธศิลป์ท่ีมีลักษณะความสำคัญด้าน ประตมิ ากรรมจิตรกรรมและสถาปัตยกรรม ทำให้เห็นคุณค่า ด้านพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ได้สะท้อนคำสอนออกมาท่ีสอดคล้องกับหลักธรรม คำสอนของพระพุทธศาสนา รูปแบบ สถาปัตยกรรมจะออกแบบตามความเช่ือทางศาสนาจิตรกรรมส่วนมาก จะอธิบาย ภาพประวัติศาสตร์โดยเฉพาะอธิบายการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ท่ีได้สั่งสมบารมี จนกว่าจะเปน็ พระพุทธเจ้าสวนประติมากรรมส่วนมากจะพบเป็นพระพุทธรปู ซ่ึงทำให้สะท้อน เห็นถึงความศรัทธาและพุทธศิลป์ ท่ีปรากฏในโบสถ์ ส่วนมากเป็นพุทธศิลป์ลักษณะ ที่ให้ คณุ คา่ ทางด้านจติ ใจมากกว่าสงั คม 2. การอนรุ กั ษพ์ ุทธศิลปข์ องอุโบสถในจงั หวดั นครราชสมี า พุทธศิลป์จำแนกประเภทใหญ่ๆก็จะแบ่งได้ 3 ประเภท ได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม งานด้านพุทธศิลปน์ ้ันคำว่าศิลป์เป็นศิลปกรรมท่ีเกิดขึ้นตามคติ ความเชื่อความศรัทธาในศาสนา อิทธิพลคำสอนของพระพุทธเจ้า ซ่ึงศิลปะที่สำคัญได้แก่ สถาปตั ยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรม
144 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) แนวทางการอนุรักษ์ ด้านสถาปัตยกรรม คือ การออกแบบก่อสร้างอาคารสถานท่ี การก่อสร้างท่ีมีความคงทนถาวรได้แก่ ที่อยู่อาศัย สาธารณสถาน ศาสนสถาน ปราสาท ราช มณเฑียร พระที่น่ัง เป็นต้น โดยคำนึงถึงความสะดวกเหมาะสมกับการใช้สอยความม่ันคง แข็งแรง ความสวยงามน่าชื่นชม ซ่ึงถ้างานก่อสร้างอาคารสถานท่ีแห่งใดมีความวิจิตรหรือ ประดับประดาสวยงามเกินจุดมุ่งหมาย แค่เพียงที่อยู่อาศัยหริใช้สอยอื่นๆ ก็ยิ่งมีคุณคา่ ในทาง วิจิตรศิลป์มากยิ่งข้ึนสถาปัตยกรรม ด้านพุทธศิลปวัตถุ เกิดจากความรู้สึกนึกคิดศรัทธา เลื่อมใสของผู้สร้าง ได้อุทิศศิลปะสถาปัตยกรรม เพ่ือพระพุทธศาสนาโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ ใชเ้ ปน็ ทป่ี ระกอบพิธกี รรมทางพระพุทธศาสนา แนวทางการอนุรักษ์ด้านประติมากรรม คือ การสร้างพระอุโบสถมักจะสร้าง พระประธานไว้ในอุโบสถ เพื่อเป็นท่ีสักการบูชาของพุทธบริษัท และรูปปั้นผู้รักษาประตู ทางเข้าหรือตรงบันไดก็มักจะมีประดับทุกอุโบสถ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองเป็นการบ่งบอกถึงงาน ศิลปกรรมดา้ นประตมิ ากรรมที่เกดิ ขึ้นในแถบถ่นิ น้ี แนวทางการอนุรักษ์ด้านจิตรกรรม คือ จิตรกรรมฝาผนังภาพท่ีเขียนเหล่าน้ันเป็น ภาพเกี่ยวกับเรื่องราวชาดกในพระพุทธศาสนา โดยมากเป็นเร่ืองทศชาติหรือพุทธประวัติ มี แปลกท่ีเขียนเป็นชาดกห้าร้อยชาติอยู่ท่ีวัดเครือวัลย์ แต่บางแห่งก็มีแนวความคิดแปลก ออกไปแทนท่ีจะเขียนเป็นเร่ืองชาดกก็เขียนเป็นภาพปริศนาธรรม เป็นรูปปุคลาธิษฐาน คือ เอาธรรมไปสมมติเป็นบุคคลหรือเขียนเบญจขันธ์ ส่วนวัดอ่ืนโดยมากก็เขียนเร่ืองทศชาติหรือ พุทธประวัติบางตอนและเรื่องพุทธประวัติ โดยมากตรงหน้าพระประธานมักเขียนเป็นมาร ผจญ ด้านหลังพระประธานเขียนเป็นเรื่องไตรภูมิแต่บางแห่งแทนที่จะเขียนเป็นไตรภูมิแสดง โลกสวรรค์ มีเขาสัตตบริภันฑ์ มีหมาสุมทรก็เป็นภาพพระพุทธองค์เสด็จลงจากดาวดึงส์และ เปิดโลก การอนุรักษ์พุทธศิลป์ที่ปรากฏในโบสถ์ คือ พุทธศิลป์ที่มีลักษณะความสำคัญด้าน จิตรกรรม ทำให้เห็นคุณค่า ด้านพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะได้สะท้อนคำสอนออกมาท่ี สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา จิตรกรรมส่วนมาก จะอธิบายภาพ ประวัติศาสตร์โดยเฉพาะอธิบายการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ที่ได้สั่งสมบารมี จนกว่า จะเปน็ พระพทุ ธเจา้ เปน็ พทุ ธศิลป์ลกั ษณะ ทใี่ ห้คุณคา่ ทางดา้ นจิตใจมากกวา่ สงั คม การอนุรักษ์พุทธศิลป์ถือได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์ภูมิปญั ญาที่เกิดจากความเช่ือและ ศาสนามีกระบวนการสร้างสอดคล้องกับการสร้างงานศิลปะเพื่อแสดงความศรัทธาต่อศาสนา
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 145 ศิลปะมีความหมายสำคัญอยู่ท่ีความเป็นสิ่งท่ีต้องใช้ฝีมือและความเพียรพยายามและความ ตง้ั ใจทจ่ี ะทำให้สำเรจ็ งานพทุ ธศิลป์ก็เช่นกัน คือ ศลิ ปะนอกจากจะทำยากแล้วยังจะตอ้ งทำให้ สำเร็จประโยชน์จนถึงท่ีสุดในความมุ่งหมายแห่งเร่ืองนั้นๆศิลปะยังผสมผสานกับหลักธรรม คำส่ังสอนตามหลักของพระพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืนสามารถนำมาพัฒนาตนเองและ สังคมใหม้ ีความเป็นอย่อู ยา่ งสงบ 3. รูปแบบการส่งเสริมการอนุรักษพ์ ทุ ธศลิ ป์ของอุโบสถในจงั หวดั นครราชสมี า รปู แบบการส่งเสริมการอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา พบว่า รูปแบบข้ึนอยู่กับ 1) รูปแบบการก่อสร้าง 2) ความเชื่อเกี่ยวกับสถานท่ี ในการก่อสร้าง 3) ความเช่ือเก่ียวกับวัสดุในการก่อสร้าง 4) ความเชอื่ เกี่ยวกบั การตกแต่ง คือ เพ่ือความสวยงาม เพ่ือป้องกันภัยอันตราย จากสิ่งที่มองไม่เห็น จึงมีการนำยักษ์และสัตว์ในป่าหิมพานต์มา ประดับ แต่ในด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรม ยังคงเป็นเรื่องราวในชาดก และภาพพระพุทธองค์ รวมถึงการนำรูปปั้นเข้าประดับ ถือเป็นงานพุทธศิลป์ท่ีแต่ละโบสถ์ คงไว้และมีแทบทุกโบสถ์ อาจจะเป็นรูปภาพพญานาค เป็นต้นสอดคล้องกับแนวคิดของอภัย นาคคง กล่าวว่างานศิลป์จะถือได้ว่าเป็นศิลปะน้ันจะต้องประกอบด้วย 5 อย่าง คือ 1) มนุษย์ 2) ความคิด สติปัญญาของมนุษย์ 3) การกระทำของมนุษย์ 4) ความงามท่ีพึงพอใจ 5) ความ นยิ มชมชอบ อภิปรายผล ผลจากการวิจัยพบว่าความสำคัญของพุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา เกิดจากช่างทำอุโบสถสอดคล้องกับงานวิจัยของจิรพงษ์ มะเสนา ได้กล่าวไว้ในวิทยานิพนธ์ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ไว้ว่าจากลักษณะข้างต้นทำให้เห็นสภาพของการพัฒนา รปู แบบที่สอดคล้องกับสภาพ เศรษฐกิจ สงั คมและส่ิงแวดลอ้ ม รวมไปถึงทกั ษะการแสดงออก ทางภูมิปัญญา เชิงช่างของกลุ่มช่างพ้ืนบ้าน ท่ีรวมใจสละแรงงานรับใช้พระพุทธศาสนา การ ทำงานเชิงช่างของกลุ่มชาวบ้านในอดีต มีส่วนสร้างศิลปะของชาติในขั้นพื้นฐานและการ ปฏิบัติงานช่าง ให้กับพระพุทธศาสนานอกจากกระทำด้วนศรัทธาแล้วการแข่งขันกันระหว่าง ท้องถิ่นใกลเ้ คยี งยังเป็นการกระตุ้น ให้เกดิ การพฒั นาในวิชาช่าง หากชมุ ชนใดมีครชู ่างทม่ี ีฝมี ือ และช่ือเสียง ย่อมมีคนในท้องถ่ินอ่ืนมาฝากตัวเป็นศิษย์ เป็นหนทางท่ีแพร่ฝีมือ หรือ“ทาง” ของช่างใหก้ วา้ งออกไป จนเป็นบอ่ เกดิ ท่เี รียกว่า“สกุลชา่ ง”(จิรพงษ์ มะเสนา,2542:7)
146 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) การอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา พบว่า มีการอนุรักษ์พุทธ ศิลป์จากการสำรวจและสัมภาษณ์กลุ่มช่างและรูปแบบพุทธศิลป์ แต่ทั้งน้ียังเป็นรูปแบบการ อนุรักษ์ทไ่ี ม่ได้จดลิขสิทธิ์ ลวดลายต่างๆยังสามารถทจ่ี ะปรับเปล่ียนได้ตามกาลสมัยสอดคล้อง กบั งานวิจัยของสุภา อัศวอารกี ุล ได้กล่าวไว้ใน การศึกษาวิเคราะห์ลวดลายปูนปั้นประดับซุ้ม ประตูและหน้าต่างของโบสถ์และวิหารตามแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลท่ี 3 ว่ารูปแบบ ของลวดลายประดับสถาปัตยกรรมไทยมีพัฒนาการด้าน เอกลักษณ์และความงามของตนเอง มาแต่โบราณโดยมีรากฐานมาจากการรับอิทธิพลศิลปะอินเดียตั้งแต่ครั้งสมัยพระเจ้าอโศก มหาราชส่งสมณทูต เข้ามาเผยแผ่ศาสนาพุทธในดินแดนสุวรรณภูมิ พุทธศตวรรษท่ี 4- 5 ทำ ให้อาณาจักรต่างๆในดินแดนแถบนี้ เช่น ทวาราวดี ศรีวิชัย ต่างรับวิธีการสร้างสรรค์ศาสน สถาน ตามแบบอย่างอารยธรรมอินเดีย โดยได้ดัดแปลงรูปแบบให้เข้ากับรสนิยมและเทคนิค วิทยาการของตนเอง เช่น การสร้างพระอุโบสถ วิหาร กุฏิท่ีพักสงฆ์ (สุภา อัศวอารีกุล, 2547:8) จากองค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ ที่ได้สรุปข้างต้น ประเด็นท่ีมีส่วนสำคัญสุดของ พุทธศิลป์ในอุโบสถ คือ งานช่าง และการลอกเลียนแบบที่ปรากฏเร่ืองราวตามที่ปรากฏใน พระพุทธศาสนาและมีรูปแบบที่ชัดเจน 3 ด้าน ได้แก่ สถาปัตยกรรม เป็นเร่ืองราวเกี่ยวกับ แบบของอุโบสถ ประตมิ ากรรม เป็นเร่ืองราวของบุคคล สัตว์ เหล่าเทวดา ส่วนจิตรกรรมเป็น ภาพวาดเร่ืองราวของพระโพธิสัตว์ การอนุรักษ์พุทธศิลป์จะเป็นส่วนของช่างแต่ละกลุ่มจะมี แนวทางการสืบทอดและขยายไปเท่านั้น ส่วนผู้ดูแลก็ไม่ได้นำไปใช้หรือเผยแพร่ต่อ ดังนั้น รูปแบบของพุทธศิลปใ์ นอุโบสถจึงเสมือนเป็นงานชา่ งที่มีศลิ ปะมากกวา่ แต่ยังคงเรื่องราวของ พระพทุ ธศาสนา องคค์ วามรทู้ ีไ่ ด้จากการศกึ ษา การมีส่วนร่วมในการวางแผนงานพุทธศิลป์ การเรียนรู้งานช่างและการศึกษาให้ เข้าใจถึงหลักการอนุรักษ์พุทธศิลป์โดยการเผยแพร่ทางโซเซียลและการประชาสัมพันธ์ของ ทางวัดหรือการให้ความสำคัญกับงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม รูปแบบ ของพุทธศิลป์ในอุโบสถสามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การเผยแพร่โดยตรง คอื เรียนรู้โดยตรง ตามวดั หนงั สอื คนชมุ ชนบอกเล่า ลักษณะทางออ้ ม คอื การในลักษณะของการใหค้ วามรูเ้ พ่ือ
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 147 กระตุ้นให้เกิดมิติการเรียนร้กู ารสนับสนุนในด้านของการสร้างรูปแบบพุทธศิลป์แบบเดียวกัน และมีจุดต่างบ้างเพ่ือแสดงให้เห็นภูมิปัญญาในพ้ืนที่ แต่สร้างสรรค์งานพุทธศิลป์จาก พระพุทธศาสนาเป็นหลกั สำคญั เอกสารอา้ งอิง จารวุ รรณ พงึ่ เทียร. (2555), พุทธศลิ ป์. พมิ พค์ รัง้ ที่ 3. กรุงเทพฯ: มหาจฬุ าลงกรณราช วทิ ยาลัย, จุลทรรศน์ พยคั ฆรานนท์. 2555.อ้างใน จารุวรรณ พ่งึ เทยี ร. พุทธศิลป์. พิมพ์ครงั้ ท่ี 3. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . น. ณ ปากน้ำ. (2540). พจนานกุ รมศลิ ปะไทย. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์กรุงเทพ. พ่วง มนี อก. (2536). สนุ ทรียศาสตร์. พิมพ์ครัง้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคำแหง. พระธรรมธีรราชมหามนุ ี. (2514). ความรเู้ รอื่ งสมี าในวดั ศรีประวัติ. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์ พระจันทร.์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสตรฉ์ บับประมวลศพั ท์. พิมพค์ ร้งั ที่ 20. กรุงเทพฯ : โรงพิมพบ์ รษิ ัทสหธรรมิกจำกัด. พระวจิ ติ ตาลงั การเถระ. (2472). ปาติโมกขปทัตถอนวุ ณั ณนา. ย่างกุง้ : โรงพิมพ์บจ่ี ีมณั ไฑย์ ประเทศสหภาพพมา่ . พระพิมลธรรม (ชอบ อนจุ ารี) ราชบณั ฑิต. (2553). พุทธประวัติทัศนศกึ ษา. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 4. กรงุ เทพฯ: กรีนพรนิ้ ท์. พุทธทาสภิกขุ. 2552. พุทธประวตั ิจากหินสลัก. กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พร้นิ ติ้งแอนดพ์ ับลิชช่งิ จำกัด. บุญเยีย่ ม แยม้ เมอื ง. (2537). สุนทรยี ภาพทศั นศิลป์. กรุงเทพฯ: โอ เอส พร้ินต้งิ เฮ้าส์. ประกจิ ลคั นผจง. (2543). “สถาปัตยกรรมไทย คุณค่าสสู่ ังคม”. จุลสารสถาบันศิลปะ สถาปตั ยกรรมไทย. ปฐม หงสส์ ุวรรณ. (2552). “ตำนานพระพุทธรูปล้านนา:พลังปญั ญาทางความเช่อื และ ความสัมพันธก์ ับ ทอ้ งถ่ิน”. รายงานวจิ ัย. มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. อภยั นาคคง, (2533). ความรู้เบื้องตน้ วชิ าประวัตศิ าสตรศ์ ลิ ปะ. กรงุ เทพฯ:ท.วัฒนาการพิมพ์.
148 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020)
การมีสว่ นรว่ มของประชาชนในนโยบายสาธารณะระดบั ทอ้ งถิน่ เทศบาลเมอื งหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบวั ลำภู People’s Participation in Local Public Policy of Nongbua Lamphu Municipality, Nongbua Lamphu Province สปุ ัน สมสาร์ Supan Somsa วิทยาลัยพชิ ญบัณฑิต,ประเทศไทย Pitchayabundit College, Thailand. [email protected] Received May 10, 2020; Revised July 12, 2020; Accepted August 25, 2020 บทคดั ยอ่ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบาย สาธารณะระดับท้องถ่ิน เพ่ือเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะระดับท้องถ่ิน และเพ่ือหาแนวทางในการมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น ของ เทศบาลเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ หัวหน้าครัวเรือนท่ีอาศัยอยู่ในเทศบาลเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ทั้งหมด 387 ครัวเรือน ซ่ึงกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาวิจัยด้วยการใช้สูตรของยามาเน่ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามประกอบไปด้วยเน้ือหา 3 ส่วนและสถิติท่ีใช้ใน การวเิ คราะห์ขอ้ มูล คือสถิติพรรณนาได้แก่ ค่าเฉลยี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถติ ิเชิง อนุมานไดแ้ ก่ t-test และ F-testและหาค่าสัมประสิทธสิ์ หสมั พันธ์ของเพยี ร์สนั ผลการศกึ ษา พบวา่
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 785
- 786
- 787
- 788
- 789
- 790
- 791
- 792
- 793
- 794
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 794
Pages: