Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสาร มจร.อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2563

วารสาร มจร.อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2563

Description: 16541-5445-PB (1)

Search

Read the Text Version

700 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ร่วมกันหรือมีลักษณะท่ีคล้ายคลึงกันมากที่สุดเพ่ือเป็นจุดเช่ือมโยงท่ีนำไปสู่ความจริงได้โดย ผา่ นจนิ ตนาการทางภาษาเป็นส่ือกลาง คำสำคญั : เรือ่ งเลา่ , จินตนาการ, จวงจอ่ื Abstract This article was written for supporting the imaginary narration in the literature of Chuang Tzu insisting that a smart person was the one that could use his/her imagination in telling stories. This was because Chuang Tzu thought that the forthright story telling as Plato proposed could not lead to the true knowledge. Plato, thus, argued that when the poets telling stories of warriors, they used the imagination rather than being warriors. It was, therefore, not so reliable as the warriors telling their own stories. That was because imagination was only a reproduction and it was not a good way of telling story and it was impossible to naturally reproduce such things completely. However, Chuang Tzu proposed that telling story by the method of reproduction was for creating emotions between the narrators and the audiences which was the method that could link the feelings i.e. because the story telling through imagination would be an aspect that leads to the common acknowledged truth within human beings. Chuang Tzu, thus, argued that listening from the direct experiences of the tellers was not necessary to have common feelings or understandings. He was solely interested that there were common or most similar perceptions of experience between the narrators and the audiences for linking towards the truth through imagination in language as the media. Keywords: Narration, Imagination, Chuang Tzu

วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 701 บทนำ การเล่าเร่ืองมีมาต้ังแต่ในยุคอดีตกาลที่มนุษย์เริ่มมีการใช้ภาษา โดยเร่ิมจากเรื่อง เล่าในตะวันตกซึ่งกษัตริย์มาร์คุส ออเรลิอุส เป็นจักรพรรดิผู้ย่ิงใหญ่เล่าไว้ผ่านประสบการณ์ ของตนเองว่า “เมื่อต้องเก่ียวขอ้ งกับใคร ให้เรม่ิ เตือนตนเสมอว่า น่ีคือมนุษย์ เขามีทศั นะเรื่อง ดีชั่วอย่างไร ถ้าได้รู้ว่าเขามองความสุขและสาเหตุทุกข์ สรรเสริญติเตียน ชีวิตและความตาย อย่างไรแล้ว ก็ไม่แปลกอะไรที่จะได้เห็นการกระทำของเขาท่ีพ้องกันด้วย ให้รู้ไว้ว่าเขาไม่อาจ เป็นอย่างอื่นได้เลย”(มาร์คุส ออเรลิอุส,2558) เป็นการเล่าเรื่องแบบประสบการณ์อย่าง ตรงไปตรงมาและไม่จำเป็นต้องสร้างตัวละครข้ึนมาเพื่อเล่าเร่ืองแทนตนเอง จึงเป็นการเล่าท่ี ไม่ซบั ซอ้ นจบอยูท่ ี่การนำเสนอข้อเท็จจรงิ ผ่านประสบการณข์ องบุคคลซง่ึ น่าเชอ่ื ถอื อีกท้ังยังมีเรื่องเล่าจากจนิ ตนาการทางภาษาที่ส่ือผ่านอารมณ์ ดังมหากาพย์อีเลียด ท่ีได้นำเสนอการทำสงครามของเหลา่ วีรชนในยุคโบราณ มหากาพย์อเี ลยี ดจงึ เป็นเร่อื งราวของ คนที่แม้จะรู้ว่าปลายทางคือนรกอันโหดร้ายและไร้ทางแก้ไข พวกเขาคือคนแสวงหา ความหมายในโลกอันถูกกำหนดไว้แล้วด้วยความต้องการแห่งทวยเทพ ไร้ทางหนี มีแต่ สงครามเท่าน้ันที่เป็นเดิมพันของชีวิต (โฮเมอร์, 2560) เป็นรูปแบบการเล่าเร่ืองซ่ึงสะท้อนให้ เห็นการพรรณาทางภาษาท่ีก่อให้เกิดความรู้สึกท้ังเสียใจ สะเทือนใจ และสนุกสนาน ผ่าน ภาพตวั แทนในการเลา่ การเล่าเรื่องท้ัง 2 แบบนี้ถือว่าเป็นลักษณะการเล่าเร่ืองที่แตกต่างกัน บางคร้ังก็ แยกกันและดูจะเข้ากันไม่ได้เลย บางครั้งก็แย้งกันเองทำให้มองได้ว่าหากต้องการนำเสนอ เรือ่ งน้ันให้หนกั แน่นจริงจงั การเล่าจึงจำเป็นต้องอาศัยการเลา่ แบบประสบการณต์ รงไปตรงมา มากกว่าจะเล่าแบบจินตนาการที่ใช้ภาษาในการสร้างคำที่สวยงาม เร่งเล้าให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึก ในขณะท่ีการเลา่ เร่ืองแบบตัวแทนซงึ่ เรง่ เลา้ ความรสู้ ึกนั้นอาจจะเหมาะสำหรบั การ เข้าใจความจริงทางด้านจิตใจมากกว่าและดูเหมือนว่าจะไปกัน ได้ดีกับการพัฒนาจิตใจของ มนษุ ย์ ข้อถกเถียงนี้ปรากฎผ่านวรรณกรรมจีนโดยเฉพาะงานของจวงจ่ือท่ีมีการนำแสนอ ผ่านการใช้จินตนาการทางภาษา ดังบทสนทนาระหว่างจักจ่ันกับนกเขา เม่ือได้ยินเรื่องราว ของนกยักษ์ทีส่ ามารถบินได้ไกลถงึ เก้าหมน่ื ลี้ จักจนั่ กับนกเขาตัวน้อยก็หวั เราะจอ้ แล้วกล่าวว่า “เม่ือเราพยายามบินอย่างมากเราก็บินได้แค่ต้นจำปีหรือต้นมะม่วง บางครั้งเรายังบินไม่ถึง ยอดดว้ ยซ้ำ มแี ต่จะต้องร่วงหลน่ สพู่ ้ืนดิน แล้วนกอะไรจะสามารถบนิ ไปทางใต้ไดถ้ ึงเก้าหม่ืนลี้

702 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) เป็นไปไมไ่ ด”้ (สุวรรณา สถาอานนั ท,์ 2556) แต่ขณะเดยี วกนั จวงจ่ือเองกไ็ ม่ได้ท้ิงประสบการณ์ ที่ตรงไปตรงมาเช่นกนั ดังข้อความท่ีจวงจือ่ ได้แสดงความรู้สกึ ไม่เศร้าเสียใจต่อการจากไปของ ภรรยาว่า“ท่านเข้าใจผิดแล้ว เมื่อเธอเพ่ิงสิ้นใจ เราก็โศกเศร้า เช่นเดียวกับคนอื่น แต่เม่ือมา พิจารณาดูว่าเธอเกิดมาจากไหนแล้วคำนึงถึงกาลก่อนที่เธอจะมีรูปร่างมีจิตวิญญาณ ในช่วง เวลาแห่งความลึกลับน่าอัศจรรย์นั้นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง ขณะนี้ก็มีการเปล่ียนแปลงอีก คร้ังหนึ่งแล้วเธอก็ส้ินใจ ขณะที่เธอกำลังนอนพักผ่อนอย่างสงบในห้องอันกว้างใหญ่ เราจะ ตามไปขัดจังหวะด้วยเสียงร่ำไห้สะอึกสะอ้ืน จะเป็นการแสดงว่าเราไม่เข้าใจอะไรเก่ียวกับ ชะตากรรมเลย เราจึงหยุดโศกเศร้า” (สุวรรณา สถาอานนั ท,์ 2556) จากข้อพิจารณาเบื้องต้น ประสบการเร่ืองเล่าแบบสมจริงและจินตนาการทาง ภาษาท่ีปรากฎในงานของจวงจ่ือจึงเป็นข้อพิจารณาในบทความน้ี ซ่ึงจะได้นำเสนอถึงแนว ทางการเล่าเร่ืองของจวงจื่อผ่านข้อพิจารณาเร่ืองเล่าท้ัง 2 แบบ และหากวิเคราะห์บนฐาน ของการเล่าเร่ืองท้ังทางประสบการณ์และจินตนาการนั้นสำหรับจวงจ่ือแล้วมีรูปแบบท่ีเป็น ลกั ษณะเฉพาะท่มี ากไปกวา่ เร่ืองเล่าทงั้ 2 แบบอย่างไรบ้าง ประสบการณ์เรอ่ื งเลา่ ในวรรณกรรมจวงจ่ือ การเล่าเร่ืองเป็นการรายงานเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา เช่น งานเขียนทาง ประวัติศาสตร์ เป็นต้น การเล่าเรื่องจึงเป็นวิธีการเล่าซึ่งตัวผู้เล่าไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ใน เรอื่ งราวท่ีตนเลา่ แตม่ ่งุ หวงั ในการนำเสนอความจริงอย่างตรงไปตรงมาวธิ ีการดังกล่าว เพลโต (Plato) อธิบายว่าเป็นการเล่าอย่างเรียบง่ายและเป็นการเล่าเร่ืองแบบสมจริง (pure narrative) คือการเลา่ แบบตรงไปตรงมา โดยเพลโตเสนอรูปแบบไว้ 2 ลักษณะ คือ 1. การเล่าเร่ืองจากประสบการณ์ของผู้เล่า ไม่ใช่เรื่องซ่ึงเป็นเพียงจินตนาการที่ หลอกหลวง การเล่าแบบนั้นเป็นแค่เรื่องเหลวไหลเท่านั้น เพราะการท่ีคนแต่ละคนจะเล่า อะไรได้ดี ย่อมมาจากการทำงานของตนได้อย่างดีเย่ียม แล้วคนๆ น้ันย่อมเลือกทำเพียงส่ิงๆ เดียว ไม่ใช่หลายสิ่ง และหากเขายังดันทุรังจะทำงานจำนวนมากในเวลาเดียวกันให้ได้ เขา ย่อมคว้าความเป็นเลิศด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้เลยเช่นกัน ถ้าหากเขาเป็นนักถอดแบบ แต่กลับ ทำการถอดแบบหลายๆ สิ่งในเวลาเดียวกนั เขาก็ไม่อาจจะบรรลเุ ป้าหมายและควรค่าแก่การ จดจำได้ กระทั่งในการถอดแบบสองชนิดซึ่งดูเหมือนใกล้เคียงกันมากอย่างบทละครขำขันกับ

วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 703 บทละครโศกนาฏกรรม คนๆ เดียวกันก็ยังไม่สามารถเอาดีทั้งสองด้านพร้อมๆ กันได้ เพราะ บทละครทง้ั สองชนิดน้ตี า่ งก็เปน็ การถอดแบบท่ีแตกต่างกนั (เพลโต, 2559) 2. การเล่านั้นไม่อาจใช้จินตนาการได้ เพราะการใช้จินตนาการน้ันเป็นการถอด แบบมิใช่วิธีการเล่าเรื่องที่ดี เน่ืองจากธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งที่ถอดแบบได้ยาก และ แบ่งย่อยเป็นสว่ นเล็กๆ ไดม้ ากมายนบั ไม่ถว้ น การจะถอดแบบออกมาทัง้ หมดได้อย่างสมบูรณ์ แบบนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย เช่นเราจะถอดแบบทหารท่ีรักษาบ้านเมือง เราต้องถอดแบบ ความกล้าหาญ การสงบใจ ธรรมะ อิสรภาพและการกระทำอื่นๆ ขณะที่การถอดแบบจากผู้ เปน็ ทาส ยอ่ มต้องอาศัยวธิ กี ารทีต่ ่างกันออกไป ตอ้ งลองลิ้มรสของความเปน็ ทาสเสียก่อน โดย ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เด็ก เมื่อโตข้ึนก็จะกลายเป็นนิสัย ไม่ว่าด้านการ เคลือ่ นไหวร่างกาย การออกเสียง ย่ิงจะให้ถอดแบบเป็นผหู้ ญงิ ทงั้ หญิงชรา หญิงสาว หญิงทำ รา้ ยสามี หญิงทา้ ตกี ับเทพเจา้ เปน็ ตน้ หรือคนเลวกเ็ ชน่ กัน (เพลโต, 2559) ข้อพิจารณาท้ัง 2 ประการนี้ ดูเหมือนว่าจวงจื่อจะเล่าเรื่องผ่านการพิจารณาด้วย การเล่าแบบสมจริงและตรงไปตรงมาแบบ ก โดยการอิงจากประสบการณ์ของผู้เล่าเป็นส่วน หน่ึงในทุกเรื่องเล่าด้วย เพราะผู้เล่าถือว่ามีส่วนสำคัญต่อเร่ืองเล่านั้น กล่าวคือผู้เล่าต้องเป็น ผ้รู เู้ รอื่ งน้นั ดที ี่สดุ และส่ังสมประสบการณ์มาดว้ ยตนเองจึงจะสามารถถา่ ยทอดเร่ืองเลา่ น้ันได้ดี ดงั การเล่าประสบการณต์ รงของจวงจอื่ ซึ่งเปน็ สิ่งทตี่ ้องแสดงความรู้สึกบางอย่างใน สงั คมวัฒนธรรมจีน จงึ ใช้โอกาสนี้แสดงท่าทีต่อลักษณะของความตายของคนใกล้ตัวดงั เร่ืองที่ เม่ือภรรยาจวงจื่อเสียชีวิตลง ฮุ่ยจื่อก็ไปแสดงความเสียใจคารวะศพ แต่กลับเห็นจวงจื่อน่ัง เหยียดขาเคาะถังไม้พลางร้องเพลง ฮุย่ จ่ือจึงตำหนิวา่ “เจ้าไดใ้ ช้ชีวิตร่วมกับนาง นางได้เลี้ยงดู บุตรของเจา้ กระท่ังแก่เฒ่า การไม่ร่ำไห้อาลัยตอ่ การจากไปของภรรยาก็เลวร้ายพอแล้ว แต่ยัง มานงั่ เคาะถังไมร้ อ้ งเพลงเลน่ เช่นน้อี ีกนี่ออกจะไม่เกนิ ไปหรอื ”จวงจ่ือจงึ โต้ตอบวา่ “ท่านตัดสินผิดเสียแลว้ เม่ือนางเสียชวี ิตลง เราเองกเ็ ศร้าโศกเช่นเดยี วกบั คนอื่น แต่เมื่อข้าได้ มองย้อนถึงตน้ กำเนดิ ของนาง กระทง่ั กาลกอ่ นท่ีนางจะถือกำเนิด มีรูปกายมีจิตวญิ ญาณ และ มีความเปล่ียนแปลงเกิดข้ึนไหลเวียนสืบเน่ืองไป แล้วนางก็สิ้นชีพ ชีวิตจึงไม่ผิดอะไรกับการ เปลี่ยนแปลงของฤดูกาลทั้งสี่ ฤดใู บไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้รว่ งและฤดูหนาว บัดนี้นางได้นอน สงบในห้องอันกว้างใหญ่ หากข้ายังคร่ำครวญร่ำไห้ ก็แสดงว่าข้าไม่เข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับ ชะตาชีวิต ดงั นนั้ ขา้ จงึ หยดุ ย้ังความเศร้าโศกเสยี ” (สรุ ตั ิ ปรีชาธรรม, 2556)

704 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) การเล่าเร่ืองตอนนี้จึงขัดแย้งกับความรู้สกึ และความเขา้ ใจของคนสว่ นใหญ่ในสังคม จนี ซ่ึงต้องแสดงความเสียใจเมอ่ื คนรักจากไป แต่การเล่าน้ีสะท้อนให้เห็นได้วา่ การท่ีเราจะนำ ตัวเราเข้าไปพิจารณาคนอ่ืนอย่างขาดประสบการณ์ในชีวิตของผู้นั้นย่อมผิดพลาดได้ การ ขยายให้เห็นว่าข้อผิดพลาดน้ีก็อาจเกิดขึ้นได้ เพราะเราขาดประสบการณ์แบบที่ผู้น้ันมี การ เล่าผ่านประสบการณ์จึงมีวิธีการท่ีทำให้ผู้ฟังเข้าใจในแง่ประสบการณ์ของผู้น้ัน แต่ก็ไม่ใช่ ประสบการณ์ของผู้ฟังซ่ึงอาจรวมทั้งสังคมโดยส่วนใหญ่ที่อาจจะตัดสินบางอย่างผ่านบุคคลๆ เดยี วทเี่ ป็นนกั เลา่ เร่อื งแต่ไมใ่ ชบ่ ุคคลท้ังหมด การหาเรอื่ งเล่าจากบุคคลอืน่ ๆ จึงจำเป็นต่อการ เขา้ ใจประสบการณ์ที่แตกตา่ งกันออกไปและไม่ได้ถูกตดั สินโดยใครคนใดคนหน่งึ ในขณะท่ีการเล่าแบบ ข เพลโตกลับมองว่าเป็นปัญหาคือการเล่าผ่านตัวละครอ่ืน ซ่ึงหากจะพิจารณาให้ชัดลงไป ผู้เล่าอาจไม่ได้เข้าใจได้เลยว่าส่ิงท่ีตนเองเล่านั้นถูกหรือผิด ซ่ึง ตรงกับสงิ่ ทจ่ี วงจอื่ นำเสนอผ่านขอ้ ความวา่ “ท่านกับข้าพเจ้าโต้แย้งกัน ถ้าท่านชนะจะหมายความว่า ท่านถูก ข้าพเจ้าผิด เสมอไปหรือ แล้วถ้าข้าพเจ้าชนะจะหมายความว่า ข้าพเจ้าถูก ท่านผิด เสมอไปหรือหรือว่า เราถูกท้ังคู่ หรือผิดท้ังคู่ ถ้าท่านและข้าพเจ้าต่างไม่รู้คำตอบ คนอ่ืนไม่ย่ิงมืดมนหรือ เราจะไป หาใครมาตัดสนิ วา่ อะไรถกู ได้ และถ้าเขาเห็นดว้ ยกับท่านอยแู่ ล้ว เขาจะตัดสนิ อย่างเที่ยงธรรม ได้อย่างไร แต่ถ้าเขาเห็นด้วยกับข้าพเจ้าอยแู่ ล้ว เขาจะตัดสินได้อย่างไร ถ้าเขาไม่เห็นด้วยกับ เราทั้งสอง กเ็ ทา่ กบั ว่าเขาก็ตดั สนิ ไมไ่ ด้ จะให้ไปหาคนทีเ่ หน็ ดว้ ยกับเราทั้งคหู่ รอื แตถ่ า้ เขาเห็น ดว้ ยกบั เราอยูแ่ ล้ว เขาจะตัดสนิ ได้อย่างไร จะเห็นไดว้ า่ ไม่ว่าจะเปน็ ท่านเป็นขา้ พเจ้า หรือใคร กต็ ามกไ็ มอ่ าจรู้คำตอบได้ แลว้ จะใหร้ อใครมาตัดสินอกี หรือไม่”(สุวรรณา สถาอานันท์, 2556) การระบุตัวเองในเรื่องเล่าถือเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ก็จริง แต่หากต้อง พิจารณาร่วมกับข้อคิดเห็นของคนอื่นก็จะนำไปสู่การโต้แย้งไม่จบสิ้น ถ้าหากจะหาคนอ่ืนมา ยืนยันอีกจะเป็นปัญหามากกว่าเดิมตามท่ีเพลโตมองซึ่งจวงจ่ือก็ได้พิจารณาสิ่งน้ีเช่นกัน โดย คนอ่ืนในท่ีนี้ไม่อาจตัดสินได้บนฐานคิดแบบคนอ่ืน ตรงนี้จึงเป็นปัญหาของเรื่องเล่าแบบ ตรงไปตรงมาประสบ แล้วจวงจ่ือเองก็มองว่าการแก้ไขปัญหานี้จึงอยู่ที่การเชื่อว่าคำตอบจะ เป็นอะไรก็ได้ มิได้จำกัดอยู่ท่ีว่าคำตอบนั้นจะต้องเป็นอย่างที่ตนคิดเท่านั้นซึ่งข้อพิจารณาน้ีดู เหมือนวา่ จวงจ่ือจะพยายามเล่าเรื่องที่ทุกคนกส็ ามารถตรวจสอบได้ แต่มใิ ชด่ ว้ ยประสบการณ์ อยา่ งท่เี พลโตใช้อีกตอ่ ไป กลบั เป็นการใชจ้ ินตนาการทางภาษาตอ่ การเข้าใจเรอื่ งเหล่านัน้

วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 705 จินตนาการเร่ืองภาษาในวรรณกรรมจวงจ่อื การเล่าเรอ่ื งเปน็ การสะทอ้ นใหค้ นรับรูว้ า่ เรารูส้ ึกอะไร อยา่ งไร เช่นหากเรารู้สึกเจ็บ ใจ การที่คนจะเข้าใจความเจ็บใจได้น้ัน เราจะต้องสร้างคำที่ตรงกับความรู้สึกเจ็บปวดนั้น (Ludwig Wittgenstein, 1967) ซ่ึงคำนั้นได้ถูกใช้ผ่านการเล่าท่ีเรียกว่าการเล่าผ่านการถอด แบบ (Replica narrative) เป็นการเล่าเรอ่ื งแบบตวั แทน (เพลโต, 2559) “การถอดแบบ” จึง เป็นวธิ ีการเล่าโดยหยิบเอาเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หน่ึงข้ึนมาเพื่อนำเสนอให้ผู้อื่นได้ชมหรอื ได้ ฟงั “การถอดแบบ” จึงเปน็ การเล่าทม่ี ุ่งผลิตผลลัพธ์ทางอารมณ์บางประการแก่ผู้ชมหรือผู้ฟัง เสมอ เช่น ละครเวที เป็นตน้ ดังนั้น “การถอดแบบ” จึงเป็นวิธีการเล่าท่ตี ัวผู้เล่าจะเข้าไปอยู่ ในตัวละครในเร่ืองเสมอและไม่มี “ความเป็นกลาง” เหมือนกับ “การเล่าเร่ือง” แบบสมจริง ซึง่ วิธีการเล่าแบบถอดแบบเป็นแนวคิดของอริสโตเติล (Aristotle) ที่ได้พิจารณาลักษณะของ เร่อื งเล่า ดังนี้ 1. ทักษะการเลียนแบบ เป็นทักษะซึ่งเข้าใกล้ความจริงตามท่ีเป็นได้มากกว่าการ เล่าเร่ืองอย่างเรียบง่าย เพราะอริสโตเติล มองว่าการเลียนแบบเป็นส่ิงที่อยู่ในธรรมชาติการ เรียนรู้ของมนุษย์อยแู่ ล้ว มนุษย์เริ่มตน้ เรยี นรู้ส่ิงต่างๆ จากการเลยี นแบบ เชน่ เด็กเลียนแบบ ผใู้ หญ่เป็นต้น เมื่อเปน็ เช่นนท้ี ักษะการถอดแบบเพ่ือนำเสนอวถิ ีทางที่ถูกท่ีควรจงึ เปน็ สิ่งสำคัญ ยิ่ง นักถอดแบบจะต้องเรียนรู้พฤติกรรมและบุคลิกภาพของมนุษย์มาเป็นอย่างดีและจะต้อง เรียนรู้ปรัชญาจริยธรรมอีกด้วย เพ่ือผลงานของตนอย่างเช่นบทละคร จงึ จะทำให้งานออกมา ดี ฉะนั้น อรสิ โตเติล จึงมองว่าการถอดแบบสงู กว่า การเล่าเรือ่ งธรรมดาๆเพราะมันอยู่ใกล้กับ วชิ าการเรียนรูค้ วามจรงิ หรอื ปรัชญามากกวา่ ศาสตรแ์ ขนงใด (เพลโต, 2559) 2. การแสดงอารมณจ์ ากการถอดแบบ วิธกี ารดังกล่าวอริสโตเติลนำเสนอผ่านการ ระบายอารมณ์ความรู้สึก (katharsis) ซึ่งอริสโตเติลนำเสนอให้เห็นว่าบทกวีนนั้ สามารถทำให้ เกิดการแสดงความรูส้ ึกทางอารมณ์ทีพ่ ึงพอใจหรือเจ็บปวดได้ ซ่ึงมาจากเรื่องเล่าและการถอด แบบถือเป็นรูปแบบการเล่าเรื่องท่ีเป็นพ้ืนฐานของทุกๆอยา่ ง (Elizabeth belfiore, 2009) ดู เหมือนว่าการเล่าแบบถอดแบบนั้นจะเป็นการกระตุ้นทางอารมณ์ความรู้สึกหรือจินตนาการ มากกว่าจะระบุถึงข้อเท็จจริงทางภาษาเท่านั้น และข้อพิจารณาของอริสโตเติลช่วยขยายให้ เหน็ ภาพของการเลา่ เรอ่ื งผ่านบทละครโศกนาฏกรรมไดด้ ีย่ิงขน้ึ การเลา่ เรื่องตวั แทนหรือการใช้จินตนาการของจวงจ่ือน้ันเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นการ สือ่ สารแบบที่อริสโตเติลนำเสนอว่าเป็นการเลยี นแบบ โดยวิธีการเลียนแบบดังกลา่ วคือการใช้

706 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ภาษาเป็นตัวกลางในการนำเสนอเร่ืองราวเพ่ือจะส่ือไปถึงความจริงที่มนุษย์สามารถรับรู้ ร่วมกันได้ โดยภาษาทีจ่ วงจือ่ นำเสนอนน้ั สะทอ้ นภาพของแนวคิดถอดแบบ 2 ลกั ษณะคอื 1. ถอดแบบธรรมชาติของสรรพสิ่ง เพ่ือแสดงถึงปรัชญาอันดูไร้ขอบเขตของตน เมื่อผู้แสวงหา“ความจริง”อยา่ งเชน่ ฮุ่ยจือ่ ตดั สนิ ใจร่วมเดินทางหน่งึ พันล้ีกับจวงจอื่ เขาได้พาผู้ ร่วมเดินทางไปที่ใดบ้าง เขาพึงตระเตรียมอะไรไว้ล่วงหน้า โดยฮุ่ยจื่อกล่าวกับจวงจื่อว่า“เว่ย หวัง ได้มอบเมล็ดน้ำเต้ายักษ์ใหแ้ ก่ขา้ ข้าเอาไปปลูกจนงอกงาม ออกผลเป็นน้ำเต้ายักษ์ขนาด ใหญ่ ข้าพยายามเอาไปใสน่ ้ำแตข่ ้าก็ยกมันไม่ขึ้น จึงผ่ามันออกเปน็ สองซีกทำเป็นกระบวยแล้ว เอามาตักน้ำ แต่มันก็ยังใหญ่เทอะทะจนไม่รู้ว่าจะใช้ไปตักน้ำจากท่ีใดได้ ไม่มีใครปฏิเสธว่า น้ำเต้ายักษ์ใหญ่น้ีน่าอัศจรรย์ แต่เราไม่อาจหาวิธีใช้ประโยชน์จากมันได้ จึงทุบมันเสียให้แตก เปน็ เสยี่ งๆ แลว้ ท้งิ ไป” (สุรัติ ปรชี าธรรม, 2556) จวงจ่ือจึงกล่าวตอบว่า“ดูท่านออกจะปัญญาทึบอยู่ไม่น้อยในเร่ืองการใช้ประโยชน์ จากส่ิงใหญ่ กาลคร้ังหน่ึงในแคว้นซ่งมีชายผู้หนึ่งมีสูตรยาลับซ่ึงทำขี้ผึ้งป้องกันมือแตกในฤดู หนาว ทำให้สมาชิกหลายช่ัวอายุคนของครอบครัวนี้ฟอกผ้าไหมโดยที่มือไม่ลอก คนแปลก หน้าได้ยนิ เรื่องสูตรยาลบั นี้ จึงขอซื้อสตู รยาดว้ ยทองคำร้อยแทง่ หัวหน้าครอบครวั นั้นจึงเรียก ประชุมญาติพ่ีน้องปรึกษากันแล้วตกลงขายสูตรลับ คนแปลกหน้าก็ได้สตู รลบั ไปแล้วนำความ ข้นึ ทูลแก่เจ้านครอู๋ ในขณะนั้นดินแดนอู๋กำลังต่อสู้กับแควน้ เย่ว์ เขาได้รบั แต่งต้ังให้นำกองทัพ แห่งรัฐอู๋ สูตรยาลับนั้นได้ผลอย่างยิ่งเพราะแม้ท่ามกลางความหนาวเหน็บในฤดูหนาว น้ิวมือ ทหารแห่งรัฐอู๋ ก็ไม่เย็นชาหรือหลุดลอก ในที่สุดกองทัพเรือแห่งรฐั เย่ว์ก็ถูกทำลายจนหมดส้ิน ท้งั นดี้ ้วยอานิสงส์แห่งขี้ผง้ึ ทชี่ ่วยรักษามือของเหล่าทหารใหถ้ ืออาวุธไดม้ ั่นคง ชายแปลกหน้าผู้ นนั้ จึงไดร้ บั ปนู บำเหนด็ รางวลั เป็นท่ดี ินศกั ดนิ าจากดินแดนทพ่ี ชิ ติ มาได้ “ข้ีผึ้งตัวเดียวกัน มีคุณค่าในการรักษามือเช่นเดียวกัน แต่คนหนึ่งได้รับประโยชน์ จากมันมากถึงท่ีดินศักดินา ขณะท่ีอีกคนกลับไม่เคยได้รับประโยชน์จากมันมากไปกว่าการยัง ชพี และฟอกไหมไปวันๆ พวกเขาไดใ้ ชข้ ้ีผึ้งในทางทแ่ี ตกต่างกัน ขณะนีท้ า่ นมนี ้ำเต้าซึ่งบรรจนุ ้ำ ได้ถงึ หาบ ทำไมไม่คิดนำมาทำเป็นเรือล่องไปตามลำน้ำและทะเลสาบ แทนท่ีท่านจะหงุดหงิด รำคาญกับความใหญ่โตเทอะทะและไร้ประโยชน์ของมัน ใยท่านปล่อยให้วัชพืชปกคลุมจิตใจ ถึงปานนี้”(สุรัติ ปรีชาธรรม, 2556) จากเร่ืองน้ำเต้ายักษ์แสดงให้เห็นว่า ความมืดบอดทาง ปัญญาของมนุษย์เองได้ทำลายส่ิงท่ีทรงคุณประโยชน์ย่ิงใหญ่ ดังท่ีฮุ่ยจ่ือได้ทุบทำลายน้ำเต้า ยักษ์ไปในทส่ี ุดเม่ือ“ตรรกะ”แหง่ ประโยชน์ใช้สอยท่ีฮุ่ยจื่อคดิ ได้นน้ั ไม่ครอบคลุมไปถงึ การเอา

วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 707 น้ำเต้ายักษ์ไปทำเป็นเรือลอยน้ำเล่น ในทางกลับกัน บุรุษแปลกหน้าผู้มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถนำสูตรยาลับนั้นไปใช้ในสถานการณ์วิกฤตจนประสบชัยชนะนำดินแดนมาสู่ตน มากมาย เร่ืองเล่าท้ังสองแสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว แม้กระท่ังแนวคิดเก่ียวกับ“ประโยชน์” ของมนุษย์ท่ีเป็นอยู่ก็ยังจำกัดตัวแคบมาก และหากมนุษย์ไม่ตระหนักรู้ปิดล้อมตนอยู่ภายใต้ กรอบแนวคิดแบบเดิมๆ มนุษย์เองจะสูญเสียประโยชน์อันย่ิงใหญ่กว่าไป ซ่ึงกรณีน้ีจวงจื่อได้ ใช้เร่ืองอันน่าอัศจรรย์ คือ น้ำเต้ายกั ษ์ สูตรยาลับ มาทาบต่อลงบนความคิดอันคับแคบสามัญ เพ่ือให้เห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจน อีกท้ังยังเป็นการท้าทายและเชิญชวนให้มนุษย์ก้าวข้าม กรอบของกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ตนเองตั้งข้ึนอีกด้วย (สุวรรณา สถาอานันท์, 2556) ดังน้ันการ ถอดรูปแบบต่างๆ ออกมาเป็นเร่ืองเล่าจึงเป็นการผสมผสานกับข้อเท็จจริงท่ีว่าการเล่าเร่ือง จะต้องมีการเช่ือมโยงกับสิ่งต่างๆ รอบกายได้ เพื่อจะได้เห็นข้อเท็จจริงบางอย่างซ่ึงสามารถ เชื่อมโยงกับการรับรู้ แต่การรับรู้นั้นเป็นเร่ืองที่จวงจื่อใช้ควบคู่กับจินตนาการ ทำให้ จินตนาการต้องการขยายขอบเขตแห่งความรู้และเป็นสิ่งท่ีอริสโตเติลมองจากเรื่องเล่าแบบ ถอดแบบเช่นกนั 2. สะท้อนอารมณ์จากการถอดแบบ การเล่าแบบให้เกิดอารมณ์น้ันเป็นท้ังการ ถ่ายทอดให้เกิดความรู้สึกบางอย่าง รวมถึงการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การรู้สึกเศร้า ได้ ข้อคดิ ซ่งึ เร่ืองเล่านป้ี รากฎในงานของจวงจ่อื จำนวนมาก เช่น ครั้งหน่ึงจวงจ่ือนั่งตกปลาท่ีแม่น้ำผู เจ้าแคว้นฉู่ได้ส่งพนักงานมาแจ้งแก่เขาว่า“ข้า ต้องการเชื้อเชิญให้เจ้ารับตำแหน่งเสนาบดีในแผ่นดินของข้า” เขาก็ยังน่ังตกปลาต่อไป และ เอ่ยขึ้นโดยไม่หันหน้าไปมองพนักงานคนนั้น“ข้าได้ยินมาว่าในแคว้นฉู่มีเต่าศักสิทธิ์ที่ตายมา นานถงึ สามพันปี เจ้าแควน้ เก็บมันไว้ในกล่องและห่อผ้าอย่างประณีต แล้ววางไว้ในศาลบรรพ ชน บัดน้ีเจ้าเตา่ ตัวน้ีควรตายและทิ้งกระดองไว้ให้กราบบูชา หรือว่าควรมีชีวิตอยู่และกระดิก หางเล่นอยู่ในโคลนตม”“มันควรมีชีวิตอยู่และกระดิกหางในโคลนตม” เจ้าพนักงานทั้งสอง ตอบ จวงจื่อจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นน้ันพวกท่านจงกลับไปเสีย ข้าก็ต้องการกระดิกหางเล่นใน โคลนตมเชน่ กนั ”(สรุ ตั ิ ปรชี าธรรม, 2556) และอีกตอนหนึ่งซึ่งจวงจื่อพยายามชวนให้คนตายกลับมามีชีวิตใหม่ในบทสนทนา ระหว่างจวงจื่อกับหัวกะโหลกท่ีแห้งกรัง เขาใช้แส้แหย่ไปที่หัวกะโหลก พลางถามข้ึนว่า “เจ้า ได้กระหายท่ีจะมีชีวิตอยู่จนหลงลืมเหตุผลหรือจึงได้จบชีวิตลงเช่นน้ี หรือว่าแว่นแคว้นถูกยึด

708 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ครอง ถูกสังหาร ต้องทุกข์ทรมานและหิวโหยฯลฯ จึงได้จบชีวิตลงเช่นน้ี”เมื่อกล่าวจบจวงจื่ อก็นำกะโหลกศรีษะนั้นมาหนุนล้มตัวลงนอนและหลับไป ในกลางดึกกะโหลกนั้นได้เข้าฝัน และพูดว่า“ท่านกล่าวได้ดีราวนักโวหาร แต่สิ่งท่ีกล่าวมาท้ังหมดน้ันล้วนบ่งบอกถึงความ ว่นุ วายของโลกมนุษย์ ในโลกของผู้ตายนนั้ หามสี ่ิงเหล่าน้ันไม่ ซ่ึงในโลกของผตู้ ายไรผ้ ู้ปกครอง ไร้ไพร่ฟ้าเบ้ืองล่าง ปราศจากการงานใดๆ แม้นกษัตริย์ในโลกมนุษย์หาเสมอเหมือนพวกเรา ไม”่ จวงจ่อื ไม่เช่ือจึงถามขึ้นว่า“หากข้ามีอำนาจศกั สทิ ธส์ ามารถใหร้ า่ งกายแกเ่ จ้าอีกครั้ง สร้าง กระดูกและเลือดเนื้อ พาเจ้าไปพบบิดามารดาและครอบครัว กลับสู่บ้านเกา่ และผองเพือ่ นเจ้า ต้องการหรือไม่”กะโหลกนั้นทำหน้าน่ิวคิ้วขมวดพลางกล่าวว่า“เหตุใดข้าจึงต้องละทิ้ง ความสุขย่ิงกว่ากษัตริย์บนบัลลังก์ และกลับสู่โลกแห่งความวุ่นวายของมนุษย์อีกเล่า” (สุรัติ ปรีชาธรรม, 2556) น่าสังเกตว่า ความน่าเช่ือถือของถ้อยคำของหัวกะโหลก ก็เป็นจริงขึ้นมาได้แต่ใน ความฝัน เร่ืองจบลงราวกับว่า “ความจริง” เกี่ยวกับความความตายที่จวงจื่อพบในความฝัน ซึง่ อาจเปล่ียนทัศนคติของจวงจื่อในเร่ืองความตายเม่ือจวงจ่ือตื่นจากความฝัน แต่ในอีกอย่าง หนึ่งการท่ีกะโหลกจะพูดได้ มิใช่อยู่ในโลกแห่งความจริง ดังน้ันความน่าเชื่อของถ้อยคำของ หัวกะโหลกก็มีข้อจำกัด จึงอาจกล่าวได้แต่เพียงว่า คำถามของจวงจื่อเก่ียวกับความรื่นรมย์ แห่งความตายเป็นคำถามท่ีไม่อาจล้มล้างได้ แต่ในขณะเดียวกันจวงจื่อก็ไม่อาจใช้หลกั ฐานใด เพ่ือ “ยืนยัน” ความจริงของสภาวะดังกล่าวได้โดยสมบูรณ์เช่นกัน คำถามจึงน่าจะอยู่ที่ว่า คำถามของจวงจ่ือทรงพลังเพียงพอที่จะปลุกผู้คนให้ต่ืนขึ้นจากการยึดติดในชีวิตได้หรือไม่ (สุวรรณา สถาอานันท์, 2556) การสร้างเน้ือหาให้สะทือนต่อการรับรู้และเสนอข้อยืนยันบางอย่างท่ีชวนให้เกิด ความรู้สึกต่อเรื่องเล่านั้นถือเป็นการเล่าเร่ืองของจวงจ่ือที่ช่วยขยายความให้เห็นรูปแบบของ ภาษาเปน็ การสรา้ งจินตนาการทางความร้สู ึกท่ีสมั ผสั ไดจ้ ริง วิเคราะห์เรอ่ื งเลา่ ของจวงจื่อ การวิเคราะห์เร่ืองเล่าของจวงจ่ือน้ีเพ่ือหารูปแบบการเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ และจินตนาการโดยจะพบรปู แบบเรอื่ งเลา่ ดงั นี้ 1. ประสบการณ์ ข้อพิจารณาระหว่างประสบการณ์ผู้เล่าและผู้ฟัง เพลโตมองว่า เร่ืองเล่านั้นมีข้อจำกัดในประสบการณ์ของผู้เล่าท่ีมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้เกิดข้อจำกัดในการ

วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 709 เลา่ เรือ่ งที่เกนิ เลยไปกว่าประสบการณ์ที่มี ซึง่ ขอ้ พิจารณานท้ี ำให้การเล่าจะต้องอยใู่ นขอบเขต ของประสบการณ์เท่าน้ันจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและชัดเจนที่สุด ข้อพิจารณาดังกล่าวทำให้เกิด ข้อจำกัดของผเู้ ลา่ ซง่ึ กำลังพจิ ารณาประสบการณ์อ่ืนทเ่ี กนิ เลยไป ดังเรือ่ งการสนทนาระหว่างจวงจื่อกับฮ่ยุ จื่อ ทจี่ วงจื่อกล่าวขึ้นมาว่า“ดปู ลาซิวโน่นสิ มันแหวกว่ายไปมาตามใจชอบ นี่คอื สงิ่ ที่ปลาชอบจริงๆ”ฮยุ่ จือ่ โต้ตอบว่า “ท่านมิใช่ปลา ท่าน รู้ได้อย่างไรว่าปลาชอบอะไร”จวงจื่อตอบกลับว่า“ท่านมิใช่เรา ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเราไม่รู้ว่า ปลาชอบอะไร” ฮุ่ยจื่อก็ตอบว่า “เรามิใช่ท่าน เราย่อมไม่รู้ว่าท่านรู้อะไร แต่ในขณะเดียวกัน ท่านก็มิใช่ปลาอย่างแน่นอน ซ่ึงย่อมพิสูจน์ว่าท่านก็ไม่รู้ว่าปลาชอบอะไร”จวงจ่ือจึงตอบ กลับไปว่า “เรากลับไปที่คำถามเดิมของท่านดีกว่า ท่านถามเราว่าเรารู้ได้อย่างไรว่าปลาชอบ อะไร ดังนั้นแสดงว่าท่านรู้อย่แู ลว้ ว่าเรารู้เม่ือท่านตง้ั คำถามน้นั เรารู้ได้โดยการยืนอยูท่ ่ีนี่ ทร่ี ิม ฝัง่ น้ำหาว” (สวุ รรณา สถาอานนั ท์,2556) การที่จวงจื่อบอกว่าปลาชอบอะไร จากการยืนอยู่ท่ีริมฝั่งน้ำด้วยกันกับฮุ่ยจ่ือและ เห็นพฤติกรรมของปลาถือว่าอยู่ในขอบเขตประสบการณ์ท่ีทั้ง 2 ท่านรับรู้ร่วมกันได้ แต่การ จะบอกว่าปลาชอบอะไรบนฐานวา่ เราไม่ได้เปน็ ปลานั้นเกินเลยจากประสบการณท์ ี่เราจะตอบ ไดเ้ ช่นกนั จวงจอ่ื จึงทักทว้ งและหาประสบการณ์ในการตอบคำถาม จากขอ้ พิจารณานี้การเล่า ผ่านประสบการณ์นั้นจึงมีส่ิงที่จวงจ่ือใช้เพื่อหาข้อสรุปในการเล่าเร่ืองซ่ึงมีการรับรู้ร่วมกัน และมีการเข้าใจต่อประสบการณ์อันเดียวกันน้ัน เช่นกรณีของปลาที่เราเห็นปลาแหวกว่ายอยู่ แม้เราไม่ได้เป็นปลา และไม่ได้รู้สึกว่าท่านเป็นเรา หรือเราเป็นท่าน แต่เราต่างรับรู้ได้จาก ประสบการณ์ที่เห็นน้ันได้เช่นกนั เพียงแต่จะถ่ายทอดสิ่งท่ีเห็นหรือรับรู้ออกมาอย่างไรเท่าน้ัน อาจจะตรงกันหรือไม่ตรงกันก็ได้ แต่ให้ถือว่าเรามีประสบการณ์ร่วมกันได้ หรือมีการรับรู้ ร่วมกัน แต่ความเข้าใจนน้ั ก็เป็นเรอื่ งราวทเี่ ราอาจไมต่ ้องขยายต่อให้เกิดความยุ่งยากใจ จวงจ่ื อมองว่าการเล่าเร่ืองเพียงเท่าน้ีมิได้สร้างความรู้แต่อย่างใด การรู้ตามข้อเท็จจริงแล้วยังงัยก็ จบลงแค่ท่ีรู้เท่านั้น ซ้ำยังอาจทำให้เราจมอยกู่ ับแค่ประสบการณ์สว่ นตวั จวงจ่ือจึงมองว่าการ ใช้จินตนาการรว่ มดว้ ยเปน็ วสิ ัยของคนฉลาดในการใชช้ ีวิต 2. ภาษากับจินตนาการ อรสิ โตเติลต้องการสร้างความรู้จากการถอดแบบส่ิงตา่ งๆ ด้วยการเสนอเรื่องเล่าแบบตัวแทนหรือการถอดแบบเพ่ือเป็นส่ือกลางในการสื่อสารต่อการ สร้างความรู้ และจวงจ่ือก็ได้ขยายความรู้นั้นออกไปด้วยจินตนาการ โดยเขามองว่า“คำพูด มิได้เป็นเพียงลมปาก ซึ่งคำพูดมีบางสิ่งท่ีจะบอกเล่า แต่หากสิ่งที่คำพูดบ่งบอกมิใช่ส่ิงตายตัว

710 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) เช่นนั้น จะหมายความว่า คำพูดบ่งบอกอะไรจริงหรือไม่ หรือว่าไม่ได้บ่งบอกอะไรเลย ผู้คน มักคิดว่าคำพูดของมนุษย์น้ันต่างจากเสียงร้องของลูกนก แล้วมันแตกต่างกันจริงหรือหรือว่า ไม่ได้แตกต่างกันเลย เต๋านั้นอิงอาศัยส่ิงใดหรือ เราจึงมีความจริง-เท็จ คำพูดของมนุษย์ได้ อาศัยส่ิงใดจึงมีความถูก-ผิด สิ่งที่เราบอกว่าถูกผู้อ่ืนกลับบอกว่าผิด สิ่งที่เราบอกว่าผิดผู้อื่น กลับบอกว่าถูก แต่ถ้าเราต้องการกลับผิดเป็นถูก กลับถูกเป็นผิด สิ่งที่ดีท่ีสุดก็คือต้องใช้ความ กระจ่าง” (สุรัติ ปรีชาธรรม, 2556) มนุษย์กำหนดตัดสินสิ่งต่างๆ ผ่านภาษา เราเช่ือว่าภาษา บ่งบอกความจริง แต่ความจริงเป็นส่ิงไม่คงท่ี เหตุไฉนมนุษย์จึงยึดติดกับภาษาราวกับว่าเป็น ส่ิงที่คงที่ เหตุใดมนุษย์จึงจะร้ไู ด้วา่ ระบบภาษาของกลุ่มหนึ่งถกู ต้องกว่าของอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งๆ ท่ีภาษาของท้ังสองกลุ่ม (หรือทุกกลุ่ม) ต่างบ่งถึงความจริงท่ีไม่คงท่ีด้วยกันทั้งส้ิน ถ้าความ ถูก- ผิด ในท่ีสุดแลว้ ขน้ึ อยกู่ ับการยอมรับเกณฑต์ ดั สินของสำนกั ใดสำนักหน่งึ เท่าน้ัน เรายงั จะ ถือได้ว่าถูกผิดจริงๆ ได้หรือไม่และถา้ ความแตกต่างของเกณฑ์เหลา่ นี้นำไปสู่การต่อสู้ การเข่น ฆ่าทางการเมือง หรือเป็นพ้ืนฐานแห่งรัฐและสังคม มนุษย์ยังจะถือมั่นในเกณฑ์เหล่าน้ีราวกับ ได้“สบถสาบานต่อหน้าทวยเทพ”อีกหรือไม่ เราจะยอมตกอยู่ในพันธนาการแห่งภาษาระบบ ใดระบบหน่งึ ซงึ่ มกี รงเล็บทางตรรกะของตนเองกระน้นั หรือ (สวุ รรณา สถาอานันท์, 2556) จวงจ่ือจึงเปิดฉากเรื่องเล่าด้วยจินตนาการแหง่ ภาษาให้ดำดงิ่ ลงสทู่ ้องทะเลลึก แล้ว โบยบินทะยานข้ึนสู่ฟ้า“ปลาใหญ่หลายพันล้ีกลายร่างเป็นนกยักษ์กระพือปีกบินขึ้นสู่ฟากฟ้า ปกี ของมันแผ่กว้างราวแผ่นเมฆปกคลมุ ฟ้า”พญานกก็มงุ่ หนา้ สู่ทะเลสาบสวรรค์แหง่ แดนใต้ มี ปีกใหญ่มโหฬารตีลมเป็นพายุหมุนและบินสูงขึ้นไปถึงเก้าหม่ืนลี้ เม่ือพญานกเหินสู่ห้วงหาว สูงล่ิวถึงเก้าหม่ืนลี้ ก็ต้องอาศัยพลังลมพยุงปีกไว้ จึงสามารถขับข่ีลมเหินนภาโบยบินสู่ทิศ ทกั ษิณ คำร่ำลือเก่ียวกับปลาใหญ่กลายร่างเป็นนกยักษ์นี้เข้าหูจักจั่นกบั นกเขาซ่ึงไม่เชื่อในคำ ร่ำลือถึง“ขนาด”ของปลาน้ัน จึงพากันประสานเสียงหัวเราะร่วน สนทนากันเสียงดังจ้อว่า “เม่ือเราพยายามบิน อย่างแรงเราก็บินได้แค่ต้นอ๋ีว์ หรือต้นฝาง บางครั้งเรายังบินไม่ถึงยอด ด้วยซำ้ มีแตจ่ ะรา่ งหล่นสพู่ ้ืนดิน แล้วนกอะไรจะสามารถไปทางใต้ถึงเก้าหม่ืนล้ี เป็นไปไม่ได้” (สรุ ัติ ปรชี าธรรม, 2556) “ดอกเห็ดยามเช้าจะไปรู้อะไรเกี่ยวกับเวลาพลบค่ำจักจั่นฤดูร้อนจะไปรู้อะไร เก่ียวกับฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง สัตว์เหล่านี้เป็นพวกอายุสั้น ตอนใต้ของแคว้นฉู่มีเต่าหมิง หลิง มันมีฤดูใบไม้ผลิยาวนานถึงห้าร้อยปีและห้าร้อยปีเป็นฤดูใบไม้ร่วง แต่ครั้งโบราณนาน มาแล้ว ยังมีต้นไม้ใหญ่ชื่อ“ชุน”มีฤดูใบไม้ผลินานถึงแปดพันปี และฤดูใบไม้ร่วงนานถึงแปด

วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 711 พันปี นับว่ามีอายุที่ยืนยาว กระน้ันก็ตามในสมัยของเรามีแต่เฒ่าเผิงจื่อเท่าน้ันมีชื่อเสียงอายุ ยนื ทุกคนพยายามเลียนแบบท่าน ช่างน่าสมเพชเสียน่ีกระไร” ดังนั้นผู้มีความรู้พอจะทำงาน ในหน้าทอ่ี ย่างเหมาะสม มจี รรยามารยาทพอจะได้รบั ความนบั ถือจากชุมชน มีคณุ ธรรมพอจะ เป็นที่ชื่นชมของผู้ปกครอง และมีสตปิ ัญญาพอจนได้รบั มอบหมายให้รบั ใช้แผ่นดิน คนเหลา่ นี้ ต่างหย่ิงผยองเช่นเดียวกบั สตั ว์ตัวนอ้ ยเหลา่ น้ี (สรุ ัติ ปรีชาธรรม, 2556) บางครั้งภาษาก็ไม่ได้บอกสิ่งใดเลย นอกจากสิ่งท่ีไม่อาจบรรยายได้ของสภาวะ เหล่านั้น เพราะภาษาเต็มไปด้วยความผกผัน (สุรัติ ปรีชาธรรม, 2556) ซึ่งจวงจ่ือเองก็คง หมายใจที่จะใช้ถ้อยคำเหลา่ นเ้ี ปน็ แคอ่ ปุ มาอุปมัยเทา่ นั้น เพราะไมม่ ีหลักฐานใดๆ ในจวงจ่ือ ที่ ช้ีให้เห็นว่าถ้อยคำเหล่าน้ันหมายตรงตามตัวอักษร และดังท่ีอาเธอร์ วาเลย์ (Arthur Waley) ได้กล่าวไว้ว่า วิธีท่ีดีท่ีสุดก็คือการไม่ขีดเส้นแบ่งอย่างชัดเจนระหว่างเหตุผลนิยมกับจิตนิยม ระหว่างปรัชญากับปาฏิหารย์ (สุรัติ ปรีชาธรรม, 2556) เป็นการยากท่ีสัตว์ซึ่งใช้มาตรฐาน แห่งชีวิตตนแต่เพียงประการเดียวเป็นเคร่ืองตัดสินสรรพส่ิงท่ีจะเข้าใจว่า คำตัดสินเกี่ยวกับ โลกเป็นเกณฑ์สัมพัทธ์มิใช่เกณฑ์แบบสมบูรณ์ตายตัว คงเป็นสิ่งท่ีเหลือเช่ือสำหรับพวกกบใน กะลาครอบท่ีจะใช้จินตนาการนึกภาพ ท้องทะเลมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ผู้ร่วม เดินทางพึงวางมาตรฐานแห่งชีวิตของตนที่ได้ยึดถืออย่างม่ันคง แล้วหันมาใช้จินตนาการของ ตนเสียบ้างเพื่อจะได้มีความคิดริเริ่มสู่การแสวงหาความรู้ เป็นที่น่าสังเกตว่าจวงจื่อไม่ได้ใช้ วิธีการอ้างเหตุผลเชิงตรรกะเพื่อตรวจสอบสมมติฐานของตรรกะแห่งการแยกแยะดังเช่นท่าน นาคารชุนปราชญ์แห่งอินเดียใต้ แต่จวงจื่อหันมาใช้วิธีการเชิงวรรณคดี เพื่อแสดงข้อคิดทาง ปรชั ญาของตน ราวกับบง่ แสดงถึงจนิ ตนาการและปัญญาของผู้ร่วมแสวงหา มิใชก่ ารเรยี กรอ้ ง แตก่ ระบวนการวธิ ีคิดเชิงตรรกะของมนุษยเ์ ท่านน้ั (สุวรรณา สถาอานนั ท์, 2556) การเดินทางในจวงจ่ือ ดจู ะหมายถึงการท่องเท่ยี วแห่งจนิ ตนาการ การเดินออกจาก กรอบแนวคิดมาตรฐานที่แยกแยะโลกของมนุษย์ ด้วยการเตรียมใจเพ่ือ“ท่อง”ท่ีมองเห็น ข้อจำกัดของคำตัดสินทุกชนิด ซึ่งในการเดินทางน้ีมีจินตนาการคือพาหนะแทนรถม้า จุดมุ่งหมายก็คือ อิสรภาพ ระเบียบและเกณฑ์ของสังคมท่ีดีคืออะไร กลายเป็นคำถามที่ตอบ ไม่ได้ในท่ีสุด ปัญหาของสังคมมนุษย์ท่ีเป็นอยู่ในปัจจุบันมาจากเหตุผลท่ีว่ามนุษย์ต่างยึด ความถูกผิดแห่งข้อจำกัดของชวี ิตทพี่ วกเขาต้ังข้ึนเอง และต่างกลุ่มก็มีเกณฑ์ของตนท่ีต่างเห็น เกณฑ์ของตนเองเป็นที่สุดแห่งเกณฑ์ทั้งปวง ซง่ึ ประเด็นปัญหาไม่ได้อยู่ท่ีว่าใครถูกหรอื ผิด แต่

712 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) อยทู่ ่ีว่าทุกฝ่ายอาจลืมใคร่ครวญไปว่า เกณฑท์ ุกเกณฑต์ ่างมีข้อจำกัดและมีลักษณะสัมพัทธ์อยู่ เสมอ (สุวรรณา สถาอานนั ท์, 2556) ฉะนั้น จวงจ่ือได้ช่วยขยายความเข้าใจของเราด้วยจินตนาการและเช่ือว่า จินตนาการน้ันมีภาษาเป็นจุดท่ีเช่ือมโยงทำให้มนุษย์เข้าใจความจริงได้ มิใช่มองภาษาใน ลักษณะสมมติท่ีไม่อาจเข้าถึงความจริง หรือใช้ในการโต้แย้งถกเถียงหาส่ิงถูกผิดเท่านั้น แต่ เป็นการขยายความให้เห็นถึงส่ิงที่อยู่ภายในมนุษย์ว่าสามารถสื่อสารได้ทางภาษาโดยสะท้อน ให้เห็นถงึ ความรสู้ ึกผดิ ชอบชัว่ ดี บทสรปุ การเล่าเรื่องมี 2 แบบ คือ เล่าแบบตรงไปตรงมาตามประสบการณ์และเล่าแบบใช้ ตัวแทน จวงจ่ืออาศัยท้ังสองแบบโดยได้ใช้เร่ืองเล่าที่เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ก็จริง ซ่ึง ข้อพิจารณาเรื่องประสบการณค์ ือการท่ีผู้เล่าและผู้ฟังมีการรับรู้ร่วมกัน เป็นการสร้างความ เข้าใจต่อเร่ืองนั้นโดยไม่ต้องพิจารณาถึงความคิดภายใน แต่จวงจ่ือมองว่าการเล่าเรื่องแค่น้ี มิได้สร้างความรู้แต่อย่างใด เพราะมันจะจบลงแค่ที่รู้ข้อเท็จจริง ซ้ำยังอาจทำให้เราจมอยู่กับ ประสบการณ์สว่ นตัวเท่านั้น เขาจึงพิจารณาต่อว่ามนุษย์ควรได้ใช้พัฒนาการที่ดีกว่าการใช้แค่ ประสบการณ์ ด้วยการสร้างจินตนาการให้มีแรงจูงใจต่อการแสวงหาความรู้ที่แท้จริง จวงจื่อ จึงเลือกที่จะใช้การเล่าเรื่องผ่านจินตนาการเพื่อให้สะเทือนต่อการรับรู้และเสนอข้อยืนยัน บางอยา่ งที่ชวนให้เกดิ ความรสู้ ึกต่อเร่อื งเล่านนั้ ถอื ได้วา่ เป็นการขยายให้เห็นรูปแบบของภาษา ท่ีสร้างจินตนาการทางความรู้สึกซ่ึงสามารถสัมผัสได้ กล่าวคือจินตนาการน้ันมีภาษาเป็น จุดเร่ิมต้นที่ทำให้มนุษย์เข้าใจความจริงรอบๆ กายได้ การแสวงหาความรู้ในแง่ของ จินตนาการน้ันจึงมีข้อดีตรงท่ีทำให้มนุษย์กล้าที่จะคิดริเริ่มเพ่ือนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งที่ดี มใิ ชจ่ นิ ตนาการแบบเพอ้ ฝันหรือหลอกลวงอยา่ งที่เข้าใจ

วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 713 เอกสารอา้ งอิง มารค์ สุ ออเรลิอุส. (2558). เมื่อจักรพรรดพิ ินจิ ชีวิต. แปลโดย ปกรณ์ เลศิ เสถยี รชัย. กรงุ เทพฯ: สำนกั พิมพ์โอ้มายก้อด. เพลโต. (2559). รพี ับลกิ . แปลโดยเวธสั โพธารามกิ . พมิ พค์ รัง้ ท่ี 3. สมุทรสาคร: พิมพ์ด.ี สรุ ตั ิ ปรีชาธรรม. (2556). จวงจอื่ ฉบบั สมบรู ณ.์ พิมพค์ ร้ังท่ี 2, กรงุ เทพฯ: โอเพ่นบุ๊กส.์ สุวรรณา สถาอานันท.์ (2556). กระแสธารปรชั ญาจีน:ขอ้ โต้แย้งเรื่องอำนาจ ธรรมชาติและ จารีต. พมิ พ์คร้ังที่ 4. กรุงเทพฯ: สยามสยามปริทศั น์. โฮเมอร์. (2560). มหากาพยอ์ ีเลียด. แปลโดย เวธสั โพธารามกิ . นนทบรุ ี: ภาพพิมพ.์ Ludwig Wittgenstein.(1967). Philosophical Investigations. tr.by G.E.M. Anscombe. 3rd edition. (Oxford: Basil Blackwell Ltd). Elizabeth belfiore. (2009). \"The Elements of Tragedy\", A Companion to Aristotle, Edited by Georgios Anagnostopoulos, (Oxford: Blackwell Publishing Ltd).

714 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020)

พนื้ ฐานปรัชญาสังคมและการเมืองเพือ่ รฐั ประศาสนศาสตร์ Fundamental Social and Political Philosophy for Public Administration. 1พระมหามงคลกานต์ ฐติ ธมฺโม, 2พระลขิ ติ ทินปญฺโญ และ 3พูนศกั ด์ิ กมล 1Mongkholkan Thitadhammo, 2Phra Likit thinnapanyo and 3 Poonsak kamol มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ประเทศไทย Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand. [email protected] Received May 10, 2020; Revised July 12, 2020; Accepted August 25, 2020 บทคดั ยอ่ การศึกษาแนวคิดพื้นฐานปรัชญาสังคมและการเมืองเพื่อรัฐประศาสนศาสตร์ เป็น การศึกษาความหมายแนวคิดทางปรัชญ าท่ีมีความสำคัญต่อสังคมในเชิง ปฏิบัติและมีผล ต่อเนื่องจนถึงการบริหารในระบบของการเมืองการปกครอง ที่เป็นพื้นฐานทางปรัชญาก็เพื่อ ศึกษาปรัชญาการปกครองในทัศนะของนักปรัชญาต่างๆ ท่ีมีผลต่อการเมืองการปกครองของ ประเทศ นักปรัชญาตะวันตกจึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับเร่ืองปรัชญาการปกครองเป็นหลัก สำคัญ เช่น หลักการปกครองและการเป็นผู้ปกครองของนักปรัชญา เช่น อาริสโตเติล กล่าว ว่า การปกครองเน้นท่ีความสงบสขุ ของประชาชนเป็นหลัก รปู แบบการปกครองแตล่ ะรูปแบบ นั้นไม่มีความเท่าเทียมกันเพราะข้ึนอยู่กับการบริหารของผู้ปกครองว่ามีการใช้หลักปรัชญา สังคมและการเมืองเพ่ือสอดรับกับแนวคิดท่ีจะปรับใช้รูปแบบใดเพ่ือให้เกิดประโยชน์แก่ ส่วนรวมอยา่ งแทจ้ ริง คำสำคัญ : ปรชั ญา, การเมอื ง, รฐั ประศาสนศาสตร์,

716 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) Abstract A Study on Fundamental Social and Political Philosophy for Public Administration is to study the meaning of philosophical thought that is important for society in practice and continuous effect towards the administration in the system of government. It is the fundamental philosophy in order to study governance philosophy from various views of philosophers that affects the governance of the country. Western philosophers, thus, principally focused on governance philosophy. For example, governance principles and the rulers in Aristotle’s view, it was said that governance should principally focus on happiness and peace of the people. In each form of government, however, there has scarcely been equality because it depends on the administration of the rulers whether they use social and political principles in relation to the choice of the applied thoughts for the real benefits of the whole society. Key words: Philosophy, Politics, Public Administration, บทนำ ปรัชญาการปกครองคือแนวคิดทฤษฎีเก่ียวกับการปกครอง การคุ้มครองดูแล รักษา ควบคุม (พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), 2546) ซึ่งเป็นการปฏิบัติการของผู้ปกครอง ใน การจัดระเบียบทางสังคมและทางการเมือง เพื่อให้ประชาชนได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นระเบียบ และไดร้ บั ผลประโยชน์จากการที่อย่ใู นรัฐนั้น โดยเฉพาะรัฐทถ่ี ูกจดั ทำขนึ้ เพอื่ มีจดุ มุ่งหมายแก่ การตอบสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชน ถ้าจะขยายให้ชัดเจนแล้วก็คือ กิจการ งานทุกอย่างท่ีรัฐบาลจะต้องกระทำ จะโดยผ่านระบบราชการ ระบบรัฐวิสาหกิจ หรือผ่าน กิจการของเอกชนก็ตาม ซึ่งจุดมุ่งหมายของงานดังกล่าว จะต้องเป็นไปเพื่อตอบสนองความ ตอ้ งการของประชาชน เป็นการส่วนรวม ความตอ้ งการของประชาชนแยกออกไดเ้ ปน็ 2 กรณี ที่สำคัญ คือ (1) ความต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (2) ความต้องการความ สะดวกสบาย (ชรินทร์ สนั ประเสรฐิ , 2546 :157)

วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 717 นักปรัชญาตะวันตก เช่น อาริสโตเติล เป็นอีกคนหน่ึงท่ีพูดถึงรูปแบบของระบบ การเมืองการปกครอง เขากล่าวว่า การวัดความดี ความยุติธรรมของรัฐน้ัน ก็คือ ความสามารถท่ีจะรับใช้ผลประโยชน์ส่วนรวมของคนในสังคม ส่วนรัฐท่ีเลวก็คือ รัฐท่ีมี รูปแบบการปกครอง ที่อำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ปกครองเท่านั้น จากการคำนึงถึงเรื่อง ผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนและผลประโยชน์สว่ นตัวของผู้ปกครองทำให้ อาริสโตเติล สามารถแบ่งการปกครองออกเป็น 6 รูปแบบ โดยพิจารณาจากเงื่อนไข 2 ประการคือ (1) จำนวนผู้ปกครองหรือจำนวนบุคคลท่ีใช้อำนาจอธิปไตยว่าเป็นบุคคลคนเดียว คณะบุคคล หรือคนส่วนใหญ่ (2) พิจารณาจากจุดหมายในการปกครองว่าเป็นการปกครองเพ่ือใคร เพ่ือ ประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม หรือเพื่อผลประโยชน์ของตัวผู้ปกครองและพวกพ้องเป็น สำคัญ เม่ือกล่าวถึงการปกครอง สิ่งท่ีมีความสำคัญต่อการปกครองคือ ผู้นำด้านการปกครอง มาเคียวเวลลี ไดก้ ลา่ วว่า ผู้ปกครองจะต้องมีความฉลาด มีอำนาจ มีไหวพริบทางสติปญั ญาสูง และท่ีสำคัญผู้ปกครองจะต้องเป็นได้ท้ังสิงโตและสุนัขจ้ิงจอก การปกครองจึงจะสามารถ เดินหนา้ ไปได้ จะเหน็ ไดว้ ่า การศึกษาปรัชญานั้น แท้จริงแลว้ คือการศึกษาแนวความคิดของนกั คิด ในสมัยโบราณ ซ่ึงท่านเหล่านั้นได้ค้นคว้าหาความเป็นจริงในจักรวาลที่ท่านเหล่าน้ันมีชีวิตอยู่ นักคิดเหล่านั้นถูกเรียกว่าเป็น“นักปรัชญา”ซึ่งมีทั้งนักคิดชาวตะวันออกและตะวนั ตก ในทาง ตะวันตกนั้นนักคิดเร่ิมแรกในสมัยกรีก มิได้ผูกพันแนวความคิดของตนเองอยู่กับศาสนา และ ขนบธรรมเนียมประเพณี หากแต่ท่านเหล่าน้ันได้มีความคิดเป็นจริงของโลกอย่างอิสระ นัก คดิ บางท่านถงึ กับเปน็ ทเี่ กรงกลวั ของนกั ปกครองในสมัยโน้น ซึ่งยังมีผลใหท้ า่ นเหลา่ นั้น ถูกจับ คุมขังและต้องโทษประหารชีวิต ให้ด่ืมยาพิษตาย ดังท่าน “โสคราตีส”เป็นต้น จะเห็นว่านัก คิดของชาวกรีก ได้ววิ ัฒนาการขึ้นมาตามลำดบั โดยสืบต่อขบวนการจากการคิดเก่ียวกับความ เป็นจริงในจักรวาลมาถึงความคิดเกี่ยวกับการบริหารประเทศ เกี่ยวกับศึกษาของคนในรัฐ นอกจากนั้นบางสำนักยังได้ศึกษาค้นคว้าเก่ียวกับอะตอมปรมาณู ซึ่งต้องยอมรับว่า แนวความคิดเหล่าน้ี ได้กลายมาเป็นทั้งวิทยาศาสตร์ตามธรรมชาติ วิทยาศาสตร์บริสุทธ์ิ ใน การค้นคว้าสืบต่อมา นอกจากนั้น นักคิดเหล่าน้ียังได้เสนอรูปแบบการปกครองออกเป็น ลกั ษณะต่างๆ โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การปกครองแบบไหนเหมาะสม และการปกครอง แบบไหนที่เป็นทรราชย์ ซึ่งรูปแบบการปกครองที่นักคิดเหล่าน้ันคิดไว้ เช่น เพลโต้ ได้พูดถึง อดุ มรฐั หรือในอดุ มการณ์ ซึง่ ไดแ้ บ่งการปกครองออกเปน็ 4 รูปแบบ เชน่

718 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) การปกครอง โดยกลุ่มชนที่มีระเบียบวินัยคือทหาร เรียกว่าการปกครองแบบเผด็จ การ เพราะความท่ีคนมีระเบียบวินัยน้ัน เข้ามาบริหารประเทศแล้ว เกิดคดโกง สร้างความมั่ง คั่งให้แก่หมู่ แก่คณะการปกครอง แบบใหม่ก็เข้ามาแทนท่ีนั้น คือการปกครองที่เรียกว่าออ ริกาซี คือ คนกลุ่มน้อยคดโกงแล้วร่ำรวย ได้นำอิทธิพลจากการคดโกงนั้นมาขับไล่ การ ปกครองแบบท่ี 1 ออกไป หลังจากท่ีกลุ่มที่ 2 นี้ เป็นผู้มีความชำนาญในการคดโกงอยู่แล้ว เมื่อได้อำนาจรัฐ เขาก็ได้เพิ่มความคดโกงทรยศกับประชาชนมากขึ้น ดังน้ันกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มชนช้ันผู้ดี หรอื ที่ เรียกว่า อภิชนาชน คือชนผู้ที่มีตระกูลสูง ความรู้ดี ได้เข้ามาปกครองแทนท่ี ผลสุดท้ายกลุ่ม ชนช้ันผู้ดีนี้ก็ดีแต่ช่ือ แต่การปฏิบัติน้ันเลวทรามต่ำช้า กอบโกยเห็นประโยชน์ส่วนตนไม่แพ้ สองกลุ่มดังกล่าว เม่ือเป็นเช่นน้ันอำนาจรัฐก็ตกลงไปอยู่ในมือของพวก“เผด็จการทรราช” หรือเรียกว่า พวกท่ีแรนนี่ คือพวกท่ีคดโกงอย่างหนกั หนว่ ง แล้วการปกครองก็หมุนไปสู่วัฏฏะ จกั รดงั กล่าวแลว้ เพราะฉะนั้น การศึกษาแนวความคิดของ“ปรัชญากรีก”ซึ่งเป็นพ้ืนฐานของ ชาวตะวันตกในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เร่ืองที่เราคิดว่าเป็นเร่ืองยาก แต่ถ้าหากว่าเราศึกษาอย่าง ละเอียดมีความระมัดระวังและพยายามเข้าใจ ตามกระบวนการวิวัฒนาการแห่งความคิดน้ัน เราจะพบว่า ความเจริญรุ่งเรืองของชาวกรีกชาวเอเซยี ไมเนอร์ ชาวโรม และมหาประเทศทาง ตะวันตก ได้อาศัยหลักแนวความคิดเหล่านั้นเข้ามาสู่ความเป็นผู้ที่เราจำเป็นจะต้องศึกษา ดงั กล่าว ด้วยเหตุน้ัน การเขียนบทความเร่ืองพ้ืนฐานปรัชญาสังคมและการเมืองเพื่อรัฐ ประศาสนศาสตร์ ก็เพ่ือศึกษาปรัชญาการปกครองในทัศนะนักปรัชญาต่างๆที่มีแนวคิดใน เร่อื งของการเมืองการปกครองดงั จะได้ศึกษาตามลำดับไป ความหมายของปรัชญา หากจะกล่าวถึงความหมายของปรัชญาแล้ว ก็จะมีผู้กล่าวว่าปรัชญาคือการเข้าไป ศึกษากฎเกณฑ์ของสัจธรรมโดยทั่วๆไปหรือเข้าไปศึกษาเกี่ยวกับกรณีเฉพาะเช่นความรู้ของ มนุษย์ หรือคุณค่าของมนุษย์ และรักในความรู้เสาะแสวงหาความรู้ (Standard College Dictionary,1953) จงึ มีคำอธิบายว่า ปรัชญามาจากคำสองคำ คือ “ปร”กับ“ชญา”คำว่า ปร

วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 719 แปลว่า ประเสริฐ ชญา แปลว่า ความรู้ ดงั น้ัน คำว่าปรัชญาจงึ แปลว่า “ความรู้อันประเสริฐ” (จำนงค์ ทองประเสริฐ, 2518) ซึ่งหมายถึงความรู้ท่ีเกิดหลังจากส้ินความสงสัยแล้วนี้ นับว่า เป็นมูลรากแห่งปรัชญาและตัวปรัชญา ก็คือการอธิบายความรู้ตามหลักเหตุผล ส่วนคำว่า Philosophy มาจากคำภาษาลาติน 2 คำ คือ “Philo” กับ “Sophia” Philo แปลว่า ความ รัก โซเฟียแปลว่าความรู้ เพราะฉะนั้น Philosophy จึงแปลว่า ความรักในความรู้ ความรู้ หรือปัญญาในที่น้ี หาไดห้ มายความถงึ เพียงความรู้ท่ัวๆ ไปเท่านั้นไม่ แตย่ งั หมายถึงการตัดสิน คณุ ค่าของส่ิงต่างๆในชีวิตโดยความเปน็ ธรรมชาตอิ ีกด้วยและปรัชญายังเป็นสภาวะที่สมบูรณ์ และไม่สมบูรณ์ในตัว เป็นแนวคิดที่ไม่มีระบบ และมีระบบ มีทั้งคลุมเครือและไม่คลุมเครือยัง ไม่เป็นตัวปัญญาท่ีแท้จริงเพราะยังเป็นปรัชญาอยู่เพราะฉะนั้น ปรัชญาจึงแตกแยกออกเป็น สาขาและเป็นพื้นฐานให้เกิดวิชาการแขนงต่างๆ ดังน้ัน ปรัชญาสามารถเปรียบได้กับแม่น้ำ น้นั อาจะแปรสภาพเป็นน้ำฝน น้ำปัสสาวะ ตามแต่จะกลายเป็น แตม่ าจากทะเลท้ังน้ัน ดังน้ัน นักปรัชญาคือนักค้นคิดหาเหตุผลของสภาวะวัตถุธรรมต่างๆเพ่ือรับรู้แล้วนำไปปฏิบัติเพ่ือ ความไพบลู ยข์ องมนษุ ย์ เพราะฉะน้ัน ปรัชญาคือความคิดและความพยายามที่จะหาคำตอบจาก ปรากฏการณ์ของธรรมชาติ และกระบวนการของความสุขของแต่ละชีวิต เม่ือเป็นเช่นนั้น (Vatsayayan, 1974) ไดแ้ บง่ สาเหตทุ ่ีทำใหเ้ กิดปรัชญา ดังนี้ (1) เกดิ จากความสงสัย (2) เกิดจากความประหลาด (3) เกดิ จากการตรวจสอบวิจารณ์ (4) เกิดจากการมองโลกดว้ ยความมีใจกว้าง (5) เกิดจากการยอมรบั การแนะนำและประสบการณ์ และความมีเหตุผล (6) เกดิ จากความไม่มอี ุปาทาน คอื ไม่ยึดมั่น ถอื ม่ันแตอ่ ยา่ งเดียว (7) อีกความหมาย แสดงหาความจริงไมห่ ยุดหย่อน (8) ไมร่ บี เร่งทจ่ี ะหาขอ้ สรปุ ในเนอ้ื หาของแต่ละปรชั ญา เราได้เข้าใจความหมายทางปรัชญามาพอสมควร ก็เพื่อให้รู้ถึงแนวคิดพื้นฐานทาง ปรัชญาว่า มองการบริหารสังคมในรูปแบบใดและมีการวางแผนอย่างไรต่อการบริหาร บ้านเมือง ด้วยเหตุน้ัน เราจะมาศึกษาแนวคิดทางการเมืองกับตามแบบต่างๆ เพื่อทำความ เข้าใจในเร่ืองของการเมืองการปกครองว่ามีความสอดคล้องกับแนวคิดของนักปรัชญาอยู่บ้าง

720 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) หรือไม่ แต่จากที่ศึกษามาก็พอจะมองเห็นว่า ไม่ว่ากฎหมายใดๆ ที่เกิดขึ้นและการปกครอง รปู แบบใดที่เกิดขึ้นมา ก็จะหนีไม่พ้นแนวคิดของนักปรัชญา ที่เป็นนักคิดในด้านการเมืองการ ปกครอง เป็นผู้คิดค้นระบบระเบียบกฎหมายทฤษฎีตา่ งๆ เพื่อท่ีจะปกครองผู้คนและปกครอง กลมุ่ ด้วยเหตุน้ัน การคิดเร่ืองการเมืองการปกครองก็จะหนีไม่พ้นเรื่องการควบคุม พฤติกรรมของมนุษย์และการกระทำของมนุษย์ว่ามีความผิดชอบอย่างไรและหลังจากที่ กระทำลงไปแล้วผู้ท่ีกระทำมีความรับผิดชอบอย่างไรและกฎท่ีตั้งข้ึนมาสามารถท่ีจะเอาผิด และสามารถท่ีจะช่วยเหลือผู้กระทำผิดได้ในรูปแบบใดบ้าง จึงเกิดมีการเมืองการปกครอง ขึ้นมาเพื่อบังคับใช้กับมนุษย์ท่ีอยู่กันอย่างเป็นกลุ่มเคารพในกฎระเบียบท่ีตนเองได้ตั้งขึ้นมา อย่างไรก็ตาม แนวคิดท่ีหลากหลายก็เป็นส่วนหน่ึงท่ีทำให้เกิดการพัฒนาท่ีสอดคล้องกับ การเมืองดงั ท่ีจะไดศ้ กึ ษาแนวคดิ ทางดา้ นการเมืองเป็นลำดบั ไป แนวคิดทางการเมือง การปกครองบ้านเมืองให้อยู่ได้อย่างมีความสงบสุขนั้น จำต้องมีการศึกษาถึง แนวคดิ ทางการเมืองการปกครอง ท่ีจะไดน้ ำมาศึกษาต่อไปน้ี เปน็ แนวคิดของนักคดิ ต่าง ๆ ดัง จะได้กล่าวไปตามลำดับ ภูมิศาสตร์ สังคม การศึกษา เศรษฐกิจ ศาสนาและวัฒนธรรมแต่ละ ประเทศ การเมือง เป็นศาสตร์และเป็นท้ังศิลป์ เพราะการเมือง (ส.เสถบุตร,2500) หมายถึง ความฉลาด ความสุขุม นโยบาย วิถีทาง อุบาย หรือถ้าขยายคำว่าวิชา เช่น วิชาการเมืองแล้ว หมายถึง วิชาการปกครอง ศิลปะแห่งการปกครอง นโยบายทางการเมือง หรือการเมือง ซ่ึง ตีความกว้างทั้งประเทศ ซึ่งมีลักษณะเป็นมหภาค และมีลักษณะเป็นจุลภาค คือมีผลกระทบ ต่อกระบวนการของชีวิตทุกหนทุกแก่งท่ัวประเทศและอาจจะท่ัวโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง โครงสร้างการพัฒนาทุกระดับ และส่วนชีวิตของคนและสัตว์ ย่อมมีผลบวกจากกระบวนการ ทางการเมอื งทัง้ นน้ั นักปรัชญากรีกท่ีมีความคิดเก่ียวกับรัฐในยุคแรกคือนักปรัชญาสำนักไพแธกอรั ส เป็นตัวแทนของชาวกรีก ที่สอนว่า“แต่ละบุคคลควรจะมอบกายและชีวิตให้แก่รัฐ” แต่ ปฏิบัติตามรัฐและสมาชิกแต่ละคนจะต้องนับถือผู้มีอำนาจและกฎหมายและยอมมอบชีวิต เพื่อรัฐ Democritus กล่าววา่ แตล่ ะคนควรเสียสละเพื่อส่วนรวมเพื่อความดีของรัฐ เพราะถ้า

วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 721 หากรัฐมีนักบริหารท่ีดี คนในรัฐก็ได้รับความปลอดภัยสูง ถ้ารัฐมีฐานะดีทุกสิ่งท่ีก้าวหน้า ถ้า หากว่ารัฐโคตรโกงทุกสิ่งก็เลวร้าย การช่วยเหลือสวัสดิการจึงเป็นหน้าที่ของรัฐ และรัฐควร บริการคนทุกคน มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งทำให้มีความคิดเป็นอิสระเกี่ยวกับ ทฤษฎีทางการเมือง ประชาชนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์อำนาจเก่าๆของรัฐและเร่ิมต้นท่ีจะมี ความคิดทางเสรีภาพและพดู ถงึ สทิ ธิและความไมม่ เี สรีภาพจากรฐั บาลของเขา ลัทธิสว่ นบคุ คล จงึ เกิดขึ้น Individualism (ปจั เจกนยิ ม) บางคนแนะนำว่าประชาชนควรจะไม่ปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่และรวมกันเพื่อคัดค้าน และวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองแบบเก่า นักปรัชญาสำนัก Sophistsได้พดู ถึงแนวความคิด ที่ทันสมัยเก่ียวกับทฤษฎีนิยมส่วนบุคคลที่เขาให้ความสนใจไม่ใช่อยู่ที่กลุ่มแต่ขึ้นอยู่กับแต่ละ บุคคล และพวกเขาต้องการเสรีภาพ สอนแต่ละบุคคลให้เสาะแสวงหาความสำเร็จและไม่ ปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อเป็นเช่นน้ันสำนัก Sophists กลา่ วว่า กฎหมายเขียนข้ึนจากบุคคลผู้ อ่อนแอของสงั คมเพื่อจะควบคุมบุคคลทแ่ี ข็งแรง การสนทนาระหว่างเพลโต้และSophists ท่ีมีช่ือเสียงในหัวข้อที่ว่า Gorgias ซึ่ง เพลโตเ้ ถยี งว่า ผอู้ อกกฎหมายเป็นชนส่วนมากที่อ่อนแอและออกกฎหมายมาเพ่ือผลประโยชน์ เพื่อยกย่องตัวเองและข่มบุคคลที่เข้มแข็งกว่าผู้มีความสามารถมากกว่าคนเท่านั้นและย้ำ ต่อไปวา่ บุคคลที่ย่ิงใหญ่ในประวัติศาสตร์ปฏิเสธท่ีจะปฏิบัติตามกฎหมายของบุคคลที่อ่อนแอ ต่อกฎหมายของแผ่นดินและปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมายผู้ที่อ่อนแอและโง่เขลา แนวความคิดดงั กล่าวมาอาจจะเรยี กว่า Anarchy ท่ีมีความคิดท่ีจะปฏิวัติตอ่ ผู้มีอำนาจ แต่ละ บุคคลก็มีความคิดเห็นเช่นนั้น ดังน้ัน โซฟิส จึงมีอิทธิพลต่อกลุ่มชนและเป็นผลเสียต่อความ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของรัฐเอเธนส์ พวก Sophists เป็นจำนวนมากไม่ต้องการให้เร่ือง เช่นนั้นเกิดขึ้นแต่พวกเขาไม่พอใจต่อแนวความคิดทางขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณท่ีว่า ประชาชนต้องเป็นของรัฐโดยไม่มีเงื่อนไขทุกกรณีและรัฐจะต้องจับกุมผู้คิดร้ายต่อรัฐเขาไม่มี ความคิดที่จะเป็น Anarchy อย่างชัด คือไม่ต้องการรูปแบบของรัฐบาลใด ๆ แนวความคิด อยา่ งนี้ กลายเป็นอนั ตรายตอ่ ปรัชญาของรฐั แนวความคิดเกยี่ วกบั รัฐของโสคราตีส เพลโต้และอริสโตเตลิ ซ่ึง xenophen กล่าว ว่า โสคราตีส ไม่เคยถามใครท่ีเขาพบว่า อะไรคือรัฐ อะไรคือรัฐบุรษุ (Statemen) ใครคือนัก บริหาร ลักษณะนักปกครองเป็นอย่างไร แม้ว่าท่านไม่ตอบปัญหาเหล่าน้ี ก็ได้วางพ้ืนฐานใน การตอบปัญหาที่เน้นความสำคัญของประชาชนคือความรู้ ประชาชนท่ีดีก็คือเสาะแสวงหา

722 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ความรู้ที่ถูกต้องและโสคราตีสกล่าวว่า ถ้าหากประชาชนค้นพบความรู้ที่ถูกต้องเขาจะปฏิบัติ ถูกต้องและเป็นมิตรภาพกับเพื่อนฝูง โสคราตีสเห็นความเลวร้ายของรัฐเอเธนส์ใช้เวลา สว่ นมากในการชป้ี ัญหาและวพิ ากย์วิจารณ์ รัฐบาลว่าบริหารผิดพลาด ท่านเป็นคนซ่ือสัตย์ต่อ เมืองเอเธนส์ เม่ือท่านถูกศาลเอเธนส์ประหารชีวติ ทุกคนรู้ว่ามนั ไม่ยุติธรรม ท่านปฏิเสธเพ่ือน ของท่านทจ่ี ะใหส้ นิ บนแล้วหนไี ปท่านกลา่ วว่าเราไม่ควรทำลายกฎหมายของรัฐแมว้ า่ กฎหมาย น้ันมนั ไมย่ ตุ ิธรรม รัฐกเ็ หมอื นแมท่ ีใ่ ห้ชวี ิตและทำให้เขาเปน็ โสคราตสี เพลโต้ ท่านเป็นลูกศษิ ย์ของโสคราตีส มองปัญหาเก่ยี วกับรัฐคลา้ ยกับอาจารย์ โดย กล่าวว่ารัฐมีความจำเป็นอย่างย่ิงท่ีจะพัฒนาให้แต่ละบุคคลก้าวหน้า เพราะถ้าแต่ละบุคคล เป็นคนดีย่อมทำให้เกิดกลุ่มชนท่ีดี ดังน้ัน หน้าที่ของรัฐคือทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ดี แต่ละบุคคล ควรจะเป็นท่ีสองรองจากรัฐ ซ่ึงเราจะพบว่าการพัฒนาสังคม การเมืองและปรัชญาทาง กฎหมายท่ีเป็นขนบธรรมเนียมปรชั ญาทางการเมืองของชาวยโุ รปน้นั สามารถพิจารณาไดจ้ าก กาลสมัยของเพลโต้ ซ่ึงเราสามารถกล่าวได้ว่า โครงสร้างปรัชญากรีกและโครงสร้างทาง วชิ าการ การทหาร การก่อสรา้ ง ไดพ้ ฒั นามาจากแนวความคดิ จากสมัยกรุงโรม ปรัชญาทางการเมืองของอริสโตเติล คร้ังแรกอริสโตเติลมีพ้ืนฐานทฤษฎีทาง การเมืองจากรัฐที่ดีข้ึนอยู่กับธรรมชาติของคน เมื่อเพลโต้ให้แต่ละบุคคลมีอำนาจสูงกว่ารัฐ ดังน้ัน อริสโตเติลปรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคน โดยกล่าวว่า บุคคลเป็นสัตว์สังคมและ สัตว์ทางการเมืองตามธรรมชาติ เอกบุคคลไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติหรือมีชีวิตท่ีดีได้ ถ้าหากไม่มีสังคม ดังน้ันเป้าหมายของรัฐต้องเตรียมบุคคลเพื่อความดีสูงสุด โดยทุ่มเทชีวิต เพ่ือติดตาม วัฒนธรรม ศาสนา ศิลปะ กิจกรรมทางการเมือง ค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และ เหนือส่ิงอื่นใดนักปรัชญาในโลกของอริสโตเติลนั้นคำว่า Citizenship น้ัน หมายถึงเฉพาะคน ชนั้ สูงเท่าน้ัน ส่วนทาสและชาวนานั้นเป็นคนจน บังคับให้ทำงาน ส่วนคนช้ันสูงเท่าน้ันมีเวลา วา่ งเพื่อกิกรรมทางการเมือง วทิ ยาศาสตร์และปรัชญา พวกเหล่าน้มี ีโอกาสเพ่อื มีชีวิตทีด่ ีไดร้ ับ ความสุขและเปน็ ผู้มีศีลธรรมดี สว่ นรัฐท่ีดีน้ันเปน็ ภาวะที่เกย่ี วพันกัน จะไม่มกี ารปกครองแบบ ไหนท่ีดีที่สุดตลอดกาล รัฐบาลที่ดี คือ รัฐบาลท่ีปกครองเพื่อยกฐานะของประชาชน แต่ รฐั บาลที่คดโกงนนั้ คือรัฐบาลท่แี สวงหาแตป่ ระโยชนส์ ว่ นตน อาริสโตเติล แสดงให้เห็นว่า ความดี คือความสุข (Happiness) การที่มนุษย์ แสวงหาความดี เท่ากับว่าพวกเขาแสวงหาความสุข ซ่ึงเป็นจุดมงุ่ หมายสูงสุดของชีวิต ความดี และความสุขเป็นเร่ืองเดียวกัน (พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตโต), 2544) ชีวิตที่มีความสุข

วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 723 เช่นนี้จะเป็นไปได้ ก็เฉพาะแต่เม่ือคนได้อยู่ในสังคมที่มีสภาพอันดีงาม มนุษย์เป็นสัตว์ท่ี สามารถจะพัฒนาความสามารถของตนได้ดีต่อเม่ือมนุษย์ได้มีส่วนร่วมอยู่ในชีวิตของสังคม เทา่ น้ัน มนษุ ย์ได้มีส่วนรว่ มอยแู่ ลว้ ในครอบครัว ในหมู่บ้าน แต่น้กี ็เป็นเพียงรูปแบบข้ันมลู ฐาน ของชีวิตในสงั คมเท่าน้ัน ในนครรัฐที่มีการดำเนินงานอย่างสมบูรณ์ดี มีสถาบันการปกครองดี มีวัฒนธรรมที่ดีงามเท่าน้ัน ที่มนุษย์ในฐานะเอกัตถบุคคลจะแสวงหาชีวิตท่ีดีงามได้ อย่างเช่น เราจะกล่าวว่า คนเล่นหมากรุก เขาอยู่คนเดียวตามลำพังไม่ได้ ธรรมชาติอันแท้จริงของเขา น้ัน เราจะสังเกตเหน็ ได้ก็ต่อเมื่อ เขามีความสัมพันธ์กับนกั เล่นหมากรุกคนอื่น เช่นการเดินตัว หมากรุก ความสัมพันธ์กับตัวหมากรุกท้ังหมดในกระดานหมากรุก และกติกาของการเล่น หมากรกุ ยิง่ กว่าน้ัน ความประพฤติปฏิบัติโดยปกติธรรมดา ซ่ึงเป็นการแสดงออกซ่ึงสภาพท่ี แท้จริงของคนน้ัน หาได้เป็นอิสระจากภาวะของส่ิงแวดล้อมไม่ มนุษย์ต้องการความพอเพียง ทางด้านวัตถุ ต้องการมิตรสหาย ต้องการมีสุขภาพท่ีสมบูรณ์ มีความงามและมีโชคอำนวยให้ เพ่ือประกอบเป็นภาวะของชีวิตที่มีความเป็นไปอย่างน่าพอใจ ท่ีปราศจากอุปสรรคอันใดมา ขัดขวาง เมื่อเป็นอย่างนี้ ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ต้องการวัตถุส่ิงของ เพ่ือนำมาซึ่งความ สะดวกสบาย เช่น ต้องการซ้ือรถยนต์เพื่อสะดวกในการเดินทาง แทนการเดินด้วยเท้า ต้องการความสุข ต้องการความดี เป็นต้น แต่ว่าการแสดงออกตามความเป็นจริงนั้น เกิดขึ้น เองด้วยความรู้สึกที่ดีมาก่อนโดยไม่ต้องบังคับ เหมือนผู้ปกครองท่ีดี จะมีแรงขับบางอย่างที่ เกิดข้ึนในตัวให้เขากระทำในสิ่งที่ดีงาม เกิดความเมตตา สงสาร อยากจะช่วยเหลือเขาใน ลกั ษณะอย่างน้ี แนวคิดของอาริสโตเติล ยังแสดงย้ำความสำคัญในเร่ืองการดำรงชีวิตแบบทางสาย กลางว่า เป็นทางประเสริฐ เพราะเป็นทางสายกลางของอาริสโตเตลิ ทีเ่ รยี กวา่ สุวรรณมรรคา (Golden Means) เป็นคุณธรรมเหมาะสมท่ีสุด (บุญมี แท่นแก้ว, 2539:19) อันเป็นทางแห่ง ความพอเหมาะพอควร อันเป็นหนทางที่นำไปสู่ชีวิตที่ดีงามท่ีสุด เราจำเป็นต้องเป็นคนกล้า หาญ แต่ไม่ใช่คนบ้าบิ่น เราต้องเป็นคนรอบคอบ แต่ไม่ใช่คนข้ีขลาด เราต้องมีโภคทรัพย์ พอเหมาะกับความจำเป็น แต่ไม่ใช่มีมากเกินไป หรือมีน้อยเกินไป คุณธรรมนั้นคือส่ิงท่ีทำให้ เกิดความเหมาะสมพอดีพองาม (วศิน อินทสระ,2544) และสิ่งท่ีทำให้เกิดความสะดวกสบาย ในสภาพการณ์ต่างๆ เราจะต้องหลกี เลย่ี งวธิ ีการแห่งการดำรงชีวิตอนั สุดโตง่ ทปี่ ราศจากความ

724 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) พอดี หลักจริยธรรมที่ยอมรับกันว่า เป็นสิ่งท่ีดีงามของชีวิตนั้น คือ หลักการท่ีบุคคลผู้เป็นที่ เคารพนับถือของยุคนั้นสมัยนั้นเป็นผู้กำหนดข้ึนไว้ให้ โดยทั่วไปแล้วชีวิตในอุดมคติน้ันก็คือ ชีวิตตามทัศนะและความคิดเห็นของบุคคลผู้ซ่ึงเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นบุคคลท่ีเป็นหลักของ บ้านเมอื ง เปน็ บุคคลผู้มีสตปิ ัญญาเปน็ เลศิ ของบ้านเมอื งนน้ั เอง แนวความคิดของนักคิดสำนัก Epicurean ได้พัฒนาทฤษฎีเก่ียวกับรัฐให้เหมาะสม เขาบอกว่าชีวิตในสังคม Social life in based on self-interests and individualism มี พื้นฐานเร่ืองของผลประโยชน์ส่วนตัวแต่ละบุคคลประกอบด้วย เราเป็นสมาชิกของ Social Group ซ่ึงเราพบว่า แต่ละกลุ่มก็เสาะแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัว เพราะกลุ่มจะให้การ ปกป้องแก่ตน ดังนั้น จะต้องมีความยุติธรรม เราก็อาจจะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย Epicurean ไม่เชือ่ การร่วมมือในสาธารณะ จึงมคี วามสุขแต่ส่วนบุคคล ดงั นั้น เขากล่าวว่าคนฉลาดจะต้อง รว่ มมือกับสาธารณะและไม่รับผิดชอบตอ่ สาธารณะนี้เป็นสาเหตุให้เกิด Pure individualism หรอื ลัทธิปัจเจกนิยมนนั่ เอง สำนัก Stoics มีความเห็นตรงข้ามกับสำนัก Epicurean ท่ีพูดถึงสัมพันธภาพคน ในกลุ่มท่ีกล่าวว่า มนุษย์ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเท่าน้ัน เพราะเขาเกิดมาภายในสังคมท่ี จำเป็นจะมีชีวิตเป็นกลุ่ม เพราะว่ามนุษย์ไม่เป็นสมาชิกของสังคมจักรวาล (A great cosmic society)เปน็ รฐั จักรวาล เรามหี น้าที่ผกู พันกับรฐั นี้ ส่วนกฎหมายก็เปน็ กฎหมายจากธรรมชาติ ท่ีเราจะต้องปฏิบัติตามสำนัก Stoics เน้นว่า จักรวาลมีอิทธิพลมากกว่าแต่ละบุคคลและแต่ ละคนจะต้องเสยี สละเพื่อรัฐที่ดี แนวความคิดของ John Stuart Mill และ Herbert Spencer เกี่ยวกับคนและรัฐ ข้อคิดของมิลล์เกย่ี วกับเรอื่ งการต่อสใู้ นสังคม ซ่ึงเป็นปญั หาที่เดน่ ชัดในปัจจบุ นั น้ี ปญั หาคอื ว่า ความยากจนและความไม่เท่าเทียมกัน ในผลประโยชน์ในสังคมท่านเข้าใจว่า สังคมเกิดข้ึน เพ่ือผลประโยชน์ของทุกคน ถ้าหากว่าสังคมไม่ประกันเสรีภาพทางเศรษฐกิจแก่ทุกคนแล้ว สังคมน้ัน ก็ไม่ยุติธรรม Herbert Spencer ยอมรับทฤษฎีว่า ปัจเจกชนมีสิทธิในการป้องกัน ตัวเอง ท่านได้เห็นธรรมชาติของการต่อสู้เพื่อการอยู่รอด ผู้ท่ีอ่อนแอจะถูกทำลาย ดังนั้น ประชาชนจะต้องมีอิสรภาพในการต่อสู้ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาเหมาะสมท่ีมีชีวิตอยู่ การต่อสู้เพื่อมี ชวี ติ รอด เพราะเอกบุคคลขน้ึ อยู่กับกลุ่มชน

วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 725 วเิ คราะห์ปรัชญาสงั คมและการเมืองของอาริสโตเตลิ แนวความคิดของอาริสโตเติลนี้ กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งท่ีครอบคลุมได้ดีที่สุดถึงรูปแบบ ทฤษฎีการเมืองการปกครองของเขา โดยคำนึงถึงธรรมชาติของมนุษย์และโลกของมนุษย์ ในทางวัตถุด้วยเสมอไป จากข้อมูลท่ีกล่าวมาเหล่านี้ เราอาจเห็นสภาพของวิถชี ีวติ ของนครรัฐ ของกรีกสมัยนั้นจุดประสงค์ของอาริสโตเติล ก็คือ หลักข้อเท็จจริงที่เป็นคุณค่าของการ ปกครอง ท่ีอาจหารูปแบบการปกครองที่เหมาะสมท่ีสุดได้ ถ้ามองในด้านของจริยศาสตร์ คง จะกล่าวถึงหลักหรือคุณค่าที่เกิดจากตัวของมนุษย์ที่มอี ยู่ในสงั คม อนั เป็นพลเมืองประกอบไป ด้วยคุณธรรมจริยธรรม ศีลธรรมท่ีเป็นเครื่องเป็นแกนกลาง (วศิน อินทสระ,2544 :42) เป็น แบบแผนของสามัญสำนึกของมนุษย์เอง จึงจะสามารถต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของความถูกต้อง ความดีงามและความสุขของคนส่วนมากเป็นที่ตั้ง และง่ายต่อการปกครองของผู้ปกครอง ซึ่ง จะเป็นการปกครองในรูปแบบไหนก็แล้วแต่ ก็จะสามารถปกครองได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว เพราะผใู้ ตป้ กครองประกอบดว้ ยคุณธรรมเป็นทตี่ ั้ง อาจกล่าวได้ว่า อาริสโตเติลให้ความเห็นเก่ียวกับรัฐที่ประกอบด้วยส่วนย่อยต่างๆ คือพลเมือง เขากล่าวว่า คนท่ีอาศัยอยู่ในเมือง คือ พลเมืองน้ัน เป็นไปไม่ได้ หากควรเป็น “คนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการยตุ ิธรรมและในการบริหารงานของรฐั ”พลเมอื งควรรู้วา่ เม่อื ไร ควรเช่ือฟัง เมอ่ื ไรควรใชอ้ ำนาจ โดยหวังผลคอื คุณงามความดีสำหรับรัฐเสมอไป อุปมานครรัฐ ว่าเป็นกฬี า พลเมืองต้องเป็นผู้เล่น ไมใ่ ช่ผู้ดู พลเมืองดีคือคนที่ทำทุกส่ิงทุกอย่างท่ีจำเป็น เพื่อ ความดีของรัฐ ที่จำต้องถามก็คือพลเมืองดีเป็นคนดีด้วยหรือไม่ คำตอบก็คือ ในแต่ละเมืองมี หน่วยงานต่างๆมาก คนท่ีจะทำงานเหล่าน้ีได้ต้องเป็นพลเมืองดี คือ คนท่ีสามารถทำการงาน ของรัฐได้ตามรัฐธรรมนูญเพ่ือเพ่ือความดีของรัฐ แต่หาจำเป็นต้องเป็นคนดีด้วยไม่ เช่น ต้อง ทำสงครามเพ่ือสันติภาพ แต่การทำสงครามต้องฆ่าคน การฆ่าคนจะถือว่าเป็นการทำดีได้ อยา่ งไร ดังนี้เป็นต้น พร้อมๆ กันน้ันพลเมอื งโดยทั่วๆ ไป ก็ใช่วา่ ทุกคนจะเป็นคนดี แต่ผ้ทู ี่เป็น รัฐบุรุษ หรือผู้ที่รับผิดชอบกับการงานของมหาชนจำต้องเป็นคนดีด้วย ฉะนั้น เมืองที่ดีจะดี ด้วยตนเองเท่าน้ันไม่ได้ หากต้องมีพลเมืองคนหนึ่งหรือหลายๆคนร่วมปกครอง โดยพร้อมที่ จะใช้อำนาจเท่าๆ กับพรอ้ มท่ีจะเช่อื ฟังการใชอ้ ำนาจ (ส. ศิวรักษ์,2520 :27) ตามทัศนะของอารสิ โตเติล ผู้เขียนพอจะสรุปไดว้ ่า รัฐหรอื เมืองนนั้ จะมีความสำคัญ ต่อระบบการปกครองของผู้ปกครองนั้นไม่ได้ เน่ืองจากรัฐน้ัน ท่ีเขาเปรียบรัฐ หรือเมืองนั้น เหมอื น กีฬา และพลเมืองนั้น เปรียบเหมือน ผู้เล่นกีฬา จงึ กลา่ วไดว้ ่า ท้ังรัฐและพลเมืองของ

726 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) รัฐต่างมีความสำคัญเท่าเทียมกัน แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ รัฐท่ีอยู่มีความเหมาะสมมากน้อย แค่ไหน และพลเมืองท่ีอยู่ในรัฐน้ันสามัคคีกัน มีคุณธรรม จริยธรรมมากน้อยแค่ไหน ถ้า พลเมืองดี มีคุณธรรมรัฐหรือเมืองน้ัน ก็ดีไปด้วย ทำให้ผู้ปกครองง่ายต่อการปกครอง เพราะ พลเมอื งในรัฐอยู่ดว้ ยกนั อย่างสามคั คีกัน เขา้ ใจกนั อุดมสมบูรณด์ ้วยปจั จัยส่ีและมคี วามสุข เมอื่ เป็นในลกั ษณะอยา่ งน้ี การปกครอง ไม่วา่ จะใช้รปู แบบการปกครองแบบไหน ก็ ง่ายต่อการปกครอง ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจหลักของการปกครอง และสามารถปกครองในรัฐ ของตนนั้นดี เพราะคนในรัฐเป็นคนดี จะอย่างไรก็ตามทอี่ าริสโตเติล ได้กล่าววา่ ทุกคนจะเป็น คนดี แต่ผู้ท่ีเป็นรัฐบุรุษ หรือผู้ที่รับผิดชอบกับการงานของมหาชนจำต้องเป็นคนดีด้วยในแง่ คุณความดีของพลเมืองดี และของคนดี ฉะนั้น เมืองที่ดีจะดีด้วยตนเองเท่าน้ันไม่ได้ หากต้อง มพี ลเมอื งคนหน่งึ หรือหลายๆ คนรว่ มปกครอง จงึ จะเป็นการปกครองทด่ี ี ปัญหาท่ีตามมา กล่าวคือ เมื่อพลเมือง คือคนท่ีอยู่ในพลเมืองดี แต่ผู้นำหรือ ผู้ปกครองเป็นคนไม่ดี ไม่มีหลักในการปกครอง ไม่มีความรู้ หรือวิธีการปกครอง ตลอดถึงไม่ คำนึงถึงหลักการปกครองที่ตั้งอยู่ในคุณธรรม จริยธรรม รัฐหรือเมืองน้ันแม้จะนำเอารูปแบบ การปกครองแบบไหนใน 6 รูปแบบน้ันมาใช้ ก็ไม่สามารถจะพัฒนารัฐได้และพลเมืองท่ีอยู่ใน รัฐนั้นก็จะขาดความสุข ไม่สมบูรณ์ต่อการอยู่ในรัฐน้ัน เพราะผู้ปกครองยึดผลประโยชน์ส่วน ตนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม และผู้ปกครองไม่ต้ังอยู่ในธรรม อันเป็นหลักของความดีใน การปกครอง จึงกล่าวได้ว่า อาริสโตเติล ไม่ยึดรูปแบบใดในการปกครองว่าเป็นรูปแบบการ ปกครองทด่ี ี หรือรูปแบบการปกครองทเ่ี ลว ฉะน้ัน ผเู้ ขยี นเมอ่ื นำมาพิจารณาคงจะหมายเอาท่ี ผ้ปู กครอง ถา้ ผู้ปกครองดี มีคุณธรรมในการปกครอง รัฐหรือเมอื งน้ันก็ดีไปด้วย พลเมืองที่อยู่ ในรัฐนั้นก็ดีไปด้วย และประพฤติปฏิบัติไปในทางท่ีดี ตั้งอยู่ในหลักของคุณธรรมจริยธรรมไป ดว้ ย เพราะผู้นำเป็นคนดี รูปแบบการปกครองที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้นในรัฐของตน อาทิ กฎหมาย หรอื รัฐธรรมนูญ ก็จะมคี วามสมบูรณไ์ ปในตัวด้วยเชน่ กัน เพราะผู้ร่างเปน็ คนดี ต้ังอยู่ในธรรม ในการดำเนนิ ชวี ิตในรปู แบต่างๆ ชีวิตท่ีดีงามนั้นต้องการเวลาว่าง เวลาว่างสำหรับที่จะใช้เพื่อการอบรมกล่อมเกลา จิตใจของตน รัฐมีหน้าที่ท่ีจะต้องจัดให้คนมีเวลาว่าง และจัดให้คนใช้เวลาว่างน้ัน เพ่ืออบรม กลอ่ มเกลาจิตใจของตน ชีวิตที่ประเสริฐย่ิงและดงี ามยิ่งนั้น ตามทศั นะของเพลโตและอารสิ โต เติล คือชีวิตท่ีใช้เพ่ือการพัฒนาจิตใจโดยใคร่ครวญพิจารณาหลักธรรมอยู่อย่างสงบ

วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 727 (Meditation) ในเร่ืองท่ีเก่ียวกับจิตใจอย่างแท้จริง เป็นชีวิตของบุคคลท่ีหลงใหลใฝ่แสวงหา สิ่งพเิ ศษอันเป็นสง่ิ ที่คงอยู่ค่กู ับกาลเวลาและคู่กับสรรพส่ิงท้ังปวง การใช้ชีวิตเช่นน้ี เป็นชีวิตท่ี หลุดพ้นจากความปรารถนาท่ีเลวทราม และความทะเยอทะยานด้ินรนหาสิ่งท่ีมีคุณค่าเพียง เล็กน้อยทั้งหมดท้งั ปวงโดยสิ้นเชิง บทสรุป การท่ีคนจะมีจริยธรรม มีคุณธรรมได้นั้น เกิดจากตัวบุคคลธรรมดา ท่ีสามารถมี แรงผลักดันที่เกิดขึ้นมีอยู่ในตัว ว่าจะไปทางดี หรือไปทางช่ัว จะขึ้นอยู่กับจิตใจของเขาเป็น ผู้สร้างข้ึนมา ด้วยการดำรงชีวิตที่พอเพียง เป็นทางสายกลาง เข้าใจปัญหาท่ีเห็นตามความ เป็นจริง ถ้าเป็นนักปกครองก็ต้องบริหารเวลาให้สมดุลกัน จะเป็นประโยชน์ต่อการอมรมจิต ให้มีความอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง ก็จะเกิดความสุข จิตใจมีคุณธรรมจริยธรรม จะเห็นได้ว่า แนวคิดในเร่ืองของการบริหารการปกครองในทัศนะของนักปรัชญาท่านน้ีมีความใกล้กับการ ดำเนินชีวิตเป็นท่ีสุด เพราะแสดงถึงว่าการบริหารดำเนินไปตามกฎแล้ว แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ มนุษย์เดือดร้อน กฎน้ันย่อมไม่เป็นไปในทางท่ีดีนัก ซ่ึงต่างจากแนวคิดของสำนักอื่นๆ ที่มี ความคิดว่า มนุษย์เราแต่ละกลุ่มก็เสาะแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัว เพราะกลุ่มจะให้การ ปกป้องแก่ตน ดังน้ัน จะต้องมีความยุติธรรม เราก็อาจจะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย Epicurean ไม่เชอ่ื การรว่ มมือในสาธารณะจึงมีความสขุ แต่สว่ นบคุ คล ดังนั้น เขากล่าวว่าคนฉลาดจะต้องร่วมมือกับสาธารณะและไม่รับผิดชอบต่อ สาธารณะ น้ีเป็นสาเหตุให้เกิด Pure individualism ลัทธิปัจเจกนิยม หรือแนวคิดของJohn Stuart Mill ท่ียอมรับทฤษฎีว่า ปัจเจกชนมีสิทธิในการป้องกันตัวเอง ท่านได้เห็นธรรมชาติ ของการต่อสู้เพ่ือการอยู่รอด ผู้ท่ีอ่อนแอจะถูกทำลาย ดังนั้นประชาชนจะต้องมีอิสรภาพใน การต่อสู้ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาเหมาะสมท่ีมีชีวิตอยู่ การต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอด เพราะเอกบุคคล ขึน้ อยู่กับกลุ่มชน จากแนวคิดเร่ืองการเมืองของนักปรัชญาต่างๆ แสดงให้เห็นว่าการปกครอง ย่อมมีอยู่ 2 ฝ่ายตลอดก็คือ ฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิด น้ันๆและฝ่ายที่ไม่สนับสนุน จึงเกิดการ หาเหตุผลเพื่อมาหกั ลา้ งแนวคดิ ของอีกฝ่ายเปน็ หลกั ตลอดมา

728 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) เอกสารอ้างอิง พระธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยุตฺโต), (2546), พจนานุกรมพทุ ธศาสน์ (ฉบับประมวลศพั ท์), กรงุ เทพฯ :โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. พระราชวรมุนี (ประยรู ธมฺมจติ โต), (2544), ปรัชญากรีก : บอ่ เกดิ ภูมิปญั ญาตะวนั ตก. กรงุ เทพฯ : สำนักพมิ พ์ศยาม. วศิน อินทสระ, (2544), จรยิ ศาสตร์ (ศาสตรท์ ว่ี ่าดว้ ยคณุ ความดีและศลิ ปะในการตดั สินใจ), กรงุ เทพฯ : สำนักบรรณกจิ 1991 จำกัด. บญุ มี แท่นแกว้ , (2539), จรยิ ศาสตร์, กรงุ เทพฯ : สำนกั พมิ พโ์ อเดียนสโตร์. ชรินทร์ สนั ประเสรฐิ , (2546), ระบบการเมืองการปกครอง 1 เอกสารการสอนชุดวิชา มนุษยก์ ับสังคม, หนว่ ยที่ 1-7, นนทบรุ ี: มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช. จำนงค์ ทองประเสรฐิ , (2518), ปรชั ญาตะวันตกสมัยโบราณ กรุงเทพฯ : แพรพ่ ิทยา. ส.เสถบุตร, (2500), New Model English-Thai Dictionary, กรงุ เทพ : ไทยวฒั นาพาณชิ . ส. ศวิ รกั ษ์, (2520), นักปรัชญาการเมืองฝรง่ั . กรงุ เทพฯ : บรษิ ัทสำนกั พมิ พไ์ ทยวฒั นาพานิช. อา่ นเดือน คำด,ี (2522), ปรชั ญาตะวนั ตก, กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสาตร.์ Standard College Dictionary, (1953), New York : Harcont, Brace & world. Vatsasyayan, Metaphysice and general Philosophy, (1974), Murut : Nauynantar Press. S.L.Frost, Jr. (1951), Basic Teaching of the Great Philosophers (New York: Barnes & Noble, Inc.

ผู้บรหิ ารมอื อาชพี ในโรงเรียนพระปริยตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา Professional Administrators in Phrapariyattidhamma Schools under General Education Department 1วีระพงษ์ ปรองดอง, 2ละเอียด จงกลนี และ 3ประจติ ร มหาหิง 1Weerapong Prongdong, 2LaEard Chongolnee and 3Prachitr Mahahing มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่ , ประเทศไทย Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Compus, Thailand. [email protected] Received May 10, 2020; Revised July 12, 2020; Accepted August 25, 2020 บทคัดยอ่ บทความวิชาการน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือนำเสนอการเป็นผู้บริหารมืออาชีพสำหรับ โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษานักบริหารการศึกษามืออาชีพต้องเป็นผู้นำการ เปลี่ยนแปลงคือ ต้องเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อบริหารองค์กรให้เกิดการ เปล่ียนแปลงไปในทางท่ีดีข้ึน รวมท้ังมีโลกทัศน์ที่กว้างไกลที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้นำ องค์กรมีวิสัยทัศน์ที่สามารถกำหนดภาพในอนาคตขององค์กรได้อย่างชัดเจน มีจิตวิญญาณ ความเป็นนักบริหาร รวมท้ังบริหารตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี มีคุณธรรมและจริยธรรม เป็นที่ พึงของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ในทุกโอกาส ต้องเป็นผู้มีภูมิความรู้ทางด้านการศึกษามีความเป็น ผู้นำทางวิชาการ เป็นผู้นำในการบริหารคุณภาพการศึกษา และมีความรู้ในหลักการบริหาร เทคนิคการบริหาร และการวางแผนกลยทุ ธ์ รวมท้ังตอ้ งรู้จกั นำนวตั กรรมและเทคโนโลยีมาใช้ ในการบริหารองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาองค์กรประสบความสำเร็จและมี ประสิทธิภาพผู้บริหารต้องมีความเป็นนักบริหารมืออาชีพ (Professional Focus) เพื่อทำ หน้าที่เป็นผบู้ ริหารจัดการองค์กรให้มีความก้าวทันโลกในยุคปัจจุบันท่ีมีความเปลี่ยนแปลงไป

730 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากความเจรญิ ก้าวหน้าทางด้านต่างๆ และที่สำคัญต้องมีคณุ ธรรม จริยธรรม นำหลักพุทธธรรมมาเป็นเครื่องเตือนใจในการบริหาร คือหลักการครองตน การ ครองคน การครองงาน โดยนำหลกั ฆราวาสธรรม 4 มาประยุกต์ใช้ในการบริหาร รวมถึงหลัก ทศพธิ ราชธรรม 10 ในการปกครองคน เป็นต้น คำสำคัญ: ผู้บริหารมืออาชพี , โรงเรียนพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศึกษา Abstract The objective of this academic article is to present the concept of professional administrator for the Phrapariyattidhamma Schools under General Education Department. Professional education administrators must have the following qualities: being a change agent leader with creativity for organizational administration towards change for the better; having a broad and farsighted worldview as an important basis that helps the organizational leaders have visions to define a clear future image of the organization; having the spirit of administrators; managing oneself to be a good model; having morality and ethics; being reliable and dependable among subordinates in all occasions; having a good education background; being an academic leader; being a leader in administrating quality education; having knowledge in administrative principle, technique and strategic planning; and knowing how to continuously apply innovation and technology in organizational administration. For a successful and efficient organizational development, the effective school administrators must be a “ professional focus” in order to manage the organization to keep up with the rapid changing world resulting from the advancement of various aspects. It is also necessary that the administrators have morality and ethics. Buddha Dhamma principles should be introduced in their administration for managing oneself, managing others and managing tasks by applying Gharavassa-dhamma (virtues for lay people) in administration and Rajadhamma (virtues of a ruler) in governance especially in managing people. Key words: Professional Administrators, Phrapariyattidhamma Schools under General Education Department.

วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 731 บทนำ การบริหารจัดการศึกษานั้น“ผู้บริหาร”นับเป็นผู้ท่ีมีบทบาทสำคัญอย่างย่ิงต่อ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการจัดการศึกษา คำว่า “ผู้บริหาร”ตามพระราชบัญญัติ การศึกษาแหง่ ชาติหมายถงึ บุคลากรวิชาชพี ที่รบั ผดิ ชอบการบรหิ ารสถานศึกษาแตล่ ะแห่งทั้ง ของภาครัฐและเอกชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลไกหลักในการขับเคล่ือน การจัดการศึกษาอย่าง แท้จริง ตามนโยบายการกระจายอำนาจทางการศึกษา ซึ่งส่ิงท่ีนักบริหารการศึกษา และ บุคคลทั่วไปมคี วามคาดหวังต่อการเป็นผู้บริหารสถานศึกษา คือการเป็น “ผู้บริหารมืออาชพี ” คำวา่ “ผู้บริหารมืออาชีพ”น้ันเพ่งิ จะเริ่มเปน็ ท่ีกล่าวถึงมากข้ึนก็เมื่อมีการปฏิรูปการศึกษาตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซ่ึงในหมวด 7 ได้กำหนดไว้ว่า ผู้บริหาร สถานศึกษา ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด แม้จะยังไม่มีใครให้คำ จำกัดความที่ชัดเจนว่าผู้บริหารมืออาชีพทางการศึกษามีลักษณะอย่างไร แต่แน่นอนท่ีสุดว่า เป็นส่ิงท่ีตรงกันข้ามกับมือสมัครเล่นอย่างแน่นอน สังคมไทยในยุคปฏิรูปการศึกษาปัจจุบันน้ี อยากเห็นผู้บริหารสถานศึกษาเป็น“ผู้บริหารมืออาชีพ” มีความรู้และประสบการณ์สมกับท่ี เป็นวิชาชีพช้ันสูงทางการบริหารการศึกษา เป็นบุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหาร การศึกษา ท่นี อกจากจะเป็นผู้บริหารบุคลากรครูผู้สอนแล้ว ผู้บรหิ ารยุคใหม่ตอ้ งเป็นผูน้ ำทาง วิชาการ เป็นผู้นำการปฏิรูปการเรียนรู้ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตามพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ กล่าวคือ มีความสามารถที่จะประสานการมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา ชุมชนและผู้เก่ียวข้องอ่ืนๆ ในการระดมความสามารถและทรัพยากร เพ่ือการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล ตลอดจนจัดให้มีกระบวนการประกัน คุณภาพ เพ่ือให้การจัดการศึกษาเป็นไปตาม มาตรฐานการศึกษาของชาติผู้บริหาร สถานศึกษา หมายถึง ตำแหน่งซ่ึงเป็นผู้บริหารในหน่วยงานทางการศึกษา โดยมีลักษณะงาน เก่ียวกับการวางแผน การดำเนินงาน การประสานงาน การควบคุมดูแล และการนิเทศงาน ตลอดจนการติดตามและประเมินผลงานด้านวิชาการ การปกครอง ธุรการหรือบริหารท่ัวไป ความสัมพันธ์กับชุมชนและปฏิบัติหน้าท่ีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องการทำงานอย่างมืออาชีพ หมายถึง ผทู้ ี่มีความสามารถและประสบการณ์สูงในงานท่ีทำ การดำเนินงานทุกครั้งจะบรรลุเป้าหมาย เป็นอย่างดี ข้อผิดพลาดหรือโอกาสผิดพลาดแทบจะไม่ปรากฏ ผู้บังคับบัญชามีความมั่นใจ และไว้วางใจเมื่อมอบหมายภารกิจใหป้ ฏิบัติ ซ่ึงย่อมตา่ งกันโดยส้ินเชิงกับผ้ปู ฏิบัติประเภทมือ สมัครเล่นหรือมือใหม่หัดขับ จึงเป็นผู้ที่จะต้องได้รบั การควบคุม การกำกับดูแลแนะนำ งานที่

732 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ปฏิบัติมักมีแก้ไขปรับปรุงอยู่เสมอๆ และไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ จึงอาจสรุปได้ว่าความ เป็นมืออาชีพ จะต้องประกอบด้วยการเป็นผู้รู้จริงในเร่ืองที่ปฏิบัติ อันได้แก่ รู้หลักการรู้เหตุรู้ ผล รู้หลักวิชาของเรือ่ งที่จะปฏิบัติอย่างรอบด้าน สามารถประยุกต์ความรู้ของตนเองดังกล่าว ไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับทุกสภาวการณ์ ตลอดจนมีความสามารถในเชิงประสานสัมพันธ์ มี เทคนิคในการส่ือสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ประกอบกับการเป็นผู้ที่มีความพยายาม และอดทน มงุ่ มนั่ ที่จะทำงานให้สำเรจ็ ตามเปา้ ประสงค์สูงมาก (คารมณ์ เพียรภายลนุ ,2558) โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนแผนกสามัญศึกษา ท่ี จัดตั้งขึ้นเพ่ือจัดการศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณรด้านพระพุทธศาสนา ทั้งแผนกนักธรรม แผนกบาลีควบคู่กับหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-ม.3) และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-ม.6) ตามพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2562 โดยมีพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามท่ีกำหนดทำหน้าที่เป็นผู้บริหารโรงเรียน มี ฆราวาสทำหน้าที่เป็นรองผู้บริหารในการช่วยกันบริหารโรงเรียนให้ประสบผลสำเร็จตาม วัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) จัดการสอนให้เป็นไปตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาใน พระไตรปิฎก,โบราณราชประเพณี,สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ 2) ให้พระภิกษุ และสามเณรนำหลักธรรมมาใช้ให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา,รักษาพระธรรมวินัยโดย เคร่งครัดและ 3) ให้พุทธศาสนิกชนนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตได้ถูกต้อง (ณรงค์ ทรงอารมณ์, 2562) ดังนั้น ผู้บริหารมืออาชีพในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา นอกจาก ต้องคำนึงถึงหลักการบริหารมืออาชีพตามหลักสากลแล้ว ต้องบูรณาการหลักพุทธธรรมใน การบริหาร คือ หลักการครองตน ครองคนและครองงานกล่าวคือ การครองตน ต้องมีหลัก ฆราวาสธรรมซึ่งเป็นหลักการครองใจคน 4 ประการ คือ สัจจะ : คือ ความจริง เป็นคนถือ ความจริงเป็นหลักสำหรับคิด พูด และกระทำ เรียกว่า เป็นคนจริง คนซ่ือสัตย์ คนซื่อตรง รวมทั้งการใช้ความจริงเป็นหลักในการกำหนดความสัมพันธ์กับผู้อื่น เรียกว่า จริงใจ พูดจริง และทำจริง ทมะ : การฝึกใจตนเอง หรือข่มใจตนเองไม่ให้เป็นทาสของกเิ ลศ ไดแ้ ก่ โลภ โกรธ หลง เรียกว่า เรียนรู้ด้วยตนเอง ฝึกใจตนเอง ฝึกนิสัยตนเอง จนสามารถควบคุมใจ ควบคุม วาจา และควบคุมการกระทำ ให้เป็นไปในส่ิงท่ีดีที่ควรได้ การแก้ไขข้อบกพร่องของตน และ การปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา ทมะ มีจุดหมายที่ทำให้เกิดปัญญา ขันติ : เป็นความอดทนที่ตั้งหน้าต้ังตาทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยมุ่งมั่นอยู่ที่จุดหมายของ

วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 733 งาน ไม่ท้อถอย หนักเอาเบาสู้ ไม่หว่ันไหว จนสุดท้ายไปถึงซึ่งความสำเร็จของงานหรือ ความสำเร็จในบริหารงาน จาคะ : เป็นคนใจกว้างพร้อมรับฟังความทุกข์ ความคิดเห็น และ ความต้องการของคนอื่น ไม่เป็นคนใจแคบ เห็นแก่ตนหรือเอาแต่ใจตน แต่พร้อมท่ีจะร่วมมือ ช่วยเหลือเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่ เสียสละแม้ความสุขสบายส่วนตนหรือผลประโยชน์ส่วนตนได้ การ ครองคน คือ การรู้จักคนอ่ืน มองคนอื่นในแงด่ ี ในการทำงานร่วมกับคนอื่น การครองคนเป็น เร่ืองท่ียากท่ีสุด จึงควรทราบหลักการครองใจคน โดยยึดหลักพุทธธรรม ดังน้ี 1.การรู้จัก เสียสละแบ่งปันด้วยจิตใจท่ีโอบอ้อมอารี(ทาน)เป็นการครองใจคนท่ีดีวิธีหน่ึง เพราะการเป็น ผใู้ หท้ ุกอยา่ งแกบ่ ุคคลอื่น ย่อมจะได้รบั ผลตอบแทนที่มคี ่ามากกว่าสิง่ ของท่ใี ห้ไป นัน่ คือ ทำให้ เกิดความรัก ความศรทั ธา 2.การรู้จักเลือกใช้วาจาที่อ่อนหวาน(ปิยวาจา)คนอ่ืนฟังแล้วสบาย ใจ อยากอยู่ใกล้ อยากคบค้าสมาคมด้วย ต้องมีความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ตาม ภาษิตท่ีวา่ “พูดเป็นนายใจเป็นบ่าว”หมายความวา่ ให้คิดก่อนพูด พูดแล้วต้องทำปฏิบัติตาม อย่างท่ีพูด 3.พลอยยินดีเม่ือผู้อ่ืนได้ดี (อัตถจริยา) ยกย่องชมเชยเมื่อผู้อ่ืนทำงานประสบ ความสำเร็จ ให้ความจรงิ ใจ ให้ความช่วยเหลือในโอกาสอันควร 4.การทำตนให้เป็นคนเสมอ ตน้ เสมอปลาย(สมานัตตตา) คอื การติดตอ่ สัมพันธ์กับบุคคลอ่ืนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้ขาดช่วง ตอน ก็จะทำให้การทำงานร่วมกนั อย่างตอ่ เน่ือง มีน้ำใจต่อกนั การครองงาน คือ การรู้จักงาน ที่ตนเองกำลังทำ และทำงานอย่างมีความสุข รักและชอบในงานท่ีตนเองกำลังทำอยู่มีวิธีการ ครองงาน ดังนี้คือ 1.การครองงานโดยใช้ความรู้และปัญญา กล่าวคือ ปัญญากับความรู้ต่างก็ เกื้อกูลต่อกัน รู้จักการค้นหาความรู้ใหม่มาช่วยพัฒนางานท่ีตนเองทำอยู่ให้ดีขึ้นอยู่เสมอ 2. การครองงานโดยใช้หลักธรรมมุ่งมนั่ สงู ความสำเรจ็ คือ การมีใจรัก มีความพากเพียรทำ ต้ังใจ ฝกั ใฝ่ และใช้ปัญญาไตรต่ รอง งานน้ันก็จะสำเรจ็ เมื่องานสำเร็จ การทำงานก็จะมีความสุข มี ความรักในงาน 3.การให้ความรักและความเคารพในงานอาชีพของตน ไม่ดูถูกหรือให้ใครดู หม่ินในงานของตน มจี รยิ ธรรมในอาชีพ คือการซ่ือสัตย์ต่องานในหน้าที่ของตน การการครอง ตน การครอง คนครองงาน จะเห็นได้ว่าเป็นศิลปะการทำงานให้มีความสุข บุคคลใดใช้ หลักการตามท่ีกล่าวมาก็จะมีความสำเร็จในการทำงาน ฉะน้ัน การการครองตนก็คือการรู้จัก ตนเอง การการครองคนคือการรจู้ ักผู้อน่ื สว่ นการครองงานคอื การมีสมาธิ (คารมณ์ เพียรภาย ลุน, 2558)

734 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ความหมายของผู้บริหารมอื อาชีพ นกั การศกึ ษาไดใ้ หค้ วามหมายไวห้ ลายความหมายท่ีคล้ายคลงึ กนั ดงั น้ี จำลอง นักฟ้อน. (2548) ผู้บริหารมืออาชีพ มีความหมายกว้าง ลึกซึ้งและมีความ สมบูรณ์ในตัวมันเอง แต่พอสรุปได้ว่า ผู้บริหารมืออาชีพน้ันจะต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถในการบริหารการศึกษาได้อย่างเย่ียมยอด สามารถทำให้เป้าหมายหรือ อุดมการณ์ทางการศึกษาขององคก์ รที่กำหนดไว้บรรลุผลได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ต้องเป็นผทู้ ม่ี ี ท้ัง“ศาสตร์”และ“ศลิ ป์”ในการปฏบิ ัตงิ านอย่างสูงสุดจนเป็นแบบอย่างและเปน็ ตัวแบบทด่ี ีแก่ ผู้บริหารสถานศึกษาอนื่ ๆ และองค์กรอนื่ ๆ ต่อไปได้ วดู (Wood, 2001) ได้รวบรวมแนวคิดของนักบรหิ ารท่ีกล่าวถึงการเป็นนักบริหาร ท่ีดี เช่น ทอม ปีเตอร์ส (Tom Peters) เน้นว่า นักบริหารท่ีดี คือ นักปฏิบัติท่ีเป็นนักจัดการ และเป็นผู้วางเง่ือนไขข้อตกลง (Doers and do deal) ไมเคิล พอร์เตอร์ (Michael Porter) เน้นว่า นักบริหารที่ดีต้องเป็นนักคิด (Thinkers) เซลสนิกค์ (Zalesnick) และเบนนิส (Bennis) เช่ือว่า นักบริหารที่ดี คือ ผู้นำ (Leaders) ฟาโยล์ (Fayol) และเออร์วิค (Urwick) แสดงความเห็นว่า นักบริหารที่ดีคือ ผู้ควบคุม (Controllers) นักบริหารเป็นผู้ท่ีมีบทบาท สำคัญในองค์การ นักบรหิ ารมืออาชีพจงึ ต้องเป็นผู้ที่มีท้ังความรอบรูใ้ นงานบริหาร เปน็ นักคิด นักวางแผน นำแผนไปสู่การปฏิบัติ คุณสมบัติของผู้บริหารก็มีส่วนสำคัญที่ส่งเสริมให้ก้าวสู่ การเป็นนักบริหารมืออาชีพ เช่น คุณสมบัติด้านมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 43 ได้กำหนดให้ “วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บรหิ ารการศกึ ษา เป็นวิชาชีพควบคุม”และ“ห้ามมิให้ ผู้ใดประกอบวิชาชีพควบคุม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติน้ี....”ด้วยเหตุผล ดังกลา่ ว ผู้บรหิ ารทางการศึกษาทกุ คนจึงต้องมีใบประกอบวชิ าชีพผู้บรหิ ารการศึกษาและต้อง มีมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณวิชาชีพ พ.ศ.2548 (บนั ทอน สุธโี ร, 2561) หวน พินธุพันธ์ (2549) ได้สรุปความหมายคำว่า“ผู้บริหารมืออาชีพ”หรือ“นัก บริหารมืออาชพี ”ท่ีมีความหมายทัง้ ท่แี ตกต่างและคล้ายคลึงกนั ดงั นี้

วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 735 1. ผบู้ รหิ ารมอื อาชพี หมายถึง ผู้บริหารท่ีพยายามทำใหอ้ งค์กรประสบความสำเร็จ ตามเป้าหมาย หรอื นโยบายขององคก์ ร ดว้ ยเหตุผลและหลักการซึง่ เป็นท่ยี อมรับโดยประยุกต์ ทฤษฎีหรอื แนวทางต่าง ๆ อยา่ งผสมกลมกลนื กนั แล้วนำไปสูก่ ารปฏิบตั ิ 2. ผู้บริหารมืออาชีพ หมายถึง บุคคลท่ีเป็นมืออาชีพในการบริหารจริง เช่น มี ประวัติผลงานการบริหารมาอย่างโดดเด่น เป็นที่ยอมรับของสังคม สามารถบริหารงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จนได้รับการยอมรับทั้งระดับหน่วยงาน ระดับจังหวัด หรือแมก้ ระทั่งระดบั ประเทศ 3. ผู้บริหารมืออาชีพ คือ ผทู้ ี่ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานกิจการต่างๆ ให้สำเร็จโดย อาศัยความรู้ความสามารถของตนเอง และความรว่ มมอื ของผู้อนื่ ทองทิพภา วิรยิ ะพันธ์ (2546) ได้ให้ความหมายของผู้บริหารมืออาชีพไว้วา่ ผู้บริหาร ท่ีสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่า เป็นผู้มีความรอบรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ มีความ ชำนาญงาน และมีประสิทธิภาพ จากความหมายข้างต้น สรุปได้ว่า ผู้บริหารมืออาชีพ หมายถึง ผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถใช้ศาสตร์และศิลป์ในการบริหารงาน ตอ้ งมีประสบการณ์ และสามารถนำพาให้ องค์กรประสบความสำเรจ็ ตามเปา้ หมายได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ เป็นท่ียอมรบั ขององค์กร ความสำคัญของผู้บรหิ ารมืออาชีพ ผู้บริหารมืออาชีพมีความสำคัญ และมีความจำเป็นต่อการศึกษาไทย เพราะ การศึกษาไทยจะต้องปรับปรุงระบบและพัฒนาผู้บริหารให้เป็นมืออาชีพ เพื่อบริหาร และ จัดการด้านการศึกษาให้ประสบผลสำเร็จตามจุดหมายที่กำหนดไว้ นอกจากน้ี ผู้บริหารมือ อาชีพยังมีความสำคัญต่อองค์กรท้ังภาครัฐและภาคเอกชน เพราะถ้าได้ผ้บู ริหารมืออาชีพแล้ว จะมีความมน่ั ใจได้ว่าองคก์ รนน้ั จะสามารถแข่งขันกับองค์กรตา่ งๆ และมีผลงานท่ีมคี ณุ ภาพได้ นักการศกึ ษาหลายทา่ นไดก้ ล่าวไวด้ ังน้ี ปิยพจน์ ตุลาชน. (2549) ได้กลา่ วถงึ ความสำคัญของผบู้ รหิ ารมืออาชีพ ไว้ดังนี้ 1. ผู้บริหารมืออาชีพเป็นบุคคลสำคัญในการที่จะทำให้สถานศึกษาประสบ ความสำเร็จตามจดุ มุ่งหมายท่ีคาดหมายไว้ 2. ผู้บริหารมืออาชีพ เป็นบุคคลในการปฏิรูปการเรียนรู้ เพ่ือพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้ประสบความสำเรจ็

736 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) 3. ผู้บรหิ ารมืออาชีพ ถือเป็นกลไกสำคัญของการปฏิรปู การศึกษาท่ีเน้นผู้เรียนเป็น สำคญั มคี ณุ ลักษณะทีพ่ งึ ประสงค์ตามเปา้ หมายของหลักสูตร เหมรัฐ อนิ สุข,นิรุตติ ครฑุ หลวงและสมชาติ บุญมัติ.(2552) ได้กล่าวถึงความสำคัญ ของผบู้ รหิ ารมอื อาชีพไว้ ดงั น้ี 1. การเสริมสร้างความมีประสิทธิภาพของสถานศึกษาให้เป็นสถานศึกษาท่ีมี คุณภาพ สิ่งท่ีผู้บริหารมืออาชีพถึงกระทำมี ดังน้ี คือ เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง มีแผนงาน วิชาการท่ีดี จัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน เสริมสร้างบรรยากาศ สถานศึกษาในทางบวก ส่งเสริมความเป็นกลุ่มมีการพัฒนาบุคลากรอย่างกว้างขวาง ใช้ภาวะ ผู้นำแบบมีส่วนร่วม ส่งเสริมการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และส่งเสริมให้ผู้ปกครองและ ชุมชนเขา้ มามีสว่ นร่วม 2. การสร้างสถานศึกษาให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ด้วยการมีหน้าที่สร้างสรรค์ กระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วม การอำนวยความสะดวกต่อการพัฒนาหลักสูตร การ จัดการเรียนการสอน และการประเมินผล การพัฒนาวชิ าชีพ การบริหารงบประมาณ การนำ เทคโนโลยีมาใช้ และการบริหารเพอื่ การเปลี่ยนแปลง 3. การเสริมสร้างกลุ่มบริหารตนเอง (Self Managed Group) ซึ่งถือได้ว่า ผู้นำ จำต้องพยายามสร้างแรงกระตุ้น หรือความมีอิทธิพลบนพื้นฐานของอำนาจหรือโดยการใช้ พฤติกรรมรูปแบบต่างๆ เพือ่ ใหผ้ ตู้ ามปฏบิ ัตงิ านใหบ้ รรลุเปา้ หมายที่ตอ้ งการ 4. การเสริมสร้างวัฒนธรรม และบรรยากาศองค์กร ต้องอาศัยผู้นำท่ีจะต้องให้ ความใสใ่ จต่อวิถชี วี ิตองคก์ รสถานศึกษา 5. การจูงใจ เพ่ือการสร้างสรรค์ในการบริหารงาน ผู้บริหารมืออาชีพจะต้องทำการ จูงใจให้คนทุ่มเทแรงกาย และแรงใจอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จตาม จดุ หมายขององค์กรท่ตี ้งั ไว้ 6. ความเป็นผู้นำการเปล่ียนแปลง ในกระบวนทัศน์ทางการบริหาร ผู้บริหารมือ อาชีพมีความสำคัญต่อการเป็นผู้นำแห่งการเปล่ียนแปลงมากกว่า เป็นผู้นำแบบแลกเปลี่ยน จะเป็นการจูงใจให้บคุ คลปฏิบัติงานเกินกว่าความคาดหวงั ปกติ มุ่งไปท่ีภารกิจด้วยความสนใจ ท่ีเกิดข้ึนภายในตนเองมุ่งการบรรลุความต้องการในระดับสูงมากกว่าความต้องการในระดับ ตำ่

วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 737 ดังน้ัน สรุปได้ว่า ผู้บริหารมืออาชีพ มีความสำคัญต่อการทำให้สถานศึกษาประสบ ความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่คาดหมายไว้ปฏิรูปการเรียนรู้ เพ่ือพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้ ประสบความสำเร็จส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน เสริมสร้างบรรยากาศสถานศึกษาใน ทางบวก ส่งเสริมความเป็นกลุ่มมีการพัฒนาบุคลากรอย่างกว้างขวาง ใชภ้ าวะผู้นำแบบมีสว่ น ร่วม ส่งเสริมการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และส่งเสริมให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วน ร่วมสร้างการจูงใจให้คนทุ่มเทแรงกาย และแรงใจอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้เกิดผล สำเรจ็ ตามจดุ หมายขององค์กรทีต่ งั้ ไว้ องคป์ ระกอบของการเปน็ ผู้บรหิ ารมืออาชีพ โดยทั่วไปสำหรับองค์กรมีหลายประการ และมีความหลากหลายตามบริบทและ ความเชื่อซึ่งเกิดจากผลการทดลองเชิงวิจัยและการวเิ คราะห์ความเป็นไปได้การเป็นผู้บริหาร มืออาชีพซ่ึงสามารถมองเห็นได้จากพฤติกรรมที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นผู้ บริหาร มืออาชพี 10 ประการ ดังนี้ 1. ความเก่งกล้าในการรู้จักบทบาทและหน้าท่ีของตนเองและผู้อื่น กล่าวคือ ผู้บริหารมืออาชีพจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานท่ีเป็นความรับผิดชอบของผู้อ่ืน ถ้าไม่ได้รับ มอบหมายจากผู้มอี ำนาจส่ังการ หรอื ได้รบั การรอ้ งขอใหช้ ่วยเหลือ การให้ความเหน็ ใจเข้าไป ช่วยเหลืออาจนำผลเสียมาสูอ่ งค์กรได้ และอาจกลายเปน็ การกา้ วกา่ ยการทำงานของผู้อืน่ ได้ 2. ความเก่งกล้าในการคิดเองทำเองได้ เมื่อมีงานท่ีต้องบริหารจัดการให้ประสบ ความสำเร็จ มืออาชีพจะสามารถแสวงหาแนวทางในการดำเนินงานนั้นได้จนบรรลุ เป้าหมาย โดยไม่ต้องให้มีการส่ังการเป็นคำสั่งในแต่ละขั้นตอน การคิดเองได้ คิดแก้ปัญหา ได้ คอื ความสามารถของผบู้ ริหารทม่ี องเหน็ ลทู่ างในการทำงานใหป้ ระสบผลสำเร็จ 3. ความเก่งกล้าในการรับผิดและรับชอบในสิ่งท่ีกระทำและผลที่จะได้รับ ยอมรับและจัดการกับผลงานนั้นท้ังโดยทางตรงและทางอ้อม ยอมรับความดีและความ ผิดพลาดและพร้อมท่ีจะพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ ไม่โยนความผิดหรือคิดหาทางถ่ายเทปญั หาไป ให้ผู้อ่ืน นักบริหารที่ไม่ใช่มืออาชีพมักจงใจผลักดันปัญหาไปให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคือคนอื่น มือ อาชีพจะไม่ขยายความผิดพลาดให้แก่ผู้อ่ืนหรือทำให้เป็นเร่ืองใหญ่โตข้ึนและจะไม่ปิดบังหรือ กลบเกลื่อนความผิดของตนเองด้วยการให้ร้ายผู้อื่น จะไม่พูดแก้ตัวแต่จะขอโทษและขอ โอกาสในการปรับปรุงแก้ไขใหด้ ขี ้นึ

738 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) 4. ความเก่งกล้าในการตัดสินใจ ในการบริหารงานน้ันผบู้ ริหารต้องตัดสินใจซง่ึ ใน บางคร้ังจำเป็นต้องมีการตัดสินใจในระยะเวลาท่ีจำกัดในการหาข้อมูลเพียงพอเพื่อสนับสนุน การตัดสินใจ แต่เม่ือจำเป็นเร่งด่วนนักบริหารมืออาชีพจะสามารถพิจารณาเลือกและไม่ลังเล ที่จะตัดสินใจได้ในทันทีแม้ว่าจะมีความหนักใจเมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกอ่ืนอยู่บ้าง มือ อาชีพต้องไม่คิดว่าส่ิงเหล่านี้คืออุปสรรคในการบริหารจัดการเพราะการลังเลในการตัดสินใจ อาจทำให้ช้าจนเกินการ นอกจากน้ีนักบริหารมืออาชีพควรสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองใน ขอบเขตที่ตนได้รับมอบหมายและไม่พยายามท่ีจะโอนอำนาจการตัดสินใจไปให้ผู้อื่นทำแทน ตนนักบริหารมืออาชีพต้องมีความมั่นใจว่าการตัดสินใจนั้นจะสร้างความสำเร็จในงานท่ีท ำ และปัญหาคือสิ่งท่ีจะต้องระวังแก้ไขให้ผลงานบรรลุเป้าหมายให้ได้ แต่สิ่งท่ีสำคัญคือการตั้ง มน่ั ในหลกั การและมคี วามคดิ ในเชิงบวกกบั การงานและผเู้ กยี่ วข้อง 5. ความเก่งกล้าในการให้เกียรติผู้อ่ืน นักบริหารต้องคำนึงถึงการปฏิบัติตนตาม จรรยาบรรณวิชาชีพ การเป็นมืออาชีพคือการนับถือตนเองและนับถือผู้อื่น แม้ว่าบุคคล เหล่าน้ันจะเป็นแค่เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ให้พึงระลึกว่าทุกคนมีทัศนคติที่เป็น ความคิดของตนเอง ทุกคนอาจมีความเลื่อมล้ากันในหน้าที่การงาน ฐานะทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการทำงานและความรใู้ นเชิงวิชาการ แต่ทุกคนมีมีความเสมอภาคกันในด้าน ศักดศ์ิ รแี ละเกยี รตยิ ศในความเปน็ คน 6. ความเก่งกล้าในการรักษาเกียรติของตนเอง ในโลกของการทำงานนั้นผู้นำมือ อาชีพต้องไม่ทำส่ิงที่ทำให้ตนเองมัวหมองและเสื่อมเสียเกียรติยศ แม้ในยามที่พ่ายแพ้ก็ยัง รกั ษาเกยี รติยศของตนไว้ไดอ้ ย่างสงา่ งามด้วยตัวของตนเอง มีน้ำใจเป็นนักกีฬาซ่ึงทำให้ไม่คิด อาฆาตมาดร้ายต่อผู้ชนะ นักบริหารมืออาชีพจะไม่โทษตนเองและผู้อื่น แสดงวุฒิภาวะทาง อารมณ์ด้วยการไม่ด่าทอ อาละวาดหรือแสดงกิริยาวาจาท่ีก้าวร้าว เสียดสี การแสดงความ ผิดหวังอย่างรุนแรงต่อหน้าผู้อ่ืน เพราะรู้สึกเสียหน้า ทำให้เสียผลประโยชน์เท่ากับว่าไม่ สามารถรักษาเกียรติของตนไว้ได้ ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องมีทักษะในการพาจิตของตนเอง ออกจากสถานการณ์หรือวางเฉยเท่าที่จะทำได้อย่างดีท่ีสุด นักบริหารมืออาชีพต้องทำความ เข้าใจว่าไม่มีส่ิงใดที่แน่นอน ความพ่ายแพ้ในวันน้ีเป็นเพียงการไม่มีโอกาสแต่ความมุ่งมั่นไม่ ท้อถอยอาจทำให้โอกาสหวนกลับมาอีกได้ในวันหนึ่ง การหยุดพักและสงบน่ิงในช่วงหน่ึงจึง ไมใ่ ชเ่ ปน็ การเสียเวลาแต่เปน็ เวลาท่ดี ีในการเตมิ พลังเพื่อก้าวเดนิ ต่อไป

วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 739 7. ความเก่งกล้าในการยอมรับการเปล่ียนแปลงในทางที่ดี นักบริหารมืออาชีพ ต้องเขา้ ใจวา่ การเปล่ียนแปลงเปน็ สิ่งทจี่ ำเปน็ เมื่อโลกและสังคมเปลีย่ นไปการปรับตัวกบั ระบบ การทำงานในรูปแบบที่คิดค้นขึ้นมาเพ่ือรองรับเป็นส่ิงท่ีจำเป็น ผู้บริหารที่สามารถปรับตัวให้ ยอมรับการเปล่ียนแปลงได้รวดเร็วเท่าใดก็จะสามารถปรับระบบการทำงานให้สอดคล้องกับ บริบทของการบริหารงานได้เร็วเท่าน้ัน การต่อต้านการเปล่ียนในขณะที่ยังไม่ได้ยอมรับหรือ ลงมือปฏิบัตินำความเสียหายมาสู่องค์การอย่างแน่นอนในฐานะนักบริหารมืออาชีพต้องสร้าง ความเขา้ ในความจำเปน็ ของการเปล่ียนแปลงและพยายามมองข้อดีของการเปลีย่ นแปลง โดย ไม่วิเคราะห์วิจารณ์ในขณะที่ยังอยู่ในข้ันตอนของการเปล่ียนแปลง แต่จะช่วยดูแลและ ประเมินผลเพ่ือการพัฒนาและให้คำปรึกษาหารือ ผู้บริหารมืออาชีพจึงมักตระหนักถึงคุณค่า ในการพัฒนาตนเองเพ่ือเสริมสร้างศักยภาพและเติมเต็มในความสามารถของตนเพื่อให้ก้าว ทันกับเหตุการณ์ และยอมรับการเปลี่ยนแปลงเป็นพ้ืนฐานนำไปสู่ การพัฒนาตนเองเพื่อให้มี ความรู้เท่าทันกับโลกท้ังภายในและภายนอกองค์กร รู้ทันข้อมูลสารสนเทศและสามารถ นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่องค์การ มนุษย์มีความสามารถในการพัฒนาตนเองได้อย่างไม่ หยุดน่งิ การพฒั นาตนเองจะทำใหเ้ กิดเจตคตทิ ด่ี ีต่อการทำงาน 8. ความเก่งกล้าในความยืดหยุ่น ความยืดหยุ่นของนักบริหารมืออาชีพคือการไม่ ยืดติดกับสิ่งท่ีเป็นกฎเกณฑ์มากจนเกินความจำเป็น เพราะต้องเข้าใจว่าไม่มีสิ่งใดท่ีถูกต้อง และผิดเสมอไปในทุกโอกาส ความยืดหยุ่นไม่ใช่ความลังเลหรือความไม่แน่นอนในหลักการ แต่เป็นการเลื่อนไหลท่ีทำให้การทำงานมีความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น ในด้านความคิดที่ ยืดหยุ่นจะทำให้นักบริหารมืออาชีพไม่ปิดก้ันตนเองเน่ืองจากมีความเชื่อว่าทุกอย่างมีความ เป็นไปได้ และความเป็นไปได้เป็นโอกาสที่ดีเสมอ การปฏิบัติงานท่ีตายตัวไม่ได้ทำให้งาน สำเรจ็ รวดเรว็ และมปี ระสทิ ธภิ าพเสมอไป 9. ความเก่งกล้าในการบริหารเสน่ห์ ซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษของนักบริหารมือ อาชีพด้วยการเป็นผู้ท่ีได้รับความเช่ือถือและความไว้วางใจจากองค์กรให้บริหารงาน การทำ ให้ทุกคนท่ีทำงานสามารถทำงานได้อย่างสะดวกสบายและมีความสุขในการทำงานคือการ บริหารเสน่ห์ นักบริหารมืออาชีพจะไม่กังวลและไม่เสียเวลาและสมองที่จะทุ่มเทให้แก่การ ทำงานมาบริหารเสน่หต์ นเองเพยี งเพื่อเอาใจผู้อ่ืนให้ชอบพอตนเอง และหวงั ผลประโยชน์จาก เสนห่ ์ของตนเอง การมงุ่ ม่ันในงานโดยไม่หวงั ผลตอบแทนส่วนตนเปน็ เสนห่ ์ที่อย่างหน่ึงทท่ี ำให้ ทุกคนเข้ามาร่วมมือร่วมใจกันทำงาน แต่อย่างไรก็ตามนักบริหารมืออาชีพตระหนักดีว่า ผู้ซ่ึง

740 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ต้องดูแลใหง้ านสำเรจ็ เรียบร้อยทนั ตามกำหนดตามเปา้ หมายและงบประมาณย่อม ไม่สามารถ ทำตามใจทุกคนได้ การถกู วิพากษ์วิจารณจ์ ึงเป็นเรือ่ งธรรมดาทัว่ ไปของการทำงาน 10. ความเก่งกล้าในเร่ืองมนุษยธรรมกับการทำงาน โลกของธุรกิจทุกประเภท ต้องสร้างผลกำไร ธุรกิจการศึกษาก็เช่นกัน แต่กำไรที่พึงได้จากธุรกิจการศึกษาไม่ใช่เป็นแค่ เงินตรา แต่ต้องเป็นประสิทธิภาพของผลผลิตท่ีเป็นผู้เรียนซึ่งเป็นคน มนุษยธรรมในการ ถ่ายทอดวิชาความรู้การอบรมสั่งสอนและการมีความเมตตา สงสารและให้ความช่วยเหลือ เพ่ือให้สามารถพัฒนาองค์ความรู้ตามจุดประสงค์ของการศึกษาส่วนหน่ึงและความเป็นธรรม ในการบริหารจัดการด้านการเรียนการสอนอีกส่วนหนึ่ง ต่างต้องการความเป็นธรรมในการ ดำเนินกจิ กรรมดว้ ย (ชมพูนชุ อคั รเศรณี. 2547) หลักพุทธธรรมการเปน็ ผ้บู ริหารมอื อาชพี สำหรบั โรงเรยี นพระปริยตั ิธรรม แผนก สามัญศกึ ษา ผูบ้ ริหารมืออาชีพสำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จำเปน็ อย่าง ย่ิงท่ีจะต้องน้อมนำเอาทศพิธราชธรรม ซ่ึงเป็นคุณธรรมของผู้ปกครอง 10 ประการ สู่การ ปฏิบัติใหไ้ ด้ ดังน้ี 1. ทาน ให้ปันช่วยประชา คือ บำเพ็ญตนเป็นผู้ให้โดยมุ่งปกครองหรือทำงาน เพ่ือให้เขาได้ มิใช่เพ่ือจะเอาจากเขา เอาใจใส่อำนวยบริการ จัดสรรความสงเคราะห์ อนุเคราะห์ให้ประชาราษฎร์ได้รับประโยชน์สุข ความสะดวกปลอดภัย ตลอดจนให้ความ ชว่ ยเหลอื แก่ผ้เู ดอื ดร้อน ประสบทุกข์ และให้ความสนับสนนุ แกค่ นทำความดี 2. ศีล รักษาความสุจริต คือ ประพฤติดีงาม สำรวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่ การสุจริต รักษากิตติคุณ ประพฤติให้ควรเป็นแบบอย่าง และเป็นที่เคารพนับถือของ ประชาราษฎร์ มิให้มขี ้อทีผ่ ใู้ ดจะดูแคลน 3. ปริจจาคะ บำเพญ็ กิจด้วยเสยี สละ คือ สามารถเสียสละความสขุ สำราญ เป็นต้น ตลอดจนชีวิตของตนได้ เพอื่ ประโยชน์ของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบา้ นเมอื ง 4. อาชชวะ ปฏิบัติภาวะโดยซื่อตรง คือ ซื่อตรงทรงสัตย์ ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มีความจรงิ ใจ ไมห่ ลอกลวงประชาชน

วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 741 5. มัททวะ ทรงความอ่อนโยนเข้าถึงคน คือ มีอัธยาศัยไม่เย่อหยิ่งหยาบคาย กระด้าง ถอื องค์ มีความสง่างามเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวลละมนุ ละไม ควรให้ความรัก ภักดี แต่มขิ าดยำเกรง 6. ตปะ พ้นมัวเมาด้วยเผากิเลส คือ แผดเผากิเลส ตัณหามิให้เข้ามาครอบงำจิต ระงับยับยั้งข่มใจได้ ไม่หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญ และการปรนเปรอ มีความ เป็นอยู่สม่ำเสมอหรืออยู่อย่างง่าย ๆ สามัญ มุ่งมั่น แต่จะบำเพ็ญเพียรทำกิจในหน้าที่ให้ บริบรู ณ์ 7. อกั โกธะ ถือเหตุผลไมโ่ กรธา คอื ไม่เกร้ยี วกราด ไมว่ ินจิ ฉยั ความ และกระทำการ ด้วยอำนาจความโกรธ มีเมตตาประจำใจไว้ ระงับความเคืองขุ่น วินิจฉัยความและกระทำ ดว้ ยจิตอนั สุขมุ ราบรน่ื ตามธรรมเนียม 8. อวิหิงสา มีอหิงสานำร่มเย็น คือไม่หลงระเริงอำนาจ ไม่บีบคั้นกดข่ี มีความ กรณุ าไม่หาเหตเุ บยี ดเบยี นลงโทษอาญาแก่ประชาราษฎร์ผใู้ ดดว้ ยอาศยั ความอาฆาตเกลียดชัง 9. ขันติ ชำนะเข็ญด้วยขันติ คืออดทนต่องานท่ีตรากตรำ อดทนต่อความเหน่ือย ยาก ถึงจะลำบากกายน่าเหน่ือยหน่ายเพียงไรก็ไม่ท้อถอย ถึงจะถูกยั่วถูกหยันด้วยถ้อยคำ เสียดสีถากถางอย่างใดก็ไมห่ มดกำลังใจ ไม่ยอมละทงิ้ กจิ กรณียท์ บี่ ำเพญ็ โดยชอบธรรม 10. อวิโรธนะ มิปฏิบัติคลาดจากธรรม คือ ประพฤติมิให้ผิดจากประศาสนธรรม อันถือประโยชน์สุขความดีงามของรัฐและราษฎร์เป็นท่ีตั้ง อันใดประชาราษฎร์ปรารถนาโดย ชอบธรรมก็ไม่ขัดขืน การใดจะเป็นไปโดยชอบธรรมเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนก็ไม่ ขัดขวาง วางตนเป็นหลัก หนักแน่นในธรรม คงที่ ไม่มีความเอนเอียงหว่ันไหวเพราะถ้อยคำดี ร้าย ลาภสกั การะ หรืออฏิ ฐารมณ์อนิฏฐารมณ์ใดๆ สติมั่นในธรรม ทงั้ ส่วนยุตธิ รรม คือ ความ เท่ียงธรรมก็ดี นิติธรรมก็ดี คือระเบียบแบบแผนหลักการปกครองตลอดจนขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามกด็ ี ไมป่ ระพฤติให้เคลือ่ นคลาดวิบตั ิไป บทสรปุ ผู้บรหิ ารมอื อาชีพสำหรบั โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามญั ศึกษาคือผู้บริหารท่ี มีความรู้ ความสามารถใช้ศาสตร์และศิลป์ในการบริหารงานต้องมีประสบการณ์ สามารถ นำพาให้องค์กรประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นท่ียอมรับของ องค์กร ชุมชน ผู้ปกครองและสังคม ปฏิรูปการเรียนรู้ เพ่ือพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้ประสบ

742 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ความสำเร็จส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน เสริมสร้างบรรยากาศสถานศึกษาในทางบวก ส่งเสริมความเป็นกลุ่มมีการพัฒนาบุคลากรอย่างกว้างขวาง ใช้ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม ส่งเสริมการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และส่งเสริมให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม สร้างการจูงใจให้คนทุ่มเทแรงกาย และแรงใจอย่างเต็มความสามารถ เพ่ือให้เกิดผลสำเร็จ ตามจุดหมายขององค์กรที่ต้ังไว้ มีคุณสมบัติ 10 ประการดังกล่าวข้างต้น มีวิสัยทัศน์ ยึดหลัก พุทธธรรม 10 ประการ (ทศพิธราชธรรม) ในการบริหารแล้ว ยังต้องยึดหลักการบริหาร คือ หลักการครองตน ครองคน และครองงาน กล่าวคือ การครองตน ต้องมีหลักฆราวาสธรรมซึ่ง เป็นหลักการครองใจคน 4 ประการ คือ สัจจะ : มีความจรงิ ใจได้แก่ การเป็นคนถือความจริง เป็นหลักสำหรับคิดพูด และกระทำ เรียกว่า เป็นคนจริง คนซ่ือสัตย์ คนซอ่ื ตรง รวมท้ังการใช้ ความจริงเป็นหลักในการกำหนดความสัมพันธ์กับผู้อื่น เรียกว่า เป็นจริงใจ พูดจริง และทำ จริง ทมะ : หมายถึง การฝึกใจตนเอง หรือข่มใจตนเองไม่ให้เป็นทาสของกิเลศ ได้แก่ โลภ โกรธ หลง เรียกว่า เรียนรู้ด้วยตนเอง ฝึกใจตนเอง ฝึกนิสัยตนเอง จนสามารถควบคุมใจ ควบคุมวาจา และควบคุมการกระทำให้เป็นไปในสิ่งที่ดีที่ควร แก้ไขข้อบกพร่องของตน และ การปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา ขันติ : มีความอดทนท่ีต้ังหน้าต้ังตาทำงาน ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยมุ่งมั่นอยู่ท่ีจุดหมายของงาน ไม่ท้อถอย หนักเอาเบาสู้ ไม่ หวั่นไหว แต่เป็นคนแข็งแกร่ง ทนทานต่ออุปสรรค จนสุดท้ายไปถึงซึ่งความสำเร็จของงาน หรือความสำเร็จในการบริหารงาน จาคะ : เป็นคนใจกว้างพร้อมรับฟังความทุกข์ ความ คิดเห็น และความต้องการของคนอ่ืน เป็นคนใจไม่คับแคบ เห็นแก่ตนหรือเอาแต่ใจตน แต่ พร้อมท่ีจะร่วมมือช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละแม้ความสุขสบายส่วนตนหรือ ผลประโยชน์ส่วนตนได้ การครองคน คือ การรู้จักคนอื่น มองคนอ่ืนในแง่ดี ในการทำงาน รว่ มกับคนอื่น จึงควรทราบหลักการครองใจคนตามหลักพุทธธรรม ดังน้ี 1. การรู้จักเสียสละ แบ่งปันด้วยจิตใจท่ีโอบอ้อมอารี(ทาน)เป็นการครองใจคนที่ดีวิธีหนึ่ง เพราะการเป็นผู้ให้ทุก อย่างแก่บุคคลอ่ืน ย่อมจะได้รับผลตอบแทนที่มีค่ามากกว่าส่ิงของท่ีให้ไป นั่นคือ ทำให้เกิด ความรัก ความศรัทธา 2. การรู้จักเลือกใช้วาจาที่อ่อนหวาน (ปิยวาจา) คนอ่ืนฟังแล้วสบาย ใจ อยากอยู่ใกล้ อยากคบค้าสมาคมด้วย ต้องมีความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ตาม ภาษิตที่ว่า “พูดเป็นนายใจเป็นบ่าว” 3.พลอยยินดีเม่ือผู้อื่นได้ดี(อัตถจรยิ า)ยกย่องชมเชยเม่ือ ผ้อู ื่นทำงานประสบความสำเร็จ ให้ความจริงใจ ให้ความช่วยเหลือในโอกาสอันควร 4.การทำ ตนให้เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย(สมานัตตตา) คือ การติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอย่าง

วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 743 สม่ำเสมอ ไม่ให้ขาดช่วงตอน ก็จะทำให้การทำงานร่วมกันอย่างต่อเน่ือง มีน้ำใจต่อกัน การ ครองงาน คือ การรู้จักงานท่ีตนเองกำลังทำ และทำงานอย่างมคี วามสุข รักและชอบในงานที่ ตนเองกำลังทำอยู่มีวิธีการครองงาน ดังน้ีคือ 1.ครองงานโดยใช้ความรู้และปัญญา กล่าวคือ ปัญญากับความรู้ต่างก็เก้ือกูลต่อกัน รู้จักการค้นหาความรู้ใหม่มาช่วยพัฒนางานท่ีตนเองทำ อยู่ให้ดีขึ้นอยู่เสมอ 2.ครองงานโดยใช้หลักธรรมมุ่งมั่นสูงความสำเร็จ คือ การมีใจรัก มีความ พากเพียรทำ ตั้งใจฝักใฝ่ และใช้ปัญญาไตร่ตรอง งานน้ันก็จะสำเร็จ เม่ืองานสำเร็จ การ ทำงานก็จะมีความสุข มีความรักในงาน 3. การให้ความรักและความเคารพในงานอาชีพของ ตน ไม่ดูถูกหรือให้ใครดูหม่ินในงานของตน มีจริยธรรมในอาชีพ คือการซ่ือสัตย์ต่องานใน หน้าท่ีของตน การการครองตน การครอง คนครองงานจะเห็นได้ว่าเป็นศิลปะการทำงานให้มี ความสุข บุคคลใดใช้หลักการตามท่กี ล่าวมาก็จะมคี วามสำเร็จในการทำงาน ฉะนั้น การครอง ตนก็คือการรู้จักตนเอง การครองคนคือการรจู้ ักผู้อ่ืน ส่วนการครองงานคือการมีสมาธิในการ ทำงาน เอกสารอ้างองิ กนก แสนประเสรฐิ . (2559). เอกสารประกอบการบรรยายพิเศษ : การประชมุ ผูบ้ ริหาร โรงเรียนพระปรยิ ัติธรรม แผนกสามัญศกึ ษาท่ัวประเทศ. วัดไรข่ งิ จ.นครปฐม. คารมณ์ เพียรภายลนุ . (2558). ความเปน็ ผูบ้ ริหารมอื อาชพี . วารสารวงการครู. พิมพ์ครง้ั ที่ 5. กรงุ เทพฯ : บ.ี เค. อนิ เตอร์ปริ้น. จำลอง นกั ฟ้อน. (2548). เสน้ ทางสนู่ กั บริหารการศึกษามืออาชพี . http://www.moe.go.th/wijai/road%20map.htm (26 ก.พ.2563). ชมพนู ชุ อัครเศรณี. (2547) ทำงานแบบไหนถึงจะเป็นมืออาชีพ ? ELLE hailand แอล. กรงุ เทพฯ : ศิรวิ ัฒนาอินเตอร์พรนิ ท์. พฤศจกิ ายน 2547. ณรงค์ ทรงอารมณ์. (2562) พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 เอกสาร ประกอบการบรรยายพิเศษ การประชุมผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนก สามญั ศึกษาทว่ั ประเทศ. วดั ไรข่ ิง จ.นครปฐม. ทองทพิ ภา วิริยะพันธ์. (2546), กลยทุ ธก์ ารสร้างความโดดเด่นสำหรบั ผบู้ รหิ าร. กรงุ เทพฯ : อนิ ฟอร์มีเดยี บคุ๊ ส์.

744 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ปิยพจน์ ตลุ าชน. (2549) การบรหิ ารและพฤติกรรมองค์การ. กรงุ เทพ ฯ : บุ๊ค พอยท์. บันทอน สุธีโร. (2560) ยุทธศาสตร์บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาสังกัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . หวน พินธุพันธ์. (2549) การบริหารการศกึ ษา : นักบริหารมืออาชพี . พิมพ์ครั้งท่ี 2, นนทบุรี : พนิ ธุพันธ์การพมิ พ์. เหมรัฐ อินสขุ , นริ ุตติ ครุฑหลวงและสมชาติ บญุ มตั .ิ (2552). การศึกษาคุณลักษณะความ เป็นมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาพิษณุโลก เขต 1. บณั ฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลัยนเรศวร.

เร่ืองเลา่ พระพุทธเจ้าผจญมารในสือ่ ร่วมสมัย : การสบื ทอดขนบวรรณคดีคำสอน Narrative of Buddha’s Confrontation with Mara in Contemporary Media: Transmission of Teaching Traditional Literature 1พรพิมล เพ็งประภา และ 2กิตติยา คุณารักษ์ 1Pohnpimon Phengprapha and 2Kittiya Khunarak มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตศรีลา้ นชา้ ง, ประเทศไทย Mahamakut Buddhist University Srilanchang Campus, Thailand. [email protected], [email protected] Received May 10, 2020; Revised July 12, 2020; Accepted August 25, 2020 บทคัดยอ่ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาการสืบทอดขนบวรรณคดีคำสอนเร่ืองเล่า พระพุทธเจ้าผจญมารในส่ือร่วมสมัย โดยศึกษาเร่ืองเล่าการผจญมารทั้ง 8 เหตุการณ์ในบท สวดมนต์พุทธอฏั ฐชยมงคลคาถาหรือท่ีรูจ้ ักกันในช่ือบท“พระคาถาพาหุง”ท่ไี ด้รบั การผลิตซ้ำ ในส่ือร่วมสมัยประเภทส่ือสิ่งพิมพ์ จำนวนท้ังส้ิน 17 สำนวน ผลการศึกษาพบว่า เร่ืองเล่า พระพุทธเจ้าผจญมาร 8 เหตุการณ์ในส่ือร่วมสมัยมีการสืบทอดขนบวรรณคดีคำสอนอย่าง ชดั เจน โดยนำเสนอผ่านกลวธิ ีการสอน 4 ลักษณะ ได้แก่ 1) กลวธิ ีการสอนแบบตรงไปตรงมา 2) กลวิธีการสอนโดยการสอดแทรกทัศนะหรือคำสอนของผู้เขียน 3) กลวิธีการถามตอบ ปัญหาธรรม และ 4) กลวิธีการสอนผ่านพฤติกรรมและคำพูดของตัวละคร อีกประการหน่ึง เร่ืองเล่าพระพุทธเจ้าผจญมารยังสะท้อนให้เห็นการดำรงอยู่และพลวัตของวรรณคดีพุทธ

746 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ประวัติตอนสำคัญในฐานะเรื่องเล่าที่ได้รับการผลิตซ้ำในพื้นที่ร่วมสมัยท่ีมีความเป็นสากล ส่งผลให้เกิดความรับรู้เรือ่ งเลา่ พระพทุ ธเจา้ ผจญมารของผคู้ นในวงกวา้ งมากยงิ่ ขน้ึ คำสำคัญ: เร่ืองเล่าพระพุทธเจ้าผจญมาร, สือ่ รว่ มสมัย, การสืบทอด, ขนบวรรณคดคี ำสอน Abstract The objective of the academic article was to study the transmission of teaching traditional literature on the narrative of the Buddha’s Confrontation with Mara in contemporary media. The study was focused on the narrative on the Buddha’s encounter with Mara in eight events appearing in the Attha- Chayamankala Buddha’s Chanting on the Eight Auspicious Victories, so-called Bahungmahaka (Phra Gatha Bahung in Thai). In addition, the reproduction of the narrative was totally found in seventeen printed versions of contemporary media. The study found that the narrative of the Buddha’s eight victories in those contemporary printings was distinctly based on the transmission of teaching traditional literature. It was presented through four teaching techniques including: 1) direct instruction; 2) infusion instruction by inserting the author’s view or teaching; 3) questioning instruction on Dhamma issues; and 4) role-playing instruction from the actors’ behavior and speech. In addition, the narrative of the Buddha’s confrontation with Mara reflected the existence and dynamics of the Buddhist literature, which was said of important episodes of the Life of the Buddha as a story that was reproduced in the contemporary areas regarded as universal. As a result, the narrative of the Buddha’s Encounter with Mara was perceived on a wider level. Key words: Narrative of Buddha’s Confrontation with Mara, Contemporary Media, Transmission, Teaching Traditional Literature

วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 747 บทนำ บทสวดมนต์พุทธอัฏฐชยมงคลคาถาหรือทีม่ ักเรียกว่า ‘พระคาถาพาหุง’ ตามวรรค แรกของพระคาถา ใช้สวดสรรเสริญชัยชนะแปดประการท่ีพระพุทธองค์ทรงมีเหนือมนุษย์ อมนษุ ย์ เทวดาและสัตว์เดรัจฉาน ด้วยธรรมานุภาพ โดยบทสวดมนต์พุทธอัฏฐชยมงคลคาถา นี้ ไม่ได้เป็นคาถาท่ีมีบรรจุไว้ในพระไตรปิฎก กล่าวคือไม่ใช่คาถาที่แต่งขึ้นในสมัยพุทธกาล เหมือนคาถาหรือบทสวดอื่นๆ เช่น กรณียเมตตาสูตรหรือบรรดาบทสวดมนต์ต่างๆ ท่ีเรียกว่า พระปริตรมีธชัคคปริตร เป็นตน้ ด้วยเหตุทบ่ี ทสวดมนต์ดงั กล่าวสามารถค้นหาที่มาได้แม้จะมี อายุกว่า 2500 ปีแล้วก็ตาม แต่สำหรับบทสวดมนต์พุทธอัฏฐชยมงคลคาถานี้ เป็นบทสวดที่ ได้รับการแต่งข้ึนใหม่จัดว่าเป็นบทสวดมนต์หรือคาถาประเภทฎีกาเพราะเป็นคาถาท่ี นักปราชญ์ในยุคหลังแต่งข้ึน โดยนำเอาเหตุการณ์ในพระไตรปิฎกที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ในตอนที่พระพุทธองค์ทรงใช้พุทธวิธีเพ่ือเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ท้ัง 8 เหตุการณ์ มาแต่งเป็น คาถาร้อยกรองไว้เป็นหมวดหมู่ได้ 8 บทและนำไปสวดในพิธีต่างๆ จนเป็นที่นิยมกันในหมู่ ประชาชนชาวพุทธในหลายประเทศ อาทิ ไทย พม่า ลังกา ลาว เป็นต้น (สวัสดิ์ พัฒน์เกดิ ผล, 2509: 178) อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเนื้อหาในบทสวดมนต์พระคาถาพาหุงได้รับการผลิตซ้ำ ในฐานะเรื่องเล่าการผจญมารของพระพุทธเจ้าหลากหลายรูปแบบนอกเหนือไปจากบทสวด มนต์และภาพจิตรกรรมฝาผนัง อาทิ การสร้างสรรค์เร่ืองเล่าพระพุทธเจ้าผจญมารในสื่อร่วม สมัยท้ังสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ท่ีแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน ศาสนากับสื่อ ดังที่กาญจนา แก้วเทพ (2554: 26) กล่าวว่า สถาบันศาสนาและสื่อมวลชนมี ความจําเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันในโลกยุคโลกาภิวัตน์ท้ังความสัมพันธ์ด้านสังคมและ ความสัมพันธ์ส่วนตัว ดังจะเห็นปรากฏการณ์การแปรรูปชาดกในพระไตรปิฎกเป็นนิทาน การต์ นู เพราะศาสนามองวา่ การปรับเปลย่ี นรูปแบบเนือ้ หาทางศาสนาโดยนําเสนอผ่านส่ือนั้น เป็นเคร่อื งมือหรือชอ่ งทางหนึ่งในการเผยแพร่คําสอนศาสนา ด้วยเหตุน้ี ผู้เขียนจึงสนใจท่ีจะศึกษาการสืบทอดขนบวรรณคดีคำสอนเรื่องเล่า พระพุทธเจ้าผจญมารในส่ือร่วมสมัย เพ่ือช้ีให้เห็นว่าชัยชนะอันเป็นมงคลท้ัง 8 ประการของ พระพุทธองค์นั้นล้วนแสดงให้เห็นรูปแบบการแก้ไขปัญหารวมถึงวธิ ีการรับมือกับสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่ยังคงสามารถนำมาเป็นแบบอย่างและปฏิบัติได้จริงท้ังในระดับตนเอง ครอบครัว และสงั คม อกี ประการหนึ่งเพอื่ สะท้อนใหเ้ ห็นการดำรงอยู่และพลวัตของวรรณคดพี ทุ ธประวัติ

748 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ตอนสำคัญในฐานะเร่ืองเล่าที่ได้รับการผลิตซ้ำในพ้ืนที่ร่วมสมัยที่มีความเป็นสากล ส่งผลให้ เกดิ ความรบั ร้เู รอ่ื งเลา่ พระพทุ ธเจ้าผจญมารของผูค้ นในวงกว้างมากยิง่ ข้ึน ความสำคญั ของเร่อื งเลา่ พระพทุ ธเจา้ ผจญมาร เรื่องเล่าพระพทุ ธเจ้าผจญมารเป็นเร่ืองราวอันมีที่มาจากพระไตรปิฎกซ่ึงเป็นคมั ภีร์ สำคัญทางศาสนาที่ได้รับการเรียบเรียงขึ้นเป็นบทสวดมนต์ในชื่อบทสวดมนต์พุทธอัฏฐชย มงคลคาถา ต่อมาเรื่องราวการผจญมารท้งั 8 เหตุการณ์นี้ ได้รบั การผลิตซ้ำและสร้างสรรค์ใน ฐานะเรื่องเล่าในส่ือร่วมสมัยหลากหลายรูปแบบ ทั้งในลักษณะการนำเสนอรวมกับพุทธ ประวัติและนำเสนอเฉพาะเหตุการณ์ โดยมีสาระสำคัญคือมุ่งเน้นที่จะนำเสนอหลักธรรมอัน เป็นประโยชน์ที่พุทธศาสนิกชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในสังคมยุคปัจจุบันผ่านเร่ืองราว การผจญมารทั้ง 8 เหตุการณ์ของพระพุทธองค์ที่แสดงให้เห็นช่วงเวลาท่ียากลำบากทั้งก่อน และหลงั การตรัสร้ธู รรมดังที่ พิสทิ ธ์ิ กอบบุญ (2548: 255) กลา่ วว่า วรรณคดีพุทธศาสนาของ ไทยน้ันมีพันธกิจในฐานะเป็นวรรณคดี คำสอน กล่าวคือ เป็นวรรณคดีที่มุ่งเน้นจะเสนอสาระ หลักธรรมอันเป็นหลักของพุทธศาสนามีลักษณะของคำสอนท้ังในระดับโลกียธรรมและ โลกุตรธรรม ดังน้ัน เร่ืองเล่าพระพุทธเจ้าผจญมารจึงนับเป็นวรรณคดีคำสอนอีกเร่ืองหนึ่งที่ ยังคงได้รับการผลิตซ้ำในสื่อร่วมสมัย โดยยังคงสืบทอดลักษณะสำคัญในฐานะวรรณคดีคำ สอนด้วยการนำเสนอผ่านกลวิธีการสอน ดงั น้ี 1. กลวธิ ีการสอนแบบตรงไปตรงมา จากการศึกษาพบว่า เร่ืองเล่าพระพุทธเจ้าผจญมารในสื่อร่วมสมัยหลายสำนวน นิยมนำเสนอด้วยกลวธิ ีการสอนแบบตรงไปตรงมา โดยเฉพาะอย่างย่ิงส่ือสิ่งพิมพ์ประเภทบท สวดและตำนาน ซ่ึงนอกจากหลักธรรมคำสอนจะแทรกอยู่ในเหตุการณ์ บทสนทนาหรือ พฤติกรรมของตัวละครในเร่ืองแล้ว ยังมีส่วนที่ผู้เขียนอธิบายหรือตีความหลักธรรมคำสอน จากเรื่องเล่าในแต่ละเหตุการณ์เพ่ิมเติมให้ผู้อ่านได้แง่คิดหรือแนวทางปฏิบัติท่ีชัดเจนย่ิงขึ้น อาทิ หนังสือพาหุง มนต์แห่งชัยชนะของสำนักพิมพ์ธนชัยรุ่งเรืองพัฒนาจำกัด เป็น หนังสือบทสวดมนต์ท่ีบอกเล่าเร่ืองราวการผจญมารทั้ง 8 เหตุการณ์ด้วยสำนวนของผู้เขียน เอง โดยในตอนท้ายของเร่อื งเล่าการผจญมารในแต่ละเหตุการณ์ผู้เขียนจะอธิบายและตคี วาม

วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 749 ธรรมท่ีเป็นธรรมวิธีที่พระพุทธองค์ทรงใช้เพื่อเอาชนะมารแต่ละเหตุการณ์ด้วยภาษาท่ีเข้าใจ งา่ ยอีกท้ังยังช่วยให้ผอู้ ่านไม่มีความรู้สึกว่าหลักธรรมนั้นๆ เป็นเรื่องไกลตัวหรอื เป็นเรอื่ งยากที่ จะปฏิบัติ หนังสือเล่มน้ียังช่วยยืนยันความคิดท่ีว่าพุทธวิธีท่ีพระพุทธเจ้าทรงกระทำมาน้ัน พทุ ธศาสนกิ ชนกส็ ามารถนำมาปรับใช้ไดเ้ ชน่ เดียวกัน ดงั ตวั อย่าง “ตีความปริศนาธรรม: พระพุทธเจ้าชนะนางจิญจ มาณวิกา ด้วยความสงบพระทัยอันงดงาม ปริศนาสอนว่าชนะวจี ทุจริต (การประพฤติช่ัวทางวาจา) ด้วยการหม่ันฝึกฝนจิตตนให้ อดทน อดกลั้น (ขันติ) ต่อภาวการณ์นั้นๆ เม่ือจิตถูกฝึกบ่อยๆ จะ พัฒนาข้ึนเป็นความทนทาน ไม่หวั่นไหวาต่อวจีทุจริตใดๆ จนกระท่ังจิตบังเกิดความสงบเสง่ียม (โสรัจจะ) หากเม่ือใดต้อง เผชิญภาวการณ์เช่นน้ันอีก จิตที่ฝึกไว้อย่างดีแล้วจักควบคุม พฤติกรรมทางกาย วาจา ใจให้สงบงามดังนั้น ขันตกิ ับโสรจั จะเป็น ธรรมทใี่ ช้ค่กู ัน หมน่ั ฝึกฝนธรรมคู่นีเ้ สมอๆ จกั บังเกิดความสง่างาม ในตนและงดงามตอ่ ผพู้ บเหน็ (พาหงุ มนต์แหง่ ชัยชนะ, 2556: 64) หนังสือพาหุง ชัยชนะแหง่ พุทธะ เขียนโดย จิด-ตระ-ธานี หนังสือเล่มนีใ้ นตอนต้น ของแต่ละเรื่องจะเขียนบทสวดมนต์พุทธชัยมงคลคาถาด้วยกัน 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาบาลีและภาษาอังกฤษจากนั้นจึงจะเล่าเร่ืองราวเหตุการณ์การผจญมารในสำนวนของ ผู้เขียนเอง ทั้งนี้ในตอนต้นของเรื่องเล่าผู้เขียนจะกล่าวถึงลำดับคาถาตามด้วยการกล่าวถึง เหตุการณ์การผจญมารโดยสรุปและจะกล่าวเสริมว่าคาถาบทน้ันๆ สามารถใช้ได้ในกรณีใด ดงั ตัวอย่าง “พุทธชัยมงคลคาถาบทน้ี เป็นคาถาบทท่ี 2 กล่าวถึง ชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีต่ออาฬวกยักษ์ซ่ึงเป็นยักษ์ที่ดุร้าย ใจคอโหดเห้ียมเต็มไปด้วยโทสะ แตพ่ ระพุทธเจ้าก็ทรงเอาชนะ ได้ด้วยขันติบารมี คาถาบทน้ีนิยมใช้สำหรับการเอาชนะศัตรู ผู้มจี ิตใจหยาบกระดา้ ง ศตั รผู ู้เปน็ อันธพาล เปน็ ต้น ทม่ี าของ ชัยชนะคร้ังนี้ เกิดข้ึนในพรรษาที่ 16 มีรายละเอียดดังนี้...” (จิด-ตระ-ธานี (นามแฝง, 2556: 22)