350 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 เพื่อมุ่งหวังให้ครูผู้สอนพัฒนาการจัดการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคชั่นและมุ่งเน้นพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในลักษณะเชิง รกุ และสรา้ งบรรยากาศเชงิ บวกของช้นั เรียนตอ่ ไป วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั 1. เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับครูในโรงเรียนสังกัด สำนกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษานครศรธี รรมราช เขต 2 2. เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ส่ือแอพลิเคช่ันสำหรับครูใน โรงเรยี นสังกดั สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรธี รรมราช เขต 2 3. เพื่อนำเสนอการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคช่ันสำหรับครูใน โรงเรียนสงั กัดสำนกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 วิธีดำเนนิ การวิจยั การวิจัยน้ี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผู้วิจัยได้ดำเนินการ วิจยั เปน็ 3 ข้ันตอน ดงั นี้ 1. ขัน้ ตอนการศกึ ษาสภาพปัจจบุ ัน ก า ร ศึ ก ษ า ส ภ า พ ก า ร จั ด ก า ร เรี ย น รู้ ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ ส ำ ห รั บ ค รู ใน โร ง เรี ย น สั ง กั ด สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรธี รรมราช เขต 2 ได้กำหนดดังน้ี การศึกษา เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) จากผู้มีส่วน เก่ียวข้อง จำนวน 15 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน ครูผู้สอนวิชา ภาษาองั กฤษ จำนวน 10 คน ผ้วู ิจัยไดใ้ ช้เครือ่ งมือในการวิจัย ได้แก่ แบบการสัมภาษณ์เชงิ ลึก (In-depth interview) ซึ่งมีลำดับขั้นในการสร้างเครื่องมือ ดังนี้ 1) ศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเก่ียวกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ส่ือแอพลิเคช่ัน 2) กำหนดประเด็นการร่างแนวทาง 3) นำร่างแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษท่ีได้ไปปรึกษาอาจารย์ ที่ปรึกษา และปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ 4) ปรับร่าง แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรภู้ าษาอังกฤษเป็นประเด็นคำถามในการสัมภาษณ์เชงิ ลึก
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 351 2. ขน้ั ตอนการพฒั นาการจดั การเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใชส้ อ่ื แอพลิเคชั่น การศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคช่ัน สำหรบั ครูในโรงเรียนสงั กัดสำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ได้กำหนด การร่างแบบการสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 4 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 1 คน ศึกษานิเทศก์ จำนวน 1 คน และครูผู้สอนวชิ าภาษาอังกฤษ 2 คน ผู้วิจัยได้ใชเ้ ครือ่ งมือในการ วิจัย ไดแ้ ก่ แบบสมั ภาษณ์เชิงลกึ ซ่ึงมีลำดบั ขั้นในการสร้างเครือ่ งมือ ดงั นี้ คือ 1) ร่างแนวทาง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคช่ัน จากการค้นคว้าเอกสาร เพิ่มเตมิ และ 2) นำรา่ งแนวทางท่ไี ด้ ไปสมั ภาษณ์ผเู้ ช่ียวชาญ และปรับปรงุ ตามขอ้ เสนอแนะ 3. ข้ันตอนการนำเสนอการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิ เคช่ัน การนำเสนอการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคช่ันสำหรับครู ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยใช้ เอกสารสนทนากลุ่ม ดำเนินการจัดการสนทนากลุ่ม โดยการใช้ห้องประชุมหรือสถานที่ท่ี พิจารณาเห็นว่ามีความเหมาะสมในการจัดการสนทนากลุ่ม โดยมีการบันทึกภาพเคล่ือนไหว ภาพนิ่ง เทปเสียง และจดบันทึกในดำเนินการการสนทนากลุ่ม และสรุปผลการพัฒนาการ จัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคชั่นสำหรับครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขต พ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต ๒ จากข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่ีได้ จากการสนทนากลุ่ม ผลการวจิ ยั ผลการวิจัยการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ส่ือแอพลิเคชั่นสำหรับ ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 สรุป ผลไดด้ งั นี้ 1.ส ภ าพ ก ารจั ด ก ารเรีย น รู้ภ าษ าอังก ฤษ ใน โรงเรีย น สั งกัด ส ำนั ก งาน เขต พื้ น ที่ การศึกษาประถม ศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 พบว่า ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ซึ่งโรงเรยี นส่วนใหญ่มี กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P, Pre-While-Post, Bottom up และการใช้ส่ือ
352 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) Interactive software ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ท่ี เป็นแบบเก่า ไม่มีความ หลากหลาย ไม่นา่ สนใจ และเนน้ ตัวครผู ูส้ อนเป็นสำคญั 2. การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคช่ันสำหรับครูใน โรงเรียนสังกัด สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ประกอบดว้ ย หลกั การ วตั ถปุ ระสงค์และกระบวนการ 2.1 หลักการ ภาษาอังกฤษเป็นภ าษาสากลที่มีความสำคัญ และมีความจำเป็นใน ชีวิตประจำวันโดยเฉพาะการ ส่ือสารในยคุ ปจั จบุ นั จำเปน็ ต้องพฒั นาท้ัง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน โดยมีการจัดกระบวนการเรียนรู้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนฝึกทักษะ การคิด การจัดการ การเผชิญ และการประยุกต์ความรู้มาใช้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการ พัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ ซ่ึงในโลกปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้าน เทคโนโลยีช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในรูปแบบใหม่ได้หลากหลาย ผู้บริหาร สถานศึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษา สง่ เสริม สนับสนุน อำนวยความสะดวกแก่ครูผู้สอน โดยการจัดหาสอ่ื อปุ กรณ์ บรหิ ารจัดการ วางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และส่งเสริมให้ครูผู้สอนจัดการเรียนรู้ ภาษาองั กฤษแบบเชิงรุกโดยการนำสือ่ แอพลเิ คชั่นมาใชก้ ารจดั การเรยี นสอนภาษาองั กฤษ 2.2 วัตถปุ ระสงค์ 1)เพ่ือส่งเสริมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและสื่อแอพลิเคชั่นมาใช้ในการ พัฒนาการจดั การเรยี นรภู้ าษาอังกฤษ 2) เพ่ืออำนวยความสะดวกให้แก่ครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ภาษาองั กฤษ 2.3 การดำเนินงาน 1) วางแผน - ประชุมชีแ้ จงจดั วางบคุ ลากร - แต่งต้ังคณะทำงานท่รี บั ผดิ ชอบ - ศกึ ษาวิเคราะหห์ ลักสตู รและเอกสารท่ีเกี่ยวข้อง - เตรียมความพร้อมส่อื แอพลิเคชน่ั
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 353 2) พฒั นาบุคลากร - การใช้เทคโนโลยี - การใชส้ ื่อแอพลเิ คชั่น 3) นิเทศติดตาม - ส่งเสริมสนับสนนุ - กำกบั ติดตาม - แก้ปญั หา 4) การให้ข้อมลู ยอ้ นกลับ - วดั และประเมินผล - เสนอแนะ - นำข้อมูลมาปรับปรงุ การจดั การเรยี นรูภ้ าษาอังกฤษทงั้ 4 ทักษะ คือ (1) ทักษะดา้ นการฟัง ใช้ส่ือแอพลิ เคชนั่ Echo English, TedTube และ Youtube (2) ทักษะดา้ นการพดู ใช้ส่ือแอพลิเคช่ัน Echo English, Speaking English-Learn to Speak และ Cambly (3) ทักษะดา้ นการ อา่ น ใช้ส่อื แอพลิเคชัน่ Duolingo, Echo English แบะ Memrise (4) ทกั ษะด้านการเขยี น ใช้สอื่ แอพลเิ คชน่ั Duoingo, Johnny Grammar และ Phrasal stein ทัง้ น้ี ทงั้ 10 แอพลิ เคชั่น สามารถบูรณาการนำไปใชไ้ ด้ท้ัง 4 ทักษะ 3. การนำเสนอการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคช่ัน สำหรับครใู นโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรธี รรมราช เขต 2 พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิได้ตรวจสอบและได้ให้ความเห็นว่าแนวทางการจัดการเรียนรู้น้ีมีความ เหมาะสม มีความเปน็ ไปได้ และสามารถนำไปสกู่ ารปฏิบัตไิ ด้จริง
354 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) อภปิ รายผล จากการศึกษาวิจัย เร่ืองการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ส่ือแอพลิ เคช่ันสำหรับครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 มีผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลที่ควรนำมาอภิปรายดังน้ี 1. สภาพการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 พบว่า ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษท้ัง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน ซ่ึงโรงเรียนส่วนใหญ่มี กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P, Pre-While-Post, Bottom up และการใช้สื่อ Interactive software ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ท่ี เป็นแบบเก่า ไม่มีความ หลากหลาย ไม่น่าสนใจและเน้นตัวครูผู้สอนเป็นสำคัญ ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจยั ของ ทิพาชา นวลหลง (2557: 491) ได้ทำการศึกษาวิจัยเร่ืองสภาพและปัญหาในการจัดการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 4-6 เครือข่ายกลุ่มโรงเรียนดาราราชวทิ ย์ สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรท่ีใช้ในการ จัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษส่วนใหญ่นำมาจากหลักสูตรแกนกลาง ครูส่วนใหญ่ใช้ซีดีเป็น ส่ือ สื่อส่วนมากซ้ือด้วยงบประมาณของโรงเรียน ครูผลิตขึ้นเองและนักเรียนช่วยกันทำ โรงเรียนส่วนมากมีห้องปฏิบัติการภาษาอังกฤษไม่พียงพอ อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการไม่ ครบถ้วนหรือใช้ไม่ได้และไม่เพียงพอ นักเรียนมีทัศนคติต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษใน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก นักเรียนในโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดเล็กมีทัศนคติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ในเรื่องวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ทำให้ เป็นคนกล้าแสดงออกและการเรียนวิชาภาษาอังกฤษช่วยให้ชีวิตก้าวหน้า ผู้ปกครองมีความ พงึ พอใจตอ่ การจดั การเรยี นรู้ภาษาอังกฤษมาก ผู้ปกครองโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเลก็ มี ความพึงพอใจการรายงานผลการเรียนของนักเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ปัญหาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่รุนแรงมากท่ีสุดคือสื่อการเรียนรู้วิชา ภาษาอังกฤษไม่เพียงพอ ครูมีภาระงานนอกเหนือจากการสอนวิชาภาษาอังกฤษมากเกินไป ระดับรุนแรงมากได้แก่ครขู าดความรคู้ วามเข้าใจในหลักสูตรวชิ าภาษาอังกฤษ สื่อไมเ่ หมาะสม กับเน้ือหาที่สอน ครใู ช้ภาษาอังกฤษไมค่ ล่อง ครขู าดความชำนาญในการสอนและงบประมาณ ไม่เพียงพอ โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 355 ระดับ .05 เรื่องเน้ือหาในหลักสูตรไม่เหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียน ครูใช้ภาษาอังกฤษ ไม่คล่อง คุณวฒุ ิครูไมต่ รงเอก ครูใชภ้ าษาและสอ่ื ความหมายกบั นักเรียนไมถ่ ูกต้องและครูขาด ความชำนาญในการสอนและสอดคล้องกับงานวิจัยของอิชยา กองไชย (2560:206) ได้ ทำการศกึ ษาวิจัยเรื่อง การศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเครือข่ายอุเทน โนนตาล อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ผลการวจิ ัยพบวา่ ครผู ู้สอนระดับชั้นประถมศึกษา ท่ีสอนวิชาภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ไม่จบสาขาวิชาท่ีเกี่ยวข้องกับการสอนภาษาอังกฤษ เพราะ สภาพการสอนดา้ นการฟงั และการพูดท่ีใชก้ ันมากท่ีสุดคือการฝกึ ออกเสียงคำ สว่ นดา้ นการฟัง และการพูดท่ีใช้กันน้อยท่ีสุดคือ ใช้เกมส์หรือกิจกรรมส่ือสารท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึก สนทนาซ้ำๆจนชำนาญ ด้านการอ่านและการเขียนพบว่าสภาพการจัดการเรียนการสอนที่ นิยมใช้กันมากท่ีสุดคือ ให้ผู้เรียนฝึกทำใบงานใบความรู้และหนังสืออ่านเพิ่มเติมและสภาพ การจัดการเรียนการสอนที่นิยมใช้กันน้อยท่ีสุด คือ ให้ผู้เรียนอ่านออกเสียงการจัดชั้นเรียน และสิ่งแวดล้อมระหว่างการเรียน มีการจัดป้ายคำศัพท์และรูปภาพคำศัพท์ในห้องเรียนมาก ที่สุด ส่วนท่ีใช้น้อยท่ีสุดคือมีเคร่ืองเสียง สื่อวีดีทัศน์สำหรับการฟังและพูดวิธีการวัดผลการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษ ครูให้คะแนนชิ้นงานและการใช้แบบทสอบในการสอบท้ายบทเรียนและ ปลายภาค ด้านปัญหาที่พบมากคือครูผู้สอนไม่มีความชำนาญหรือเช่ียวชาญในการสอน ภาษาอังกฤษ ขาดแรงจงู ใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ 2. การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคชั่นสำหรับครูใน โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์และ 3) กระบวนการ ซึ่งเป็นผลจากการศึกษา เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง จากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน วชิ าภาษาองั กฤษ ซง่ึ ผลการวิจยั พบวา่ ผ้เู ช่ยี วชาญ ไดต้ รวจสอบแนวทางการพัฒนาการจัดการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ส่ือแอพลิเคชั่นสำหรับครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ี การศกึ ษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 มคี วามเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง สอดคล้องกับงานวิจยั ของวิลดา ศรีทองกลุ (2562) พบว่า 1) ผลการประสิทธิภาพของการใช้ แอพลิเคช่ัน Echo English ปรากฏว่ามีประสิทธิภาพ 87.02/14 ซ่ึงมีประสิทธิภาพสูงกว่า เกณฑ์ ท่ีกำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังการเรียนของนักศึกษาใน วชิ าภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรยี น คะแนน ก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 26.88 และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 6.64 คะแนนหลังเรียนโดยรวมมีคะแนน
356 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) เฉลี่ย เท่ากับ 51.08 และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน เท่ากับ 3.01 3) ผลความพึงพอใจของ นกั ศึกษาพบว่า มภี าพรวมอย่ใู นมคี วามพงึ พอใจใน ระดับมาก ( = 4.27, S.D. = 0.12) 3. ผลการนำเสนอการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ส่ือแอพลิเคช่ัน สำหรับครใู นโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 พบว่า การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้โดยให้ ปรับในขั้นตอนการให้ข้อมูลย้อนกลับ โดยให้เพิ่มเติมข้อเสนอแนะและนำข้อมูลมาปรับปรุง เพ่ือมีการตรวจสอบว่าแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ส่ือแอพลิ เคช่ันมีคุณภาพจริง ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของและสอดคล้องกับงานวิจัยของปวีณนุช พุ่ม จติ และอังค์วรา เหลืองนภา (2555:51) ได้ทำวิจัยเรื่อง การใช้แอพลิเคชั่นในการพัฒนาทักษะ ภาษาอังกฤษด้านการฟัง พบว่า แอพลิเคชั่นท่ีถูกนำมาใช้เพ่ือการพัฒนาทักษะด้านการฟัง ภาษาอังกฤษของนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มากท่ีสุด คือ You tube โดยนักศึกษาส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าแอพลิเคช่ันดังกล่าวมีส่ือการสอนท่ีหลากหลาย ไม่ว่าจะ เป็นการดูหนัง ฟังเพลงสากล หรือติดตามรายการสอนภาษาจากยูทูปเบอร์ช่ือดังท่ีมีมากมาย หลากหลายให้เลือกชม ทำให้เกิดความเพลิดเพลินและไม่เกิดความน่าเบ่ือหน่ายที่จะเรียนรู้ รองลงมา คือ แอพลิเคชั่น BBC Learning English โดยนักศึกษาให้เหตุผลในการเลือกใช้แอ พลิเคช่ันดังกล่าวว่าเป็นการใช้เพ่ือการฝึกฟังสำเนียงและการออกเสียงสำเนียงที่ถูกต้อง และ สอดคล้องกับงานวิจัยของวรมณียา สุรธรรมจรรยา (2558:73) ได้วิจัยเรื่อง ผลการใช้แอพลิ เคช่ันสำหรับสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษบนแท็บเล็ตวิชาภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที ่ี 2 สังกัดสำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 พบว่า แอ พลิเคช่ันสามารถทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลาตามท่ีต้องการ และยังเป็นสอื่ ที่ตอบสนองต่อการเรยี นรู้รายบุคคลได้ องคค์ วามรู้ทไ่ี ด้จากการศึกษา จากการวิจัยเก่ียวกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิ เคช่ันสำหรับครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา มีการส่งเสริม ให้ครูผู้สอนมีการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ส่ือแอพลิเคช่ัน โดยมีการ 1) วางแผน;
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 357 ประชุมช้ีแจงจัดวางบุคลากร แต่งตั้งคณะทำงานที่รับผิดชอบ ศึกษาวิเคราะห์หลักสูตรและ เอกสารที่เกย่ี วข้อง และตรยี มความพรอ้ ม 2) พัฒนาบุคลากร; การใช้เทคโนโลยแี ละการใช้สื่อ แอพลิเคชั่น 3) นิเทศติดตาม; ส่งเสริมสนับสนุน กำกับติดตามและแก้ปัญหาและ 4) การให้ ข้อมูลย้อนกลับ; วัดผลและประเมินผล ซึ่งการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ส่ือแอพลิ เคช่ันสำหรับครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 พบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่มีความสนใจแนวทางการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อ แอพลิเคช่ัน เพราะมกี ารใช้สื่อทีท่ ันสมัย มีความหลากหลาย สามารถเอ้ืออำนวยความสะดวก ในการจัดการเรียนรู้แก่ครผู ู้สอน ผู้เรียนจะรู้สึกเพลดิ เพลิน ไม่เกดิ ความเบ่ือหน่าย และมีเจต คตทิ ดี่ ีทจ่ี ะเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เอกสารอา้ งองิ กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2561). หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2561. กรุงเทพฯ : โรงพิมพช์ มุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตร แหง่ ประเทศไทย. ______.(2561). หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2561.กรุงเทพฯ : โรง พิมพช์ มุ นุมสหกรณ์การเกษตร แห่งประเทศไทย. ______.(2557). แนวปฏบิ ตั ติ ามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เร่ือง นโยบายการปฏิรูปการ เรยี นการสอนภาษาอังกฤษ. กรงุ เทพฯ : จามจรุ โี ปรดักส์ จำกัด. ทพิ าชา นวลหลง. (2557). “สภาพและปัญหาในการจัดการเรยี นร้ภู าษาอังกฤษ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีท่ี 4-6 เครอื ขา่ ยกลุ่มโรงเรียนดาราราชวิทย์ สำนักงานเขตพน้ื ท่ี การศกึ ษาประถมศกึ ษาอตุ รดิตถ์ เขต 1” บทความวิชาการ: มหาวิทยลัยราชภฏั ภาคเหนอื , ครงั้ ท่ี 15. ปวีณนุช พ่มุ จติ และอังค์วรา เหลอื งนภา. (2561), “การใช้แอพลิเคชั่นในการพัฒนาทกั ษะ ภาษาอังกฤษดา้ นการฟงั ”. วารสาร: มหาวิทยาลยั ราชภฎั สวนสนุ ันทา, ปที ี่ 1 ฉบับท่ี 1, (มกราคม, 2561). วรมณียา สรุ ธรรมจรรยา, (2558), ผลการใช้แอพลิเคชัน่ สำหรับสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษบน แท็บเลต็ วชิ าภาษาอังกฤษสำหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 สงั กดั สำนกั งานเขต พนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาราชบุรี เขต 2, บัณฑิตวิทยาลยั :มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.
358 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) วลิ ดา ศรีทองกลุ . (2562). “การพัฒนาทกั ษะการฟัง-พดู ในวชิ าภาษาอังกฤษเพ่ือการส่ือสาร ของนักศึกษามหาวิทยาลยั ราชภัฏธนบุรี สมทุ รปราการ โดยใชแ้ อพลเิ คช่ัน Echo English”. บทความวชิ าการ: มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั ธนบุรี, ปที ี่ 2 ฉบับวนั ท่ี 3, (กันยายน-ธนั วาคม, 2562). อิชยา กองไชย. (2560). “การศึกษาสภาพการจดั การเรียนการสอนภาษาองั กฤษเครือขา่ ย อุเทน โนนตาล อำเภอทา่ อุเทน จงั หวัดนครพนม”.วารสารการบรหิ ารการนิเทศ การศึกษา: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ปีท่ี 8 ฉบับท่ี 3, (กันยายน-ธันวาคม, 2560).
การบริหารจดั การตามหลกั ไตรสิกขาในโรงเรยี นสามญั ศกึ ษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักงานศกึ ษาธกิ าร จังหวดั นครศรีธรรมราช Administrative Management According to Trisikkha Principle in Wat Chaeng General Education School under Nakhon Si Thammarat Provincial Education Office, Nakhon Si Thammarat Province 1สมชาย พูลพงศ์, 2พระมหาสุพจน์ สุเมโธ, 3พระครูพิจติ รศภุ การและ 4วันฉตั ร ทพิ ยม์ าศ, 1Somchai Poonpong, 2Phramahasupot Sumedho 3Phrakhru Pichitsupakarn and 4Wanchat Thippamas 1,2,3มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ประเทศไทย 4วทิ ยาลัยเทคโนโลยที ักษณิ อาชีวศกึ ษา, ประเทศไทย 1,2,3Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand. 4Vocational Technology Thaksin College, Thailand. 1Somchai @gmail.com, [email protected] Received May 10, 2020; Revised July 12, 2020; Accepted August 25, 2020 บทคดั ยอ่ บทความวิจัยเร่ืองการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัด แจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาธิการจังหวัดนครศรีธรรมราชคร้ังนี้ มีวตั ถุประสงค์ของการวิจัยคือ 1) เพ่ือเพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการของในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนัก การศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาใน
360 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) โรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช 3) เพ่ือนำเสนอ แนวทางการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนัก การศึกษาจังหวัดนครศรธี รรมราช การวิจัยคร้ังนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจยั เชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) โดยการเก็บข้อมลู จากการสัมภาษณเ์ ชงิ ลกึ ศึกษาคน้ ควา้ ขอ้ มูลจากตำรา เอกสาร และงานวิจยั ทเี่ ก่ยี วข้อง ท้งั นจ้ี ากผลการวิจัยสามารถสรปุ ผล อภปิ รายผล และมีขอ้ เสนอแนะ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า สภาพการบริหารจัดการในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนัก การศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช 4 ด้าน คือ 1. ด้านวิชาการ 2. ด้านงบประมาณ 3. ด้าน การบริหารงานบุคคล และ 4. การบริหารท่ัวไป นำมาประยุกต์ใช้กับรูปแบบการบริหาร จัดการตามหลักไตรสิกขาใน 3 ขั้นตอนคือ 1) ขั้นศีล คอื การปฏิบัตติ ามกฎ ระเบียบ กตกิ า 2) ขั้นสมาธิ การมีความมุ่งมั่น ต้ังใจในการทำงาน 3) ข้ันปัญญา การนำเอาผลของการปฏิบัติ เพื่อนำมาวิเคราะห์ วิจัย เป็นแนวทางบริหาร จัดการเป็นเลิศ สร้างเป็นองค์ความรู้หรือ นวตั กรรมทางการศึกษา คำสำคญั : การบริหารจัดการ, หลกั ไตรสิกขา, โรงเรียนสามัญศกึ ษาวดั แจ้ง Abstract The main purposes of the research on Administrative Management According to Trisikkha Principle in Wat Chaeng General Education School under Nakhon Si Thammarat Provincial Education Office included: 1) to study the administrative management context of Wat Chaeng General Education School under Nakhon Si Thammarat Provincial Education Office; 2 ) to study the administrative management according to Trisikkha Principle of Wat Chaeng General Education School under Nakhon Si Thammarat Provincial Education Office; and 3 ) to present the administrative management model according to Trisikkha Principle of Wat Chaeng General Education School under Nakhon Si Thammarat Provincial Education Office. This research used qualitative research method by gathering information through in-depth interviews, studying related documents and researches. The results could be concluded, discussed and presented. The study results revealed the 4 aspects of the administrative management of Wat Chaeng General Education School under Nakhon Si Thammarat Provincial Education Office including: 1 )
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 361 academic aspect; 2) budgeting aspect; 3) personnel management aspect; and 4) general administration aspect. The four aspects were applied with the administrative management model according to Trisikkha Principle in 3 steps as the following: 1) the precepts level i.e. the observation and practice according to the rules and regulations; 2) the meditation level i.e. the committed and attentive working; and 3) wisdom level i.e. bringing the results of the practice to analyze and investigate in order to find the guidelines for administration and best practice as a constructive knowledge or innovation in education. Keywords: Administrative Management, Trisikkha Principle, Wat Chaeng General Education School บทนำ สังคมไทยในปัจจุบันได้ประสบกับปัญหาต่างๆ มากมายหลายด้าน เช่น ปัญหา ครอบครัวแตกแยก ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมท่ีรุนแรงและซับซ้อน ปัญหา เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรและอ่ืนๆ อีกมากมายโดยเฉพาะการขาดศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาระดับชาติ เนื่องจากบ้านเมือง และบริบทของสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก การพัฒนาประเทศก็เปล่ียนตามไป การสร้างความ เข้มแข็งของชุมชนและส่งเสริมบทบาทของครอบครัวและชุมชน ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา สังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีสันติสุขอย่างยั่งยืนได้นั้น ต้องพัฒนาคุณภาพของสังคมไทย โดย ดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) แผน พัฒนาฯ ฉบับท่ี 12 เร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนาและนวัตกรรมให้ เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกด้าน (แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติฉบับท่ี 12 (พ.ศ.2560–2564), 2559:24) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เปิดกว้างให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ดังท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา 9(6) ว่า “การมีส่วนร่วมของบุคคลครอบครัว ชุมชน องค์การชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอ่ืน” แผนการศกึ ษาแห่งชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) มเี ปา้ หมาย “มุ่งเน้นสรา้ งผู้เรียนให้มที ักษะ
362 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) และคุณลักษณะพ้ืนฐานของพลเมืองไทย มีทักษะและคุณลักษณะท่ีจำเป็นในศตวรรษที่ 21” (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560,14) การจัดการเรยี นรแู้ บบไตรสิกขา เปน็ การพฒั นาพฤติกรรมมนุษย์เน้นการบูรณาการ องค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ องค์ประกอบด้านพฤติกรรม องค์ประกอบด้านจิตใจ องค์ประกอบด้านปัญญา หลักการเรียนรู้ทั้ง 3 แกนน้ี มีลักษณะเป็นหลักและแนวปฏิบัติท่ี บูรณาการของการพัฒนามนุษย์ในพระไตรปิฎก เรียกว่าไตรสิกขา หมายถึงการฝึกหัดอบรม กาย วาจาและจิตของมนุษย์ให้สามารถค้นพบและควบคุมตนเองโดยใช้ปัญญา เพ่ือให้เกิด ประโยชนแ์ ก่ตนเองและผู้อ่ืน (สุรพงษ์ ชูเดช, 2534:28) พระธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยุตโฺ ต) ได้ให้ หลักคิดวา่ “มนุษย์เป็นสัตว์ท่ีต้องฝึก หมายความว่า การดำเนินชีวิตเพ่ือให้อยู่ได้และการอยู่ดี ของมนุษย์แทบไม่มีอะไรเลยท่ีได้มาแบบเปล่าๆ แต่ล้วนได้มาด้วยการศึกษาเรียนรู้ฝึกหัด พัฒนาข้ึนมาทั้งสิ้นโดยต่างจากสัตว์อ่ืนทั่วไปท่ีดำเนินชีวิตได้ด้วยสัญชาตญาณ แทบไม่ต้อง เรียนรู้ฝกึ ฝนพฒั นา เพราะมนุษย์เป็นสัตวท์ ่ฝี ึกไดห้ มายความวา่ การท่ีเรียนรฝู้ ึกหดั พัฒนาได้นี้ เปน็ ความพเิ ศษของมนุษย์ ซึ่งทำให้มนุษย์มชี ีวิตท่ดี ีงาม ประเสริฐ เลศิ ล้ำ จนแทบจะเป็นอะไร ได้ทุกอย่าง อย่างที่ท่านว่า ฝึกตนจนประเสริฐเลิศกว่าเทวดา แม้กระท่ังพระพรหม ก็เคารพ นบไหว ต่างจากสัตว์อื่นท่ัวไปท่ีเกิดมาด้วยสัญชาตญาณอย่างไร ก็ตายไป ด้วยสัญชาตญาณ อย่างนัน้ ” (พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต),2537:13) โรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น โรงเรียนประเภทการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา เป็นโรงเรียนเอกชนท่ีวัดเป็นผู้ถือ ใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา 15 (1) และ (3) ท่ีวัดเป็น ผู้รับใบอนุญาต โดยมีคณะสงฆ์ พระภิกษุเป็นผู้บริหาร ดำเนินการ และเป็นเจ้าของ จัดการ เรียนการสอน เพ่ือให้บริการประชาชน\"ด้านการศึกษาสงเคราะห์\"ต้ังแต่ละดับช้ันปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย (ม.1-6) ทั้งสายวิทย์-คณิต สายศิลป์ เป็น โรงเรียนต้นแบบประเภทการจัด การศึกษาสงเคราะห์ ให้แก่บุคคลที่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแล หรือด้อยโอกาส (ผ่องศิริ เรียงตระกูล, 2544:19) สำนักงานคณะกรรม ส่งเสริมการการศึกษาเอกชน ได้ออกนโยบายและแผนงานให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จึงได้เพิ่มเติมนโยบายการพัฒนาการศึกษาให้มีความ เจริญก้าวหน้า และเป็นโรงเรียนท่ีมีคุณภาพสูงข้ึนจากเดิมมาก สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยเฉพาะให้การสนับสนุนถึง ร้อยละ 100 ตามแนวทางของบัตร
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 363 อุดหนุนค่าเล่าเรียน ทำให้โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา มีหลักประกันความ ม่ันคงด้านการเงินจากรัฐผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูซึ่งเป็นผู้ที่ต้องปฏิบัติงานใน โรงเรียน จำเป็นที่ตอ้ งมีแนวความคดิ และหลักการทำงานใหส้ อดคล้องกับความต้องการของสังคม และ การเปลี่ยนแปลงของโลกดว้ ย จึงจะทำให้การพัฒนาโรงเรียนประสบผลสำเรจ็ ได้ (อุดม ชำณิ, 2553 :5) ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ผู้วิจัยในฐานะเป็นผู้บริหารโรงเรียนมีความสนใจท่ีจะ ศึกษาถึงการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาทางพระพุทธศาสนา เสนอแนะแนวทาง แก้ปัญ หาของโรงเรียนสามัญ ศึกษาวัดแจ้ง โรงเรียนประเภทการกุศลของวัดใน พระพุทธศาสนา สังกัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้มี ระเบียบวนิ ัย ใฝเ่ รียนรู้ มีความร้ใู นการดำเนินชีวติ อยรู่ ่วมกันในสังคมไดอ้ ยา่ งมีความสุข และ เป็นพลเมอื งท่ีดีของประเทศชาตติ ่อไป วตั ถปุ ระสงค์การวิจัย 1. เพ่ือศึกษาสภาพการบรหิ ารจัดการของโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนัก การศึกษาจังหวดั นครศรธี รรมราช 2. เพ่ือศึกษาการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สงั กดั สำนักการศกึ ษาจังหวดั นครศรธี รรมราช 3. เพ่ือนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญ ศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาจงั หวดั นครศรีธรรมราช วิธีดำเนนิ การวิจยั เป็นการศึกษาโดยการใช้ระเบียบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มุ่งศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ผู้วิจัยได้ศึกษาใน 3 ลักษณะ คือ ศึกษาค้นคว้าทางเอกสาร (Documentary investigation) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการ ประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ผูว้ ิจัยไดด้ ำเนินการวจิ ยั เป็น 3 ข้นั ตอน ดังน้ี 1. ขั้นตอนการศึกษาสภาพ
364 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposeful Selection) เป็นการเลือก แบบไม่มีโครงสร้างท่ีเคร่งครัด มีขั้นตอนและวิธีการดำเนินการที่ไม่ซับซ้อนเพ่ือที่จะได้ ตัวอย่างที่เหมาะที่สุดเท่าที่จะเป็นได้สำหรับแนวคิด จุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ของ การศึกษากลุ่มตัวอย่างท่ีเลือกมีลักษณะเป็น “Information-rich case” คือมีข้อมูลให้ศึกษาใน ระดับลึกได้มาก และสามารถสะท้อนความเป็นจริงได้ดีท่ีสุด ซึ่งจะมีความหมายต่อจุดมุ่งหมาย หลักของการศกึ ษา เพื่อให้ได้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เหมาะสมกับจดุ มุ่งหมายและวัตถุประสงคข์ อง การศึกษามากที่สุด โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) จากผู้มีส่วนเก่ียวข้อง จำนวน 10 รูป/คน นำมาวิเคราะห์ สรุปการบริหารจัดการในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนกั การศกึ ษาจังหวดั นครศรีธรรมราช 2. ขั้นตอนการศึกษาการบริหารจัดการ นำข้อมูลการบริหารจัดการในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษา จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน แล้วนำข้อมูลมาร่างรูปแบบการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียน สามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช 3. ขั้นตอนการนำเสนอ นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัด แจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) โดยใช้เอกสารแนวสนทนากลุ่ม ดำเนินการจัดสนทนากลุ่ม โดยมีการบันทึกภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง เทปเสียงและการจดบันทึก ผลการวจิ ยั การบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนัก การศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนัก การศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช นำข้อมูลมาร่างรูปแบบการบริหารจัดการตามหลัก ไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช และ เสนอรูปแบบการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขา สรุปได้ดังนี้
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 365 1. สภาพการบริหารการจัดการโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษา จงั หวดั นครศรีธรรมราช พบวา่ 1.1 ด้านการบริหารวิชาการ จำแนกเป็น 1) ด้านหลักสูตร มีการคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ การสรา้ งแรงจูงใจให้ผมู้ ีส่วนร่วมงาน การเสนอนวัตกรรมที่น่าสนใจ และทำให้ ผู้มีส่วนร่วมมีอิสระไม่รู้สึกถูกควบคุมมากเกินไป ตลอดจนปัจจัยท่ีเอื้ออำนวย ผู้มีส่วน เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนสนบั สนุน ตลอดจนทรัพยากร ข้อมูล เวลาที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน ร่วมกัน เป็นปัจจัยท่ีจะส่งผลให้การพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียนประสบผลสำเร็จอย่างมี คุณภาพ 2) ด้านการจัดการเรียนการสอน เป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ ครูมีอิสระในการจัดการเรียนการสอนและประสบการณ์แก่ผู้เรียน มีการจัดการ เรียนการสอนที่เน้นครูเป็นสำคัญในบางวิชา การได้รับการนิเทศจากฝ่ายบริหารและ วิชาการ เป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองและชุมชนได้ว่าผู้เรียนจะมีคุณภาพตาม มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด และเกิดสมรรถนะสำคัญ ตลอดจนมีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร 3) การประเมินผลการเรียน โรงเรียนยังประสบกับ ปัญหาการประเมินจากหนว่ ยงานภายนอกท่มี ตี ัวช้ีวดั หลากหลายและบางตัวช้ีวัดไมส่ อดคลอ้ ง กับบริบทของสถานศกึ ษา 1.2 การบริหารงานบุคคล การสรรหาครูและบุคลากรทางการศึกษาสำหรับ โรงเรียนเอกชนขนาดเล็ก สามารถหาได้ตามความต้องการของสถานศึกษา แต่ปฏิบัติงานได้ ในระยะเวลาอันสั้น เพราะต้องการออกไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการ เกิดผลกระทบต่อการ บริหารจดั การในดา้ นต่างๆ พอสมควร 1.3 การบริหารงบประมาณ ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องมีความรู้ ความสามารถ ในการบริหารและจัดการศึกษาให้สถานศึกษามีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในทุกๆ ด้าน เพ่ือให้การบริหารงบประมาณหรือการใช้จ่ายเงินของโรงเรียนเป็นไปอย่างคุ้มค่า มี ประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการของผู้ใชม้ ากท่ีสุด ตลอดจนมีความสามารถในการจัด กิจกรรมที่เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสถานศึกษา โดยการนำเอาหลักการและ ทฤษฎกี ารบรหิ าร มาใช้ให้เกิดประโยชนส์ ูงสุด รขู้ อบข่ายหนา้ ทแ่ี ละงานทตี่ อ้ งปฏบิ ัติ สามารถ นำความรู้ความสามารถนั้นไปประยุกต์ใช้ในงานได้เป็นอย่างดี ประกอบกับต้องมีบุคลากรที่มี ความรคู้ วามสามารถในดา้ นการเงิน การบญั ชแี ละการงบประมาณเปน็ อย่างดีอกี ด้วย
366 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) 1.4 การบรหิ ารท่ัวไป มกี ารกำกบั ดแู ล การวางแผน การพัฒนาระบบขอ้ มูลและ สารสนเทศการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการศึกษา การ ประสานงานและการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล ในภาพรวมเชิงนโยบายและการ บริหารจัดการ ในทางปฏิบัติ สถานศึกษามีการบริหารจัดการเป็นไปตามบริบท ขนาด และ ความพร้อม และความสามารถของสถานศึกษา แต่โดยภาพรวมมีความขาดแคลนทั้งด้าน ปริมาณและคุณภาพ ทั้งด้านวิชาการ ครูและบุคลากร งบประมาณ ท่ีต้องได้รบั การสนบั สนุน ส่งเสรมิ จากตน้ สังกัดและองค์กรทเี่ กยี่ วข้อง 2. ขั้นตอนการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สงั กัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการดำเนินการบริหารจดั การและ 4) การติดตามผลและประเมนิ ผล 2.1 หลกั การและเหตผุ ล สถานศึกษาเป็นหน่วยงานทางการศึกษาระดับปฏิบัติการท่ีสำคัญท่ีสุด มีสิทธิ หน้าที่หรอื อำนาจหน้าท่ีความรับผิดชอบ และขอบเขตวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งท่ีกำหนดไว้ ในกฎหมาย คือ เป็นส่วนราชการท่ีมสี ภาพเป็นนติ ิบคุ คลตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหาร ราชการ กระทรวงศึกษาธิการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานมี วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ ท้ังร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม และ วัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้ ดังนั้นการนำเอา ไตรสกิ ขามาเป็นหลกั ในการบรหิ ารจดั การ เพื่อให้เกดิ ข้นั ตอนการปฏบิ ัตทิ ีช่ ดั เจนขึน้ 2.2 วตั ถุประสงคใ์ นการบริหารจัดการ 1) เพื่อสรุปกระบวนการดำเนินการบริหารจัดการศึกษาท้ัง 4 ด้าน ได้แก่ ดา้ นวิชาการ ดา้ นงบประมาณ ดา้ นบคุ ลากร และด้านบริหารงานทัว่ ไป 2) เพอื่ นำไปสู่รูปแบบการบริหารจดั การตามหลกั ไตรสกิ ขา 2.3 การบริหารจดั การ องค์ประกอบการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช นำไปสู่รูปแบบการบริหารจัดการตามหลัก ไตรสกิ ขา ดังน้ี ตารางที่ 1 รูปแบบการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สงั กดั สำนักการศึกษาจงั หวดั นครศรธี รรมราช
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 367 รปู แบบ รูปแบบย่อย แนวทาง/วธิ กี าร บริหารจัดการ การบริหารจัดการตามหลัก 1. การบริหารด้านวิชาการ การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ กติกาในการบริหารจัดการ ไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญ ตามหลักไตรสกิ ขา (ศีล) ด้านวชิ าการ ประกอบด้วย ศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนัก - ระเบียบการจัดทำหลักสูตร หลักสูตรสถานศึกษาและ ก า ร ศึ ก ษ า จั ง ห วั ด 1. การบริหารด้านวิชาการ หลักสูตรกลมุ่ สาระรายวชิ า นครศรธี รรมราช ตามหลกั ไตรสิกขา (สมาธิ) - ระเบยี บการจดั การเรียนการสอน - ระเบียบการประเมินพัฒนาการผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น การบริหารจัดการตามหลัก 1. การบริหารด้านวิชาการ - ระเบียบการใช้สอ่ื และอุปกรณก์ ารสอน ไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญ ต า ม ห ลั ก ไ ต ร สิ ก ข า - ระเบยี บการวัดผลประเมนิ ผล ศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนัก (ปญั ญา) - จรรยาบรรณวิชาชีพครู ก า ร ศึ ก ษ า จั ง ห วั ด - แบบประเมินการปฏบิ ตั งิ านในสถานศกึ ษา นครศรธี รรมราช 2.การบริหารด้าน - และระเบียบการนเิ ทศภายใน งบประมาณตามหลกั การดำเนนิ การ ประกอบไปดว้ ย ไตรสกิ ขา (ศีล) - การจดั ทำหลกั สตู ร 2. การบรหิ ารดา้ น - การกำหนดเนือ้ หาและตวั ช้ีวัด งบประมาณตามหลัก - การจัดทำแผนการสอน ไตรสิกขา (สมาธ)ิ - การจดั กิจกรรมการสอนโดยยดึ ผ้เู รียนเป็นสำคัญ - การประเมนิ ผลสัมฤทธ์ิผู้เรียนทส่ี อดคล้องกับสภาพจริง - การจัดแหลง่ เรียนร้ทู ีเ่ หมาะสม - การจัดทำแบบวิเคราะห์ผ้เู รยี น - การใช้วัสดปุ ระกอบหลกั สูตรและสือ่ การเรยี นการสอน - การจัดการเรยี นรู้นอกห้องเรียน - การใช้สอ่ื เทคโนโลยี การนิเทศภายใน ประสทิ ธผิ ลของงานประกอบดว้ ย - ผลการประเมนิ การใช้หลักสตู ร - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ของนักเรียน - ผลการนิเทศภายใน - การนำผลการประเมิน ผลการนิเทศภายในที่ได้มา วิเคราะห์ เพ่ือนำไปวิจัย พัฒนา สร้างองค์ความรู้และ เผยแพร่ต่อสาธารณชน - การดำเนนิ การตามกฎ ระเบยี บเก่ยี วกบั การเงินและพสั ดุ อย่างเครง่ ครัด - การสนับสนุนทรพั ยากรทางการบรหิ ารทุก ๆ ดา้ น ไดแ้ ก่ บคุ ลากร งบประมาณ วัสดุอปุ กรณ์ การบรหิ ารจัดการและ แรงจูงใจ ที่เป็นส่วนเร่ิมต้นและเป็นตัวจักรสำคัญในการ ปฏบิ ตั งิ านขององค์การ
368 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) การบริหารจัดการตามหลัก 2 . ก า ร บ ริ ห า ร ด้ า น - นำเอาปัจจัยหรือทรัพยากรทางการบริหารทุกประเภท ไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญ งบ ป ระมาณ ตามห ลัก มาใช้ในการดำเนนิ งานรว่ มกันอยา่ งเป็นระบบ เนือ่ งจากใน ศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนัก ไตรสกิ ขา (ปญั ญา) กระบวนการจะมีระบบย่อย ๆ รวมกันอยู่หลายระบบครบ ก า ร ศึ ก ษ า จั ง ห วั ด 3. การบริหารด้านบุคคล วงจร ตั้งแต่การบริหาร การจัดการ การนิเทศ การวดั และ นครศรธี รรมราช ตามหลักไตรสิกขา (ศีล) การประเมินผล การติดตามตรวจสอบ เป็นต้น เพื่อให้ ปัจจัยท้งั หลายเข้าไปสกู่ ระบวนการไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ การบริหารจัดการตามหลกั 3. การบริหารด้านบุคคล - ผลที่เกิดจากกระบวนการของการนำเอาปจั จัยมาปฏิบัติ ไตรสิกขาในโรงเรยี นสามัญ ตามหลกั ไตรสกิ ขา (สมาธิ) เพ่ือใหเ้ กิดประสทิ ธิผลตามเปา้ หมายที่กำหนดไว้ ศกึ ษาวดั แจง้ สังกัดสำนัก การศึกษาจงั หวดั 3. การบริหารด้านบุคคล - ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติระเบียบการ นครศรธี รรมราช ต า ม ห ลั ก ไ ต ร สิ ก ข า บริหารงานบุคคลของสถานศึกษา และต้องปฏิบัติตาม (ปัญญา) จรรยาบรรณวิชาชีพครอู ยา่ งเครง่ ครดั 4. การบริหารด้านบริหาร - ประยกุ ตใ์ ชก้ ารบรหิ ารและพัฒนาบุคลากรใน 3 ด้าน คือ ท่ัวไปตามหลักไตรสิกขา พฤตกิ รรม จิตใจและปญั ญา (ศีล) - สนับสนุนให้บุคลากร ให้เกิดความเจริญงอกงามตาม 4. การบริหารด้านบริหาร ลักษณะแห่งปัญญาวุฒิธรรม 4 ประการ ได้แก่ 1. สัปปุ ท่ัวไป ตามหลักไตรสิกขา ริสสังเสวะ หมายถึง การอยู่ใกล้คนดี ใกลผ้ ู้รู้ มีครู อาจารย์ (สมาธ)ิ ดี มีข้อมูล มีสื่อที่ดี 2. สัทธัมมัสสวนะ หมายถึง เอาใจใส่ ศึกษาโดยมีหลักสูตร การเรียนการสอนที่ดี 3. โยนิโส มนสิการ หมายถึง มีกระบวนการคิดวิเคราะห์พิจารณาหา เหตุผลที่ดีและถูกวิธี 4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ หมายถึง ความสามารถนำความรูไ้ ปใชใ้ นชวี ติ ได้ถกู ต้องเหมาะสม - ติดตาม ตรวจสอบ ดูแลให้บุคลากร ปฏิบัติงานตามที่มอบหมาย ตามระเบียบปฏิบัติอย่าง สม่ำเสมอ - นำผลการปฏิบัติสู่การบริหารจัดการท่ีดี มีทรัพยากร บคุ คลท่ีมคี ุณภาพ - การปฏิบัติงานตามการจัดระบบการบริหารองค์กร - ต้ังเป้าหมายการดำเนินงาน เพื่อบรรลุผลตามมาตรฐาน มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของบุคคล จัดการศึกษาให้มี ประสิทธภิ าพและประสิทธิผล - ดำเนินภารกิจงานครอบคลุมงานสำนักงาน การพัฒนา ระบบเครือข่าย ข้อมูลสารสนเทศ เครือข่ายการศึกษา และงานอาคารสถานที่
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 369 4. การบริหารด้านบุคคล - อำนวยการให้เกิดการปฏิบัติอย่างต่อเน่ืองในแต่ละส่วน ต า ม ห ลั ก ไ ต ร สิ ก ข า งานของสถานศึกษา ผ่านการตรวจสอบดูแลตามกำหนด (ปัญญา) และสนับสนนุ ให้เกิดการพัฒนางานในแต่ละส่วนงาน - นำระบบ ระเบียบการปฏิบัติงานของแต่ละส่วนงานมา วิเคราะห์ เพ่ือพัฒนาให้เป็นระบบการบริหารจัดการที่ สมบูรณ์ 2.4 การตดิ ตามผลและประเมนิ ผล 1) แต่งตั้งคณะกรรมกำกับติดตาม ประเมินผลการบริหารจัดการตามหลัก ไตรสิกขาของโรงเรียนสามัญ ศึกษาวัดแจ้ง โรงเรียนประเภทการกุศลของวัดใน พระพุทธศาสนา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) กำหนดปฏิทินผลการประเมินการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาของ โรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง โรงเรียนประเภทการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา อำเภอเมือง จังหวดั นครศรีธรรมราช 3) การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) เป็นการประเมิน ด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย เพื่อให้ได้ผลการประเมินที่สะท้อนกระบวนการบริหารจัดการ จึง ควรใช้การประเมินการปฏิบัติ (Performance Assessment) ร่วมกับการประเมินดว้ ยวธิ ีการ อ่ืนและกำหนดเกณฑ์การประเมิน(Rubrics) ให้สอดคล้องหรือใกล้เคียงกับกระบวนการ ทำงาน 4) การสังเกตพฤติกรรม เปน็ การเก็บขอ้ มูลจากการดูการบริหารจดั การในแตล่ ะ ด้าน การสังเกตโดยอาจใชเ้ ครอื่ งมอื เช่น แบบมาตรประมาณค่า แบบตรวจสอบรายการ สมุด จดบันทึก เพ่ือประเมินตามตัวชี้วัด และควรสังเกตหลายครั้ง หลายสถานการณ์ และหลาย ช่วงเวลาเพอื่ ขจัดความลำอียง 5) การสนทนา เป็นการสื่อสาร 2 ทางอีกประเภทหนึ่ง ระหว่างผู้บริหารกับครู และบุคลากรทางการศึกษา สามารถดำเนินการเป็นกลุ่มหรือรายบุคคลก็ได้โดยท่ัวไปมักใช้ อย่างไม่เป็นทางการเพ่ือติดตามตรวจสอบกระบวนการทำงานเป็นข้อมูล สำหรับพัฒ น า วิธีการน้ีอาจใช้เวลาแต่มีประโยชน์ต่อการค้นหา วินิจฉัยข้อปัญหาตลอดจนเร่ืองอื่นๆที่อาจ เป็นปัญหาอุปสรรคตอ่ การบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขา 3.ผู้ทรงคุณวุฒิได้ตรวจสอบรูปแบบการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาใน โรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช กระบวนการ
370 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) จดั การบริหารดังนี้ 1) หลักการและเหตผุ ล 2) วตั ถุประสงค์ 3)กระบวนการดำเนนิ การบริหาร จัดการ ดังนี้ 3.1 หลกั การและเหตผุ ล พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนเกี่ยวกับการศึกษาอยู่จำนวนมาก หลักคำสอน เหล่าน้ีหากได้นำมาศึกษาวิเคราะห์ อธิบาย ตีความจัดทำเป็นหลักวิชาการ บูรณาการให้เข้า กับยุคสมัยแล้ว ก็จะสามารถนำมาใช้เป็นเคร่ืองมือในการบริหารการศึกษาและพัฒนามนุษย์ ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพอีกทางหนึ่งด้วย จากท่ีผู้วจิ ัยได้ศกึ ษาวชิ าการทางดา้ นพระพุทธศาสนา มาเป็นเวลานานประกอบกับได้มีประสบการณ์และมีส่วนร่วมในการบริหารการศึกษาใน โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนามาระยะหนึ่งในโรงเรียนการกุศลของวัดใน พระพุทธศาสนาน้ี ได้มีการบริหารการศึกษาโดยนำหลักของไตรสิกขามาเป็นเครอื่ งมือในการ บริหารการศึกษา และสร้างเปน็ รูปแบบ (Model) ของการบริหารการศึกษาข้ึนมา โดยตงั้ เช่ือ รูปแบบการบริหารการศึกษาแบบน้ีว่า“รูปแบบการบริหารการศึกษาโดยใช้หลักของ ไตรสิกขา” 3.2 วตั ถุประสงค์การบริหารจัดการ 1) เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียน สามญั ศึกษาวดั แจ้ง สงั กัดสำนักการศกึ ษาจงั หวัดนครศรธี รรมราช 2) เพื่อใหส้ ถานศึกษาตา่ ง ๆ สามารถนำไปประยุกตใ์ ชไ้ ด้ 3.3 จากตรวจสอบของผู้ทรงคุณวุฒิในรูปแบบการบริหารจัดการตามหลัก ไตรสิกขาในโรงเรียนสามญั ศึกษาวดั แจ้ง สงั กดั สำนกั การศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า มีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ปฏิบัติไดจ้ ริง เป็นการบริหารจัดการเชงิ ระบบ อภปิ รายผล การศกึ ษาวิจัยเรื่อง การบริหารจัดการตามหลกั ไตรสิกขาในโรงเรยี นสามัญศึกษาวัด แจง้ สังกดั สำนักการศึกษาจงั หวดั นครศรธี รรมราช ผวู้ ิจัยพบประเด็นสำคัญนำมาอภิปรายผล ดงั นี้ 1. สภาพการบริหารจัดการโรงเรยี นสามญั ศกึ ษาวัดแจ้ง มอี งคป์ ระกอบ 4 ด้าน คอื
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 371 1.1 การบริหารจัดการวิชาการ แบ่งเป็น 4 ด้านคือ ด้านหลักสูตร โรงเรียนมี อิสระในการจัดทำหลักสูตรได้ด้วยตนเอง แต่ก็พบว่า หลักสูตรแกนกลางมีสาระค่อนข้างมาก และไม่ยดื หยุ่นเพียงพอที่จะให้โรงเรยี นเลือกปฏิบัติไดเ้ ท่าท่คี วร โรงเรียนทม่ี ผี ู้บรหิ ารและครูท่ี มีความรู้ ความสามารถ อุทิศตน มุ่งม่ัน ต้ังใจ และมีเครือข่ายความร่วมมือ และหรือการมี สว่ นรว่ มของชุมชน สามารถจัดและพฒั นาการศึกษาได้สอดคลอ้ งความต้องการของชุมชน ให้ เข้ามาร่วมคิด ร่วมเสนอความต้องการ ร่วมดำเนินการ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมจัดการเรียนการ สอน และร่วมติดตามประเมินผล โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้สัมฤทธิ์ผล และเป็นท่ีพึง พอใจของชุมชนจนกลายเป็นการชืน่ ชมผลสำเรจ็ ร่วมกนั โดยไม่ตอ้ งอาศัยความชว่ ยเหลอื จาก หน่วยเหนือหรือต้นสังกัดเท่าที่ควร สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการของโรงเรียน ระดับหนึ่ง สอดคล้องกับงานวิจัยของสราวดี เพ็งศรีโคตร ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “รูปแบบการมี ส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจดั การศึกษาปฐมวัย” ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบการมีส่วน ร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาปฐมวัย มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. หลักการและ แนวคิด ได้แก่ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วน และการมขี ้อตกลงร่วมกันในการทำงานระหวา่ ง โรงเรียนกับผู้ปกครอง 2. วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาเด็ก พัฒนาผู้ปกครองและพัฒนาโรงเรียน 3. ลักษณะการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองมี 2 แบบ ได้แก่ แบบเป็นทางการและแบบไม่เป็น ทางการ 4. การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ได้แก่ ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินการและร่วม ประเมินผล 5. บทบาทการมีส่วนร่วมของผปู้ กครอง มี 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการอบรมเล้ียงดูใน ฐานะผู้ปกครอง ด้านการติดต่อส่ือสาร ด้านการอาสาสมัคร ด้านการเรียนรู้ท่ีบ้าน ด้านการ ตัดสินใจ และด้านการร่วมมือกับชุมชน 2) ผลการใช้รูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน การจัดการศึกษาปฐมวัย พบว่า รูปแบบ การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษา ปฐมวัยมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก กับผู้เรียนเป็นสำคัญมีน้อย อย่างไรก็ตาม ก็มี แนวโน้มของการจัดการเรียนการสอนจากการปฏิบัติจริงมากขึ้นโดยเฉพาะ ได้รับการ นิเทศจากฝ่ายบริหารและวิชาการ (สราวดี เพ็งศรีโคตร, 2554 :14) การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพต้องสร้างความมั่นใจให้ ผู้ปกครองและชุมชนได้ว่าผู้เรียนจะมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด และเกิด สมรรถนะสำคัญ ตลอดจนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร สอดคล้องกับงานวิจัยกนกวรรณ อินทร์น้อย ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ประสิทธิผลของ โรงเรียนเอกชน” ผู้บริหารและครูให้ความสำคัญในด้านความสามารถในการแก้ปัญหา
372 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) อาจเนื่องมาจาก องค์การแต่ละแห่งย่อมประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่าย หลายกลุ่ม มาอยู่ รวมกัน ต่างคนต่างมีความคิดเห็น มีทัศนคติที่แตกต่างกันออกไป ย่อมอาจทำให้เกิด ความขัดแย้งในเร่ืองความคิดข้ึนได้ เกิดปัญหาต่าง ๆ ได้ข้ึนได้ เม่ือเกิดความขัดแย้ง ย่อม ส่งผลให้การทำงานเกิดอุปสรรค ไม่ราบรื่น แต่ผู้บริหารต้องพยายามขจัดความขัดแย้ง ที่ เกิดเกิดขึ้นนี้ให้ได้หรือให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสุดท้ายแล้ว ทั้งผู้บริหารและ บุคลากรย่อมต้องช่วยกันแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี เพื่อให้ องค์การดำเนินงานต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เมื่อเกิดประสิทธิผลขึ้น ย่อมส่งผลที่ดีต่อนักเรียน บุคลากร องค์การและประเทศชาติต่อไป (กนกวรรณ อินทร์ น้อย, 2553 :76) การประเมินผลการเรียน มีการแบ่งการวัดและประเมินผลการเรียน ออกเป็น 4 ระดับ คือ ระดับช้ันเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพ้ืนที่การศึกษาและระดับชาติ ในการ ประเมินผลการเรียนสอน ครูมีหน้าท่ีประเมินผลการเรียน ภายใต้การอนุมัติของสถานศึกษา โดยสามารถใชว้ ธิ กี ารท่หี ลากหลาย การประเมินระดับชัน้ เรียน เปน็ การตรวจสอบว่า ผเู้ รยี นมี พฒั นาการความก้าวหน้าในการประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินเพ่ือตัดสนิ ผลการ เรยี นเปน็ รายภาค/ปี การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินผลตามมาตรฐานการศึกษาของ ชาติและมาตรฐานการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน 1.2 การบริหารงานบุคคล ครูและบุคลากรทางการศึกษาข้ันพื้นฐาน ทั้งในเชิง นโยบาย การบริหาร การพัฒนา และการติดตามประเมินผล การสรรหาครูและบุคลากร ทางการศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชนขนาดเล็ก สามารถหาได้ตามความต้องการของ สถานศึกษา แตต่ ิดปัญหาตรงที่ครูส่วนใหญ่จะเปน็ ครทู ่ีเพ่ิงจบใหม่กำลังหางานทำ และเมื่อได้ ทำการสอนก็สามารถทำได้ดีเพราะนกั เรียนน้อย การจัดการเรียนการสอนจงึ เป็นไปด้วยดี แต่ ทำได้ในระยะเวลาที่ไม่นานนักเพราะต้องการออกไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการ ทำให้เกิด ปญั หาการเปล่ียนครกู ลางคนั ทำใหก้ ระทบต่อการบริหารจดั การพอสมควร 1.3 การบริหารงบประมาณ การบริหารงบประมาณของโรงเรียนท่ีมีอิสระ มี ความยืดหยุ่น และความคล่องตัวในการบริหารงบประมาณของตนเองตามที่ได้รับจัดสรร ตลอดจนเงินนอกงบประมาณท่ีได้มาจากแหล่งต่างๆ เพื่อให้การบริหารงบประมาณหรือการ ใช้จ่ายเงนิ ของโรงเรียนเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสทิ ธิภาพ และตรงตามความต้องการของผใู้ ช้ มากท่ีสุด อย่างไรก็ตาม การท่ีจะบริหารงบประมาณของโรงเรียน ให้บรรลุตามวัตถุอย่างมี
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 373 ประสิทธิภาพได้นน้ั จำเปน็ ที่ตอ้ งมีผบู้ ริหารสถานศึกษาท่ีมีความรู้ความสามารถในการบริหาร จัดการศึกษา และการบริหารงบประมาณเป็นอย่างดี ตลอดจนมีความสามารถในการจัด กิจกรรมที่เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน โดยการนำเอาหลักการและ ทฤษฎกี ารบรหิ าร มาใช้ให้เกิดประโยชน์สงู สดุ รูข้ อบข่ายหน้าทีแ่ ละงานทีต่ ้องปฏิบตั ิ สามารถ นำ ความรคู้ วามสามารถนน้ั ไปประยุกต์ใช้ในงานได้เป็นอย่างดีอีก ประกอบกับต้องมีบุคลากร ที่มีความรู้ความสามารถในด้านการเงิน การบัญชีและการงบประมาณเป็นอย่างดีอีกด้วย สอดคล้องกับงานวิจัยของ นฤมล หลักคำ ได้ทำการวิจัยเร่ือง “การบริหารงบประมาณ งบประมาณของสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา อุดรธานี เขต 2” พบว่า 1) สภาพการบริหารงบประมาณงบประมาณในสถานศึกษาข้ัน พ้ืนฐานโรงเรียนขนาดเล็กโดยรวม มีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับ “มาก” เมื่อพิจารณา คา่ เฉลี่ยสูงสดุ 3 อันดับพบดังนี้ การจัดระบบการจัดซื้อจัดจ้าง การบรหิ ารสินทรพั ย์ และการ รายงานการเงินและผลการดำเนินงาน โรงเรียนขนาดกลางโดยรวม มีระดับการปฏิบัติอยู่ใน ระดับ “มาก” เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับ พบดังนี้ การจัดระบบการจัดซื้อจัดจ้าง การวางแผนงบประมาณ และการรายงานการเงินและผลการดำเนินงาน 2) โรงเรียนขนาด เล็กกับโรงเรยี นขนาดกลางมีสภาพการปฏบิ ัตงิ านการบรหิ ารงบประมาณงบประมาณแตกตา่ ง กันในด้านการวางแผนงบประมาณ ด้านการคำ นวณต้นทุนผลผลิต ด้านการบริหารทาง การเงินและควบคมุ งบประมาณ และด้านการควบคมุ ภายในอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ นยั สำคญั .05 นอกนน้ั ไมพ่ บความแตกต่าง (นฤมล หลกั คำ,2554 :109) 1.4 การบริหารทวั่ ไป มกี ารกำกับดูแล การวางแผน การพัฒนาระบบขอ้ มูลและ สารสนเทศการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการศึกษา การ ประสานงานและการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล ในภาพรวมเชิงนโยบายและการ บริหารจัดการในทางปฏิบัติ สถานศึกษามีการบริหารจัดการเป็นไปตามบริบท ขนาด และ ความพร้อมและความสามารถของสถานศึกษา แต่โดยภาพรวมมีความขาดแคลนท้ังด้าน ปริมาณและคุณภาพ ทั้งด้านวิชาการ ครูและบุคลากร งบประมาณ ที่ต้องได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมจากต้นสังกัดและองคก์ รทเ่ี กยี่ วข้อง 2. รูปแบบการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนกั การศึกษาจงั หวัดนครศรีธรรมราช ผลการวิจัยพบวา่
374 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) 2.1 การบริหารจัดการด้านวิชาการตามหลักไตรสิกขา มีแนวทาง/วิธีบริหาร จดั การ ดงั นี้ 1) ขั้นศีล ไดแ้ ก่ การปฏิบตั ิตามกฎ ระเบียบ กติกาในการบรหิ ารจดั การดา้ น วิชาการ ประกอบด้วย ระเบียบการจัดทำหลักสูตร หลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรกลุ่ม สาระรายวิชา ระเบียบการจัดการเรียนการสอน ระเบียบการประเมินพัฒนาการผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน ระเบียบการใช้สื่อและอุปกรณ์การสอน ระเบียบการวัดผลประเมินผล จรรยาบรรณวิชาชีพครู แบบประเมินการปฏิบัติงานในสถานศึกษาและระเบียบการนิเทศ ภายใน 2) ข้ันสมาธิ ได้แก่การดำเนินกิจกรรมในด้านวิชาการด้วยความมุ่งมั่นเอาใจ ใส่ (สมาธิ) ประกอบไปด้วย การจัดทำหลักสูตร การกำหนดเนื้อหาและตัวชี้วัด การจัดทำ แผนการสอน การจดั กจิ กรรมการสอนโดยยึดผู้เรียนเปน็ สำคัญ การประเมนิ ผลสมั ฤทธิ์ผเู้ รยี น ท่ีสอดคลอ้ งกับสภาพจรงิ การจัดแหล่งเรยี นรู้ที่เหมาะสม การจดั ทำแบบวิเคราะห์ผู้เรยี น การ ใชว้ ัสดปุ ระกอบหลักสูตรและส่อื การเรียนการสอน การจดั การเรยี นรู้นอกหอ้ งเรียน การใชส้ ่ือ เทคโนโลยี และการนเิ ทศภายใน 3) ขั้นปัญญา ได้แก่ การนำผลการประเมิน ตรวจสอบ นิเทศ การ ดำเนินการงานมาวิเคราะห์ ปรับปรุง พัฒนาเพ่ือก่อให้เกิดองค์ความรู้หรือนวัตกรรม ประกอบไปด้วย ผลการประเมินการใช้หลักสูตร ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน กิจกรรมพัฒนา ผูเ้ รยี นและคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ของนกั เรียน ผลการนเิ ทศภายใน 2.2 การบริหารจดั การดา้ นงบประมาณตามหลักไตรสิกขา มแี นวทาง/วิธบี ริหาร จัดการ ดังนี้ 1) ขั้นศีล ได้แก่การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ กติกาในการบริหารจัดการด้าน งบประมาณ ประกอบด้วย การดำเนินการตามกฎ ระเบียบเกี่ยวกับการเงินและพัสดุอย่าง เคร่งครัด 2) ขั้นสมาธิ ได้แก่การดำเนินกิจกรรมในด้านงบประมาณด้วยความมุ่งม่ัน เอาใจใส่ (สมาธิ) ประกอบไปด้วย การสนับสนุนทรัพยากรทางการบริหารทุก ๆ ด้าน ได้แก่ บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ การเสริมแรงจูงใจ ซึ่งเร่ิมต้นและเป็นตัวจักรสำคัญใน การปฏิบัติงานขององค์การ การนำเอาปัจจัยหรือทรัพยากรทางการบริหารทุกประเภทมาใช้ ในการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เน่ืองจากในกระบวนการจะมีระบบย่อย ๆ รวมกัน
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 375 อยู่หลายระบบครบวงจร ตั้งแต่การบริหาร การจัดการ การนิเทศ การวดั และการประเมินผล การติดตามตรวจสอบ เป็นต้น เพื่อให้ปัจจัยทั้งหลายเข้าไปสู่กระบวนการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 3) ข้ันปัญญา ได้แก่ การนำผลการประเมิน ตรวจสอบ นิเทศ การ ดำเนินการงานมาวิเคราะห์ ปรับปรุง พัฒนาเพื่อก่อให้เกิดองค์ความรู้หรือนวัตกรรม ประกอบไปด้วย ผลที่เกิดจากกระบวนการของการนำเอาปัจจัยมาปฏิบัติ เพื่อให้เกิด ประสิทธิผลตามเป้าหมายท่ีกำหนดไว้ องคค์ วามรู้ท่ีได้จากการศกึ ษา จากการศึกษาเรื่องการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัด แจ้ง สังกัดสำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในหลักการบริหารจัดการบริหาร โดยทั่วไปตามหลักไตรสิกขา มีแนวทาง/วิธีบริหารจัดการ ดังนี้ 1) ข้ันศีล ได้แก่การปฏิบัติ ตามกฎ ระเบียบ กติกาในการบริหารจัดการด้านงบประมาณ ประกอบด้วย การปฏิบัติงาน ตามการจัดระบบการบริหารองคก์ ร 2) ขั้นสมาธิ ได้แก่การดำเนนิ กิจกรรมในด้านงบประมาณ ด้วยความมุ่งม่ันเอาใจใส่ (สมาธิ) ประกอบไปด้วย การต้ังเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อให้ บรรลุผลตามมาตรฐานท่ีกำหนด มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของบุคคลในการจัดการศึกษาให้มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ดำเนินภารกิจงานครอบคลุมงานสำนักงาน การพัฒนาระบบ เครือข่าย ข้อมูลสารสนเทศ เครือข่ายการศึกษา และงานอาคารสถานที่ อำนวยการให้เกิด การปฏิบัตอิ ยา่ งต่อเน่ืองในแต่ละสว่ นงานของสถานศกึ ษา ผา่ นการตรวจสอบดูแลตามกำหนด และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนางานในแต่ละส่วนงาน 3) ขั้นปัญญา ได้แก่ การนำผลการ ประเมนิ ตรวจสอบ นิเทศ การดำเนินการงานมาวเิ คราะห์ ปรับปรุง พัฒนาเพือ่ ก่อใหเ้ กิดองค์ ความรู้หรือนวัตกรรม ประกอบไปด้วย นำระบบ ระเบียบการปฏิบตั ิงานของแต่ละสว่ นงานมา วเิ คราะห์ เพือ่ พัฒนาให้เปน็ ระบบการบริหารจดั การท่ีสมบรู ณ์
376 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) เอกสารอา้ งองิ กนกวรรณ อนิ ทรน์ ้อย. (2553), กระบวนการบรหิ ารท่ีสง่ ผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน เอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 2. บัณฑิตศึกษา: มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบรุ ี. กระทรวงศึกษาธิการ.(2560), แผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี พ.ศ.2560–พ.ศ.2579. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. นฤมล หลักคำ. (2554), การบรหิ ารการควบคุมภายในดา้ นงบประมาณของสถานศึกษาข้นั พนื้ ฐานสังกดั สำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2. บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลยั ขอนแก่น. ผ่องศิริ เรียงตระกูล. (2544),“การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดำเนินงานของโรงเรียน เอกชนการกุศล ของวัดในพระพุทธศาสนาลำปาง”.บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตฉิ บับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564). (2559), สำนักงาน คณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ สำนกั นายกรัฐมนตรี พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2537), การศึกษาเพื่ออารยธรรมที่ย่ังยืน. กรุงเทพฯ: บรษิ ัท สหธรรมิก จำกัด. สราวดี เพ็งศรโี คตร. (2554), รูปแบบการมสี ว่ นรว่ มของผู้ปกครองในการจัดการศึกษา ปฐมวยั . บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั บรู พา. สุรพงษ์ ชูเดช. (2534), ผลของการอบรมตามแนวไตรสิกขาโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ประกอบการสอนตามหลักไตรสิกขา เร่ือง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา กลุ่ม สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6. บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. อุดม ชำณิ. (2553), สำนักงานกลุ่มโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา. โรงเรียน พินิจประสาธน์อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา. ปราจีนบุรี: เจตนารมณ์ภัณฑ์.
แนวทางการพฒั นาคณุ ภาพผูเ้ รียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของสถานศกึ ษาเอกชน ในเขตพื้นที่การศกึ ษา ประถมศึกษาสรุ าษฎรธ์ านี เขต 3 Guideline for the Development of Learners’ Quality in Thailand 4.0 of Private Elementary Schools under Surat Thani Primary Educational Service Area Office 3 1ชฎาทิพย์ ชูราษี, 2พระปลัดโฆษติ โฆสิโต, 3ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่ และ 4บญุ เลศิ วรี ะพรกานต์, 1Chadathip Churasi, 2Prapalad Kosit Kosito 3Theerapong Somkhaoyai.and 4Boonlert Wiraphonkarn มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ประเทศไทย Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand. [email protected] Received May 10, 2020; Revised July 12, 2020; Accepted August 25, 2020 บทคัดย่อ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน สถานศึกษาเอกชนเอกชน 2) เพื่อเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 3) เพื่อ เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 สถานศึกษาเอกชนระดับ ประถมศึกษาในเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัย รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่าง จำนวน 12 โรงเรียนและมีจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 206 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามท่ี
378 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ผู้วิจัยสร้างข้ึน ที่ระดับความคลาดเคล่ือน .05 สถิติท่ีใช้ได้แก่ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบน มาตรฐาน และทดสอบสมติฐานด้วย t-test dependent sample และทดสอบด้วยค่า F- test ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากและเม่ือ พจิ ารณารายด้านพบว่าด้านคนดี อยู่ในระดับมากที่สดุ ส่วนด้านคนเก่ง และคนมีคุณภาพ อยู่ ในระดับมาก 2) ผลการเปรยี บเทยี บการบริหารแบบมีสว่ นร่วม เมื่อจำแนกตามอายุ ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงานพบว่า มีระดับ พบว่า มีระดับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยรวม ไม่แตกตา่ งกนั ที่ระดบั นยั สำคัญ .05 3) ผู้ให้สัมภาษณ์มีขอ้ เสนอแนะคือ ผบู้ รหิ ารและครู นน้ั มี บทบาทหน้าที่สำคัญในการที่จะนำพาสถานศึกษาให้มุ่งสู่ความสำเร็จ ทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้องเพ่ือ พัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพตามมาตรฐานผู้เรียนมาปรับใช้ในอย่างเหมาะสม บรรลุ วัตถุประสงค์ และเพอ่ื การปรับปรุงและพฒั นา คำสำคัญ : แนวทางการพัฒนาคณุ ภาพผ้เู รยี น, ในยคุ ไทยแลนด์ 4.0, สถานศกึ ษาเอกชน Abstract The purposes of this research included: 1) to study a guideline for the development of learners’ quality in private schools; 2) to compare the guidelines for the development of learners’ quality; and 3) to propose guidelines for developing the learners’ quality in private schools in Thailand 4.0 in Suratthani Primary Educational Service Area Office 3. The research methodology was a survey i.e. quantitative research by using a sampling technique. The sampling groups consisted of 1 2 schools and 2 0 6 participants. The instrument for data collection was a questionnaire designed by the researcher with discrepancy at .05. The statistics used were mean, standard deviation, and hypotheses were tested by using the t-test dependent sample and F-test. The findings were as follows: 1) The overall level of the development of the learners’ quality of in Thailand 4.0 was high. When each aspect is separately considered, it was found that the level of the aspect of being a good person was the highest whereas the levels of the aspects of a competent person and a qualified person were high; 2) Results of comparison of participatory management when classified by age, position and work experience, it was found that the overall level of the development of the learner’s
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 379 quality was not significantly different at .05; and 3) Suggestions given by interviewees indicated that the administrators and teachers had crucial roles to lead the schools and all related parties to attain achievements with full potentials of learners’ development according to appropriate application of learning standards, attainable objectives, improvement and development. Keywords: Guideline for the Development of Learners’ Quality; Thailand 4.0; Private Schools บทนำ พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเตมิ (ฉบับท2ี่ ) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 ในหมวด 4 มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผเู้ รียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้ และถอื ว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด (ราชกิจจานุเบกษา พ.ศ.2542., 2553 : 7) กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนา ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ สถานศึกษาเป็นส่ิงที่สำคัญท่ีสุดคือ ผบู้ ริหาร และครู ที่จะต้องร่วมกันพัฒนาผู้เรยี นให้มีศักยภาพ และมีพัฒนาคุณภาพผู้เรียนท่ีดี สถานศึกษาจะต้องดำเนนิ การอย่างตอ่ เนอ่ื งและบคุ ลากรทุกฝ่ายในสถานศึกษาต้องมสี ่วนร่วม ในการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาคุณภาพผเู้ รยี นใหม้ ีคุณสมบัติตรงตามเป้าหมาย ของสถานศึกษา เพอื่ ใหเ้ กดิ ศักยภาพสงู สุดตามเปา้ หมายทวี่ างไว้ การพัฒนาผู้เรียนในยุค Thailand 4.0 จะต้องพัฒนาทักษะความรู้คุณธรรม จริยธรรมและทักษะชีวิตเพื่อให้ผู้เรียนเป็นคนดีคนเก่งสามารถอยู่ร่วมกับสังคมท่ีมีการ เปล่ียนแปลงแบบก้าวกระโดดได้อย่างมีความสุขมีคุณภาพโดยการ นำเทคโนโลยีและ นวัตกรรมเข้ามาเชื่อมโยงได้อย่างเหมาะสมดังนั้นครูหรือผู้สอน จำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาท ตนเองจากผใู้ หผ้ สู้ อน ไปเป็นที่ปรึกษาหรือผู้ช้ีแนะนำแนวทาง กระตนุ้ ให้ผ้เู รียนเกิดการเรยี นรู้ ด้วยตนเองและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดสถานศึกษาเอกชน ระดับประถมศึกษาในเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 มีเป้าหมาย มีจุดประสงค์ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมี จรยิ ธรรมช่วยสร้างคนดีให้บ้านเมือง เพ่ือส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ กตัญญู ความรับผิดชอบและมีความพอเพียงเพ่ือสร้างความรู้ ความเข้าใจและการพัฒนา
380 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ก้าวหน้าในการจัดการศึกษาสู่การพัฒนาเศรษฐกิจไทยตามแนวคิดยุคไทยแลนด์ 4.0 นั้นเป็น การเสนอทางเลือกว่าหากประเทศไทยต้องการพัฒนาเศรษฐกิจ ต้องจัดการศึกษาท่ีจะ ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์และทำให้ผู้เรียนสามารถคิดและสร้างนวัตกรรมได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ในการมุ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมใหม่เพ่ือพัฒนาก้าวหน้า ตอ่ ไป จากความเป็นมาดังกล่าวทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจท่ีจะศึกษาแนวทางการพัฒนา คุณภาพผู้เรียน ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของสถานศึกษาเอกชนเขตพ้ืนท่ีการศึกษาสุราษฎร์ธานี เพ่ือให้ทราบแนวทางการพัฒนาผู้เรียนซ่ึงจะได้เป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาคุณลักษณะ ทางดา้ นการพฒั นาผูเ้ รียนในสถานศึกษาต่อไป วัตถุประสงคก์ ารวจิ ัย 1. เพื่อศึกษาการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนสถานศึกษาเอกชนระดับประถมศึกษาใน เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 2. เพื่อเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนสถานศึกษาเอกชนระดับ ประถมศึกษาในเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 3. เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 สถานศึกษา เอกชนระดับประถมศึกษาในเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธ์ านี เขต 3 วิธดี ำเนนิ การวจิ ยั การศึกษาวิจัยเร่ือง แนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของ สถานศึกษาเอกชน ในเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ในคร้งั นี้ ผู้วิจัยได้ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ซ่ึงเป็นวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ โดย ดำเนินการวจิ ยั 1.ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอน โรงเรียนเอกชนระดับ ประถมศึกษาในเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 จำนวน 12 โรงเรียน ซึ่ง มีจำนวน 414 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร ครู โรงเรียนเอกชนระดับ
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 381 ประถมศึกษาในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ซ่ึงมี 12 โรงเรียนและมี จำนวน 414 คน ผู้วิจัยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเคร็ซซี่และ มอรแ์ กนได้ขนาดกลุ่มตัวอยา่ ง 206 คน 2. เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการรวบรวมข้อมูล แบบสอบถามที่ผูว้ ิจยั สรา้ งข้ึน เก่ียวกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพผเู้ รียนในยคุ ไทย แลนด์ 4.0 ของสถานศกึ ษาเอกชน ในเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎร์ธานี เขต 3 แบบสอบถามแบง่ เป็น 3 ตอน ดงั นี้ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมลู ทัว่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบ คำถามเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List) ประกอบด้วย อายุ ตำแหน่งแลประสบการณ์ ในการทำงาน ตอนที่ 2 เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับการแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทย แลนด์ 4.0 ของ สถานศึกษาเอกชน ในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ลักษณะคำถามเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ คือ มากทีส่ ุด มาก ปานกลาง น้อยและ น้อยที่สดุ ตอนที่ 3 แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทย แลนด์ 4.0 ของ สถานศกึ ษาเอกชน ในเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎร์ธานี เขต 3 3. การวิเคราะหข์ อ้ มลู ในการวเิ คราะห์ข้อมลู ผวู้ จิ ยั ดำเนินการตามลำดบั ดงั น้ี ข้อมูลสถานภาพท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม มาวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพตาม ข้อคำถามในตอนท่ี 1 และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตารางแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของสถานศกึ ษาเอกชน ในเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (SD) โดยใช้ เกณฑ์การแปลผลคา่ เฉล่ยี ซง่ึ มี 5 ระดับ (บุญชม ศรีสะอ้าน, 2551:100) โดยสถิติท่ีใช้การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation), t-test และ F-test
382 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ผลการวิจยั จากการศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของ สถานศึกษาเอกชน ในเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธ์ านี เขต 3 พบว่า ตารางที่ 1 ค่าเฉล่ียและค่าเบ่ียงเบนมาตรฐานของแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุค ไทยแลนด์ 4.0 ของสถานศกึ ษาเอกชน ในเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยรวม แนวทางการพัฒนาคณุ ภาพผเู้ รียน x SD. ระดบั 4.26 0.35 มาก 1. ดา้ นคนเกง่ 4.55 0.35 มากทส่ี ดุ 2. ดา้ นคนดี 4.29 0.29 มาก 3. ดา้ นคนมีคุณภาพ 4.37 0.29 มาก รวม จากตารางท่ี 1 พบว่า ผู้บริหารและครู ท่ีอายุต่างกัน มีแนวทางการพัฒนา คุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของสถานศึกษาเอกชน ในเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยรวม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 0.5 เม่อื พิจารณารายด้าน พบว่า แนวทางการพฒั นาคุณภาพผเู้ รียนของสถานศกึ ษาเอกชนใน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ทุกด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถติ ิท่ีระดับ .0.5
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 383 ตาราง 2 ผลการเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของ สถานศึกษาเอกชน ในเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 จำแนกตามอายุ แนวทางการพฒั นาคณุ ภาพ แหลง่ ความ S d MF S ผู้เรยี น แปรปรวน Sf S ig. 0 คนเก่ง 1 ระหว่างกลมุ่ 6 3 33 0 . .339 .16 3.582* .00 0 ภายในกล่มุ 1 10 0 7.932 90 .09 รวม 2 1 4.271 93 คนดี 2 ระหวา่ งกลมุ่ 6 33 . .555 3 .27 5.974* .00 ภายในกลุ่ม 1 10 7.309 90 .09 รวม 2 1 3.864 93 คนมีคุณภ3าพ ระหวา่ งกลมุ่ 1 01 . .825 3 .91 2.102* .00 ภายในกล่มุ 1 10 4.329 90 .07 รวม 1 1 6.155 93 ระหว่างกลมุ่ 4 03 รวม .052 3 .10 1.096* .00 ภายในกลมุ่ 1 10 2.378 90 .059 รวม 1 1 6.430 93
384 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) จากตาราง 2 พบว่า ด้านคนดี มีแนวทางการพัฒนาให้นักเรียนมีความซื่อสัตย์ต่อ ตนเองและผู้อื่น รจู้ ักการยอมรับ มีมารยาท มีน้ำใจ มคี วามกตัญญู มีค่าเฉล่ียสูงสดุ รองลงคือ มีแนวทางการพัฒนาให้นกั เรียนมคี วามเคารพ มมี ารยาท ยกย่องใหเ้ กียรตผิ อู้ ่ืนทง้ั ต่อหน้าและ ลับหลัง และมีแนวทางการพัฒนาให้นักเรียนเห็นคุณค่าในตนเอง มีความม่ันใจ กล้า แสดงออกอย่างเหมาะสม มีค่าเฉล่ียน้อย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับแนวทางการพัฒนา คุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 สถานศึกษาเอกชนระดับประถมศึกษาในเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 จำแนกตาม ด้านคนเก่ง ด้านคนดี และด้านคุณมี คณุ ภาพ ตารางท่ี 3 ผลการเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของ สถานศึกษาเอกชน ในเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน แหล่งความ SS df MS F Sig. ทางการพฒั นาคุณภาพผู้เรียน แปรปรวน 1. ด้านคนเก่ง ระหว่างกลมุ่ 6.339 2 3.169 33.582* .000 2. ดา้ นคนดี ภายในกลมุ่ 17.932 190 0.094 35.974* .000 3. ดา้ นคนมีคุณภาพ 24.271 192 12.102* .000 รวม 6.555 2 3.277 31.096* .003 รวม ระหวา่ งกลมุ่ 17.309 190 0.091 ภายในกลุ่ม 23.864 192 1.825 2 0.913 รวม 14.329 190 0.075 ระหวา่ งกลมุ่ ภายในกลมุ่ 16.155 192 4.052 2 2.026 รวม 12.378 190 0.065 ระหว่างกลมุ่ ภายในกลุ่ม 16.430 192 รวม จากตาราง 3 ด้านคนมีคุณภาพ มแี นวทางการพัฒนาให้นกั เรยี นนำเทคโนโลยไี ปใช้ ในการเรียนรู้ได้อย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องและเหมาะสม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ มี
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 385 แนวทางการพัฒนาให้นักเรียนมีการพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาผลงานของ ตนเองอย่างภาคภูมใิ จ มคี ่าเฉล่ีย และมีแนวทางการพัฒนาให้นกั เรยี นยอมรับความคิดเห็นและวัฒนธรรม ทแ่ี ตกต่างอย่างสรา้ งสรรค์ มคี า่ เฉล่ียนอ้ ยสุด ผลการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 สถานศึกษาเอกชนระดับประถมศึกษาในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 สถานศึกษาเอกชนระดับประถมศึกษาในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าควรมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตอยู่อย่าง พอเพียง ใฝ่เรียนรู้ ใฝ่ดี ตามคุณลักษณะของผู้เรียนให้มีศักยภาพ เป็นคนเก่ง คนดีและมีคุณภาพ เพื่อใหท้ ันในยุคสมยั ใหม่ในโลกปัจจุบัน แนวการพัฒนาม้งุ เน้นให้ผเู้ รยี น มีความเข้าใจเกย่ี วกับ วตั ถุประสงค์ เป้าหมาย วิธีของการเรยี นสามารถวัดผลและประเมนิ ผลด้านคุณภาพผเู้ รียนได้ เป็นไปตามเกณฑ์ที่หลักสูตร เพื่อมุ่งเน้นด้านประสิทธิภาพผู้เรียน และประสิทธิผล ตลอดท้ัง เปดิ โอกาสให้ผเู้ รียนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรีในแสดงความคิดเห็น ผลทีไ่ ด้ พบว่าผู้เรยี น มีความสุขกับการเรียน ยอมรับบทเรียนที่เกิดจากการถ่ายทอดของครู ซ่ึงเกิดเป็นประโยชน์ และเสรมิ สรา้ งคณุ ค่า ตอ่ การพฒั นาคุณภาพของผู้เรียนได้เปน็ อย่างดี อภิปรายผล จากผลการวิจัย แนวทางการพฒั นาคุณภาพผูเ้ รียนในยคุ ไทยแลนด์ 4.0 สถานศึกษา เอกชนระดับประถมศึกษาในเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธ์ านี เขต 3 ผวู้ ิจยั ไดน้ ำ ผลท่ีพบจากการวิจัยมาอภิปรายเช่ือมโยงทฤษฎี แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเด็น ดังตอ่ ไปน้ี แนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของสถานศึกษาเอกชน ใน เขตพืน้ ทกี่ ารศึกษา ประถมศกึ ษาสุราษฎรธ์ านี เขต 3 โดยรวม อยใู่ นระดบั มาก ดังน้ี 1. ด้านคนเก่ง แนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของ สถานศึกษาเอกชน ในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก ท้ังน้ีอภิปรายว่า มาตรฐานการเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณภาพที่
386 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) พึงประสงค์ของผู้เรียนท่ีให้เกิดข้ึนภายในสถานศึกษา เพ่ือใช้เป็นหลักเทียบเคียงสำหรับการ สง่ เสริม การพัฒนา ผู้เรียนสามารถในการจับประเดน็ ใจความหลักจากส่ิงที่ฟัง ความสามารถ ในการสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว หรือแลกเปล่ียนเรียนรู้กับผู้อื่นได้ มีความสามารถในการตั้ง คำถามเพื่อค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม และความสามารถในการเขียนถ่ายทอดความรู้ ความรู้สึกนึกคิด เร่ืองราว ตลอดจนประสบการณ์ต่าง ๆ ไปสู่ผู้อ่ืนได้ การกำหนดให้ มาตรฐานการศึกษาทำให้เกิดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพ เพราะสถานศึกษาทุกแห่งจะรู้ เป้าหมาย และเข้าใจชัดเจนว่าจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ ประหยัด อินแปง (2558 : 42) )ได้ศึกษาปัญหาและความต้องการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนใน สังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 จังหวัดอุดรธานี ผลการศึกษา พบว่า (1) ปัญหาในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตามความคิดเห็นของครู โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ มาก (2) ครูมีปัญหาในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านคุณลักษณะของผู้เรียน โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก (3) ครูมีความต้องการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านความสามารถและทักษะของ ผู้เรียน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (4) ครูมีความต้องการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้าน คุณลักษณะของผู้เรียน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (5) ครูที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงเรียนที่มี ขนาดแตกต่างกัน มีปัญหาและความต้องการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยรวมเป็นรายด้านทุก ดา้ น มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 (6) ผลการเปรยี บเทียบ ปัญหาการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตามความคิดเห็นของครูในโรงเรียนขนาดต่างกันพบว่า ครู ในโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และขนาดใหญ่พิเศษ มีปัญหาในการพัฒนา ผู้เรียนในภาพรวมแตกต่างกัน (7) ผลการเปรียบเทียบความต้องการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตามความคิดเห็นของครูในโรงเรียนขนาดต่างกัน ครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาด ใหญ่ และขนาดใหญพ่ ิเศษ มีความต้องการในการพฒั นาผู้เรยี นในภาพรวมแตกตา่ งกนั 2. ด้านคนดี แนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของ สถานศึกษาเอกชน ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยรวมอยู่ใน ระดับมากท่ีสุด ทั้งน้ีอภิปรายว่า มาตรฐานการเป็นข้อกำหนดเก่ียวกับคุณลักษณะและ คุณภาพท่ีพึงประสงค์ของผู้เรียนท่ีให้เกิดขึ้นภายในสถานศึกษา เพ่ือใช้เป็นหลักเทียบเคียง สำหรับการส่งเสริม กำกับดูแล ตรวจสอบ จากการศึกษาจะสอนให้คนเก่งแล้ว จำเป็นอย่าง ยิ่งท่ีจะอบรมให้ดีพร้อมกันไปด้วย ประเทศไทยเราจึงจะได้คนท่ีมีคุณภาพ คือ ท้ังเก่ง ท้ังดี มาเป็นกำลังของบ้านเมือง ให้เป็นความเก่งเป็นปัจจัยและพลังสำหรับสร้างสรรค์ และให้
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 387 ความดีเป็นปัจจัยเพื่อประคับประคองหนุนนำความเก่ง ให้เป็นไปในทางที่ถูกอำนวยผล เป็น ประโยชน์อันพึงประสงค์ ชัดเจนว่าจะพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งพบว่าสอดคล้องกับ งานวิจัยของมานะ สินธุวงษานนท์ (2550. หน้า 115-116) ศึกษาปัจจัยส่งเสริมการจัด การศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพนักเรยี นในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื พบว่า กระบวนการพัฒนา ตนเองและความพร้อมที่จะเรียนส่งผลต่อคุณภาพนักเรียนในทางบวกในระดับห้องเรยี น การ จดั การชน้ั เรียน และความกระตือรือร้นของครู ส่งผลต่อคุณภาพนักเรียนในทางบวกในระดับ ห้องเรยี น การ จดั การช้ันเรยี น และความกระตือรือร้นของครู ส่งผลตอ่ คณุ ภาพนักเรียนในใน ระดับมาก 3. ด้านคนมีคุณภาพ แนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของ สถานศึกษาเอกชน ในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก ท้ังนี้อภิปรายว่า มาตรฐานการเป็นข้อกำหนดเก่ียวกับคุณลักษณะและคุณภาพที่ พึงประสงค์ของผู้เรียนที่ให้เกิดข้ึนภายในสถานศึกษา เพื่อใช้เป็นหลักเทียบเคียงสำหรับการ ส่งเสริม กำกับดูแล ตรวจสอบ การประเมินผลและการประกันคุณภาพการศึกษาการ กำหนดให้มาตรฐานการศึกษาทำให้เกิดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพ เพราะสถานศึกษาทุก แห่งจะรู้เป้าหมาย และเข้าใจชัดเจนว่าจะพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซ่ึงพบว่าสอดคล้องกับ งานวิจัยสุรพล พิมพ์สอน (2557: 7) ได้ทำวิจัยกลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 41 ผลการวิจัย พบว่า คณุ ภาพผู้เรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษาเขต 41 มีดังนี้ (1) คุณภาพผู้เรียนด้านการเป็นคนดี อยใู่ นระดับดี (2) คณุ ภาพผู้เรียนด้านการเป็นคนเก่ง อยู่ ในระดับดี ยกเว้นมาตรฐานด้านผู้เรยี นมีความรู้และทักษะที่จาเป็นตามหลกั สูตรมีคุณภาพอยู่ ในระดับพอใช้ และผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ มัธยมศึกษาปีท่ี 6 ทุกรายวิชาไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ยกเว้นรายวิชาสุขศึกษาและพล ศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผ่านเกณฑ์เพียงรายวิชาเดียว (3) คุณภาพผู้เรียนด้านการ เปน็ คนมคี วามสุข อยใู่ นระดับดี องค์ความรทู้ ่ไี ด้จากการศกึ ษา จากการศึกษาวิจัยเร่ือง แนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 สถานศกึ ษาเอกชนระดบั ประถมศกึ ษาในเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
388 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ดา้ นคนเกง่ ดา้ นคนดี และด้านคุณมีคณุ ภาพ ดงั น้ี 1. ด้านคนเก่ง มีแนวทางการพัฒนาให้นักเรียนกล้าคิด กลา้ ทำ และกล้าแสดงออก ในส่ิงที่ถูกต้องและเหมาะสม มีแนวทางการพัฒนาให้นักเรียนใช้ทักษะในการดำเนิน ชีวติ ประจำวันในปัจจบุ นั ในยุค4.0 และแนวทางการพัฒนาให้นกั เรียนมที ักษะและสามารถนำ เทคโนโลยสี ารสนเทศมาปรับใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้ 2. ด้านคนดี มีแนวทางการพัฒนาให้นักเรียนมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อ่ืน รู้จักการยอมรับ มีมารยาท มีน้ำใจ มีความกตัญญู มีแนวทางการพัฒนาให้นักเรียนมีความ เคารพ มีมารยาท ยกย่องให้เกียรติผู้อ่ืนทั้งต่อหน้าและลับหลังและมีแนวทางการพัฒนาให้ นักเรียนเห็นคณุ ค่าในตนเอง มคี วามมน่ั ใจ กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม 3. ด้านคนมีคุณภาพมีแนวทางการพัฒนาให้นักเรียนนำเทคโนโลยีไปใช้ในการ เรียนรู้ได้อย่างสรา้ งสรรค์ ถูกต้องและเหมาะสม มีแนวทางการพัฒนาให้นักเรียนมีการพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาผลงานของตนเองอย่างภาคภูมิใจ และมีแนวทางการพัฒนา ใหน้ กั เรียนยอมรับความคดิ เหน็ และวัฒนธรรมท่ีแตกตา่ งอยา่ งสรา้ งสรรค์ เอกสารอ้างองิ ประหยัด อินแปง. (2558), รูปแบบคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน โรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 . วารสาร ศกึ ษาศาสตร์. มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม. 9 พเิ ศษ พ.ศ.2558. มานะ สินธุวงษานนท์. (2550), ปัจจัยส่งเสริมการจัดการศึกษาท่ีส่งผลต่อคุณภาพนักเรียน บณั ฑิตวทิ ยาลัย : มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า. ราชกิจจานุเบกษา. (2542), พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ. หมวดท่ี 4 แนวการจัด การศกึ ษา. แกไ้ ขเพิม่ เตมิ ฉบับ 3 พ.ศ.2553. 19 สิงหาคม 2542. สุคนธ์ สินธพานนท์.(2560), ครูยุคใหม่กับการจัดการเรียนรู้สู้การศึกษา 40. กรุงเทพฯ : เทคนิคพรน้ิ ตง้ิ . สุรพล พมิ พ์สอน. (2557),“กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพผ้เู รียนของสถานศึกษา สงั กัดสานักงาน เขต พ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 41”.บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏ กำแพงเพชร.
การบรหิ ารกิจกรรมพัฒนาระเบยี บวนิ ัยนักเรียนของโรงเรียนในกลุ่มเครอื ข่าย สถานศึกษาท่ี 4 สงั กดั สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 3 Management of Activities for the Development of Student Discipline of the Schools in the 4th School Network under Nakhon Si Thammarat Primary Educational Service Area Office 3 1มัณฑนา พนั ธ์อดุ ม, 2ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่, 3สำเรงิ จันชมุ และ 4วนั ฉัตร ทพิ ย์มาศ, 1Mantana Punudom, 2Teeraphong Somkhaoyai 3Samroeng Chanchum and 4Wanchat Thippamas 1,2,3มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ประเทศไทย 4วทิ ยาลัยเทคโนโลยที ักษิณอาชวี ศึกษา, ประเทศไทย 1,2,3Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand. 4Vocational Technology Thaksin College, Thailand. [email protected], [email protected] Received May 10, 2020; Revised July 12, 2020; Accepted August 25, 2020 บทคดั ย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันในการบริหารกิจกรรม พัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน 2) ศึกษาการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน 3) เสนอ แนวทางการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรยี น โดยใช้ระเบยี บวิธวี ิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้ให้
390 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ข้อมูลสำคัญโดยการสัมภาษณ์จากผู้มีส่วนเก่ียวข้อง จำนวน 12 คน ผู้เช่ียวชาญ จำนวน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม จำนวน 7 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และแบบสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการ บริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน มีการดำเนินการจัดกิจกรรม 4 กิจกรรมคือ (1) กิจกรรมเข้าแถวตามลำดับ (2) กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี เพ่ือบ่มเพาะระเบียบวินัย (3) กิจกรรมท่ีส่งเสริมการตรงต่อเวลา (4) กิจกรรมท่ีส่งเสริมการปฏิบัติตามระเบียบวินัย กติกา ขอ้ ตกลงร่วมกันของห้องเรียน, โรงเรียน เช่น ทิ้งขยะในถัง,การแต่งกายที่ถูกต้องตามระเบียบ 2) การบรหิ ารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน สถานศกึ ษาจะตอ้ งทำการศึกษาหลกั สูตร สถานศึกษารายวิชาเพิ่มเติม“การป้องกันการทุจริต”เตรียมจัดการสอน วางแผนการจัดการ เรียนรู้ตามหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม“การป้องกันการทุจริต”ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์การ เรียนการสอนกิจกรรมลูกเสือ เตรียมจัดการสอน วางแผนการจัดการเรียนการสอนและ ดำเนนิ การในกิจกรรมลูกเสือ มีการอบรมดูแล ตดิ ตาม นักเรียนในการทำกิจกรรมทกุ กจิ กรรม โดยครูจะเป็นผู้ควบคมุ ดูแลและติดตามอย่างต่อเน่ือง เพื่อให้ได้ผลอย่างจริงจัง และสามารถ นำผลท่ีได้ไปปรับปรุงเพื่อพัฒนาต่อไป 3) เสนอแนวทางการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบ วนิ ยั นักเรยี น โดยมกี ารแต่งตั้งคณะกรรมกำกบั ตดิ ตาม ประเมินผลการบรหิ ารกิจกรรมพฒั นา ระเบียบวินัยนักเรียนของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 กำหนดปฏิทินการ ประเมินผลการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของโรงเรี ยนในกลุ่มเครือข่าย สถานศึกษาท่ี 4 การประเมินตามสภาพจริง การสงั เกตพฤติกรรมเป็นการเก็บขอ้ มูลจากการดู การปฏิบัติกิจกรรมของผู้เรียน และการสนทนาเป็นการสื่อสาร 2 ทางอีกประเภทหนึ่ง ระหวา่ งผสู้ อนกับผู้เรยี น คำสำคญั : การบริหารกจิ กรรม, ระเบยี บวินยั นักเรียน, กลมุ่ เครือข่ายสถานศกึ ษาท่ี 4 Abstract The objectives of this research included: 1) to study the current conditions in management of activities for the development of student discipline; to investigate the management of activities for the development of student discipline; and 3) to propose guidelines for the management of activities for the development of student discipline.
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 391 The study was conducted by employing a qualitative research method. Key informants interviewed were: 12 participants, 3 experts and 7 specialists in group discussion. The research tools employed were in-depth interview format, expert interview format, and focus group discussion format. The findings were as follows: 1) Regarding the current condition of in the management of activities for the development of student discipline, the schools organized four activities consisting of: (1) chronological lining-up, (2) boy scouts and girl guides activities for cultivating discipline, (3) activities for promoting punctuality, and (4) activities for promoting practice according to discipline, rules and common agreements of the classroom and school such as littering, appropriate dress according to the regulations; 2) With regard to the management of activities for the development of student discipline, the schools were required to: study an additional course in \"Prevention of Corruption\", prepare the teaching, plan the learning management according to the additional course syllabus in \"Prevention of Corruption\", study the curriculum, analyze the teaching and learning of the boy scouts and girl guides activities, prepare the teaching, plan the learning management and carry out the scout activities, train, supervise, follow-up the students in every activity. Teachers would continuously take care, supervise and follow-up for effective results that could be improved for further development; and 3) As for the proposal of a guideline in the management of activities for the development of student discipline, the school committee was appointed for monitoring and evaluating the management of activities for the development of student discipline of the schools in the 4th School Network. Evaluation timeline was scheduled for managing activities for student discipline development of the schools in the 4th School network with authentic assessment, behavior observation as data collection from observing the activities of the learners and conversation as another type of a two-way communication between the teachers and the learners. Keywords: Management of Activities, Student Discipline, 4th School Network
392 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) บทนำ ปจั จุบนั สถานการณ์ในประเทศไทยกำลังประสบปญั หาในด้านต่างๆ มากมาย ไมว่ ่า จะเป็นปัญหาทุจริตคอรัปช่นั ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการศึกษาที่ยงั เป็นปัญหาหลายประการ ด้วยกัน อาทิ ระบบการศึกษา ตลอดจนปัญหาด้านค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม ขาดความ ตระหนักถึงความสำคัญของการมีวินัย ความซ่ือสัตย์ และการขาดจิตสาธารณะของเยาวชน ไทย ซงึ่ นับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญในสังคมที่ส่งผลกระทบและขยายวงกว้างข้ึนเร่ือยๆ อีกท้งั ยัง มีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากย่ิงข้ึน (ยุรธร จีนา,2560 :787) ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบ โดยตรงต่อเยาวชนไทย จึงเหน็ ส่ิงได้ว่าคา่ นยิ มมีความสำคญั ต่อการดำรงชวี ิตให้อยู่ร่วมกัน ใน สังคมอย่างเป็นระเบียบแบบแผนและสงบสุข ซึ่งสอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560–พ.ศ.2579) ที่กลา่ วว่า“มุ่งเน้นสร้างผ้เู รียนให้มีทักษะและคณุ ลกั ษณะพ้ืนฐานของ พลเมืองไทย มีทักษะและคุณลักษณะที่จำเป็นในศตวรรษท่ี 21” (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 : ฉ) เช่นเดียวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ในด้านที่ 3 ดานพัฒนาและเสริมสร างศักยภาพทรัพยากรมนุษย ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 ปรับเปล่ียนค่านิยมและวัฒนธรรม ท่ี มุ่งเน้นในเรื่องการ บูรณาการเร่ืองความซ่อื สัตย์ วินัย คุณธรรม จริยธรรมในการจัดการเรียน การสอนในสถานศึกษา ประเทศไทยจึงต้องมุ่งเน้นการจัดการศึกษาให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพสูงสุด เพ่ือสร้างพื้นฐานท่ีดีในวัยเด็ก ปลูกฝังความเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ต้ังแต่วัยการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐานและพัฒนาความรู้ความสามารถ เพื่อการทำงานท่ีมีคุณภาพ ซึ่ง สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 ท่ีบัญญัติไว้ว่า“การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ท้ังร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวฒั นธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 : 3) ซึ่งในการจัด การศึกษาให้เป็นไปตามรูปแบบพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 ต้องอาศัยองค์ประกอบด้วยกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ภาครัฐ หน่วยงานเอกชน สถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ที่จะมาเป็น ส่วนร่วมในการขับเคล่ือนให้กระบวนการของการจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสบผลสำเร็จมากท่ีสุด
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 393 สภาพปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนมักจะมุ่งเน้นการสอนด้านวิชาการ เนื้อหา สาระ การเรียนรู้ ในแต่ละรายวิชา โดยไม่สอดแทรกความมีระเบียบวินัยลงไป ทำให้นักเรียน ไม่ได้ตระหนัก ถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการอยู่ร่วมกันและการทำงานร่วมกันอย่าง เป็นระเบียบท่ีถูกต้องอย่างแท้จริง ผู้บริหารและครูผู้สอนส่วนใหญ่มุ่งเน้น ให้นักเรียนมี ความสามารถและทักษะในรายวิชาแต่ละรายวิชาเพ่ิมข้ึน แต่กลับไม่ได้มุ่งเน้นการปลูกฝัง ความมีระเบียบวินัยพื้นฐาน ซ่ึงความมีระเบียบวินัยพ้ืนฐานน้ันเป็นปัจจัยสำคัญท่ีควรปลูกฝัง ต้ังแต่ยังเด็กๆ มิเช่นน้ัน เม่ือเด็กเหล่าน้ีโตไปโดยมิได้เน้นการปลูกฝังความมีระเบียบวินัย พื้นฐาน เม่ือออกไปสู่สังคมแล้วก็อาจจะนำความรทู้ ี่ตนเองมีอยู่ไปเอารดั เอาเปรียบผู้อื่น หรือ กระทำช่ัว โดยเฉพาะอย่างย่ิงสถานศึกษาระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานจะต้องเปลี่ยนจากการ เน้นที่การสอนของครู เป็นเน้นที่การเรียนรู้ของนักเรียนและเปลี่ยนจากการเรียนของแต่ละ บคุ คล มาเป็นเน้นที่การเรียนร่วมกันเป็นกลุ่ม รวมทั้งเปลี่ยนจากการเรยี นแบบแข่งขันมาเป็น ความรว่ มมือหรือชว่ ยเหลอื แบ่งปันกัน โดยมงุ่ เน้นทกี่ ารเรยี นรู้ของผู้เรยี นเป็นหลกั ชมุ ชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือสำหรับให้ครูรวมตัวกันเป็นชุมชนและก่อให้เกิด การเปล่ียนแปลงในระดับ“ปฏิรูป”การเรียนรู้เพ่ือปรับปรุงโรงเรียนและตนเอง ให้นักเรียนมี พฤติกรรมท่ีพึงประสงค์เพิ่มขึ้น และร่วมกันลดพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ให้น้อยลงหรือหมด ไป ดังนั้นหากมีการพัฒนารูปแบบ กลไกการเสริมสร้างวินัยนักเรียนในสถานศึกษาระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ นกั เรียน ดังนั้นจึงเปน็ ภาระหน้าที่โดยตรงท่ีผู้บริหารและครผู ู้สอนจะต้องตระหนกั และพัฒนา ให้นักเรียนเป็นคนท่ีมีระเบียบวินัยให้มากท่ีสุด โดยมุ่งหวังให้นักเรียนออกไปสู่สังคมด้วย คณุ ภาพและสามารถเปน็ กำลังสำคัญในการพฒั นาประเทศต่อไปได้ จากสภาพปัญหาที่กล่าวมาในข้างต้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษา การบริหาร กิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน ของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาท่ี 4 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 เนื่องจากโรงเรียนในกลุ่ม เครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 มีการบริหารกิจกรรมพัฒนาวินัยนักเรียน ที่ทางโรงเรียนได้กำหนดขึ้น แต่ทั้งนี้การจัด กิจกรรมต่างๆ ของแต่ละโรงเรียนยงั ไมไ่ ด้ดำเนินไปในทางเดียวกันหรือบางกจิ กรรม โรงเรียน บางโรงเรียนก็ไม่ได้จัดกิจกรรม ผลท่ีเกิดข้ึนจึงแตกต่างกันโดยกิจกรรมต่างๆ ข้ึนอยู่กับงาน บริหารงานทั่วไปโดยตรง ผู้วิจัย จึงสนใจทำการศึกษาเก่ียวกับรูปแบบการบริหารกิจกรรม
394 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) พัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน ของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาท่ี 4 สังกัดสำนักงาน เขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ทัง้ นี้เพ่ือเป็นการนำผลการศกึ ษาไป ปรับปรุงแก้ไข และใช้เป็นบรรทัดฐาน ในการกำหนดแนวทางการจัดกิจกรรมให้มีทิศทางไป ในทางเดยี วกนั และเพ่ือมุ่งเนน้ นกั เรยี นใหเ้ ป็นพลเมอื งทดี่ ีและมีคุณภาพในสังคมต่อไป วัตถปุ ระสงคก์ ารวิจยั 1. เพ่ือศึกษาสภาพปัจจุบันในการบรหิ ารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของ โรงเรียน ในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาท่ี 4 สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครศรธี รรมราช เขต 3 2. เพื่อศึกษาการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของโรงเรียนในกลุ่ม เครือข่ายสถานศึกษาที่ สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 3. เพ่ือเสนอแนวทางการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของโรงเรียน ในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 3 วธิ ีดำเนนิ การวจิ ยั การวิจัยน้ี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผู้วิจัยได้ดำเนินการ วิจยั เป็น 3 ขน้ั ตอน ดังนี้ 1. ข้นั ตอนการศกึ ษาสภาพ ข้ันตอนการศึกษาสภาพการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของ โรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 3 ได้กำหนดดังน้ี การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง การ สัมภาษณ์เชิงลึก การร่างรูปแบบ ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposeful Selection) เป็นการเลือกแบบไม่มีโครงสร้างที่เคร่งครดั มีข้ันตอนและวิธีการดำเนินการที่ไม่ ซับซ้อนเพ่ือท่ีจะได้ตัวอย่างท่ีเหมาะที่สุดเท่าที่จะเป็นได้สำหรับแนวคิด จุดมุ่งหมายและ วัตถุประสงค์ของการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เลือกมีลกั ษณะเป็น“Information-rich case” คือ
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 395 มีข้อมูลให้ศึกษาในระดับลึกได้มากและสามารถสะท้อนความเป็นจริงได้ดีที่สุด ซึ่งจะมี ความหมายต่อจุดมุ่งหมายหลักของการศึกษา เพื่อให้ได้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เหมาะสมกับ จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษามากท่ีสุด โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) จากผู้มสี ่วนเกี่ยวข้องจำนวน 12 คน อันประกอบดว้ ยผู้อำนวยการโรงเรยี น จำนวน 6 คน หวั หน้างานบรหิ ารงานทวั่ ไป จำนวน 6 คน ผู้วิจัยได้ใช้เคร่ืองมือในการวิจัย ได้แก่ แบบการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ซ่ึงมีลำดับขั้นในการสร้างเครื่องมือ ดังน้ี 1) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ี เกี่ ยวข้อ งเก่ียวกับ การบ ริห ารกิจกรรมพั ฒ น าระเบี ยบ วินัยนั ก เรียน ข องโรงเรียน ใน กลุ่ ม เครอื ข่ายสถานศึกษาท่ี 4 2) กำหนดประเด็นการร่างแบบการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบ วินัยนักเรียนของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 โดยใช้กิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัด ข้ึนมาเป็นแนวทางการร่างแบบ 3) นำร่างแบบการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัย นักเรียนของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาท่ี 4 ท่ีได้ไปปรึกษาอาจารย์ ที่ปรึกษาและ ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ 4) ปรับร่างแบบการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน ของโรงเรียนในกลุม่ เครือข่ายสถานศึกษาท่ี 4 เปน็ ประเดน็ คำถาม ในการสมั ภาษณ์เชงิ ลกึ 2. ขัน้ ตอนการศึกษาการบริหารกจิ กรรม ข้ันตอนการศึกษาการบริหารจัดการการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัย นักเรียนของโรงเรียนในกลุ่มเครอื ข่ายสถานศึกษาท่ี 4 ได้กำหนด การร่างแบบการสัมภาษณ์ เชงิ ลึก การสัมภาษณ์เชงิ ลึกผู้เช่ยี วชาญ ผ้ใู ห้ขอ้ มลู สำคัญในขั้นตอนนี้ได้แก่ ผูเ้ ชี่ยวชาญในการ การบรหิ ารกจิ กรรมพัฒนาระเบยี บวินัยนักเรียนของโรงเรียนในกลมุ่ เครือขา่ ยสถานศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 คือ จาก ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญมีดังนี้ ผ้อู ำนวยการโรงเรยี น จำนวน 1 คน ศึกษานเิ ทศก์ จำนวน 1 คน และหัวหน้างานบริหารงาน ทวั่ ไป 3. ขน้ั ตอนการนำเสนอ ขนั้ ตอนการนำเสนอ การบริหารกจิ กรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรยี นของโรงเรียน ในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 3 ได้กำหนดดังนี้ นำเสนอแบบการสนทนากลุ่ม ข้อเสนอแนะจากการ สนทนากลุ่ม แบบสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในข้ันตอนน้ีได้แก่ ผู้ร่วมประชุมกลุ่มสนทนา
396 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) ผู้ใหข้ ้อมูลสำคญั ในการเสนอการบริหารกจิ กรรมพัฒนาระเบยี บวินัยนักเรียนของโรงเรียนใน กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาท่ี 4 สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 3 คือ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบ เจาะจง โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญมีดังนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 3 คน ศึกษานิเทศก์ จำนวน 1 คน หัวหน้างานบริหารงานทั่วไป จำนวน 2 คน และกรรมการสถานศึกษาขั้น พ้นื ฐานโรงเรียนวดั แหลมตะลุมพกุ จำนวน 1 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในข้ันตอนการศึกษาการบริหารจัดการ คือ แบบประเมินและแบบ การสนทนากลุ่ม (Focus Group) ซึ่งมีลำดับขั้นในการสร้างเคร่ืองมือ ดังนี้ 1) นำร่างแบบ การบรหิ ารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรยี นของโรงเรียนในกลุ่มเครอื ข่ายสถานศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ที่ได้จากการร่าง รปู แบบมาจัดทำเป็นแบบประเมินความเป็นไปได้ ความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ 2) นำแบบประเมินความเปน็ ไปได้ ความเหมาะสมและความเปน็ ประโยชนท์ ี่ได้ปรกึ ษาอาจารยท์ ่ี ปรึกษาเพ่ือตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อย ความครอบคลุมขององค์ความรู้ท้ังการบริหาร การบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบยี บวินัยนักเรยี นของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 3) ปรับปรุงตาม ข้อเสนอแนะ และให้อาจารย์ท่ีปรึกษา ตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคำถามกับนิยาม ศัพท์อีกคร้ัง 4) นำข้อคำถามปรับปรุงตามข้อเสนอแนะนำของอาจารย์ท่ีปรึกษา จึงทำเป็น ฉบับจริงเพ่ือเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ในข้ันตอนการสนทนากลุ่ม (Focus Group) 5) แบบ สนทนากลุ่ม-ใช้ร่างแบบการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของโรงเรียนในกลุ่ม เครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 และร่างแบบการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของโรงเรียนในกลุ่ม เครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 ที่ได้มาเป็นแนวทางสำหรับการให้ความเห็นและข้อเสนอแนะของ อาจารย์ท่ปี รกึ ษา
วารสาร มจร อบุ ลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 397 ผลการวจิ ัย การเสนอผลการวิจัยในครั้งน้ี ผู้วิจัยจะนำเสนอผลการวิจัยโดยมีวัตถุประสงค์ของ การวิจัย 3 ข้อโดยการ ศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร (Documentary investigation) การ สัมภ าษณ์ เชิงลึก (In-depth Interview) และการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ผลการวจิ ยั สรุปไดด้ งั นี้ 1. การศึกษาสภาพการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน พบว่า 1) กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมเข้าแถวตามลำดับ สถานศึกษา ทำการศึกษาหลักสูตรรายวิชา เพิ่มเติม“การป้องกันการทุจริต”เพื่อเตรียมจัดการสอน วางแผนการจัดการเรียนรู้ตาม หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม“การป้องกันการทุจริต”มีการอบรมดูแล ติดตามนักเรียนใน การเข้าแถวตามลำดับ มีการจัดกิจกรรมเขา้ แถวตามลำดับ ไม่วา่ จะเป็นการเข้าแถวหนา้ เสา ธง และการเข้าแถวทำกิจกรรมต่างๆ ซ่ึงกระบวนการของการดำเนินกิจกรรมจะให้นักเรียน เข้าแถวตามชั้นเรียน โดยแบ่งเป็น 2 แถว ต่อ 1 ห้อง ยืนเรียงตามลำดับไหล่ แยกชาย – หญิง ซ่ึงมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเน่ือง 2) กิจกรรมลูกเสือ – เนตรนารี เพื่อบ่ม เพาะระเบียบวินัย สถานศึกษาทำการศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์การเรียนการสอนกิจกรรม ลกู เสอื เตรียมจัดการสอน วางแผนการจัดการเรยี นการสอนและดำเนินการในกิจกรรมลูกเสือ ซ่ึงมีการจัดกิจกรรมลูกเสือ–เนตรนารี ตามเนื้อหาหลักสูตรลูกเสือ 1 คาบ ต่อสัปดาห์ และมี การเข้าค่ายลูกเสือ–เนตรนารี นอกสถานศึกษาปีละ 1 ครั้ง โดยโรงเรียนที่มีครูและบุคลากร ทางด้านลูกเสือเพียงพอจะจัดการเรียนการสอนแบบแยกช่วงชั้น เป็นกองลูกเสือ–เนตรนารี สำรอง, กองลูกเสอื –เนตรนารี สามัญ และกองลูกเสอื –เนตรนารี สามัญรุน่ ใหญ่ 3) กิจกรรมท่ี 3 กิจกรรมท่ีส่งเสรมิ การตรงตอ่ เวลามีการสอดแทรก ในเนื้อหาการเรยี นการสอนมีการดำเนิน กิจกรรมท่ีส่งเสริมการตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรม ซึ่งผู้บริหารจะมีการประชุมครู เพ่ือ สร้างความเข้าใจในการจัดกิจกรรมให้กับนักเรียน และครูจะมีการสร้างข้อตกลง กติกา กับ นกั เรียนเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน โดยทุกการจัดกิจกรรมจะมคี รูคอยกำกับ ติดตามและ ประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ นำผลการประเมินมาปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานต่อไป 4) กิจกรรมท่ี 4 กิจกรรมท่ีส่งเสริมการปฏิบัติตามระเบียบวินัย กติกา ข้อตกลงร่วมกันของ ห้องเรียน, โรงเรียน เช่น ท้ิงขยะในถัง, การแต่งกายท่ีถูกต้องตามระเบียบ สถานศึกษา ทำการศึกษาหลักสูตรรายวิชาเพ่ิมเติม“การป้องกันการทุจริต”เตรียมจัดการสอน วาง แผนการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรรายวิชาเพ่ิมเติม“การป้องกันการทุจริต”สถานศึกษาทุก
398 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.5 No.2 (May-August 2020) สถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 สงั กัดสำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 3 มีการประชมุ ตกลงตั้งกติกา เพอื่ เป็นบรรทดั ฐานในการปฏิบัติ 2. การบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน พบว่า 1) หลักการและเหตุผล การบรหิ ารกจิ กรรมพฒั นาระเบียบวนิ ัยนักเรียน ควรมีการบรหิ ารกจิ กรรมพฒั นาวินยั นกั เรยี น เพ่ือเป็นการนำผลการศึกษาไปปรับปรุงแก้ไข และใช้เป็นบรรทัดฐาน ในการกำหนดแนว ทางการจัดกิจกรรมให้มีทิศทางไปในทางเดียวกัน และเพ่ือมุ่งเน้นนักเรียนให้เป็นพลเมืองท่ีดี และมีคุณภาพในสังคมต่อไป 2) วัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการ เพื่อกำหนดแนวทางการ จดั กิจกรรมให้มที ิศทางไปในทางเดยี วกัน เพือ่ พัฒนาการจัดการเรยี นการสอน โดยการเน้นให้ ผู้เรียนมีระเบียบวินัยเพื่อมุ่งเน้นนักเรียนให้เป็นพลเมืองท่ีดีและมีคุณภาพในสังคม 3) กระบวนการดำเนินการบริหารจัดการ ท้ัง 4 กิจกรรม กล่าวคือ ทางสถานศึกษาจะต้อง ทำการศึกษาหลักสูตรสถานศึกษารายวิชาเพิ่มเติม“การป้องกันการทุจริต”เตรียมจัดการสอน วางแผ น การจั ด การเรีย น รู้ต ามห ลั กสู ต รราย วิช าเพ่ิ มเติ ม“กา รป้ องกัน การทุจ ริต ” ศึกษ า หลักสูตร วิเคราะห์การเรยี นการสอนกิจกรรมลูกเสือ เตรียมจัดการสอน วางแผนการจัดการ เรียนการสอนและดำเนินการในกิจกรรมลูกเสือ มีการอบรมดูแล ติดตาม นักเรียนในการทำ กจิ กรรมทกุ กิจกรรม โดยครูจะเป็นผคู้ วบคุม ดแู ลและติดตามอย่างต่อเน่อื ง เพือ่ ให้ได้ผลอย่าง จริงจังและสามารถนำผลทีไ่ ด้ไปปรับปรุงเพื่อพัฒนาต่อไป ด้านการติดตามผลและประเมินผล แต่งตั้งคณะกรรมกำกับติดตาม ประเมินผลการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน ของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาท่ี 4 กำหนดปฏิทินการประเมินผลการบริหาร กิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาท่ี 4 การ ประเมินตามสภาพจริง การสังเกตพฤติกรรมเป็นการเก็บข้อมูลจากการดูการปฏิบัติกิจกรรม ของผู้เรียน การสังเกตพฤติกรรม เป็นการเก็บข้อมูลจากการดูการปฏิบัติกิจกรรมของผู้เรียน และการสนทนา เปน็ การสอ่ื สาร 2 ทางอีกประเภทหนึ่ง ระหว่างผู้สอนกับผู้เรยี น 3. แนวทางการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน พบว่า การบริหาร กิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของโรงเรียน ผู้บริหารจะต้องสร้างให้ครูมีจิตวิญญาณ ของความเป็นครู อาศัยความรักระหว่างครูและเด็ก ให้มีการประสานงานระหว่างครูและ ผู้ปกครอง ทางสถานศึกษาจะต้องทำการศึกษาหลักสูตรสถานศึกษารายวิชาเพ่ิมเติม “การ ป้องกนั การทจุ ริต”เตรียมจดั การสอน วางแผนการจัดการเรยี นรูต้ ามหลักสูตรรายวิชาเพมิ่ เติม “การป้องกันการทุจริต”ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์การเรียนการสอนกิจกรรมลูกเสือ เตรียม
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2563) | 399 จัดการสอน วางแผนการจัดการเรียนการสอนและดำเนินการในกิจกรรมลูกเสือ สร้าง จิตสำนึกและทัศนคติที่ดี ให้เกิดข้ึนกับนักเรียน นำกระบวนการมาพัฒนานักเรียนให้เป็นไป ตามเป้าหมายที่วางไว้ จนนักเรียนซึมซับและทำเป็นนิสัยโดยไม่มีใครบังคับและเต็มใจทำด้วย ตนเอง สรา้ งความตระหนักและเหน็ คุณค่าความสำคัญของการตรงต่อเวลา ทั้งเมอื่ ตอนที่มีครู กำกับดูแลและไม่มีครูกำกับดูแล มีการติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ นำผลการ ประเมินมาปรับปรุงแผนการปฏิบัติงาน เสริมสร้างการตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมทุก กจิ กรรม โดยแนวทางการบริหารกิจกรรมทางผทู้ รงคุณวฒุ ิได้ใหค้ วามเห็นว่ามีความเหมาะสม เปน็ ไปได้และมีประโยชน์ สามารถนำไปสกู่ ารปรบั ใชไ้ ด้ อภิปรายผล จากการศึกษาวิจัย เร่ืองการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของ โรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 3 สรุปผลและอภปิ รายผลการวจิ ยั ไดด้ ังน้ี 1. การศึกษาสภาพการบริหารกจิ กรรม มีการดำเนินการจดั กิจกรรม 4 กิจกรรมคือ (1) กิจกรรมเข้าแถวตามลำดับ (2) กิจกรรมลูกเสือ–เนตรนารี เพ่ือบ่มเพาะระเบียบวินัย (3) กิจกรรมท่ีส่งเสริมการตรงต่อเวลา (4) กิจกรรมที่ส่งเสริมการปฏิบัติตามระเบียบวินัย กติกา ขอ้ ตกลงรว่ มกนั ของหอ้ งเรยี น, โรงเรียน เช่น ท้ิงขยะในถงั , การแตง่ กายทถ่ี กู ต้องตามระเบยี บ ทง้ั น้เี ปน็ เพราะว่าสถานศึกษาแต่ละสถานศึกษามกี ารทำการศึกษาหลักสูตรรายวิชาเพ่ิมเติม “การป้องกันการทุจริต”เพื่อเตรียมจัดการสอน วางแผนการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร รายวิชาเพิ่มเติม“การป้องกันการทุจริต”วางแผนการจัดการเรียนการสอนและดำเนินการ ในกิจกรรมลูกเสือ ซ่ึงมีการจัดกิจกรรมลูกเสือ–เนตรนารี ตามเน้ือหาหลักสูตรลูกเสือ ซึ่ง ผบู้ ริหารจะมีการประชุมครู เพ่ือสรา้ งความเข้าใจในการจัดกิจกรรมให้กับนักเรียน และครูจะ มีการสร้างข้อตกลง กติกากับนักเรียนเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน โดยทุกการจัดกิจกรรม จะมีครูคอยกำกับ ติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ นำผลการประเมินมาปรับปรุง แผนการปฏิบัตงิ าน สอดคล้องกับวิภาส ทองสุทธ์ิ (2560 : 1) ได้ศกึ ษาวิจัยเร่ือง“รปู แบบการ เสริมสร้างวินัยนักเรียนในสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา จังหวัดปทุมธานี”ผลการศึกษาพบว่า1) สภาพการเสริมสร้างวินัยนักเรียนในสถานศึกษาข้ัน พ้ืนฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี อยู่ในระดับมากทั้ง 5 ด้าน โดย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 785
- 786
- 787
- 788
- 789
- 790
- 791
- 792
- 793
- 794
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 794
Pages: